กู้หน้า”ปชป.”พ้นล่มศรัทธา.. บทบาท”ชวน”ที่มากกว่า ปธ.สภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กู้หน้า”ปชป.”พ้นล่มศรัทธา.. บทบาท”ชวน”ที่มากกว่า ปธ.สภา

4 มิถุนายน 2562 – 11:20 น.
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 22,708 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

เกมการเมือง ในสภาหินอ่อน กับปฐมบท ที่ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” จำนวน 494 คน ลงคะแนนเสียงข้างมาก 358 เสียง สนับสนุน “ชวน หลีกภัย” นั่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย จนชนะคู่แข่งจากฟากเพื่อไทย ​“สมพงษ์​ อมรวิวัฒน์” ถือเป็นเรื่องที่ไม่ผิดความคาดหมายนัก

สำหรับเสียงข้างมากที่สนับสนุนนั้น แม้จะเป็นการลงคะแนนลับ แต่พอเดาทางออกว่า พรรคที่เทเสียงสนับสนุนคือ ฝั่งที่กำลังจะฟอร์มรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และ ส.ส.ฟากตรงข้าม ที่ศรัทธาในตัว “นายหัวชวน”

พลันที่ได้รับเลือก และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 31 พฤษภาคม หมุดหมายแรกที่ “ประธานสภา ​คนที่ 26” ตั้งใจทำคือ “ปฏิวัติภาพลักษณ์สภาหินอ่อน” ที่ก่อนหน้านี้ ถูก “กลุ่มทหารผู้ยึดอำนาจการปกครอง” ดูถูกว่า เป็น สภาไม่ได้เรื่อง เพราะสร้างแต่ปัญหาวุ่นวาย

การปรับภาพลักษณ์ที่ว่า คงไม่มีใครปฏิเสธ หรือไม่ให้ความร่วมมือ เพราะการกู้หน้าการทำงานในสภาหินอ่อนฝ่ายการเมือง ย่อมเป็นผลดี รวมถึงเป็นแต้มต่อให้แก่ทุกขั้วการเมืองที่จะใช้หาคะแนนเสียงความนิยม

แต่ส่วนนี้ต้องแยกให้ออกจากการทำหน้าที่ดูแลและควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยและเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม

ซึ่งการทำหน้าที่ “ประธานสภา” ​ของนายชวน สมัยที่ 2 ที่ห่างจากสมัยแรก เมื่อปี 2529 ถึง 33 ปี ย่อมมีสิ่งที่ต้องจับตา ภายใต้กฎที่ปรับเปลี่ยน และภาวะสังคมของผู้แทนราษฎรที่เปลี่ยนไป

หากย้อนไปถึงการทำหน้าที่ประธานสภา​ ในสมัยแรก ช่วงสิงหาคม 2529 – เมษายน 2531 จากคำบอกเล่าคนใกล้ชิด อย่าง “สมบูรณ์​ อุทัยเวียนกุล” อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ว่าที่เลขานุการประธานสภา ถ่ายทอดรอยจารึก ที่รับฟังจากปากของ “นายหัวชวน” ไว้ว่า

“สมัยที่ทำหน้าที่ประธานสภายุคนั้น เรียกว่ามีนักการเมืองชั้นเซียน และเก๋าเกม อยู่มากพอดู ทั้ง สมัคร สุนทรเวช หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดาวสภายุคนั้น ซึ่งนายชวนต้องใช้ไหวพริบ และความแม่นยำในข้อบังคับรับมือ เช่น การทำหน้าที่ครั้งหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ขออภิปราย แต่ไม่ได้ขออนุญาตจากที่ประชุมก่อน ทำให้นายชวน ฐานะประธานขณะนั้น กล่าวว่า คุณเฉลิมต้องขออนุญาตจากประธานก่อนถึงอภิปรายได้ แต่เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ผมขออนุญาตท่านประธาน นายชวน กล่าวตอบว่า ได้ ผมไม่อนุญาต” อดีต ส.ส.ตรัง เล่า

เช่นเดียวกับ การใช้ลีลาทางการเมือง สยบดาวสภาฝีปากกล้าที่ชื่อ “สมัคร”

“ตอนนั้นคุณสมัคร สุนทรเวช อภิปรายในสภา และถูกมองว่าพูดโกหก ซึ่งคุณสมัครจะขอยืนยันว่าไม่ได้โกหก ผ่านการสาบานให้ฟ้าผ่า ซึ่งนายชวนที่ทำหน้าที่ประธาน กล่าวขึ้นว่า ผมไม่อนุญาตให้ทำ เพราะสภานี้อยู่กันหลายคน” สมบูรณ์ เล่า พร้อมอธิบายขยายความว่า หมายถึงหากฟ้าผ่าจริง อาจมีคนอื่นๆ โดนลูกหลง ไม่เฉพาะตัวของท่านสมัครเท่านั้น แต่กว่าคนที่พูดด้วยจะเข้าใจประเด็นนี้ คือ กลับบ้านไปนอนคิด ถึงคิดออกว่า คำพูดของนายชวนกรีดใจไปไหนถึงไหนแล้ว

ดังนั้นบทบาทในสภาหลังจากนี้ไป เชื่อแน่ว่า การยึดหลักการ และใช้ลูกเล่นที่สยบความกราดเกรี้ยวของ “ส.ส.ฝีปากกล้า หรือ ส.ส.ใหม่ ที่อยากลองของ” ของ “นายชวน” จะมีปรากฏและบันทึกในเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยแน่นอน

อย่างไรก็ดี ภาพลักษณ์สำคัญที่สังคมจับตา คือบทบาทของ “ประธานสภา” ที่ชื่อ “ชวน หลีกภัย” และภายใต้ยกแรกของการทำหน้าที่สำคัญ​ ในวันที่ 5 มิถุนายน กับบทบาท “ประธานรัฐสภา”​ เพื่อทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

จะพ้นการคอนโทรลของ “พรรคพลังขั้วทหาร”​ ได้หรือไม่

ประเด็นนี้ถูกวิเคราะห์ จาก “อ.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การทำหน้าที่ของนายชวนตามระบบที่ส่งมาให้เป็นประธานสภา เชื่อว่าบารมีจะมากพอที่จะอยู่เหนือการควบคุมที่ว่า เพราะนายชวนถือเป็นผู้มีบารมีทั้งจากการผ่านการดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรี และประธานรัฐสภามาแล้ว ทำให้หลายฝ่ายเกรงใจ รวมถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายระดับ เพราะนายชวนมีบุคลิกที่เป็นที่ยอมรับ และถูกกล่าวขานว่าเป็น จอมหลักการ

“หากทหารคิดจะควบคุมนายชวน ผมเชื่อว่าเกมในสภา จะถูกแบ่งการเล่น หากเรื่องไหนที่เป็นผลดีให้พรรคพลังประชารัฐ เขาจะสลับให้ รองประธานคนที่หนึ่ง สุชาติ ตันเจริญ คนของพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ควบคุมเกม ส่วนนายชวนจะออกโรงเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่สำคัญ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือหากมีเรื่องที่รองประธานสภารับไม่ไหว อาจสลับให้ นายชวนที่เปี่ยมด้วยภาพลักษณ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับมาเบรกเกม” อ.สติธร วิเคราะห์

ส่วนสำคัญที่ “นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า” มองเช่นนั้นคือ ปัจจัยรอยร้าวที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งความแตกร้าวภายในและภายนอกจากผลการเลือกตั้งที่พังยับเยิน ดังนั้น บทบาทของนายชวน แม้จะเป็นประธานฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ถือเป็นพลังแฝงที่สำคัญต่อการกู้ภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และเรียกศรัทธาให้ฟื้นในสายตาของสังคม

“ดังนั้น ภาพของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สังคมจับตา แม้จะเป็นเนื้อแท้ของประชาธิปัตย์ สิ่งที่นายชวนต้องทำให้สังคมเห็นในเชิงประจักษ์มากกว่านั้น คือ ไม่ยอมผิดหลักการ แม้กับพรรคฝั่งของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าหากนายชวนสามารถทำได้ การประคับประคองเสียงข้างมากในสภา​ที่ปริ่มน้ำ หรือทิ้งห่างเสียงข้างน้อยไม่เกิน 10 เสียงให้อยู่ได้ตามวาระด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ผูกเข้าไว้ด้วยกัน​แม้การต่อสู้ในสภา ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายตั้งแต่วันแรกที่ฝ่ายบริหารเริ่มทำงาน แต่อาจเป็นเพียงการตอดเล็กตอดน้อย ไม่ถึงขั้นล้มฝ่ายบริหารกลางสภาได้ ยกเว้นแต่จะมีเรื่องที่ขัดผลประโยชน์กันจริงๆ” นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ประเมิน

กับบทวิเคราะห์ที่ผ่านมา เมื่อมองผ่านฉากการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร​บทแรก ย่อมสะท้อนบริบททางการเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะเสียง 358 เสียงที่ส่ง “ชวน” นั่งแท่นประธานรัฐสภาได้นั้น ย่อมมีเสียงจาก “ขั้วพลังประชารัฐ” ที่มี “ทหาร”​ หนุนหลัง ผ่านสัญลักษณ์บัญชีแคนดิเดตนายกฯ​ ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นการทำหน้าที่ ประธานสภา เพื่อปกป้องคนที่สนับสนุน ซึ่งเหมือนเป็นการตอบแทนกัน กำลังถูก “นักการเมืองฝั่งที่เรียกว่า ฝ่ายประชาธิปไตย” จับตาเช่นกัน

ประเด็นนี้คนเพื่อไทย อย่าง “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน บอกว่าหลังการเลือกนายชวนเป็นประธานสภา เขาเชื่อว่า สมาชิกจะเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของ “นายหัวชวน” ว่า จะรักษาความเป็นกลาง ระหว่างทำหน้าที่​ตามที่ ส.ส.ในสภาเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวประธาน จากเกียรติประวัติซึ่งเคยรับตำแหน่งสูงสุดทางบริหาร คือ นายกรัฐมนตรีมาแล้ว

“ท่านชวนเป็นนักการเมืองที่ยึดหลักการ รวมถึงข้อบังคับการประชุม กติกา รัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมเชื่อว่าการทำหน้าที่นั้นจะไม่มีคำว่าลำเอียง แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าท่านอาจจะเจอภาวะทำงานที่อึดอัดพอสมควร เพราะการรักษาความเป็นกลางในรัฐสภา ที่แม้จะมี 3 ฝ่าย คือ ส.ว. 250 คน, ส.ส.เสียงข้างมาก และ ส.ส.เสียงข้างน้อย แต่เมื่อรวมกลุ่มกันจริงๆ จะพบเพียง 2 ฝ่าย คือ เสียงข้างมากระดับมากของรัฐสภา และเสียงข้างน้อยของสภา ดังนั้นการเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย รวมถึงควบคุมการประชุมให้ทัน จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา”

กับด่านแรกที่เป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นจากพรรคการเมืองอีกฝ่ายของสภา คือ “การลงมติเพื่อเลือกนายกฯ” ในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 5 มิถุนายนนี้

โดยล่าสุด “วาระโหวตนายกฯ” พรรคเพื่อไทยเตรียมจองกฐิน บุคคลที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้โหวตเป็นนายกฯ ซึ่งมีชื่อ​ “พล.อ.ประยุทธ์” เพียงคนเดียว คือ ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับหน้าที่ ว่าด้วย “ความมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ พนักงานของรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (15) ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของการได้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.” ซึ่งโยงถึงการนั่งในตำแหน่ง “ประมุขฝ่ายบริหาร”

“แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดขั้นตอนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งการลงคะแนนโดยเปิดเผย ตามบัญชีท่ี่พรรคการเมืองเสนอช่วงเลือกตั้ง แต่ก่อนการลงมติ สมาชิกรัฐสภา มีสิทธิที่จะสอบถามและตรวจสอบ แบบไม่มีการลงมติในคุณสมบัติที่เป็นข้อสงสัย ก่อนจะตัดสินใจลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งตามวิถีที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง และไม่ขัดกับบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้” นพ.ชลน่าน กล่าว

ดังนั้นภาพของการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ของ “นายชวน” จึงเป็นปฐมบท ที่จะยืนยันในความศรัทธาจากสมาชิกแห่งรัฐสภา ว่าจะเป็นไปตามนั้นได้จริงหรือไม่

หากจุดเริ่มต้น ไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง เชื่อว่า ความอยู่ยากภายใต้การอยู่ร่วมกันของ ส.ส.ที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนด้านอุดมคติ ประชาธิปไตย จะบังเกิดขึ้น และกลายเป็นความยุ่งยาก ที่ส่งผลสะเทือนไปยัง “รัฐบาล” หลังการเลือกตั้ง อย่างแน่นอน.

“กัปตันอู๊ดด้า” นำพา ปชป.หนุนลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374199?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กัปตันอู๊ดด้า” นำพา ปชป.หนุนลุงตู่

4 มิถุนายน 2562 – 10:46 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคประชาธิปัตย์,ร่วมรัฐบาล,พลังประชารัฐ,ลุงตู่,กัปตันอู๊ดด้า,มนตรี ปาน้อยนนท์,สาธิต ปิตุเตชะ,หนุนลุงตู่,สืบทอดอำนาจ
เปิดอ่าน 9,102 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 4 มิ.ย. 62

**************

เที่ยงวันนี้ (4 มิ.ย.) ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมสุโกศล อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยแกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย, พรรคชาติพัฒนา, พรรคพลังท้องถิ่นไทย, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ร่วมแถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาล

อีกด้านหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะมีการนัดประชุมร่วม ส.ส. และกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือกันอย่างกว้างขวางก่อนจะมีมติร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลลุงตู่ภาค 2

เสียงใต้”เกินครึ่งหนุนลุงตู่

ในจำนวน ส.ส.ประชาธิปัตย์ 53 คน แยกเป็นปาร์ตี้ลิสต์ 20 คน และส.ส.เขต 33 คน โดยเฉพาะ ส.ส.เขตนั้นเป็น ส.ส.ใต้มากถึง 22 คน

ปีกอดีตแกนนำ กปปส. อย่าง ถาวร เสนเนียม” และ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” มีความชัดเจนมาแล้วแต่ต้นว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ หนุนลุงตู่

ส่วน ส.ส.สายผู้อาวุโสที่หนุน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนใหญ่อยากเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ยังกระอักกระอ่วนเรื่องที่เคยหาเสียง “ไม่เอาลุงตู่” มาก่อน

สายใกล้ชิด “กัปตันอู๊ดด้า” จึงเสนอทางออกด้วยการยื่น 3 เงื่อนไขต่อผู้มีบารมีตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐ อาทิ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้บรรจุนโยบาลประกันราคาพืชผล ฯลฯ เพื่อหาทางลงให้ฝ่ายที่กังวลเรื่องภาพลักษณ์ของปชป.

เทพไทย เสนพงศ์

ในสายใต้ปชป.ก็มีแต่ เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจาก “เสี่ยคึก” ใกล้ชิดสนิทแน่นกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มากเป็นพิเศษ

          เสี่ยคึกจึงวาดฝันขั้วที่ ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์แทบจะทุกวัน แต่ฝันนั้นก็แสนจะเลื่อนลอย

เหนือ-อีสาน” ร่วมเต็มร้อย

บ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 ก่อนกัปตันอู๊ดด้า เรียกประชุมนอกรอบกับกรรมการบริหารพรรค ปชป. “มอลลี่” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กรรมการบริหารพรรค ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า

“ร่วมรัฐบาลกับลุงค่ะ!! ไม่มีอย่างอื่นประเทศต้องเดินหน้า นายกฯ มาจากรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์ก็นักเลงพอ คบได้ใจถึง!!”

มัลลิกา บุญมีตระกูล

“มัลลิกา” ไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็มีบทบาทสูงในกลุ่มปชป.ภาคเหนือ เพราะเป็นคนสนิทของ “แม่เลี้ยงติ๊ก” ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และยังเคยทำงานอยู่หน้าห้องของ จุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรค

         อาจกล่าวได้ว่าเสียงของมัลลิกาเป็นตัวแทนของปชป.ภาคเหนือ มินับ “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ส.ส.ตาก ที่ชัดเจนหนุนลุงตู่มาแต่ร่วมทีมของพีระพันธุ์ ชิงหัวหน้า ปชป.

ฟากอีสานนั้นยกมือหนุนเต็มร้อยไล่มาตั้งแต่ สุทัศน์ เงินหมื่น, อิสสระ สมชัย, วิฑูรย์ นามบุตร และไชยยศ จิรเมธากร

          สายเหนือ-อีสาน คิดตรงกัน ถ้าไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ไม่มีเครื่องมือไปต่อกรกับเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง

“กลาง”หนุน-“ตะวันออก”แทงกั๊ก

กลุ่มส.ส.ภาคกลางและภาคตะวันออกของปชป. มีจำนวนไม่มากนัก แต่การที่ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค จึงทำให้นักเลือกตั้งโซนนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น

อาการอยากเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่นั้น เฮียต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ คนสนิทของเฮียต่อให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นแต่ไก่โห่ว่า ส่วนตัวต้องการให้พรรค ปชป.ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ อยากจะเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคมหรือรัฐมนตรีช่วยเกษตร

มนตรี ปาน้อยนนท์

“เฮียต๊ง มนตรี” เป็นคนประเภทใจนักเลง มีเพื่อนพ้องต่างพรรคเยอะ อย่างเมื่อ 12 พฤษภาคม 2562 ที่มิตรผล สเตเดี้ยม ราชบุรี มีการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ระหว่าง ราชบุรี มิตรผล กับ สุโขทัย เอฟซี วันนั้น “มนตรี” เข้าชมการแข่งขันด้วย จึงได้พบ สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนงค์วรรณ เทพสุทิน เจ้าของทีมสุโขทัย

ต่างจาก สาธิต ปิตุเตชะ” ส.ส.ระยอง และแกนนำ ปชป.สายบูรพา ที่สนิทสนมกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงความเห็นบ่อยๆ ว่า อยากให้ ปชป.เป็นฝ่ายค้านอิสระ

สาธิต ปิตุเตชะ

เชื่อว่าสุดท้าย “สาธิต” จะกลายเป็นเสียงข้างน้อยในพรรค เหมือนกับเทพไทและทีมนิวเดม

วันนี้คนเมืองสามอ่าวเจอหน้าเฮียต๊งก็เรียกว่า “ท่านรัฐมนตรี” ทำเอาเจ้าตัวแอบปลื้ม เพราะเฮียต่อกระซิบไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เที่ยวนี้ต้องได้รัฐมนตรี

          จะว่าไปแล้วเฮียต่อก็รู้จักมักคุ้นกับ “พี่ใหญ่” แห่งบ้านป่ารอยต่อฯ มานานแล้ว

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

4 มิถุนายน 2562 – 10:35 น.
พลตตเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ,ใบสั่ง,จราจร
เปิดอ่าน 22,797 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เป็นที่ชัดเจนว่าปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถหรือเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจํานวนมาก โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อการบังคับใช้ทางกฎหมาย ซ้ำยังปรากฏว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังกับคนจำนวนมากที่เมินเฉยต่อการชำระค่าปรับจราจร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการวางมาตรการบังคับใช้กฎหมายหลายเรื่อง และได้หารือเพื่อแก้ไขร่วมกันกับ กรมขนส่งทางบก โดยเฉพาะคนที่เมินจ่ายค่าปรับใบสั่งจราจรจะไม่สามารถต่อทะเบียนได้ แต่ดูเหมือนทั้งสองหน่วยงานจะถือกฎหมายคนละฉบับ และนักกฎหมายก็ออกมาท้วงติงว่า ตำรวจจะผลักภาระให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบก ถูกประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แทนหากไม่ต่อทะเบียนให้ ทำให้การออกมาประกาศเช่นนี้ก่อนหน้าในห้วงหลายปีที่ผ่านเป็นเพียงแค่ “คำขู่” เพราะคนที่ไม่จ่ายค่าปรับยังดำเนินการต่อทะเบียนได้ตามปกติ ส่งผลให้คนที่ถูกออกใบสั่งการทำผิดจราจรเมินการชำระค่าปรับจำนวนมาก และทำผิดอยู่ซ้ำๆ ดังเดิม

ทว่าปัญหานี้ล่าสุดมีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมขนส่งทางบกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสรุปว่าจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดย นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงความคืบหน้าถึงการเชื่อมโยง ระบบใบสั่งจราจร (PTM) หลังทดลองทดสอบการเชื่อมระบบอายัดทะเบียนรถเมื่อมาชำระภาษีรถประจำปี กรณีที่ประชาชนค้างชำระค่าปรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจร โดยจะเริ่มมีการเชื่อมโยงส่งข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจกับขนส่งทางบกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของคนที่เคยได้รับใบสั่งจากตำรวจย้อนหลังกลับไป 1 ปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 และแม้ข้อมูลจะยังไม่เชื่อมในระบบ แต่ก็ยังต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง เมื่อการเชื่อมโยงส่งข้อมูลมีผลบังคับใช้แล้ว คนที่ได้รับใบสั่งหากไม่ได้ไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจ ยังสามารถมาเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถประจำปีที่สำนักงานขนส่งทางบกได้ เนื่องจากระบบทางตำรวจจะส่งข้อมูลมายังขนส่งทางบกด้วย โดยขนส่งจะบันทึกข้อมูลการชำระค่าปรับในระบบ ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับระบบใบสั่งจราจร จากนั้นผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถก็จะได้เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือที่หลายคนเข้าใจคือ “ป้ายวงกลม”

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ

“คนที่ต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง แต่ยังไม่สะดวกที่จะเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถยนต์ในคราวเดียวกัน ขนส่งทางบกจะให้เจ้าของรถเสียภาษีประจำปีรถยนต์ได้ก่อน แต่เจ้าของรถที่เสียภาษีจะไม่ได้ป้ายวงกลม แต่จะได้หลักฐานการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว ซึ่งใบที่ออกแทนเพื่อให้เจ้าของรถสามารถแสดงกับตำรวจเมื่อถูกเรียกตรวจได้ภายใน 30 วัน ถ้าหากเจ้าของรถกลับมาชำระค่าปรับแล้วก็สามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระมาแสดง เพื่อรับเครื่องหมายป้ายวงกลมฉบับจริงได้ภายหลัง นอกจากนั้นถ้าเจ้าของรถที่โดนใบสั่ง หากจะปฏิเสธข้อหาโดนใบสั่งและไม่ยอมเสียค่าปรับ สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งการอุทธรณ์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกับศาล หากศาลมีคำสั่งออกมาว่าไม่ผิดถึงจะหลุดพ้นไม่ต้องเสียค่าปรับได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเจ้าของรถจะไม่ยอมชำระใบสั่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมขนส่งก็ไม่มีบทลงโทษด้วยการอายัดป้ายทะเบียนรถตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้” นางจันทิรา อธิบายเสริม

เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าคราวนี้ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำได้จริงไม่ใช่การขู่ เพราะระบบเชื่อมระหว่างสองหน่วยงานเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยเท่านั้นและจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 1 ตุลาคม อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้มีนักกฎหมายท้วงติงว่าผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกถูกประชาชนร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ต่อทะเบียนให้นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจผิด เพราะการดำเนินการของทั้งสองหน่วยงานยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 141/1​ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบายว่า คนที่ยังไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจร ยังสามารถต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้ป้ายวงกลมตัวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกเป็นสำเนาเอกสารชั่วคราวให้ โดยมีอายุการใช้งานได้ 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับ เมื่อพ้น 30 วันที่เอกสารชั่วคราวหมดอายุแล้ว หากถูกเรียกตรวจก็จะมีความผิดอีกกระทงฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกันตำรวจก็สามารถแจ้งกรมการขนส่ง ให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกด้วย แม้จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ระหว่างนี้ก่อนไปถึงวันเริ่ม และย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ก็จะถูกนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับระบบที่ว่านี้ด้วย เนื่องจากปกติแล้วใบสั่งมีอายุความ 1 ปี ซึ่งการดำเนินการที่เข้มงวดแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเคารพกฎจราจรมากขึ้นก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

สำหรับการปฏิเสธใบสั่งในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดนั้น เช่น มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ แต่คนขับไปกระทำความผิดเป็นอีกคน ซึ่งอาจจะเป็นลูกจ้างขับรถบริษัท หรือญาติพี่น้องเอารถไปขับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำแบบฟอร์มและนำไปวางที่กรมขนส่งทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้ดำเนินการเขียนคำร้องและส่งไปรษณีย์แบบตอบกลับไปยังสถานีตำรวจที่ออกใบสั่งตามกฎหมายพร้อมทั้งแนบหลักฐาน อาทิ สำเนาใบสั่ง รูปถ่ายรถ และเล่มทะเบียน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทะเบียน เพราะในส่วนนี้อาจจะมีการสวมป้ายทะเบียนก็สามารถนำหลักฐานมาชี้แจงได้ โดยกรณีต้องการตรวจสอบว่าตนเองไม่ได้ขับขี่ผิดกฎหมายตามใบสั่งนี้ ประชาชนสามารถชำระภาษีประจำปีไปก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของกรมขนส่งจะออกสำเนาเอกสารสำหรับการใช้แทนป้ายวงกลมเป็นการชั่วคราว 30 วันหลัง จากนั้นเมื่อไปตรวจสอบและทำการชำระค่าปรับที่โรงพักที่ออกใบสั่งแล้วก็ให้นำหลักฐานการชำระค่าปรับกลับมาขอรับป้ายภาษีตัวจริงอีกครั้ง

จากสถิติในปี 2561 ตำรวจออกใบสั่งให้ผู้กระทำผิดกว่า 11.8 ล้านใบ แต่มีผู้ที่ได้รับใบสั่งกลับมาเสียภาษีเพียง 2 ล้านใบ ค้างไม่มาเสียค่าปรับกว่า 9.7 ล้านใบ ได้รับค่าปรับโดยเฉลี่ยกว่า 500 ล้านบาท ส่วนปี 2562 จากต้นปีมาถึงปัจจุบัน ได้ออกใบสั่งไปกว่า 7 ล้านใบ มาจ่ายค่าปรับตามใบสั่งเพียง 1 ล้านใบ ค้างจ่ายค่าปรับกว่า 5.9 ล้านใบ นอกจากนี้พบว่าในปี 2561 มีผู้กระทำผิดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึงร้อยละ 20 หรือประมาณกว่า 1 ล้านใบ ส่วนการกระทำผิดครั้งเดียว มี 4 ล้านใบ

น่าจะได้ยินกันมานานแล้วกับสโลแกนที่ว่า “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนทำผิดกฎจราจร แม้แก้กฎหมาย เพิ่มโทษขนาดไหน หลายๆ คนยังทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังทำผิดซ้ำๆ ได้รับใบสั่งซ้ำซาก ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ คราวนี้จึงไม่ใช่แค่ขู่ แต่เป็นการเอาจริง..!!

“ส้มบ่มแก๊ส” ย้อนรอยยุคซ้าย “เผาวรรณคดีไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้มบ่มแก๊ส” ย้อนรอยยุคซ้าย “เผาวรรณคดีไทย”

4 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
กระดานความคิด,เอนก เหล่าธรรมทัศน์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 25,292 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง 

อันที่จริงวลี “ส.ส.งานศพ” หรือ “ส.ส.งานบวช” มีการพูดถึงมานานแล้ว โดยเฉพาะแวดวงนักรัฐศาสตร์ ที่ต้องการชี้ให้เห็น “ระบบอุปถัมภ์การเมืองไทย” ต้นตอฉุดรั้งความก้าวหน้าของประชาธิปไตยเมืองไทย

ถ้ากลับไปอ่านหนังสือ “สองนคราประชาธิปไตย” ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็จะเห็นสองภาพสองวิถีนักเลือกตั้ง บรรดา “ส.ส.ภูธร” ต้องไปงานศพ งานบวช งานบุญ ฯลฯ ไม่งั้น ชาวบ้านจะด่าว่า “คนลืมตัว วัวลืมตีน”

ตรงกันข้าม “ส.ส.นครบาล” ที่ได้เป็นผู้แทนฯ เพราะกระแสพรรค จึงไม่ต้องวิ่งรอกงานศพ งานบวช งานแต่ง ยกเว้นผู้แทนเมืองหลวง โซนขอบกรุง ยังต้องปฏิบัติตัวเหมือน ส.ส.ภูธร

บังเอิญนักการเมืองรุ่นใหญ่ค่ายส้มหวาน พูดถึง ส.ส.งานศพ ด้วยท่วงทำนอง “เหยียดหยัน” ดันเล่นเฮทสปีชติดแฮชแท็ก #ส.ส.ตลาดล่าง ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แถมเจอรุ่นพี่ ส.ส.อ่างทอง ออกมาสอนมวยอีกต่างหาก

ดีนะที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ชิงตัดไฟเสียแต่ต้นลม รีบออกมาขอโทษแทนลูกพรรค จึงทำให้กระแส ส.ส.ตลาดล่าง ค่อยๆ เงียบหายไป

จะว่าไปแล้ว นักการเมืองค่ายสีส้มส่วนใหญ่หลงละเลิงในชัยชนะชนิดเหนือความคาดหมาย จึงสถาปนาความเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องแคร์ผู้ใหญ่

จำได้ว่า วันปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ได้ย้ำถึงพรรคอนาคตใหม่ จะต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า หน้าที่ผู้แทนคืออะไร? ส.ส.ไม่มีหน้าที่ไปงานบวช งานแต่ง งานศพ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง ส.ส.จะต้องทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ

แต่นักการเมืองค่ายส้มหวาน ก็ต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ปฏิเสธผู้อาวุโสอย่างไร้เหตุผล หรือเอาแต่ชี้หน้าด่าว่า พวกเขาเป็นพวกไดโนเสาร์

ถ้ายังจำกันได้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เคยพูดในงาน FutureFest ที่ The factory jam คลองสาน ปลายปีที่แล้วว่า “ทฤษฎีหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญอย่างแพร่หลายในเมืองไทยคือ สยามเมืองยิ้ม แต่รู้หรือไม่ว่า ทำไมทุกคนถึงกล่าวเช่นนี้ วัฒนธรรมในสังคมไทยคือ วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย เจ้ายศเจ้าอย่าง อำนาจนิยม ที่ไม่ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เกิดมาการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องผิด ต้องเข้าเคารพผู้อาวุโส บางมหาวิทยาลัยต้องคุกเข่าเสิร์ฟกาแฟให้แก่อาจารย์”

สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ได้ซึมซับความคิดแบบ “ธนาธร-ปิยบุตร” แบบไม่กรอง ไม่คิดเอง เมื่อ “เทพธนาธร” หรือ “เทพปิยบุตร” พูดก็ถูกทุกอย่าง

ย้อนไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พายุสังคมนิยมพัดแรงจัด ขบวนการนักศึกษาไทยเอียงไปข้างซ้าย รวมทั้งมีพรรคการเมืองเกิดใหม่ ขายแนวคิดสังคมนิยมเพียวๆ

อิทธิพลการปฏิวัติวัฒนธรรมของเยาวชนแดงในเมืองจีน ส่งผลให้เกิดวงศึกษาสรรนิพนธ์ประธานเหมา เจ๋อตุง ในหมู่เยาวชนไทยช่วงปี 2517-2518

หลายคนคงจำได้มีการวิพากษ์ระบบการศึกษาแบบเก่าว่า เป็นการศึกษาแบบล้าหลัง รับใช้สังคมทุนนิยม และใช้ระบบแพ้คัดออก ทำให้ชนชั้นล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ยาก

ปี 2517 มีการวิพากษ์วัฒนธรรมเก่าด้วยการเสนอคำขวัญ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน หักล้างแนวทางศิลปะแบบเก่า จนนำไปสู่การเผาวรรณคดีไทย

เนื่องจากคนหนุ่มสาว พ.ศ.โน้น มองว่า วรรณคดีทั้งหลายแสดงจิตสำนึกของศักดินา สมควรที่จะนำเอาวรรณคดีเหล่านั้นมาเผาทิ้ง

การก้าวล้ำนำหน้าคนส่วนใหญ่ ได้นำ “ซ้ายใหม่” ไปสู่สมรภูมิไทยฆ่าไทย โศกนาฏกรรมกลางเมือง

จึงอยากฝาก ส.ส.อนาคตใหม่ อย่าทำตัวเหมือน “มะม่วงบ่มแก๊ส” สุกก่อนเวลา เมื่อคนซื้อไปรับประทาน ก็รู้สึกผิดหวัง

นักการเมืองต้องรับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่น-สร้างศรัทธา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองต้องรับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่น-สร้างศรัทธา

4 มิถุนายน 2562 – 09:30 น.
สภาผู้แทนราษฎร,นักการเมือง,ศรัทธา,ความเชื่อมั่น,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,252 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้ง เลือกประธานสภาและประชุมตามกระบวนการขั้นตอน รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีการเจรจาต่อรองแย่งกระทรวงเกรดเอ หรือกระทรวงสำคัญๆ ให้นักการเมืองในสังกัดพรรคเข้าไปเป็นรัฐมนตรี

ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งอยากจะเรียนถึงบรรดานักการเมืองว่าจะต้องสร้างศรัทธา สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาบริหารประเทศเมื่อเป็นรัฐบาล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

หรือหากจะเป็นฝ่ายค้านก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชน

เท่าที่ผ่านมาประชาชนเห็นพฤติกรรมนักการเมือง(บางคน)แล้วรู้สึกหมดหวังและมองไม่เห็นอนาคตว่าจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร และรัฐบาลที่จะมี จะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
อ๊อด เทอร์โบ
 การตรวจสอบคุณสมบัติ

 สร้างความสงสัยให้ประชาชน
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 97 และ 98 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ออกกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งน่าจะขัด/แย้งกับรัฐธรรมนูญ

หลังจากสมัครและผ่านการตรวจสอบเป็นเบื้องต้นแล้ว ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและประกาศเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครดังกล่าวต่างก็หาเสียงตามกระบวนการและบางคนได้รับไว้วางใจจากประชาชนให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รอเพียงประกาศรับรองซึ่งเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

ทุกครั้งผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน บางคนโดนแจกใบแดงหรือการตัดสิทธิ์จนบางครั้งสังคมเคลือบแคลงใจในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร เพราะในเมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว จะต้องมาหาเหตุผลเล่นงานทำไม

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ จะต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์และถูกต้องเพื่อเป็นที่สุดก่อนวันเลือกตั้งประมาณ 10 วัน และเมื่อประชาชนเลือกคนใดคนหนึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะรื้อฟื้นหาเหตุย่อมไม่ได้เป็นการไม่เคารพและให้เกียรติแก่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าสถานการณ์เป็นดังทุกวันนี้ บ้านเมืองก็จะไม่สงบ มีแต่เรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ ทั้งเปรียบเสมือนไม่ยอมรับในเสียงของประชาชน เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ประเทศเจริญพัฒนาแล้ว ประเทศจะต้องพัฒนาในทุกๆ ด้านได้ด้วยภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ภาคราชการเป็นตัวสนับสนุน

หากมีการร้องเรียนกล่าวโทษกันอยู่เสมอและภายหลังพบว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการกล่าวเท็จ ก็น่าที่จะให้ผู้เสียหาย/ผู้ถูกร้องเรียนได้ใช้สิทธิในการปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของตนเองด้วยการกล่าวโทษผู้ร้องเรียนเช่นกัน จึงจะเกิดความยุติธรรม
เสรี (นครปฐม)

ตอบคุณ ‘เสรี’ นครปฐม
จดหมายของคุณโดนใจผมและคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งหากให้ระบบการเลือกตั้งและกระบวนการตรวจสอบต่างๆเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม

โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติต่างๆ ของผู้สมัครที่มักมีการร้องเรียนและสร้างปัญหาการรับรอง ซึ่งหากมีการทำอย่างถูกต้องละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็น่าจะเป็นการสิ้นสุด เพราะปล่อยให้สมัครได้ แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องและปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไร

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งโดยการกาคะแนน ซึ่งน่าจะใช้ระบบกดปุ่มหรือระบบไฮเทค จะได้ตัดปัญหาบัตรเสีย กาผิดและอื่นๆ
อ๊อด เทอร์โบ


ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอโครงการที่น่าจะเป็นต้นแบบไปทั่วประทศและต้องรีบทำโดยเร็วเพื่อดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียน

โดย นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ได้แจ้งให้ทราบและขอชมเชยแนวคิดมา ณ โอกาสนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 สร้าง ‘ครูจิตวิทยา’ เด็กมัธยม
 ดูแลสุขภาพจิต

รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 และสำนักเขตพื้นที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา หรือ สพม.31 ซึ่งดูแลโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาภาครัฐ ใน จ.นครราชสีมา ที่มีจำนวน 50 แห่ง นักเรียนประมาณ 65,000 คน จัดอบรมความรู้ทางสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ให้ครูแนะแนวหรือครูที่ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเด็ก เป็นครูจิตวิทยาประจำโรงเรียน

หลังจากเริ่มโครงการรุ่นแรกในปีที่ผ่านมาจำนวน 50 คน เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบการดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียนระดับมัธยมทั้งในรายปกติและในรายที่มีความเสี่ยงร่วมกัน 3 ฝ่ายอย่างเข้มแข็งใกล้ชิด ระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาลในพื้นที่ โรงพยาบาลเชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง เช่นในรายที่มีผลการเรียนตกต่ำ มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ผิดปกติ เช่น ไม่ส่งการบ้าน หนีเรียน ก้าวร้าว ซึมเศร้า เหม่อลอย ขโมยของ เป็นต้น

บางคนอาจป่วยจากโรคทางจิตเวชแอบแฝงติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ที่พบบ่อยเช่นสมาธิสั้น ปัญหาบกพร่องการเรียนซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติในสมอง รวมทั้งปัญหาใหม่ที่มีแนวโน้มมากขึ้นคือการติดเกม และโรคซึมเศร้า ซึ่งมีผลต่อการเรียน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที จะทำให้อาการรุนแรง ซับซ้อน เช่นติดยาเสพติด ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง ยากต่อการบำบัดรักษา และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้

การอบรมครูจะเน้นความรู้และทักษะที่จำเป็นควบคู่ไปด้วย 9 เรื่อง อาทิ ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ความเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่น ภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น เกมและโซเซียลมีเดียในวัยรุ่น การตรวจคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงและการประเมินอีคิวของเด็กตามมาตรฐาน การดูแลช่วยเหลือ การพัฒนาทักษะชีวิต

และความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการปรับพฤติกรรม ใช้เวลา 2 วัน


วันสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องตระหนัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374205?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องตระหนัก

4 มิถุนายน 2562 – 08:01 น.
วันสิ่งแวดล้อมโลก
เปิดอ่าน 5,275 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2562

วันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.) เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ตามประกาศขององค์การสหประชาชาติ อันเป็นผลจากการจัดการประชุมใหญ่ระดับโลกขึ้นระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ที่ประเทศสวีเดน มีผู้เข้าร่วมจาก 113 ประเทศ ทั้งนี้เพราะตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมโลกกำลังเป็นปัญหาใหญ่เข้าขั้นวิกฤติ จึงต้องร่วมกันหาทางเยียวยาแก้ไขสภาพปัญหาที่่แต่ละประเทศกำลังเผชิญอยู่ หากแต่ 47 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมกลับได้รับการแก้ไขน้อยนิดไม่สอดคล้องกับกระแสเรียกร้องของมนุษยชาติ ในทางกลับกัน การทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี คำเตือนเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนที่ส่งสัญญาณผ่านการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ยังไม่ได้ทำให้หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญลงได้ อย่างไรก็็ตามในปีนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติยังเดินหน้ารณรงค์ด้วยคำขวัญ หยุดหมอกควันและอากาศพิษเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

กล่าวสำหรับประเทศไทย อาจพูดได้ว่า กำลังประสบปัญหาสภาพแวดล้อมเลวร้ายครบถ้วนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น อากาศ ผืนดิน และท้องน้้ำ ทั้งน้ำจืดและในทะเล ดูจากสภาพอากาศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัดต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษขนาด 2.5 ไมครอน ที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบหายใจ เป็นภัยต่อสุขภาพ นั่นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยตรง อันควรจะนำมาซึ่งการตระหนักรู้ และร่วมแรงร่วมใจกันเยียวยา มีคำยืนยันจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าได้แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ดูแลการปล่อยมลพิษจากสถานประกอบการ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม ตรวจจับฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ แก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ ลดการเผาในที่โล่ง รวมทั้้งขยายความร่วมมือไปยังประเทศในภูมิภาค เช่นเดียวกับอีกหลายมาตรการเพื่อลดฝุ่นพิษในเมือง เช่น เร่งรัดการใช้น้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 เป็นต้น

อีกหนึ่งปัญหาที่ท้าทายแนวนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศก็คือมาตรการแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช และหนอนแมลงศัตรูพืช แต่จนแล้วจนรอด การต่อสู้เพื่อหยุดยั้้งการใช้สาร 3 ชนิดนี้้ในแปลงเกษตรโดยคณะแพทย์ องค์กรเอกชน หน่วยงานด้านสาธารณสุข กลุ่มเกษตรอินทรีย์กลับประสบความพ่ายแพ้มาแล้วหลายยก แม้ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีมติให้หยุดการใช้สารเคมีเกษตรพวกนี้้ในเวลา 3 ปี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ มีกรรมการชุดหนึ่งนำเสนอสมุดปกขาวเป็นข้อมูลถึงนายกรัฐมนตรี สรุปว่า สารเคมีทั้้ง 3 ชนิดไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา มีประชาชนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็็งเพราะสารเคมีเกษตรลุกขึ้้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทสารเคมี และศาลตัดสินให้ผู้ฟ้องชนะคดี แล้วเหตุใด บางฝ่ายในประเทศไทยยังไม่คำนึงถึงโทษภัย หรือว่า เพราะทุนใหญ่หนุนหลังเคมีเกษตรอย่างที่เล่าลือกันอยู่ใช่หรือไม่

สารเคมีในแปลงเกษตร ยังส่งผลเสียหายต่อคุณภาพน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ อีกด้วย จากการสำรวจของหน่วยงานทางวิชาการพบว่า สารจำพวกนี้ปนเปื้อนในน้ำในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสังคมมุ่งไปที่อุทกภัยกับภัยแล้ง ทั้งที่จริงแล้ว การบริหารจัดการต้องรวมถึงคุณภาพน้ำด้วย โดยเฉพาะจากการย่ำยีโดยมนุษย์ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาขยะพิษ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ การลักลอบแผ้วถาง บุกรุกทำลายป่าไม้ ในวาระวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงพอดีกับวันที่รัฐสภาไทยจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็หวังว่า ผู้นำ และรัฐบาลชุดต่อไปจะได้ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมทรุดลงในทุกๆ ด้าน ทั้งน้ำ อากาศ พื้้นดิน ซึ่งล้วนกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างที่ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนอยู่แล้ว

ส.ส.ตลาดล่าง “ภราดร” ทายาท “เฮียตือ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ส.ตลาดล่าง “ภราดร” ทายาท “เฮียตือ”

3 มิถุนายน 2562 – 13:36 น.
ตลาดล่าง,สสตลาดล่าง,พรรคอนาคตใหม่,โต้ง สิริพงศ์,สมศักดิ์ ปริศนานันท,เฮียตือ,วราวุธ ศิลปอาชา,ภราดร ปริศนานันทกุล
เปิดอ่าน 7,217 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 3 มิ.ย. 62

*********************

สืบเนื่องจากอาการ “ร้อนวิชา” ของอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นกรณี ส.ส.ต้องไปงานศพ งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ ว่าเป็น “ส.ส.ตลาดล่าง”

ร้อนถึง “ภราดร ปริศนานันทกุล” ต้องออกมาสอนนักการเมืองรุ่นน้องว่า “อยากเป็นผู้แทนต้องรู้จักลงไปสัมผัสชาวบ้านบ้าง แล้วคุณจะคุ้นเคยกับเขา แล้วคุณจะรู้จักตัวตนของเขา และคุณจะรู้ถึงปัญหาของเขา และเขาก็จะรู้จักตัวตนของคุณเช่นกัน เตือนด้วยความหวังดีไอ้หนูน้อย”

นักการเมืองหน้าใหม่หลายคนที่ได้เป็นผู้แทนราษฎรเพราะกระแสพรรค อาจไม่เคยสัมผัสชีวิต ส.ส.บ้านนอก ลองไปดูเส้นทางการเมืองของตระกูล “ปริศนานันทกุล”

เด็กตลาดศาลเจ้าโรงทอง

ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นลูกชายคนโตของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” นักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองอ่างทอง

ลูกแบด ภราดร ขวัญใจชาวอ่างทอง

“สมศักดิ์” หรือ “ตือ” ลูกชาวบ้าน เติบโตมาในตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จบรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเรียนจบก็มาช่วยพี่เขยทำโรงสี

หนุ่มตลาดศาลเจ้าโรงทองได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ และการได้เป็นลูกเขยเศรษฐีอ่างทอง “บักชิว แซ่ฉั่ว” ทำให้ “เฮียตือ” มีต้นทุนสูงพอที่จะก้าวสู่สนามการเมือง

ปี 2523 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ ขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็นส.ส.สมัยแรก นับจากนั้นมา “เฮียตือ” ก็เติบโตทางการเมืองและเป็นขุนกระบี่คู่บารมี บรรหาร ศิลปอาชา

วันนี้เฮียตือจำลาบ้านเก่าทั้งน้ำตาด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ

ขวัญใจแม่ยกอ่างทอง

“เฮียตือ” มีลูกชาย 3 คน และลูกสาว 1 คน ปรากฏว่า ลูกชายทั้งสาม “ลูกแบด ภราดร” “แชมป์ กรวีร์” และ “เชน ภคิน” ต่างก็ก้าวสู่สนามเลือกตั้งผู้แทนฯ ตามรอยพ่อทุกคน

ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็คือ “ภราดร-กรวีร์” เพราะสองคนนี้เป็นทั้งนักการเมืองและผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ “อ่างทอง เอฟซี”

แชมป์ กรวีร์ น้องชายภราดร

ภราดร เป็น ส.ส.อ่างทอง แทนตำแหน่งที่ว่างของสมศักดิ์ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเมื่อปี 2551 และปี 2554 ทั้งภราดรและกรวีร์ เป็นส.ส.อ่างทอง ในสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

เลือกตั้ง 2562 สนามเลือกตั้งอ่างทองเหลือ ส.ส.คนเดียว ภราดรเลยลง ส.ส.เขต และกรวีร์ ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ

ในวันนี้สองพี่น้อง “ปริศนานันทกุล” เป็นส.ส.ตลาดล่าง ค่ายภูมิใจไทย

ดับฝันคนหนุ่ม

เดิมที “ลูกแบด-แชมป์” ทายาท “เฮียตือ” ได้จับมือกับ ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา และ “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เศรษฐีหนุ่มแห่งศรีสะเกษ ผนึกกำลังเป็น “ทีมคนหนุ่ม” ก่อการปฏิวัติพรรคชาติไทยพัฒนา

“ท็อป วราวุธ” เตรียมตัวก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และต้องการปรับลุคใหม่ ไม่ให้ชาติไทยพัฒนาเป็นแค่พรรคการเมืองของคนสุพรรณบุรี

ทายาท “บรรหาร” จึงวางตัว “สิริพงศ์” ทายาท “ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ” นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค

“เสี่ยโต้ง สิริพงศ์” เป็นส.ส.ศรีษะเกษ ในนามพรรคชาติไทยมาก่อน เมื่อพรรคถูกยุบเลยต้องเว้นวรรคหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจโรงพยาบาลและอีกหลายอย่างซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก

โต้ง สิริพงศ์ ในบทบาท ส.ส.ตลาดล่าง

หลายฝ่ายก็เฝ้าจับตามองการเปลี่ยนแปลงของพรรคชาติไทยพัฒนาภายใต้การนำของคนหนุ่มไฟแรง

“เสี่ยโต้ง” ประสบความสำเร็จจากการปฏิวัติหนังไทยอีสานบ้านบ้านชุด “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงหวังที่จะปรับพรรคการเมืองเก่าแก่ให้เป็นที่ยอมรับของคนเจนเอ็กซ์ เจนวาย

พูดจาภาษาการตลาดก็คือการยกระดับ “พรรคตลาดล่าง” ให้เป็นพรรคตลาดกว้าง ดึงเสียงจากทุกชั้นชนมาสนับสนุน

เหมือนฟ้าผ่ากลางพรรคเมื่อ “ผู้อาวุโส” ในพรรคชาติไทยพัฒนา เกิดเปลี่ยนใจดัน “กัญจนา ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค และประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค

โต้งจึงชวน “ลูกแบด-แชมป์” ทายาทเฮียตือไปอยู่พรรคภูมิใจไทย

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก

3 มิถุนายน 2562 – 12:35 น.
ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก,อ๊อด เทอร์โบ,มลพิษ,ขยะพลาสติกปนเปื้อน
เปิดอ่าน 4,553 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งให้ทราบเพื่อประชาชนคนไทยจะได้ช่วยกันรณรงค์ตื่นตัวต่อต้านการขนขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือขยะพลาสติก หรือของใช้มือสองที่ส่งมาให้เป็นภาระเกิดมลพิษและย่อยสลายได้ยากมาก

กรณีไฟไหม้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบังนั้นจะให้ความชัดเจนและหาหน่วยงานที่รับผิดชอบเพราะเกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวไฟ ยังหาสาเหตุไม่ได้

ขอให้รัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้เพราะประเทศไม่ใช่ถังขยะโลก ปล่อยต่อไปจะเกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมาอย่างแน่นอน

อย่างมาเลเซียกำลังตื่นตัวเรื่องนี้ ดังมีรายงานข่าวว่าจะจัดการส่งคืนขยะพลาสติกปนเปื้อนกลับประเทศที่ส่งเข้ามาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามาเลเซียไม่ใช่ถังขยะโลกเพราะตู้คอนเทนเนอร์ 9 ตู้ ที่ท่าเรือกลัง ฝั่งตะวันตกของกรุงกัวลาลัมเปอร์พบทั้งพลาสติกที่ระบุลักษณะไม่ได้กับขยะรีไซเคิลไม่ได้

รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ซึ่งทั้งหมดส่งมาจากสหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน ซาอุดีอาระเบีย บังกลาเทศ เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์

รัฐบาลต้องสืบสวนและกวาดล้างต้นตอและต้นทางที่ส่งขยะเหล่านี้มาและต้องหาคนรับผิดชอบให้ได้และเชื่อว่าจะต้องมีผลประโยชน์แอบแฝงแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘เติมพร’ ลาดพร้าว ต่อไปนี้น่าสนใจและขอร่วมสนับสนุนโครงการงดใช้ถุงพลาสติกของห้าง ‘เซ็นทรัล’ ห้างสรรพสินค้าและเครือข่ายที่ใหญ่สุดของประเทศไทย ซึ่งหากทำได้บรรลุวัตถุประสงค์จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

เชื่อว่าหากทุกคนให้ความร่วมมือและมีจิตสำนึกในเรื่องนี้แล้วจะทำได้ไม่ยากเพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายและถุงผ้าหรือภาชนะที่นำไปใส่ของเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ได้อีกและทราบว่าทางเซ็นทรัลสมนาคุณโดยการให้แต้มสะสมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดชักจูงใจน่าชมเชย

การงดใช้ถุงพลาสติกหรือกล่องโฟมนี้สามารถทำได้ไม่เฉพาะห้างสรรพสินค้าแต่ทุกแห่งสามารถร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่งหรือหาบเร่แผงลอย ฯลฯ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยกันทำให้ชีวิตขึ้น โดยเริ่มต้นจากเรื่องที่เราเคยมองข้ามไป
อ๊อด เทอร์โบ


 สนับสนุนงดใช้ถุงพลาสติก
 ลดขยะ-ลดมลพิษ

ดิฉันไปซื้อของที่เซ็นทรัลเป็นประจำและเวลานี้ก็พยายามช่วยให้โลกและประเทศไทยของเรามีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยนำถุงผ้าไปใส่ของเอง และวันก่อนเห็นทางห้างเซ็นทรัลประกาศนโยบายงดใช้ถุงพลาสติก จึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่

ขยะพลาสติกถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ด้วยปริมาณขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 2 แสนล้านใบ

ถ้าหากพวกเราช่วยกันงดใช้ถุงพลาสติกหรือรวมถึงกล่องโฟมที่ใช้บรรจุอาหารกลับบ้านจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและกลุ่มธุรกิจในเครือปฏิเสธรับถุงพลาสติกและนำถุงผ้ามาเองในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง

จึงขอให้อย่ามองข้ามเรื่องถุงพลาสติกหรือการใช้โฟมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของขยะที่ย่อยสลายยากและหากไม่เก็บลงถังขยะหรือมีผู้ทิ้งลงถนนจะทำให้ไปอุดตันท่อระบายน้ำ เป็นสาเหตุให้น้ำท่วมได้

ขอเรียนถึงทุกบริษัทห้างร้านขายของหรือเจ้าของร้านใหญ่เล็กว่าช่วยกันลดเลิกใช้ถุงพลาสติกและช่วยกันสร้างโลกให้ดีขึ้นโดยการร่วมมือกันนับแต่เวลานี้
เติมพร (ลาดพร้าว)


 สนับสนุนกฎหมายใหม่เพิ่มโทษ
 คดีข่มขืน-ประหาร

ผมมีเรื่องสำคัญจะแจ้งผ่านให้ทราบว่าได้มีการออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำผิดคดีข่มขืนถึงหนักที่สุดคือประหารชีวิต

กรณีนี้มีการพูดถึงกันมาแล้วนานหลายปีเพราะผู้กระทำผิดแล้วรับสารภาพถูกจำคุกไม่กี่ปีก็ออกมาเป็นภัยสังคมอีกและที่น่าเศร้าใจมากๆ เพราะเหยื่อของฆาตกรถึงบาดเจ็บเสียชีวิตไปเลยก็มีเป็นจำนวนมาก

ในฐานะคนไทยคนหนึ่งผมจึงขอสนับสนุนเห็นด้วยที่เพิ่มโทษหนักประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตและเห็นว่าแม้ผู้กระทำความผิดยอมรับสารภาพแต่ก็ไม่ควรลดโทษ เห็นต่างกับการเพิ่มโทษดังกล่าว โดยยกเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมาคัดค้านโทษประหารชีวิต

เราต้องใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดกับพวกกากเดนสังคมที่สร้างความเดือดร้อนเป็นภัยอันตรายต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบนับตั้งแต่เวลานี้
ประเสริฐ (รัชดาภิเษก)


Police Share..ส่งน้องถึงโรงเรียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Police Share..ส่งน้องถึงโรงเรียน

3 มิถุนายน 2562 – 09:00 น.
Police Share,โรงเรียน,นักเรีย,Police Shareส่งน้องถึงโรงเรียน
เปิดอ่าน 3,339 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

หลายคนคงทราบกันดีว่ากาจราจรเมืองกรุง หรือแม้กระทั่งพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ ที่เป็นจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศต้องประสบปัญหาการจราจรหนาแน่นในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็น ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงการเปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบให้ปริมาณรถหนาแน่นขึ้นอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้จนอาจถึงขั้น “วิกฤติ” ซึ่งทุกหน่วยงานโดยเฉพาะตำรวจก็พยายามหาทางแก้ไขเพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาภาวะรถติดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนให้แก่ประชาชน

ตลอดหลายปีคนที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองกรุงได้สัมผัสรับรู้ถึงความสาหัสเรื่องการจราจรในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางกรุง ซึ่งช่วงนี้นอกจากเป็นช่วงที่เปิดเทอมแล้วยังเป็นฤดูฝน จึงส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นทวีคูณ ด้วยเหตุนี้ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) จึงมีโครงการ “ส่งน้องถึงโรงเรียน” ซึ่งแม้จะผ่านพ้นช่วงเปิดเทอมวันแรกไปแล้ว แต่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาวะรถติดขัด

ขณะที่ พ.ต.ต.คริษฐ์ ปริยะเกตุ สว.งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. ยังคงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการมารับส่งเด็กนักเรียนบริเวณหน้าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย พร้อมกำลังปฏิบัติตามนโยบายส่งน้องถึงโรงเรียนและประชาสัมพันธ์ตามโครงการดังกล่าวเพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดหรือมีรถสะสม ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถส่งบุตรเข้าโรงเรียนได้ทันเวลา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ต.คริษฐ์ อธิบายว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.ด้านการจราจร และ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. ได้จัดให้มีโครงการ “ส่งน้องถึงโรงเรียน” หรือ “Police Share” ซึ่งเป็นโครงการของตำรวจจราจรที่มาช่วยอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ประชาชน โดยทาง บก.จร. เป็นหน่วยนำร่องจัดรถจักรยานยนต์สำหรับรับส่งนักเรียนในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร จำนวน 5 จุด คือ จุดทางลงด่วนเพลินจิต ทางลงด่วนสีลม ทางลงด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใต้ทางด่วนพระราม 4 และ จุดกลับรถตั้งฮั่วเส็ง เพื่อใช้เป็นจุดนัดหมายให้ผู้ปกครองส่งนักเรียนรับช่วงนำเด็กเข้าโรงเรียนในช่วงที่มีการจราจรติดขัดหรือสะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาการจราจร การส่งบุตรหลานไปโรงเรียนได้ทันเวลา

จากการดำเนินการที่ผ่านมามีผู้ปกครอง น้องๆ นักเรียนให้ความสนใจเข้าใช้บริการของโครงการนี้ในหลายพื้นที่เป็นจำนวนมาก อาทิ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 28 ราย, งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน 7 ราย, โรงเรียนวัดปทุมวนาราม 21 ราย, โรงเรียนวัดชัยมงคล 2 ราย, โรงเรียนสันติราษฎร์ 1 ราย, โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก 1 ราย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 25 ราย, งานสายตรวจ 3 กก.1 บก.จร. โรงเรียนเขมะสิรินุสรณ์ 20 ราย, กก.6 โครงการพระราชดำริ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล 4 ราย, โรงเรียนสาธิตสวนสุนันทา 6 ราย, โรงเรียนวัดมงกุฏกษัตริย์ 5 ราย, โรงเรียนราชวินิตประถม 1 ราย, โรงเรียนราชวินิตมัธยม 2 ราย, โรงเรียนวัดราชาธิวาส 2 ราย, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 4 ราย และโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ 7 ราย

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการใช้บริการโครงการ Police Share สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Liluna เมื่อเข้าแอพพลิเคชั่นแล้วกดไปที่กลุ่มเดินทาง เข้าที่ #PoliceShare จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงทะเบียนไว้ หากเจอเส้นทางที่ตำรวจเดินทางผ่านสามารถติดรถไปได้ฟรี

จบแล้ว”ลุงตู่” อีกครั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จบแล้ว”ลุงตู่” อีกครั้ง

3 มิถุนายน 2562 – 08:06 น.
ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 21,825 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน 2562

เหลือเพียงอีก 3 วันประเทศไทยคงได้เห็นโฉมหน้าของนายกรัฐนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยกันแล้ว หลังจากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภานัดประชุม 500 ส.ส.กับ 250 ส.ว.เพื่อกำหนดอีเวนต์เลือกนายกรัฐมนตรีในวันพุธที่ 5 มิถุนายนนี้ ส่วนใครจะดำรงตำแหน่งนายกฯ นั้น ก็ต้องได้เสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 376 เสียงขึ้นไป และใครคนนั้นก็คงจะเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบไม่ต้องไปคาดเดา..มาถึงตรงนี้พวกฟ้า พวกมารอย่าไปนั่งฝันว่าประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะแหกคอกไม่ร่วมรัฐบาลลุงตู่ เพราะส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้มัน End game ตั้งแต่วันที่ 116 เสียงพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมใจโหวตเลือกนายชวน เป็นประธานสภาในวันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคมไปแล้ว แต่ที่ยังปิดจ๊อบไม่ลงตัวลากยางมาถึงวันนี้ก็คงเป็นเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีของพลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์เท่านั้นเอง

หลายคนอาจตั้งคำถามและกังขาว่า “เฮ้ย” เป็นไปไม่ได้ที่ประชาธิปัตย์ จะโหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เพราะหากทำเช่นนั้นมันจะสวนทางกับสิ่งที่ปชป.ที่เคยหาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะขอเป็นเส้นขนานกับเผด็จการ…เมื่อคำมั่นมันค้ำคอตรงนี้แหละ “ประชาธิปัตย์” จะกล้าผิดคำสาบานกับประชาชนเชียวหรือ แต่ก็อย่างที่กล่าวข้างต้นทุกอย่างมัน “จบ” ตั้งแต่วันที่นายชวนดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมแล้ว เพราะ 116 เสียงของพลังประชารัฐที่โหวตให้นายชวนมันคือข้อผูกมัดแล้วว่า “ประชาธิปัตย์ต้องร่วมรัฐบาล” เสียงโหวตในวันนัั้นมันคือ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” ระหว่างพปชร.กับปชป.ที่เจรจาต่อรองกันจนสะเด็ดน้ำมาขั้นนึงแล้ว ดังนั้นเชื่อว่าในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ 53 เสียงของประชาธิปัตย์คงไม่มีใครแตกแถวไม่สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างแน่นอน

อะไรที่ทำให้มั่นใจถึงขนาดนั้นว่าเสียงของ “ประชาธิปัตย์” จะไม่แหกคอก ขอตอบง่ายๆ แบบตรงไปตรงมาคือ “ความเป็นประชาธิปัคย์” ที่ยึดมั่นในหลักเกณฑ์และมติของพรรคอย่างเคร่งครัดมาตลอดเกือบทศวรรษคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด “ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคการเมืองที่มีมาตรฐาสูง คนประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองอาชีพที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และหลักการอย่างเหนียวแน่น แม้ในบางครั้งจะมีความเห็นแตกแยกจนพรรคแทบล่มสลาย แต่เมื่อมติพรรคออกมาแบบใด คนประชาธิปัตย์ก็พร้อมจะปฏิบัติตามโดยไม่อิดออด

แต่ภารกิจส่ง “ลุงตู่” กลับทำเนียบรัฐบาลจะสำเร็จลุล่วงไปได้ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจะเป็นไปตามความต้องการของประชาธิปัตย์หรือไม่ คือเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ พาณิชย์ และพัฒนาสังคมฯ เพราะ ณ เวลานี้ “ประชาธิปัตย์” ถือแต้มต่ออย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็นพรรคยึดหลักการแต่ประชาธิปัตย์ก็มีด้านมืดแบบเขี้ยวลากดินชนิดที่ใครก็รู้กันมานาน วันนี้ประชาธิปัตย์รู้ดีว่าจะเล่นการเมืองแบบไหนให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด..และด้วยสถานการณ์ที่บีบรัดและรอไม่ได้ “พลังประชารัฐ” คงต้องยอมจำใจยกเก้าอี้ให้ประชาธิปัตย์แบบไม่มีทางเลือกมากนัก

แม้ภาพต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีระหว่างประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ จะดุเดือดเข้มข้นเพียงใด แต่ก็อย่างที่บอกสุดท้ายนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ก็ยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่วันยังค่ำ และเชื่อว่าภายใน 2 วันนี้ทุกอย่างจะลงตัวและจบสิ้นอย่างแน่นอน..ไม่มีหรอกครับ “ฝ่ายค้านอิสระ” ไม่มีหรอกครับตั้ง “รัฐบาลขั้วที่ 3” และยิ่งไม่มีหรอกครับ “รัฐบาล 7 พรรคฝั่งประชาธิปไตย” เพราะวันที่ 5 มิถุนายน จะมีแค่พลังประชารัฐ 117 เสียง ประชาธิปัตย์ 53 เสียง ภูมิใจไทย 51 เสียง ชาติไทยพัฒนา และพรรคพันธมิตรกว่า 30 เสียง + ส.ว.อีก 250 เสียงส่งลุงตู่ถึงสวรรค์ชั้น 30 ขึ้นเป็นนายกฯ แบบวินๆ แต่จะวินได้นานแค่ไหนอันนี้ต้องรอดูตอนจบของภาค 2…!