“สามมิตร” บ้านเล็กในป่าใหญ่ “ลุงตู่ 2”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374387?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สามมิตร” บ้านเล็กในป่าใหญ่ “ลุงตู่ 2”

5 มิถุนายน 2562 – 14:20 น.
ทวี สุระบาล,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พรรคพลังประชารัฐ,กลุ่มสามมิตร,สามมิตร,วิรัช รัตนเศรษฐ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,อนุชา นาคาศัย
เปิดอ่าน 9,210 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 5 มิ.ย.2562

          5 มิ..2562 คงจะได้มีการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง เมื่อที่ประชุมรัฐสภา จะมีการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ พ..2560 

          ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัด พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับการโหวตจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” และ ส..ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้คงเป็นเรื่องการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

          เฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่มี ส..เก่าและใหม่ ต่างก็มาจากหลายกลุ่มหลายพรรค(เดิมย่อมมีแรงกระเพื่อมเป็นธรรมดา

สาย “สามมิตร” ไม่ใหญ่จริง

          เที่ยงวันที่ มิ..2562 สามเสือแห่งกลุ่มสามมิตร สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ“ , “สมศักดิ์ เทพสุทิน”  และ “อนุชา นาคาศัย” นัด ส..กลุ่มใหญ่ไปรับประทานอาหารที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว นัยว่ามาหารือการทำหน้าที่ของ ส..ในสภา รวมทั้งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

          จับน้ำเสียงของ “สุริยะ” ออกอาการน้อยใจนิดๆ เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งมีข่าวว่า กระทรวงสำคัญๆ ถูกจัดสรรไปให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย

กลุ่มสามมิตร มีกำลังพลไม่เกิน 20 คน

          “ทางพรรคเองต้องมีกระทรวงที่ตอบสนองกับนโยบายการหาเสียง หากพรรคไม่เก็บกระทรวงสำคัญๆไว้เลย การเลือกตั้งครั้งหน้า ส..ของเราจะไม่มีที่ยืน

          คอการเมืองฟังแล้ว ก็ตีความได้ว่า สุริยะส่งสัญญาณไปถึง “ผู้มากบารมี” ที่ไม่เก็บ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ไว้ แลกกับการเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่ของพรรค ปชป.

          มีข้อน่าสังเกตในการนัดสังสรรค์วันนี้ ไม่มี “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” แม่ทัพภาคเหนือ และ “สันติ พร้อมพัฒน์” ขุนศึกเพชรบูรณ์ มาร่วมวงด้วยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

          ดูใบหน้า ส..ที่มายืนเป็นฉากหลัง สะท้อนภาพขุมกำลังกลุ่มสามมิตรว่า มีไม่ถึง 20 คน

สายกรุงเทพฯโคราช

          ว่ากันว่า “กลุ่มกรุงเทพฯโคราช” น่าจะมีพลังมากที่สุดในพรรค เพราะ “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ ได้รับความไว้วางใจจาก “ผู้ใหญ่” มากที่สุด

          ก่อนจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ “เสี่ยตั้น” เดินสายไปพบกลุ่มนักเลือกตั้งหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็น “สุชาติ ตันเจริญ” , “สนธยา คุณปลื้ม” และ “วิรัช รัตนเศรษฐ” 

          ส่วนช่วงเลือกตั้ง เสี่ยตั้นลงไปเยี่ยมสนามโคราชบ่อยมาก เพราะประเมินดูแล้ว ผู้สมัคร ส..มีโอกาสเบียดแทรกพรรคเพื่อไทยเข้าสภาได้

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

          ด้วยเหตุที่เสี่ยตั้นจับคู่วิรัช จึงทำให้พรรคพลังประชารัฐได้ ส..นับสิบคน จากสนามนครราชสีมาสุรินทร์ และชัยภูมิ 

          เฉพาะตระกูลรัตนเศรษฐ ได้ ส..เขต คน คือ ทัศนียาอธิรัฐทวิรัฐ รัตนเศรษฐ และ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวของทัศนียาและนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลห้วยแถลง พ่วงด้วยวิรัช ส.แบบบัญชีรายชื่อ

วิรัช รัตนเศรษฐ

          จะว่าไปแล้ว ชัยชนะพรรคพลังประชารัฐ ในสนามเลือกตั้งภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ได้ ส.. 36 คน รวมกรุงเทพฯ อีก 12 คน

          ขุมกำลังเหล่านี้อยู่ในการดูแลของ “เสี่ยตั้น” และมีเพียง ส..ราชบุรี และชัยนาท ที่อยู่ในกลุ่มสามมิตร

ด่วนสายใต้มาแล้ว

พรรคพลังประชารัฐสายใต้ ก็น่าสนใจ เพราะได้ ส.. 13 คน จากสนามสงขลาภูเก็ตนครศรีธรรมราช ,ตรัง ,นราธิวาส และยะลา 

แม่ทัพใต้ของพรรคพลังประชารัฐ แบ่งออกเป็น โซนคือ “ผู้การชาติ” ..(พิเศษ)สุชาติ จันทรโชติกุล เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับผิดชอบภาคใต้ตอนล่างฟากอ่าวไทย

ส่วน “อนุมัติ อาหมัด” นักการเมืองสายมุสลิม รับผิดชอบ จังหวัดชายแดนใต้ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น ส..

ทวี สุระบาล

อีกรายหนึ่งที่สื่อมองข้ามไปคือ ทวี สุระบาล อดีต ส..ตรังหลายสมัย ที่ดูแลพื้นที่หาเสียงใน จังหวัด ฟากอันดามันคือ ตรังกระบี่พังงา และ ภูเก็ต ปรากฏว่า ได้ ส..มา คน จากภูเก็ต และตรัง 

เที่ยวนี้ เก้าอี้รัฐมนตรีสายใต้ต้องมี อย่างน้อย ตำแหน่งสำหรับ “ผู้การชาติ” และ “เสี่ยทวี” 

“สต็อปสโตน”… เทคนิคขึ้นชม…เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สต็อปสโตน”… เทคนิคขึ้นชม…เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

5 มิถุนายน 2562 – 14:05 น.
สต็อปสโตน,เอเวอเรสต์เบสแคมป์
เปิดอ่าน 1,802 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          เส้นทางค้นหา…ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องเสียเงินเป็นแสน เพื่อไปทรมานร่างกาย แค่หวังได้เห็นดูยอดเขาสูงที่สุดในโลก ?

อยากตอบคำถามนี้ด้วยประโยคที่ว่า “Life Begin at the end of your Comfort Zone” รสชาติของชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเรายอมออกจากความสะดวกสบายที่ซ้ำซากจำเจ โดยเฉพาะผู้มีความฝันอยากเห็นความงดงามอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ความลำบากเป็นต้นทุนต้องจ่าย ใครไม่อยากลำบาก ก็ทำได้แค่เปิดรูปสวยๆ ของ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ผ่านทางโลกออนไลน์

ระหว่างการเดินทางผ่านแนวเทือกเขาหิมาลัย เพื่อไปให้ถึง “อีบีซี” หรือ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” Everest Base Camp ในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง… เหมือนได้เติมเต็มพลังให้ชีวิตด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแวดล้อมบนเทือกเขาสูง ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจทำให้ลืมความอ่อนล้าของน่องขาทั้ง 2 ข้าง เหงื่อที่ไหลซึมอยู่ในเสื้อกันหนาว เหมือนจะแห้งเหือดไปทันทีหลังจากได้หยุดพัก ยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ความสนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกระหว่างทางเดินขึ้นเขา 9 วัน และเดินลงอีก 3 วัน เริ่มจากจุดนี้ !    Kathmandu -Lukla (ความสูง 2,800 ม.)

กรุ๊ปของเราโชคดีได้นั่งเฮลิคอปเตอร์จาก “กาฐมาณฑุ” ไปยังสนามบินเมืองลุคลา (Lukla airport) ใช้เวลานั่งลุ้นชมวิวไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลก เพราะสร้างรันเวย์ให้นักบินลงจอดสั้นแค่ 527 เมตรเท่านั้น นอกจากเฮลิคอปเตอร์แล้ว ก็มีแค่เครื่องบินเล็กนั่งได้สิบกว่าคนเท่านั้นที่ลงจอดสนามบินนี้ได้ กัปตันหรือนักบินต้องมีใบอนุญาตพิเศษ เพราะอากาศบนนี้ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก มีฝนตกและกระแสลมแรงเป็นระยะ ก่อนกรุ๊ปเราเดินทางมาไม่กี่วัน มีข่าวเครื่องบินเล็กหลุดไถลออกนอกรันเวย์ไปชนเข้ากับเฮลิคอปเตอร์สองลำ ทำให้นักบินเสียชีวิตทันทีและเจ้าหน้าที่บนลานจอดอีก 2 คน

ยอดเขาที่ขวานน้ำแข็งชี้คือ “ยอดเขาเอเวอเรสต์”

ชื่อทางการของสนามบินนี้คือ เทนซิง-ฮิลลารี (Tenzing-Hillary Airport) ตั้งไว้เป็นเกียรติกับ 2 นักปีนเขาชื่อดัง ที่ร่วมกันพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งแรกของโลกในปี 1953 ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปแค่ 66 ปีเอง ปัจจุบันมีผู้ขึ้นไปพิชิตยอดเขาได้แค่ปีละ 200-300 คนเท่านั้น จากกลุ่มนักปีนเขาที่พยายามขึ้นไปปีละหลายพันคน

กรุ๊ปของเราหยุดพักปรับร่างกายที่นี่ 2 คืน เมืองลุคลามีกลิ่นอายของเมืองท่องเที่ยวท้องถิ่นขนาดเล็ก เรียบง่าย แต่มีร้านค้าและร้านอาหารน่ารักๆ หลายร้าน อยากให้ทดลองสั่ง “ชานม มาซาล่า” (masala tea) มาลิ้มรส เพราะเป็นหนึ่งในชาท้องถิ่นยอดนิยมของชาวเนปาล รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องเทศหลายอย่างที่ใส่เป็นส่วนผสมในชาดำ เช่น อบเชย กานพลู ขิง ฯลฯ กลิ่นอบเชยหอมแตะจมูกสร้างความชื่นใจ ช่วยลดความตื่นเต้นจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ผ่านเทือกเขาสูงชันได้เป็นอย่างดี

ห้องพัก หรือ “ทีเฮาส์” ของลุคลามีให้เลือกทั้งแบบ 2 คน 3 คน หรือเป็นกรุ๊ปใหญ่ แต่มีเงื่อนไขต้องกินอาหารในทีเฮาส์เท่านั้น เพราะกำไรส่วนใหญ่อยู่ที่ร้านอาหาร หลังเดินทางไปอีกหลายวันก็เริ่มเข้าใจรู้ว่า “เมนู” ของทีเฮาส์เกือบทุกแห่งในเส้นทางนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก อาหารเช้า เที่ยง เย็น มีทั้งพิซซ่า สปาเกตตี ข้าวผัด ต้มมาม่าเนปาล ผัดหมี่แบบเนปาล และที่ขาดไม่ได้คือ โมโมหรือเกี๊ยวสไตล์เนปาลี หน้าตาเหมือนเกี๊ยวซ่า แต่ก้อนใหญ่แป้งหนากว่า มีทั้งโมโมสอดไส้ไก่สับผสมผัก หรือโมโมไส้ผักล้วน แต่บนภูเขามีแค่ไส้ผักล้วน สั่งทำเป็น โมโมทอด โมโมแกงจืด โมโมลวก ฯลฯ

ส่วนอาหารประจำท้องถิ่นที่ห้ามพลาดคือ ดาลบัต (Dal Bhat) บัต หมายถึง ข้าว ส่วน ดาล คือ ซุปถั่ว อาหารถูกจัดเป็นชุดวางบนถาดใหญ่ เครื่องเคียงเป็นไก่ผัดเครื่องเทศ ผักโขม กระหล่ำปลีกับดอกกระหล่ำดอง ต้องสั่งเป็นชุดเท่านั้น ความพิเศษอยู่ที่เมื่อสั่ง 1 ชุดแล้วสามารถขอเพิ่มข้าวหรือกับข้าวมาเติมได้เรื่อยๆ จนกว่าจะอิ่ม พวกเราเรียกกันว่า “พลังดาลบัต” เพราะ บีไนต์ ไกด์ของเรา กับ อินดรา ลูกหาบสุดหล่อ สั่งดาลบัต เป็นอาหารเที่ยงและอาหารเย็นแทบทุกมื้อ หลังกินเสร็จสีหน้าจะเปี่ยมไปด้วยความสุขจากพลังแห่งเครื่องเทศ ไม่แตกต่างจากสีหน้าคนไทยหลังได้กินส้มตำปลาร้ารสเผ็ดสะใจ

หลังจากได้เติมพลังดาลบัต พวกเราเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม มาร์ติน หัวหน้ากรุ๊ปนัดหมายให้ตื่นรับประทานอาหารเช้าแล้วออกไปฝึกซ้อมเทรคกิ้งเดินขึ้นเขาระยะทางไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อทดสอบอุปกรณ์และสอนเทคนิคการเดินขึ้นลงก้อนหินใหญ่ๆ ให้ถูกวิธี ไม่ทำให้ขาพลิกล้มลุกคลุกคลานไปเสียก่อน

ช่วงเช้าตรู่ตั้งแต่ 6 โมงเป็นต้นไป เสียงเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์จะดังสนั่นต่อเนื่อง เพราะนักเดินเขาและนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นเครื่องบินไปๆ กลับๆ จนถึงประมาณช่วงก่อนเที่ยง เครื่องบินเริ่มลดลงเพราะฟ้ามีเมฆหมอกปกคลุม พวกเรามาตามเวลานัดหมาย มี “อินดรา” ลูกหาบมาช่วยดูแล

หลักการสำคัญที่สุดของการเดินขึ้นเขาในเส้นทางนี้คือ การมองหา “ก้อนหินหลัก” มาร์ตินเรียกสั้นๆ ว่า สต็อปสโตน (stop stone) เพื่อวางเท้าเหยียบให้มั่นคงในแต่ละก้าว เพราะถ้าเท้าไปเหยียบก้อนหินผิด อาจทำให้ลื่นไถลหกล้มได้ง่าย เวลาที่เล็งเห็นก้อนหินหลักที่จะวางเท้าลงไปต้องเอาเท้าสัมผัสแตะนิดๆ ดูก่อนว่าก้อนหินที่เราเลือกวางไว้มั่นคงแน่นหนาจริงหรือไม่ ก่อนจะลงน้ำหนักเต็มที่เพื่อก้าวต่อไป

คนที่ไม่เคยเทรคกิ้งมาก่อนอาจรู้สึกว่าเลือกไม่ถูกว่าจะลงน้ำหนักที่ก้อนหินไหนดี บางก้อนดูใหญ่แต่พอเหยียบแล้วก้อนหินเลื่อนไปมา ก็ต้องรีบชักเท้าออก เปลี่ยนไปเหยียบก้อนอื่นแทน แต่พอเริ่มได้ไปสัก 2 ชั่วโมงก็จะเกิดการเรียนรู้และเข้าใจลักษณะธรรมชาติของก้อนหินเหล่านี้มากขึ้น เลือกวางเท้าได้แม่นยำขึ้น

นอกจากการเลือก สต็อปสโตน แล้ว มาร์ตินเน้นย้ำให้พยายามก้าวขาแบบสั้นๆ เวลาที่ก้าวปีนขึ้นไปบนหินที่เรียงเป็นชั้นๆ คล้ายบันไดนั้น อย่าก้าวสูงแล้วเขย่งตัวตาม เพราะจะทำให้ล้มได้ง่ายหรือเส้นเอ็นตึง ควรเลือกมองหาชั้นขนาดไม่สูงมาก ให้ขาเรายกก้าวได้พอดี เวลาเห็นฝรั่งตัวใหญ่ก้าวสูงๆ ขึ้นไปพรวดๆ เราก็แอบทำตาม แต่ทำได้ไม่กี่ชั้นรู้สึกเหนื่อยหอบเหงื่อตกทันที เพราะฉะนั้นอย่าฝืนร่างกายตัวเองดีกว่า ออมแรงไว้ เส้นทางไปสู่ความฝันอีกยาวนานนัก

ระหว่างซ้อมเดิน มีอาการเซไปเซมา ลื่นไถลเกือบตกบันไดหินหลายครั้ง ช่วงขาเดินกลับฝนตกเทลงมา เหมือนจะทดสอบให้พวกเราฝึกใช้เสื้อคลุมกันฝน ซึ่งมองดูเหมือนง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมาก แต่พอใส่จริงๆ พบว่าเสื้อกันฝนมีขนาดใหญ่และยาวเกะกะเมื่อสวมคลุมเสื้อผ้าแล้วทำให้มองไม่เห็นรองเท้าเวลาก้าวเดิน ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เกือบเดินสะดุดเสื้อคลุมฝนตัวเองหลายครั้งกว่าจะคุ้นเคย (เคล็ดลับ : พยายามฝึกจังหวะก้าวเดินให้สอดคล้องกับจังหวะสะบัดเสื้อคลุมกันฝน เพื่อเปิดทางให้เห็นรองเท้าสะดวกมากขึ้น) ในที่สุดพวกเราก็กลับมาถึงที่พักโดยสวัสดิภาพใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง

หมดแรงจนต้องฉลองด้วยหมูอบแห้งที่พกมาจากเมืองไทย กินกับข้าวสวยร้อนๆ และผัดผักโขมแบบเนปาลี ราดน้ำแกงกะหรี่รสชาติกลมกล่อม บางคนเลือกสั่งมาม่าเนปาลต้มใส่ผักร้อนๆ ช่วยคลายความหนาวได้อย่างดี

วันที่ 3 Lukla – Phakding (ความสูง 2,600 ม.)
วันนี้คือก้าวแรกของการเริ่มต้นเทรคกิ้งอย่างจริงจังของเส้นทาง “อีบีซี” เอเวอเรสต์ เบส แคมป์ ! แม้วันแรกมีระยะทางแค่ 8 กม. แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 4–6 ชม. เพราะร่างกายยังไม่เคยชินกับบันไดหินธรรมชาติและเส้นทางคดเคี้ยว มีบันไดหินขึ้นเขาเป็นระยะแต่ไม่สูงชันมากนัก แต่ก็เหนื่อยหอบเหมือนกัน เส้นทางเดินวันแรกผ่านหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่ง มีวัดและก้อนหินใหญ่ที่แกะสลักตัวอักษรงดงามหลากสีสัน ก้อนหินเหล่านี้นักบวชหรือชาวบ้านท้องถิ่นจะวาดเป็นบทสวดมนต์หรือตัวอักษรที่แสดงถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตในธรรมชาติบริเวณนั้น

เดินเพลินๆ พร้อมแวะร้านชา ร้านอาหาร ชาวบ้านเอาโต๊ะเก้าอี้มาตั้งล้อมวงแบบง่ายๆ เพื่อให้นั่งชมบรรยากาศยอดเขาวิวป่าไม้ธรรมชาติ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่าเดินมาแล้ว 6 ชั่วโมง พวกเราถึงที่พักประมาณบ่ายสาม อากาศแจ่มใส ฝรั่งส่วนใหญ่ออกมานั่งตากแดดหน้าห้องพัก ส่งเสียงคุยกันอย่างมีความสุข ก่อนเริ่มดินเนอร์ในทีเฮาส์ และเข้านอนประมาณ 2 ทุ่ม เพื่อเก็บแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

ซึ่งเป็นวันทดสอบความอึดของกล้ามเนื้อขาให้สู้กับระยะทางเดินเขาไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก 600 กว่าเมตร ให้ถึงเมืองนัมเช…ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางทรหดพอสมควร

“ศึกษาเส้นทาง-โรคแพ้ความสูง”..ยอมเสี่ยงเพื่อเอเวอเรสต์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ศึกษาเส้นทาง-โรคแพ้ความสูง”..ยอมเสี่ยงเพื่อเอเวอเรสต์

5 มิถุนายน 2562 – 13:51 น.
โรคแพ้ความสูง,เอเวอเรสต์,ศึกษาเส้นทาง
เปิดอ่าน 1,626 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          เส้นทางค้นหา..ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

ใครเคยมีความใฝ่ฝันอยากเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือ ภูเขาขี้อาย ด้วยตาตัวเองใกล้ๆ ก็ต้องไปให้ถึง “อีบีซี” หรือ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” Everest Base Camp ก่อนไปต้องเตรียมความพร้อมหลายประการ โดยเฉพาะ เตรียมงบประมาณ ควรมีเผื่อไว้พอสมควร เพราะนอกจากค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่าซื้ออุปกรณ์จำเป็นแล้ว ยังต้องเตรียมไปจ่ายค่าลูกหาบขนกระเป๋า จ่ายค่าน้ำค่าอาหารระหว่างทางด้วย

โปรดระลึกไว้เสมอว่า “ยิ่งสูงยิ่งแพง”!
เส้นทางเทรคกิ้งไปเอเวอเรสต์ในเนปาล ไม่มีทางรถยนต์ให้เลือก ต้องเดินด้วยขาเท่านั้น หรือใครรวยหน่อยก็เหมาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไป…การขนส่งสินค้าขึ้นไปบนนั้นมีต้นทุนสูง แม้แต่โค้ก 1 กระป๋องยังต้องส่งทางเฮลิคอปเตอร์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ราคา “น้ำเปล่า” วางขายกรุงกาฐมาณฑุขนาด 1 ลิตร ราคาขวดละ 8–10 บาท แต่ในที่พักหรือเรียกกันว่า “ทีเฮาส์ (tea houses)” ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไรราคาจะเพิ่มสูงตามเป็นทวีคูณ ทีเฮาส์ใกล้ “อีบีซี” น้ำ 1 ลิตรราคาขวดละไม่ต่ำกว่า 120 บาท ไข่ต้ม 2 ฟอง 100 บาท

การไปเทรคกิ้งเส้นทางทรมานร่างกายแบบนี้ ควรเลือกพักในสถานที่สะอาดและบริการอาหารมีคุณภาพ ซึ่งไม่ค่อยมีตัวเลือกมากนัก เส้นทางไปเอเวอเรสต์บางพื้นที่มี “ทีเฮาส์” ตั้งอยู่แค่ 2-3 แห่งเท่านั้น และไม่มี 7-11 ร้านโชห่วย หรือร้านขายอาหาร ต้องฝากท้องไว้กับโรงอาหารในทีเฮาส์ที่จองมา

เมื่อคำนวณวันเดินทางทั้งหมด 15–18วัน งบประมาณที่เตรียมไว้รวมซื้อตั๋วเครื่องบินประมาณ 100,000 –150,000 บาท บางกรุ๊ปทัวร์โฆษณาราคาเหมาจ่ายต่ำกว่านี้หลายหมื่นบาท แต่ขอให้ระวังเพราะสุดท้ายมักอ้างว่าราคานี้ “ไม่รวมค่าโน่นค่านี่” ต้องทะเลาะกันระหว่างทางจนทำให้เที่ยวไม่สนุก

เมื่อ “เตรียมงบประมาณ” เรียบร้อยแล้ว ต้องรีบ “เตรียมฟิตร่างกาย” ให้พร้อม เพื่อปรับตัวได้ในพื้นที่สูง สุดท้ายคือ “เตรียมใจ” เผื่อความผิดพลาดไม่มีโอกาสได้พิชิต เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

เนื่องจากร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน การปรับตัวหรือรับมือกับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกิน 5 พันเมตร ที่มีปริมาณออกซิเจนเหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนทำได้สำเร็จ !

“บีไนฟ์” ไกด์หนุ่มเนปาลี ให้ข้อมูลว่า ร้อยละ 20 ของคนขึ้นไป “อีบีซี” ประสบความผิดหวัง เพราะร่างกายปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของออกซิเจนบางเบาไม่ได้ หลายคนฝืนร่างกายพยายามขึ้นไปต่อ สุดท้ายต้องเสียชีวิตไปอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะนักเทรคกิ้งประเภทชอบฉายเดี่ยวหรือคนที่ไม่มีกรุ๊ปทีมช่วยกันดูแลอย่างดี แม้ไม่มีสถิติตัวเลขแน่นอน แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าปีละหลายสิบคนต้องเสียชีวิตหรือป่วยหนักระหว่างเส้นทางไปอีบีซี

บีไนฟ์

หลายคนใฝ่ฝันอยากปีนให้ทะลุถึง “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ที่สูงสุดในโลก หรือเรียกชื่อทางการว่า ซาการ์มาธา “SAGARMATHA” ตั้งตระหง่านอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 8,848 เมตรนั้น ซึ่งต้องเริ่มจากไปให้ถึงพื้นที่เบสแคมป์สูงระดับ 5,364 เมตรให้ได้เสียก่อน เพราะเป็นแคมป์พื้นฐานของผู้ตั้งใจปีนขึ้นไปพิชิตยอดเอเวอเรสต์เท่านั้น เป็นเสมือนพื้นที่หยุดพักปรับร่างกาย เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอากาศที่มีออกซิเจนน้อย บางคนอยู่เป็นอาทิตย์บางคนอยู่หลายเดือนแถวนี้ เพื่อรอจังหวะปีนภูเขาหิมะขึ้นไปพิชิตยอด

ต่อจาก “เบสแคมป์” จะเป็นแคมป์ 1 สูงระดับ 5,943 เมตร แคมป์ 2 สูงระดับ 6,400 แคมป์ 3 สูงระดับ 7,162 และแคมป์ 4 สูงทะลุ 8,000 เมตร ถือเป็นแคมป์สุดท้ายเรียกว่า “เดธโซน” (DEATH ZONE) ออกซิเจนเหลือเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่นักปีนเขาประเภท เมาเทนเนียริ่ง (Mountaineering) การตัดสินใจไปชื่นชม “อีบีซี” หรือเอเวอเรสต์เบสแคมป์ เสมือนการเดินทางไปท้าทายความทนทานของร่างกายเพราะปริมาณออกซิเจนในอากาศจะค่อยๆ ลดลง จากวันแรกที่เดินไต่เขาขึ้นไปจนถึงที่พัก ทุกวันปริมาณออกซิเจนในอากาศลดลงร้อยละ 5-10 ขึ้นไป หลังจาก 10 วันก็ถึงอีบีซี พื้นที่นั้นออกซิเจนเหลือแค่ร้อยละ 50 หรือครึ่งหนึ่งของที่เคยหายใจเข้าไป

ระดับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายคนส่วนใหญ่ต่อต้านทันที เริ่มแสดงความผิดปกติต่างๆ ออกมา ยิ่งอยู่บนพื้นที่สูงนานยิ่งเกิดผลกระทบต่อร่างกายมากขึ้น และการต้องเดินต่อเนื่องขึ้นไปสูงทุกๆ ร้อยเมตร จะเพิ่มความทรมานไปเรื่อยๆ นอกจากคนที่ร่างกายทนทานต่อความสูง หรือชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงจนชิน

คนที่ตัดสินใจออกเดินทางไป “อีบีซี” ล้วนมีความฝัน และส่วนใหญ่ทำสำเร็จ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งไม่สามารถไปพิชิตเบสแคมป์ได้ เพราะ 2 สาเหตุสำคัญ 1.เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ขาพลิก เท้าเจ็บ ฯลฯ 2.โรคแพ้พื้นที่สูง

อินดรา

“อาการแพ้พื้นที่สูง” (Altitude sickness) บางครั้งเรียกย่อๆ ว่าโรค เอเอ็มเอส (Acute Mountain Sickness : AMS) คนไทยทั่วไปคงไม่คุ้นชื่อโรคนี้นัก เพราะยอดเขาสูงสุดในประเทศไทยคือยอดดอยอินทนนท์ ความสูง 2,565 เมตร ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายให้เป็นโรคนี้เท่าไร ต้องความสูงระดับ 3 พันเมตรขึ้นไป ร่างกายถึงเริ่มแสดงความผิดปกติออกมา ส่วนใหญ่รู้สึกหายใจไม่เต็มปอด เหนื่อยง่ายมาก ปวดหัว เวียนหัว อาเจียน ฯลฯ

ความน่าสนใจอยู่ที่ “อาการแพ้พื้นที่สูง” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น !

เปรียบเสมือน “อาการเมารถ” บางคนเป็นมาก เป็นน้อย บางคนไม่เป็นเลย สุดยากจะคาดเดาจริงๆ ได้ยินเพื่อนๆ แชร์ประสบการณ์มาเยอะมาก ประเภทร่างกายแข็งแรงหนุ่มแน่นแมนสุด เข้าฟิตเนสทุกวัน หรือสาวแกร่งออกกำลังกายวิ่งวันละสิบกว่ากิโลทุกเช้า แต่พอเดินไต่ขึ้นไปเกิน 4 พันเมตร เกิดอาการแพ้พื้นที่สูงออกซิเจนน้อย กินยาอะไรก็ไม่หาย สุดท้ายต้องล้มเลิกเดินทาง ขอจากลาเดินลงเขาไปก่อนเพื่อนในกรุ๊ปคนอื่นๆ หรือกรณีพยายามอดทนสุดๆ แล้ว เหลืออีกแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงกำลังจะถึงจุดหมายอีบีซี แต่ไม่ไหวต้องเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับลงเขาอย่างเร่งด่วน

ดังประโยคที่คนเนปาลชอบพูดว่า “ไม่มีอะไรแน่นอนบนภูเขาสูงเสียดฟ้า”

มาร์ติน  (Martin Pelzl)

เพราะฉะนั้นก่อนไปขอให้ทุกคนเตรียมทำประกันการเดินทางไว้ล่วงหน้า หรือ “กรมธรรรม์ประกันภัยการเดินทางทั่วโลก” (Travel Guard Global Travel Insurance) มีหลายบริษัทให้เลือกใช้ราคาไม่แพง ประมาณ 2 พันบาทขึ้นไป ข้อตกลงความคุ้มครองแล้วแต่เลือกออปชั่นว่าให้เท่าไร แต่ขอเน้นต้องมีเงื่อนไขข้อที่ระบุว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อการเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน” การซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแค่ไม่กี่พันบาท แต่ให้ความคุ้มครองส่วนนี้ประมาณ 1-2 ล้านบาทขึ้นไป ถือว่าคุ้มมาก ถ้าไม่ยอมซื้อประกันแล้วต้องจ่ายเอง อาจควักหลายแสนบาทขึ้นไป จากประสบการณ์ยิ่งเดินขึ้นไปสูงเกิน 5 พันเมตร จะได้ยินเสียง เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นๆ ลงๆ บ่อยมาก ไกด์บอกว่าเป็นของบริษัทประกันมารับคนป่วยเอเอ็มเอส

หลังจากซื้ออุปกรณ์ครบเซ็ต ซื้อประกันภัย ฟิตร่างกายเรียบร้อยแล้ว ใครมีเวลาก็ควรไปปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลว่าจะไปเที่ยวประเทศเนปาลควรฉีดวัคซีนอะไรบ้าง และควรเตรียมยาอะไรไปบ้าง (เคล็ดลับ : ขอแนะนำให้ฉีดวัคซีนบาดทะยักและไทฟอยด์ป้องกันไว้ก่อน)

ในที่สุดระยะแห่งการเตรียมตัว 6 เดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้บางคนรู้สึกร่างกายยังไม่ค่อยฟิต รองเท้าไม่ค่อยเฟิร์ม ก็ไม่ต้องสนใจแล้ว วินาทีนี้รอแค่โชคช่วยกับดวงดีก็พอ !

สนามบินตริภูวัน “Tribhuvan International Airport” กรุงกาฐมาณฑุเป็นสนามบินเล็กๆ คนไทยสามารถทำวีซ่าเข้าประเทศเนปาลได้ที่นั่น ส่วนระบบการขนส่งกระเป๋ายังไม่ค่อยเรียบร้อยมากนัก ขอให้เผื่อเสียเวลาในสนามบินไว้เลยประมาณ 2 ชั่วโมง

หลังจากเข้าที่พักวางกระเป๋า ก็ออกไปเดินเล่นช็อปปิ้ง หาอาหารพื้นเมืองกินให้สบายใจ ใครชอบกินเนื้อสัตว์ต้องกินตุนไว้เยอะๆ เพราะหลังจากออกจากกาฐมาณฑุเนื้อสัตว์หายากและไม่ค่อยปลอดภัยมากนัก ถ้าไม่อยากเสี่ยงระหว่างเส้นทางเดินสิบกว่าวัน ต้องกินแต่ข้าว อาหารทำจากแป้ง และเครื่องเทศกับผักปรุงสุกเท่านั้น

มาร์ติน (Martin Pelzl) นักข่าวเยอรมันหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ของเรา ค่อนข้างเข้มงวดกับการห้ามกินเนื้อสัตว์เด็ดขาดในระหว่างการเดินทาง เพราะเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา ล้วนต้องเอามาจากพื้นที่ด้านล่างแล้วบรรทุกสิ่งของขึ้นไปส่งบนภูเขาสูงด้วยการใส่ไว้บนจามรี(Yak) ม้า หรือ สัตว์ตระกูลลา ใช้เวลาเดินหลายวันกว่าจะถึงจุดหมาย เมื่อเนื้อสัตว์ไม่ได้ผ่านการขนส่งด้วยรถที่มีตู้แช่เย็น โอกาสปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรือมีเชื้อโรคปะปนสูงมาก ถ้านำไปปรุงอาหารแบบไม่ถูกวิธี อาจทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง นักท่องเที่ยวหลายคนมีอาการป่วยและถูกหามลงภูเขาไปเข้าโรงพยาบาล เพราะกินอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ไม่สะอาด

ดังนั้น สิ่งสำคัญต้องเตรียมไปคือ ยาสามัญทั่วไป รวมถึงยารักษาโรคประจำตัว และที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือยาพาราเซตามอล เตรียมไปเยอะๆ ช่วยลดอาการปวดหัวจากโรคเมาพื้นที่สูงได้พอสมควร ส่วนยารักษาอาการ AMS (Acute mountain sickness) ควรปรึกษาและกินตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น

เส้นทางการเดินเทรคกิ้งสู่ “อีบีซี” ปกติใช้เวลาเดินขึ้นเทือกเขาหิมาลัย 9-10 วัน และเดินลง 3-5 วัน สามารถเลือกทางเดินและที่พักได้หลายเส้นทาง หากโชคไม่เข้าข้างเผชิญสภาพอากาศไม่ดี หรือมีอาการเจ็บป่วยระหว่างทางต้องหยุดพัก อาจใช้เวลาเดินทางมากกว่านี้

หัวหน้ากรุ๊ปเราเคยขึ้นไปถึงพื้นที่ “อีบีซี” ประมาณ 5 ครั้ง โดยใช้เส้นทางต่างๆ กัน สำหรับทริปนี้ “มาร์ติน” ตัดสินใจเลือกใช้เส้นทางเดินขึ้นเขามาตรฐานทั่วไป โดยกำหนดไว้ที่ความสูงต่างระดับกัน 9 วันคือ

วันที่ 1–2 บินจาก Kathmandu ไป Lukla ความสูง 2,800 ม.
วันที่ 3 เดินลงเขาจาก Lukla ไป Phakding ความสูง 2,600 ม. ระยะทาง 8 กม. ใช้เวลาประมาณ 4–6 ชม.
วันที่ 4–5 เดินขึ้นเขาจาก Phakding ไป Namche Bazaar ความสูง 3,440 ม. ระยะทาง 10 กม. ใช้เวลาประมาณ 6–8 ชม. จากนั้นพักร่างกาย 2 คืน ที่ Namche Bazaar เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับความสูงเกิน 3 พันเมตร เรียกว่าเป็นการปรับตัวให้เข้ากับอากาศ (acclimatization)
วันที่ 6 เดินขึ้นเขาจาก Namche Bazaar ไป Pangboche ความสูง 3,985 ม. ระยะทาง 10 กม. ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชม.
วันที่ 7 เดินขึ้นเขาจาก Pangboche ไป Dingboche ความสูง 4,410 ม. ระยะทาง 9 กม. ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชม.
วันที่ 8 เดินขึ้นเขาจาก Dingboche ไป Lobuche ความสูง 5,030 ม. ระยะทาง 7 กม. ใช้เวลาประมาณ 8 ชม.
วันที่ 9 เดินขึ้นเขาจาก Lobuche ไป GorakhShep ความสูง 5,140 ม. ระยะทาง 4.5 กม. ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชม.(ยิ่งสูงยิ่งเดินช้า)
เมื่อไปถึง GorakhShep บางคนอาจหยุดค้างคืนก่อน หรือบางคนอาจสู้ตายขอเดินต่อเนื่องไปยังพื้นที่เป้าหมายเพื่อพิชิตเอเวอเรสต์เบสแคมป์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 3.5 กม. ใช้เวลาเดินอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมงตามสภาพอากาศ หากอากาศไม่เต็มใจมีฝนตกอาจต้องรอจนฟ้าเปิดเท่านั้น

สรุปได้ว่า ใครอยากขึ้นเทือกเขาสูงไปยลโฉม ยอดเขาขี้อาย “Everest” ไม่ใช่แค่มีร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ต้องอาศัยทั้งโชค ดวง และความทรหด !

      วิธีสังเกต“อาการแพ้พื้นที่สูง” 
“อาการแพ้พื้นที่สูง” (Altitude sickness) ภาษาแพทย์คือ Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายคนทั่วไปที่ไม่ได้เกิดหรือเคยชินกับการอาศัยอยู่พื้นที่สูง เมื่อเดินทางขึ้นไปบนภูเขาสูงกว่า 2,500 เมตรขึ้นไป เจอกับภาวะอากาศมีออกซิเจนเบาบางน้อยลงเกินร้อยละ 20 จะรู้สึกปวดหัว มึนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว ไม่มีแรง เป็นไข้ต่ำๆ

หากอาการไม่หนักมากได้พักปรับตัวประมาณ 10-12 ชั่วโมง ร่างกายค่อยๆ เริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ อาการปวดหัวลดลง แต่เมื่อเดินทางขึ้นไปสูงอีก ร่างกายจะเกิดอาการขึ้นมาอีก นอกจากปวดศีรษะมากขึ้น อาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย หากเป็นระดับไม่รุนแรงมากนัก ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวได้เอง แต่บางคนร่างกายปรับตัวไม่ดีอาจกลายเป็นอาการโรคแพ้พื้นที่สูงแบบรุนแรง HACE (High Altitude Cerebral Edema) หมายถึงภาวะสมองเริ่มบวมปวดศีรษะรุนแรง และรู้สึกว่าเวลาลุกเดินหรือเคลื่อนไหวไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ใครมีอาการ “เดินเหวี่ยงตัว บังคับร่างกายไม่ได้ หรือเดินเซไปมา” ควรรีบแจ้งให้เพื่อนร่วมทางหรือไกด์ทราบทันที เพราะต้องหาหนทางเดินกลับลงไปสู่พื้นที่ต่ำและรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการหมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ศึกอลเวง ณ แจ้งวัฒนะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374364?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกอลเวง ณ แจ้งวัฒนะ

5 มิถุนายน 2562 – 13:45 น.
เลือกนายกรัฐมนตรี,แจ้งวัฒนะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 3,050 ครั้ง

โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ของ ส.ว.และ ส.ส. น่าติดตามยิ่งว่า เกมการเมืองของคนการเมืองหลังการยึดอำนาจของ คสช.ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานั้นจะเผยรูปเกมมาเช่นใด

ไม่ว่าขั้วไหน พรรคใด จะเสนอชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่ง สร.1 ในคราวนี้ก็ขอให้ดำเนินการด้วยความสุจริตและยึดประโยชน์บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง กลเกมน้ำเน่าทางการเมืองมิควรเกิดขึ้นในยุคนี้อีก…

หากถามว่าสังคมให้ความสนใจไปยังใครและขั้วใดเป็นหลักในช่วงที่ผ่านมาจวบจนวันนี้ แน่นอนว่าเป้าหลักในยามนี้และยามหน้าคงไม่พ้น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”, พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพรรคแนวร่วมตั้งรัฐบาล และ ส.ว. 250 คน เพราะทุกความเคลื่อนไหวในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนั้นจะโดนฝ่ายค้าน, สื่อมวลชน และสังคมออนไลน์ รวมทั้งอาจจะมีว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลติดตามทุกระยะในทุกอิริยาบถ

ส่วนขั้วต้านลุงตู่ที่มี 7 พรรคจับมือและหนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้าสู้เพื่อขอสิทธิจากสองสภาในการทำหน้าที่ สร.1 โดยที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส. 135 คน ยอมให้พรรคสีส้มซึ่งเป็นพรรคที่มี ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ อันดับ 3 นำธงรบชิงบัลลังก์นายกฯ

นับเป็นอีกครั้งที่พรรคสายแม้วยอมให้พรรคในเครือข่ายลงชิงตำแหน่งแทน (คราวก่อนเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นแคนดิเดตชิงนายกฯ แข่งกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของพรรคสีฟ้า) คราวนี้พรรคสายแม้วรู้ว่ากระแสและองค์ประกอบร่วมในตอนนี้มิใช่เวลา การมอบหน้าที่แบบไม่มีอะไรจะเสียให้แกนนำพรรคสีส้มไปลุยแทนนั้น มันเข้าเงื่อนไขที่ลงตัวแล้ว

เสมือนว่าตัวแทนประชาธิปไตยหัวใหม่ลงชนกับตัวแทนกลุ่มอนุรักษนิยมแบบไม่ต้องมีนอมินีมาปะทะแทน เพราะตัวแทนของสองขั้วที่มาชิงดำกันในคราวนี้ เปรียบเหมือนการชิงนำประเทศในวันข้างหน้ากลายๆ

เหลียวมองพรรคสีส้มที่ออกมาแถลงเมื่อวันวานว่า ส.ส.เกือบทั้งพรรคโดนทาบทามให้เป็นงูเห่าสีส้ม ด้วยแรงจูงใจหลักสิบหลักร้อยล้านบาท เพื่อให้ไปยกมือหนุนลุงตู่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังมิแน่ชัดว่าใครจะไม่ไหวหวั่นกับเงื่อนไขที่มิอาจปฏิเสธได้บ้าง… ดังนั้น ยามนี้ “เสี่ยเอก” แห่งพรรคสีส้มจำต้องออกโรงลุยเพื่อป้องกันการเสียขบวนของลูกพรรค แม้จะรู้ลึกในใจว่าสิ่งที่หวังอาจไม่บังเกิด

หันมองภาพรวมในห้องประชุมล่วงหน้า…แน่นอนว่าการประท้วงจะมากันอุตลุดในเรื่องคุณสมบัติของผู้ชิงเก้าอี้ สร.1 จากทั้งสองขั้ว แม้แต้มต่อเบื้องต้นตอนนี้ “ลุงตู่” นำ “เสี่ยเอก” ไปหนึ่งช่วงตัว แต่…ขั้วต้านลุงตู่หรือจะปล่อยให้พลังประชารัฐเดินเข้าเส้นชัยแบบง่ายๆ

ยิ่งไม่กี่วันก่อน คนหน้าใหม่และ ส.ส.หลายสมัยก็ออกมาปะ-ฉะ-ดะบนโลกออนไลน์มาแล้ว คราวนี้ก็น่าจะมีมวยเด็กขอวัดมือกับมวยเก๋ากันหลากคู่ชัวร์…

และขอมองไปช็อตหน้าว่า…หากว่าที่ประชุมรัฐสภาลงมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งหนุนลุงตู่ให้ทำหน้าที่นายกฯ สมัยที่สอง มันย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับขั้วหนุนลุงตู่ที่จะขยับสิ่งต่างๆ นานาได้ดั่งใจหวัง แม้ขั้วหนุนลุงตู่จะมีกติกาที่วางไว้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ก็ตาม

ใครต่อใครต่างรู้ว่ากติกาต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เอื้อต่อการทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ คสช.วางโรดแม็พเอาไว้และนำมาสานต่อได้แบบอัตโนมัติหากไม่เดินผิดแนวที่วางไว้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว รัฐบาลผสมที่มีมากมายหลายพรรคนั้น มันยิ่งกว่า “จับปูใส่กระด้ง” เพราะคนการเมืองแต่ละขั้ว แต่ละพรรคนั้น มีวิธีคิดและแนวทำงานที่แตกต่างกัน โดยสิ่งที่จะทำให้รัฐบาลผสมอยู่ด้วยกันได้คือ “นโยบายรัฐบาลและการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองที่ลงตัว”

แต่สิ่งที่ผ่านมาในหลายวันก่อน มองแล้วมันยากยิ่งนักสำหรับรัฐนาวาที่ชื่อพลังประชารัฐ รวมทั้งกัปตันที่ชื่อลุงตู่จะมอบสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการได้ครบถ้วนกระบวนความ ฉะนั้นการทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารอีกคราวของลุงตู่และ พปชร.ที่ต้องทำหน้าที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนั้น เสมือนเป็นทองเนื้อเดียวกัน แน่นอนว่า อำนาจหัวหน้า คสช. ต้องปลดสิ้นไปเมื่อมีรัฐบาลใหม่ พปชร.กับลุงตู่ต้องบรรเลงเพลงการเมืองในมุมที่สอดรับกัน แม้ลุงตู่จะมีมือไม้ที่จัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว อาทิ กฎหมาย, เจ้าหน้าที่รัฐ, กลุ่มทุน รวมทั้งเครื่องมือทางโลกออนไลน์ที่มีไว้สื่อความกับมวลชน แต่เอาเข้าจริง…วันที่ลุงตู่ต้องสวมเครื่องแบบนักการเมืองเต็มตัว…สิ่งต่างๆ ข้างต้นแทบจะช่วยอะไรได้ไม่มากนักในยามข้างหน้า

เพราะกระแสสังคมในช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มันบ่งบอกอะไรหลายอย่างให้ลุงตู่รับรู้และไตร่ตรองได้ล่วงหน้าแล้วว่า ชะตาชีวิตบนถนนการเมืองจะต้องพบพานกับอุปสรรคใดบ้าง

การเมืองวันข้างหน้านั้น ลุงตู่เสมือน “นักมวยที่ไร้พี่เลี้ยง” ในการขึ้นเวที ดังนั้นการแก้เกมต่างๆ นานาที่จะบังเกิดขึ้นนั้น ลุงตู่ต้อง “บินเดี่ยว” และพร้อมรับแรงปะทะในทุกรูปแบบที่จะพานพบ

รัฐนาวาที่ลุงตู่ต้องกุมพังงาฝ่าคลื่นลมที่จะเข้ามาปะทะแบบนั้น “ความอดทน อดกลั้น” คือสิ่งเดียวที่ลุงตู่ต้องท่องให้ขึ้นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยั่วยุจากขั้วตรงข้ามที่น่าจะเปิดสงครามข้อมูลข่าวสารรายวันเพื่อที่จะดิสเครดิตลุงตู่และคณะแบบไม่ยั้งมือ

พลพรรค พปชร.ในช่วงจากนี้ไป แกนนำพรรคต้องอบรมหลากพฤติกรรมที่จะแสดงออกมา เพราะเพียงไม่กี่เพลาที่ผ่านมานั้น สังคมจดจำวีรกรรมต่างๆ ที่คนของ พปชร.ได้กระทำไว้แล้ว ฉะนั้นสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงจากนี้ไป แต้มต่อที่เคยมีในมือนั้น ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว

ฉะนั้นขอเตือนล่วงหน้าไปยังองครักษ์พิทักษ์ลุงตู่ทั้งในและนอกสภาไว้แต่เนิ่นๆ ว่าจะชี้แจงแถลงไขสิ่งใดนั้น หลักการควรมาก่อนเสมอ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ดำเนินการไปนั้นอาจจะนำพาลุงตู่หลงทิศและเสียแต้มการเมืองแบบมิจำเป็น

ปชป.ถึงวัน”แม่น้ำแยกสาย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374361?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปชป.ถึงวัน”แม่น้ำแยกสาย”

5 มิถุนายน 2562 – 13:40 น.
พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,กรณ์ จาติกวณิช,อภิรักษ์ โกษะโยธิน,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,ร่วมรัฐบาล
เปิดอ่าน 8,625 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“มติพรรคประชาธิปัตย์” เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามีมติร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ 61 เสียง ไม่ร่วม 16 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง บัตรเสีย 1 ใบ

เท่ากับว่า ปชป.ไปยกมือหนุนลุงตู่ให้กลับมาทำงานแล้ว และแน่ชัดแล้วว่า “งูเห่าภาคสาม” ที่จุติชัด ณ ถนนเศรษฐศิริ เมื่อช่วงเช้าวันอังคารก่อนการประชุมพรรคประชาธิปัตย์จะเริ่มขึ้นเพราะ “อิสสระ สมชัย” 1 ใน 27 ส.ส.พรรคสีฟ้า บอกชัดว่าแม้พรรคจะมีมติแบบใดออกมา ทั้งร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลและฟรีโหวต แต่ 27 ส.ส.พรรคปชป. ไปยกมือหนุนลุงตู่แน่นอน เท่ากับว่างูเห่าสีฟ้ากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยิ่ง

ที่ผ่านมาสังคมรับรู้แรงต่อรองใน ปชป. ที่สองขั้วขัดกันชัดแจ้ง และกำลังพลสูสีกันนั้นว่า รอยร้าวเรื่องร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลคราวนี้ คล้ายเป็นจุดหันหัวพรรคลงและทำให้ความเชื่อมั่นในพรรคเก่าแก่ของเมืองไทยสั่นคลอนไป เพราะคำว่าอุดมการณ์ของพรรคกับผลประโยชน์ของคนการเมืองของพรรคที่หวังจะร่วมงานเป็นรัฐบาลหลังการยึดอำนาจนั้น อะไรควรมาก่อนและสิ่งใดจะสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองและประชาธิปไตยไทยได้บ้าง…

หลายคนมองว่าทำไมเกมการดึงเวลาของพรรคสีฟ้าจึงลากมาจนถึงตอนนี้ ? ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ควรจบได้ตั้งนานแล้ว แต่เหตุที่จบไม่ได้นั้นเพราะใครบางคนยังไม่อยากให้แม่น้ำสีฟ้าต้องแยกสายในช่วงนี้หรือไม่…

อย่าลืมว่าเค้าลางแม่น้ำสีฟ้าแยกสายในวันวานมันแน่ชัดแล้วในวันนี้ มูลเหตุนั้นหลายคนบอกว่ามาจากการประกาศจุดยืนไม่เอาระบอบทักษิณและไม่หนุนการสืบทอดอำนาจของอดีตหัวหน้าพรรคสีฟ้า…จนทำให้เกิดตัวเลข 53 ส.ส.ปชป.จากการเลือกตั้งครั้งนี้ นับว่า ปชป.มีตัวเลขอยู่ในระดับที่ต่ำหากเทียบกับผลเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา

แต่มันคือคำตอบที่คนใน ปชป.ควรพินิจว่าการจะกลับไปยืนในตัวเลขระดับเดิมนั้น ยามนี้หากไม่มีจุดยืนที่แน่ชัดและวางแนวทางพรรคใหม่ อีกทั้งการยุติลีลาทางการเมืองที่หลายคนระอาได้นั้น โอกาสของพรรคสีฟ้ายังจะพอมีอยู่ เพราะไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นตามมา ตรงนั้นจะเป็นบทพิสูจน์ของ ปชป.

แต่ที่แน่ๆ คือรอยรั่วในพรรคที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้วนั้นมันปริแยกเด่นชัดในวันนี้

หากย้อนเวลาเค้าลางความร้าวในพรรคสีฟ้ามันระอุมาตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง เพราะครั้งที่ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” และ “อลงกรณ์ พลบุตร” อาสาชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แทน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้น ใครก็รู้กันดีว่าหมอโก๋มาลงสมัครเพื่ออะไร…และมีใครหนุนบนเหตุผลอะไรในการนำ ปชป.ไปยืนมุมใดบนกระดานการเมือง

รอยร้าวใน ปชป.วันนั้น “เดอะ มาร์ค” ย่อมรู้ดีว่าใครบางคนที่ยืนหลังเงาหมอโก๋ ต้องการให้ ปชป.เดินไปทางไหน ? เพราะหากปล่อย เดอะมาร์ค นำทัพ ปชป.แล้ว เดอะมาร์คย่อมไม่มีทางเดินในเส้นทางที่ใครบางคนหวังไว้ให้มันเกิดขึ้นกับ ปชป. เป็นแน่แท้…

รอยปริวันนั้นส่งผลให้พรรคสีฟ้าวันนี้มีสภาพไม่แตกต่างกับครั้งเหตุการณ์ 10 มกรา เพราะวันนั้นคนในพรรคมีความเห็นทางการเมืองและแนวบริหารพรรคแบบแบ่งแยกชัด จนหลายคนต้องย้ายสำมะโนครัวไปตั้งพรรคใหม่

สภาพของพรรคสีฟ้าในยามปัจจุบันคล้ายยิ่งกับเหตุเมื่อวันวาน เพราะวันนี้ปชป.มีสองขั้ว คือ “ขั้วรุ่นใหญ่” ที่ไม่ไปแตะมือหนุนลุงตู่และไม่เอากับระบอบทักษิณ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็รู้กันดีว่า “คนโตที่แยกวงไปตั้งพรรคใหม่” แต่บารมีที่สะสมไว้หลายเพลาจนมีสมาชิกพรรคและ ส.ส. รวมทั้งอดีตผู้แทนฯ ยอมรับนั้นหนุนลุงตู่ และ 27 ส.ส.ก็อยู่ในขั้วนี้ โดยคำตอบมันบ่งบอกมาจากมติพรรคล่าสุด

สังคมแว่วมาระยะหนึ่งแล้วว่า 27 ส.ส.พรรคสีฟ้า…ไปทำดีลลับตั้งแต่ไก่โห่แล้วกับใครบางคนที่ทำหน้าที่ดีลกับพลังประชารัฐว่า 27 ส.ส.ปชป.พร้อมจับมือกับ พปชร. และจะได้โควตาใดบ้างมาบรรณาการ ? เพราะมีกระแสลือมาพักหนึ่งแล้วว่า 1 รมว.เกรดเอ และ 3 รมช.กระทรวงดีๆ นั้น 27 ส.ส.พรรคสีฟ้าได้สิทธิเลือกก่อนมติพรรคจะคลอดแน่นอน ?

อย่าลืมว่า 27 ส.ส.หนุน “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เข้าชิงหัวหน้าพรรคและแสดงความจำนงไว้ตั้งแต่ครั้งเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนอภิสิทธิ์ที่ไขก๊อกไปหลังการหย่อนบัตรจบลง โดยแว่วว่า 27 ส.ส.มีแนวทางที่แน่นอนแล้วว่าพร้อมร่วมงานกับพลังประชารัฐและใครบางคนที่เดินจากพรรคไปเมื่อไม่นานมานี้

เมื่อพีระพันธุ์มาลงกับ “กรณ์ จาติกวณิช” และ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” เพื่อคานขั้วรุ่นใหญ่ใน ปชป. ที่หนุน “อู๊ดด้า” มันคือรอยปริสองขั้วในพรรคที่มิใช่ผลดีกับกระแสการเมืองช่วงนี้

และใครมารับงานหัวหน้าพรรคสะตอก็นับเป็นทุกขลาภโดยแท้…และเมื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ได้สิทธิเป็นหัวหน้าพรรคสีฟ้า “อู๊ดด้า” ก็รับรู้แรงบีบนี้ในพรรคจึงต่อรองเงื่อนไขกับบิ๊กตัวจริงของ พปชร. และไม่สนใจการต่อรองกลับของคนในพลังประชารัฐแม้แต่น้อย จนมีรอยปริในสองพรรคนี้เกิดขึ้น

วันที่พรรคสีฟ้าได้เก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปครองตามดีลแรกที่ซูเปอร์บิ๊กแห่ง คสช.และ พปชร.ยื่นให้ โดยหักความหวังของพ่อมดดำแห่งลุ่มน้ำบางปะกงจนสิ้น จากนั้น ปชป.จึงมีเรื่องราวของนโยบายพรรค การวางคนของพรรคในตำแหน่งที่เหมาะสมและการแก้กติกาหลักของประเทศ งอกขึ้นมาว่าต้องมีในแผนงานของรัฐบาลใหม่ และทำให้บางกลุ่มใน พปชร.ไม่พอใจลีลาของปชป.ที่เล่นแบบนี้ และยังแว่วว่า 27 ส.ส.ก็มิพอใจนักกับสิ่งที่พรรคดำเนินการเพราะมันเพิ่มขึ้นมาเพราะเหมือนเรียกราคาเกินงาม

และเมื่อศึกในพรรคสีฟ้าแยกเป็นสองขั้วเยี่ยงนี้…มีแววสูงว่าแม่น้ำสีฟ้าในยามนี้ย่อมถึงคราวต้องแยกสาย ดังนั้นการให้ข่าวดักทางของ “อิสสระ” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงมติพรรค ก็คล้ายกับว่า ไม่ว่าอย่างไร พปชร.ได้ 27 ส.ส.พรรคสีฟ้าไปร่วมแน่

ตรงนี้เองคือสิ่งที่ พปชร.วางใจแต่หัววัน แม้จริงๆ แล้ว พปชร.ต้องการคนของพรรคสีฟ้ายกเข่งเพื่อจะเป็นข้ออ้างได้เต็มคำ และยามนี้จากมติของ ปชป.ก็อาจสมใจนึกไปบ้าง…

เพราะ พปชร.ต้องสู้กับข้อครหาการดูดงูเห่าในวันข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องงูเห่าสีส้มที่มีการยอมรับจากคีย์แมนอนาคตใหม่แล้วว่า ส.ส.หลายคนของพรรคโดนทาบด้วยปัจจัยมหาศาลให้ไปหนุนขั้วสืบทอดอำนาจ

แต่รับรองเลยว่าการเมืองในพรรคสีฟ้าที่พร้อมย้อนรอย 10 มกรา จะบังเกิดแน่นอน และการปะทะข้ามขั้วกับหลายมุ้งใน พปชร. มีแนวโน้มสูงยิ่ง และมันจะมีแรงกระเพื่อมถึงรัฐนาวาลุงตู่แบบมิอาจเลี่ยงได้ !

“6 เดือน”เตรียมพร้อมสู่”เอเวอเรสต์เบสแคมป์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“6 เดือน”เตรียมพร้อมสู่”เอเวอเรสต์เบสแคมป์”

5 มิถุนายน 2562 – 12:58 น.
เอเวอเรสต์เบสแคมป์
เปิดอ่าน 1,879 ครั้ง

เส้นทางค้นหา..ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

ยอดเขาเอเวอเรสต์ ได้รับการยกย่องว่า “สูงงามและมีเสน่ห์สุดในโลก” เนื่องจากเป็น ภูเขาขี้อาย คนเนปาลเรียกเทือกเขาหรือยอดเขาส่วนใหญ่ด้วยเพศหญิง แต่ยอดเขาเอเวอเรสต์ได้รับการยกเว้นให้เรียกเป็นเพศชาย…แถมเป็นหนุ่มขี้อายมากๆ เสียด้วย !

แม้เป็นยอดเขาสูงสุดในโลก 8,848 เมตร แต่ถ้าใครไม่ได้ตั้งใจดั้นด้นปีนขึ้นไปใกล้ๆ จะเห็นไม่ค่อยชัด…เพราะธรรมชาติแอบเสกมนต์ให้ยอดเขาอื่นๆ ข้างเคียงมาบดบังไว้เกือบทุกมุม แถมด้วยเมฆหมอกหนาทึบแผ่ปกคลุมยอดเอเวอเรสต์ตลอดวัน ทำให้การได้ยลโฉมภูเขาหนุ่มขี้อายด้วยตาตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย !

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งในชีวิต ต้องไปสัมผัสและมองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยตาตัวเองว่าสวยยิ่งใหญ่สมกับคำเล่าลือแค่ไหน โดยเฉพาะการไปให้ถึง “อีบีซี” หรือ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” Everest Base Camp อันเป็นเหมือนพื้นที่พิเศษบนความสูงระดับ 5,364 เมตร ที่คนธรรมดาทั่วไปไม่ใช่นักปีนเขาแล้วอยากสัมผัสยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ใกล้ที่สุดต้องไปที่นี่เท่านั้น

“ทีมข่าวรายงานพิเศษ คมชัดลึก” มีโอกาสร่วมเส้นทางจากประเทศไทยสู่ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” พร้อมกรุ๊ปเพื่อนต่างชาติ 4 คน โดยมีหัวหน้าทีมเป็นนักข่าวชาวเยอรมัน จึงขอนำประสบการณ์เดินทางร่วมกันมาเล่าให้ฟังบางส่วน โดยขอเน้นไปที่ผู้อ่านคนไทยทั่วไปที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในฐานะนักเดินเขาหรือนักปีนเขามาก่อนในชีวิต แต่อยากออกผจญภัยท้าทายเส้นทางธรรมชาติของเทือกเขาสูงหิมาลัย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าคนทั่วไปเรียก “ภูเขาเอเวอเรสต์” ว่า “ยอดเขาเอเวอเรสต์” (Mount Everest) เพราะตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาหิมาลัย (Himalaya Range) ความยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยยอดเขาสูงต่ำมากกว่าหนึ่งร้อยยอด ชาวอินเดียเพิ่งคิดค้นวิธีวัดความสูงได้เมื่อปี 1955 แต่ฝรั่งไม่ค่อยเชื่อเท่าไร พยายามคอนเฟิร์มวัดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อพิสูจน์ว่า ยอดเอเวอรเรสต์สูงที่สุดในโลกจริงหรือ? จนกระทั่งจีนออกมายืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1975 นี้เอง

“บีไนฟ์” หนุ่มเนปาลีหน้าเข้มผู้ทำหน้าที่ไกด์ แปลให้ฟังว่า หิมาลัย หมายถึง บ้านของหิมะ คนเนปาลหรือ “เนปาลี” เคารพนับถือเทือกเขาหิมาลัยมานานแล้ว ส่วนยอดเอเวอเรสต์เรียกว่า ซาการ์มาธา “SAGARMATHA” ควรจำคำนี้แม่นๆ เพราะในแผนที่หรือป้ายบอกเส้นทางหลายแห่งไม่ได้ใช้คำว่า “EVEREST” แต่ใช้คำนี้ ส่วนความหมายของ “SAGARMATHA” ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันถึงทุกวันนี้ เพราะ “sagar” แปลว่า ทะเล (sea) ส่วน “matha” แปลว่า หน้าผาก (forehead) ยากจะคาดเดาได้ว่าทำไมบรรพบุรุษเนปาลีถึงใช้คำว่า ทะเล เรียกยอดเขาหนุ่มที่สูงสุดในโลกแห่งนี้

เมื่อได้กรุ๊ปเพื่อนร่วมทางและ “ไกด์ผู้เชี่ยวชาญ” สาเหตุที่ต้องเรียกว่าไกด์ผู้เชี่ยวชาญเพราะ “บีไนฟ์” ไกด์หน้าเข้มของเราขึ้นไปถึง “อีบีซี” ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งแล้ว จนรู้จักทางลาด ทางชัน โขดหิน ซอกภูเขา ฯลฯ เป็นอย่างดี เพราะตลอดเส้นทางเดินเกือบ 2 อาทิตย์นั้น เขาต้องวางแผนปรับเปลี่ยนที่พักและระยะทางตามแรงกาย แรงขา และแรงใจของพวกเราตลอดเวลา หากกรุ๊ปไหนได้ไกด์ผู้ไม่ค่อยเชี่ยวชาญ โอกาสล้มเหลวไปไม่ถึง “อีบีซี” ค่อนข้างสูงมาก หรือแม้แต่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตก็เป็นได้

          ขั้นตอนการวางแผน-เตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้า 6เดือน!
“ตัดสินใจว่าไปแน่นอน” ก็อย่าลังเลรีบจองตั๋วเครื่องบินได้เลย เพราะการผจญภัยเส้นทาง “อีบีซี” ไปได้แค่ 2 ช่วงเท่านั้น คือ ก่อนมรสุม ช่วงปลายเดือนเมษายน–พฤษภาคม อุณหภูมิประมาณ “15 องศา” ถึง “-5 องศา” และหลังมรสุม ปลายกันยายน–ตุลาคม อุณหภูมิประมาณ “8 องศา” ถึง “-8 องศา” สำหรับคนไทยหรือนักท่องเที่ยวทั่วไปมักไปช่วงแรกมากกว่า อากาศดีเมฆหมอกน้อย ตั๋วเครื่องบินจึงค่อนข้างเต็มตลอด

ขอให้โปรดจำและท่องประโยคนี้ให้ขึ้นใจเลยว่า ไม่มีอะไรแน่นอนบนภูเขาสูงเสียดฟ้า

การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไกด์ทัวร์ ลูกหาบ ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรากำลังจะไป เอเวอเรสต์เบสแคมป์ ไม่ได้ไปทัวร์เกาหลี ญี่ปุ่น จองล่วงหน้าไม่กี่วันก็ได้ แบบสบายๆ

ไฟลต์บินตรงจากไทยไป สนามบินตริภูวัน “Tribhuvan International Airport” กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มี 2 สายการบิน คือ ไลออนแอร์ และการบินไทย ให้เลือก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง หลังจองเสร็จให้รีบส่งรายละเอียดให้ไกด์ทัวร์ เพื่อนำไปจองตั๋วเครื่องบินเล็กของเนปาล บินจากกรุงกาฐมาณฑุต่อไปยังสนามบิน Tenzing Hillary ของเมือง Lukla ที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าอย่างแท้จริง แต่การจองตั๋วเครื่องบินไปเมือง Lukla ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลุ้นระทึกน่าดู

หัวหน้ากรุ๊ปเล่าว่า การไป Lukla ต้องอาศัย “โชคบวกดวง” พอสมควร หมายความว่า 1.ต้องมี “ดวงเดินทาง” ในวันนั้น เวลานั้น เพราะไฟลต์บินส่วนใหญ่โดนดีเลย์จากภูมิอากาศไม่เหมาะสม เช่น ฝนตก พายุเข้า ฟ้ามัว ฯลฯ แค่ภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยเพียงเล็กน้อย สายการบินจะไม่ยอมเสี่ยงขึ้นบินอย่างแน่นอน หลายคนมีประสบการณ์อากาศไม่อำนวยต้องนอนรอในกรุงกาฐมาณฑุ 1–2 คืน และ 2.ต้องมี “โชคดี” ลุ้นให้ได้กัปตันนักบินที่เก่งกาจระดับมือพระกาฬ เนื่องจากสนามบินแห่ง Lukla ขึ้นชื่อเป็นสนามบินอันตรายอันดับ 1 ของโลก (เคล็ดลับเพิ่มเติม: อย่าไปค้นข้อมูลอ่านข่าวสนามบินนี้ในกูเกิลมาก เพราะอ่านไปก็ทำให้ใจเสียเปล่าๆ) ตัวอย่างเช่นกรณีกรุ๊ปเรา แม้จองตั๋วทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว แต่วินาทีสุดท้ายต้องเพิ่มเงินเปลี่ยนไฟลต์ไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์แทนอย่างกะทันหัน

ต่อจากซื้อตั๋วคือ รายการสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นสำหรับ เทรคกิ้ง (Trekking) แม้กระทั่งคนมีประสบการณ์เทรคกิ้งบ่อยๆ และมีอุปกรณ์มากมายแต่การไป อีบีซี รับรองได้ว่าต้องมีอุปกรณ์จำเป็นพิเศษหาซื้อเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เช่น ถุงนอนขนาดอุณหภูมิติดลบ

ก่อนไปช็อปปิ้งซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ขออธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจความแตกต่างของกิจกรรมเดินป่าที่แบ่งเป็น 3 แบบด้วยกันเพื่อให้คุยกันคนขายหรือพนักงานร้านเข้าใจมากขึ้น นั่นคือ ไฮกิ้ง (Hiking) หรือ เทรคกิ้ง (Trekking) และ เมาเทนเนียริ่ง (Mountaineering)

“ไฮกิ้ง” หมายถึงการเดินป่าแบบสบายๆ ไม่สมบุกสมบันมากนัก เช่น เดินดูนกแปลกๆ ผีเสื้อหลากสี ต้นไม้ดอกไม้สวยๆ ในสวนป่า น้ำตกหรืออุทยานแห่งชาติทั่วไป เป็นการเดินป่าแบบ 3–8 ชั่วโมง มีเพียงกระเป๋าเป้ขนาดปานกลางใส่น้ำ อาหาร ขนม ไม่นอนค้างคืน ส่วนใหญ่เดินวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น และที่สำคัญคือเส้นทางการเดินป่ามีสัญลักษณ์หรือป้ายบอกชื่อสถานที่ชัดเจน ไม่ต้องพกอุปกรณ์จีพีเอสหรือเข็มทิศแบบมืออาชีพ

เทรคกิ้ง เป็นการเดินป่าหรือเดินไต่ขึ้นภูเขาแบบหลายสิบกิโลเมตร ที่สำคัญคือการเตรียมอุปกรณ์ค้างคืนไปด้วย แล้วแต่ระยะเวลาว่ากี่คืน บางครั้งกางเต็นท์นอนและทำอาหารเอง หรือบางเส้นทางอาจมีที่พักอาหารบริการไว้ให้ อุปกรณ์เริ่มมากขึ้น จากกระเป๋าเป้ใบเล็กกลายเป็นแบ็กแพ็กใบโต หากเส้นทางลึกลับท้าทายมากหน่อย บางครั้งต้องมีไกด์นำทางไปด้วย

เมาเทนเนียริ่ง คือการ “ปีนเขา” ไม่ใช่แค่เดินไต่ขึ้นภูเขาแบบทั่วไป คนที่ไปทริปนี้ต้องมีทักษะความสามารถในการใช้อุปกรณ์ปีนก้อนหิน ไต่ผา โรยเชือก ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการปีนภูเขาน้ำแข็ง

สำหรับการไปเบสแคมป์นั้น ถือเป็น เทรคกิ้ง ระดับสุดยอดความทรหด เพราะใช้เวลาเดินไต่ขึ้นลงภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 5 พันกว่าเมตร รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 12–15 คืน อาหารการกินลำบาก แต่เส้นทางยังไม่ถึงขนาดเป็น เมาเทนเนียริ่ง ที่ต้องปีนป่ายใช้ขวานจิกภูเขาน้ำแข็งโรยตัวขึ้นเชือกไต่ ถ้าเป็นขนาดนั้นก็ต้องเป็นกลุ่มที่ตั้งใจไปพิชิตยอดเอเวอเรสต์ หรือที่เรียกกันว่า ซัมมิตยอดเอเวอเรสต์ (Mount Everest Summit)

หลังจากคอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินทุกคนเรียบร้อย หัวหน้ากรุ๊ปมีคำสั่งให้เตรียมฟิตร่างกายและเตรียมจัดหาอุปกรณ์สำคัญ 4 อย่างไว้ก่อนเลย คือ 1.รองเท้า 2.แว่นกันแดด 3.ถุงมือ ถุงเท้า และ 4.ถุงนอน ฟังเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงหาซื้อยากพอสมควร โดยเฉพาะรองเท้าเทรคกิ้งต้องเลือกแบบหุ้มข้อและมีพื้นเป็นช่องลึกกันลื่น กันกระแทก กันน้ำ

การหาซื้อรองเท้าเทรคกิ้งไป “อีบีซี” ต้องใช้ความละเอียด อย่าเลือกเพราะราคาหรือยี่ห้อเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการซื้อผ่านออนไลน์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ต้องลองสวมใส่เดินไปๆ มาๆ ยกเท้า กระแทกเท้า เอาให้เหมาะจริงๆ บางคนไม่ชอบหุ้มข้อสูงมาก บางคนชอบหัวหนาป้องกันกระแทก ฯลฯ ค่อยๆ เลือกอย่าใจร้อน เพราะตามโปรแกรมต้องเดินและปีนขึ้นๆ ลงๆ ก้อนหินที่เป็นขั้นๆ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมง เมื่อไม่ได้เดินบนถนนฟุตบาทธรรมดา พื้นรองเท้าต้องดอกลึกและยางคุณภาพดีเหนียวแต่แน่น

“เลือกรองเท้าที่เหมาะกับเท้า ไม่ใช่เลือกที่ราคาแพง ถ้าเป็นรองเท้าซื้อใหม่ ต้องใส่เดินอย่างน้อย 3–4 เดือนก่อนวันเดินทาง ควรซื้อให้ใหญ่กว่าเบอร์เท้า 1-2 เบอร์เผื่อใส่ถุงเท้า 2 ชั้น และเพื่อให้เท้ากับรองเท้าเข้ากันได้ดี ให้ใส่ซ้อมเดินอย่างน้อยอาทิตย์ละหลายๆ ชั่วโมงจนไม่โดนรองเท้ากัดหรือถลอกบาดผิวเท้า”

คำสั่งออกมาค่อนข้างชัดเจน แต่คนไม่เคยเทรคกิ้งและไม่รู้ว่าจะไปซ้อมใส่รองเท้าเดินแถวไหน ก็ขอให้ใส่ขึ้นบันไดเดินขึ้นเดินลงในตึกที่ทำงาน เปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์ 20 ชั้น เป็นขึ้นบันไดแทน หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ใส่ไปเดินจตุจักร ห้างสรรพสินค้า มาบุญครอง สยาม ที่ไหนก็ได้ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเดินต่อเนื่อง 2–3 ชั่วโมง (เคล็ดลับเพิ่มเติม : ใส่รองเท้าไปซ้อมเดินห้างอีเกีย เดินดูเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านเพลินดี เดินอ้อมไปๆ มาๆ 2 ชั้นก็ 3 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้รองเท้าใหม่กับเท้ารู้จักคุ้นเคยเข้ากันได้มากขึ้น)

“แว่นกันแดด” ต้องเป็นเลนส์ป้องกันแสงยูวี อันนี้ง่ายสุด ควรเอาไปหลายอัน เผื่อหายแตกหักระหว่างทาง สำหรับ “ถุงมือ” ควรมี 3 คู่อย่างน้อย คือ ถุงมือทั่วไปใช้ถือไม้ walking stick กลางวัน ถุงมือใส่กลางคืนถ้าอยากออกมาเดินชมวิว และถุงมือสำหรับครอบกันฝนและลมหนาว

“ถุงเท้า” เป็นอุปกรณ์ที่หัวหน้ากรุ๊ปให้ความสำคัญมาก แต่เอาไปหลายคู่ไม่ได้ เพราะถูกจำกัดเรื่องน้ำหนักของเครื่องบินเล็กที่จะไป Lukla ส่วนใหญ่ได้ไม่เกินคนละ 12 กิโลกรัมเท่านั้น ควรเอาไปไม่เกิน 5 คู่ และเป็นแบบหนา ควรมีส่วนผสมของขนแกะ Merino wool ซึ่งราคาแพงกว่าถุงเท้าทั่วไปประมาณ 1 เท่า (เคล็ดลับ : ควรเลือกซื้อแบบมีตัวอักษรกำกับด้านข้างถุงเท้าด้วยว่าเป็น “ข้างซ้ายL” หรือ “ข้างขวาR” เพราะเวลาใส่ถุงเท้าซ้ำกันหลายวัน ใส่ข้างเดิมจะรู้สึกลื่นไหลมากกว่า เนื่องจากถุงเท้าเข้ากับรูปทรงเท้าเรียบร้อยแล้ว)

“ถุงนอน” ต้องเป็นระดับเกรดเอ ใช้รองรับอุณหภูมิ “-5 ถึง -10 องศา” ไม่ค่อยมีขายตามร้านขายของเดินป่าทั่วไป ต้องสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ขอให้ลงทุนซื้อยี่ห้อดีๆ ราคาหลักหมื่นบาท ยิ่งเบายิ่งดี และต้องเลือกที่มีส่วนผสม “ขนห่าน” (Down Sleeping Bags) โปรดอย่าคิดว่าจองห้องพักแล้วไม่ต้องห่วงความหนาว เพราะในห้องพักจะให้แค่ผ้าห่มบางๆ กับหมอน 1 ใบ อุณหภูมิในห้องต่ำกว่า 10 องศาจนถึงติดลบแทบทุกคืน ต้องนอนในถุงนอนแล้วเอาผ้าห่มคลุมอีกที หลายคนซื้อถุงนอนแบบประหยัดหรือยืมเพื่อนมาแบบไม่อบอุ่นพอ เดินขึ้นเขาไปได้แค่ 2–3 คืน กลางคืนนอนสั่นจนร่างกายทนไม่ไหว กลายเป็นไข้ไม่สบาย อดขึ้นไปถึงจุดหมาย

ส่วนเสื้อหนาว กางเกง หมวก เสื้อกันฝน และอุปกรณ์อื่นๆ สามารถเลือกซื้อได้ตามความพอใจ แต่ควรเตรียมไป 3 ระดับ คือ ระดับทั่วไป ระดับหนาว และระดับหนาวมาก สามารถเช็กรายละเอียดอุปกรณ์ที่ต้องเอาไปได้ในเว็บไซต์ เช่น http://www.everestbasecamptrektours.com

“อย่าลืมว่าตอนเดินนั้น เราจะมีเหงื่อออกตลอด จนรู้สึกร้อน แต่ตอนหยุดพักเดินจะหนาวขึ้นมาทันที ควรพกเสื้อหนาวสำรอง เสื้อกันฝน ถุงมือ แว่นสำรอง ไฟฉาย อุปกรณ์ยังชีพ ติดเป้ประจำตัวไว้ตลอดเวลา ส่วนอย่างอื่นให้ลูกหาบช่วยขนได้” หัวหน้ากรุ๊ปสั่งทิ้งท้ายช่วง 1 เดือนก่อนเดินทาง

สำหรับคนที่หาซื้ออุปกรณ์ไม่ครบหรือไม่ได้ดังใจก็ต้องไม่แปลกใจ เพราะร้านในเมืองไทยแค่บอกคนขายว่าไป “อีบีซี” เขาก็ส่ายหน้าแล้วว่าให้ไปหาซื้อในเน็ต ใครที่ของไม่ครบขอแค่เผื่อเวลาไปช็อปปิ้งแถวถนน Thamel ในกรุงกาฐมาณฑุ อย่างน้อย 1 วัน ที่นั่นมีขายทุกอย่าง ราคาถูกกว่าเมืองไทย แถมมีคนช่วยแนะนำด้วยว่า การปีนเขาแต่ละวัน ควรสวมใส่อะไรและมีอุปกรณ์จำเป็นอะไรบ้าง

แทบไม่น่าเชื่อว่า การใช้เวลาช็อปปิ้งล่วงหน้าเลือกซื้อทุกอย่างแบบพิถีพิถัน 4-5 เดือน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ครบ เพราะฉะนั้นเตรียมเงินเยอะๆ ไปจ่ายให้พ่อค้าถนน Thamel ถือเป็นการกระจายรายได้ ตอนนี้หลายคนเริ่มมีคำถามในใจว่า ซึ่งเป็นคำถามที่เจอบ่อยสุดคือ

อยากไปเอเวอเรสต์เบสแคมป์ต้องเตรียม “เงิน” ไว้เท่าไร ?
โปรดติดตามคำตอบได้ในตอน 2

     ฟิตร่างกายพร้อมสู้ “อีบีซี”
การฝึกกล้ามเนื้อขา เพื่อฟิตร่างกายให้เดินไต่เขาได้โดยไม่ปวดตัวจนไข้ขึ้น นอกจากการซ้อมเดินขึ้นบันไดทุกวันแล้ว หากใครเป็นสมาชิกคลับฟิตเนส ควรเล่นเครื่อง “อีลิปติคอล” (Elliptical) หรือที่เรียกว่า “เครื่องตั๊กแตน” อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที อาทิตย์ละ 2-3 วัน หรือวิ่งจ๊อกกิ้งแถวบ้านช่วงเช้าหรือเย็น อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง

อะไรจะเกิด?ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374362?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรจะเกิด?ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ

5 มิถุนายน 2562 – 11:15 น.
ประธานรัฐสภา,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,353 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร 

มีหลากหลายคำถามในสังคมว่าการประชุมโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งประวัติศาสตร์วันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง???

“ล่าความจริง” ก็เลยสรุป “ซีนาริโอ” ที่เป็นไปได้ในลักษณะ “ถาม-ตอบ” มาเล่าให้ฟัง

1.การประชุมโหวตนายกฯ จะยืดเยื้อหรือไม่?
-มีความเป็นไปได้ที่จะยืดเยื้อ เหตุผลเป็นเพราะจะมีการเรียกร้องให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อ หรือ “แคนดิเดต” ได้แสดงวิสัยทัศน์ แต่เรื่องนี้อาจจะมีปัญหาเพราะไม่มีข้อบังคับระบุเอาไว้ ที่สำคัญแคนดิเดตทั้ง 2 คน คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (แคนดิเดตของพรรคพลังประชารัฐ) น่าจะไม่ได้ปรากฏตัวในห้องประชุมสภาทั้งคู่ และหากจะมีการอภิปรายคุณสมบัติก็จะมีการโต้เถียงกันวุ่นวายว่าจะอภิปรายได้หรือไม่ โอกาสทะเลาะกันยืดเยื้อมีสูง

แต่หากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ใช้ความเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้อภิปรายมากนัก ก็มีโอกาสเหมือนกันที่กระบวนการโหวตเลือกนายกฯ จะจบเร็ว

   2.อภิปรายซักฟอกคุณสมบัติ “แคนดิเดต” ได้หรือไม่?
-ไม่มีข้อบังคับเปิดช่องให้อภิปรายได้ แต่เกมในสภาของขั้วเพื่อไทยที่จะเสนอชื่อนายธนาธร ซึ่งมีปัญหาคุณสมบัติการเป็น ส.ส.อยู่ จะเป็นชนวนให้เกิดการอภิปรายคุณสมบัติ เพราะคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นส.ส. คือคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเดียวกับการเป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี

และเมื่ออภิปรายนายธนาธรได้ ก็จะมีสมาชิกหยิบยกคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาอภิปรายเช่นกัน ทั้งสถานะการเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งต้องห้ามเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นหัวหน้าคสช.อยู่จนถึงวินาทีนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังเคยเป็นผู้นำการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ อาจถูกอภิปรายว่าขัดคุณสมบัติเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม (รัฐธรรมนูญมาตรา 160 วงเล็บ 5) ซึ่งในกฎหมายมาตรฐานทางจริยธรรมที่เพิ่งประกาศใช้ไม่นาน ก็เขียนไว้ชัดว่าต้องสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประเด็นนี้ก็เริ่มถกเถียงอภิปรายกันเมื่่อไหร่ประชุมกันยาวแน่ๆ

 3.สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เข้าประชุมได้ตอนไหน?
ขณะนี้เริ่มมีเสียงทักท้วงว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ เท่านั้น ไม่ได้ให้ร่วมเสนอชื่อ “แคนดิเดต” และร่วมในกระบวนการรับรองรายชื่อ ทำให้เกิดปัญหาว่า ส.ว.เข้าไปนั่งประชุมด้วยได้ตั้งแต่ตอนไหน นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่จะถกเถียงกัน

  4.คุณสมบัติ ส.ว.
จากประเด็นที่ 3 ก็จะมาต่อประเด็นนี้ เมื่อพาดพิง ส.ว. 250 คน ก็จะต้องมีสมาชิกบางคนบางส่วนอภิปรายพาดพิงถึงสถานะการเป็นส.ว.ที่เป็นมาได้เพราะคสช.แต่งตั้งเกือบทั้งหมด แล้ววันนี้มาโหวตเลือกหัวหน้าคสช.เป็นนายกฯ เข้าข่ายต่างตอบแทนหรือไม่

  5.การปรากฏตัวของงูเห่า
หลายเสียงบอกว่าวันนี้งูเห่าจะเพ่นพ่านและจะเปิดตัวกันเสียทีตอนโหวต เพราะการลงมติต้องขานชื่อและขานมติให้ได้ยินได้ฟังกันชัดๆ

แต่บางเสียงก็ท้วงว่างูเห่าอาจไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวให้หมดอนาคตทางการเมือง เพราะการเป็นนายกฯ ใช้เสียง 376 เสียง ถ้าส.ว.250 คนเทเสียงให้ ก็จะใช้เสียงส.ส.แค่ 126 เสียงเท่านั้น ใช้เสียงจากพรรคที่เปิดตัวร่วมกับพลังประชารัฐแล้วก็เพียงพอ ส่วนงูเห่าเก็บไว้ใช้ตอนโหวตกฎหมายสำคัญ

สิ่งที่น่าจับตามากกว่า คือ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทั้งตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และกลุ่มผู้สนับสนุนราวๆ 10 คน จะโหวตไปในทางไหน หรือจะกลายเป็น “งูเห่าโดยสภาพ” ของขั้วเพื่อไทยให้ได้ฮือฮากัน

แต่ต้องยอมรับว่าวิธีการโหวตที่โหวตเฉพาะนายกฯ ไม่ได้โหวตตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีเฉพาะของรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้เอกภาพของเสียงสนับสนุนของพรรคการเมืองมีความสำคัญน้อยลง แต่อาจไม่มีใครแคร์เท่าไรว่าประชาธิปัตยเสียงแตก (พรรคแตก) หรือไม่ เพราะถึงอย่างไร “ลุงตู่ก็นอนมา”

ประเด็นหลักๆ ทั้งหมดนี้ ทำให้การประชุมรัฐสภาวันนี้ได้รับการคาดหมายจากคอการเมืองว่า…จะดุเดือดเลือดพล่านอย่างแน่นอน!

การบ้านรัฐบาลใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การบ้านรัฐบาลใหม่

5 มิถุนายน 2562 – 08:22 น.
การบ้านรัฐบาลใหม่,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,167 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562

รูปร่างหน้าตารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร ที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมากจะร่วมกันกำหนดในวันนี้ (5 มิ.ย.) ซึ่งไม่ว่าผลสรุปจะเป็นในทิศทางใด ภารกิจข้างหน้าของรัฐบาลถือว่า เป็นงานใหญ่และหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ที่กำลังถูกซ้ำเติมด้วยสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้จัดทำข้อมูลสภาวะประเทศไทย เพื่อรายงานให้แก่รัฐบาลชุดใหม่เอาไว้อย่างรอบด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำนโยบาย ที่สำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในรายงานชุดนี้ ประกอบด้วย สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รายงานผลการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเร่งด่วนในช่วงที่เหลือของปีนี้้ คือการส่งออก การท่องเที่ยว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาการส่งออก ที่แต่เดิมก็ติดลบอยู่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ลำดับต้นๆ ดังนั้น สศช.จึงได้เสนอแนะทางออกเพื่อให้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยที่สุดด้วยการหาตลาดใหม่ทดแทน เพื่อรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3% ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องนั้น สศช.แนะนำว่า ควรวางเป้าหมายให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 8.6% จากปีก่อน หรือสร้างรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 2.1 ล้านล้านบาท แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลชุดใหม่ก็ต้องเน้นในเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะที่การลงทุนภาครัฐต้องกำชับให้หน่วยงานราชการเร่งรัดโครงการเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งในปี 2563 จะเบิกจ่ายล่าช้าออกไป 2.3 เดือน ขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่อนุมัติแล้วและรอการอนุมัติ

จะเห็นได้ว่า การบ้านที่ สศช.ส่งถึงรัฐบาลใหม่ เน้นหนักไปในเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้น กระทรวงเศรษฐกิจหลายกระทรวงซึ่งจัดอยู่ในระดับเกรดเอ จึงมีความสำคัญยิ่ง ดีลการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่มีข่าวกันแบบรายวันเกี่ยวกับการต่อรองที่ไม่ลงตัว ก็มักจะเป็นการช่วงชิงกระทรวงเกรดเอ อย่างเช่น กระทรวงคมนาคม ที่จะดูแลโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า สนามบินพาณิชย์ ท่าเรือ ส่วนการส่งออกก็ต้องอาศัยแม่งานอย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ต้องเดินตามเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญในการจับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตก็โยงใยอยู่กับหลายกระทรวง เรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณขึ้นกับทุกกระทรวง แต่โดยสรุปแล้วโดยภาพรวมกระทรวงการคลังก็เป็นกำลังสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะให้เครดิตสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังเจรจาต่อรองกันอย่างหนัก ก็ต้องมองว่า พรรคการเมืองนั้นๆ ต้องการที่จะผลักดันนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น พรรคที่หาเสียงเอาไว้ในเรื่องกัญชาก็อาจจะได้ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข พรรคที่มีความโดดเด่นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ก็อาจจะได้โควตากระทรวงศึกษาธิการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมก็ยังหวั่นเกรงกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือ กระทรวงคมนาคม ที่พรรคพลังประชารัฐต้องการที่จะดูแลเอง เพื่อความต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว แต่บางพรรคก็ปรารถนาที่จะเข้ามาบริหารเช่นกัน กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 8.6% ตามคำแนะนำของ สศช. แต่ก็ยังถูกมองว่า หากมีวาระซ่อนเร้น ก็จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้เช่นกัน แกนนำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องแจกการบ้านอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับแนวทางของประเทศ ไม่ปล่อยให้รุมทึ้งกันไม่มีที่สิ้นสุด

โปรดดูแลสุขภาพร่างกายเชิญฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดดูแลสุขภาพร่างกายเชิญฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

5 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
สุขภาพ,ฉีดวัคซีน,ไข้่หวัดใหญ่
เปิดอ่าน 6,460 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ห่วงใยสุขภาพร่างกายของทุกท่าน โดยเฉพาะเวลานี้เข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งขอให้เฝ้าติดตามรายงานอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีผลกระทบถึงชีวิตประจำวัน

นอกจากต้องดูแลตัวเองแล้วยังรวมถึงการเดินทางไปทำงาน-ไปเรียนหนังสือหรืออีกมากมายหลายประการ โดยเฉพาะเวลาฝนตกอาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือถนนลื่น โปรดระมัดระวังอันตราย และผู้ขับที่จะมีปัญหาการมองเห็น เพราะทัศวิสัยไม่ดี

ขอแจ้งให้ทราบสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังปานกลาง

จึงเรียนมาเพื่อทราบ ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
 โทรสายด่วนสอบถาม 1330

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) แจ้งข่าวเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล บริการประชาชน

ทั้งนี้ สปสช.ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดเตรียมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 4,000,000 โดส พร้อมให้บริการประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่โรงพยาบาลของรัฐ สถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการ หรือหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ

สามารถใช้สิทธิขอรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2562

กรณีหญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนได้ทั้งปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.สายด่วน สปสช. 1330

เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ขอให้ทุกท่านระมัดระวังสุขภาพและติดตามรายงานอากาศอย่างใกล้ชิด


ณ เวลานี้แม้จะเริ่มฤดูฝนแต่ปรากฏว่า เกือบทั่วประเทศมีฝน พายุหลายแห่ง และขอเป็นสื่อกลางแจ้งถึงการวางมาตรการทำงานของกรมทางหลวงโดยอธิบดี ‘อานนท์ เหลืองบริบูรณ์’

ขอสนับสนุนการดำเนินการและนอกจากกรมทางหลวงแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการสำคัญ รวมทั้งความสะดวกสบายและพร้อมเข้าช่วยเหลือในทุกกรณี
อ๊อด เทอร์โบ


 กรมทางหลวงเตรียมรับมือ
 วางมาตรการเข้มข้น

กรมทางหลวงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้

1.ตรวจสอบสภาพความเรียบร้อยของผิวทาง ต้องไม่มีหลุมบ่อ พร้อมสำรวจพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ 2.ในกรณีเมื่อเกิดภัยพิบัติให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

3.ให้ผู้บริหารในพื้นที่เข้าไปดำเนินแก้ไขปัญหาทันที และรายงานผู้บริหารในส่วนกลาง 4.เมื่อเกิดเหตุทางขาด/สะพานขาดหรือชำรุด ให้ขอความร่วมมือจากศูนย์สร้างทาง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพาน เพื่อขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่เครื่องจักรและสะพานเบลี่ย์ให้เข้าดำเนินการโดยทันที

5.ให้ทุกหน่วยงานติดตามเผ้าระวังสถานการณ์ การเตือนภัยของ กรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

นี่คือการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีแบบแผนและหากดำเนินการเช่นนี้แล้ว จะเป็นการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนได้อย่างดี


 ใครทำลายธุรกิจท่องเที่ยว
 ‘ตุ๊กตุ๊ก’ โก่งราคาค่าโดยสาร

ผมเป็นเจ้าของธุรกิจขายของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ให้นักท่องเที่ยวอยู่หน้าเวทีมวยราชดำเนิน มีรายได้พอหาเลี้ยงครอบครัวได้ตามอัตภาพ

วันก่อนมีข่าวคนขับรถตุ๊กตุ๊กถูกตำรวจจับเพราะไปโก่งราคาค่าโดยสารจากนักท่องเที่ยวฝรั่งชาวอเมริกัน 3 คน โดยขึ้นจากบริเวณแยกอุรุพงษ์ ไปส่งที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ถนนราชปรารภ เรียกเก็บค่าโดยสารในราคาที่สูงกว่าที่ตกลงกันไว้ หลังจากตกลงราคาที่ 500 บาท

แต่พอถึงที่หมายกลับถูกเรียกเก็บหัวละ 500 บาท ทำให้ต้องจ่ายรวมทั้งหมด 1,500 บาท

ผมขอแจ้งผ่านคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ว่าอย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะนี่เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยคนขับตุ๊กตุ๊กคนเดียว พอข่าวแพร่ออกไปชาวต่างประเทศเขาก็มองว่าคนไทยขี้โกง

เราต้องมีความซื่อสัตย์และเป็นเจ้าของบ้านที่ดี แล้วพอเกิดเรื่องขึ้นใครจะมาเที่ยวประเทศไทย
อมรศักดิ์ (ราชดำเนิน)


“ดีล” การเมืองกับทิศทางของประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374282?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ดีล” การเมืองกับทิศทางของประเทศไทย

4 มิถุนายน 2562 – 14:37 น.
รัฐประหาร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,รู้ลึกกับจุฬาฯ,ศดร ไชยันต์ ไชยพร
เปิดอ่าน 3,875 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง จนถึงวันเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 การเมืองไทยยังคงเข้มข้นและยากต่อการคาดเดา โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องอาศัยการต่อรองกับพรรคที่จะเข้ามาร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่

พรรคหนึ่งที่ระบุว่ายังไม่ให้คำตอบชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้เก้าอี้สภากว่า 52 ที่ ล่าสุดแม้จะมีข่าวจากพรรคว่า วันที่ 4 มิถุนายน พรรคจะลงมติว่าจะขอเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ หลังจากที่มีเทียบเชิญมาตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม

ศ.ดร. ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เข้าร่วมฝ่าย พปชร. ไปตั้งแต่ทีแรกแล้วมีสถานะสำคัญ เพราะทั้งสองพรรคมี สส. กว่า 50 ที่ หากพปชร. มุ่งเป้าที่จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรหรือ 250 ตำแหน่ง เพื่อความชอบธรรมทางการเมือง ก็ต้องการ สส.ทั้งสองพรรคร่วมกันทั้งหมด แต่หาก พปชร. ไม่พุ่งมาที่เป้านี้ ทั้งสองพรรคก็จะไม่ใช่ตัวแปรสำคัญ
หากได้ ส.ส. ไม่ถึง 250 ก็ต้องอาศัยเสียงในวุฒิสภามากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องได้เสียง 376 เสียงของสองสภารวมกัน ซึ่งถ้าหากอาศัยเสียงในวุฒิสภามาตั้งรัฐบาลมาจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็จะสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของวุฒิสภา ที่ถูกคัดเลือกมาจาก คสช. เป็นภาพของการสืบทอดอำนาจชัดเจน
“แต่พรรคภูมิใจไทยแกนบริหารพรรคมีอำนาจเด็ดขาด ต่างกับประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคที่มีความเป็นอิสระสูง ไม่ได้ถือว่าเป็นพรรคของใครหรือกลุ่มบุคคลใดภาพลักษณ์ของพรรคนี้มีมานานแล้ว สมัยของ มรว.เสนีย์ ปราโมช ยุคก่อน 6 ตุลา หัวหน้าพรรคได้ชื่อว่าฤาษีเลี้ยงลิง สส. ในพรรคอยู่ไม่สุข ควบคุมยาก ความไม่ลงรอยในพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ ทางพรรคพยายามที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ โดยการสร้างความอึมครึมไม่ชัดเจนว่าจะร่วมไหม ร่วมเท่าไหร่ ร่วมทั้งหมดหรือไม่ เพราะถ้าร่วมหมด พปชร. ก็ได้เกิน 250 ถ้าร่วมไม่หมด ก็ไม่ถึง 250”

ความอึมครึมทำให้ พปชร. คาดการณ์ได้ยาก และหาก พปชร. ต้องการให้ได้เสียงเกินครึ่งของสภาฯ ก็จะต้องง้อ ปชป. มากขึ้น จากความอึมครึมนี้ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนี้จึงสำคัญ เพราะเป็นตัวแปรกำหนดผู้ที่จะจัดตั้งรัฐบาล แต่ขณะเดียวกัน พรรคเองก็ต้องหาหนทางอยู่รอดและสร้างภาพลักษณ์ที่กอบกู้คะแนนเสียงกลับคืนมา

ศ.ดร. ไชยันต์ชี้ว่า ทิศทางของการเมืองไทยที่จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้หลายทาง กรณีแรกคือหากประชาธิปัตย์เข้าร่วม พปชร. จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ก็ขาดเสถียรภาพอย่างชัดเจนเพราะมาจากพรรคจำนวนมากจัดตั้งรัฐบาล

กรณีถัดมาพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมกับ พปชร. แค่บางส่วน หรือไม่เข้าร่วมเลย จะทำให้พรรค พปชร. เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และหากมี สว. สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลก็อาจถูกประชาชนประท้วงเพราะมีการสืบทอดอำนาจ และเสี่ยงต่อการถูกยุบสภาได้โดยง่าย

หรืออาจไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ก็เป็นได้ เนื่องจากวุฒิสภาเลือกใช้วิธีตัดสินใจไม่ลงคะแนนเสียงแก่พรรคใดๆ เลย ได้คะแนนไม่ถึง 376 ที่ จึงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้พลเอกประยุทธ์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการณ์อยู่
“กรณีแรกคือข่าวงูเห่าที่เราเห็น รวมถึงพรรคร่วม พปชร. ที่ขอข้อต่อรองเยอะแยะเต็มไปหมด แบ่งโควต้า แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี บางทีอาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะเสียงไม่พอ ขอเจรจากันไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดด้วยว่าต้องเลือกนายกภายในกี่วัน ผิดจากฉบับอื่นๆ ยืดเวลาไปได้โดยที่สภายังอยู่ และมีรัฐบาล คสช. รักษาการณ์ ในเมืองนอกประเทศเบลเยี่ยมมี พรรคเล็กเยอะมาก ในการเลือกตั้ง ค.ศ. 2010  พรรคต่างๆได้คะแนนเสียงไม่เกิน 20 % ใช้เวลาเจรจาเกือบสองปีกว่าจะตั้งรัฐบาลได้ แต่เขาไม่มีปัญหาเพราะรัฐบาลรักษาการณ์ไม่ได้มาจากรัฐประหาร”

แต่รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 ยังเปิดช่องทางให้มีการเสนอชื่อนายกฯบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้เสนอไว้ตอนสมัครรับเลือกตั้งได้ การจะไปเส้นทางนี้ จะต้องมาจากการริเริ่มของ ส.ส. โดยหา ส.ส. ให้ได้ 250 แล้วนำไปให้วุฒิสภา และวุฒิสภาก็จะเปิดประชุมร่วมสองสภาในญัตติที่จะให้มีการเสนอชื่อนายกฯนอกบัญชี  แต่ญัตตินี้จะผ่านก็ต่อเมื่อ ที่ประชุมร่วมสองสภาที่มี 750 คน ลงคะแนนเห็นด้วยเป็นจำนวนสองในสาม นั่นคือ 500 เสียง  ถ้าผ่าน เรื่องก็จะกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร

เพราะรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้เฉพาะ ส.ส. เท่านั้นที่จะเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ แต่จะต้องเป็นพรรคที่มี ส.ส. อย่างน้อย 25 คนขึ้นไปและจะต้องได้รับความเห็นด้วยเป็นจำนวนรวม 50 เสียง  เมื่อเรื่องกลับมาที่สภาผู้แทนฯ แต่คราวนี้เปิดกว้าง สามารถเสนอชื่อคนนอกบัญชีเป็นนายกฯได้ (หรือจะเสนอชื่อคนในบัญชีอีกทีก็ยังได้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม)  และถ้าใครที่ได้รับการเสนอชื่อ และได้เสียงสนับสนุน 376  คนนั้นก็จะได้เป็นนายกฯจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

แต่ถ้าญัตตินี้ขอให้มีการเสนอชื่อคนนอกบัญชีไม่ผ่านคือ ไม่ได้เสียงเกิน 500  ก็ดูจะเข้าทางตัน หรือแม้ว่าผ่าน แต่เมื่อมาลงคะแนนเลือกตัวนายกฯ ยังได้ไม่ถึง 376  เพราะสองสภาเห็นไม่ตรงกันกับชื่อของคนที่จะเป็นนายกฯ ก็เข้าทางตันอีกเหมือนกัน

ทางออกสุดท้ายที่อาจจะเกิดขึ้นคือสภาพติดล็อกทางการเมือง ไม่สามารถตั้งนายกรัฐมนตรีได้ เป็นทางตันทางการเมือง ซึ่งมีมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญ 60 ระบุว่าให้กลับไปใช้ประเพณีการปกครอง ซึ่งของไทยคือการเห็นพ้องของ สส. และ สว. คือการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลปรองดอง

และจัดตั้ง นายกฯ คนนอกที่ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งอาจารย์ไชยันต์ ได้เสนอชื่อบุคคลระดับ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อานันท์ ปันยารชุน หรือพลเอกธีรชัย นาควานิช เป็นบุคคลที่น่าจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ไชยันต์ชี้ว่าหากเกิดในกรณีต้องอาศัยมาตรา 5 การดำเนินการที่จะเกิดขึ้นในลำดับถัดไปน่าจะเกิดขึ้นหลังเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นเดือนที่จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนการพยุหยาตราชลมารค
“ได้รัฐบาลก่อนก็อาจจะได้ เช่น ร่วมรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ก็อาจได้ขึ้นโดยเร็ว แต่ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องเป็นหลังเดือนตุลาว่าจะเป็นอย่างไร ว่ากันใหม่”