สาวกออนไลน์ต้องรู้จัก…. “กมช.”หน่วยปราบ”สงครามไซเบอร์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สาวกออนไลน์ต้องรู้จัก…. “กมช.”หน่วยปราบ”สงครามไซเบอร์”

7 มิถุนายน 2562 – 09:00 น.
กมช,ออนไลน์,แฮ็กเกอร์,สงครามไซเบอร์,คอมพิวเตอร์,สภาเศรษฐกิจโลก,กฎหมายไซเบอร์,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,มัลแวร์
เปิดอ่าน 3,158 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลังจากโลกมนุษย์เข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเมือง การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนเชื่อมต่อผ่านกันทางออนไลน์ การทำสงครามรุกรานประเทศอื่นหรือเพื่อสร้างความเสียหายให้กลุ่มเป้าหมาย จึงเปลี่ยนจากการใช้อาวุธรุนแรง หันไปรุมกดแป้นคอมพิวเตอร์โจมตี หรือที่เรียกว่า “สงครามไซเบอร์” ซึ่งสร้างผลกระทบของความเสียหายมากกว่าขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามชาติเสียอีก !

ทุกประเทศทั่วโลกกำลังทุ่มงบประมาณสร้างยุทธศาสตร์ป้องกัน “สงครามไซเบอร์” อย่างจริงจัง ส่วนประเทศไทยที่ขึ้นชื่อมาตลอดว่าไม่มีระบบการป้องกัน “แฮ็กเกอร์” หรือแก๊งโจรที่ลักลอบเข้ามาโจมตีระบบคอมพิวเตอร์อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาโดนเจาะระบบหรือโดนลักลอบใส่โปรแกรมวายร้ายเข้าไปทำลายหรือขโมยข้อมูลหน่วยงานรัฐ ข้อมูลองค์กรเอกชน ข้อมูลการเงินการธนาคาร รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากการประชุม “สภาเศรษฐกิจโลก” (World Economic Forum) ตั้งแต่ปี 2558 จัดให้การโจมตีทางไซเบอร์ หรือ Cyber Attack เป็นความเสี่ยงสำคัญสุด โดยเฉพาะในกลุ่มดูแลเรื่องการเงินการธนาคารของโลก ความตื่นตัวของกลุ่มบิ๊กบอสคอนโทรลเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นอย่างจริงจัง หลังเจอแก๊งแฮ็กเกอร์จู่โจมใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ คดีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์กันบ่อยๆ คือ กรณี ธนาคารเจพีมอร์แกน ของพี่เบิ้มอเมริกา โดนแฮ็กเกอร์ตีแสกหน้าเข้าไปล้วงลับเจาะขโมยข้อมูลลูกค้ากว่า 83 ล้านบัญชี เมื่อปี 2556 จากนั้นไม่นานธนาคารในยุโรป เอเชีย ก็โดนโจมตีทำลายระบบคอมพิวเตอร์หรือขโมยข้อมูลทางการเงินของลูกค้าบ่อยครั้งเช่นกัน ดังกรณีเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารเกาหลีถูกโจมตีระบบ ต้องปิดทำการไม่สามารถกดเงินสดออกมาได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง คดีเหล่านี้ไม่ค่อยเป็นข่าวใหญ่มากนัก เพราะสถาบันทางการเงินยักษ์ใหญ่ไม่ต้องการเสียชื่อเสียงด้านระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

แม้แต่ธนาคารในประเทศไทยเอง เมื่อปีที่แล้วกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่คนไทยไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก เพราะกลุ่มนายธนาคารผู้มีอิทธิพลช่วยกันขอร้องหน่วยงานรัฐให้ทำเรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก หลังโดนแก๊งแฮ็กเกอร์นิรนามเจาะระบบธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทย เข้าไป “ขโมยฐานข้อมูลของลูกค้ากว่า 1.23 แสนราย” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ผ่านมาเกือบ 1 ปี ยังไม่มีใครมาแถลงข่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะอะไร และลูกค้าได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง

จากนั้นไม่นาน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า “ไทย” มีภัยคุกคามทางไซเบอร์สูงเป็น “อันดับ 11 ของโลก” และเป็น “อันดับ 5 ของเอเชีย”

คำถามสำคัญของลูกค้าอย่างพวกเราคือ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะมีขั้นตอนการเยียวยาความเสียหายของผู้ใช้บริการอย่างไร ?

ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. ของบิ๊กตู่ พยายามอย่างยิ่งที่จะออกกฎหมายพิเศษและจัดหน่วยงานเฉพาะด้านขึ้นมา เพื่อจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศ “พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562” เรียกสั้นๆ ว่า “กฎหมายไซเบอร์” ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หมายความว่ากลไกการป้องกันสงครามไซเบอร์กำลังเริ่มเข้มข้นขึ้น

เนื้อหาสาระสำคัญของ “กฎหมายไซเบอร์” มีหลายมาตราด้วยกัน ใครที่เป็นนักเลงคีย์บอร์ด สาวกออนไลน์ หรือสาวกสื่อสังคมออนไลน์ ต้องเริ่มทำความรู้จักและป้องกันไม่ให้ทำผิด โดยเฉพาะการรู้จักผู้มีอำนาจโดยตรงในการถือดาบอาญาสิทธิ์ของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่

“กมช.” หรือ “คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ”

ชื่อภาษาอังกฤษว่า “National Cyber Security Committee” ในอนาคตอันใกล้คนไทยน่าจะคุ้นเคยกับชื่อเรียก “กมช.” หรือ “NCSC” มากขึ้น โดยกฎหมายระบุให้ “นายกรัฐมนตรี” นั่งเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่เหลือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 7 คน แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้านกฎหมาย ด้านการเงิน

ที่น่าสนใจคือมาตรา 6 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้หลายประการ โดยเฉพาะการห้ามคนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามาเป็น “กมช.” โดยระบุในวงเล็บ (6) ว่า

“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง”

ส่วนวาระการทำงานนั้น ระบุในมาตรา 7 ว่า ให้ ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 2 วาระ

“อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย” ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พยายามอธิบายผ่านสื่อมวลชนว่า กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป แต่มุ่งเน้นเข้าไปจัดการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ เช่น ด้านการเงิน ด้านสื่อสารโทรคมนาคม ด้านความมั่นคง ด้านพลังงาน ด้านสาธารณสุข ฯลฯ โดยแบ่งระดับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็น 3 ระดับ ได้แก่ระดับไม่ร้ายแรง ระดับร้ายแรง และระดับวิกฤติ

โดยภัยคุกคามที่ไม่ร้ายแรงก็ให้แต่ละหน่วยงานแก้ปัญหาไปตามขั้นตอน แต่ถ้าจัดว่าเป็น ภัยระดับร้ายแรง หมายถึงการโจมตีทำให้ระบบต่างๆ ของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนเกิดความเสียหาย ซึ่งระดับนี้ขึ้นไปเท่านั้นที่ “กมช.” ถึงจะเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหา เช่น สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นหรือยึดเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่น่าสงสัยเอามาตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ต้องขอหมายศาล ยกเว้น ภัยระดับวิกฤติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนหรือความมั่นคงของประเทศ “กมช.” อาจให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการแก้ปัญหาก่อนแล้วค่อยมาแจ้งต่อศาลภายหลัง

การให้อำนาจ “กมช.” ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปยึดคอมพิวเตอร์ก่อนได้ โดยไม่ต้องมีหมายศาลจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่หลายฝ่ายพยายามคัดค้าน แต่ไม่สำเร็จ ตอนนี้คงต้องรอดูผลงาน กมช.ว่า เป็นผู้เข้ามาแก้ปัญหา “วิกฤติสงครามไซเบอร์” หรือจะกลายเป็นผู้สร้างสงครามล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัวแทน…

ภัยไซเบอร์ 2562
สถิติภัยคุกคามไซเบอร์ของไทยตั้งแต่เดือนมกราคม–มีนาคม 2562 พบว่าภายใน 3 เดือนโดนมากถึง 549 ครั้ง โดยภัยคอมพิวเตอร์ที่พบแบ่งเป็น 8 ประเภท ได้แก่
1. “เนื้อหาที่เป็นภัยคุกคาม” (Abusive Content) เกิดจากการใช้หรือเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสม เช่น ลามก อนาจาร หมิ่นประมาท และโฆษณาขายสินค้าต่างๆ
2. “การโจมตีระบบ” (Availability) โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือประมวลผลล่าช้า
3. “การฉ้อโกง” (Fraud) ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยในระบบการเงินออนไลน์ เช่น หลอกจ่ายบัตรเครดิต การขายสินค้าหรือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
4. “ดักเก็บข้อมูล” (Information Gathering) ภัยเกิดจากการพยายามเข้ามาในระบบเพื่อเอาข้อมูลบางอย่าง เช่น บัญชีผู้ใช้งาน (User Account)
5. “การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต” (Information Security) คือ การแอบเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
6. “พยายามเจาะระบบ” (Intrusion Attempts) ภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะเข้าระบบ โดยอาศัยช่องโหว่ที่เปิดไว้ หรือความประมาทในการตั้งรหัสผ่าน
7. “เจาะระบบสำเร็จ” (Intrusions) หมายถึงกลุ่มที่ทำเจาะระบบสำเร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้ามาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์คนอื่นได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
8. “โปรแกรมวายร้าย” หรือ มัลแวร์ (Malicious Code) ภัยคุกคามจากโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ระบบขัดข้องเสียหาย เช่นไวรัส หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่ “แรมซอมแวร์”

อย่าเพิ่งสิ้น “ศรัทธา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเพิ่งสิ้น “ศรัทธา”

7 มิถุนายน 2562 – 08:47 น.
อย่าเพิ่งสิ้น ศรัทธา,นายกรัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,663 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2562

เรียบร้อยไปแบบชุลมุนวุ่นวายพอสมควร สำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามคาด “นายกรัฐมนตรี” ของประเทศไทยยังคงเป็นคนหน้าเดิมที่ใครบางคนอาจเบื่อหน่ายส่ายหน้าหนี แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยังคงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ประเทศไทย ณ เวลานี้เหนือกว่าใครๆ ทั้งปวง ความนิยมของ “บิ๊กตู่” อาจไม่ท่วมท้นเหมือนเมื่อ 2 หรือ 3 ปีก่อน แต่คงไม่น้อยนิดจนถึงขนาดต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบน่าใจหาย จากนี้ไป “เวลา” จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” จะกู้วิกฤติศรัทธา ทำงานด้วยความมุ่งมั่น สุจริต โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนกลับมา “เทใจ” ให้อีกครั้ง

นับจากวันนี้คงหมดเวลาแล้วที่จะมานั่งตั้งหลักนับหนึ่งใหม่…ปัญหาของประเทศไม่สามารถรอได้อีกแล้ว แต่ภายใต้เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด ระดับตัวพ่อ ยอมรับว่า รากเลือดแน่ เพราะยังไม่ทันไรก็เห็นแกนนำพรรคการเมืองเจ้าหลักการออกมาร้องแรกแหกกระเชอทวงสัญญาเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกันเย้วๆ แล้ว ขณะที่ฝั่งพลังประชารัฐก็มีทีท่ายึกยักเหมือนจะดึงเก้าอี้เกรดเออย่างกระทรวงเกษตรฯ คืน ยังไม่ทันไรภาพแห่งความขัดแย้งก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง มาถึงขั้นนี้ก็คงทำได้แค่เอาใจช่วยรัฐบาลชุดนี้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าในความเป็นจริงสถานการณ์มันโคตรน่าห่วง เพราะตราบใดที่ทุกคนยังคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากว่าประเทศชาติก็อย่าหวังว่า “รัฐบาลชุดนี้” จะไปได้รอดเกินขวบปี

ได้เห็นภาพนักการเมืองไทยในช่วงหลายปีมานี้รู้สึกท้อแท้ “สิ้นหวัง” อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าใครจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่า การเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่แล้วหรือ บางครั้งถึงกับน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้เห็นภาพ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติเดินหน้าห้ำหั่นกันด้วยวาทะแบบ “Hate Speech” ในอีเวนท์โหวตนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมาแล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า “การเมืองไทยเดินมาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อใด” เสียงโห่ฮาไล่ต้อน คำพูดร้ายลึกที่เต็มไปด้วยการโจมตี ใส่ร้ายเพื่อให้อีกฝ่ายจมอยู่ใต้บาทาเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียนมาก

มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องไปหวังอะไรกับอนาคตข้างหน้าว่า “ประเทศไทย” จะกลับเข้ารูปเข้ารอยโดดเด้งเป็นสง่าราศีเหนือชาติอื่นใด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฉากที่เลวร้ายเพียงกระผีกของนักการเมืองไทยเหล่านี้เท่านั้น…นักการเมืองไทยในวันนี้เป็นอะไรที่สิ้นหวัง ส่วนตัวรู้สึกละอายแทนที่เห็นคนเหล่านี้วันๆ เอาแต่นั่งโทษตัวบทกฎหมายต่างๆ ว่า ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ แต่คนพวกนี้ไม่เคยย้อนดูตัวเองว่า ใครคือ “ต้นเหตุ” แท้จริงที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต่างๆ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง…อย่ามัวแต่โทษ “ระบบ” จนหลงลืมตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตนเอง…

หรือ…การเมืองจะเป็นเรื่องโหดร้าย…สุดท้ายหลายคนอาจตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะไม่มีนักการเมืองน้ำดีที่เป็นต้นแบบ “นักประชาธิปไตย” อย่างแท้จริงเลยหรือ… มีครับ อย่างน้อยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นนักการเมืองคนหนึ่ง ชื่อ “อภิสิทธิ เวชาชีวะ” แสดงสปิริตด้วยการลาออกจาก ส.ส. เพราะไม่สามารถผิดสัจจะที่ให้ไว้กับประชาชนได้…แม้จะมีเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ แต่โดยส่วนตัวรู้สึกชื่นชมในความคิดและหลักการของนายอภิสิทธิ์ เพราะการจะเป็นนักการเมืองที่ดีสิ่งหนึ่งคือคุณต้องรู้ซึ้งถึงภาระ ความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนเป็นหลัก แม้ว่า ความรับผิดชอบอันสูงส่งนั้นจะทำให้ตนเองต้องพบกับหายนะก็ตาม…การเมืองไทยอาจยังไม่สิ้นหวัง…หากเรายังมี “ศรัทธา” อยู่ในหัวใจ แม้จะเป็นแค่จุดเล็กๆ ก็ตามเถอะ…!

“อภินิหารกฎหมาย”กับ”รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อภินิหารกฎหมาย”กับ”รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

7 มิถุนายน 2562 – 08:04 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
เปิดอ่าน 6,150 ครั้ง

โดย… โอภาส บุญล้อม 

เรียบร้อยไปแล้วกับการช่วงชิงทางการเมือง  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

แต่ก็เป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”  เนื่องจากมีเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรวมเพียง 254 เสียง เกินครึ่งมาเพียง 4 เสียงเท่านั้น

และถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ก็เป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” จึงต้องพยายามถูลู่ถูกัง  กระเสือกกระสนไปให้ได้ ซึ่งเป็น “ธรรมชาติ” ของการเมือง
และเมื่อเสียงปริ่มน้ำเกินครึ่งเพียงเล็กน้อย ฝ่ายรัฐบาลก็อย่าเผลอทีเดียว  รัฐบาลอาจพัง ไม่ใช่ว่าเพราะแพ้โหวตในสภาในเรื่องสำคัญเท่านั้น แต่แค่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ป่วยแค่ 4-5 คน ไม่สามารถมาประชุมได้ก็เรื่องใหญ่แล้ว เพราะฝ่ายค้านอาจเล่นเกมประลองกำลังให้นับองค์ประชุมว่าครบหรือไม่ แล้ว “วอล์กเอาท์” ออกนอกห้องประชุม ซึ่งเมื่อส.ส.ในที่ประชุมมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง องค์ประชุมไม่ครบก็ประชุมไม่ได้  กลายเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” ทำอะไรไม่ได้

อย่างไรก็ตามถ้าฝ่ายค้านทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลก็ถูกตำหนิจากสังคมได้เหมือนกัน เพราะการชนะในเกมฝ่ายค้านอาจชูว่า เป็นการชนะของฝ่ายค้าน สามารถทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ แต่ประชาชนจะเบื่อ “สภาล่ม” คนทั่วไปจะสรุปว่า ส.ส.ขี้เกียจ และมองว่าเอาแต่เล่นเกมมากจนเกินไป
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในทางปฏิบัติฝ่ายรัฐบาลพลาดไม่ได้ ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล อยู่กันครบเวลาประชุมสภา แต่โอกาสพลาดมีสูง เพราะปกติแล้ว ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแทบจะไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดในสภา เพราะว่าปกติสภามีไว้ให้ส.ส.ฝ่ายค้าน พูดอภิปรายมากกว่าฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว การที่จะให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไปนั่งเฝ้าในที่ประชุมเพื่อให้ครบองค์ประชุมตลอดเวลาเป็นไปได้ยาก ดังนั้นนอกจากการใช้ “วิป” แล้ว  การตั้ง “รัฐมนตรี” ที่ี่มี “กลุ่มส.ส.” อยู่ในมือ  ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อที่จะคุมส.ส.ได้

และยังอาจมี “อภินิหารกฎหมาย” ที่จะคอยค้ำจุน “รัฐบาลลุงตู่” ให้อยู่ได้อย่างมั่นคง
ประเด็นแรก การให้ ส.ว.ร่วมโหวตกฎหมายทุกฉบับกับส.ส. รวมทั้งพ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ใช่เฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

คงยังจำกันได้ กรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป 1 เสียงจากส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ มาโดยตลอด   ได้เคยเสนอแนะทางออกกรณี “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ของ “ลุงตู่” ว่า หากได้รับเสียงสนับสนุนจากส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มาก อาจบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก เพราะจะมีปัญหาในการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ รวมทั้งการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน
ดังนั้น “ไพบูลย์” จึงเสนอให้ 250 ส.ว.ร่วมโหวตกับส.ส. 500 คนได้ โดยนำรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ในบทเฉพาะกาลมาใช้ ซึ่งมาตรา 270 เปิดทางให้ใช้กลไกรัฐสภาหรือให้ส.ว.ร่วมโหวตได้ หากตีความว่าร่างกฎหมายทุกฉบับในช่วง 5 ปีนี้  รวมทั้งร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศทั้งสิ้น
ทั้งนี้มาตรา 270  บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ประเด็นที่สอง  หากเกิดกรณีที่ฝ่ายค้านเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวต มีผลให้ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” พ้นออกไป ก็ให้รัฐสภาเสียงข้างมากเลือกกลับมาเป็น “รัฐบาล ประยุทธ์ 3” ได้อีก
โดยอาศัยรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ที่ระบุว่า ระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ ซึ่งก็คือจนถึงปี 2565 ให้ ส.ว.250 คน ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีกับส.ส.ได้ และเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปแล้วจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกไม่ได้ไปจนถึงตลอดปี ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 ที่ระบุว่าญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ให้กระทำได้ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการใช้ข้อกฎหมายหรือ “อภินิหารกฎหมาย” มาอุดช่องโหว่เพื่อไม่ให้รัฐบาลอายุสั้นนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย  อย่างกรณีบทเฉพาะกาลมาตรา 270 “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมาย  ให้ความเห็นไว้ว่า ไม่ใช่ทางออกที่แก้ปัญหาได้หมดจด โดยสามารถแก้ได้บางส่วน แต่ไม่ได้ทั้งหมด จะใช้ได้กับกฎหมายบางฉบับเท่านั้นและแก้ไม่ได้ตลอดไป

โดย “วิษณุ”  ยกตัวอย่างให้เห็นว่า สมมุติว่ามีกฎหมายทั้งหมด 100 ฉบับที่จะเสนอ ถ้ารัฐบาลบอกว่า 30 ฉบับ เป็นกฎหมายปฏิรูป 30 ฉบับนั้น ต้องประชุมร่วมรัฐสภาโดย ส.ว. 250 คน เข้าร่วมโหวตกับส.ส.ได้ ก็จะเหลืออีก 70 ฉบับที่ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปซึ่งต้องเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ส.ว.ไม่สามารถเข้าร่วมโหวตได้ และถ้าบอก 70 ฉบับ เป็นกฎหมายปฏิรูปก็เหลืออีก 30 ฉบับที่ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป รัฐบาลคงไม่กล้าบอกว่าทั้ง 100 ฉบับเป็นกฎหมายปฏิรูปแล้วให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ดังนั้นอาจารย์วิษณุจึงเห็นว่ามาตราดังกล่าวถือเป็นทางออกของปัญหาได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยนำมาตรา 270 มาใช้กับกฎหมายทุกฉบับคงเป็นไปไม่ได้
อีกอย่างหนึ่งในเรื่อง “ข้อกฎหมาย” นั้น มักมีการ “ตีความ” ต่างกันไป ดังนั้นเมื่อใดรัฐบาลนำมาตรา 270 มาใช้กับร่างกฎหมายฉบับใดของรัฐบาล ว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศซึ่งต้องประชุมร่วมกันของรัฐสภา  ก็จะมีการคัดค้านจากฝ่ายค้าน และมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อย่างไรก็ตามในเรื่องของ “อภินิหารกฎหมาย”  อย่าไปมองข้ามเด็ดขาด เพราะอาจมีการนำมาใช้ไม่ใช่เพียงมาตรา 270 เท่านั้น แต่กับมาตราอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญหรือร่างกฎหมายของรัฐบาลด้วย เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น
ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะใช้แก้ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” ได้ คือ “งูเห่า” จากพรรคฝ่ายค้าน เพราะในภาวะที่คะแนนเสียง “รัฐบาลปริ่มนํ้า” ลักษณะการเมืองแบบไทยๆ เรื่องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว การใช้เครือข่าย การใช้ระบบพรรคพวกเพื่อนฝูงมีแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วนสิ่งที่ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ไม่ควรทำ  สิ่งแรกคือ ไม่เสนอกฎหมายที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูงหรือชะลอการเสนอกฎหมายไว้ก่อน เว้นแต่กฎหมายงบประมาณที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนกฎหมายอื่นชะลอไว้จนกว่าจะเห็นว่ามีฉันทามติ คือ พรรคฝ่ายค้านก็ต้องการกฎหมายเหล่านี้ รัฐบาลจึงจะเสนอกฎหมายฉบับนั้นเข้าสภา

ส่วนกฎหมายที่มาจากนโยบายรัฐบาลแล้วมีการโต้แย้งกันมาก รัฐบาลไม่ควรเสนอ เพราะถ้าร่างกฎหมายตกไปรัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ “มือกฎหมายฝ่ายรัฐบาล” แนะนำว่า รัฐบาลอาจใช้วิธีเลี่ยงในการเสนอกฎหมาย โดยกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน ก็ให้พรรคการเมืองเสนอแทนรัฐบาล เช่น พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้เสนอหรือให้พรรคร่วมเสนอ
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีการมองว่ารัฐบาลจะอายุสั้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายคนออกมาทำนายว่า  พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่น่าจะอยู่ครบวาระ 4 ปี อยู่ได้ 2 ปีก็นับว่าเก่งแล้ว เพราะรัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงที่จะสนับสนุน ถ้ารวมกันได้ 250 กว่าๆ เกินครึ่งเล็กน้อย  ถือว่ายังมีความเสี่ยง เพราะรัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพมั่นคงต้องมีเสียงส.ส.ฝ่ายรัฐบาลประมาณ  270-280 เสียง คือเกินครึ่ง 20-30 เสียง และที่จริงแล้วควรจะต้อง 300 เสียงขึ้นไปด้วยซ้ำ
และหากเรามองลึกลงไปว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้รัฐบาลอายุสั้น  พอสรุปได้ดังนี้้
ปัจจัยแรก   โครงสร้างรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองถึง 19 พรรคมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ  ซึ่งอาจต้องเจอกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ และร่างกฎหมายของรัฐบาล  ซึ่งถ้าร่างกฎหมายสำคัญเหล่านี้ไม่ผ่าน รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
และด้วยโครงสร้างที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคและเสียงปริ่มน้ำนี่เอง…พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำยังอาจต้องเจอกับเกมต่อรองทางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งปกติมักจะต้องเจอในช่วง 1-2 ปีหลังจัดตั้งรัฐบาล และทำให้ทนไม่ไหวต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่
ปัจจัยที่สอง  ความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีมาตั้งแต่ตอนเริ่มจัดตั้งรัฐบาลในเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี และโควตากระทรวง  และเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจเกิดภาวะที่พรรคร่วมรัฐบาล “ต่างคนต่างอยู่” ไม่ช่วยกันทำงาน เมื่อพรรคร่วมพรรคใดเสนอโครงการหรือกฎหมาย  พรรคร่วมพรรคอื่นก็จะนิ่งเฉยไม่ช่วยผลักดัน โดยเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตนและไม่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยที่สาม   โครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีกลุ่มอำนาจอยู่หลายกลุ่มทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและอยู่เบื้องหลัง รวมถึง “กลุ่มสามมิตร” ที่มีส.ส.อยู่ในมือ 20-30 คน หากเกิดการขัดแย้งกันเองภายในพรรคพลังประชารัฐก็จะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภากดดันรัฐบาลอีก ซึ่งรัฐบาลต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ชั่วคราว จากกรณีถูกกล่าวหาว่าถือครองหุ้นสื่อ ทำให้นายธนาธร ไม่สามารถทำหน้าที่ส.ส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนฯ ได้

“รัฐบาลลุ่งตู่” ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศจึงเปรียบเสมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายและรอพิสูจน์ฝีมือของพล.อ.ประยุทธ์ ในยามที่ไม่มี ม.44 และคสช.คุ้มครอง อีกต่อไป

“เซลฟี” ระวัง !อันตรายถึงชีวิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เซลฟี” ระวัง !อันตรายถึงชีวิต

7 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เซลฟี่,อันตราย,ชีวิต
เปิดอ่าน 3,007 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘เสรีพล’ กทม. ต่อไปนี้มาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับให้ระมัดระวังอุบัติเหตุพลาดพลั้งเวลาถ่ายเซลฟี

จึงแจ้งเตือนมาด้วยความห่วงใยและโปรดระวังเพราะเกิดเรื่องบ่อยครั้งทั้งในห้างสรรพสินค้า อาคารตึกสูง หรือภูมิประเทศสถานที่ท่องเที่ยวตามภูเขาหน้าผา ฯลฯ

รวมถึงพวกคิดท่าแปลกๆ ที่อาจพลาดเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าห่วงท่าสวย-วิวงาม เซลฟี
 พลาดพลั้งไม่มีใครช่วย

เวลานี้โทรศัพท์มือถือเหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายคนเราไปแล้วครับ ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่งไม่ต้องบรรยายความก็รู้กัน

ผมเองเป็นคนสูงวัย มองเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนไทยเราเป็นพวกสังคมก้มหน้าคือ ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือทั้งส่งไลน์ ส่งเมล ส่งรูป ฯลฯ แม้บางทีกินข้าวอยู่สองคนก็ต่างคนต่างเล่นกดมือถือจนดูเหมืนว่าขาดมือถือเหมือนขาดใจตาย

ยิ่งไปกว่านั้นระบบถ่ายรูปคลิป ถ่ายวิดีโอ จากโทรศัพท์มือถือเจริญพัฒนาคุณภาพจนกล้องถ่ายรูปหมดสมัยตกยุคไปเลย

นี่เองผมจึงเขียนจดหมายมาหาคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ เพราะวันก่อนเห็นข่าวมีคนตกตึกจากชั้น 7 ถึงชีวิตเพราะไม่ระวังตอนถ่ายเซลฟี ซึ่งก่อนนี้ก็มีเรื่องคนไปเที่ยวภูเขา-หน้าผา-ท้องทะเล ฯลฯ แล้วถ่ายเซลฟีไม่ระวังเลยพลาดตกลงมา
จึงเตือนมาขอให้ระวังไว้ด้วยครับ อย่าเห็นแก่วิวสวยหรือมุมแปลก และเวลานี้เห็นมีพวกคิดท่าแปลกๆ เซลฟี โปรดระวังอันตราย !
เสรีพล (กทม.)


ระยะนี้มีเรื่องกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ตรวจสอบเรื่องโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาและค่ายาแพงเกินจริง อย่างข่าววันก่อนว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งคิดค่ารักษาคนไข้ท้องเสียราว 30,000 บาท

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนให้ดำเนินการเรื่องนี้เพราะถ้าเป็นการซื้อของเรียกว่าค้ากำไรเกินควร

แต่มองอีกด้านหนึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขต้องหันมามองตัวเองว่า โรงพยาบาลของรัฐบาลมีปัญหาคนไข้ล้นหรือบริการไม่ดี ซึ่งจะต้องปรับปรุงการทำงานด้วย

อย่าไปอ้างเหตุผลว่างบประมาณไม่พอหรือขาดหมอขาดนางพยาบาลหรือเครื่องมือแพทย์เพราะทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก

จนกระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวง ‘เกรดเอ’ ที่นักการเมือง พรรคการเมืองแย่งกันเข้ามาบริหารควบคุม แต่รัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารงานเป็นคนคุณภาพระดับ ‘เกรดเอ’ หรือไม่ ?
อ๊อด เทอร์โบ


 โรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาเกินจริง
 ท้องเสียจ่าย 3 หมื่นบาท

กรณีโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งคิดค่ารักษาพยาบาลและค่ายาแพงเกินจริงจำนวน 2 กรณี คือการร้องเรียนการเข้ารับการรักษาพยาบาลอาการท้องเสีย แต่โรงพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลรวม 30,000 บาท และการร้องเรียนเรื่องราคายาแพงเกินจริงไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

หลังจากที่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีการค้ากำไรเกินควรจริง มีความผิดตามมาตรา 29 ของกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่องค่ารักษาอาการท้องเสีย กรมการค้าภายในเห็นว่าเป็นการรักษาที่มากเกินกว่าความจำเป็น และมีการคิดราคาเกินสมควร และกรณีค่ายาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาในบัญชียาที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่

พบว่ามีการคิดราคาสูงเกินจริงมาก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย จึงต้องส่งดำเนินคดี

ส่วนเรื่องกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ยืนยันว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ไม่ได้รักษาเกินกว่าเหตุ และไม่มีความผิดนั้น ถือเป็นการดำเนินการของ สบส. ที่พิจารณาเฉพาะการรักษาพยาบาล และใช้กฎหมายคนละฉบับกับกรมการค้าภายในในการพิจารณา โดยกรมการค้าภายในจะพิจารณาเฉพาะเรื่องราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เท่านั้น

การส่งเรื่องดำเนินคดีครั้งนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการดำเนินคดีกับโรงพยาบาลเอกชนที่เอาเปรียบผู้ป่วย คิดราคายาและค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง หลังจากประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่กำหนดมาตรการกำกับดูแลยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์

กรมการค้าภายในได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์ เช่น จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำฐานข้อมูลราคาเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ให้เป็นระบบ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรม ที่ http://www.dit.go.th เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบราคาได้

จึงของสนับสนุนให้ทางการได้ควบคุมและตรวจสอบค่ารักษา โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งด้วย


“เดอะมาร์ค” พ่ายเกมขั้วที่ 3 ถามหาเพื่อนแท้?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เดอะมาร์ค” พ่ายเกมขั้วที่ 3 ถามหาเพื่อนแท้?

6 มิถุนายน 2562 – 11:05 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,มาร์ค,มาร์ค อภิสิทธิ์,อภิสิทธิ์ลาออก สส,ลาออก,นิวเดม,ขั้วที่ 3,ฝ่ายค้านอิสระ,ลงตู่
เปิดอ่าน 13,925 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 มิ.ย. 62

**********************

          ไม่เหนือความคาดหมาย กรณี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ ตัดสินใจประกาศลาออกจาก ส.เป็นสิ่งที่รับรู้ล่วงหน้ากันมาประมาณ สัปดาห์แล้ว

          เนื่องจาก “เดอะมาร์ค” พ่ายเกมในพรรค เพราะมีความพยายามใน “กลุ่มเพื่อนมาร์ค” เสนอแนวทาง “ขั้วที่ 3” ผ่านคณะกรรมการบริหารพรรคชุดกัปตันอู๊ดด้า แต่ไม่สำเร็จ จึงเป็นที่มาของวาทะหรูๆ รักษาสัจจะยิ่งชีพ

ชมรมเพื่อนมาร์ค

         นักข่าวแถวร้านกาแฟย่านสามเสน รู้ดีว่าคนใกล้ชิดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นหน้าเห็นตากันชัดๆ 3-4 คนที่นั่งดื่มกาแฟกันอยู่เป็นประจำ อาทิ พนิช วิกิตเศรษฐ์เทพไท เสนพงศ์สาธิต ปิตุเตชะ และ “ซ้อเจน” ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์

         ว่ากันว่า “พนิช วิกิตเศรษฐ์” ..บัญชีรายชื่อ น่าจะใกล้ชิดสนิทแน่นกับอดีตหัวหน้ามาร์ค เพราะรู้จักรู้ใจกันมานานกว่า 30 ปี

มาร์ค และพนิช

         หากย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ท่านเป็นคนชักชวนผมเข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้เห็นถึงอุดมการณ์อันแรงกล้า ความมุ่งมั่นและความเสียสละที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไม่มีหยุดหย่อนจนกระทั่งวันนี้” พนิชโพสต์เฟซบุ๊กในวันที่อภิสิทธิ์แถลงลาออกจาก ส..

         ปลายปีที่แล้ว พนิชรองหัวหน้าพรรค และรับผิดชอบด้านการเงินและการต่างประเทศของพรรค แต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พนิชได้ร่วมเป็นทีมคลังสมองของอดีตหัวหน้ามาร์ค

         วันนี้ พนิชกรณ์ จาติกวณิช และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเพื่อนกันมากว่า 35 ปี ผ่านเหตุการณ์ทีี่แย่ที่สุดและดีที่สุดมาด้วยกัน

         นาทีนี้มาร์คขอพักชั่วคราว พนิชยังอยู่ในพรรค แต่มีแนวทางการเมืองต่างจากกรณ์

นักขายขั้วที่ 

          ค่ำวันที่ มิถุนายน 2562 “เทพไท เสนพงศ์” ..นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กส่งสัญญาณจากที่ประชุมร่วมกรรมการบริหารพรรคกับส.ว่า “ผมเคารพมติของพรรคประชาธิปัตย์ และจะปฏิบัติตามมติพรรคทุกประการ”

          ช่วงที่ปชป.ยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปทางใด “เสี่ยคึก เทพไท” ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นกระบอกเสียงในการเสนอแนวทาง “ขั้วที่ 3” โดยตอนแรกเสนอทางออก “รัฐบาลปรองดอง” แต่เจอกระแสต้าน เลยเปลี่ยนมาเป็น “รัฐบาลขั้วที่ 3”

เทพไท กระบอกเสียงขั้วมาร์ค

          กองเชียร์ฝ่ายขั้วไม่เอาคสชส่งเสียงเชียร์เทพไทกระหึ่ม แต่คนในพรรคปชป.สายกปปสกลับมองว่าเทพไทกำลังเล่นเกมเขย่า “กัปตันอู๊ดด้า” ให้ตัดสินใจเลือกทางสายกลาง

          อีกด้านหนึ่ง “ซ้อเจน” ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ส..บัญชีรายชื่อ (ภรรยา รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นายก อบจ.กาญจนบุรีก็ขยับล็อบบี้ผู้ใหญ่ในพรรคให้รักษาหน้า “อภิสิทธิ์” ด้วยการไม่เข้าร่วมสนับสนุนลุงตู่

ซ้อเจน ศรีสมร สายมาร์ค

          เช่นเดียวกับ “สาธิต ปิตุเตชะ” ที่ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนักแบบไม่เคลียร์มากนัก เลยเจอพาดหัว “ปชป.ไม่เข้าร่วม” ทำเอา “เสี่ยตี๋” เมืองระยอง โกรธควันออกหู

          เสี่ยคึก เสี่ยตี๋ และซ้อเจน ต่างเป็นนักเลือกตั้ง จึงไม่มีวันที่จะลาออกจาก ส..ตามข่าวลือ 

นิวเดม” แตก

         พลันที่กรรมการบริหารพรรคและส.ลงมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ  ได้โพสต์เฟซบุ๊กทันที “ผมเคารพการตัดสินใจของพรรค ด้วยการขอลาออก จากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์”

ไอติม พริษฐ์ อดีตนิวเดม 

         หนุ่มไอติม” เป็นหลานของอภิสิทธิ์ และเป็นลูกชายของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ (อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ พี่สาวคนโตของอภิสิทธิ์

         ตามมาด้วย “ลูกนัท” ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล ก็ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป.เช่นกัน

         นอกจากนี้ยังมีสมาชิกกลุ่มนิวเดม กลุ่มคนรุ่นใหม่ของปชปได้ลาออกตามอีก 3-4 คน ด้านหนึ่ง ศิริภา อินทวิเชียร โฆษกกลุ่มนิวเดม แถลงว่า สมาชิกกลุ่มนิวเดิมส่วนใหญ่ยังอยู่กับพรรค แม้จะไม่เห็นด้วยกับการร่วมรัฐบาลและไม่สนับสนุน พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พวกตนเคารพในมติของพรรค

ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย

         แหล่งข่าวสายกปปส.เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ “ไอติมลูกนัท” กับเพื่อนกลุ่มนิวเดม คนไปรับประทานอาหารกับ “ไฮโซการเมือง” ที่เคยสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และกปปสแต่พักหลังมีจุดยืนไม่เอา “ลุงตู่”

         ทั้งไอติมและลูกนัท ต่างแสดงจุดยืนคัดค้านการสืบทอดอำนาจของคสชและเปิดหน้าชนกับผู้ใหญ่ค่ายปชป.ที่มุ่งหมายจะหนุนลุงตู่

         เดอะมาร์ครู้ดีว่าเกมในพรรคพ่ายจึงต้องแสดงความรับผิดชอบพร้อมกับกลุ่มนิวเดมบางคน

“ค่าโง่โฮปเวลล์”… คนทุจริตอยู่ไหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ค่าโง่โฮปเวลล์”… คนทุจริตอยู่ไหน

6 มิถุนายน 2562 – 10:55 น.
ค่าโง่โฮปเวลล์,ทุจริต
เปิดอ่าน 3,466 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

ไขข้อข้องใจ “โฮปเวลล์” สร้างไม่เสร็จ ทิ้งเสาตอม่อไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความอัปยศ แล้วทำไมเราจึงแพ้คดี และยังต้องจ่ายค่าโง่ 11,888 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่บริษัทโฮปเวลล์ ซึ่งเป็นเอกชนอีก

ว่ากันว่า… จุดเริ่มต้นของการเรียกร้องค่าเสียหาย เกิดขึ้นในปี 2547 ภายหลังการบอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการในปี 2541 เนื่องจากก่อสร้าง 7 ปี โครงการมีความคืบหน้าเพียง 13.77% ขณะที่แผนงานกำหนดว่าควรมีความคืบหน้า 89.75% การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถือว่าโครงสร้างทุกอย่างตกเป็นกรรมสิทธิ์ จึงมีความพยายามนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม รังสิต-บางซื่อ ขณะที่โฮปเวลล์เห็นว่าเป็นการยึดหรือเวนคืนระบบหรือพื้นที่สัมปทาน

เท่าที่ได้รับฟังจากเวทีสัมมนาทางวิชาการ บทเรียนกรณีศึกษาคดีโฮปเวลล์ จัดโดยสมาคมนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศ.อนันต์ จันทรโอภากร กรรมการกฤษฎีกา  บอกว่า ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจในคดีโฮปเวลล์ คือ การคัดค้านของรัฐในประเด็นใด ต้องทำตั้งแต่อยู่ในชั้นองค์คณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่ไปนั่งเฉยๆ รอไปค้านในชั้นศาล ทำแบบนี้ก็ต้องถูกกฎหมายปิดปาก ทุกอย่างมันทำตรงปลายน้ำไม่ได้ ต้องทำตั้งแต่ต้นทาง

เราชอบเรียกกัน “คดีค่าโง่” หมายถึงอะไร ใครโง่ เพราะว่าถ้าพิสูจน์ได้ว่าสัญญาหลักเป็นโมฆะเพราะเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต แล้วจะให้รัฐจ่ายค่าเสียหายได้อย่างไร วันนี้ศาลปกครองตัดสินแล้วให้รัฐจ่าย 11,888 ล้านบาท แต่มันไม่ใช่แค่นั้น คดีฟ้องกันเป็น 10 ปี บวกดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี คนไทยตายน่ะ

ในทางปฏิบัติ การริเริ่มโครงการต้องมี 3 ขั้นตอน 1.คนสร้างโครงการหรือตัวชง ไม่มีทางที่รัฐมนตรีหรือนักการเมืองจะชงเอง 2.ขั้นตอนการลงนามในสัญญา 3.การบริหารสัญญา ต้องตรวจสอบไปใน 3 ขั้นตอน

อย่าง “คดีคลองด่าน” คนทำหนีออกนอกประเทศ รัฐไม่จ่ายค่าเสียหายเพราะมีการทุจริต ส่วนกรณี “โฮปเวลล์” “คนชง” อาจยังไม่ตาย แต่ดูเหมือนเราไม่สนใจจะสืบค้นว่าตอนทำโครงการมีความไม่โปร่งใสอย่างไร พอศาลตัดสินออกมาไม่ตรงใจก็หงุดหงิด

ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นนักการเมืองแพ้คดี หรือไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ จะตอบคำถามนักข่าวอย่างไร ก็ต้องบอกว่ากรรมการไม่เป็นธรรม คนฟังพอใจ คนพูดรอดตัว

ขณะที่ ศ.กิตติศักดิ์ ปรกติ ระบุว่า ข้อโต้แย้งที่สำคัญในการขอเพิกถอนหรืองดบังคับคำสั่งอนุญาโตตุลาการ จะมีได้ต่อเมื่อขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

หากถามว่าขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน ก็ขอยกตัวอย่างคดีทางด่วนบางนา-บางปะกง ซึ่งในปี 2536 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ทำสัญญากับกิจการร่วมค้าแห่งหนึ่ง แล้วมีข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบที่ดินล่าช้าและขอแก้ไขแบบ ทำให้ราคาสูงขึ้น กิจการร่วมค้าฯ จึงขอปรับราคาเพิ่มขึ้น 6,000 ล้านบาท อนุญาโตตุลาการตัดสินให้จ่าย แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าการบังคับของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี เนื่องจากผู้ว่าการ กทพ.ขณะนั้น ไปรับหุ้นจากกิจการร่วมค้าฯ แห่งนั้น และยังมีพิรุธรีบร้อนทำสัญญาทั้งที่รู้ว่าส่งมอบพื้นที่ไม่ได้แน่ๆ สำนักนายกฯ จึงยื่นฟ้องคดี ต่อมาศาลชี้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ใช้สิทธิไม่สุจริต ฎีกาปฏิเสธไม่รับคำวินิจฉัยอนุญาโตตุลาการ แต่ก็ไม่มีการติดตามว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับหุ้นถูกดำเนินการอย่างไรบ้าง นี่เป็นบทเรียนหนึ่ง

แล้วหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี เกี่ยวกับคดีโฮปเวลล์ เป็นอย่างไร “คดีโฮปเวลล์” มีคำพิพากษาเป็นร้อยหน้า ปัญหาคือ ศาลควรตรวจสอบเหตุแห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีหรือไม่ ก่อนหน้านี้ในคดีทางด่วนบางปะอิน ศาลปกครองสูงสุดตัดสินออกมาแบบเดียวกัน แต่คดีทางด่วนบางปะอินถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ฝ่ายผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ค้านให้พิจารณาลงไปในเนื้อความ ซึ่งจะพบว่า มีเหตุขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ  อนุญาโตตุลาการตัดสินผิด เพราะยังไม่ได้นำสืบและชี้ว่ามีรายได้ที่ขาดไป เมื่อไม่มีหนี้การไปบังคับให้จ่ายจึงขัดต่อหลักศีลธรรมอันดี

แต่ “คดีโฮปเวลล์” ไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ และไม่ลงไปในเนื้อคดี ไม่ได้ตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคู่กรณีขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยฯ หรือไม่ แนวคำวินิจฉัยบอกเพียงว่าไม่มีข้อสงสัย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าการพิจารณาว่าจะบังคับตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เพราะอาจมีความรู้หรือความเห็นอื่นแตกต่างไปจากที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้ แต่ในคดีโฮปเวลล์เราไม่พบข้อโต้แย้งอย่างจริงจังของฝ่ายราชการว่ากรณีนี้มีพิรุธอย่างไร ศาลจึงตัดสินไปตามข้อเท็จจริงที่นำเสนอ จึงมีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอว่า อาจเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ชงคดีโดยไม่เรียบร้อย หากพบพิรุธก็ต้องดำเนินคดี ต้องมีการรับผิดทางละเมิดและทางอาญา กรณีค่าโง่โฮปเวลล์ เป็นผลประโยชน์ของประชาชน จึงต้องตรวจสอบและติดตามกันอย่างละเอียด แม้คดีตัดสินไปแล้วก็ต้องสำรวจตรวจสอบกันอย่างจริงจัง

แม้ว่าในวงเสวนาวิชาการ จะไม่มีคำตอบ ถูก-ผิด แต่ไม่ว่าจะเป็นโฮปเวลล์ คลองด่าน หรือคดีค่าโง่อื่นๆ ต่างก็เป็นกรณีศึกษาที่สังคมควรได้รับสัญญาณว่าคนไทยควรต้องทำอย่างไร เพราะหลายอย่างยังซ้ำรอยเดิม ตรวจพบการทุจริตแต่ไม่เอาผิด ปล่อยให้ประเทศต้องแบกรับค่าโง่

รัฐนาวาลุงตู่2จะฝ่ามรสุมได้นานเพียงใดหากสนิมเกิดแต่เนื้อในตน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐนาวาลุงตู่2จะฝ่ามรสุมได้นานเพียงใดหากสนิมเกิดแต่เนื้อในตน

6 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,057 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่าเมืองไทยจะมีนายกรัฐมนตรี

ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หลายวันมานี้ข่าวคราวการต่อรองเก้าอี้ รมต.นั้น สะพัดว่อน รวมทั้งการเปิดโต๊ะแถลงข่าวของบางพรรค บางขั้วในอารมณ์ขุ่นมัวเพราะสิ่งที่ต้องการนั้นอาจจะลอยหลุดไป

สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยลบที่ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐนาวาลุงตู่ 2 เสียไป คล้ายกับคำโบราณที่บ่งชี้ว่าสนิมเกิดจากเนื้อในตน

ดังนั้นผลงานเชิงประจักษ์คือพันธกิจเดียวที่ลุงตู่จะทำให้คำปรามาสนั้นหายไปจาก ครม.ลุงตู่ 2

เมื่อเกมเสนอชื่อนายกฯ ผ่านไป ต่อมาคือรายชื่อ ครม.ลุงตู่ 2 ที่สื่อและสังคมเฝ้าติดตาม แน่นอนว่าลุงตู่จะคัดเลือกเสนาบดีจากพรรคต่างๆ ด้วยตัวเองเพราะหน้าตา ปูมหลัง ภาพลักษณ์ ประวัติการทำงานต้องครบถ้วนและเป็นความหวังของสังคมให้ได้

แม้ครม.ชุดใหม่นี้จะมาจากหลากพรรค ตามสิทธิที่พรรคนั้นๆ จะได้ไป และโดยมรรยาททางการเมือง พรรคหลักจะไม่ค่อยไปวุ่นวายกับโควตาที่แบ่งให้พรรคร่วม

ครม.ชุดใหม่นั้นมาจากโควตาของลุงตู่, โควตา 3 ป., โควตาพรรคต่างๆ และคงไม่มีโควตาคนนอกหรือเทคโนแครตเข้ามาเพราะยามนี้คนการเมืองมีเกินโควตาครม.แล้ว

และกาลยามนี้หากว่าลุงตู่ไม่คัดกรองเสนาบดีด้วยตัวเองและจำยอมต้องเลือกบุคลากรตามที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอรายชื่อและความจำนงว่าประสงค์จะทำงานด้านใดแบบที่มิคัดกรองเลยนั้น มันคงไม่ใช่ภาวะผู้นำที่ดีและเหมาะกับภาวะบ้านเมืองช่วงนี้

ในอดีตสังคมเคยจดจำ “ครม.ยี้” มาหลายคราว ดังนั้นคราวนี้ลุงตู่คงจะไม่เดินย้ำรอยอดีตให้เป็นบาดแผลกับตัวเอง

ลองไล่ดูว่าใครบ้างที่จะเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ในการบริหารราชการแผ่นดิน แน่นอนว่าพี่น้อง 3 ป. ต้องอยู่ร่วมรัฐนาวาลำใหม่แน่ เพราะหนึ่งในนั้นเป็นเสมือนผู้จัดการรัฐบาลเงาให้ลุงตู่…แต่อย่าลืมว่าภารกิจข้างต้นลุล่วงแล้วและธงรบตอนนี้อยู่ในมือแม่ทัพหลวงที่ชื่อลุงตู่ ดังนั้นดีลเบื้องต้นที่หนึ่งใน 3 ป. ไปเจรจาถือว่าลุล่วง และรอดูว่าพี่ป้อมและพี่ป๊อกจะยังควงคู่อยู่ค้ำบัลลังก์น้องตู่ หรือใครบางคนอาจจะถอยไปและทำงานเบื้องหลังประคองเกม เร็วๆ นี้ คงรู้คำตอบ

เมื่อดีลเก้าอี้รมต.ตามที่ซูเปอร์บิ๊กไปเคาะโต๊ะผ่านพ้นไปจนกระแสต่อรองโควตา ครม. จากพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยบังเกิดนั้นจบลงแล้ว

โดยสองพรรคใหญ่คือพรรคภูมิใจไทยที่มี 51 ส.ส.นั้น จะได้ รองนายกรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง 3 ตำแหน่ง คือ คมนาคม, สาธารณสุข, ท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 ตำแหน่ง คือมหาดไทย, พาณิชย์, เกษตรและสหกรณ์, ศึกษาธิการ รวมทั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองซึ่ง ศุภชัย โพธิ์สุข ได้รับตำแหน่งไปแล้ว

รายชื่อเสนาบดีจากพรรคสีน้ำเงินนั้นตอนนี้ชัวร์แล้วคือ อนุทิน ชาญวีรกูล, นาที รัชกิจประการ แต่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มีชื่อลุ้นเสนาบดีกระทรวงหูกวางนั้นอาจต้องเปลี่ยนเก้าอี้ เพราะแว่วว่าลุงตู่ตู่จะขอดูแลคมนาคมเอง และอาจปรับบางกระทรวงไปให้พรรคสีน้ำเงิน

ส่วนรมช.สี่เก้าอี้นั้น แว่วว่าเสี่ยหนูยังไม่เคาะเพราะเกรงจะวุ่นในบ้านหากเร่งส่งชื่อ เนื่องจากคำมั่นที่ให้ไว้แต่ละมุ้งว่าหากทำงานเข้าเป้าจะได้รับการพิจารณา และก่อนหน้านี้ เสี่ยตุ้ย ณ ราชบุรี ก็งอนไปแล้วหลังมีชื่อติดโผรองประธานสภาแต่เสี่ยตุ้ยต้องการเป็น รมว.เท่านั้น

ส่วนคนอื่นๅ ในพรรคสีน้ำเงินที่มีชื่อติดโผและรอลุ้นในตอนนี้มีชื่อของทรงศักดิ์ ทองศรี คนใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ, ตระกูลวิลาวัลย์ บ้านใหญ่เมืองปราจีน, ชาดา ไทยเศรษฐ์ คนโตแห่งอุทัยธานี และทีมที่ย้ายมาจากชาติไทยพัฒนา นำโดย เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 53 ส.ส.นั้น จะได้รองนายกรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ 3 ตำแหน่ง คือ เกษตรและสหกรณ์, พาณิชย์, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 ตำแหน่ง คือ มหาดไทย, คมนาคม, ศึกษาธิการ, สาธารณสุข โดยรมช.สาธารณสุขนั้น พรรคพลังประชารัฐขอแลกคืนเพราะเดิมเสนอ รมช.คลังไปให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนหลังขอคืนมาได้ รวมทั้งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ชวน หลีกภัย รับหน้าที่นี้แล้ว

พรรคสีฟ้านั้น “อู๊ดด้า” จองรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์, เสี่ยต่อ จ่อเป็นพญานาค 1 และเก้าอี้ประชาบดีนั้น กลุ่ม 27 ส.ส. ซึ่งเป็นกปปส. ในปชป.จองไว้ และกระทรวงคลองหลอด แว่วว่า 27 ส.ส. ก็ต้องการส่งคนในทีมไปทำงานเช่นกัน

พรรคชาติไทยพัฒนาได้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย วราวุธ ศิลปอาชา ตีตราจอง และรมช. 1 ตำแหน่ง เดิมนั้นพรรคปลาไหลจองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้เพราะ ประภัตร โพธสุธน พ่อบ้านพรรคปลาไหลขอเก้าอี้รมว.แทนให้สมฐานะ แต่พปชร.ให้ลูกท็อปกับประภัตรแลกเก้าอี้กันเอง

รวมพลังประชาชาติไทยและชาติพัฒนาได้รมว.แรงงานไปแบ่งกันรับผิดชอบ

ขณะที่พรรคจิ๋วสิบพรรคจะได้ประธานกมธ., บอร์ดรัฐวิสาหกิจเกลี่ยกันไป

ส่วนพลังประชารัฐจะมีรองนายกรัฐมนตรี, รมต.สำนักนายกฯ, คลัง, กลาโหม, มหาดไทย, อุตสาหกรรม, ต่างประเทศ, อุดมศึกษาฯ, ศึกษาธิการ, พลังงาน, วัฒนธรรม, ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ยุติธรรมและรมช.ในกระทรวงที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ไปดูแล

ตรงนี้นั้นลุงตู่คงจะต้องทุบโต๊ะให้จบเพราะสิบมุ้งดังนี้
1.มุ้งสีเขียวที่นำโดย 3 ป. และคนวงในคสช.
2.มุ้งสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประกอบ 4 กุมาร แต่ “สมคิด” การันตี 4 กุมารต้องมีเก้าอี้แน่ แต่ต้องรอลุ้นเพราะดีลในพรรคยังไม่จบ
3.กลุ่มอดีต กปปส. นำโดย “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ที่คว้า 12 ส.ส.เมืองหลวงไว้ได้และยังเป็นแหล่งทุนให้พรรคด้วย
4.กลุ่มสามมิตร นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และกลุ่ม “สุชาติ ตันเจริญ” ซึ่งว่ากันว่ามี ส.ส.ทั้ง 2 ระบบในสังกัดราว 30 คน
5.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ซึ่งได้รวบรวบกลุ่มส.ส.ในภาคเหนือ 10 คน ขอรมช. 1 ตำแหน่ง
6.กลุ่มชลบุรีของ สนธยา คุณปลื้ม มี 6 ส.ส.
7.กลุ่มโคราชของ วิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากจ.นครราชสีมา ถึง 6 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว “รัตนเศรษฐ” และเมื่อรวมกับวิรัช เป็น 7 คน ซึ่งต้องได้ 1 ตำแหน่ง
8.กลุ่มเพชรบูรณ์ นำโดย สันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งย้ายมาจากเพื่อไทยและคว้าส.ส.เมืองมะขามหวานได้ยกจังหวัด
9.กลุ่มกำแพงเพชร ของ วราเทพ รัตนากร ซึ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยและสามารถกลับมาชนะในเมืองกล้วยไข่ได้ยกจังหวัด 4 ที่นั่ง และ จ.ตากอีกสองเขต ตรงนี้เสี่ยต๋องต้องได้เก้าอี้ด้วย
10.กลุ่ม 13 ส.ส.จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรกและได้รวมตัวกันเรียกร้องขอให้มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีสองตัว

ตรงนี้คือสิ่งหนักอกและอาจเป็นสนิมเนื้อในรัฐนาวาลุงตู่ 2 เพราะหากยังเกลี่ยเก้าอี้ใน พปชร.ไม่ลงตัว ปัญหาขัดแย้งจะลามเพราะก่อนหน้านี้กลุ่มสามมิตรก็ออกมาทวงโควตาหลายครั้งแล้วและยิ่งจะต้องไปแตะมือกับพรรคอื่นๆ นั้น รับรองว่าความอลเวงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะบังเกิดแน่

ลุงตู่ต้องรีบขจัดสนิมเหล่านี้ให้โล่งก่อนที่จะนำรัฐนาวาลำนี้ลุยคลื่นการเมืองต่อไปให้ได้

27 ปี “อภิสิทธิ์” บนเส้นทางการเมืองกับประชาธิปัตย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

27 ปี “อภิสิทธิ์” บนเส้นทางการเมืองกับประชาธิปัตย์

6 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,พรรคประชาธิปัตย์,หัวหน้าพรรค,พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,914 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท   ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

27 ปีก่อน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ลาออกจาก อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมารับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม.สมัยแรก ในนามพรรคประชาธิปัตย์

ครั้งแรกในการเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 ในขณะนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวัยหนุ่มเพียง 27 ปี เป็นนักการเมืองหนุ่ม ที่ถูกทำนายในขณะนั้นว่า จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

อภิสิทธิ์ ใช้เวลา 17 ปี ในการเป็นนักการเมือง ไต่เต้ามาจาก ส.ส.เขต โฆษกรัฐบาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และก้าวพรวดมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง ที่มีการยุบพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น
ต้องยอมรับว่า อภิสิทธิ์ เวชชีวะ เกิดมาเพื่อเป็นนักการเมืองโดยแท้ ด้วยการ ไม่มี “วัตรปฏิบัติ”ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แม้ว่าตลอดระยะเวลา 27 ปี ในการเมือง จะถูกวิจารณ์บ้าง แต่หาได้มี เรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ มาระคายการทำงานทางการเมืองของอภิสิทธิ์ แม้แต่น้อย

ทว่าในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 3 สมัย ต้องบอกว่า ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดฝัน เขาก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2548 เมื่อ บัญญัติ บรรทัดฐาน ลาออกหลังแพ้การเลือกตั้งให้แก่ ทักษิณ ชินวัตร ในปีเดียวกัน

3 สมัยของการเป็นหัวหน้าพรรค และ 3 สมัยในการนำทัพประชาธิปัตย์ทำศึกเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2551, 2554 และ 2562 อภิสิทธิ์ แพ้พรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร รวด

การแพ้เลือกตั้ง 2562 นับเป็นการแพ้ที่ย่อยยับ ทำเอาประชาธิปัตย์หล่นลงเป็นพรรคอันดับ 4 ตามหลังพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ ส่งผลให้ อภิสิทธิ์ ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค และแทบจะปิดโอกาสในการกลับมานำทัพอีก

การประกาศแตกหัก ไม่ยอมเดินตามมติพรรค เลือกพิทักษ์จุดยืนทางการเมืองในการไม่เอา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มุมหนึ่งเป็นจุดยืนที่มั่นคง ซึ่งน่านับถือยิ่ง แต่อีกมุมหนึ่ง การเลือกเดินแบบนี้ คือการ “ปิดฉาก” การเมืองของชายชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเหลือให้

เพราะในพรรคประชาธิปัตย์ พื้นที่กำเนิดทางการเมืองของอภิสิทธิ์ ได้ “ลั่นดาล” ปิดโอกาสการกลับมากุมบังเหียนพรรคประชาธิปัตย์ของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

หวั่น’ลุงตู่’ซ้ำรอย’ถนอม-คึกฤทธิ์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หวั่น’ลุงตู่’ซ้ำรอย’ถนอม-คึกฤทธิ์’

6 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ,ภูมิใจไทย,ชาตไทยพัฒนา,มรวคึกฤทธิ์ ปราโมช,จอมพลถนอม กิตติขจร
เปิดอ่าน 47,941 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

คงไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ แม้จะมีการอภิปรายคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้เข้าชิงอย่างยาวนาน แต่สุดท้ายแล้ว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คว้าเก้าอี้นี้ไปครอง สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้การคงอยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ จะสามารถบริหารประเทศได้หรือไม่

ไม่ใช่แค่บุคคลภายนอกเท่านั้น ที่แสดงความเป็นห่วงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ แม้แต่คนในกองทัพก็เริ่มกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองนับต่อจากนี้ โดยเฉพาะการดำรงอยู่ของ “พล.อ.ประยุทธ์” ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ทำให้เกิดปัญหาในอนาคต เพราะการจัดแถว ส.ส.ที่มาจากหลากหลายพรรคการเมือง โดยมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ไม่เหมือนกับควบคุมกำลังพลในกองทัพ ที่ยึดระเบียบวินัย

ต้องยอมรับว่า 250 เสียง ส.ว.ที่มาจากการคัดสรรของคณะกรรมการสรรหาที่เป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ทำหน้าที่ได้เพียงช่วยผลักดัน “พล.อ.ประยุทธ์” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เท่านั้น แต่ไม่ได้มีส่วนในการโหวตผ่านกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายงบประมาณแผ่นดิน

สิ่งที่ทหารในกองทัพกังวล คือการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง และปัญหาความไม่เป็นหนึ่งเดียวของพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และ 11 พรรคพันธมิตร หากมี ส.ส.นอกลู่นอกทาง ยกมือโหวตให้ฝั่งตรงข้ามในสภาวะรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

เทียบเคียงได้กับ วันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แว่วๆ ว่าพลังประชารัฐ แค่ต้องการเช็กคะแนนเสียง ส.ส.พรรคร่วมว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จึงเสนอเลื่อนวาระดังกล่าวออกไป แต่ปรากฏว่า 5 ลูกพรรคตัวเอง ประกอบด้วย นายอนุชา นาคาศัย, นายอัครวัฒน์ อัศวเหม, นายอนุชา น้อยวงศ์, นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะ และนายอัฏฐพล โพธิพิพิธ โหวตสวนทาง แม้จะมาขอลงมติใหม่ในช่วงหลัง แต่ก็ไม่เป็นผล

“หากวันนั้นเป็นการโหวตผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องงบประมาณแผ่นดิน การเล่นเกมลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อกฎหมายงบประมาณไม่ผ่าน รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ต้องยุบสภา ในขณะเดียวกันพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้ยำเกรง พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นได้ว่าแค่เริ่มต้นก็มีการต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี ในอนาคตหากผลประโยชน์ไม่ลงตัว ปัญหาตามมาแน่นอน” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

ในอดีต การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เคยเกิดขึ้นในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม โดยได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล โดยมี ส.ส.เพียง 18 ที่นั่ง แต่สามารถรวบรวม ส.ส.พรรคต่างๆ รวม 8 พรรค ได้แก่ พรรคกิจสังคม พรรคไท พรรคพลังประชาชน และพรรคอื่นๆ รวม 135 เสียง ได้ครึ่งหนึ่งของสภาโดยมีชื่อเรียกรัฐบาลว่า “รัฐบาลสหพรรค” ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีเสียงมากที่สุด 74 เสียง ตกเป็นฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ บริหารงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เพียง 304 วัน (14 มี.ค. 2518 – 12 ม.ค. 2519) ก็ตัดสินใจยุบสภา เนื่องจากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะเสถียรภาพรัฐบาล ที่มีจำนวน ส.ส.ในสภาแบบก้ำกึ่ง และยังเกิดปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล ที่แย่งชิงผลประโยชน์และต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน เสนอญัตติขอร่วมเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เช่นเดียวกับสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรคสหประชาไทย แม้ได้ ส.ส. 74 ที่นั่ง แต่ยังไม่เพียงพอจะเป็นเสียงข้างมากในสภา จึงได้รวบรวม ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล และสามารถบริหารราชการแผ่นได้เพียง 2 ปีเศษ ก่อนจะตัดสินใจรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง เนื่องจากการต่อรองผลประโยชน์ของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เชื่อกันว่าในประเทศไทยมีอดีต ‘นายกรัฐมนตรี’ เพียง 3 คนเท่านั้น ที่สามารถคุม ส.ส.ในสังกัดจนอยู่หมัด ประกอบด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ, นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, นายทักษิณ ชินวัตร ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นคนที่ 4 หรือ เดินตามรอย จอมพลถนอม และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ คงต้องรอดูกันต่อไป

จิตอาสาพระราชทานช่วยชีวิตประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จิตอาสาพระราชทานช่วยชีวิตประชาชน

6 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,จิตอาสาพระราชทานช่วยชีวิตประชาชน
เปิดอ่าน 2,393 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบถึงโครงการจิตอาสาพระราชทานฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทั่วประเทศ

ขอสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นกำลังหลักเพื่ออบรมให้คนไทย 10 ล้านคน มีความรู้ความสามารถช่วยชีวิตคน

โครงการจิตอาสาพระราชทานจะสำเร็จบรรลุเป้าหมายด้วยน้ำใจคนไทยเอื้ออาทรต่อกัน
อ๊อด เทอร์โบ


กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จัดอบรมจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนทั่วประเทศ 10 ล้านคน ให้มีความรู้ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ

หากผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกต้อง รวดเร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 40 รวมทั้งจัดอบรมบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ เช่น ครูพลศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ทหาร ตำรวจ บุคลากรในโรงพยาบาลเพื่อเป็นครู ก. เป็นวิทยากรอบรมประชาชนและอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีกว่า 1 ล้านคน

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “ฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน” ตามที่ได้รับการมอบหมายจากที่ประชุมศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 ให้เป็นผู้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้คน 10 ล้านคน มีความรู้ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และคนไทยมากกว่า 3.5 ล้านคน

หรือ 1 ใน 20 สามารถปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันเชื่อว่าโครงการจิตอาสาพระราชทานจะบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน


 ฟิลิปปินส์ออกกฎหมาย
 ให้นักเรียน-นักศึกษาปลูกต้นไม้

ผมเพิ่งกลับจากฟิลิปปินส์มาครับ หลังจากไม่ได้ไปมานับสิบปี ซึ่งเวลานี้ฟิลิปปินส์เขากำลังอยู่ในระหว่างฟื้นฟูหลังจากมีปัญหาการเมืองนานมากจนสมัยประธานาธิบดีมาร์กอส และมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น

เวลานี้ประธานาธิบดี โรดรีโก ดูแตร์เต คนปัจจุบัน เป็นประเภทเฉียบขาดมากครับ ขนาดพวกค้ายาเสพติด หรือกฎแบ่งแยกดินแดนหรือพวกกากเดนสังคมจะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะการวิสามัญฆาตกรรมหรือยิงทิ้ง หรือสมัยหนึ่งบ้านเราก็ทำที่จำไม่ผิดเรียกว่าฆ่าตัดตอนจนมีเหตุให้เกิดการร้องเรียนหรือพวกมองโลกสวยเห็นว่าทำเกินกว่าเหตุหรือยิงผิด-ยิงถูก

การปราบปรามอย่างรุนแรงเช่นนี้ทำให้ฟิลิปปินส์มีสภาพทางสังคมดีขึ้น เรื่องมาเฟีย อาชญากร ค้ายา ค้ามนุษย์ หรือพวกผู้มีอิทธิพลต่างๆ หัวหด

ผมเป็นคนนิยมระบบความถูกต้อง ไทยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายจึงมองว่าประเทศไทยของเรามีเจ้าหน้าที่ละเว้นกฎหมาย โดยทำงานปฏิบัติหน้าที่แบบไม่เต็มกำลังและมีผลประโยชน์เข้ามาแอบแฝงเลยมีสภาพเละเทะแบบนี้

เพื่อนชาวฟิลิปปินส์เล่าให้ฟังว่ารัฐสภาของเราเพิ่งออกกฎหมายใหม่ ออกกฎกำหนดให้เด็กนักเรียนหรือนักศึกษาต้องปลูกตันไม้อย่างน้อยคนละ 10 ต้น จึงจะจบการศึกษาได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ นี้ จะทำให้ฟิลิปปินส์มีต้นไม้ใหม่ปีละ 175 ล้านต้น หรือเป็นตัวเลขกลมคือ 200 ล้านต้น ซึ่งจะทำให้ฟิลิปปินส์มีสภาพแวดล้อมดีขึ้นและสอนให้คนรุ่นใหม่มีความรับผิดชอบและรักธรรมชาติ

ผมจึงอยากให้รัฐสภาไทยหรือรัฐบาลทำแบบนี้ โดยการออกกฎหมายเช่นนี้บ้าง อย่าเห็นเป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยแล้วมองข้ามไปและเด็กเยาวชนชาวไทยถูกชาวต่างชาติมองว่าฟุ้งเฟ้อหยิบโหย่ง หรือไม่อดทน ไม่สู้งานหนัก รักแต่สบาย-สนุกไปวันๆ แล้วพอโตขึ้นอนาคตจะเป็นอย่างไร?

ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างและอย่าไปบุกรุกทำลายป่าและรัฐบาล คสช.จริงจังอยู่ตอนปฏิวัติใหม่ๆ แล้วก็เงียบหายไป นี่คือประเทศไทย
บุญชัย (เพชรบูรณ์)


ตอบคุณ ‘บุญชัย’ เพชรบูรณ์
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับเพราะทำให้เราคนไทยต้องหันมามองตัวเองว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อรองรับกับอนาคตโดยเปรียบเทียบฟิลิปปินส์กับประเทศไทยของเรา

วันก่อนได้ติดตามผลสำรวจประชามติ หรือโพลล์หลายๆ สำนักแล้วผลออกมาในทิศทางเดียวกันว่าคนไทยยังไม่มั่นใจสถานการณ์การเมืองและไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะอยู่ได้นานสักเท่าไร และนี่เองจะส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงและมีปัญหาหลายอย่างรอการจัดการแก้ไข

มองไปยังฟิลิปปินส์ที่มีสภาพต่างๆ คล้ายไทยมาก แต่เวลานี้ของเราเริ่มดีขึ้นเพราะมีผู้นำที่ดีแม้จะเผด็จการแต่ก็ยังดีกว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแออยู่ไปวันๆ หรือปล่อยให้คนแวดล้อมใกล้ตัวทุจริตและทำตัวอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองเลยเละเทะแบบนี้

ผมชอบใจนโยบายให้เด็กเยาวชนของฟิลิปปินส์ที่จะจบการศึกษาต้องปลูกต้นไม้อย่างน้อยคนละ 10 ต้น ซึ่งหากไทยทำแบบนี้บ้างเราจะมีป่าไม้เขียวขจีทั่วประเทศและทำให้สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศดี และต่อไปปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งจะค่อยๆ หมดไป

เราต้องปลูกจิตสำนึกให้เด็กเยาวชนไทยมีจิตสำนึกรับผิดชอบไม่ต้องถึงกับออกกฎหมายบังคับแต่จะให้เป็นเด็กไทยรุ่นใหม่ที่อดทนเข้มแข็งมีคุณธรรม หนักเอาเบาสู้ แล้วต่อไปจะเป็นพลเมืองที่มีคุณธรรม สร้างชาติบ้านเมืองให้เจริญทัดเทียมนานาประเทศ
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอชื่นชมอดีตรัฐมนตรีที่รู้จักคำว่า “พอ”
 อย่าฝืนสังขาร แล้วชีวิตจะมีความสุข

ขอชื่นชมบุคคล 2 คนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. ที่แสดงถึงความพอ ไม่ต้องการในยศ ลาภ ตำแหน่งใดๆ อีกต่อไป

ขอบคุณคุณกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ และคุณชุติมา บุญยประภัศร รมช.พาณิชย์ ลูกๆ หลานๆ ก็คงจะดีใจไม่น้อยไปอยู่ที่บ้านสบายๆ กับครอบครัว ลูกๆ หลานๆ ดีกว่าร้อยเท่า อายุก็มากแล้วอย่าเอาอย่างบางคนหรือหลายๆ คนที่ไม่เจียมสังขาร อยากมีลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่รู้จบสิ้น

อยู่แบบสบายๆ กันอยู่อย่างดี ทั้งชาติก็ใช้ไม่หมด หากคนอย่างพวกผมมีแค่เศษเงินพวกคุณก็กินอยู่สบายๆ ทั้งชาติ ผมไม่อิจฉาคนไม่รู้จักพอ แต่อิจฉาคนที่รู้จักพอ
บำรุง (กำแพงเพชร)
