นักบิดจอมมักง่าย ฝันร้าย(บนบาทวิถี)ชาวกรุง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักบิดจอมมักง่าย ฝันร้าย(บนบาทวิถี)ชาวกรุง!

10 มิถุนายน 2562 – 09:32 น.
บนบาทวิถี,นักบิด,มอเตอร์ไซต์,ทางเท้า
เปิดอ่าน 1,965 ครั้ง

รายงาน…

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เวลาไม่ถึงปีตำรวจกับเทศกิจ กทม. ช่วยกันจับพวกมักง่ายขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าเกือบ 2 หมื่นราย ฟันค่าปรับอื้อซ่า 10 ล้านกว่าบาท

ตัวเลขการจับปรับโชว์ออกมาแบบนี้ แสดงว่าวงการสิงห์นักบิดบ้านเรามีพวกมักง่ายปะปนอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะตัวเลข 2 หมื่นรายที่ว่านี้ แค่เฉพาะพวกที่ถูกจับได้ตอนเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติงานเท่านั้นเอง แต่ยังมีพวกเล็ดลอดสายตา หรือพวกขับซ่าอยู่นอกพื้นที่กวดขันของตำรวจและเทศกิจอีกไม่รู้เท่าไร ?

บรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ทั้งหลายเห็นข้อมูลแบบนี้คงต้องทำใจว่า ภาพลักษณ์บนท้องถนนของชาวสองล้อเครื่องทุกวันนี้มันช่างแย่เอาเสียจริงๆ !

ยิ่งพักหลังมีรายงานข่าวเรื่องจักรยานยนต์ขับชนคนบนฟุตบาทอยู่บ่อยๆ ยิ่งเสียหายหนัก

หากจำกันได้ ครั้งที่นักเรียนหญิงโรงเรียนบดินทร์เดชา 3 ถูกหนุ่มเมสเซนเจอร์ขี่มอเตอร์ไซค์ชนบนทางเท้าจนได้รับบาดเจ็บ  บริเวณปากซอยลาดพร้าว 69 ใกล้กับโรงเรียน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โลกโซเชียลได้พากันประณาม ก่นด่า พวกขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีพฤติกรรมมักง่ายเห็นแก่ตัวอย่างหนักหน่วง แถมพาลไปถึงตำรวจว่าปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มอเตอร์ไซค์ยึดทางเท้าเป็นเลนจักรยานยนต์โดยไม่สนโลกแบบนี้ได้ไง

กระนั้น กรณีหนุ่มเมสเซนเจอร์จอมมักง่ายรายนี้ ถูกตำรวจดำเนินคดี 4 ข้อหา ทั้ง กระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390, ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน, ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุสมควร และ ขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 32, 43 (4) (7) (8), 157, 160

จากนั้นอีก 2 เดือนต่อมาเขาได้ถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่เจ้าตัวรับสารภาพและไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงปรานีเปลี่ยนโทษเป็นกักขัง 1 เดือน (กักขังในสถานที่กักขัง ซึ่งไม่ใช่เรือนจำ)

คำพิพากษาศาลในคดีนี้มีความน่าสนใจยิ่งเมื่อศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วบนทางเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้ใช้ทางเท้า จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้เสียหายซึ่งเดินบนทางเท้าได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองผู้ใช้ทางเท้า และยังเป็นการขาดจิตสำนึกต่อสังคมส่วนรวม

อีกทั้งจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้มาก่อน แต่ไม่ถูกจับดำเนินคดีอาญา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรอื่นใดที่จะรอการลงโทษ ซึ่งในที่สุดแล้วศาลได้สั่งให้กักขังจำเลยเป็นเวลา 1 เดือนดังกล่าว

ที่สำคัญจักรยานยนต์ของกลางของจำเลยนั้น ถือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลจึงมีคำสั่งให้ริบไว้ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

อย่างไรก็ตาม หนุ่มเมสเซนเจอร์ ได้ขอยื่นคำร้องขอประกันตัวเพื่ออุทธรณ์คดี ซึ่งศาลตีราคาประกันไว้ที่ 18,000 บาท

          *อันธพาลบนบาทวิถี*
กระแสสังคมจางลงไม่นาน ฝันร้ายบนทางเท้าก็หวนกลับมาตามหลอนชาวกรุงเข้าอีกจนได้

ศศะวสุ ช่ำชองยนต์ หนุ่มใหญ่วัย 55 ปี คือเหยื่อความเห็นแก่ตัวของคนที่ถูกจัดอยู่ในประเภท “อีช่อ” ซึ่งหมายถึงคนไม่เคารพ กฎ กติกา มารยาท ของสังคม ตามที่นักการเมืองสาวแห่งสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่บัญญัติขึ้น เป็นรายต่อมา

ศศะวสุ ถูกจักรยานยนต์เจตนาพุ่งชนจนล้มกลิ้ง เพราะเสียงบ่นปนด่าของเขาดังไปสะกิดต่อมอันธพาลของคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ขึ้นมาบนฟุตบาทตรงที่เขายืนอยู่โดยไม่ทันระวังตัว

ก่อนที่ ศศะวสุ จะถูกชน เขายืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ หน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติ ถนนหลานหลวง แขวงและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

ระหว่างนั้นมีชายขี่จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันขึ้นมาบนทางเท้าและบีบแตรไล่ แต่ ศศะวสุ ไม่ยอมหลีกทางให้และยังพูดจาต่อว่าไป ขณะที่มอเตอร์ไซค์คันนั้นก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรและขี่ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทว่าไม่ถึงนาทีต่อมา มอเตอร์ไซค์คันเดิมได้วกกลับมาและเจตนาพุ่งเข้าชน ศศะวสุ อย่างจังจนล้มคว่ำลงไปนอนกับพื้น ก่อนจะขี่หลบหนีไป หลายวันต่อมาตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนก่อเหตุมาได้ ปรากฏว่าเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าอยู่ที่ย่านโบ๊เบ๊ โดยสารภาพว่าโมโหที่ถูกคู่กรณีด่า ส่วนที่ต้องขับย้อนศรขึ้นมาบนทางเท้าก็เพราะเหตุผลมักง่ายคือ “รีบไปทำธุระ” ถ้าขับอ้อมจะเสียเวลาทำมาหากิน

*ไลน์แมนดวงซวยหวิดดับ*
หลังเหตุการณ์ของหนุ่มใหญ่ ศศะวสุ ผ่านไปไม่ถึง 3 เดือน ก็ถึงคราหนุ่มไลน์แมนดวงซวยโดนแว้นขาโจ๋วัย 19 ขี่มอเตอร์ไซค์ชนบนทางเท้ากับเขาบ้าง

เหยื่อนักบิดจอมมักง่ายรายล่าสุดนี้คือ ธนโชติ กลมเกลี้ยง พนักงานขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งของ “ไลน์แมน” ซึ่งในวันเกิดเหตุเขาได้รับออเดอร์จากลูกค้าให้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าใกล้ปากซอยเอกชัย 55  ย่านบางบอน

หลังจากได้ราดหน้าตามลูกค้าสั่งแล้ว ธนโชติ ซึ่งมีอาชีพที่ต้องใช้มอเตอร์ไซค์เป็นเครื่องมือทำมาหากินเหมือนกัน แต่เขาก็เคารพกฎจราจร ไม่เคยขี่รถขึ้นบนฟุตบาทเหมือนมอเตอร์ไซค์มักง่ายคันอื่น ก็รีบเดินออกจากร้านไปที่มอเตอร์ไซค์ของตนเองที่จอดอยู่ริมฟุตบาท

ทันใดนั้นก็มีจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่ขึ้นมาบนทางเท้าและพุ่งเข้าชนเขาจนร่างกระเด็นไปฟาดกับม้าหินริมทางจนแน่นิ่ง ไม่รู้สึกตัว

ธนโชติ ได้รับการช่วยเหลือจากอาสาสมัครกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่มีรายงานว่าอาการเขาเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนลูกค้าที่ฝากซื้อราดหน้ากับเขาก็ไม่มีรายงานเช่นกันว่าภายหลังต้องเปลี่ยนไปรับประทานอาหารอะไรแทน

 *จับเท่าไรไม่มีวันหมด*
สังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์กรณีหนุ่มไลน์แมนกันอย่างกว้างขวาง มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันโดยไม่ได้ข้อสรุปคือ “สันดาน” กับ “การปล่อยปละละเลย” อะไรแก้ง่ายกว่ากัน

แต่ที่แน่ที่สุดคือสามวันหลังจากนั้น ปฏิบัติการคืนพื้นที่ทางเท้าให้ประชาชนก็เริ่มขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง ตั้งแต่เช้าวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 โดย พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พร้อมชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร.(TACTICS) ตำรวจ บก.จร. ตำรวจ ทท. เทศกิจ ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมการขนส่ง บูรณาการกำลังกวดขันจับกุมผู้ฝ่าฝืนขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้าบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.

ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับผู้กระทำผิดขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าได้ทั้งหมด 104 ราย โดยเจ้าหน้าที่ บก.จร. พื้นที่ฝั่งธนฯ 50 ราย และเทศกิจพื้นที่ 50 เขต กทม. 54 ราย ขณะที่ข้อมูลจาก ผบก.จร.ระบุว่า บก.จร.มีผลการจับกุมผู้ขับขี่บนทางเท้าเดือนละ 100 กว่าราย ขณะที่ สน.ทั่ว บช.น. จับกุมต่อวันไม่ต่ำกว่า 700-800 ราย

ส่วนเทศกิจการจับกุมผู้กระทำผิดดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ถึงปัจจุบัน 19,899 ราย ยอดรวมชำระค่าปรับทั้งสิ้น 10,626,600 บาท ตัวเลขที่สูงขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้เจ้าหน้าที่จะเข้มงวดกวดขันในการจับปรับคนขับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้ามากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าพฤติกรรมมักง่ายเหล่านี้จะลดน้อยลงเลย

บางทีพฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดจาก “สันดาน” ที่ต้องยอมรับว่าแก้ยากจริงๆ อย่างที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกปากบ่นอย่างเหลืออดเมื่อครั้งที่ท่านลงมาสั่งการให้ 50 สำนักงานเขต สอดส่องและกวดขันไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเคร่งครัด หลังจากการเกิดเหตุมอเตอร์ไซค์ชนนักเรียนหญิงโรงเรียนบดินทร์เดชา 3

“ผมว่าคนขับต้องแก้พฤติกรรม และต้องแก้สันดานด้วยว่าอย่าไปทำแบบนั้น ผมไม่ได้พูดหยาบคาย เพราะสันดอนมันยังขุดได้ เอาจอบขุดได้ แต่สันดานขุดยาก ดังนั้น มนุษย์ต้องขัดเกลากันด้วยจริยธรรม คนที่ชอบขับขี่บนทางเท้า ลองคิดดูบ้างว่าลูกหลานของท่านโดนชนจะเป็นยังไง ฝากไปถามถึงคนที่ชนด้วยว่าถ้าคุณขี่ไปชนลูกตนเองบ้างจะรู้สึกยังไง”

 *เลิกมักง่ายและดูกฎหมายให้ชัด*
การขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า นอกจากมีความผิดในคดีการจราจรทางบกแล้ว ยังมีความผิดในคดีอาญา
ที่แย่ไปกว่านั้นพฤติกรรมเยี่ยงนี้เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้ใช้ทางเท้าอย่างน่าละอายที่สุด
สำหรับความผิดของผู้ขับขี่จักรยายนต์บนทางเท้าที่สำคัญคือ
1. พ.รบ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 43 (7) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร มาตรา 157 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 43(7) มีโทษปรับ 400-1000 บาท

2. พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 มาตรา 17(2) ห้ามมิให้ผู้ใดขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า มาตรา 56 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ส่วนผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ หากฝ่าฝืนมีโทษ ดังนี้

ครั้งที่ 1 ห้ามวิ่งรับจ้าง 1 เดือน ครั้งที่ 2 ห้ามวิ่งรับจ้าง 3 เดือน ครั้งที่ 3 ห้ามวิ่งรับจ้าง 6 เดือน

โรงพยาบาล ‘ธงฟ้า’ความฝันหรือความจริง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374894?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรงพยาบาล ‘ธงฟ้า’ความฝันหรือความจริง?

10 มิถุนายน 2562 – 09:05 น.
อ๊อด เทอร์โบ,โรงพยาบาล,โรงพยาบาลธงฟ้า
เปิดอ่าน 2,572 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ระยะนี้มีผู้แสดงความคิดเห็น เรื่องโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาพยาบาล และค่ายาแพงมาก จนมีการสอบสวน และให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.เรื่องราคาสินค้าและบริการเกินจริง

วันนี้มีจดหมายจากคุณ ‘อนุพล’ ลำพูน ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับโครงการนโยบายใหม่เรื่อง ‘โรงพยาบาลธงฟ้า’ โดยการริเริ่มของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหากทำได้จะเป็นทางเลือกของประชาชนซึ่งดีมากๆ

โครงการ ‘รพ.ธงฟ้า’ นี้จะให้กรมการค้าภายในดำเนินการหน่วยงานเดียว ยังไม่พอ แต่ต้องร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ณ เวลานี้กำลังจะมีรัฐ ครม.ใหม่ และต้องรอนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และสาธารณสุข ว่าจะไปทิศทางใด และจะสานต่อโครงการ ‘รพ.ธงฟ้า’ หรือไม่?

‘รพ.ธงฟ้า’ จึงอาจจะเป็นเพียงความฝันแทนที่จะเป็นความจริง – ประชาชนก็ต้องทนรอกันต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘โรงพยาบาลธงฟ้า’ ทำได้หรือ?
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาในวันประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้นายกฯ คนเดิม ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ แบบสบายๆ เพราะดูแล้วหลายๆ พรรคที่ทำท่ายึกยักแล้วในที่สุดก็เข้าร่วมรัฐบาลดังเป็นที่ทราบกันอยู่

ขอฝากถึงผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ให้สานต่อนโยบายที่ดีมากๆ ของกรมการค้าภายใน เกี่ยวกับเรื่องโรงพยาบาลธงฟ้า ซึ่งผมสารภาพว่า เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก และเห็นว่าเป็นเรื่องดีมากๆ ซึ่งขอสรุปย่อๆ ให้เป็นข้อมูลพอสังเขปว่า

โครงการ “โรงพยาบาลธงฟ้า” ร่วมมือกับ โรงพยาบาลเอกชน ที่คิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลไม่แพงจนเกินไป ให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชนที่ต้องการใช้บริการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ปัจจุบันยังมีโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง หรือประมาณ 30-40% ของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด คิดค่ายา และค่ารักษาไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชนด้วยกัน โดยโรงพยาบาลเอกชนรายใดเข้าร่วม กรมจะมอบตราสัญลักษณ์ให้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ และมาใช้บริการ

ทั้งนี้จะสำรวจเรื่องราคาซื้อ และขายยา เวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ จากโรงพยาบาลเอกชนครบถ้วนทุกรายก่อน การส่งข้อมูลดังกล่าว เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 52 พ.ศ.2562

โดยให้การแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล โดยโรงพยาบาลต้องแจ้งราคามาที่กรม ภายใน 45 วัน หรือภายในกลางเดือนกรกฎาคม 2562

ขณะนี้เห็นรัฐบาลเอาจริงเอาจังเรื่องโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาแพงมาก ทำให้เจ้าของโรงพยาบาลรวยเอาๆ เป็นมหาเศรษฐีประเทศไทย
อนุพล (ลำพูน)


 คุ้งบางกระเจ้า
 ปอดของกรุงเทพ
(เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ)

ผมเพิ่งไปเที่ยวบางกระเจ้ามาเมื่อต้นเดือนครับ หลังจากทราบจากเพื่อนที่ชอบขี่จักรยาน และอีกคนชอบวิ่งออกกำลังว่า หากมีเวลาควรจะไปสัมผัสกับแหล่งโอโซนของ กทม. ซึ่งไปมาสะดวกมาก

ก็เป็นจริงสมคำเล่าลือครับ เพราะบางกระเจ้ามีต้นไม้ มีความร่มรื่น เงียบสงบมากๆ ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าบางกระเจ้านี่เป็นของใคร หรือหน่วยงานใด แต่อยากให้มีหน่วยงานพิเศษอนุรักษ์บางกระเจ้า และจัดระเบียบให้ดีก่อนจะมีปัญหาตามมา หากคนไปเยอะๆ แบบตลาดน้ำ หรือ สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งทั่วประเทศ

ผมไปค้นข้อมูลมาแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้เห็นถึงความสำคัญและเรื่องดีๆ ของบางกระเจ้าว่า

คุ้งบางกระเจ้าถือเป็นเหมือนกับปอดใกล้กรุงเทพฯ ปัจจุบันยังมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และถือเป็นแหล่งผลิตโอโซนลำดับ 7 ของโลก

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศให้คุ้งบางกระเจ้ารวมพื้นที่ทั้งสิ้น 11,819 ไร่ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ บางกระเจ้า บางน้ำผึ้ง บางกอบัว บางกระสอบ บางยอ และบางคนอง

จึงขอเชิญชวนให้ไปสัมผัสกับความสุขในชีวิตที่คุ้งบางกระเจ้า ซึ่งไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศหรือต่างๆ จังหวัด แล้วจะพบว่าการอยู่กับธรรมชาติเป็นเรื่องดีจริงๆ
อาทร (พญาไท)

 เรียน คุณ ‘อาทร’ พญาไท
ผมมีข่าวดีมาแจ้งเพิ่มเติมให้ทราบว่าทาง ปตท., ผวจ.สมุทรปราการ และมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาคุ้มบางกระเจ้าให้เป็นสีเขียว โดยจะมีการปลูกต้นไม้ และมีองค์กร และเอกชนต่างๆ ร่วมด้วย

สำหรับรายละเอียดต่างๆ นั้น มีมากมาย ขอเรียนให้ทราบว่าจะมีการจัดระบบใหม่คุ้งบางกระเจ้า ซึ่งทางกรมป่าไม้จะให้ผู้ชำนาญการวางท่อระบายน้ำ และจัดเตรียมพื้นที่ปลูกต้นไม้ และหาพันธุ์ไม้ให้ด้วย

เชื่อว่าหากมีหน่วยงานร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนเช่นนี้ คุ้งบางกระเจ้าจะเป็นแหล่งโอโซนที่เหมือนกับปอดของกรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียง
อ๊อด เทอร์โบ


ตำรวจใส่’เกียร์บุก’ลุยกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจใส่’เกียร์บุก’ลุยกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศ

10 มิถุนายน 2562 – 08:39 น.
สายตรวจระวังภัย,กวาดล้าง,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 18,127 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   สุริยา ปะตะทะโย

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดที่ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจ” ก็จัดแผน งัดทุกยุทธวิธีในการป้องกันและปราบปรามตามนโยบายของรัฐบาล โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่จนแล้วจนรอดทุกวันนี้ปัญหายาเสพติดยังคงอยู่และดูเหมือน “ยิ่งจับยิ่งเยอะ” ซึ่งจะเห็นได้ตามข่าวที่ปรากฏ ทุกครั้งที่มีการยึดของกลางโดยเฉพาะ “ยาบ้า” ที่ขยับจากหลักหมื่นเม็ด มาเป็นแสน ก้าวกระโดดมาเป็นหลักล้าน และสิบล้านเม็ดขึ้นไป ทั้งที่โทษสูงถึงประหารชีวิตแต่ก็ยังมีคนกล้าเสี่ยงไม่กลัวตาย

แน่นอนว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังตั้งไข่ก็จะมีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ซึ่งฝ่ายตำรวจเองถึงแม้จะดำเนินการปราบปรามมาอย่างต่อเนื่องก็ต้องใส่ “เกียร์บุก” เดินหน้าปราบปรามต่อไปรับรัฐบาลใหม่ที่ต้องมีนโยบายเรื่องนี้อย่างแน่นอน โดยเร่งขับเคลื่อนกวาดล้างยาเสพติดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เน้นเครือข่ายที่แฝงตัวอยู่ตามแหล่งชุมชน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษกตร.) เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนตามนโยบายที่ผ่านมาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการปราบปรามและกวาดล้างยาเสพติด โดยเฉพาะเครือข่ายยาเสพติดที่แฝงตัวอยู่ในแหล่งชุมชน ว่า พล.อ.ประวิตร ชื่นชมการทำงานที่เข้มข้นและจริงจังของหน่วยงานภาครัฐ ตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. ศูนย์รักษาความปลอดภัย และฝ่ายปกครอง ที่บูรณาการทำงานเชิงรุกกับภาคประชาชน ร่วมกันให้เบาะแสในการสกัดกั้น กวาดล้างจับกุมผู้ค้ายาเสพติด พรัอมสืบสวนขยายผลนำสู่การตรวจยึดยาเสพติดและจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน พื้นที่ชั้นใน และพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ได้กำชับและสั่งการไปยังกองบัญชาการทุกภาคส่วนให้ข้บเคลื่อนการปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ โดยให้ กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.), กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.), สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บช.ทล.) บูรณาการทางด้านการข่าว เฝ้าระวัง สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงขนส่งยาเสพติดจากพื้นที่ตามแนวชายแดน หรือพื้นที่ชั้นนอก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาส ลักลอบ ลำเลียงยาเสพติดและสารตั้งต้นเข้าไปพื้นที่ ชั้นกลาง ชั้นใน หรือแหล่งชุมชน เมือง

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (บช.ภ.1-9) มุ่งเน้นการปราบปรามจับกุม ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ลำเลียงยาเสพติด ทั้งรายใหญ่และรายย่อยในทุกระดับชั้น โดยให้ซักถาม สืบสวนขยายผลไปถึงแหล่งเงินทุน นายทุน เครือข่ายผู้ร่วมขบวนการ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ตลอดจนการบูรณาการร่วมกันกับทหาร ฝ่ายปกครอง และภาคส่วนประชาชนในการแจ้งเบาะแส การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เพิ่มมาตรการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในเส้นทางหลัก เส้นทางรอง ในการตรวจคัดกรองยานพาหนะต่างๆ บุคคลต้องสงสัยอย่างเข้มงวด ตลอดจนเพิ่มมาตรการกวาดล้างปราบปรามยาเสพติดในหมู่บ้าน ชุมชน เฝ้าระวัง ผู้เสพยาเสพติดในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อส่งต่อกระบวนการบำบัดฟื้นฟู

ยาเสพติดถือเป็นต้นตอของการก่ออาชญากรรม กระทบความสงบสุขในสังคมและความมั่นคงของชาติ แม้จะยิ่งปราบเหมือนจะยิ่งเยอะ ก็ต้องเดินหน้าลุยปราบกันต่อไป..!!

หมดโปรโมชั่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมดโปรโมชั่น

10 มิถุนายน 2562 – 08:22 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,หมดโปรโมชั่น,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,598 ครั้ง

หมดโปรโมชั่น บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บันทึกชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบ 500 ต่อ 244 เสียง ถือเป็น   ความท้าทายอีกครั้งในการเข้ามาบริหารประเทศสมัยที่สอง ที่รูปแบบการทำงานจะปรับเปลี่ยนไปจากบุคคลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจัดสรรเข้ามา เข้าสู่การเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยที่มีนักการเมืองตัวจริงเสียงจริงเข้ามาข้องเกี่ยวในระบบรัฐสภามากยิ่งขึ้น ว่ากันว่าเวทีแห่งนี้เต็มไปด้วยนักการเมืองชนิดเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งก็คือฝ่ายค้านที่มีทั้งในและนอกสภา ยิ่งสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แล้ว การบริหารประเทศของผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ในยุคนี้ไม่ง่ายแน่ แม้แต่การจัดสรรคณะรัฐมนตรีที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้

ไม่เพียงแค่ความท้าทายทางการเมืองเท่านั้น เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 77.7 ต่ำสุดในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นหลัก สะท้อนจากดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ระดับ 71.9 นอกจากนี้ความกังวลปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกไทย และราคาสินค้าเกษตรยังคงทรงตัวระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อชะลอตัว คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงครึ่งแรก เพราะสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงชัดเจนขึ้น ซึ่งหากสงครามการค้าสหรัฐและจีนไม่เกิดความรุนแรง เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะเดียวกันปัจจัยการเมืองในประเทศที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า อาจส่งผลให้การจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาดไว้ จึงมีข้อเสนอจากภาคเอกชนว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี ที่จะเข้ามากระตุ้นให้เกิดการใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจะสานต่อในเรื่องที่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลชุดนี้ต่อไป เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะหากทิ้งกลางคันไปเริ่มใหม่ก็จะเสียเวลา เพราะการลงทุนได้เริ่มไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนในระยะยาว รัฐบาลควรจะเร่งพัฒนาการศึกษา และการสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับการขยายตัวของอีอีซี และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

เห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นโจทย์สำคัญที่รอรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาแก้ไข หลังจากทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ครม.ชุดใหม่ก็จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณในช่วงเดือนกรกฎาคม 15 วันจากนั้นก็จะมีการแถลงนโยบาย รัฐบาลประยุทธ์สองก็จะเดินหน้าทำงาน  แม้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 อาจจะล่าช้าไปถึงต้นปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศครึ่งปีหลัง แต่รัฐบาลสามารถใช้งบกลางหรืองบที่เหลือแต่ละกระทรวง เพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.5 ตามที่ได้มีการวางเป้าหมายไว้ เห็นได้ว่าทุกมิติปัญหาชาติเป็นเรื่องที่เร่งทำ จึงเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลต้องหาข้อตกลงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือโปรโมชั่นให้สนุกกันอีกแล้ว

ส่องครม.ตู่ 2/1 ยิ่งกว่าฤาษีเลี้ยงลิง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374797?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องครม.ตู่ 2/1 ยิ่งกว่าฤาษีเลี้ยงลิง

8 มิถุนายน 2562 – 10:33 น.
ครม,ครมตู่ 21,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,โผครม,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 15,068 ครั้ง

ข่าว เนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 8 มิถุนายน 2562

*********************

บ่ายแก่ๆ วันที่ 7 มิถุนายน 2562 อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารว่าหลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระบวนพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ

กรรมการบริหารพรรค พปชร. จึงมีมติให้ “สนธิรัตน์” เป็นหัวหน้าคณะทำงานร่างนโยบายและผู้ประสานงานพรรคร่วมในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายภาพรวมของรัฐบาล

ทุกสำนักข่าวรายงานตรงกันว่าการจัดโผรัฐมนตรีอาจจะล้างไพ่บางส่วนจากที่แกนนำพรรคพปชร.ได้เจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลไว้ในการดีลรอบแรก

ตามโผเดิม พรรคประชาธิปัตย์ 8 ตำแหน่ง 1.รองนายกรัฐมนตรี 2.รมว.พาณิชย์ 3.รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 4.รมว.เกษตรและสหกรณ์ 5.รมช.มหาดไทย พ่วงอีก 3 รมช.

ส่วนพรรคภูมิใจไทย 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.รองนายกรัฐมนตรี 2.รมว.สาธารณสุข 3.รมว.คมนาคม 4.รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา 5.รมช.มหาดไทย พ่วงด้วย รมช. อีก 3 ตำแหน่ง

พรรคชาติไทยพัฒนา 2 ตำแหน่ง คือ 1. รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.รมช.เกษตรฯ

ที่เหลืออีก 19 ตำแหน่งต้องจัดสรรร่วมกันในพรรคพลังประชารัฐ, พรรคพลังท้องถิ่นไทย, พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา

          ปัญหาการจัดคณะรัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัวเพราะแกนนำพรรคพลังประชารัฐรู้สึกไม่พอใจที่ “กระทรวงเศรษฐกิจ” ตกไปอยู่ในมือพรรคร่วมรัฐบาล จนทางพรรคแกนนำไม่เหลือกระทรวงหลักไว้สร้างผลงาน

แกนนำทุกมุ้งในพปชร.ประสานเสียง หากพรรคไม่ได้คุม “คมนาคม-พาณิชย์” ก็บริหารยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจได้ยาก

ด้านพรรคปชป. ก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเสียงสนับสนุนลุงตู่แบ่งเป็น 2 สาย แยกเดินคนละทาง

ขั้ว จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคนั้น “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคเปิดดีลกับ “พี่ใหญ่” ได้รัฐมนตรีเกรดเอ 3 กระทรวง

ขั้ว 3 ทหารเสือ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค-กรณ์ จาติกวณิช-ถาวร เสนเนียม” ก็ต่อสายเปิดดีลกับคนในค่ายพลังประชารัฐ

สำหรับพรรคภูมิใจไทยเจรจาไม่ยากเพราะมีผู้มีบารมีนอกพรรคคอยทุบโต๊ะ เรียกว่าคุยคนเดียวจบ หากทาง พปชร.ต้องขอคืน “คมนาคม” เอา “พลังงาน” ไปแทน และแถมเก้าอี้รัฐมนตรีช่วย

ที่จบไปแล้วคือพรรคชาติไทยพัฒนา และกลุ่ม 10 พรรคจิ๋ว ที่จะได้ตำแหน่งกรรมาธิการแทน

มีรายงานข่าวว่า “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” คงจะหันหน้ามาพูดคุยกันเพื่อให้การเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมมากจนเกินไป ทั้งในส่วน พปชร. และพรรคร่วมรัฐบาล

          สรุปว่า “บิ๊กตู่” จะดูโผครม.ใหม่ทั้งหมด และจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือ “บริหารจัดการอำนาจ” อีกหน

พี่น้องพยัคฆ์บูรพา ฝ่าดงระเบิด”นักเลือกตั้ง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่น้องพยัคฆ์บูรพา ฝ่าดงระเบิด”นักเลือกตั้ง”

8 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
ครม,ประยุทธุ์,นายกรัฐมนตรี,บิ๊กป้อม,มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด,มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,รัฐบาลประยุทธ์ 2,เผด็จการ
เปิดอ่าน 5,148 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 มิ.ย.2562

**************

สอบผ่านยกแรกที่ประชุมร่วมสองสภาโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ยกต่อไปก็เป็นการจัดคณะรัฐมนตรีที่มาจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงการเกลี่ยตำแหน่งทางการเมืองให้พรรคขนาดเล็กอีก 10 กว่าพรรค

นักรัฐศาสตร์บางกลุ่มเรียก “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ในทางทฤษฎีว่าเป็นระบอบ “อำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง” (Eletoral Authoritarianism)

ระบอบอำนาจนิยมในหลายประเทศได้อาศัยกระบวนการเลือกตั้งมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองด้วยการอ้างเสียงสนับสนุนข้างมากทำให้เกิดอำนาจนิยมแบบใหม่

ภาพจาก Wassana Nanuam

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มาถ่ายทอดความเห็นของพล.อ.ประยุทธ์ หลังได้รับทราบผลโหวตในรัฐสภาว่า คะแนนเสียงที่มากกว่านั้นได้มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อน แล้วค่อยรวมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาเป็น 500 คะแนน ซึ่งก็เป็นไปตามกติกา

จะอย่างไรก็ตาม วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การเลือกนายกฯ รัฐธรรมนูญเป็นไปตามกติกาที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยสิ่งสำคัญประชาชนต้องยอมรับในกติกาในรัฐธรรมนูญด้วย

“วุฒิสาร” เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็ต้องทราบในเงื่อนไขอยู่แล้วว่า การทำงานจากนี้ไปจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีเอกภาพไปสู่กระบวนจัดการบริหารแบบปกติ ในคณะรัฐมนตรีมีนักการเมืองมากกว่าทหาร และมีการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

มาจากรัฐธรรมนูญ 60

ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดการเมือง วาทะร้อนๆ “เราไม่ได้พ่ายแพ้ แต่ชัยชนะของเราถูกปล้นไป” ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงถูกแชร์ไปในสื่อโซเชียลยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

จริงๆ แล้ว พรรคอนาคตใหม่ ได้ปูพรมแคมเปญหยุดการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “ธนาธร” ปลุกกระแสต้าน “250 ส.ว.” ว่าเป็นผลไม้พิษของ คสช.

พรรคการเมืองที่อ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็ทราบดี รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 นั้น ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว โดยจัดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 มีประชาชนคนไทยทั่วประเทศมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด 50.07 ล้านเสียง

ที่สำคัญในการออกเสียงประชามติครั้งนั้นมีคำถามที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ต้องตอบทั้งสิ้น 2 ข้อ ได้แก่ 1.การรับรองร่างรัฐธรรมนูญว่าจะ “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช … ทั้งฉบับ” 2.การให้ความเห็นชอบคำถามพ่วงว่าจะให้ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

          ผลการลงคะแนนเสียงในประเด็นคำถามพ่วงนี้ ปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ขณะที่เสียงส่วนน้อย 10,926,648 คน (41.93%) ไม่เห็นด้วย

เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 272 ให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยมติของสภาร่วม (ส.ส.+ส.ว.)

มาจากยุคทักษิณ

ค่อนข้างแน่ชัดว่าคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 1 จะได้ไปต่อในรัฐบาลใหม่เพียง 3 คนคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และวิษณุ เครืองาม

ดูเหมือนว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะอยู่ในความสนใจของนักข่าวมากกว่าใครเพื่อน มีการสอบถามเกือบทุกวันว่า จะได้นั่งในตำแหน่งเดิมหรือไม่? อันเนื่องจาก “บิ๊กป้อม” กลายเป็นตำบลกระสุนตกในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ในรอบ 60 ปี ไม่มียุคใดสมัยใดที่จะมีนายทหารจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือที่นักข่าวชอบเรียกว่า “บูรพาพยัคฆ์” ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกติดต่อกัน ตั้งแต่คนที่ 36 จนถึงคนที่ 39

ผู้ที่กรุยทางให้รุ่นน้องจากนักบูรพาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำกองทัพถึง 4 คนคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 34

ยุครุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย ดันแคน แมคคาร์โก และอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ วิจารณ์ว่าเป็นการนำทหารกลับสู่การเมืองอีกครั้ง ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ต้องการมีอำนาจเหนือทหาร ด้วยการนำทหารกลับสู่การเมืองมาเป็นฐานอำนาจทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้มแข็งและลดโอกาสการทำรัฐประหาร

ด้วยเหตุนี้ทักษิณจึงแต่งตั้งผบ.ทบ.ให้อยู่ในตำแหน่งได้คนละ 1 ปี และ “บิ๊กป้อม” ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนายทหารรุ่นพี่ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีกลาโหม (ปี 2547), เสนาะ เทียนทอง และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ได้เป็น ผบ.ทบ.คนที่ 34

จังหวะที่ “บิ๊กป้อม” เป็นแม่ทัพบก จึงได้ขยับน้องรัก 2 คนที่เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ “บ้านทหารเสือ” คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มีตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพภาคที่ 1

พล.อ.ประวิตร เติบโตบนเส้นทางเหล็กในยุคการเมืองครอบงำทหาร หรือยุค “ทหารพาณิชย์” ซึ่งเวลานั้นมีอดีตนายทหารใหญ่เข้าไปทำงานการเมืองกับทักษิณมากกว่า 10 คน

          “บิ๊กป้อม” จึงมีบุคลิกใกล้เคียงกับนักการเมืองยุคโบราณคล้าย “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มือประสานสิบทิศสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร บิ๊กป้อมเป็นคนมี “พวกเยอะ” เหมาะสมกับระบอบการเมืองอุปถัมภ์แบบไทยๆ

หลังเกษียณอายุราชการ พล.อ.ประวิตร ได้สร้างมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่มีสำนักงานอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.) เป็นศูนย์รวมเพื่อนพ้องน้องพี่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายทหารอาชีพ โตมาบนเส้นทางที่ “พี่ป้อม” กรุยทางไว้ให้ จึงมีข้อจำกัดในการคบค้าสมาคมกับ “คนนอกสายทหาร”

          ฉะนั้นในวันที่รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนักเลือกตั้ง การที่มีพี่ใหญ่ยืนอยู่เคียงข้างมีจำเป็นอย่างยิ่ง

“ส้มหวาน” รู้จักซะบ้าง “ไผ่” สหายรัก “วัน บางบอน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374798?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้มหวาน” รู้จักซะบ้าง “ไผ่” สหายรัก “วัน บางบอน”

8 มิถุนายน 2562 – 08:44 น.
ไผ่ ลิกค์,ไผ่ วันพอยท์,ดิว -ไผ่ วันพอยท์,วัน อยู่บำรง,สส,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 38,192 ครั้ง

ข่าว เนชั่นสุด หนังสิอพิมพ์ คมชัดลึก 8 มิถุนายน 2562

*******************

ได้ยินวาทกรรม “ปล้นชัยชนะ” แล้วมันคันมือยิบๆ “ไผ่ ลิกค์” หรือ “ไผ่ วันพอยท์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ เลยต้องโพสต์เฟซบุ๊กสั่งสอน ส.ส.น้องใหม่ “คุณพ่อค่ายส้มหวาน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปพอหอมปากหอมคอว่า

          “ไม่มีใครปล้นหรอกครับ เพราะถ้าวันนี้เสียงฝั่งฝ่ายค้านปัจจุบันชนะจะไม่มีการส่งชื่อคุณธนาธรมาแน่นอน เพราะทางพรรคเพื่อไทยจะส่งคนของเขามา คุณธนาธรจึงเป็นแค่หมากตัวนึงไม่ใช่ขุน วันนี้ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยไม่ได้ชอบสิ่งนี้เท่าไหร่ เพราะคุณธนาธรคือคู่แข่งโดยตรงของพวกเขา เพราะฐานเสียงเดียวกันไม่มีใครเอาลูกเขามาเลี้ยงเอาเมี่ยงเขามาอม แล้วไม่หวังอะไรนะครับ”  

ขาเชียร์บอกอูย..แรง และเจ็บสุดๆ แต่ที่จริงมันก็สะท้อนภาพการเมืองไทยอย่างดีว่า ทุกคนต่างเป็นหมาก เป็นเบี้ยพอๆ กัน เพราะขุนก็ยังเป็นขุนวันยังค่ำ!

สร้างชื่อ ไผ่ วันพอยท์

ขาเม้าท์บอกว่าที่ ส.ส.เมืองกล้วยไข่คนนี้ โมโหเดือด ไม่ใช่แค่เพราะสถานะความเป็นฝั่งตรงข้ามพรรคอนาคตใหม่ ก็ต้องแอ็กชั่นให้คุ้มค่า

แต่เลือกตั้งที่ผ่านมาแม้ว่าพลังประชารัฐจะคงครองเก้าอี้ทั้ง 4 เขต และเขต 1 ยังเป็นของไผ่ แต่ความแรงของอนาคตใหม่ก็ทำเอาฝ่ายแชมป์หนาวๆ ไปเหมือนกัน

พูดถึงไผ่จะว่าไปคนไทยก็จดจำเขาในนาม “ไผ่ วันพอยท์” ที่สร้างชื่อขึ้นมาด้วยตัวเองมากกว่า

กล่าวคือหลังจากที่เรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และสานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวอยู่พักหนึ่งจนย้ายสายไปทำสิ่งที่รักอย่างธุรกิจรถยนต์และเต็นท์รถมือสอง

 ไผ่เป็นหนึ่งในนักแข่งของทีมวันพอยท์ ที่โลดแล่นในถนนคนรักรถมานาน จนมีชื่อชั้นในระดับที่ใครได้ยินก็ต้องหยุดฟัง

อย่างไรก็ดีพลังของไผ่ที่มีอยู่แล้วเป็นทุนก็มีมาก เพราะเขาเป็นบุตรชายของ “เรืองวิทย์ ลิกค์” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกำแพงเพชร ส.ส.หลายสมัย ตั้งแต่ปี 2526-2548 เป็นอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ก็ยังเป็นคนใหญ่แห่งธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และการทำฟาร์มพ่อพันธุ์โคขุนนำเข้า

ซึ่งสิ่งนี้ยังนำพาให้ไผ่ได้มาเติบโตในเส้นทางการเมืองเช่นกัน หลังบิดาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปอยู่บ้านเลขที่ 111 ไผ่จึงลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน

          ครั้งแรกไม่ได้รับการเลือกตั้งไม่เป็นไร โอกาสมาตอนปี 2554 กระแสปูแดงพาไผ่ได้เก้าอี้ส..กำแพงเพชร เขต 1 และได้เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกด้วย

จนแม้การเมืองเปลี่ยน ไผ่ย้ายสังกัดไปพลังประชารัฐ การได้เก้าอี้ส.ส.กำแพงเพชรที่เดิมก็น่าจะยืนยันพลังของตนเองที่มีอยู่เป็นอย่างดี

ไผ่ กับคนดังบางบอน

นอกเหนือจากมุมการเมือง มุมหนึ่งในความจดจำของคนไทย ไผ่ วันพอยท์ มักไปมีชื่อโผล่อยู่ตามข่าวคราวร้อนๆ ท่วงทำนอง “นักรถ นักเลง” อยู่เสมอ

ช่วงหนึ่งก็เป็นข่าวรักๆ เลิกๆ กับดาราสาวร่างเล็ก “ดิว” อริสรา ทองบริสุทธิ์

          แต่ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งภาพไผ่กับคนดังบางบอน “วัน อยู่บำรุง” ก็เป็นอีกภาพที่คนไทยเห็นบ่อย และรู้สึกตรงกันว่าไม่แปลกใจที่สองคนนี้จะสนิทชิดเชื้อกัน

คงไม่เพียงเพราะกฎของ “แรงดึงดูด” ที่คนซึ่งชอบอะไรเหมือนๆ กัน ก็มักจะได้เจอกันในสถานที่แบบเดียวกัน

แต่อาจเพราะความเกี่ยวพันในความเป็นคนพรรคนายใหญ่ ของทั้งฝ่าย “ตระกูลลิกค์” และ “ตระกูลอยู่บำรุง” มาเนิ่นนาน

          จนแม้ถึงวันที่ไผ่ย้ายสังกัดภาพที่ทั้งคู่โอภาปราศรัยกันในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก “ลูกพี่วัน” สอบติดเป็น ส..บางบอน พรรคเพื่อไทยสมัยแรก เข้าสภาตามฝ่ายน้องไผ่ ก็ยืนยันในความสัมพันธ์ไม่เลือกสังกัดเป็นอย่างดี

นอกจากนี้คงจำกันได้ราวปี 2559 ตอนที่ อาชวิน อยู่บำรุง หรือกาโม่ ลูกชายคนโตของเสี่ยวัน มีเรื่องราวกับคนในแก๊งวันพอยท์ จนเกิดดราม่าเป็นข่าวใหญ่ ว่างานนี้มีเสียพี่เสียน้องกันแน่ๆ

ปรากฏว่าครั้งนั้นฝ่ายไผ่ซึ่งอายุน้อยกว่า 4 ปี ก็อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไปเคลียร์รุ่นพี่จนมีภาพจุ๊บแก้มจบลงด้วยดี พร้อมข้อความ “จบข่าวสั้น…เข้าใจตรงกันนะ #ใจถึงพึ่งได้”

ขณะที่ด้านไผ่ก็ได้โพสต์ภาพเดียวกันในไอจี paionepoint พร้อมข้อความ “รู้เรื่อง นะคับ พี่คือพี่”

มาวันนี้ต่อให้หัวหน้าเครือข่าย “ใจถึง พึ่งได้” จะโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถล่มคนฝ่ายเดียวกับไผ่ยังไง เช่นว่า อยากรู้จังครับท่าน…ตอนเด็กๆ เป่ายิ้งฉุบเคยชนะเพื่อนบ้างมั้ยถ้าไม่โกง!!!!!”

ขนาดป้ายหาเสียง ยังยืมสโลแกน “ใจถึงพึ่งได้” ของพี่รักมาใช้เลย

ในฐานะน้องรัก ไผ่ก็คงไม่ร้อนรน ไปสวนกลับอะไรเหมือนที่ทำกับ “พ่อของฟ้า” หรอกนะจะบอกให้ ให้รู้ด้วยว่าใครเป็นใคร จบนะส้ม…

“ตู่ 2” ฟ้าฮ้องบึ้ม อย่าลืม “รัฐมนตรีอีสาน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตู่ 2” ฟ้าฮ้องบึ้ม อย่าลืม “รัฐมนตรีอีสาน”

7 มิถุนายน 2562 – 12:07 น.
สุพล ฟองงาม,พรรคพลังประชารัฐ,สส,เลือกตั้ง 2562,เอกราช ช่างเหลา,วิรัช รัตนเศรษฐ,เก้าอี้รัฐมนตรี,นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
เปิดอ่าน 7,736 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 7 มิ.ย.62

*******************

          เป็นไปตามความคาดหมาย พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโหวตจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ แต่จะบริหารประเทศได้ราบรื่นแค่ไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไป 

          เสียงจากประชาชนอีสาน มีทั้งยินดี และผิดหวัง แต่กองเชียร์พลังประชารัฐ ก็คาดหวังว่า นายกฯ ลุงตู่ จะแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน หากทำให้การค้าการขายดีขึ้น คนอีสานคงจะหันมาเชียร์ลุงตู่มากขึ้น

รัฐมนตรีคนโคราช

น่าตกใจมาก เมื่อ ส..พรรคพลังประชารัฐ 117 คนทั้งประเทศ ปรากฏว่า ส..อีสาน มีอยู่แค่ 14 คน นับว่าเป็นจุดอ่อนของพรรค ที่ต้องรีบแก้ไขในช่วงที่เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ 

          ฉะนั้น โอกาสที่จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี คงไม่เกิน 1-2 ตำแหน่ง แต่สนามอีสานใหญ่โต มี ส..หลักร้อย พรรคพลังประชารัฐ จะปล่อยปละละเลยอย่างนั้นหรือ?

          ไล่รายชื่อผู้แทนอีสานของ พปชรเริ่มจากบัญชีรายชื่อ คน ได้แก่ วิรัช รัตนเศรษฐสุพล ฟองงาม และเอกราช ช่างเหลา

บ้านรัตนเศรษฐ์ ทัศนาพร ทัศนียา วิรัช อธิรัฐ และ ทวิรัฐ 

          ส่วน ส..เขต ขอนแก่น วัฒนา ช่างเหลา ,สุรินทร์ ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์อุบลราชธานี ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ชัยภูมิ เชิงชาย ชาลีรินทร์ และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ 

          นครราชสีมา ได้ ส..มากที่สุด คน ได้แก่ คลังทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ,แบงก์อธิรัฐ รัตนเศรษฐทัศนียา รัตนเศรษฐ ,ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ,เกษม ศุภรานนท์ และสมศักดิ์ พันธ์เกษม

          เมื่อตระกูลรัตนเศรษฐ ชักแถวเข้าสภา วิรัชอาสารับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล และวาดหวังจะให้ลูกชาย “คลังทวิรัฐ” ได้เป็นรัฐมนตรี เพื่อสานต่อนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

          ไม่ต้องบนย่าโม ก็ไม่พลาดเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะเสี่ยตั้นการันตี

เอกราช” ลุ้นเก้าอี้

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เอกราช ช่างเหลา เศรษฐีเมืองขอนแก่น ถูกวางตัวให้เป็นแม่ทัพอีสานคนหนึ่ง โดยรับผิดชอบสนามขอนแก่น ,บึงกาฬ ,หนองคาย  และหนองบัวลำภู

เฉพาะขอนแก่น 10 เขต เสี่ยเอกราช หวังเบียดพรรคเพื่อไทยให้ได้อย่างน้อย เขต เมื่อสงครามเลือกตั้งเข้าโค้งสุดท้าย กระแสไม่เอา คสชไม่เอาลุงตู่ ในอีสานแรงขึ้นเรื่อยๆ 

เอกราช ช่างเหลา

สุดท้ายเสี่ยเอกราช ต้องหันไปทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดไปที่เขต ขอนแก่น จนทำให้ “วัฒนา ช่างเหลา” เอาชนะผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อไทยไปได้อย่างขาดลอย

วัฒนา ช่างเหลา

          ว่ากันว่า เสี่ยเอกราชได้เรียกร้องให้แกนนำพรรคพลังประชารัฐ จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่ ส..ภาคอีสาน เพื่อจะสร้างผลงานให้คนอีสานได้ประจักษ์

มีพรายกระซิบ ผู้มากบารมีภาคเหนือ กำลังล้อบบี้ผู้ใหญ่ให้เสี่ยเอกราชได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ เพื่อรักษาฐานเสียง

รอล้างตาศึกท้องถิ่น

ก่อนวันเลือกตั้ง “สุพล ฟองงาม” แม่ทัพอุบลฯ พรรคพลังประชารัฐ คาดหวังว่า 10 เขต ที่คัดผู้สมัครเกรดไม่ธรรมดาลงสนาม แต่ก็ได้เข้าสภาฯมาแค่คนเดียวคือ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ เขต 

ที่เจ็บปวดที่สุดเขต แมงปอโยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวคนสวยของสุพล พ่าย ..เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ค่ายเพื่อไทย ขาดลอย

สุพล ฟองงาม

ส่วนสนามเขต น่าเสียดาย อดุลย์ นิลเปรม พ่ายลูกชายเกรียง กัลป์ตินันท์ ไปไม่กี่แต้ม แต่ยังดีที่พี่ชายของอดุลย์ คือ “อมร นิลเปรม” ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ร่วมกับ “เพ็ญพักตร์ ศรีทอง” 

เช่นเดียวกัน ผู้สมัคร ส..กลุ่มบ้านริมน้ำของ สุชาติ ตันเจริญ ในสนามยโสธร ,ร้อยเอ็ด ,นครพนม และมุกดาหาร ก็พ่ายยับ แต่สุชาติได้สั่งให้เครือข่ายบ้านริมน้ำ เตรียมทำศึกล้างตาพรรคเพื่อไทย ยึดนายก อบจ.ให้ได้

สุพล ฟองงาม และทีมงาน ก็ต้องทำศึกเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ เช่นกัน เพราะคราวนี้ ต้องเจอทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่  

คาดว่าศึกเลือกตั้งท้องถิ่นในอีสาน เที่ยวนี้เลือดเดือดทุกสนามแน่  

เปิด’5หลักเกณฑ์’การรับคดีของกองปราบฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374677?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด’5หลักเกณฑ์’การรับคดีของกองปราบฯ

7 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
สายตรวจระวังภัย,เปิด5หลักเกณฑ์การรับคดีของกองปราบฯ,พลตตจิรภพ ภูริเดช
เปิดอ่าน 3,089 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

จะว่าไปแล้วถ้าใครตามข่าวสารผ่านช่องทางสื่อต่างๆ มักจะเห็นประชาชนที่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ตำรวจในพื้นที่ไม่คืบหน้า ล่าช้า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ญาติสูญหาย ตลอดจนถูกฉ้อโกงด้วยวิธีต่างๆ นานา ต่างพากันมุ่งหน้าไปร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) มีทั้งเดินทางไปเอง หรือมีทนายชื่อดังเป็นคนพาไป เพราะมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการทำคดีที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานนี้

กองปราบฯ ที่ประชาชนส่วนใหญ่หวังพึ่ง เป็นหน่วยงานในสังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ถือเป็นหน่วยงานสำคัญและเป็นเสาหลักที่มั่นคงของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สืบสวนสอบสวนการกระทำผิดที่มีโทษทางอาญาเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง อาวุธสงคราม และความผิดอันเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบสุขแก่ประชาชน ที่ต้องใช้กำลังปฏิบัติการเสริมจำนวนมาก หรือสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อการจลาจลและควบคุมฝูงชน ระงับเหตุฉุกเฉิน หรือปราบปรามการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม การจับกุมคนร้ายที่มีอาวุธร้ายแรงทั่วราชอาณาจักรไทย ปฏิบัติงานด้านรถสายตรวจ มีหน้าที่ถวายอารักขา และรักษาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ พระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญ

เมื่อพูดถึงกองปราบฯ ก็มักจะถูกพูดถึงว่าเป็นแหล่งรวมตำรวจ “สุดยอดนักสืบสมองเพชร” ที่ปฏิบัติภารกิจสางคดีใหญ่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนระดับประเทศ คลี่ปมร้าว สาวปมลึก ขับเคลื่อนหน่วยงานด้วยบุคลากรรุ่นเก่าเก๋าเกม ผสมผสานกับคนรุ่นใหม่ไฟแรง พร้อมกับเทคโนโลยีการสืบจับที่ทันสมัย โดยในห้วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน จนสามารถดึงความเชื่อมั่น และความศรัทธาจากประชาชนคืนสู่แวดวงสีกากีได้อย่างล้นหลาม ตามสโลแกน “ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง”

ทว่าทันทีที่ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ขึ้นมาเป็นผู้นำหน่วยรุ่นใหม่ไฟแรง ก็มีนโยบายผลักดันหน่วยงานสู่มาตรฐานความเป็นสากล ให้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง ยกระดับการทำงานให้เข้ากับยุคสมัย “ไทยแลนด์ 4.0” พัฒนาเทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำอุดทุกช่องโหว่การทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อประโยชน์แก่สังคมและพี่น้องประชาชน เป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขอย่างแท้จริง จึงเกิดนโยบายการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มมาจากที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง เป็น “มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน”

แม้จะเป็นหน่วยงานเป้าหมายที่ประชาชนเข้าหาหวังพึ่งด้วยความเชื่อมั่น แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรับทำคดีได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานสางคดีสำคัญของกองปราบฯ เป็นไปด้วยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ฉะนั้นทางกองปราบฯ จึงมีหลักเกณฑ์สำหรับการรับคดีไว้ 5 กรณี ดังนี้ 1.คดีมีความซับซ้อนเชื่อมโยงหลายพื้นที่คดีความมั่นคงภายในประเทศ 3.คดีสะเทือนขวัญกระทบจิตใจ 4.คดีสำคัญอาชญากรรมร้ายแรง และ 5.มูลค่าความเสียหายเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป

ถ้าเรื่องไม่ใหญ่ร้ายแรงจริง กองปราบฯ จะอธิบายให้ผู้เสียหายไปร้องดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือตำรวจท้องที่นั้นๆ แต่ขอให้มั่นใจได้เลยว่า ถ้ากองปราบฯ ลงมือทำคดีเมื่อไรไม่มีพลาด ปิดจ๊อบได้แน่นอน..!!

คนอกหัก พักบ้านนี้ “วิสัยทัศน์ใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนอกหัก พักบ้านนี้ “วิสัยทัศน์ใหม่”

7 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
ชูธงทวนกระแส,จาตุรนต์ ฉายแสง,จตุพร พรหมพันธุ์,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,นปช,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 14,032 ครั้ง

คอัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

เป็นข่าวครึกโครมในวันที่ ส.ส. และ ส.ว. 500 คน โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่

ตามรายงานข่าว “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำ นปช. จะมาช่วยขับเคลื่อนเรื่องการตั้งพรรค ร่วมกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” คอยวางยุทธศาสตร์ โดยจะมีอดีตผู้สมัครพรรค ทษช. ทั้งสายนายใหญ่, สายนายหญิง และสายเจ๊ ด. มาร่วมขบวนด้วย โดยพรรคนั้นชื่อ “พรรควิสัยทัศน์ใหม่”

นัยว่า พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ จะมีการรีแบรนด์ให้แตกต่างจาก “เพื่อไทย” นำโมเดลของ “ทษช.-อนาคตใหม่” มาใช้ แถมแหล่งข่าวในพรรค ทษช. ยังบอกว่า พรรควิสัยทัศน์ใหม่ ได้ไฟเขียวจาก “นายใหญ่” ให้จัดตั้งพรรคและใช้ชื่อดังกล่าวแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างขั้นตอนการทำงาน และนโยบายพรรคให้ชัดเจน ก่อนเปิดตัวพรรค

อ่านจากข่าวนี้ อาจนึกว่า จะได้เห็นโฉมหน้าพรรคใหม่ในสองสามเดือนนี้ แต่เมื่อไปสืบข่าวมาแล้ว ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น

ถ้าใครติดตามข่าวสารการเมือง คงทราบว่า เมื่อ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้จัดงานครบรอบวันเกิดครบ 72 ปี ให้ “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” อดีตประธาน นปช. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ในคืนนั้น มีอดีตแกนนำ ทษช. มาร่วมงานพร้อมหน้า อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช, ประภัสร์ จงสงวน, ชยิกา วงศ์นภาจันทร์, วิม รุ่งวัฒนจินดา, สุณีย์ เหลืองวิจิตร ฯลฯ

ที่ขาดไม่ได้คือ จาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมแกนนำ นปช. ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง, เหวง โตจิราการ, ธิดา ถาวรเศรษฐ และอารี ไกรนรา

หากจะกล่าวว่า งานวันเกิดวีระกานต์ ไม่ต่างอะไรกับการอุ่นเครื่องเรื่องจัดตั้งพรรค “วิสัยทัศน์ใหม่” ก็ไม่ผิดนัก เพราะผู้ที่มาร่วมงาน ล้วนแต่เป็นแกนหลักพรรค ทษช. และกำลังจะเป็นตัวละครหลักในพรรคใหม่

การปรากฏตัวของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ในงานวันเกิดของวีระกานต์ สะท้อนให้เห็นว่า นปช.ยังมีเอกภาพ ไม่ได้แตกแยกเหมือนข่าวลือก่อนหน้านี้

แกนนำ นปช. ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ได้มีความแตกแยกกัน ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ สภาพการณ์ของ นปช.เหมือนทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นทหาร ประชาชน บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกคุมขัง ถูกจับเป็นเชลยสารพัด แต่มีความจำเป็นบางประการที่ต้องแยกกันอยู่ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ จตุพร จะต้องอพยพเพื่อนพ้องน้องพี่ “พีซทีวี” ออกจากตึกอิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปอยู่บ้านหลังใหม่

          จริงๆ แล้ว ผู้ที่จุดประกายความคิดเรื่องก่อตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่ มีอยู่ด้วยกัน 3 คน ได้แก่ จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ จตุพร พรหมพันธุ์

หลายคนคงไม่ทราบว่า “จตุพร” นั้นแยกทางกับ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช นับแต่วันที่สงครามไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรรวม 7 พรรค โดยไม่ปรึกษาหารือจตุพร มินับความขัดแย้งระหว่างจตุพรกับยงยุทธ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

ส่วนจาตุรนต์ คงยากที่จะหวนคืนพรรคเพื่อไทย ตราบใดที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยังนั่งบัญชาการอยู่ และความรู้สึกเจ็บลึกกรณี “8 กุมภา” ทำให้จาตุรนต์คิดหนัก หากว่าจะต้องกลับไปเผชิญปัญหาเดิมๆ

          จาตุรนต์, จตุพร และณัฐวุฒิ เห็นตรงกันว่า ต้องสร้างพรรคใหม่ ที่มียุทธศาสตร์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเป็นทางเลือกของประชาชน บทเรียนจากพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ทำให้คนเหล่านี้ ต้องคิดใหม่ให้ถี่ถ้วน

พรรควิสัยทัศน์ใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อใด ย่อมต้องประเมินสถานการณ์ว่า รัฐนาวาประยุทธ์ ภาค 2 จะไปได้นานแค่ไหน ภายใน 1 ปี หรือยาวนานเกิน 2 ปี

สำคัญที่สุดเรื่องเงินทุนพรรค จะหามาจากไหน หากยังต้องบากหน้าไปหานายใหญ่ ก็หนีไม่พ้นวังวนเดิม ฉะนั้น พรรควิสัยทัศน์ใหม่ในชั่วโมงนี้ มิต่างอะไรกับบ้านหลังหนึ่ง แค่แขวนป้ายไว้ที่หน้าบ้านว่า คนอกหักพักบ้านนี้