คำมั่นสัญญาจากนายกรัฐมนตรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำมั่นสัญญาจากนายกรัฐมนตรี

12 มิถุนายน 2562 – 07:54 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี,คำมั่นสัญญา
เปิดอ่าน 1,872 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงถึงการทำงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชุดใหม่ของเขาว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงวัย ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเงินการคลังและเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ยังบอกด้วยว่า จะเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีสร้างสรรค์สังคม ให้มีความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความกินดีอยู่ดีและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนพร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งสถาบันชาติ ศาสนาตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย

ตามคำแถลงของนายกรัฐมนตรีข้างต้น หากจะเรียกว่าเป็นแนวทางการทำงานโดยสรุปของรัฐบาลก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งในระหว่างการเจรจาจัดตั้งคณะรัฐมนตรีร่วมกับพรรคพันธมิตร 19 พรรค นอกจากเรื่องการจัดสรรปันส่วนกระทรวงต่างๆ ให้แต่ละพรรคแล้วก็น่าจะได้พูดถึงแนวนโยบายทุกพรรคที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นนโยบายรวมของรัฐบาลต่อไป  อย่างไรก็ตามนโยบายที่ว่านี้ก็จะต้องอยู่ในกรอบที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมภารกิจของทุกกระทรวงแล้ว นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำเสมอว่าจะทุ่มเทการทำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และว่าจะฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยรวมแล้วถึอว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัญญาประชาคมว่า การต้านการทุจริตจะเป็นนโยบายหลัก

ข่าวโผครม. ซึ่งยังไม่ชัดเจนนักว่าข่าวจริงหรือข่าวปล่อย ต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กระแสเหล่านี้ส่อให้เห็นถึงการจัดสรรโควตาตามสัดส่วนและอำนาจต่อรองที่เคยมีมาแต่ในอดีต ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่การต่อรอง เรียกร้อง กดดันไม่หยุดหย่อน และก็จบลงด้วยข้อครหาเรื่องคอร์รัปชั่น หนีไม่พ้นวังวนรัฐประหาร ความหวังเดียวที่จะก้าวพ้นจากวงจรนี้ได้ขึ้นกับความกล้าหาญเด็ดขาดของพล.อ.ประยุทธ์เองว่าจะสามารถตัดสินใจทำงานตามมาตรฐานจริยธรรมที่บอกไว้ได้หรือไม่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากบางพรรคร่วมรัฐบาลหรือข้อเรียกร้องจากบางคนบางฝ่ายจนขาดอิสระที่จะทำตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของความอยู่รอดของรัฐบาล แม้จะมีเสียงปริ่มน้ำก็ตาม

“สามมิตรอุปสรรคจัดตั้งรัฐบาล?”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สามมิตรอุปสรรคจัดตั้งรัฐบาล?”

11 มิถุนายน 2562 – 14:40 น.
สามมิตร
เปิดอ่าน 2,501 ครั้ง

รายงาน…

การฟอร์ม ครม.ลุงตู่ 2 มิได้โปรยไปด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายฝ่ายคิด แม้อำนาจการจัดตั้งรัฐบาลจะอยู่ในมือของผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐและมากบารมีในแวดวงสีเขียว

แต่ด้วยการเดินเกมของบรรดานักการเมือง ที่เล่นทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อให้บรรลุตำแหน่งรัฐมนตรีที่ต้องการ โดยหยิบยกปัจจัยเมื่อครั้งหาเสียงมาหว่านล้อม

แม้ต้นสัปดาห์ก่อน สถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในระดับหนึ่ง เมื่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ดูจะรับเงื่อนไขที่พรรคพลังประชารัฐเสนอมา

แต่ด้วยความอ่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ ทั้งรัฐบาลที่เสียงปริ่มน้ำ สารพัดก๊ก ที่ขยับต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกันอย่างคึกคัก พร้อมไล่ทวงคืนกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ จาก 2 พรรคใหญ่ร่วมรัฐบาล

ดูเหมือนว่าแรงขับเคลื่อนของกลุ่มสามมิตร ในพรรคพลังประชารัฐ ที่พลาดหวังจากเก้าอี้ที่หมายปอง เริ่มตีรวนอย่างหนัก กลายเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ ที่ทำให้ ครม.ลุงตู่ 2 ต้องยืดเยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สถานการณ์ต่อรองเก้าอี้ ครม.ลุงตู่ 2 จะลงเอยในรูปแบบไหน รายการห้องข่าวกรุงเทพธุรกิจ เนชั่นทีวี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ

สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น และวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ร่วมเป็นพิธีกรรับเชิญ เจาะลึกไปที่หัวข้อ “สามมิตรอุปสรรคจัดตั้งรัฐบาล ?”

สมชาย ระบุว่า การที่นักการเมืองหลายพรรคมองว่ากระทรวงใดเกรดเอนั้น แต่เดิมดูกันที่งบประมาณประจำปีของแต่ละกระทรวง แต่ตอนนี้มองกันที่งบการลงทุนภาครัฐของกระทรวงนั้นประกอบด้วย และรัฐบาลจะอยู่ได้ยาวหรือไม่อยู่ที่ความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ความขัดแย้งในพรรคแกนนำคือพลังประชารัฐ และปัจจัยจากข้างนอกที่พยายามเป็นรัฐบาล

ส่วนกระแสข่าวการยื้อแย่งกระทรวงต่างๆ ในช่วงตั้งรัฐบาลนั้นมีมาตั้งแต่อดีต เว้นช่วงไปบ้างในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและช่วงการยึดอำนาจ แต่กระแสข่าวล่าสุดนั้นความขัดแย้งข้างต้นมีขึ้นในช่วงลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและเลือกนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มสามมิตรต้องการเปลี่ยนกระทรวงที่สองพรรคร่วมรัฐบาลรับไปดูแลตามที่ผู้มีบารมีสีเขียวไปเจรจาไว้

ในช่วงหนึ่งวีระศักดิ์สอบถามว่าการเมืองใน พปชร.ที่ล่าช้าเพราะอะไร ซีอีโอเครือเนชั่น วิเคราะห์ว่า กลุ่มสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐคือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่สนิทกันกับทั้งสองคนตั้งแต่พรรคไทยรักไทยนั้น ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนกระทรวงคือ ขอกระทรวงพาณิชย์คืนจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วแลกกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุดยินยอมไม่ทวงคืนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนกระทรวงคมนาคมที่พรรคภูมิใจไทยได้รับไปนั้น พรรคพลังประชารัฐขอแลกกับกระทรวงพลังงาน โดยพรรคพลังประชารัฐอ้างว่าพรรคหลักควรดูแลการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน

สมชาย ยังมองว่า ที่ผ่านมาจะพบการแสดงพลังของกลุ่มสามมิตรที่แสดงออกคือ ตอนเลือกประธานสภาผู้แทนฯคือ ส.ส.ในกลุ่มสามมิตรเสนอเลื่อนวาระการประชุมและลงมติผิด จากนั้นช่วงการทาบทามสองพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ไปทาบทาม แต่ตอนนั้นแกนนำกลุ่มสามมิตรคือนายสุริยะกับนายสมศักดิ์ติดตามนายอุตตมกับนายสนธิรัตน์ไปด้วยเพื่อไปคุยกับสองแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล โดยทราบว่ากลุ่มสามมิตรไปด้วยเพื่อขอเจรจาแลกกระทรวง ในวันนั้นจะพบว่า นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประกบไปด้วย

สมชาย บอกด้วยว่า จากนั้นช่วงก่อนการลงมติเลือกนายกฯ กลุ่มสามมิตรไปแสดงพลังที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วอ้างว่าไปซ้อมการลงมติ รวมทั้งในช่วงหลังเสร็จสิ้นการลงมติเลือกนายกฯ ก็มีการแถลงข่าวของ ส.ส.กลุ่มสามมิตรเรื่องการทวงกระทรวงต่างๆ ทันที

ขณะที่ วีระศักดิ์ มองว่ามีการตอบโต้ระหว่างพรรคต่างๆ ทางสื่อและโลกออนไลน์แบบนี้จนเป็นข่าวพาดหัว เหล่านี้สะท้อนอะไร

สมชายในฐานะพิธีกรรับเชิญรายการห้องข่าวกรุงเทพธุรกิจ ชี้ว่า กลุ่มสามมิตรที่มี ส.ส. 29 คน และนายสมคิดร่วมด้วยนั้น กำลังงัดข้อกับผู้มีบารมีสีเขียวรวมทั้งพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ผ่านการให้ข่าวและโพสต์ข้อความโต้ตอบทางโลกออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่ระอุขึ้นนี้เพราะกลุ่มสามมิตรขอทวงคืนกระทรวงเหล่านี้มาดูแล แต่มีการมองกันว่าตอนนี้แกนนำการตั้งรัฐบาลควรเสียสละในการทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ

วีระศักดิ์ สอบถามว่ากลุ่มสามมิตรต้องการอะไร สมชาย อธิบายว่า กระทรวงเศรษฐกิจของ ครม.ประยุทธ์ 2 นั้นมีการมองว่า นายสมคิดน่าจะทำหน้าที่รองนายกฯ ต่อไป แม้ล่าสุดมีกระแสข่าวว่านายสมคิดอาจไม่ร่วมงาน โดยอ้างเหตุผลสุขภาพ แต่ความจริงนั้นเป็นเพราะไม่มีกระทรวงสำคัญไว้ดูแล แต่หลายฝ่ายดูกันแล้วพบว่าอาจเป็นเกมที่นายสมคิดเล่นไว้ในตอนนี้เพื่อทวงคืนเก้าอี้กระทรวงเหล่านี้ไว้ดูแลเพื่อสร้างผลงาน

วีระศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ ครม.เศรษฐกิจบางส่วนลงตัว แต่บางส่วนยังไม่ลงตัวนัก ขณะที่ สมชายประเมินว่า “ครม.เศรษฐกิจนั้น ตอนนี้น่าจะเป็นไปได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น่าจะไปเป็น รมว.คมนาคม ตระกูลรัชกิจประการ ดูแล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค น่าจะไปเป็นรมว.แรงงาน

ส่วนแกนนำพรรคพลังประชารัฐนั้น ทราบว่านายอุตตมจะไปเป็น รมว.คลัง นายสนธิรัตน์น่าจะไปเป็นรมว.อุตสาหกรรม นายณัฏฐพลน่าจะไปเป็น รมว.พลังงาน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคน่าจะไปเป็น รมว.กระทรวงดีอี แทนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ที่น่าจะไปทำหน้าที่ รมต.สำนักนายกฯ และโฆษกรัฐบาล”

สมชาย ทิ้งท้ายว่า เรื่องเหล่านี้ผู้มีบารมีสีเขียวต้องเคลียร์ความขัดแย้งในกลุ่มสามมิตรให้ยุติให้ได้ก่อน หรือสุดท้ายจะต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนสุดท้ายที่จะเคาะรายชื่อ ครม. ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ประชาชนไม่มั่นใจอนาคตการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาชนไม่มั่นใจอนาคตการเมือง

11 มิถุนายน 2562 – 14:05 น.
ดับเครื่องชน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,030 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีเรื่องที่ประชาชนคนไทยกำลังสนใจหลังจากสภาได้เลือก ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อไปก็จะเป็นการแย่งเก้าอี้หรือเป็นรัฐมนตรี ซึ่งพรรคใหญ่ๆ ต่างขอยึดกระทรวงสำคัญๆ ที่เรียกกันว่ากระทรวง ‘เกรด เอ’

นี่เป็นเรื่องเจ็บปวดมากๆ เพราะแสดงให้เห็นว่าบรรดานักการเมืองมองข้ามกระทรวงอื่นๆ ที่มีงบประมาณน้อย ซึ่งอันที่จริงแล้วทุกกระทรวงมีความสำคัญต่อประเทศชาติประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับภาระหน้าที่

จากการประชุมสภาหลายครั้งที่ผ่านมา มองเห็นได้ว่านักการเมืองไทยยังไม่พัฒนาให้ทันโลกเพราะหลายคนเล่นสำนวนโวหารและต่างเอาชนะเอาเปรียบกันแบบไม่มีใครยอมกันและต่อไปนี้จะมีการเปิดประชุมอีกหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดิน

แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะต้องรุมถล่มรัฐบาลของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ แบบปูพรมและหากนายกรัฐมนตรีเกิดโมโหโทสาฟิวส์ขาดแบบที่เรียกกันว่าหัวร้อนแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.เหมือนไข่ในหินไม่มีใครสามารถท้วงติงหรือวิจารณ์อะไรได้ ซึ่งต่อไปนี้จะต้องเจอกับนักการเมืองที่แต่ละคนมีรังสีอำมหิตไม่ธรรมดา

ในฐานะของประชาชนคนไทยระดับรากหญ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็มีความเป็นห่วงเพราะสภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่เวลานี้ฝืดเคืองเดือดร้อนไปหมด

แล้วมองถึงรัฐบาลผสมที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศแล้วยังไม่มั่นใจว่าจะมีฝีมือเป็นคนดีมีคุณธรรมและซื่อสัตย์สุจริตมาทำงานได้

ถึงเวลานั้นอาจจะมีวิกฤติการเมืองหรือการยุบสภาและอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้แบบประวัติศาสตร์ซ้ำรอย-เป็นเรื่องจริง
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘บุญสม’ กทม. ต่อไปนี้เป็นเรื่องรีไซเคิลขยะ ซึ่งเวลานี้ทั่วโลกกำลังวางแผนและรณรงค์จัดการเรื่องขยะอย่างกว้างขวาง

จึงขอนำข้อมูลที่ดีมีประโยชน์จากประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องการจัดการขยะมาเพื่อเป็นต้นแบปฏิบัติตาม
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘รีไซเคิลขยะ’ เรื่องระดับชาติ
 ประเทศไทยต้องทำด่วน
ผมได้รับข้อมูลจากข่าวออนไลน์ที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมา ซึ่งน่าสนใจมากๆ เพราะเกี่ยวกับเรื่องขยะ ซึ่งหลายๆ ประเทศรวมทั้งไทยกำลังให้ความสำคัญเพราะหากกำจัดขยะหรือสิ่งปฏิกูลไม่ดีไม่ถูกต้องแล้วจะเกิดมลภาวะเป็นพิษ ถ้าเป็นคนก็เกิดแผลเน่าเหม็นได้

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบถึง 5 ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรีไซเคิลขยะและขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นถือเป็นตัวอย่างและต่อไปขยะอาจจะมีประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงสร้างพลังงานได้

จึงขอยกตัวอย่าง 5 ประเทศที่มีระบบการรีไซเคิลขยะที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป

1.เยอรมนี นับตั้งแต่ปี 2559 กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลขยะดีที่สุดในโลก โดยในปีก่อนเยอรมนีรีไซเคิลขยะไปถึง 56.1% ของขยะทั้งหมด จุดเริ่มต้นของความสำเร็จของเยอรมนีเกิดขึ้นในปี 2533 โดยการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อลดปัญหาการเพิ่มขึ้นของหลุมฝังขยะ โดยรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาหลีกเลี่ยงมูลฝอยบรรจุภัณฑ์ในปีต่อมากำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อขยะบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง

ผู้ผลิตจึงเริ่มติดสัญลักษณ์จุดเขียวบนบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง โดยทำสัญญากับบริษัทเก็บขยะเพื่อรับประกันว่าบรรจุภัณฑ์นั้นๆ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ใหม่จนเกิดระบบเก็บขยะคู่ขนานขึ้นมาเป็นครั้งแรกควบคู่ไปกับการเก็บขยะชุมชนที่มีอยู่เดิม โดยแยกขยะที่มีจุดเขียวใส่ในถุงสีเหลืองหรือถังขยะสีเหลือง

ประเทศที่ยอมรับการใช้ฉลากแล้วรวม 11 ประเทศ คือ เยอรมนี ออสเตรเลีย เบลเยียม ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก โปรตุเกส สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร

2.ออสเตรีย รีไซเคิลขยะได้ 53.8% ในปี 2561 เป็นประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำขยะหลายประเภทไปทิ้งในหลุมกำจัดขยะ ห้ามทิ้งผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีอัตราปล่อยสารอินทรีย์คาร์บอนมากกว่า 5% ช่วยป้องกันไม่ให้บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ถูกทิ้งไว้ตามพื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ออสเตรียยังมีมาตรการให้ผู้ผลิตรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ของตัวเองคล้ายกับเยอรมนีด้วย

3.เกาหลีใต้ เป็นประเทศเดียวที่ไม่ใช่ชาติยุโรปที่ติด 5 อันดับแรกประเทศรีไซเคิลขยะดีที่สุดในโลก โดยรีไซเคิลไปราว 53.7% โดยอาศัยระบบที่บริษัทเอกชนต่างๆ ซื้อขยะแล้วนำไปขายต่อเพื่อทำกำไร แต่อีกไม่นานวิธีการนี้อาจไม่ใช่วิธีที่ดีอีกต่อไปเมื่อประเทศจีนซึ่งเป็นชาติรับซื้อขยะรายใหญ่ของโลก ประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2561 โดยจะหยุดนำเข้าขยะพลาสติกแล้ว

การเปลี่ยนนโยบายสิ่งแวดล้อมของจีนทำให้บริษัทเกาหลีใต้ไม่สามารถทำงานจากแผนรีไซเคิลขยะแบบเดิมได้มากเท่าเดิมอีกต่อไป ส่งผลให้เริ่มมีขยะพลาสติกกองอยู่ตามท้องถนนให้เห็นมากขึ้นแล้วจนกระทั่งรัฐบาลต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทรีไซเคิลในประเทศ

4.เวลส์ สามารถรีไซเคิลขยะได้ถึง 52.2% ในปี 2561 โดยการรีไซเคิลของเวลส์จัดการโดยรัฐบาลหรือผู้บริหารส่วนท้องถิ่น และวางระบบให้ทั้งประชาชนและธุรกิจเกือบทั่วประเทศมีกฎคล้ายกันว่าอะไรรีไซเคิลได้และอะไรรีไซเคิลไม่ได้

โดยตั้งเป้าจะเพิ่มอัตราการรีไซเคิลขยะทั่วประเทศเป็น 70% ภายในปี 2568 นอกจากนี้รัฐบาลเวลส์เตรียมออกกองทุนมูลค่า 6.5 ล้านปอนด์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ผลิตสินค้าในประเทศ ช่วยบริษัทต่างๆ ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

5.สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตรารีไซเคิลขยะ 49.7% ในปี 2561 โดยหนึ่งในนั้นเป็นกุญแจสำคัญของพวกเขาก็คือนโยบาย ‘คนก่อมลพิษจ่าย’ ซึ่งให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนจ่ายค่าขยะประเภทไม่สามารถรีไซเคิลได้ที่พวกเขาผลิตขึ้นมา ทำให้ประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับการรีไซเคิลมากขึ้น โดยตามปกติแล้วขยะครัวเรือนอย่างกระป๋อง หลอดไฟ กระดาษ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถรีไซเคิลได้ และสามารถหาจุดทิ้งขยะรีไซเคิลได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่ห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังมีมาตรการเก็บภาษีถุงขยะที่นำไปทิ้งที่หลุมฝังขยะ

ผมจึงแจ้งมาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่จะได้ดำเนินการ อาจจะเปลี่ยนแบบแผนบ้างเพื่อให้เข้ากับคนไทย-ประเทศไทย และขอให้รีบทำโดยเร็ว
บุญสม (กทม.)


รัฐนาวา”ตู่ 2/1″ เหมือนดูหนังเก่า “เดชพรรคผี”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐนาวา”ตู่ 2/1″ เหมือนดูหนังเก่า “เดชพรรคผี”

11 มิถุนายน 2562 – 13:05 น.
กระดานความคิด,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 3,231 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง

 ธรรมชาติการเมืองไทย ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาล โดยนักเลือกตั้ง ไม่มีครั้งไหนที่หนังสือพิมพ์จะไม่พาดหัว เรื่อง “แย่งชามข้าว”

สำหรับกรณีการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 มีสถานการณ์บางอย่างคล้ายสมัยพรรคสหประชาไทย จัดตั้งรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยดึงเอากลุ่ม ส.ส.ไม่สังกัดพรรคเข้าร่วม

การเลือกตั้งเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตเรียงเบอร์ และเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้พบว่า ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเพียงพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้โดยลำพัง นั่นคือต้องมีคะแนนเสียงสนับสนุนในสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. หรือเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ 219 คน ซึ่งเท่ากับ 110 คนขึ้นไป

          พรรคสหประชาไทย ของฝ่ายจอมพลถนอม ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด 95 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ อันดับสองได้ 50 ที่นั่ง 

เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ไม่ได้กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรค จึงทำให้ได้ ส.ส.อิสระเข้าสภาเป็นจำนวนมากถึง 70 คน

เมื่อพรรคสหประชาไทย ได้เก้าอี้ ส.ส.ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องไปรวบรวม ส.ส.ไม่สังกัดพรรคประมาณ 30 ที่นั่งมาสนับสนุน จึงได้เกิน 110 ที่นั่ง

          จอมพลประภาส จารุเสถียร รองหัวหน้าพรรคสหประชาไทย มอบให้ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา สมัยโน้นเป็นผู้บริหารจัดการ ส.ส.ไม่สังกัดพรรค

ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์

คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์สมัยโน้น มักจะเขียนถึงบทบาทของกลุ่ม ส.ส.อิสระในสภา โดยขนานนามว่า “พรรคผี” และตัวประสิทธิ์เองก็ยอมรับสภาพ

“ตอนนั้นเขาหาว่าเราเป็นพรรคผี ก็จริง ก็ถูกต้อง เราไม่ปฏิเสธ”

ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือฉายา “เจ้าพ่อบางขนาก” ได้เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เวลามีกฎหมายสำคัญๆ เข้าสภา พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา มือขวาของจอมพลประภาส จะโทรศัพท์มาหา “ประสิทธิ์โว้ย ดูแลกันหน่อยนะ”

หมายความว่า ประสิทธิ์จะต้องนัด ส.ส.อิสระพูดคุย ซักซ้อมการโหวตลงมติในสภา ตามมาด้วยการมอบปัจจัยพิเศษให้ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว

          ก่อนเลือกตั้ง 2512 จอมพลประภาสได้วางตัว พล.อ.กฤษณ์ กับประสิทธิ์ เป็นผู้ดูแลจ่ายเงินทุนสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนหนึ่ง เพราะคาดหมายว่า คงได้ใช้บริการคนเหล่านี้ตอนจัดตั้งรัฐบาล 

ตอนหลัง กลุ่ม ส.ส.อิสระ จึงมีมติตั้งพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลบข้อครหาว่าเป็นพรรคผี มีสำนักงานพรรคอิสระอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพักบางซื่อ

พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

“พรรคอิสระ” จดทะเบียนจัดตั้งพรรค เมื่อ 15 เมษายน 2512 โดยมีหัวหน้าพรรคคือ โกศล ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก รองหัวหน้าพรรค 2 คนคือ เลิศ ชินวัตร ส.ส.เชียงใหม่ และ สมพงษ์ อยู่หุ่น ส.ส.กาฬสินธุ์ เลขาธิการพรรคคือ บุญธรรม ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย

สภาวการณ์ของรัฐบาลจอมพลถนอม ที่ต้องพึ่งเสียงจาก ส.ส.กลุ่มอิสระ กลายเป็นปัญหาวุ่นวายในสภา ส่งผลให้ “คณะทหาร” ผู้กุมอำนาจเริ่มไม่พอใจนักเลือกตั้ง ที่ชอบต่อรองขอผลประโยชน์ ไม่จบไม่สิ้น

          ในที่สุด 17 พฤศจิกายน 2514 คณะปฏิวัตินำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน และเหตุผลหนึ่งในการยึดอำนาจ จอมพลถนอมอ้างว่า ส.ส.ในสภา ต่อรองผลประโยชน์สูง โดยเฉพาะนักการเมืองสังกัดพรรคผี

ตัดกลับมาที่พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ต่างจากพรรคสหประชาไทย ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงต้องจับมือกับอีก 18 พรรคการเมือง มีทั้งพรรคขนาดกลาง พรรคเล็กไปจนถึงพรรคจิ๋ว

แถมรัฐบาลตู่ 2/1 นั้นมีจำนวนเสียงปริ่มน้ำ เหมือนยืมจมูกเพื่อนหายใจ ฉะนั้นข่าวความวุ่นวายในการตั้งรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้

    วันนี้คนไทยก็ได้เห็น “พรรคจิ๋ว” ออกฤทธิ์ออกเดช ไม่ต่างอะไรกับพรรคผีเมื่อ 50 ปีที่แล้ว 

“สมศักดิ์” ไปต่อ รอฉีกปฏิญญา “ร้านกินเส้น”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สมศักดิ์” ไปต่อ รอฉีกปฏิญญา “ร้านกินเส้น”

11 มิถุนายน 2562 – 10:24 น.
กลุ่มสามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,ธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ,กลุ่มบ้านริมน้ำ,คนใหญ่สุโขทัย,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
เปิดอ่าน 15,171 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิพมื คมชัดลึก 11 มิถุนายน 2562

*********************

          ย้อนไปเมื่อกลางปีที่แล้ว หลายคนอาจแปลกประหลาดใจ เมื่อเห็น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ยืนถ่ายภาพคู่กับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ข้างร้านกินเส้น ตรงข้ามสำนักงาน ป..ย่านสนามบินน้ำ

          นี่คือจุดเริ่มต้นของ “กลุ่มสามมิตร” ที่มี ภิรมย์ พลวิเศษ เป็นหอกระจายข่าวในช่วงแรกๆ และเมื่อตั้งกลุ่มสามมิตรอย่างเป็นทางการ ธนกร วังบุญคงชนะ จึงเข้ามารับผิดชอบแทน

วันแรกที่ สุริยะ สมศักดิ์ เปิดตัวที่ร้านกินเส้น

ลีลาเจ้าพ่อไก่ชน

          แม้ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” จะไม่เปิดตัวว่าเป็น ใน ผู้ก่อการกลุ่มสามมิตร แต่คนการเมืองก็รู้ว่า สุริยะหวนคืนสังเวียนอีกหน เพราะสมคิดออกปากชักชวน ตั้งแต่ไปเจอกันที่งานศพ “โกเหนา” บิดาของสมศักดิ์ ที่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย

          ดังนั้น .หรือสามมิตร ก็คือ “สมคิดสุริยะสมศักดิ์” พันธมิตรการเมืองเก่าสมัยอยู่ที่พรรคไทยรักไทย 

สมศักดิ์ ทำใจชวดเก้าอี้

          ก่อนหน้านั้น สมคิดได้มอบหมายให้เพื่อนเก่า “ชวน ชูจันทร์” ไปยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” ไว้ก่อนแล้ว

          ส่วนบทบาทของ “สุริยะสมศักดิ์” จึงเดินสายไปพบอดีต ส.และนักการเมืองท้องถิ่นหลายกลุ่ม พร้อมตีข่าวดูดคนนี้ ดึงคนนี้ เป็นระยะๆ การเคลื่อนไหวแบบโครมครามของกลุ่มสามมิตร มีทั้งบวกและลบ

          ทุกเวทีที่สมศักดิ์ไปพบมวลชน ก็โฆษณาเก่านโยบายโคล้านตัว และไก่ชนแก้จน เหมือนยังฝังใจกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตรฯ สมัยรัฐบาลทักษิณ 

          คนใกล้ชิดสมศักดิ์ยืนยัน นับแต่วันเปิดตัวที่ร้านกินเส้น ต้นตำรับโคล้านตัว ก็จองเก้าอี้รัฐมนตรีเกษตรฯ แต่ไก่โห่

พ่ายเรียบคาอีสาน

          เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนเต็มที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน ก็ฝากความหวังไว้ที่ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต ส..เลย ซึ่งยกทีม ส..เก่า เข้ามาสังกัดพลังประชารัฐ

          ปรีชายังรับดูแลพื้นที่หนองบัวลำภูอุดรธานี และหนองคาย ด้วยดีกรี ส.. 9 สมัย สุริยะคาดว่า ต้องยึด ที่นั่งเมืองเลยไว้ได้แน่นอน

สุริยะ วันที่ไปชวน ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ที่เมืองเลย

          สนามเลือกตั้งอีสานกว้างใหญ่ ค่าย พปชรจึงแบ่งให้ “เอกราช ช่างเหลา” รับผิดชอบขอนแก่น และมหาสารคาม “สุชาติ ตันเจริญ” และ “สุพล ฟองงาม” ดูแลอีสานใต้บางส่วน

          ผลเลือกตั้ง ส..สนามอีสาน ปรากฏว่า ปรีชาพ่ายยับ  กลุ่มสุชาติสุพล ก็แพ้เรียบ ที่เอาตัวรอดได้คือ เอกราช ช่างเหลา

          ความปราชัยของกลุ่มสามมิตรในภาคอีสาน ทำให้เครดิตลดฮวบ ขนาด ภิรมย์ พลวิเศษ ยังอุ้มภรรยาเข้าสภามาไม่ได้

          ที่สำคัญ ผู้ที่เป็นแม่ทัพอีสานแทน “สุริยะ” กลายเป็น “วิรัช รัตนเศรษฐ” ที่โกย ส..โคราชสุรินทร์ มาเป็นกอบเป็นกำ

ธรรมนัส” แม่ทัพตัวจริง

          คนวงในพรรคพลังประชารัฐ บุคคลที่มีทรงพลังในพรรค คนคือ “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ และ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แม่ทัพใหญ่เมืองหลวง

          กลุ่มวราเทพ รัตนากร แห่งกำแพงเพชร และกลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ แห่งเพชรบูรณ์ ที่เข้ามาร่วมงานกับพลังประชารัฐนั้น ก็เป็นผลงานของแม่ทัพธรรมนัส และสุริยะ

          ด้วยความเป็นคนใจถึง พึ่งได้ “ธรรมนัส” แตะมือกับสมศักดิ์ ช่วยกันหาเสียงอย่างหนัก จนกวาด ส..ภาคเหนือตอนล่างมาเกินเป้า

..ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

          ไม่น่าแปลกใจ ที่จะเห็นธรรมนัสยืนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับกลุ่ม ส..ภาคเหนือ และ ส..ภาคกลางสายกลุ่มสามมิตร 

          มิหนำซ้ำ พรรคเล็กที่ยินยอมพร้อมใจมาโหวตเลือกลุงตู่ ก็ได้การประสานงานของ “ธรรมนัส” ที่ดึง 10 หัวหน้าพรรค เสียงมาแถลงจุดยืนหนุนพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล

          วานนี้ (10 มิ..) “ธรรมนัส” ได้ร่วมกับหัวหน้าพรรคเล็ก 10 พรรค ตั้งโต๊ะแถลงว่า ยังมีมติเหมือนเดิม ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ขอให้เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

           ส่วนประเด็น “ธนกร” โฆษกกลุ่มสามมิตร ออกอาการฟาดงวงฟาดงากับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ร้อนถึงผู้มากบารมีอย่าง “ธรรมนัส” ต้องมาเบรกเด็กสมศักดิ์ “เป็นเรื่องของมารยาททางการเมือง เพราะเราอุตส่าห์ไปเชิญเขามาร่วม เด็กก็ควรอยู่แบบเด็กไม่ควรไปเทียบชั้นหัวหน้าพรรค”

          อย่างไรก็ตาม ปัญหาของสมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องจบ หาก พล..ประยุทธ์ เคาะตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดแรก 

          บางทีเจ้าพ่อไก่ชน อาจต้องยอมฉีกความฝันที่ร้านกินเส้น รับตำแหน่งอื่นแทน เพื่อชาติบ้านเมือ

ปัญหาอยู่ที่คนหรือเครื่องมือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375013?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหาอยู่ที่คนหรือเครื่องมือ

11 มิถุนายน 2562 – 09:11 น.
ฝนตก,รถติด,พลตออัศวิน
เปิดอ่าน 1,929 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2562

บ่ายถึงค่ำวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต้องประสบชะตากรรมติดค้างอยู่บนท้องถนนยาวนานหลายชั่วโมง เพราะรถติดวินาศสันตะโรอันเนื่องมาจากฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างหนัก ขณะที่การระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ไม่สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เพราะกระแสไฟฟ้าดับ เดินเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์ 6,600 วัตต์ของอุโมงค์บางซื่อไม่ได้ ท้องถนนหลายสายกลายเป็นคลอง น้ำท่วมกินเป็นบริเวณกว้าง แม้ถึงขณะนี้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วหลายวันแต่ประชาชนก็ยังขวัญผวากับเหตุการณ์วันนั้นไม่วาย นั่นก็็เพราะว่าไม่มีหลักประกันอันใดที่จะยืนยันได้ว่าการระบายน้ำจะทำได้อย่างเต็็มประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากไฟฟ้าดับอีกก็สูบน้ำไม่ได้เหมือนเคย และผู้บริหาร กทม.ก็บอกเพียงว่า ได้ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) แล้ว

ปัญหาฝนตกรถติดในกรุงเทพฯ นับเป็นเรื่องซ้ำซากของเมืองหลวงมาอย่างยาวนาน ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงเสมือนตำบลกระสุนตก แทบทุกครั้งที่ฝนตกรถติด เหตุการณ์ล่าสุดนี้้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็็ต้องเผชิญกับกระแสเรียกร้องให้ลาออก เพียงการกล่าวขอโทษผ่านโซเชียลมีเดียยังไม่เพียงพอกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง แต่ พล.ต.อ.อัศวิน ยืนยันไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และใกล้จะหมดวาระแล้ว จึงขอฝากให้ผู้ว่ากทม.คนใหม่ดูแลปัญหานี้้ต่อด้วย กระนั้นก็ตามไม่ว่าจะเปลี่่ยนผู้ว่ากทม.อีกสักกี่คน ไม่ว่าจะมีที่มาจากการแต่งตั้้งหรือเลือกตั้้ง ถ้าหากแผนการระบายน้ำยังย่ำอยู่ที่เดิมก็ยากจะที่เอาชนะปัญหาได้ ที่ผ่านมาผู้ว่ากทม.แทบทุกคนก็ต้องเผชิญกับวิกฤติศรัทธาฝนตกรถติดมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น บางคนเลือกลงพื้นที่เพื่อเยียวยาในเชิงจิตวิทยา แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

อุโมงค์ระบายน้ำที่จะทำหน้าที่สูบน้ำจากเขตต่างๆ ระบายลงสู่แม่นำเจ้าพระยา นับเป็นแนวทางหลักของการระบายน้ำ เนื่องจากคูคลองที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน ก็บ่งชี้อีกครั้งหนึ่งว่าอุโมงค์ระบายน้ำไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเอาเข้าจริงก็ต้องพึ่งพิงกระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อนมอเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้บริหารกทม.ก็ยอมรับว่ามอเตอร์ขนาด 6,600 วัตต์ ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าจากกฟน.เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น อย่างเช่นเครื่องสูบน้ำสำรองซึ่งเชื่อกันว่าควรจะต้องมีสำหรับโครงการใหญ่อย่างอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อที่มีความสามารถระบายน้ำได้วินาทีละ 60 ลูกบาศก์เมตรผ่านอุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ระยะทาง 6,400 เมตร ระบายน้ำจาก กทม.ชั้นใน คือ ดุสิต บางซื่อ พญาไท ห้วยขวาง ดินแดง และจตุจักร

เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารกทม.แถลงว่า กทม.ได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 13,825.2 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-2569 หากโครงการแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำท่วมขังในเขตดอนเมือง สายไหม หลักสี่ บางเขน จตุจักร ครอบคลุมพื้นที่ 109 ตารางกิโลเมตร  ระบายน้ำได้วันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่นั่นก็ยังอีกหลายปี ปัญหาขณะนี้คือทำอย่างไรให้สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำสำรองให้หลากหลายขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญก็คือต้องนำบทเรียนจากอุโมงค์บางซื่อที่มีปัญหาไฟฟ้าดับมาสร้างระบบป้องกันสำหรับโครงการใหม่มูลค่า 13,825.2 ล้านบาท เพื่อไม่ให้สูญเปล่าหรือไม่คุ้มค่า เกิดปัญหาซ้ำซาก เพราะจะว่าไป เรื่องไฟฟ้าดับนับเป็นข้ออ้างมาตลอด โดยละเลยเหตุผลข้อที่ว่า ออกแบบมาอย่างไรไปเสีย

อ่านภูมิทัศน์การเมืองจากมุมมอง”ภูมิธรรม”กับอนาคตตู่2-ปชต.ไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374896?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านภูมิทัศน์การเมืองจากมุมมอง”ภูมิธรรม”กับอนาคตตู่2-ปชต.ไทย

10 มิถุนายน 2562 – 12:40 น.
ภูมิธรรม,เพือไทย,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,646 ครั้ง

อ่านภูมิทัศน์การเมืองจากมุมมอง”ภูมิธรรม เวชยชัย”กับอนาคตตู่2และประชาธิปไตยไทย โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

แน่ชัดแล้วว่า 246 ส.ส.ขั้วค้านลุงตู่จะทำหน้าที่ตรวจสอบ ครม.ประยุทธ์ 2 ดังนั้น บทบาทพรรคอันดับหนึ่งแต่ต้องพลาดการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลคราวนี้ จะวางกลยุทธ์ไว้อย่างไร ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้คำตอบในจังหวะข้างหน้าไว้ดังนี้

  0 บทบาท 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านในอนาคตจะมีอะไรบ้าง
ก่อนอื่นต้องพูดถึงจุดเริ่มต้นของการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของ  “7 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย”

ในวันนั้นเรามีความเห็นพ้องต้องกันว่ากระบวนการที่ผ่านมาตลอด 5 ปี รวมถึงความพยายามที่จะสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎ กติกาต่างๆ และความไม่ตรงไปตรงมาในการเลือกตั้ง รวมถึงการใช้อำนาจต่างๆ เพื่อเอื้อให้เกิดความได้เปรียบอย่างต่อเนื่องของ คสช. และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว และจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันหยุดยั้ง ไม่ให้เรื่องเหล่านี้ดำเนินต่อไป

“7 พรรคร่วมฯ” ตอนนั้นเรามีจำนวนเสียงมากเกินกว่า 250 เสียง ซึ่งถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ วันนั้นก็จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ด้วยความวิปริตของกติกาและการบิดเบือนของข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้พวกเราเหลืออยู่ 246 เสียงในปัจจุบัน มีปฏิบัติการหลายอย่างที่ทำให้คิดได้ว่า เป็นการดำเนินการเพื่อให้ฝ่ายสืบทอดอำนาจมีคะแนนเสียงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสูตรคิดคำนวณที่ขัดต่อหลักการสากล การนำเสียงของพรรคการเมืองเล็กๆ ที่คะแนนไม่ถึงสัดส่วนของ ส.ส.พึงมี เป็นต้น

สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ ประเด็นสิทธิของ “ส.ว.” ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ “คสช.” ล้วนแล้วแต่เป็นเครือข่ายคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนึ่งในแคนดิเดต คือ หัวหน้าคสช. ผู้แต่งตั้ง ส.ว. กระบวนการและกลไกต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จะนำมาสู่การบริหารประเทศโดยรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ขาดการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถือเป็นการถอยหลังกลับไปเหมือนการเมืองไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อน

แม้จะเผชิญกับการคุกคามหรือการตัดตอนทางการเมืองอย่างไรก็ตาม แต่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ของ “7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ได้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการร่วมปกป้องประชาธิปไตยจนถึงที่สุด ตามที่ได้พูดไว้กับพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สำเร็จ แต่พวกเราก็เชื่อมั่นว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นความหวังและเป็นอนาคตของสังคม ซึ่งพวกเรายังต้องยืนหยัด ต่อสู้ต่อไป

จากนี้ไปเรายังจะต้องทำงานให้หนักขึ้น เราต้องทำการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกลเกมการเมืองทั้งในและนอกสภาให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ร่วมกันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ส่วนของการทำงานในรัฐสภา พรรคเพื่อไทยจะร่วมทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับ “7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน” อย่างเต็มที่และสมศักดิ์ศรี  เราจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเกือบ 20 พรรคอย่างเข้มข้นโดยสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต่อพี่น้องประชาชน

นส่วนงานนอกรัฐสภา พรรคฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง 7 พรรค คงจะต้องเดินหน้าทำภารกิจเพื่อประชาธิปไตยต่อไป เพื่อชี้ช่องให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาและผลกระทบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อความเจริญเติบโตของประเทศและส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในมิติต่างๆ มากมาย เพราะการอาศัยกลไกที่มีอยู่ในระบอบรัฐสภาเพียงลำพังนั้นคงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ได้ กระแสสังคมและแรงกดดันจากประชาชนจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

          0 ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเปิดทางไม่รับทุกตำแหน่งในครม.ใหม่เพื่อให้บางพรรคมาแตะมือแต่คำตอบออกมาแล้วในวันนี้ ในวันข้างหน้าจะมีการร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยได้หรือไม่
ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าประชาชนได้เรียนรู้จุดยืนที่แท้จริง จากพฤติกรรมของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้ปฏิบัติต่อคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับพวกเขา ไม่ใช่เพียงกล่าวถึงนโยบายอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง การเลือกตั้งจะมีความหมายและเป็นที่จดจำในใจประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเคารพสิ่งที่พูดไว้กับประชาชนหรือไม่ เพียงใด

อย่าลืมว่าประชาชนเลือกเพราะไว้ใจในสิ่งที่พรรคการเมืองประกาศกับพวกเขา การมีนโยบายไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่หลังการเลือกตั้งหลายพรรคการเมืองก็พลิกมติ  และกลับเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งอย่างแข็งขันในการต่อท่ออำนาจของ คสช. ความกล้าหาญของพรรคการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้ามองและจดจำ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจในการเลือกตั้งในอนาคต

ภาพลักษณ์ของการดำเนินการทางการเมืองในปัจจุบัน จะเป็นข้อมูลที่จดจารในใจของประชาชน โดยเฉพาะ จุดยืนและนโยบายที่ไม่เคารพเสียงประชาชน ของพรรคการเมืองที่ละเลยหรือบิดพลิ้วไปจากพันธสัญญา ที่ให้ไว้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิม

เกียรติภูมิของพรรคการเมืองหลายพรรคในครั้งนี้ได้ถูกจารึกในพื้นที่ประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว ว่าพรรคใดตั้งขึ้นมาหรือรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อร่วมกันต่ออายุให้รัฐบาลจากการสืบทอดอำนาจและทำร้ายระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

สำหรับการร่วมมือกันในอนาคต พวกเราพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกันหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ หากมีวันใดที่พรรคเหล่านั้นตัดสินใจใหม่ ก็ยังสามารถเข้ามาร่วมมือกันเพื่อทำคุณประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองได้

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกพรรคทุกฝ่ายพร้อมต้อนรับเพื่อทำงานใหญ่ร่วมกันในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันนี้ทำให้เราต้องเปิดใจกว้าง เพราะทุกฝ่ายมีประโยชน์และมีความหมายต่อการแก้ปัญหาเพื่ออนาคตจึงไม่มีคำว่า สายเกินไป

   0 แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดได้หรือไม่
ก่อนอื่นต้องเรียนให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้พวกเขาตั้งใจออกแบบมาเพื่อไม่ให้แก้ เพราะถือเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพของฝ่ายสืบทอดอำนาจ เราได้เห็นถึงพลังของรัฐธรรมนูญที่สามารถทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากกลายเป็นเสียงข้างน้อย ทำให้พรรคที่เป็นอันดับสองสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมี ส.ว.ในมือ 250 เสียงเป็นพลังสนับสนุน

ทั้งหมดนี้พวกเขาออกแบบ สร้างกติกาออกมาเพื่อไม่ต้องการให้แก้ไข พวกเขาได้สร้างข้อจำกัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากมาย จนอาจเรียกได้ว่าหากแก้ตามวิถีทางในรัฐธรรมนูญแทบจะทำไม่ได้เลย แต่ครั้นจะเป็นวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่อยากสนับสนุน เพราะจะยิ่งเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอลงไปอีก

แต่ผมเชื่อว่ามาถึงวันนี้ ประชาชนรู้ซึ้งมากขึ้นแล้วถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าความรับรู้ของประชาชนมีพลังอำนาจและเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความรับรู้นี้ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่ขยายกว้างไปถึงประชาชนกลุ่มวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะมีบทบาทต่อการเมืองและสังคมไทยในอนาคต การเกิดความตระหนักใหม่จะสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ที่คนมีส่วนร่วมและใส่ใจกับแนวคิดทางการเมือง แนวทางใหม่ๆที่สร้างสรรค์มากขึ้น และจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้แก่การหาทางออกให้ประเทศ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือตัวปัญหา การจัดการปัญหานี้ก็พอจะมีทางเป็นไปได้ในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกพรรคการเมือง และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งผมคิดว่าวันนี้ทุกพรรค ทุกฝ่ายต่างทราบและตระหนักดีถึงผลกระทบที่ทุกคนจะได้รับจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ผมเชื่อมั่นและหวังว่าทุกพรรคทุกฝ่าย จะต้องช่วยกันนำพาประเทศออกจากกับดักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

    0 วางบทบาทของพรรคเพื่อไทยกับบทบาทฝ่ายค้านไว้เช่นใด
ก่อนการเลือกตั้ง ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้านกติกา เราคาดหวังว่าเราจะสามารถได้รับความไว้วางใจจากเสียงสนับสนุนของประชาชนให้เป็นผู้บริหารประเทศ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ และนำแนวนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ ที่เราไม่สามารถเดินต่อไปได้ในฐานะรัฐบาล พวกเราก็ไม่เคยคิดว่าหนทางแห่งประชาธิปไตยจะสิ้นสุด เรายังคงต้องต่อสู้ร่วมกับทุกพรรคการเมืองและประชาชน ที่จะมีจำนวนมากขึ้นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งการบรรลุจุดหมายปลายทางต่อไป

นอกจากบทบาท “ฝ่ายค้าน” ที่ต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น จริงจัง ภายใต้รูปแบบที่สร้างสรรค์แล้ว การทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนโดยไม่มีอำนาจรัฐก็ยังสามารถทำได้อยู่ พรรคเพื่อไทยจะวางบทบาทพรรคเป็นผู้ประสานผลประโยชน์ภาคประชาชน โดยเป็นตัวกลางเชื่อมผลประโยชน์ระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับภาคเอกชน หรือแม้แต่ประชาชนกับภาครัฐ ในทุกโอกาสที่เราทำได้ต่อไป

นอกจากนั้น พรรคยังเห็นความสำคัญของการเมืองระดับท้องถิ่น ในหลักการแล้วการเมืองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญในการเข้าถึงการรับใช้ประชาชนและการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน อีกทั้งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเมืองในระบบใหญ่  ดังนั้น จากนี้ไป พรรคเพื่อไทยจะมุ่งให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้าให้มากขึ้น และถือเป็นทิศทางการเมืองที่สำคัญต่อไป

 0 วิเคราะห์อนาคตรัฐบาลประยุทธ์ 2 ไว้เช่นใด
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ การเมืองจะไร้เสถียรภาพ ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลผสมชุดนี้ ซึ่งมีเสียงปริ่มน้ำอย่างนี้ จะสามารถเดินไปได้ไกล แนวโน้มบอกได้เลยว่ารัฐบาลนี้จะกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

นอกจากนี้รัฐบาลเองก็ต้องคำนึงถึงกฎกติกา แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อคาดหวังจะใช้ควบคุม หากฝ่ายที่เห็นต่างประสบความสำเร็จได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล การพยายามออกแบบมาให้สามารถควบคุมนโยบายต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นพันธะอันไม่สอดคล้องกับการเติบโตของรัฐบาล และกลายเป็นกลไกที่กีดกันการก้าวรุกไปข้างหน้าของประเทศอย่างมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกับดักที่ถูกวางไว้และจะย้อนมาเป็นอุปสรรคในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประเทศของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเอง

ผมจึงเชื่อว่าอนาคตการเมืองไทยคงจะลุ่มๆ ดอนๆ ไป พร้อมกับเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เป็นผลสำเร็จ

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ประชาชนคงจะได้เห็นงูเห่าเกิดขึ้นอีกหลายครั้งหลายวาระในการผ่านกฎหมาย งบประมาณ และญัตติต่างๆ ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่จำต้องเลี้ยงงูเห่าด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนเช่นนี้จะสามารถอยู่ได้ยาว และมั่นคง…

วันหนึ่งความขัดแย้งรอบด้านที่สั่งสมและปะทุขึ้น จะกลับมาทำลายความมั่นคงของกลุ่มผลประโยชน์ของพวกเขา และผมยังเชื่ออีกว่า…ประชาชนก็จะไม่อดทน และไม่มีวันยินยอมกับสภาวะแบบนี้อย่างแน่นอน

ปมลึกปมแค้น “เสี่ยโต้ง” ไม่เอา “ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปมลึกปมแค้น “เสี่ยโต้ง” ไม่เอา “ลุงตู่”

10 มิถุนายน 2562 – 11:44 น.
เสี่ยโต้ง,สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ,พรรคภูมิใจไทย,สสศรีสะเกษ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โหวตเลือกนายกฯ,บุรีรัมย์-ศรีสะเกษ
เปิดอ่าน 11,088 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 10 มิถุนายน 2562

*******************

          ยังไม่จบ “เสี่ยโต้งเอฟเฟกต์” งดออกเสียง ไม่โหวตเลือก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย ตั้งกรรมการสอบเสี่ยโต้งในกรณีดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมติพรรค แต่มีข่าวบางกระแสว่า พรรคยังไม่ได้ดำเนินการอะไร ถือว่าเรื่องจบแล้ว หลังเสี่ยโต้งขอโทษ

          แน่นอน การตัดสินใจงดออกเสียง เสี่ยโต้งได้แต้มบวกมหาศาล แต่พรรคภูมิใจไทยก็ติดลบบานตะไทเหมือนกัน “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ขอเก็บงำความไม่พอใจไว้ก่อน วันพระไม่ได้มีหนเดียว

ศึกเสี่ยโต้งเสี่ยนาย

          การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คนเมืองดอกลำดวนมองสนามเขต 1 (.เมืองศรีสะเกษ อ.วังหินเป็นการต่อสู้ของนักธุรกิจการเมือง คนคือ เสี่ยโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กับ เสี่ยนาย ธเนศ เครือรัตน์ 

          เสี่ยนาย” เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท.ศรีสะเกษ ได้รับมรดกการเมืองจากบิดา ไพโรจน์ เครือรัตน์ อดีต ส..ศรีสะเกษ หลายสมัย 

เสี่ยนาย ธเนศ เครือรัตน์  สายป๋าเหลิม บางบอน 

          เลือกตั้งซ่อมปี 2546 เมื่อบุญชง วีสมหมาย เสียชีวิต เสี่ยนายลงสมัคร ส..ในสีเสื้อไทยรักไทย เอาชนะมานะ มหาสุวีระชัย ได้เป็น ส..สมัยแรก และนับจากนั้น ไม่เคยสอบตก กระทั่งเลือกตั้งหนนี้ ที่เสี่ยนายพ่ายเสี่ยโต้ง ทายาทแลนด์ลอร์ดแห่งศรีนครลำดวน

          เสี่ยโต้ง ได้ 46,797 คะแนน เสี่ยนาย (เพื่อไทยได้ 35,582 คะแนน และผู้สมัครโนเนมจากพรรคอนาคตใหม่ ได้ 8,970 คะแนน 

          เปรียบเทียบกับผลคะแนนปี 2554 เสี่ยนาย ได้ 38,412 คะแนน ส่วนมานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ ลุงของเสี่ยโต้ง ได้ 29,317 คะแนน

          แสดงว่า คะแนนของตระกูลอังคสกุลเกียรติ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นความนิยมส่วนตัวของเสี่่ยโต้งเพียวๆ ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทย

ศึกสองตระกูล

          นับแต่ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย เก้าอี้ ส..ในศรีสะเกษ ก็ตกอยู่ในมือพรรคเครือข่ายของทักษิณมาตลอด ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคพลังประชาชนหรือเพื่อไทย

          ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ แตะมือกับบรรหาร ศิลปาอาชา แห่งพรรคชาติไทย โดยส่งลูกชาย “โต้ง สิริพงศ์” ลงสมัคร ส..เขต ปี 2548 ก็พ่ายกระแสประชานิยม

ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ 

          เลือกตั้ง ส..2550 กติกาเปลี่ยนเป็นเขตใหญ่ ศรีสะเกษ เขต จึงครอบคลุมไปถึง อ.กันทรารมย์.ราษีไศล.ยางชุมน้อย ฯลฯ มี ส..ได้ คน เสี่ยโต้งจึงเบียดเข้ามาเป็น ส..ได้

          หลังจากพรรคชาติไทยถูกยุบ มารดา สกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ลงสนามเลือกตั้งซ่อม ก็พ่ายพรรคพลังประชาชนยับเยิน กลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ปี 2554 “มานะพันธ์” ลุงของเสี่ยโต้ง ก็พ่ายค่ายเสี่ยแม้วซ้ำอีกหน

          เสี่ยโต้งกลับมาเที่ยวนี้ ต้องถอดเสื้อสีน้ำเงิน ไปกราบขอคะแนนจากแกนนำคนเสื้อแดง ด้วยคำมั่นสัญญาใจไม่เอาลุงตู่ จนโกยแต้มเอาชนะเสี่ยนายขาดลอย

          เสี่ยโต้งเสี่ยงหักมติพรรค เพื่อรักษาฐานเสียงของตระกูล โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ ทีมพ่อเสี่ยโต้งจะแพ้ไม่ได้

ศึกเจ้าพ่อกีฬาอีสานใต้

          บุรีรัมย์ศรีสะเกษ เป็นเมืองรองที่มีพรมแดนติดกัน วันนี้ บุรีรัมย์เป็นศูนย์กลางการกีฬาของประเทศ เสี่ยโต้ง

           สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ก็พยายามจะให้ศรีนครลำดวน เป็นอาณาจักรกีฬาเช่นกัน

          เสี่ยโต้ง” จึงสร้างทีมวอลเลย์บอลศรีสะเกษ วีซี ทั้งทีมชายและทีมหญิง และทีมฟุตซอลศรีปทุมศรีสะเกษ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

เสี่ยโต้ง ทำฟุตซอลและวอลเลย์บอล

          ส่วนเสี่ยนาย ธเนศ เครือรัตน์ ได้ทำทีมฟุตบอลศรีสะเกษ เอฟซี ฉายา “กูปรีอันตราย” จนได้เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก บังเอิญเสี่ยนาย ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายผู้มีบารมีเหนือสมาคมลูกหนัง จึงประสบภาวะวิกฤติการเงิน 

          แม้ทางการเมือง เสี่ยโต้งกับเสี่ยนาย จะอยู่กันคนละพรรค แต่ในเส้นทางอำนาจวงการกีฬา ทั้งสองอยู่คนละขั้วกับ “ผู้ยิ่งใหญ่เมืองบุรีรัมย์”

          กลางปีที่แล้ว เสี่ยโต้งสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ โดยมีแรงหนุนจากนายกสมาคมกีฬาจังหวัด 68 แห่ง แต่ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกทคือ พล..วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา คนสนิทป๋าป้อม

เสี่ยนาย ทำทีมฟุตบอลศรีสะเกษ เอฟซี ทุนน้อย ก็ลำบากหน่อย

          สุดท้าย ก้องศักด ยอดมณี บุตรชาย ดร.สุวิทย์ ยอดมณี อดีตรัฐมนตรีว่าท่องเที่ยวฯหลานของ จอมพลถนอม กิตติขจร  ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ว่าการ กกท.

          ตกปลายปี เสี่ยโต้งกำลังจ่อคิวเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ตามสัญญาสุภาพบุรุษกับท็อป วราวุธ แต่ดันเจอผู้อาวุโสหักดิบ ไม่เอากลุ่มยังบลัดชาติไทยพัฒนา

          กลายเป็นแค้นยกกำลังสอง เมื่อเสี่ยโต้งสืบทราบว่า “ผู้มีบารมีสีเขียว” เป็นแบ็กให้ผู้อาวุโสกลับมายึดพรรคสุพรรณ

“แอนิมอล ฟาร์ม” การเมืองในวรรณกรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374899?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แอนิมอล ฟาร์ม” การเมืองในวรรณกรรม

10 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
พลทวีรชน สุคนธปฏิภาค,แอนิมอล ฟาร์ม
เปิดอ่าน 2,284 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับทิ้งท้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝากแนะนำให้คนไทยอ่านหนังสือเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm) เพราะเป็นหนังสือน่าอ่านให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต

พล.ท.วีรชนยังได้ออกมาย้ำอีกหลังจากมีประชาชนเริ่มพูดถึงหนังสือดังกล่าวว่า หนังสือไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย แต่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องได้ดีและน่าสนใจ และไม่อยากให้เชื่อมโยงทุกอย่างเป็นการเมือง หนังสือให้ข้อคิดว่าทุกชีวิตควรช่วยเหลือกัน และไม่มีใครทำให้คนอื่นพอใจได้ทั้งหมด

ต่อประเด็นดังกล่าว ผศ.ดร.แพร จิตติพลังศรี จากศูนย์การแปลและการล่าม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงทัศนะกับรู้ลึกกับจุฬาฯ ว่า

“ไม่รู้เหมือนกันว่ามูลเหตุที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาแนะนำหนังสือเล่มนี้คืออะไร แต่สังเกตได้ว่าออกมาพูดตอนที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคกำลังต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล อาจพูดถึงเรื่องการต่อรองแย่งชิงอำนาจ แต่ในความเห็นดิฉันคิดว่าท่านน่าจะคิดไม่ถึงมากกว่าว่าหนังสือนี้มีนัยอะไร”

ผศ.ดร.แพร ระบุว่า หนังสือนวนิยายเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม เป็นหนังสือที่เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีนัยเสียดสีการเมืองอย่างชัดเจน

“แอนิมอล ฟาร์มเสียดสีระบบการเมืองของรัสเซีย เอาสัตว์มาอุปมานิทัศน์เป็นคน พล็อตเรื่องโดยย่อคือมีหมูในฟาร์มลุกขึ้นมาโค่นอำนาจของคน คือต้องการโค่นอำนาจเผด็จการ แต่สุดท้ายหมูก็กลายเป็นเผด็จการเสียเอง”

อาจารย์แพรชี้ว่า หนังสือนวนิยายขนาดสั้นหรือที่เรียกว่า Novella เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในบริบทการเสียดสีการเมืองรัสเซียยุคสตาลินว่า ระบอบการปกครองโดยสตาลินก็ไม่ได้ดีไปกว่าระบอบพระเจ้าซาร์ ซึ่งเป็นระบอบเก่าเท่าใดนัก แต่ด้วยความเก่งกาจของผู้ประพันธ์ ทำให้หนังสือเล่มนี้สามารถใช้เสียดสีระบบเผด็จการได้มาโดยตลอด

“เราต้องยอมรับว่าตัวผู้แต่งคือออร์เวลล์เป็นคนมาก่อนกาลมาก และเป็นนักเขียนที่มองไปถึงอนาคตได้ว่าจะเกิดอะไร หนังสือเล่มนี้สร้างโลกใบหนึ่งซึ่งก็คือฟาร์ม เป็นจักรวาลหนึ่งๆ เพื่อเอามาเสียดสีสังคมโลกเรา แถมพล็อตเรื่องของนิยายเล่มนี้เป็น Ready-to-wear กับระบอบเผด็จการมากๆ คือเราสามารถเอาบุคคลสำคัญในระบบการเมืองของประเทศใดๆ ก็ตามมาสวมเป็นตัวละครในเรื่องได้ทันที”

ผศ.ดร.แพร จิตติพลังศรี

ทั้งนี้ หนังสือชื่อดังอีกเล่มซึ่งเขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ ที่เคยถูกพูดถึงในการเมืองไทยก็คือ “หนึ่งเก้าแปดสี่ (1984)” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาชนที่ถูกควบคุมโดยรัฐทุกชั่วขณะ ทั้งความคิด การดำรงชีวิต การกระทำ ฯลฯ และมีวรรคทองในเรื่องอย่าง “Big brother is watching you” ก็ได้เคยถูกใช้อธิบายการเมืองไทยกรณี พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ฉบับซิงเกิลเกตเวย์ในอดีตมาแล้ว

อาจารย์แพรตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือแอนิมอล ฟาร์ม ได้ถูกแปลในประเทศไทยถึง 10 ครั้ง ฉบับแรกตั้งแต่ปี 2502 จนล่าสุดคือการพิมพ์ครั้งที่ 10 เมื่อปี 2560 มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมักถูกแปลในช่วงจังหวะที่การเมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลง

“ด้วยลักษณะของหนังสือ ไม่ใช่จะขายดีอะไรขนาดนั้น และไม่ใช่หนังสือประเภทเทพนิยายหรือหนังสือศาสนาที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ขายได้ตลอด เช่นนิทานอีสป คัมภีร์ไบเบิล ซึ่งนิยมแปลซ้ำกันบ่อย การแปลบ่อยหมายถึงสังคมต้องการอะไรบางอย่าง และตัวหนังสือเองก็กำลังตอบโจทย์อะไรบางอย่างของสังคมอยู่”

จากข้อมูลการตีพิมพ์ของหนังสือแอนิมอล ฟาร์ม พบว่ามักจะตีพิมพ์ซ้ำในช่วงที่ประเทศไทยมีรัฐประหาร นับตั้งแต่การพิมพ์ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการรัฐประหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงฉบับครั้งที่ 9 ที่เป็นการรัฐประหารนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประเด็นที่น่าสังเกตอีกประการคือ หนังสือหรือวรรณกรรมต่างๆ ที่มักปรากฏในหน้าข่าวการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นแอนิมอล ฟาร์ม หรือ 1984 ต่างเป็นวรรณกรรมแปลจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันวรรณกรรมของไทยเองกลับมีปรากฏค่อนข้างน้อยกว่า

“ที่เด่นๆ เท่าที่สังเกต คือปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงษ์ เป็นวรรณกรรมที่มีจุดยืน มีความกล้าหาญมาก พูดถึงปัญหาชนชั้นบน ชนชั้นล่างที่ไม่มีสิทธิพิเศษ แต่วรรณกรรมของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจำนวนมากยังไม่แรงพอ ไม่ได้เสียดสีไปขั้นสุด หรือว่าจินตนาการจักรวาลขึ้นมา เอาเป็นว่าไม่ได้ถึงพริกถึงขิงมากพอ แต่ก็อาจเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของวรรณกรรมไทยก็ได้”

อาจารย์แพรยังกล่าวอีกว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้โฆษกรัฐบาลแนะนำหนังสือเรื่องแอนิมอล ฟาร์ม โดยพยายามชี้แจงว่าหนังสือเล่มนี้แนะนำให้คนไทยดูแลกันและกันให้ดี ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่น่าจะใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะนวนิยายเล่มนี้คือนวนิยายการเมืองที่มีความชัดเจนอย่างปฏิเสธมิได้

“ความคิดส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์เองก็คาดไม่ถึง และด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาก็ทำให้ไม่มีใครกล้าท้วงว่าท่านพูดไม่ถูก หรือท่านควรระวังคำพูดในเรื่องนี้ เลยทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา” อาจารย์แพรกล่าวทิ้งท้าย

เพื่อไทย-อนาคตใหม่ ต้องเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทย-อนาคตใหม่ ต้องเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง!

10 มิถุนายน 2562 – 10:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เพื่อไทย,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 3,033 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

หมดเวลามานั่งคร่ำครวญถึงความพ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประดิษฐ์วาทกรรม “ถูกปล้น” ชัยชนะ ทั้งที่ข้อเท็จจริง คนทั้งแผ่นดินรับรู้ว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แพ้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยคะแนน 244 ต่อ 500 แพ้ทั้งในสภาล่าง (ส.ส.) และสภาสูง (ส.ว.)

แต่มิใช่การแพ้ที่น่าทับถม หากผู้ปราชัยอย่างธนาธร มีน้ำใจ “นักกีฬา” ยอมรับกับความพ่ายแพ้ มิใช่เบี่ยงเบนว่า “ถูกปล้นชัยชนะ” ปล้นตรงไหน? มีการใช้ งูเห่าสีส้ม ในอนาคตใหม่มาลงคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือมีการโกงการลงคะแนนหรือไม่ คำตอบคือไม่มี การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมอย่างโปร่งใส และเปิดเผย ของชวน หลีกภัย น่าจะเป็นการทำหน้าที่ที่ทำให้รัฐสภาเป็นที่น่าเชื่อถือได้ในรอบ 30 ปี

ต่อไปนี้เมื่อการเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น และการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเกิดขึ้น ทั้งธนาธร พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทย เลิกคิดถึงการ “แย่งอำนาจ” โดยการบิดเบือนหรือให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงต่อสังคม และเลิกสร้าง วาทกรรม “เอาดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น” ได้แล้ว

          ต้องใช้เสียง 246 ส.ส.ของฝ่ายค้าน อันประกอบด้วย เพื่อไทย (136) อนาคตใหม่ (81) เสรีรวมไทย (10) ประชาชาติ (7) เศรษฐกิจใหม่ (6) เพื่อชาติ (5) และพลังปวงชนไทย (1) ให้เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน 

ด้วยการติดตาม ควบคุมการทำงานของรัฐบาลให้มีความโปร่งใส เสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จงใช้ 246 เสียงของฝ่ายค้าน ทำงานในระบบรัฐสภา ทั้งการใช้กลไกคณะกรรมาธิการในสภา สอบสวนสิ่งผิดปกติ ติดตามการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี-ข้าราชการ ใช้กระทู้และญัตติในการตรวจสอบตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ถึงรัฐมนตรีทั้งคณะ ถ้าเห็นพฤติกรรมอันไม่สุจริต ทำให้ประเทศเสียหาย สามารถยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นมาตรการขั้นสูงสุด ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ถ้าหาก 246 เสียงของฝ่ายค้าน นำโดยเพื่อไทย-อนาคตใหม่ ทำงานอย่างเข้มแข็ง และชอบธรรม ไม่ใส่ร้าย สร้างเรื่อง หรือวาทกรรมที่มุ่งทำลายล้าง แต่คัดค้านตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์เพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่สร้างเรื่องราวเหมือนกรณีเด็กเลี้ยงแกะ “ถูกซื้องูเห่า หัวละ 120 ล้านบาท” โอกาสที่ประชาชนส่วนใหญ่ จะเลือกพรรคขั้วเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ให้ขึ้นมาบริหารประเทศแทน พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีสูง

ตรงกันข้าม หากใช้ 246 เสียงอย่างไร้คุณค่า อภิปรายไปเรื่อยเหมือนครั้งก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี หรือการพูดจาเลื่อนลอย กล่าวหาผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล-หลักฐาน หมดเวลาไปกับการประดิษฐ์ “วาทกรรม” หรือพูดซ้ำไปซ้ำมาแต่ “ต่อต้านเผด็จการ” เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง จนลืมทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของผู้แทนปวงชนในรัฐสภา ทั้งเพื่อไทย อนาคตใหม่ และพรรคในซีกฝ่ายค้าน ก็จะกลายเป็น “อนาคตหมอง”

ดังนั้น ในโอกาส การเมืองปริ่มน้ำ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนเห็น เมื่อนั้นจะเป็นโอกาสทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ของทั้ง เพื่อไทย-อนาคตใหม่

เฉกเช่นเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลจะใช้อำนาจเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัว หรือเพื่อพวกพ้อง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เพราะนอกจากจะมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งคอยถ่วงดุล ยังเป็นรัฐบาลผสม ที่ถ่วงดุลกันข้างในเอง นี่คือข้อดีของรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำ ที่ผู้นำมิสามารถใช้อำนาจโดยพลการ เพราะมีการจ้องตรวจสอบทั้งข้างในรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด

          ประเทศชาติได้ประโยชน์จากระบบตรวจสอบถ่วงดุล หากทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างมีประสิทธิภาพ