จุดพลุแก้รธน.จับตาเกมนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดพลุแก้รธน.จับตาเกมนอกสภา

13 มิถุนายน 2562 – 09:29 น.
รธน
เปิดอ่าน 1,160 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562

พรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้านได้แสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งประกาศว่าต้องการแก้ไขทั้งฉบับโดยเริ่มต้นจากเรื่องอำนาจของส.ว.และมาตรา 279 ที่รับรองอำนาจของคสช. โดยเตรียมผลักดันทุกช่องทางทั้งในสภาและนอกสภา รวมทั้งจัดเตรียมเดินสายชี้แจงรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบและให้เกิดฉันทามติร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลาจำเป็นต้องช่วยกันถอดสลัก ซึ่งแนวโน้มยื่นประเด็นแก้ไขก็มีแตกต่างกันไปโดยบางพรรคก็จ้องจะแก้ไขหลายหมวด หลายมาตรา และบางพรรคก็เสนอว่าควรปลดล็อกหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก เพื่อให้อนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยให้ใช้กติกาปกติที่ใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา โดยพรรคการเมืองเหล่านี้เริ่มเดินหน้าทันทีหลังมีรัฐบาลใหม่เข้าสู่การบริหารประเทศ

ในส่วนขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าต้องเริ่มจากคณะรัฐมนตรี หรือส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรคือ 100 คนขึ้นไป ส่วนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ จะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ที่มีส.ส.500 คน และส.ว.250 คน คือต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งในจำนวนนี้ ส.ว.จะต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 เสียง และวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก ส่วนการโหวตวาระ 3 ขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนเปิดเผย และต้องมีคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภาโดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองและมีส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกส.ว.

นอกจากนี้ยังมีการล็อกไว้อีกคือ 1.หากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หรือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่หรืออำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระต้องทำประชามติ 2.ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส.และส.ว.รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของร่างแก้รัฐธรรมนูญได้ ทั้งนี้จากความเห็นนักวิชาการมองว่าจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นปราบปรามทุจริต การปฏิรูปพัฒนาประเทศ มีบทลงโทษพรรคและนักการเมืองที่รุนแรง ส่วนจุดอ่อนคือถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และถ้าถามว่าประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ยังไม่มีการสำรวจผลอย่างจริงจัง

บริบทของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ผ่านการประชามติจากประชาชนกว่า 16.8 ล้านเสียง และในระหว่างมีผลบังคับใช้มาเกือบ 2 ปียังถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมไปถึงข้อเด่นข้อด้อยและต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายเพื่อตกผลึกหาข้อสรุป โดยเฉพาะนักการเมืองอยู่ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงไม่ควรชี้นำหรือรีบด่วนแก้ไข แม้จะบอกว่าเป็นพันธสัญญาหาเสียงเพราะกฎหมายนี้เกี่ยวพันกับประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นเห็นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมน่าจะเริ่มจากองค์กรอิสระหรือหน่วยงานวิชาการและสถาบันที่เป็นกลางเข้ามาเป็นกลไกหลักดำเนินการเพราะลำพังพรรคการเมืองไม่สามารถหาฉันทามติจากทุกส่วนได้เนื่องจากแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายจึงต้องจับตาว่าจะเป็นหมากเกมปลุกกระแสนอกสภาเพราะในสภาจบเห่ไปแล้วหรือไม่

แก้ไขรธน. ‘ระเบิดเวลา’ รบ.พปชร.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ไขรธน. ‘ระเบิดเวลา’ รบ.พปชร.

13 มิถุนายน 2562 – 09:25 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ,พลังประชารัฐ,ประชาธิปัตย์,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,396 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย…   ร่มเย็น

แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560”  เพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เป็นเงื่อนไขต่อรองสำคัญข้อหนึ่งในการเข้าร่วมรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์มีต่อพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  ซึ่งเมื่อได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ  พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมี 53 เสียง จึงตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล

          อย่างไรก็ตามในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้มีีข้อแม้ว่า หากภายหลังเกิดกรณีไม่ทำตามเงื่อนไขตามทีี่ได้ตกลงกันไว้  พรรคประชาธิปัตย์ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะทบทวนอนาคตได้ในเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาล

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560  เป็น “ของรักของหวง” ของ คสช.มาโดยตลอด  เพราะมีการวางกลไกการเปลี่ยนผ่านอำนาจของคสช.ไว้เป็นอย่างดี  ดังนั้นมีหรือที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จะอยากให้แก้ จับอาการของพล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องนี้ก็จะเห็นอาการเด้งเชือก ..“เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นกับการร่วมจัดตั้งรัฐบาล”
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  บอกว่า  เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องหารือร่วมกัน  ซึ่งต้องหารือกันต่อไป
เช่นเดียวกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐอีกคน “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ก็บอกว่า …เร็วไปที่จะพูดถึงในการแก้ไข ตอนนี้ต้องมุ่งนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาจะแก้มากแก้น้อยขนาดไหนต้องมาพูดคุยกัน คงไม่ใช่เงื่อนไขเร่งด่วน หรือจะเป็นปัญหาในการร่วมรัฐบาลในครั้งนี้

และหากมองไปที่เงื่อนไขในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า “เพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น” นั้น กว้างมาก เพราะว่าไปแล้วรัฐธรรมนูญปี 2560 มีกลไกหลายอย่างที่สร้างปัญหา  อาทิ  ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ในบทเฉพาะกาลระยะ 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกให้ ส.ว. ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด หรืิอกรณีที่เปิดช่องให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
ยิ่งกว่านั้น….การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 60  ได้สร้างเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างซับซ้อน  โดยต้องฝ่า “ด่านหิน” แต่ละขั้นตอนไปให้ได้
เริ่มจาก  1.ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี (ไม่ต้องฝันว่าจะเกิดขึ้น) หรือ ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือ ส.ส.ประมาณ 100 คนขึ้นไป หรือจาก ส.ส. และส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประมาณ 150 คนขึ้นไป หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน เข้าชื่อกัน
2.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา ซึ่งมีส.ว.ร่วมพิจารณาด้วย และพิจารณาเป็น 3 วาระ
3.การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการจะต้องใช้เสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติม “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งก็ประมาณ 376 เสียงขึ้นไป และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือประมาณ 84 เสียงขึ้นไป (ยากกว่าได้เป็นนายกฯเสียอีก เพราะการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ ใช้เสียงประมาณ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งใช้เสียง ส.ส.อย่างเดียวก็ได้ไม่ต้องพึ่งส.ว. แต่นี่กำหนดถึงขนาดที่ว่าในจำนวน 376 เสียงต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบด้วย แค่นั้นไม่พอต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบด้วยประมาณ 84 เสียงขึ้นไป)
4.การพิจารณาในวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ในการออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก
5.ในการโหวตวาระ 3 ขั้นสุดท้าย (หินสุดๆ) ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาคือประมาณ 376 เสียงขึ้นไป โดยในจำนวนนี้จะต้องมีเสียง ส.ส.จากทุกพรรคในสภาเข้ามาร่วมโหวตแก้ไข แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านก็ต้องเห็นชอบด้วย ถ้าขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไปอาจทำให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม และต้องมีเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองรวมกัน และมีส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งก็คือประมาณ 84 เสียงขึ้นไป
สรุปว่า เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญยากยิ่งกว่ายาก  เงื่อนไขแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอต่อพรรคพลังประชารัฐจะสำเร็จได้ต้องให้ ส.ว.250 ที่มาจากคสช.เปิดทาง และทุกพรรคการเมืองต้องสนับสนุนด้วย  และบางหมวดถ้าจะแก้ไขก็ต้องผ่านการออกเสียงประชามติก่อนด้วย
ดังนั้นหากพรรคพลังประชารัฐไปตกปากรับคำกับพรรคประชาธิปัตย์ตามข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แล้วไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ ก็เท่ากับว่าผิดคำพูด ซึ่งจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคใหญ่อันดับสองของรัฐบาล เมื่อเวลาที่ “สุกงอม” เดินมาถึง

นายกฯต้องสานรอยร้าวในพลังประชารัฐ (ถ้าจะอยู่ยืด)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯต้องสานรอยร้าวในพลังประชารัฐ (ถ้าจะอยู่ยืด)

13 มิถุนายน 2562 – 09:10 น.
รักแผ่นดิน,พลังประชารัฐ,นายกฯ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สามมิตร
เปิดอ่าน 2,708 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562

…เพราะหนึ่งพรรคมีสิงร่างในพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เกิดรอยร้าวขึ้น อันที่จริงความ “ไม่ลงรอย” กันระหว่าง ผู้มีบารมีสีเขียวกับสามมิตร ซึ่งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ มีมาตั้งแต่ตอน “ปักหมุด” ตั้งพรรค

ตั้งแต่เริ่มแรกการคัดเลือก “คณะผู้บริหารพรรค” แต่ยังไม่เห็น “รอยร้าว” ชัดเจน จนกระทั่งการแบ่งเค้กจัดรัฐมนตรีตั้งรัฐบาลมาถึง เพราะนี่คือการเมือง ที่แย่งชิงทรัพยากร(เก้าอี้เสนาบดี) ที่มีอยู่อย่างจำกัด

การให้ร้ายระหว่างกัน ทั้งทางลับและทางแจ้ง ของทั้งผู้มีบารมีสีเขียวและกลุ่มสามมิตร จะเป็นปัจจัยในการ “กร่อนเซาะ บ่อนทำลาย” ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และเสถียรภาพรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยปริยาย

ไม่ว่าการพยายามจากผู้มีบารมีสีเขียว ในการสลายกลุ่มสามมิตรด้วยยุทธวิธี “ตกปลาในบ่อสามมิตร” ดึง ส.ส.ออกจากกลุ่มสามมิตร หรือความพยายามของสามมิตรในการ “ตกปลาในบ่อ” ดึง ส.ส.ในพรรคเข้ากลุ่ม ล้วนแต่เป็นการขยายผลแห่ง “บาดแผล”ความขัดแย้งให้ลึกลงไปอีก และไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อพรรคและเสถียรภาพของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ แม้แต่น้อย

ครั้นจะปล่อยให้ “ผู้มีบารมีสีเขียว” หรือ ”สามมิตร” แก้ไขปัญหากันเอง ด้วยวิธีการเฉกเช่นที่เป็นอยู่ ไม่เห็นวี่แววว่า ความขัดแย้งจะยุติลง ตรงกันข้าม จะเป็นความร้าวลึกที่รอวัน “ปะทุ”รอบใหม่ ที่อาจจะสะสมพลังปะทะดังเสมือนภูเขาไฟที่รอวันระเบิด

เพราะต่างฝ่ายต่าง ”โยนความผิด” ทั้งผลเลือกตั้ง และการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ว่าเป็นเพราะฝ่ายหนึ่ง ที่ทำให้พลังประชารัฐได้ ส.ส.ต่ำกว่าเป้า-เจรจาตั้งรัฐบาลเสียเปรียบพรรคร่วม เพราะพอใจฝั่งตน ได้กระทรวงสมใจอยาก

อาการแบบนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่ต้องเป็น “กาวใจ” บริหารความขัดแย้งให้ได้ เพราะนี่คือความอยู่รอดทางการเมืองรอบสอง ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพลเอกประยุทธ์ เอง

เมื่อขั้นตอนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ต่อแต่นี้ เราจะเห็นบทบาทนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลงมาแก้ปัญหาทางสองกลุ่ม เพราะคนเป็นกองหลังให้ทั้งสองกลุ่ม “ไม่ธรรมดา”

ที่จะใช้แค่ผู้กองมนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ เสธ.ต่างๆ รอบกาย มาเคลียร์ไม่ได้ ต้องเป็น “ลุงตู่” คนเดียวเท่านั้นถึงจะ “เอาอยู่”

ฮ่องกงมีการชุมนุมประท้วงไปเที่ยวระวังอันตราย ‘ลูกหลง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกงมีการชุมนุมประท้วงไปเที่ยวระวังอันตราย ‘ลูกหลง’

13 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
ฮ่องกง,ประท้วง,ประกันสังคม
เปิดอ่าน 2,881 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ธงชัย’ ตลิ่งชัน ซึ่งเพิ่งกลับจากเที่ยวฮ่องกงและไปเจอการชุมนุมประท้วง ซึ่งมีมากร่วมล้านคน และตำรวจปราบจราจลได้สกัดกั้นสลายการชุมนุม

สาเหตุของการประท้วงมีการสรุปให้ทราบในจดหมายต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเรื่องการเมือง-การปกครอง ฮ่องกงโดยรัฐบาลจีน ซึ่งคาดหมายว่าจะมีการประท้วงเรื่อยๆ

 ไปฮ่องกงจงระวัง !
 จะโดนลูกหลงพวกประท้วง

ผมไปฮ่องกงมาและเรื่องแจ้งมาเป็นการด่วนเพราะเกรงว่าอาจจะล่าช้าหรือแม้ว่าเหตุการณ์ประท้วงที่ฮ่องกงอาจจะสงบแต่เชื่อว่าจะมีอีกและขอสรุปเหตุการณ์ให้ทราบ

คาดว่าผู้ออกมาร่วมเดินขบวนถึง 1.03 ล้านคน ส่วนใหญ่ร่วมกันสวมชุดสีขาว ประกอบด้วยคนหลากหลายอาชีพ ทั้งนักธุรกิจ และนักกฎหมายไปจนถึงนักศึกษา นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชื่อดัง และกลุ่มศาสนา โดยการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ แม้มีรายงานว่า ตำรวจใช้สเปรย์พริกไทยสกัดผู้ประท้วง

นับว่ามากกว่าการประท้วงในปี 2546 ที่ชาวฮ่องกงประสบความสำเร็จในการต่อต้านแผนของรัฐบาลที่จะเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายความมั่นคง อย่างไรก็ตามโฆษกตำรวจฮ่องกงออกมายืนยันว่าตัวเลขผู้ชุมนุมที่ประเมินได้ในช่วงสูงสุดอยู่ที่ 240,000 คน

ทั้งนี้ร่างกฎหมายเจ้าปัญหาฉบับนี้จะทำเจ้าหน้าที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และมาเก๊า สามารถยื่นเรื่องขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรมเช่นการฆาตกรรมหรือข่มขืนจากฮ่องกงได้ โดยจะมีการพิจารณาเป็นกรณี

เวลานี้คนไทยชอบไปเที่ยวฮ่องกงเพราะของกินอร่อย ราคาพอรับได้และไปช็อปปิ้งมีของลดราคาเยอะ แต่เพื่อความปลอดภัยโปรดติดตามข่าวให้ดีนะครับและนี่ก็เข้าฤดูมรสุมแล้ว ต่อไปฮ่องกง-มาเก๊า จะมีพายุฝนลมแรงกว่าบ้านเราหลายเท่า

ด้วยความปรารถนาดีจึงเตือนมาให้ผู้จะไปฮ่องกงโปรดระวังและหากมีการชุมนุมประท้วงให้หลีกเลี่ยง

ขอขอบคุณในความห่วงใยของคุณธงชัย มา ณ ที่นี้ ที่แจ้งมาให้ทราบด้วยความปรารถนาดี
อ๊อด เทอร์โบ


ที่สำคัญคือเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงนั้น จีนแผ่นดินใหญ่ที่ดูแลฮ่องกงอยู่เขาเอาจริงครับ เพราะปล่อยไว้จะเป็นเชื้อไฟประท้วงลุกลาม จึงขอแจ้งมาเพราะคนไทยชอบเข้าไปดูไปเห็นหรือไปถ่ายรูปไปเซลฟีจะโดนลูกหลงได้
ธงชัย (ตลิ่งชัน)


มีข่าวดีจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งคู่สมรสที่มีลูกจะได้รับการตรวจและบริการดูแลเพื่อให้การคลอดบุตรเป็นไปอย่างปลอดภัยราบรื่น

รายละเอียดโทรสอบถามข้อมูลได้ที่ 1506 (24 ชม.) และ http://www.sso.go.th
อ๊อด เทอร์โบ


ประกันสังคมช่วยเหลือ
ช่วยเหลือผู้มีลูก (จากเลขาธิการสนง.ประกันสังคม ‘อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ’)

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งถึงสิทธิประโยชน์การสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ประกันตนหรือคู่สมรสที่ตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและดูแลการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น

สำนักงานประกันสังคมจะมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง พร้อมได้ให้สิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร เหมาจ่ายเดือนละ 6,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน

นอกจากนี้มีการสนับสนุนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสมีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพให้แก่ผู้ประกันตนที่มีการเข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด โดยสำนักงานประกันสังคมจะแบ่งจ่ายตามอายุครรภ์เป็นครั้งๆดังนี้คือ

ครั้งที่ 1 อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท

ครั้งที่ 2 อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท

ครั้งที่ 3 อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท

สำหรับแนวทางการขอรับประโยชน์ทดแทนจะต้องมีหลักฐานการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ไปใช้บริการฝากครรภ์ในแต่ละครั้งคือใบเสร็จรับเงินกับใบรับรองแพทย์มายื่นขอรับใบประโยชน์ทดแทนในส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตรได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th


 ต้องสำนึกบุญคุณแผ่นดิน
 เรียนถึงรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

ไทยเรามีรากเหง้า วัฒนธรรม จารีตประเพณีมาหลายร้อยปี สืบทอดกันมาก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเสียอีกที่ชาติอื่นเขาไม่มี จงภูมิใจเถิดที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย แม้บางคนจะเป็นต่างด้าว ต้องสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทยและตอบแทนแผ่นดินไทยที่หลายๆ คนได้ทำดีอยู่แล้ว

ผมมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่ คือลูกหลานเรียนครู พยาบาล เอกดนตรี นาฏศิลป์ จบมาไม่มีงานทำ ออกมาขายของก็ไม่ดี มีแต่คนขายเต็มไปหมด รัฐบาลสร้างวัตถุมนุษย์ให้มีงานทำ ครอบครัวมีความสุข เศรษฐกิจก็จะดี และขอเสนอ ดังนี้

บรรจุข้าราชการ หมอ พยาบาล ผู้ช่วย และพนักงานในโรงพยาบาลใหม่มาก เพราะคนป่วยเยอะมาก บรรจุครูทุกวิชาเอก และทุกโรงเรียนถึงอาชีวะ ให้มีครูดนตรี นาฏศิลป์ ให้เด็กได้มีจิตใจดี ไม่ก้าวร้าว ไม่ไปฆ่าไปตีใครอีก

ขอให้ยกเลิกคำว่าพนักงานราชการ เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเดิมและอย่าเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อย่าเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองจากส่วนกลางเป็นศูนย์สั่งการ

ผมไม่อยากให้ผู้มีอิทธิพล มาเฟีย หรือผู้มีบารมีนอกขอบเขตมาเป็นใหญ่และขยายผลประโยชน์ส่วนตัว
ประโยชน์ (คนไทยรักแผ่นดิน)


“โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ” เสนาบดีคู่สะท้านบู๊ลิ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375172?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ” เสนาบดีคู่สะท้านบู๊ลิ้ม

12 มิถุนายน 2562 – 11:19 น.
โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ,พรรคภูมิใจไทย,เก้าอี้รัฐมนตรี,รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยว,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,นาที รัชกิจประการ,เนวิน ชิดชอบ,รัชกิจโฮลดิ้ง,ปั๊ม PT
เปิดอ่าน 30,648 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 มิถุนายน 2562

***********************

          ไม่น่าประหลาดใจที่โผรายชื่อรัฐมนตรี “ตู่ 2/1” ของพรรคภูมิใจไทย จะมีทั้งชื่อ “นาที รัชกิจประการ” และ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จะได้นั่งเก้าอี้ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

          คอการเมืองทักษิณ พูดเสียงเดียวกันว่า นาทีหรือพิพัฒน์ จะได้เป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ ก็ไม่ผิดแผกแตกต่างกัน และเป็นความภูมิใจของ “รัชกิจโฮลดิ้ง” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ผู้ดำเนินธุรกิจปั๊มน้ำมันพีที ที่มาแรงในวันนี้ 

ทายาท “โกเล็ก” พ่อค้าน้ำมัน

          30 ปีที่แล้ว กลุ่มเรือประมงย่านน่านน้ำอันดามัน ย่อมรู้จักชื่อเสียงของ “โกเล็ก” และ บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด โดยโกเล็ก มีลูกชาย คนที่สืบทอดดูแลธุรกิจน้ำมัน คือ “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” , “โกโต พิบูลย์ รัชกิจประการ” และ “โกนั้ง พิทักษ์ รัชกิจประการ” 

          ปัจจุบัน บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี” (PTG) ดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมันพีที โดยมี “โกนั้ง พิทักษ์” เป็นผู้บริหารค่ายพีทีจี

โกเกี๊ยะ กับ เจ๊เปี๊ยะ ผู้สร้างแบรนด์ปั๊ม PT

          ส่วน “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” และ “โกโต พิบูลย์” ยังดูแลธุรกิจอื่นๆ ในเครือ “รัชกิจโฮลดิ้ง” และเล่นการเมืองเต็มตัว 

          พิพัฒน์” หรือที่เพื่อนโรงเรียนแสงทอง (หาดใหญ่รุ่น 14 เรียกว่า “ซุ่นเกี๊ยะ” เป็นชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา

          เมื่อบิดา “โกเล็ก” ไปทำธุรกิจน้ำมันอยู่ที่ จ.สตูล โกเกี๊ยะก็ได้ไปดูแลกิจการน้ำมันของตระกูล จนสร้างฐานการเมืองท้องถิ่น ทั้งเทศบาลเมืองสตูล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

          โกโต น้องชายโกเกี๊ยะเป็นนายกเล็กเมืองสตูลอยู่หลายปี ก่อนจะวางมือ และหวนกลับมาล้มค่าย ปชปยึด ที่นั่ง ส..เบ็ดเสร็จ

สัมพันธ์ลึก “เนวิน”

          ปี 2547 “เนวิน ชิดชอบ” สมัยที่ยังเป็นขุนพลแก้วของ ทักษิณ ชินวัตร และมีหัวโขน รมช.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ใน จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงเมกะโปรเจกต์อย่างการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา

          เวลานั้น “โกเกี๊ยะ” แห่งภาคใต้เชื้อเพลิง ได้ทำธุรกิจน้ำมันร่วมกันกับ “วัฒนา อัศวเหม” เจ้าพ่อปากน้ำ ที่ทำธุรกิจน้ำมันยี่ห้อเอ็มพี

          วัฒนา” เป็นเพื่อนรักกับ “ชัย ชิดชอบ” มาแต่สังกัดพรรคผี(ปี 2512) จึงฝากให้ลูกชายปู่ชัย “เนวิน” ช่วยดูแลตระกูล “รัชกิจประการ” หุ้นส่วนธุรกิจทางทะเลในเมืองสตูลด้วย

ความสัมพันธ์ของ “อัศวเหม” รัชกิจประการ” และ “ชิดชอบ”

          นี่คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เนวิน ได้รู้จักกับ “โกเกี๊ยะ” รวมถึงภรรยา “เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ” อดีต ส..พัทลุง

          เลือกตั้ง 2550 “เจ๊เปี๊ยะ นาที” จึงเป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชน โซนอันดามัน แม้ผู้สมัคร ส..จะสอบตกหมดทุกเขต แต่เจ๊เปี๊ยะก็ได้เป็นเลขานุการประธานสภาผู้แทนฯ (ชัย ชิดชอบ)

          หลังจากเนวินแยกตัวมาตั้งพรรคภูมิใจไทย โกเกี๊ยะเจ๊เปี๊ยะ ก็รับหน้าที่เป็นแม่ทัพปักษ์ใต้ ค่ายสีน้ำเงินเต็มตัว

เจ๊เปี๊ยะ สนิทสนมกับตระกูลชิดชอบมานาน

อันดามันคอนเนกชั่น

          สมัย “เนวิน” มาดูแลชายแดนใต้ ได้ยึดสตูลเป็นที่มั่นการเมือง นอกจาก “โกเกี๊ยะ” ก็ยังมี “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เจ้าของบริษัท เกียรติเจริญชัยการโยธา ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่สุดในฝั่งอันดามัน ที่รับหน้าที่ดูแลผู้สมัคร ส..สตูล ให้เนวินมาแต่การเลือกตั้งปี 2548

          ตระกูล “เลียงประสิทธิ์” แห่ง อ.ละงู มีธุรกิจมากมาย ทั้งเรือประมง รถบรรทุก แพปลา ท่าเรือ รับเหมาก่อสร้าง สถานีบริการน้ำมัน และสวนปาล์ม นอกจากนี้ ยังมีค่ายมวยเกียรติเจริญชัย

          วันนี้ เครือข่ายโกเกียรติ ยึดการเมืองท้องถิ่นไว้หมด “โกเตี๋ยน สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์” น้องชายโกเกียรติ เป็นนายก อบจ.สตูล และ “โกดาว ประสิทธิ์ แบ้สกุล” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสตูล

          พลันที่ “โกเกี๊ยะเจ๊เปี๊ยะ” แม่ทัพใหญ่ภูมิใจไทย เดิมพันชิงเก้าอี้ “รัฐมนตรี” จึงวางกำลังในพื้นที่เป้าหมายคือ พัทลุง สงขลา และสตูล 

          โกเกียรติจึงกระโดดมาเล่นการเมือง โดยส่งลูกชาย “โกแพ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” ลงสมัครเขต และน้องชายโกเกี๊ยะคือ โกโต ลงเขต ปรากฏว่า ได้รับชัยชนะทั้งสองเขต

          โกเกียรติ” และ “โกเกี๊ยะ” สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งอันดามัน รอคอยมาแต่ปี 2548 ความฝันพลันเป็นจริง ในยุครัฐบาลลุงตู่ ภาค 2

          จะว่าไปแล้ว “เสี่ยหนู” ประกาศทุกเวทีหาเสียงในภาคใต้ว่า นาทีคือรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ จนค่ายสีน้ำเงินคว้าชัย ได้เก้าอี้ ส..มากถึง ที่นั่ง ในสมรภูมิภาคใต้ 

          ต้องบันทึกไว้ในตำนานการเมืองไทย เก้าอี้ ได้รัฐมนตรี คน ก็คือ คู่ชีวันขวัญชีวาแห่ง “รัชกิจประการ” นั่นเอง

รู้จัก “ไอโอ”เมื่อโซเชียลฉีกกฎสงครามข่าวสาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จัก “ไอโอ”เมื่อโซเชียลฉีกกฎสงครามข่าวสาร

12 มิถุนายน 2562 – 11:00 น.
ไอโอ,ช่อ,ทหาร,โซเชียล,ข่าวสาร
เปิดอ่าน 4,474 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าวความจริง..พิกัดข่าว  โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร 

ประเด็น “ไอโอ” กำลังฮิตในการกล่าวหากันทางโลกออนไลน์

ล่าสุดกรณีของ “คุณช่อ” ที่มีคนไปขุดภาพถ่ายในอดีตของเธอที่ถูกมองว่าไม่ค่อยจะเหมาะสม เธอก็ชี้แจงอ้างว่าเป็น “งานไอโอของทหาร” ทำให้หลายคนเข้าใจว่า “ไอโอ” ทำได้เฉพาะฝ่ายรัฐหรือกองทัพเท่านั้น บ้างก็ไปเชื่อมโยงกับการทำปฏิวัติรัฐประหารโน่นเลย ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ค่อยจะถูกต้อง

จริงๆ แล้ว “ไอโอ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Information Operation หรือ “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งในอดีตถูกนำมาใช้ชิงความได้เปรียบในการรบหรือการทำสงคราม

หลักการสำคัญของ “ไอโอ” คือการเผยแพร่ความคิดและความเชื่อของ “ฝ่ายเรา” ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ และทำให้เกิดความคิดความเชื่อคล้อยตามความประสงค์ของ “ฝ่ายเรา” ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางระงับยับยั้ง ขัดขวาง หรือทำลายศักยภาพด้านการ “ไอโอ” ของฝ่ายตรงข้าม หรือ “ฝ่ายศัตรู” เพื่อไม่ให้สามารถเผยแพร่ความคิดความเชื่อต่อกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายของ “ฝ่ายเรา” ได้

นี่คือความหมายพื้นฐานแบบเข้าใจง่ายๆ ที่ได้มาจากอดีตผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบหน่วยงานด้านการข่าวของเมืองไทย

ส่วนวิธีการเผยแพร่ความคิดความเชื่อที่สามารถส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด แน่นอนว่าจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อทุกชนิด ฉะนั้นในอดีต ฝ่ายที่ทำไอโอหนักๆ ได้จึงเป็น “ฝ่ายรัฐ” เพราะคุมสื่อแทบทุกชนิดอยู่ในมือ แต่ในยุคปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย หรือ “สื่อสังคมออนไลน์” ที่ทุกคนเป็นสื่อและผลิตสื่อได้ด้วยตนเอง ทำให้งาน “ไอโอ” ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ภาครัฐอีกต่อไป ฉะนั้นหากใครมีขีดความสามารถ หรือ “ทักษะ” ในการใช้สื่อประเภทต่างๆ ได้มากกว่า ก็จะทำไอโอได้เหนือกว่าอีกฝ่าย

ที่สำคัญ ความเชี่ยวชาญการใช้ “สื่อใหม่” หรือ “นิวมีเดีย” ยังสามารถระงับหรือขัดขวางการ “ไอโอ” ของฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย เช่น วิธี report หรือวิธีใช้คนจำนวนมากเข้าไปใช้เว็บ เพจเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมของฝ่ายตรงข้ามพร้อมๆ กันจนเว็บหรือเพจล่ม หรือถ้าเป็นระดับมืออาชีพมากกว่านั้นอาจใช้การโจมตีด้วยไวรัสกันเลยทีเดียว

สถานการณ์ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการข่าว บอกว่า บางทีคนทั่วไปที่มีความรอบรู้ในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพิเศษ ก็อาจมีความสามารถในการทำ “ไอโอ” เหนือหน่วยงานรัฐบางหน่วยที่ยังมีบุคลากรด้านนี้น้อย หรือบุคลากรไม่พัฒนาตัวเองด้วยซ้ำ

การทำ “ไอโอ” ที่เห็นชัดๆ ในบ้านเราในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็คือการทำสงครามข่าวสารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งว่ากันว่าเป็นพื้นที่ที่ “ข่าวลือ” ทำงานสำเร็จมากที่สุดพื้นที่หนึ่งของประเทศ

วิธีการทำ “ไอโอ” ที่ใช้กันทั่วไป หลักสำคัญเริ่มจากการหา “จุดสนใจ” แล้วสร้าง “คีย์เวิร์ด” เพื่อสร้างชุดความคิดทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่น โจมตีว่าอีกฝ่ายเป็นเผด็จการ แล้วยกตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย (ความจริงเป็นหรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง) ซึ่งหาก “คีย์เวิร์ด” นี้เป็น “หัวใจ” หรือ “จุดอ่อน” หรือที่เรียกภาษาทหารว่า “จุดศูนย์ดุล” หรือ center of gravity ของฝ่ายตรงข้ามพอดี การทำไอโอก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ โดยใช้ “คีย์เวิร์ด” เดิมเป็นตัวเดินเรื่องพัฒนาชุดความคิดไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นหากฝ่ายไหนครอบครองสื่อได้มากกว่า ก็ถือได้ว่ามีเครื่องมือมากกว่า และมีโอกาสสูงกว่าที่จะชนะในสงครามข่าวสาร

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในทางทฤษฎีแล้วการทำ “ไอโอ” ที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว ต้องใช้ “ความจริง” ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น เพราะหากใช้ “ความเท็จ” หรือการ “ป้ายสี” แม้จะทำให้ได้ชัยชนะในช่วงแรกๆ แต่ก็จะเกิดปัญหาตามมา

คำถามที่น่าสนใจก็คือ หลักการนี้ยังใช้ได้จริงหรือไม่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วอย่างในปัจจุบัน เพราะหลายๆ ครั้งเราก็เห็นอยู่ตำตาว่า การปล่อยข้อมูลเท็จ หรือ fake news เพียงครั้งเดียว อาจทำให้คู่ต่อสู้ชนะศึกไปได้เลย

เมื่อไม่นานมานี้มีบทความในต่างประเทศ ซึ่งมีคนแปลเป็นภาษาไทย ยกระดับ “ไอโอ” ในยุคโซเชียลว่าเป็นดั่งอาวุธประหัตประหาร โดยมีบิ๊กดาต้าเก็บรวบรวมข้อมูล และสามารถประมวลวิเคราะห์ข้อมูลทำให้ทราบถึงพฤติกรรม รสนิยม ความคิด ความสนใจ ความเชื่อของคนในสังคมนั้นๆ ได้ ผู้ที่ทำ “ไอโอ” จึงสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างชุดความคิดเพื่อชี้นำได้ง่าย และสามารถสร้างกระแสให้เกิดความเชื่อในทิศทางเดียวกันของคนหมู่มากด้วยการใส่แฮชแท็ก หรือ # หากความคิดความเชื่อถูกท้าทาย ก็จะถูกแท็กทีมโจมตีกลับ หากผู้ใดอยู่ใต้บรรยากาศเช่นนี้นานๆ อาจจะถูกล้างสมองได้เหมือนกัน

นี่คือความน่ากลัวของ “ไอโอ” ที่สลับซับซ้อนขึ้นอีกหลายชั้นในโลกโซเชียลมีเดีย !

อย่าซ่า..ท้าลุง ระวังอาจเจอ”ยุบ”!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าซ่า..ท้าลุง ระวังอาจเจอ”ยุบ”!!

12 มิถุนายน 2562 – 10:50 น.
ลุงตู่,นายกรัฐมนตรี,รัฐบาบ
เปิดอ่าน 4,467 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ตอนนี้คนการเมืองยังสาละวนกับการต่อรองเก้าอี้ รมต.กันไม่จบไม่สิ้นและรอดูว่าหากแรงต่อรองยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ แม้ “ลุงตู่” จ่อที่จะเป็นหัวโต๊ะนั่งคุยกับทุกฝ่ายด้วยตัวเองเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันแล้วนั้น

รอดูผลสุดท้ายว่ามันจะออกหัวหรือก้อย….

เพราะกระแสข่าวในหลายวันมานี้สะพัดด้วยเรื่องการต่อรองเก้าอี้ครม.ทั้งจากในพรรคพปชร.ที่เสมือนงัดข้อกับพรรคร่วมรัฐบาลในกระทรวงที่หมายปอง เพราะต่างฝ่ายต่างให้ข่าวกันไปมาจนสับสนว่า ยอมหรือไม่ยอมแลกกันแน่…

รวมทั้งการเคลื่อนไหวในพปชร.ด้วยกันเองที่ยังเกลี่ยเก้าอี้โควตาในมุ้งไม่ได้ และใครบางคนพยายามที่จะกวนน้ำให้ขุ่นและอาจใช้จังหวะนี้ผสมโรงไปด้วย

          แว่วว่าลุงตู่ “ไม่สบายใจนัก” ในหลายวันที่ผ่านมากับอิทธิฤทธิ์ของคนการเมืองหลายส่วนที่ออกมาขยับกดดันผ่านสื่อและยังมีสงครามน้ำลายที่สาดไปมาในขั้วหนุนลุงตู่ด้วยกันเอง

 “คะแนนติดลบ” ของรัฐนาวาลำใหม่ถูกเติมให้แบบไม่รู้ตัวและต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ที่จะสลัดภาพเหล่านี้ออกไปจากความทรงจำของสังคม

คนวงในที่รับรู้ความรู้สึกของลุงตู่ทำนายไว้ว่า “ตอนนี้ลุงตู่มีทางเลือกคือ ตอนนี้ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ในฐานะรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มและอำนาจหัวหน้าคสช.ยังคงอยู่ แม้วันนี้จะมีนายกฯ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มาแล้ว แต่เมื่อยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนพร้อมกับครม.ใหม่ รวมทั้งแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

ครม.ลุงตู่ 1 ก็ยังทำหน้าที่ดังเดิมจนกว่าครม.ลุงตู่ 2 จะทำหน้าที่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ตอนนี้นักการเมืองปั่นกระแสข่าวให้ตัวเองได้ในสิ่งที่หวัง แต่ลืมมองว่ามันทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ อย่าลืมว่านายกฯ คือหัวหน้ารัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ งานของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลนั้นต้องขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นครม.ชุดใหม่ต้องมีภาพลักษณ์และคุณสมบัติที่ดี ทำงานตามที่รับมอบหมายได้

ย้ำว่าลุงตู่ขอบคุณทุกพรรคที่มาร่วมรัฐบาลและให้เกียรติทุกฝ่าย แต่อย่าลืมว่าหากลุงตู่ไม่สามารถเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ในครม.ได้ และต้องยอมตามเงื่อนไขของทุกพรรคทุกเรื่อง หัวหน้ารัฐบาลก็แทบจะไร้ความหมาย

คนวงในแจ้งว่า “ที่ผ่านมาลุงตู่ติดตามข่าวสารเสมอและไม่พอใจที่กระแสข่าวต่อรองและตอบโต้ไปมาของนักการเมืองที่ออกมาแทบทุกวันทั้งจากในและนอกพรรค แต่ไม่แสดงออก อย่าลืมว่าลุงตู่รู้ว่าบุคลากรของพรรคต่างๆ ที่มีกระแสข่าวว่าจะร่วมครม.ตามโควตาที่มีการหารือเบื้องต้นนั้น ใครทำงานและมีคุณสมบัติอย่างไร มีประวัติการทำงานในอดีตเช่นใด สังคมยอมรับหรือไม่ ปัจจัยเหล่านี้ลุงตู่ติดตามตลอดแต่ไม่พูด แต่เมื่อนัดคุยแล้ว ทำความเข้าใจในภารกิจข้างหน้าร่วมกันแล้ว หากว่าหลังการคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลสิบกว่าพรรคยังไม่ยุติ ลุงตู่จะเลือกใช้การยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน เพราะแนวคิดนี้ลุงตู่มองเป็นแผนสำรองไว้หลายวันแล้ว แต่ที่ผ่านมารอการเจรจาเบื้องต้นและเจรจาอีกครั้งกับทุกฝ่ายแบบเปิดอก”

เท่ากับว่าลุงตู่มอนิเตอร์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนเศษมานี้ และไม่ออกความแห็นใดๆ ให้กระเพื่อมเพิ่มเติม เพราะอ่านเกมออกว่า เสถียรภาพของรัฐบาลที่มีพรรคร่วมมากและยังปริ่มน้ำอยู่แบบนี้ ไม่ใช่สถานะที่ปลอดภัยนัก

แต่ภารกิจที่รับมอบมาจากรัฐสภาที่ลงมติเห็นชอบให้ลุงตู่คัมแบ็กคราวนี้ แม้จะมีแรงต้านต่างๆ นานา จากขั้วตรงข้าม รวมทั้งสื่อต่างชาติที่วิพากษ์การเข้าสู่อำนาจในคราวนี้ไว้เผ็ดร้อน

          ความอดทนคือสิ่งเดียวที่ลุงตู่ต้องใช้ให้ถึงขีดสุดเพราะจากวันนี้ไปย่อมไม่เหมือนห้าปีที่ผ่านมา วันนี้ “พี่น้อง 3 ป.” ต้องผนึกกำลังช่วยกันให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะ “น้องเล็ก” แห่งค่ายนี้ที่สายตาทุกคู่จับจ้อง

การเป็นกัปตันนำรัฐนาวาลำนี้ลงสู้คลื่นบนน้ำและคลื่นใต้น้ำคราวนี้ไม่ใช่งานง่ายๆ สำหรับลุงตู่ แต่เมื่อลุงตู่ต้องถือพังงาในงวดนี้ต่อไป ลุงตู่ก็ต้องประคองไปให้ถึงฝั่งฝันแม้จะเจออุปสรรคบ้างก็ตาม…

แม้อุปสรรคข้างหน้าอาจทำให้เหนื่อยบ้างแต่การเหนื่อยนั้นมันคงดีกว่าหากคนบนเรือลำนี้ไม่เอาเท้าราน้ำและฟัดกันเองบนเรือระหว่างเส้นทาง

ตอนนี้เสมือนการเริ่มนำรัฐนาวาลงน้ำ อุปสรรคเบื้องต้นคือความสามัคคีของคนบนเรือที่ลุงตู่ถือพังงา ฉะนั้นแต้มในมือลุงตู่ยามนี้มีไม่กี่ทางเลือก คือ เจรจาตั้งรัฐบาลใหม่ให้ลงตัวและยุติโดยเร็วเพื่อทำงานต่อให้บ้านเมือง หากยังคุยไม่รู้เรื่อง ลุงตู่ทำงานต่อไปอีกระยะ โดยคนการเมืองก็ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติไปพลางๆ หากถึงช่วงสิ้นสุดเวลาและมันไปต่อไม่ได้ การคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ลุงตู่จะใช้

และทางเลือกสุดท้ายนี้รับรองว่าคนการเมืองหลากพรรคยิ้มไม่ออกแน่ๆ เพราะลงทุนลงแรงไปอักโขแล้วในช่วงหาเสียง แต่สุดท้ายบัวแล้งน้ำเช่นนี้จะมาโทษลุงตู่ไม่ได้

          หากวันนั้นสถานการณ์ออกมาเช่นนี้คนการเมืองต้องโทษตัวเองเพราะ “ซ่า” เกินลิมิต จน “ลุงตู่” ต้องดับการท้าทายความซ่าด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชน

          แบบนี้ยังจะกล้าซ่าท้าลุงตู่กันอีกไหม…ถามใจเธอดู “นักการเมืองไทย”

ความอ่อนแอของ”ฝ่ายค้าน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความอ่อนแอของ”ฝ่ายค้าน”

12 มิถุนายน 2562 – 09:20 น.
พรรคพลังประชารัฐ,จิรายุ ห่วงทรัพย์,พรรคไทยรักษาชาติ,เพื่อไทย,ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 34,378 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

แม้ว่ารัฐบาลพรรคพลังประชารัฐภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี หรือ “รัฐบาลประยุทธ์ ภาค 2” จะมีจุดอ่อนจากการที่เป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” มี 254 เสียงเกินครึ่งเพียง 4 เสียง และเป็นรัฐบาลผสมถึง 19 พรรคการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับการต่อรองสูงของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งโครงสร้างในพรรคพลังประชารัฐที่ประกอบด้วยกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่พร้อมที่จะขัดแย้งกันเอง
แต่ในขณะเดียวกันหากเรามองไปที่ “ฝ่ายค้าน” ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ เป็นแกนหลัก ก็จะพบว่าในส่วนของฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด
“พรรคเพื่อไทย” ซึ่งอยู่ในสภาพ “ไร้หัว” เนื่องจากแกนนำพรรค ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานฝ่ายยุทธศาสตร์เลือกตั้งและขุนพลฝีปากกล้าของพรรค นักปราศรัย นักอภิปราย นักพูด รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  “สอบตก” หมด เนื่องจากลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ และพรรคเพื่อไทยไม่ได้ “ปาร์ตี้ลิสต์” แม้แต่ที่นั่งเดียว อันเป็นผลมาจากสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ออกแบบโดยรัฐธรรมนูญปี 2560

อีกทั้ง “พรรคไทยรักษาชาติ” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย ที่มีนักอภิปรายฝีมือดีหลายคนก็หายไปเพราะพรรคถูกยุบเสียก่อนเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศของการอภิปรายมีน้ำหนักน้อยกว่าสภาในยุคก่อนหน้าอย่างมาก ไม่ร้อนแรง เผ็ดร้อน น่าสนใจเหมือนเมื่อก่อน จืดไปถนัดใจ เห็นได้ชัดอย่างวันที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภาแท้ๆ กลับไม่ได้เข้มข้นเหมือนกับการเมืองนอกสภาที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงลาออกจากการเป็นส.ส. และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงวิสัยทัศน์

ทั้งนี้ก็เพราะขาด “ดาวสภา” ที่เป็นชั้นแนวหน้าเกรดเอ ที่ทำให้การอภิปรายสนุกเร้าใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงอารมณ์ของคนฟังได้ เพราะว่าคำพูดที่มีเสน่ห์ในการดึงและตรึงใจคนและมีพลังในการส่งไปยังประชาชนและประชาชนส่งกลับมาไม่ใช่จะมีได้กันทุกคน  และแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงอารมณ์ของผู้คนจะไม่สามารถเปลี่ยนจำนวนเสียงในสภาได้ แต่จะมีผลทางการเมืองที่เห็นว่าพอเป็น “ดาวสภา” เหลืออยู่บ้างในส่วนของพรรคเพื่อไทยขณะนี้ก็มี “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” และ “จิรายุ ห่วงทรัพย์”

แม้กระทั่งตอนนี้การหาตัวผู้มาทำหน้าที่เป็น “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”  ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และมีความสำคัญในการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา เพราะจะเป็นผู้นำในการตรวจสอบรัฐบาล และเวลายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี โดยประเพณีมักให้ผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้อภิปรายสรุปญัตติทั้งหมด ก็ยังมีปัญหา เพราะว่าตำแหน่งนี้ไม่ใช่ใครเป็นก็ได้แต่มีบทบัญญัติขั้นตอนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 อย่างชัดแจ้ง ระบุว่า “ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”

ปัญหาก็คือเมื่อไล่ดูคุณสมบัติของว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านจะพบว่า พรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดในกลุ่มพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็คือพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ 136 ที่นั่ง แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ “สอบตก” ไม่ได้เป็นส.ส. จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยต้องตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่จากคนที่เป็นส.ส.เพื่อมารับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” โดยพรรคเพื่อไทยไม่สามารถส่งต่อไปให้พรรคที่มีจำนวนเสียงรองลงไปคือพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเสรีรวมไทยได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดที่ไม่ใช่ฝั่งรัฐบาล เท่านั้น ไม่เหมือนกับกรณีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา ที่พรรคเพื่อไทยไม่เสนอชื่อผู้มีชื่อในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน ซึ่งมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ  โดยให้พรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแข่งกับพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ

นอกจากนี้สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ต้องยอมรับว่าถดถอยลงอย่างมาก ได้จำนวนส.ส.ต่ำกว่าเป้าหลายสิบคน   ที่สำคัญหัวหน้าพรรคอย่าง พล.ต.ท.วิโรจน์ ก็ถูกมองว่าไม่ใช่ตัวจริง แม้จะเคยมีการพยายามตั้งหัวหน้าพรรคตัวจริงมาแล้วหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ สถานการณ์แบบนี้กลายเป็นแรงกดดันให้ต้องเร่งหาตัวหัวหน้าพรรคมาดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านให้ได้ ซึ่งอาจได้ขุนพลที่ไม่มีบารมีมากพอ หรือไม่ค่อยเก่งงานสภา จนมีผลทำให้งานในสภาของฝ่ายค้านอ่อนแอลงได้

สำหรับพรรคเพื่อไทยจะนัดประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคในสัปดาห์นี้เพื่อตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยมีชื่อของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค เพราะมีอาวุโสสูงสุด และยังมีชื่อของ น.อ.อนุดิษฐ์  นาครทรรพ  แกนนำภาค กทม. และส.ส.กทม. เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคอีกคน
และก่อนหน้านี้ “พรรคเพื่อไทย” ยังออกอาการ “เนือย” ให้เห็น  คือ หากมองย้อนไปนับตั้งเแต่  6 พรรคการเมือง  ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยและอีก 5 พรรคการเมืองจับมือกันลงสัตยาบันเพื่อประกาศจุดยืนในการร่วมกันต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. และประกาศตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชารัฐที่โรงแรมแลงคาสเตอร์  ถนนเพชรบุรีตัดใหม่แล้ว ในช่วงนั้นก็แทบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เช่น ไม่เคยมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลของขั้วพรรคเพื่อไทยออกมาให้เห็น  ในขณะที่ขั้วของพรรคพลังประชารัฐมีความเคลื่อนไหวโดยตลอด ครั้นถึงเวลาที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้สมาชิกรัฐสภาเลือก พรรคเพื่อไทยก็ไม่เสนอชื่อแคนดิเคตนายกฯ ของพรรคแม้แต่คนเดียว  ปล่อยให้พรรรคอนาคตใหม่ “แย่งซีน” เสนอแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอนาคตใหม่ ทั้งที่ในอนาคตอันใกล้นี้พรรคอนาคตใหม่อาจเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เพราะตอนนี้มีข่าวว่าฐานเสียงที่เคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยเริ่มย้ายไปอยู่กับพรรคอนาคตใหม่แล้ว

ส่วน “พรรคอนาคตใหม่” พรรคฝ่ายค้านที่สำคัญอีกพรรคการเมืองหนึ่งก็ประสบปัญหากับการที่นายธนาธร  ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีบทบาทในสภาคนหนึ่ง ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากการถูกร้องเกี่ยวกับการถือครองหุ้นสื่อซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ส. และอาจไม่มีโอกาสทำหน้าที่ส.ส.อีกเลยหากสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าผิดจริง

ส่วน ส.ส.ที่เหลือ ส่วนมากก็เป็นส.ส.สมัยแรก “มือใหม่หัดขับ” แทบทั้งนั้น ที่โดดเด่นพอเป็นที่จดจำของผู้คนก็มี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช  โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และ “รังสิมันต์ โรม” นักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง

และหาก “กะเทาะ” ในส่วนพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้านจำนวน 7 พรรคการเมือง  จะพบว่าเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ถึง 6 พรรค โดยบางพรรคเพิ่งตั้งขึ้นแค่ 1 ปีเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายว่า “ฝ่ายค้านชุดนี้” จะสามารถตรวจสอบถ่วงดุล “รัฐบาลประยุทธ์ภาค 2” และแสดงผลงานออกมาให้ประชาชนเห็นได้มากน้อยเพียงใด  ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่ว่า “ฝ่ายค้าน” ยังต้อง “ฝึกหัด” อีกมากในการตรวจสอบรัฐบาล
          อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า “ฝ่ายค้าน” ชุดนี้จะอ่อนปวกเปียกเพียงใด ประชาชนก็ยังหวังพึ่งพาในการตรวจสอบรัฐบาลมากกว่า สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แบบชนิดที่ไม่มีแตกแถวแม้แต่เสียงเดียว  

ตำรวจเตือน!..’พีซีเอ็กซ์’จยย.ดัง(ออเดอร์ตลาดมืด)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจเตือน!..’พีซีเอ็กซ์’จยย.ดัง(ออเดอร์ตลาดมืด)

12 มิถุนายน 2562 – 08:35 น.
พตออรรถพร สุริยเลิศ,สายตรวจระวังภัย,พีซีเอ็กซ์,ตลาดมืด,จักรยานยนต์
เปิดอ่าน 4,859 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนของตำรวจโดยเพจเฟซบุ๊ก “สภ.หนองหาน ภ.จว.อุดรธานี” แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ระวังอาจถูกโจรกรรมรถได้ หลังมีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ว่า มีการสั่งให้โจรกรรมจักรยานยนต์ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ (PCX 150 CC) หากข้ามไปขายในฝั่งลาวจะได้ราคาสูง เพราะตลาดมืดลาวต้องการจำนวนมาก

สำหรับเนื้อหาเตือนภัยดังกล่าวได้โพสต์ว่า “จากการข่าวที่ฝั่ง สปป.ลาว แจ้งว่ามีออเดอร์สั่งจักรยานยนต์ ฮอนด้า PCX 150 CC จำนวนมาก ถ้าข้ามไปฝั่งลาวได้จะได้ราคาสูง เพราะตลาดมืดลาวต้องการจำนวนมากครับ ฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนช่วยกันระมัดระวังด้วยครับ ช่วยกันแชร์ด้วยนะครับ เพื่อเป็นการป้องกันทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ด้วยความห่วงใยจากสถานีตำรวจภูธรหนองหาน”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “อดีตมือปราบโจรลักรถ” อย่าง พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ ผกก.ฝอ.บก.ภ.จว.อุทัยธานี ซึ่งเป็นอดีต ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. เคยปฏิบัติภารกิจที่ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.) ถือเป็นผู้มีความรู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปราบแก๊งโจรกรรมรถทุกรูปแบบ ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลเตือนภัยเสริมให้แก่ประชาชนอีกทาง

พ.ต.อ.อรรถพร บอกว่า อยากเตือนภัยกลโกง แก๊งเงินด่วนหากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาทางการเงินขัดสน ขาดความรู้ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งเงินด่วนเหล่านี้ โดยจะชักชวนตามสื่อโซเชียลมีเดีย สิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งปิดป้ายที่เสาไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ ซึ่งมีข้อความชักชวนจูงใจว่า แม้ติดเครดิต ได้เงินเร็ว ไม่ตรวจเอกสาร ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ถูกฟ้อง และชักชวนให้ไปดาวน์รถมาประกันเงินกู้ เนื่องจากปัจจุบันรถจักยานยนต์ออกง่าย ฟรีดาวน์ก็เยอะ แถมประกันภัยชั้นหนึ่งด้วย โดยแก๊งเหล่านี้จะทำเป็นขบวนการ มีนายทุน นายหน้า แบ่งหน้าที่กันทำ

“นายหน้ามีหน้าที่หาเหยื่อ ชักชวน เมื่อมอบเงินให้เหยื่อแล้ว ก็ให้นักบินรถนำไปขายต่างประเทศหรือตลาดใต้ดิน ซึ่งแก๊งดังกล่าวจะปิดบังอำพรางชื่อหมายเลขโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้ ยากต่อการสืบสวนติดตาม เมื่อผ่านไปสัก 2-3 เดือน ถ้าเหยื่อหรือคนถูกหลอกยังไม่ส่งค่างวดรถ แก๊งดังกล่าวจะแนะนำให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เมื่อได้หลักฐานประจำวัน ให้นำไปยื่นร้านขายจักรยานยนต์ หรือนำไปแจ้งเคลมรถหายกับบริษัทประกันภัย โดยหลายๆ ครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมทีมรถหายของบริษัทประกันภัย (ซึ่งมีทีมงานมืออาชีพ) รวบรวมพยานหลักฐานพยานบุคคล คนใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ดูกล้องวงจรปิดและใช้เทคนิคการซักถามผู้เสียหายหรือเหยื่อ จนจับพิรุธให้การวกวน หลายรายรับสารภาพว่าแจ้งความเท็จ รถไม่ได้หายจริง รับจ้างดาวน์มอบรถให้นายหน้าไปแล้ว ก็จะถูกดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท” อดีตมือปราบโจรลักรถ อธิบาย

พ.ต.อ.อรรถพร บอกด้วยว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำเพื่อมุ่งหมายให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหาย ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) แล้วยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ที่จะต้องสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดตามที่เกิดจากการแจ้งความเท็จ อีกทั้งถูกบริษัทประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและอาญา ในข้อหายักยอกทรัพย์ รวมทั้งคนค้ำประกันก็โดนด้วย เหยื่อจะไปแจ้งความดำเนินคดีจะอ้างว่า เขาถูกฉ้อโกง ชึ่งต้องดูเป็นเคสไป พิจารณาแต่ละเคส แต่ละครั้งไปว่า เหยื่อเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เนื่องจากมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ดังนั้นจึงอยากฝากแจ้งเตือนอย่าหลงเป็นเหยื่อได้เงินหมื่นถูกฟ้องเป็นแสน แถมยังถูกจับกุมดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ ยักยอกทรัพย์อีกด้วย

เพื่อปิดโอกาสของการเป็นเหยื่อแก๊งโจรกรรมรถ ไม่ว่ารถของท่านผู้อ่านจะเป็นเป้าตามออเดอร์ตลาดมืดหรือไม่ ก็ไม่ควรชะล่าใจ ระมัดระวังป้องกันไว้ดีที่สุด ล็อกให้ดี ไม่จอดในที่ลับตา มีสัญญาณกันขโมย มีกล้องวงจรปิดก็ช่วยได้เยอะ..!!

ระวัง! ฝนถล่มกรุงโปรดเตรียมรับมือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง! ฝนถล่มกรุงโปรดเตรียมรับมือ

12 มิถุนายน 2562 – 08:10 น.
ฝนถล่มกรุง,อ๊อดเทอร์โบ,ดับเครื่องชน,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 3,584 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับการร้องเรียนจากทั่วทุกช่องทางการสื่อสารถึงเรื่องความเดือดร้อนแสนสาหัส จากฝนตกหนัก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันส่งผลกระทบถึงการจราจรติดขัด กทม. กลายเป็นนครบาดาล

ถนนหลายสายใน กทม. กลายเป็นลำคลอง รวมถึงเกิดน้ำท่วม ทำให้รถจม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบการระบายน้ำและการวางแผนรับมือฝนตกหนักของ กทม. ไร้ประสิทธิภาพ

มีรายงานข่าวให้ทราบ จากกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ว่า วันนี้จะมีฝนตกหนักถึง 70% ในพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะในช่วงบ่ายถึงค่ำ

เมื่อทราบสภาพอากาศล่วงหน้าเช่นนี้ กทม.ได้เตรียม บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ ให้พร้อมสำหรับปฏิบัติงาน และพร้อมที่จะอำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในทันที

โดยตรวจดูความพร้อมของอุโมงค์บางซื่อที่เกิดปัญหาขัดข้องเมื่อวันก่อน ซึ่งได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ตรวจเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กทม.2 เพื่อติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด

รวมทั้งไปดูความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประชาสงเคราะห์ 24 และอาคารรับน้ำรัชดาฯ

แต่เพื่อความไม่ประมาท ขอแจ้งให้ประชาชนต้องพึ่งตัวเอง วางแผนการเดินทาง-การทำงาน หรือไปรับส่งลูกหลาน

ขอให้ กทม.เตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะรถที่เสีย สตาร์ทไม่ติด ต้องมีหน่วยช่างช่วยดูแลด้วย

ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกัน ปล่อย กทม.อย่างเดียวคงไม่ไหว นาทีนี้ ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายการเมือง ไม่สนใจว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรี

แต่สนใจเรื่องปากท้อง และความอยู่รอดของชีวิตและครอบครัวมากกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


 ไปญี่ปุ่นต้องระวังทำผิดกฎหมาย
 ของฝากเนื้อสัตว์ ‘หมูยอ-หมูหยอง’

เพื่อนผมคนหนึ่งเพิ่งกลับจากไปเที่ยวญี่ปุ่น ประเทศยอดนิยมของคนไทยที่เวลานี้ไปกันมาก เพราะไม่ต้องทำวีซ่า และค่าใช้จ่ายก็พอรับได้ อากาศ การกิน คนญี่ปุ่น หรือพูดได้ว่าทุกอย่างดีไปหมด

เวลานี้มีข่าวใหญ่ที่โตเกียวคือ ทางญี่ปุ่นได้ประกาศเข้มงวดจะดำเนินการตามกฎหมายตรวจเข้มข้น การนำผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เข้าประเทศญี่ปุ่นทั้งที่สนามบินและท่าเรือ

จึงขอแจ้งให้ทราบมาเป็นการด่วน เพราะนิสัยคนไทยเป็นคนเอื้อเฟื้อ นิยมเอาของไปฝากเพื่อน ฝากญาติที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะพวกของกิน เป็นหมูหยอง หมูยอ ไส้อั่ว ฯลฯ หรือบางทีก็นำติดตัวไปกินเอง เพราะพวกเราห่างพริก ห่างน้ำปลาไม่ค่อยได้ จะกินอะไรไม่อร่อย

ผมจึงขอบอกว่า การนำของพวกนี้เข้าญี่ปุ่นจะต้องได้รับการอนุญาตรับรองพร้อมแสดงให้ทางญี่ปุ่นทราบว่านำอะไรไปบ้าง เพราะกรณีลักลอบนำเข้าเมือง มีความผิดถึงจำคุก 3 ปี

รายละเอียดต่างๆ นั้น เรียนให้ทราบตามตรงว่า ผมรู้ไม่ละเอียด เพียงแต่จดหมายมาด้วยความปรารถนาดี อย่าไปทำผิด หรือฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่รู้ตัว และจะบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบไม่ได้หรอกครับ
สมนึก (มหาชัย)


ตอบคุณ ‘สมนึก’ (มหาชัย)
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีสารประโยชน์ ขอบคุณครับ และแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีน้ำใจ มีความห่วงใย จึงได้แจ้งเตือนมา เพราะคนไทยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ไม่ค่อยสนใจกฎหมายหรือกฎระเบียบสักเท่าไร

จึงขอร่วมย้ำเตือนให้รับทราบ และอย่าได้นำของพวกเนื้อสัตว์ หรืออาหารสำเร็จรูป หรือชนิดใกล้เคียงกัน หรือเพื่อความปลอดภัยก็รวมถึงพืชผัก ผลไม้ บางชนิดด้วย

อย่างไปญี่ปุ่นนี้ ผมว่าคนไทยกินอาหารญี่ปุ่นได้สบายๆ และหากคิดถึง หรืออยากรับประทานอาหารไทย ก็มีร้านอาหารไทยเยอะแยะ แต่ราคาอาจจะแพงหน่อย เพราะค่าครองชีพญี่ปุ่นสูงกว่าบ้านเรา อาหารการกินก็แพงกว่าเป็นธรรมดา

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ขอแจ้งเพิ่มเติมว่า หลายๆ ประเทศในยุโรป มีกฎหมายลิขสิทธิ์เข้มงวดมาก ใครที่นำของใช้ที่เป็นของปลอม หรือของก๊อบปี้เลียบแบบ เช่น นาฬิกา, กระเป๋า, รองเท้า, เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากประเทศจีน

ของปลอมพวกนี้ผิดกฎหมายรุนแรงนะครับ นอกจากถูกยึดของแล้ว จะต้องถูกปรับและมีโทษถึงจำคุกด้วย

จึงฝากเรียนมาเพื่อโปรดระมัดระวัง เพื่อจะได้ไม่ทำผิดกฎหมายของต่างประเทศ ซึ่งมีโทษมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า
อ๊อด เทอร์โบ
