ส่อง “สศจ.” วันที่ไม่เหมือนเดิม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง “สศจ.” วันที่ไม่เหมือนเดิม

14 มิถุนายน 2562 – 09:40 น.
ชูธงทวนกระแส,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,สศจ,ลุงสนามหลวง
เปิดอ่าน 11,196 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส    โดย…  พรานข่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีความเคลื่อนไหวของนักวิชาการคนดัง “สศจ.” หรือ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ผ่านสื่อโซเชียล  ทำเอาสาวก สศจ. ตื่นเต้นดีใจกันใหญ่

วันถัดมา “จรัล ดิษฐาอภิชัย“ พลเมืองฝรั่งเศส ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของ “สมศักดิ์” อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ลี้ภัยอยู่ในเมืองน้ำหอม

เนื่องจากเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว สมศักดิ์เส้นเลือดในสมองด้านซ้ายแตก ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายฝั่งขวา หลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลมาระยะหนึ่ง ก็ออกมาฟื้นฟูสภาพร่างกาย(กายภาพบำบัด)  ที่บ้านพัก

จรัลเล่าว่า อาจารย์สมศักดิ์ มีอาการดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้งานโซเชียลมีเดียได้หลายเดือนแล้ว โดยใช้มือซ้ายในการพิมพ์แทนมือขวา ซึ่งใช้งานไม่ได้ แต่หลังจากเกิดเหตุเส้นเลือดแตก สมศักดิ์ได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างดี ฝึกทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สภาพร่างกายดีขึ้น

          “แม้แขนข้างขวาจะใช้งานได้ไม่ดี แต่ฝึกใช้แขนข้างซ้ายมาตลอด ตั้งแต่กินข้าว อาบน้ำ สระผม เปิดไอแพด อ่านเฟซบุ๊ก มาหลายเดือนแล้ว” จรัลบอกเล่าอาการล่าสุดของ สศจ.

ช่วงที่สมศักดิ์หายไปจากโลกออนไลน์ ทำให้เหล่าสาวก สศจ.สายแดงฮาร์ดคอร์เหงามาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เสพติดวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว

สมศักดิ์เป็นผู้ที่ติดตามฟังวิทยุใต้ดินที่ออกอากาศทางยูทูบ และบ่อยครั้งที่เขาได้เตือน “ลุงสนามหลวง” ให้หยุดเคลื่อนไหวแบบไร้เหตุผล และไม่รับผิดชอบ แต่ลุงสนามหลวง กลับด่าสมศักดิ์สาดเสียเทเสีย

ลุงสนามหลวง หรือชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นนักกิจกรรมรุ่นพี่ และเข้าป่าอีสานใต้ ส่วนสมศักดิ์เพิ่งจบจากสวนกุหลาบ เข้าเรียนปี 1 ธรรมศาสตร์ ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา

ย้อนไปเมื่อ 6 ตุลาคม 2560 “ลุงสนามหลวง” และคณะ ได้จัดรายการพิเศษรำลึก 41 ปี 6 ตุลา โดยสมศักดิ์ ได้เข้าไปแสดงความเห็นทาง c-box ขณะที่ลุงสนามหลวงออกอากาศสด

สมศักดิ์ได้เตือนการพูดแบบชูชีพหรือลุงสนามหลวงว่า เป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ เนื่องจากเวลานั้น ลุงสนามหลวง พยายามยุยงปลุกปั่นให้สมาชิกสหพันธรัฐไท ออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี”

ลุงสนามหลวงมักพูดว่า กลัวทำไมที่จะทำ โดนจับติดคุก ก็ไม่เป็นไร? ด้วยคำพูดแบบนี้แหละ สมศักดิ์ จึงถามกลับว่า “ถ้างั้น กลัวทำไมกับการกลับไปทำ”

          ก่อนหน้าเกิดอาการป่วยไข้ สมศักดิ์วิจารณ์การจัดรายวิทยุใต้ดินของ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ว่าเป็นการพูดจาละเมอเพ้อพก ชอบแต่งนิยายจักรๆ วงศ์ๆ หลอกมวลชน

ดังนั้น ช่วงหลังสมศักดิ์จึงหันมาจัดรายการร่วมกับกลุ่มไฟเย็น ที่มี ขุนทอง ไฟเย็น และแยม ไฟเย็น ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มลุงสนามหลวง

สมศักดิ์คิดว่า กลุ่มไฟเย็นเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่มั่ว ไม่เลอะเทอะ เหมือนกลุ่มลุงสนามหลวง และสุรชัย แซ่ด่าน

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่สมศักดิ์ป่วยไข้ ปรากฏว่า สุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และ “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ ถูกกลุ่มนักล่านิรนามอุ้มไปสังหาร

ตามมาด้วย “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, “สหายยังบลัด” กฤษณะ ทัพไทย และ “ข้าวเหนียวมะม่วง” สยาม ธีรวุฒิ ที่หายตัวไปในเวียดนาม หลังมีความพยายามจะไปทำเรื่องขอลี้ภัยไปประเทศที่สาม

สมศักดิ์คงได้อ่านข่าวการหายตัวไปของกลุ่มวิทยุใต้ดินในลาวแล้ว แต่ข้อจำกัดในการเขียนหนังสือ จึงทำให้เขาไม่สามารถสื่อสารกับสาวก สศจ.ได้

เชื่อว่า สมศักดิ์ยังคงลุ้นให้ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานสากล หาทางช่วยกลุ่มไฟเย็น 5-6 ชีวิต ได้เดินทางออกจากลาวไปอยู่ในฝรั่งเศสได้

มิตรสหายหลายคนวิเคราะห์สาเหตุที่สมศักดิ์เส้นเลือดในสมองแตก คงเนื่องมาจากการเอาจริงเอาจังกับการฟังวิทยุใต้ดิน และพยายามโน้มน้าวให้คนกลุ่มนั้นต่อสู้อย่างมีสติ และรู้จักอดทนรอคอย

วิทยุใต้ดินมีอยู่ 20 กว่ากลุ่ม ส่งเสียงผ่านยูทูบทุกวัน สมศักดิ์ฟังหมด ขนาดป้าหนิงดีเค พูดจาเลอะเทอะ สมศักดิ์ยังติดตามฟัง

          ลำพังคนปกติฟังคนเหล่านี้พล่าม ยังทนฟังจนจบไม่ได้ แต่ สศจ.กลับฟัง แล้วนำมาคิดวิเคราะห์วุ่นวายไปหมด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งของการป่วยไข้ครั้งรุนแรงของเขา  

ไม่มีของดีราคาถูก..!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่มีของดีราคาถูก..!!

14 มิถุนายน 2562 – 09:25 น.
สายตรวจระวังภัย,ปปส,ลักรถ
เปิดอ่าน 4,908 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกๆ ปี หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ กรมศุลกากร จะนำทรัพย์สินของกลางที่ยึดอายัดมาจากการกระทำผิดต่างๆ มาประมูลขายทอดตลาด ยิ่งแล้วเป็นรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ ล้วนแล้วแต่เป็นรถหรูคันงาม แน่นอนว่าราคาที่ประมูลได้ถูกกว่าการซื้อขายปกติหลายเท่าตัว ชนิดที่เรียกว่า “ถูกเหมือนได้ฟรี” แต่ถ้าดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายการครอบครองรถกับกรมขนส่งทางบกแล้ว ไม่แน่ใจว่า “ของดีราคาถูก” ที่ว่านี้จะคุ้มค่ากับการตั้งหน้าประมูลมาหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจให้บรรดาคนที่รอประมูลรถเหล่านี้ได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจว่า “คุ้มที่จะเสี่ยง” หรือเปล่า โดยผู้ที่ให้ความรู้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถที่กระทำผิดกฎหมาย อย่าง พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ ผกก.ฝอ.บก.ภ.จว.อุทัยธานี “อดีตมือปราบโจรลักรถ” ที่ได้โพสต์ข้อมูลให้ความรู้เรื่องดังกล่าวผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “อาจารย์ อรรถ”

พ.ต.อ.อรรถพร เปิดประเด็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มีเอฟซี สอบถามขอความรู้เกี่ยวกับการประมูลรถที่มีการขายทอดตลาดของส่วนราชการหรือหน่วยงานรัฐ ที่ชำรุดเสื่อมสภาพ ใช้ราชการมานาน รถตรวจยึดของกลางตามพ.ร.บ.ต่างๆ รถลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร รถที่ต้องจำหน่าย แล้วต้องนำไปดำเนินการจดทะเบียนนั้น ขอเรียนว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่มีของดีราคาถูก บางคันประมูลหลักร้อย หลักพัน เมื่อนำไปจดทะเบียนแล้ว ทางกรมการขนส่งทางบกไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ซื้อโดยสุจริต ทำให้เกิดปัญหาโต้แย้งระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐที่ขายทอดตลอดและรับจดทะเบียนขออนุญาต

อดีตมือปราบโจรลักรถ อธิบายว่า การประมูลรถที่จะนำไปจดทะเบียนมี 2 กรณี คือ รถที่เคยจดทะเบียนไว้แล้ว กับรถที่ไม่เคยจดทะเบียน สำหรับ กรณีแรก รถที่เคยจดทะเบียนไว้แล้ว หน่วยงานที่จะขายจัดทำบัญชีรายละเอียดรถ ได้แก่ หมายเลขทะเบียน หมายเลขตัวรถ ให้กรมการขนส่งตรวจสอบข้อมูล ภายใน 30 วัน ถ้าถูกต้องก็ขายทอดตลาดได้ และมอบเอกสารประกอบการจดทะเบียนให้ผู้ประมูลไป ส่วน กรณีที่สอง รถที่ยังไม่เคยจดทะเบียน หน่วยงานประมูลจัดทำบัญชีรถพร้อมรายละเอียดรถแต่ละคัน ส่งไปตรวจสอบกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กองพิสูจน์หลักฐาน กองทะเบียนประวัติ กองการต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และ ตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้อนั้นๆ ซึ่งแต่ละหน่วยต้องแจ้งผลตรวจสอบภายใน 30 วัน

“กรณีเป็นรถที่อยู่ในข่ายดำเนินการทางทะเบียนได้ก็ดำเนินการขายทอดตลาด ส่วนกรณีผลการตรวจสอบไม่ครบ หรือข้อมูลตรวจสอบไม่ตรงกัน ไม่ตัดสิทธิการขายทอดตลาดของหน่วยงาน แต่ไม่ผูกพันกรมการขนส่งที่จะต้องดำเนินการทางทะเบียน หากรถนั้นไม่สามารถยืนยันความถูกต้องหรือที่มาของรถได้ กรมการขนส่งทางบกจะไม่รับดำเนินการทางทะเบียน ในกรณี เช่น 1.รถที่จดประกอบจากชิ้นส่วนเก่าใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศ 2.รถสวมทะเบียน 3.รถถูกโจรกรรม 4.รถที่ชำรุดในสาระสำคัญ/ซากรถ 5.รถที่ไม่มีใบอนุญาตให้นำเข้าจากกรมการค้าต่างประเทศ 6.รถที่ใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศโดยผ่านพิธีการศุลกากรตามประกาศถ่ายลำผ่านแดน โดยไม่ได้นำออกไปนอกราชอาณาจักรจริง หรือเป็นการถ่ายลำผ่านแดนเทียม และ 7.รถที่ใช้แล้วนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก จึงอยากฝาก เพื่อน พี่ น้อง ที่จะขายทอดตลาดรถให้ดำเนินการตามระเบียบ และแนวทางปฏิบัติการขายทอดตลาด กระทรวงคมนาคม เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง” พ.ต.อ.อรรถพร อธิบายเสริม

สิ่งที่ควรทำคือศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจประมูลรถจำพวกนี้มาเป็นเจ้าของเพราะสุดท้ายแล้วของดีราคาถูกมักไม่มีอยู่จริง..!!

คำกล่าว”ประยุทธ์”คือสัญญาประชาคม-เตือนพรรคร่วมรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำกล่าว”ประยุทธ์”คือสัญญาประชาคม-เตือนพรรคร่วมรัฐบาล

14 มิถุนายน 2562 – 09:10 น.
พลอประยุทธ์,พรรคพลังประชารัฐ,สัญญาประชาคม,ดรสติธร ธนานิธิโชติ,สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
เปิดอ่าน 3,251 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีรับพระบรมราชการโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ที่ว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม  ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ และเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีนั้น จะถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและสัญญาประชาคมต่อประชาชนที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดต้องยึดปฏิบัติตามหรือไม่

“เป็นปณิธาณ ความตั้งใจดีของพล.อ.ประยุทธ์  แต่ความตั้งใจดีนั้นจะต้องนำไปปฏิบัติด้วยซึ่งการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ของง่าย เพราะมันเป็นเรื่องขององค์รวม ไม่ได้ขึ้นกับพล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว ก็ต้องดูว่าในระหว่างที่ปฏิบัตินั้น หากเกิดเรื่องขึ้น พล.อ. ประยุทธ์ได้มีการจัดการหรือเล่นงานอย่างไรบ้าง”  รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์  นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง เริ่มเปิดมุมมอง และว่า..  สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์  พูดจึงสำคัญมากในแง่เป็นลักษณะบอกกับประชาชนว่ามีความมุ่งมั่น ดังนั้นก็ต้องรอให้พิสูจน์ออกมาก่อน ถือว่าเป็น “สัญญาประชาคม” เป็นการเตือนพรรคร่วมรัฐบาลให้ระวังว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้บอกสัญญาประชาคมต่อประชาชนเอาไว้ เพราะแม้ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่การบริหารต้องชอบธรรมด้วยด้วย ซึ่งการชอบธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับการรับผิดชอบต่อข้อครหาต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นการพิสูจน์ตัวนายกรัฐมนตรีในอนาคตว่านายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในสิ่งที่พูดไว้หรือไม่ หากในอนาคตเกิดสิ่งที่ผิดแปลกขึ้น ต้องให้เวลา พล.อ.ประยุทธ์ และดูผลงานของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะทำในอนาคต

รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

“สมชาย” ยังกล่าวถึงพรรคร่วมรัฐบาลว่า  ต้องให้พรรคร่วมรัฐบาลพิสูจน์ตนเอง   พรรคร่วมรัฐบาลต้องรู้ว่าตอนนี้กำลังบริหารประเทศให้ประชาชน  ต้องตระหนักว่าประชาชนกำลังจ้องเราอยู่ และต้องรู้ว่านายกรัฐมนตรีกำลังผูุกพันกับประชาชนในสิ่งที่กล่าวไว้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะพิสูจน์ตรงนี้ได้ต้องได้รับความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

“ถ้าไม่มีการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นจากพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำได้ขนาดไหน” นอกจากนี้ “สมชาย” ยังชี้ว่าความชอบธรรมของรัฐบาล ยังหมายถึงกระบวนการบริหารที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการที่จะมีรัฐบาลทีี่ประชาชนไว้ใจ”
ส่วนประเด็นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศนั้น  “สมชาย” มองว่า  การที่บอกว่าเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่าจะทำตามทุกฝ่าย นายกรัฐมนตรีคงจะรับฟังทุกฝ่ายแต่จะทำตามหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“แต่การที่พล.อ.ประยุทธ์พูดอย่างนั้นดีแล้ว  เพราะว่าประชาชนส่วนหนึ่งก็มีความรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีในอดีตก็ขี้โมโหเหมือนกับไม่ยอมฟัง การที่นายกรัฐมนตรีพูดอย่างนี้จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ว่าในแง่ประชาธิปไตยว่าอดทนฟัง แต่เมื่อฟังแล้วในแง่ปฏิิบัติจะเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  อย่างเช่นเรื่องเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่พูดกันยังขัดกันเองเลย ดังนั้นจึงขึ้นกับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีว่าจะฟังฝ่ายไหน และฟังแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าจะแก้ไข จะแก้ไขตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไหน   สมมุติว่ามีข้อเรียกของ 2 ฝ่าย บางทีอาจไม่แก้ไขตามข้อเรียกร้องของ 2 ฝ่ายเลย เพราะข้อเรียกร้องของทั้ง 2 ฝ่ายนั้นไม่ดี  แก้ตามที่เราเห็นว่าดี  ดังนั้นในการฟังเมื่อฟังเสร็จ ก็มาดูว่าทางออกทีี่เสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ สร้างความเจริญให้ประเทศหรือไม่  สร้างความสมานสามัคคีหรือไม่ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงมีสิทธิที่จะเลือกดำเนินการ โดยในการเลือกดำเนินการนั้น นายกรัฐมนตรีต้องคิดถึง 3 เรื่อง หนึ่ง ความชอบธรรมของรัฐบาล  สองประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสาม จริยธรรม ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นายรัฐมนตรีจะนำมาประกอบการพิจารณาว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการ”

**การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งอาจารย์สมชายมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีว่านายกรัฐมนตรี อาจอดทนฟังมากขึ้นนั้น  ซึ่งไปสอดคล้องกับข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่า นายกรัฐมนตรีบอกกับพรรคร่วมรัฐบาลที่เตือนว่า ต่อไปนี้ให้นายกรัฐมนตรีใจเย็นๆ รู้อยู่แล้วว่าต้องใจเย็น แสดงว่าต่อไปนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะใจเย็นลงในการทำงานใช่หรือไม่

ประเด็นนี้ “สมชาย” มองว่า นายกรัฐมนตรีคงตั้งใจไว้อย่างนั้น ซึ่งก็หวังจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งหากทำได้เป็นเรื่องที่ดีมากเลย แต่ต้องยอมรับว่าเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ เพราะบางทีเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกตั้งคำถามหนักๆ อาจเผลอ

ดังนั้นฝากนายกรัฐมนตรีว่าอย่าเผลอก็แล้วกัน เพราะมิเช่นนั้นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้กับประชาชนว่าพร้อมรับฟังจะถูกกระทบทันที บางครั้งไม่ทันรู้ตัว เพราะเป็นนักการเมือง เจอปัญหาหนักหนักๆ เยอะมาก ดังนั้นต้องระวัง บางครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดจากอารมณ์ที่ถูกตั้งคำถาม ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องระวังในสิ่งนี้ด้วย

**แล้วที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ แสดงว่าที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 5 ปี ทำไม่สำเร็จ จึงต้องมาทำต่อใช่หรือไม่

อาจารย์สมชาย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ขึ้นมาอีกนั้น เป็นความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี  แต่ในทางการเมืองทำได้ยากมาก เพราะต้องบริหารความแตกต่าง  ปรองดองที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงจึงต้องตีความว่า ยอมรับความแตกต่าง โดยความแตกต่างที่ว่านี้ ต้องไม่นำไปซึ่งการเผชิญหน้ากัน ความแตกต่างนั้นเราจะต้องยอมรับการให้ความชอบธรรมในการแตกต่าง แต่ถ้าปรองดองนั้นหมายถึงมาดีกัน ไม่มีทางทีี่ประเทศไทยจะทำได้ เพราะการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมาก็เกิดจากการที่ประเทศไทยเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง ระยะเวลา 5 ปี  แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้สำเร็จได้ ในหลายประเทศเป็นร้อยปีก็ยังทำไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นปรองดองในที่นี้หมายถึงมีความแตกต่างได้ เห็นด้วยได้ แต่ขณะเดียวกันความแตกต่างนี้จะต้องไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า การใช้กำลัง  และหมายถึงการอดทนยอมรับฟังในสิ่งที่ไม่อยากฟัง

ขณะที่ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองว่าเป็นคำดีๆ ที่ปกติทั่วไปที่ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยเขาพูดกัน ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขประชาชน กระจายการพัฒนาเศรษฐกิจ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

“แต่มีสิ่งที่สะดุดคือเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน อาจมีนัยว่ามีแนวโน้มว่ารัฐบาลพร้อมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่าจะต้องมีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วไปรับฟังความเห็นประชาชน”

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีนั้น ดร.สติธร มองว่า เนื่องจากที่ผ่านมาคนที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ต่อไปจึงจะให้ความสำคัญกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการสะท้อนบางอย่างในใจของนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ประเด็นที่ว่าสร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ ดร.สติธร เห็นว่าเป็นการสร้างความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นจุดขายอันหนึ่งของนายกรัฐมนตรี

แต่ที่สำคัญที่ทั้งอาจารย์สมชายและดร.สติธร มองเหมือนกัน คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวออกมานั้น เป็นสิ่งที่พรรคร่วมต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นสิ่งที่รับทราบร่วมกัน เป็นกติการ่วมที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องยึดปฏิบัติตามตามแนวคิดของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และถือเป็น “สัญญาประชาคม” ต่อประชาชนอย่างชัดเจน เพราะนายกรัฐมนตรีพูดต่อหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และพูดต่อสาธารณะผ่านสื่ออีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 “อย่าลืมคำมั่นสัญญา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 “อย่าลืมคำมั่นสัญญา”

14 มิถุนายน 2562 – 08:50 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 1,702 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว

นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทยได้แถลงแนวทางทำงานที่เปรียบเหมือนคำมั่นสัญญาดังความที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งหากทำได้ก็จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปด้วยดี

ต่อไปก็จะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศต่อไป ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นรัฐมนตรีเสียงปริ่มน้ำ อาจจะมีปัญหาต่างๆ ตามมาหรือพูดให้ตรงประเด็นคือรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพไม่มั่นคง

หากนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นำครม.ทำงานได้ดีแล้ว ประชาชนชาวไทยจะเป็นคนให้คะแนน และอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่แถลงไว้หลังจากรับพระบรมราชโองการแล้วว่า

ขอยืนยันว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงอายุ ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน

ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็ง

ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเงินการคลัง และเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี

สร้างสรรค์สังคมให้มีความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความกินดีอยู่ดีและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน

พร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติแห่งสถาบันชาติ ศาสนา ตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี


คุณ ‘บุญถึง’ โคราช ส่งจดหมายเรื่องการสร้างมอเตอร์เวย์ที่ต่อไปจะเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทางและจะเป็นการดียิ่งหากรัฐบาลจะเชื่อมต่อขยายเส้นทางไปทั่วประเทศ

ปัญหาที่ผ่านมาจากมอเตอร์เวย์คือมีเสียงเรียกร้องให้เก็บค่าผ่านทางลดลง เพราะอันที่จริงแล้วรัฐบาลต้องดูแลอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยการสร้างมอเตอร์เวย์ด้วยเงินภาษีที่เก็บไป

ขอแจ้งให้เตรียมการบริการดูแลรักษามอเตอร์เวย์ให้ดีมีมาตรฐาน โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยซึ่งจะต้องมาก่อน
อ๊อด เทอร์โบ


 มอเตอร์เวย์ใยแมงมุม
 เส้นเลือดการเดินทาง

ผมเป็นคนโคราช เวลานี้ดีใจมากๆ ครับที่มอเตอร์เวย์สายบางปะอินไปโคราชบ้านผมจะเปิดใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้าคือ พ.ศ.2565 ซึ่งก่อนหน้านี้เพื่อนผมเคยส่งรูปเส้นทางนี้มาให้ดูแล้วสวยงามมากๆ ซึ่งต่อไปจะเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทาง เพราะที่ผ่านมาการจราจรติดขัดมากๆ โดยเฉพาะเวลาเทศกาล วันหยุดยาวอย่างปีใหม่-สงกรานต์ ฯลฯ

นอกจากนี้ผมได้ติดตามข่าวมา ปรากฏว่าทางกรมทางหลวงจะทำมอเตอร์เวย์อีกหลายสายซึ่งผมขอเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบ ซึ่งมีไปทั่วทุกภาคเหมือนใยแมงมุม

ที่น่าตกใจคือมอเตอร์เวย์ใช้เงินสร้างแพงมากกว่าทางหลวงปกติหลายเท่า เพราะเป็นทางพิเศษจะไม่มีถนนตัดผ่านและจะมีการเก็บเงินผ่านทางด้วย

มีข่าววันก่อนที่อยากแจ้งว่า ทางรัฐบาลให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนและขอสรุปโครงการมอเตอร์เวย์ว่า

ความคืบหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) กำลังก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สาย คือ สายพัทยา-มาบตาพุด วงเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท ระยะทาง 32 กิโลเมตร (กม.)

ขณะนี้ถือเป็นตามแผนงานที่กำหนด, สายบางปะอิน-นครราชสีมา วงเงินลงทุน 59,400 ล้านบาท ระยะทาง 196 กม. ที่การก่อสร้างเดินหน้าตามแผนงาน และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงินลงทุน 43,700 ล้านบาท ระยะทาง 96 กม. ก็เดินหน้าได้ตามแผน

สำหรับโครงการมอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กม. วงเงิน 63,998 ล้านบาท โดยจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน ล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มก่อสร้างปี 2563 และมีนักลงทุนจีนให้ความสนใจโครงการดังกล่าว

มอเตอร์เวย์สายพัทยา-มาบตาพุด อยู่ระหว่างติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางโดยจะเปิดให้บริการเดือนเมษายน 2563 ส่วนสายบางใหญ่-กาญจนบุรี เดิมมีกำหนดเปิดพร้อมสายบางปะอิน-นครราชสีมา แต่มีปัญหาเรื่องของการเวนคืนที่ดิน

ที่ผมเป็นห่วงกังวลคือการดูแลบำรุงรักษาและระบบความปลอดภัย เพราะรถบนมอเตอร์เวย์ใช้ความเร็วสูงอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้
บุญถึง (โคราช)


ชีวิตดำดิ่งเหมือน”พระจันทร์ข้างแรม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชีวิตดำดิ่งเหมือน”พระจันทร์ข้างแรม”

14 มิถุนายน 2562 – 08:07 น.
ช่อ,คณะราษฎร์
เปิดอ่าน 1,536 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2562

รู้สึกขมคอพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้ฟังทัศนคติแย่ๆ แบบชวนให้ “หัวร้อน” จากคนที่ขึ้นชื่อเป็นข้าราชการระดับสูงระดับรองอธิบดีในสำนักงานอัยการสูงสุดท่านหนึ่งที่เกิดมาภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย… ก็ไม่รู้ท่านรองฯ มีปมอะไรแอบไว้ในใจหรือเปล่าถึงได้กล้าแกว่งปากไปหาเสี้ยนด้วยการออกมาระบุว่า การที่เหล่าคนไทยออกมาวิจารณ์นาง “ช่อ” สาวกกลุ่ม “คณะราษฎร์” ตัวแม่แห่งพรรคอนาคตหมดในเรื่องการกระทำมิบังควรเมื่อ 9 ปีที่แล้วเป็นเพราะต้องการปกป้อง “พ่อ” หรือทำเพราะ “โทสาคติ”

คิดได้เนอะ…งานนี้ท่านรองฯ ของ “ช่อ” อ้างภูมิความเป็นนักกฎหมายที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่ปี 1 ด้วยการยก “หลักอินทรภาษ” ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระอินทร์ที่มีต่อบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตุลาการว่า การที่จะเป็นตุลาการที่ดีนั้นจะต้องไม่มีอคติ 4 ประการ คือ 1. ฉันทาคติ “รัก” เพราะเป็นลูก เป็นเมีย เป็นญาติ 2. โทสาคติ “โกรธ” เพราะเป็นคู่อาฆาต คู่ศัตรู เคียดแค้นแล้วจ้องจับผิดเพื่อเล่นงานกัน 3. ภยาคติ “กลัว” เพราะโจทก์เป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ตัดสินลงโทษจำเลยตามที่เขาสั่ง ก็กลัวว่าเขาจะไม่ชอบ และ 4. โมหาคติ “หลง” คือ “ความไม่รู้จริง” อาจทำให้ตัดสินผิดๆ ได้ …และใครก็ตามถ้าตัดสินความโดยมีอคติทั้ง 4 ก็จะทำให้ชีวิตเสื่อมถอยประดุจพระจันทร์ข้างแรม

เพลียได้ใจเข้าไปอีกเมื่อท่านรองฯ ตั้งคำถามแบบชวนกังขาว่า “เรื่องที่เกิดขึ้น ผมถามว่า “เพื่ออะไร?” คำตอบอยู่ตรงที่ว่า ถามจริงๆ เถอะทำเพราะปกป้อง “พ่อ” หรือเพราะ “โทสาคติ” ถ้าทำเพราะปกป้อง”พ่อ” มันควรจะทำตั้งแต่แรกที่เขาปรากฏตัวในสังคม มุมมองที่ต้องวิเคราะห์ตามประสาคนใช้กฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อการปรองดองของคนในสังคม โฆษกตำรวจก็บอกแล้วว่ากำลังสอบสวน ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ซึ่งถูกต้องที่สุด พูดกันบ่อยๆ สถาบันจะเสียหาย และสร้างความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนะครับ”

จากคำพูดของท่านรองฯ ที่จงใจตั้งคำถามว่า พวกเรากำลังปกป้อง “พ่อ” ด้วยใจจริง หรือกำลังใช้ความอาฆาตแค้นจัดการนาง “ช่อ” ด้วย “โทสาคติ” หรือไม่..ก็ขอตอบท่านรองฯ ให้ได้คิดตามตามหลัก “อินทรภาษ” แบบไร้อคติทุกประการเช่นกันว่า ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รักพ่อหรอกครับ โดยเฉพาะพ่อของแผ่นดิน เพราะตลอดระยะเวลา 88 ปีที่คนไทยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของ “พ่อ” เราทุกคนมีความร่มเย็นเป็นสุขหาสิ่งใดเสมอเหมือน… ทุกวัน เดือน ปี เราคนไทยได้เห็น “พ่อ” เดินย่ำไปทั่วผืนแผ่นดินไทยเพื่อดูแลทุกข์สุขของลูกๆ อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย…สิ่งนี้คือความดีของ “พ่อ” เพียงแค่เศษเสี้ยวของล้านส่วนที่ยกมาให้เห็นภาพ แล้วจะมีเหตุผลใดที่คนไทยจะไม่อยากปกป้อง “พ่อ” ด้วยใจจริง

สิ่งที่ท่านรองฯ ตั้งคำถามแบบนี้ มันคือการดูถูกหัวใจของ “คนไทยทั้งผอง” หรือไม่ ขอให้เก็บไปคิดดู…แต่ก็อยากจะขอตั้งคำถามกลับไปบ้างละกันว่า ท่านรองฯ คิดอย่างไรกับการกระทำมิบังควรของผู้หญิงชื่อ “ช่อ” และท่านรองฯ เคยตรวจสอบหรือย้อนไปดูเรื่องราวของเธอบ้างหรือไม่ว่า คนคนนี้มีพฤติกรรมในลักษณะใดที่ปฏิบัติต่อ “พ่อ” ยังไม่พอขอถามกลับอีกว่าเมื่อท่านทราบและตรวจสอบแล้วรู้สึกอย่างไรกับพฤติการณ์แบบ “ช่อ” …อันนี้ผมตอบแทนว่า ท่านคงรู้สึกๆ เฉยๆ มั้ง …หยุดเถอะครับหยุดโชว์ความเป็นลูกศิษย์พระอินทร์ของท่านเอาไว้ตรงนั้นดีกว่า …อย่าเที่ยวพร่ำบอกหรือตั้งคำถามบาดลึกกับคนอื่น โดยไม่ย้อนดูว่า ตัวท่านเองกำลังแสดงความคิดเห็นสิ่งนี้ด้วย “โมหาคติ” คือ หลง และไม่รู้จริง หรือไม่…สุดท้ายเมื่อท่านแสดงทัศนคติด้วยใจอคติ…ชีวิตของท่านก็คงเสื่อมถอยประดุจ “พระจันทร์ข้างแรม” เช่นกัน…!

ถูกสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพราะข่มขู่พยาน-ไม่บริการปชช.!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถูกสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพราะข่มขู่พยาน-ไม่บริการปชช.!

14 มิถุนายน 2562 – 08:02 น.
ผู้ใหญ่บ้าน,ประชาชา,ข่มขู่,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 3,200 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นกรณีที่ราษฎรได้ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านต่อนายอำเภอว่า “มีพฤติกรรมในการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ผู้ที่ได้ขอเพิ่มชื่อในรายการทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) เพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนและทำร้ายร่างกายลูกบ้าน”

ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเรื่องจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และขณะเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการสอบสวน ก็ได้มีกลุ่มพยานและผู้เสียหายไปร้องเรียนที่กองกำลังรักษาความสงบจังหวัดว่า ผู้ใหญ่บ้านได้ข่มขู่พยานและผู้มาร้องเรียน เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้ใหญ่บ้านในกรณีดังกล่าว และยังมีพฤติกรรมที่ไม่บริการประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้าน

          นายอำเภอจึงออกคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพื่อรอผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เพราะหากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนได้ และได้แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งให้เป็นผู้รักษาราชการแทน ผู้ใหญ่บ้านจึงร้องทุกข์ต่อนายอำเภอ ซึ่งนายอำเภอส่งเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาแล้วยืนตามความเห็นของนายอำเภอ

ผู้ใหญ่บ้านไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ดังกล่าว เนื่องจากทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้ งานต่างๆ ที่ค้างอยู่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ และก่อนออกคำสั่งดังกล่าวนายอำเภอก็ไม่ให้โอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งเห็นว่านายอำเภอไม่มีอำนาจออกคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน จึงยื่นฟ้องนายอำเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและคำวินิจฉัยร้องทุกข์

          คดีจึงมีประเด็นว่า คำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านอันเนื่องมาจากผู้ใหญ่บ้านมีพฤติการณ์ข่มขู่พยานและไม่บริการประชาชน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 61 ทวิ วรรคสาม (2) กำหนดให้นายอำเภอมีอำนาจลงโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล ดังนี้ …เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านคนใดถูกฟ้องในคดีอาญา เว้นแต่คดีความผิดในลักษณะฐานลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือมีกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถูกสอบสวนเพื่อไล่ออกหรือปลดออก ถ้านายอำเภอเห็นว่า จะคงให้อยู่ในตำแหน่งจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักหน้าที่ก็ได้ แล้วรายงานให้ข้าหลวงประจำจังหวัดทราบ…

เมื่อผู้ใหญ่บ้านซึ่งถูกผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ได้ข่มขู่พยานและผู้มาร้องเรียนทำให้ได้รับความเดือดร้อนและเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย รวมทั้งยังไม่ให้บริการประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้มาร้องเรียน

จากการตรวจสอบของนายอำเภอ พบว่ามีมูลความจริง กรณีจึงเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว หากให้คงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ นายอำเภอจึงมีอำนาจสั่งให้พักหน้าที่ได้ ตามมาตรา 61 ทวิ วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ประกอบกับคำสั่งพักงานเป็นคำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น คำสั่งของนายอำเภอที่สั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 14/2562)

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเป็นอำนาจของนายอำเภอ โดยสามารถสั่งได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ใหญ่บ้านแล้ว และหากให้ผู้ใหญ่บ้านคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ เช่นมีพฤติการณ์ข่มขู่พยาน หรือไม่ให้บริการกลุ่มผู้ร้องเรียน ซึ่งการสั่งพักหน้าที่ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งชั่วคราวและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้ในระหว่างการสอบสวนพิจารณาทางวินัย และคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นการสั่งพักงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งแต่อย่างใด… ครับ !!!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ส่อง’ม.141/1′..ดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375321?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง’ม.141/1′..ดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร!

13 มิถุนายน 2562 – 14:55 น.
ม1411,จราจร,ใบสั่ง
เปิดอ่าน 7,811 ครั้ง

รายงาน…

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจราจรส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งแล้วเป็นการกวดขันวินัยจราจร โดยหลายคนมองว่าที่ผ่านมา พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 (พ.ร.บ.จราจรทางบก) เก่าแก่ล้าสมัย ส่งผลให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างตำรวจจราจรกับประชาชนผู้ขับขี่เป็นประจำ และทั้งหมดจึงนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายจราจร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

เมื่อราว 3 ปี ที่ผ่านมา มีการนำงานวิจัยจราจรมาประยุกต์ใช้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้มีความร่วมมือจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ได้รวมรวบงานวิจัยด้านการจราจรมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจและเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คือการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณใบสั่งมีจำนวนมากและขาดการติดตามดำเนิคดีกับผู้ได้รับใบสั่งอย่างจริงจังและกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้ประชาชน ทำให้มีผู้ฝ่าฝืนและละเมิดกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการกระทำความผิดซ้ำอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นจึงควรให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดและบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้กฎหมายที่มีอยู่เห็นผลในทางปฏิบัติ และแก้ไขไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายอันเป็นการสร้างวินัยจราจรที่ดี จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพเป็นธรรมแก่ประชาชน ส่งผลให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวและกระทำผิดลดลง พร้อมกับลดปัญหาคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522(ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อกำหนดช่องทางให้เจ้าพนักงานคดีจราจรจะต้องนำใบสั่งที่ไม่มีชำระค่าปรับตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไปยังพนักงานอัยการ โดยให้พนักงานอัยการยื่นต่อศาล เพื่อให้ผู้ที่ได้รับใบสั่งต้องไปแสดงตนและชำระค่าปรับที่ศาล และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง พ.ศ.2499 (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมวดว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีจราจร ซึ่งให้การพิจารณาคดีจราจรในกลุ่มของการเปรียบเทียบปรับมีความชัดเจน รวดเร็วและเป็นธรรม

มาถึงวันนี้แม้ศาลจราจรจะยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 หลายฉบับ กระทั่งปัจจุบันเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 กันยายน 2562 ขณะเดียวกันก็จะมีการเอาจริงเอาจังกับบรรดาคน “ชิ่งใบสั่งจราจร” เมินจ่ายค่าปรับแถมยังทำผิดซ้ำซาก ซึ่งตำรวจและขนส่งทางบกจะเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งและการชำระภาษีรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป หากไม่ชำระค่าปรับเมื่อต่อภาษีรถประจำปีก็จะไม่ได้ “ป้ายวงกลม” แต่จะได้เอกสารชั่วคราว หากเจ้าของรถไม่ดำเนินการใดๆ กับใบสั่ง และใช้หลักฐานแสดงการเสียภาษีประจำปีชั่วคราวเกิน 30 วัน ก็มีความผิดอีกกระทง ฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท

กรณีที่ขนส่งกับตำรวจเตรียมจัดการกับคนที่เพิกเฉยค่าปรับใบสั่งจราจร ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงเหมือนผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกต้องถูกประชาชนร้องเอาผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแทนตำรวจ เกี่ยวกับประเด็นนี้ทางเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝั่งโดยเฉพาะตำรวจได้ย้ำว่าดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายและจะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะปฏิบัติตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “มาตรา 141/1” ซึ่งดูแล้วเสมือนเป็นดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร​

สำหรับมาตรา 141/1 ที่ว่านี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากมาตรา 141 โดยระบุว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 141 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (1) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตําแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปมีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกําหนดชําระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง และให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทําการชําระค่าปรับที่ค้างชําระด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 141 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ แล้วแต่กรณี ณ ภูมิลําเนาของผู้นั้น ทั้งนี้ตามแบบที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด และให้ถือว่าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับแจ้งเมื่อพ้นกําหนด 15 วัน นับแต่วันที่ส่ง

(2) ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันใดไม่ชําระค่าปรับตาม (1) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระพร้อมหลักฐานตาม (1) ไปยังนายทะเบียน และให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับที่ค้างชําระภายใน 30 นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีเป็นเพียงตัวแทนเจ้าของรถ ให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับภายในระยะเวลาดังกล่าว ในการนี้ให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นไว้โดยออกหลักฐานชั่วคราวแทนการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปี ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถแทน หลักฐานชั่วคราวตามวรรคหนึ่งให้ใช้แทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปี โดยให้มีอายุ 30 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนได้ออกให้

(ข) ในกรณีที่เจ้าของรถได้ชําระค่าปรับที่ค้างชําระครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กําหนด ใน (ก) ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถนําหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานเจ้าหน้าที่มาแสดงต่อนายทะเบียน เพื่อให้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น (ค) ในกรณีที่เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถที่ได้รับหนังสือแจ้งตาม (ก) ประสงค์จะชําระค่าปรับในวันที่มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปี ให้นายทะเบียนมีอํานาจรับชําระค่าปรับตามจํานวนที่ค้างชําระแทนได้ โดยให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นและออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถ

(ง) ในกรณีที่เจ้าของรถไม่ชําระค่าปรับที่ค้างชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กําหนดใน (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไป ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้ใดเห็นว่าตนมิได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ให้ทําหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนตาม (ก) ส่งไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้การทําหนังสือโต้แย้งให้ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะกําหนดวิธีการอื่นใดด้วยก็ได้

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งตามวรรคสอง หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยันและเห็นสมควรดําเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้นั้น ให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป แล้วแจ้งผลให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบ เมื่อได้มีการชําระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้ผู้ขับขี่นําหลักฐานการชําระค่าปรับไปขอรับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เรียกเก็บ ทั้งนี้ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่คืน ให้ถือว่าหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่มีกําหนด 10 วัน นับแต่วันที่ชําระค่าปรับ การรับชําระและการนําส่งเงินค่าปรับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง (2) (ก) ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ หรือค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานในอัตราร้อยละ 5 ของจํานวนเงินที่ได้รับ โดยให้นําไปใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับเงินงบประมาณตามระเบียบที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกําหนด ส่วนเงินที่เหลือให้นําส่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ การดําเนินการใดๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามมาตรานี้ สามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

ไม่เพียงแค่การดีเดย์จัดการกับบรรดาคนเมินใบสั่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมของพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ที่จะบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้ ก็มีหลายมาตราที่สร้างความไม่พอใจแก่คนที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโลจิสติกส์ ซึ่งวันที่ 15 มิถุนายนนี้ “สหพันธ์ขนส่งไทย” พร้อมรายชื่อสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน จะยื่นข้อเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ค้าน พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ เพื่อให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายในบางมาตราก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

เล่าขานตำนานจัดโผบทเรียน ประยุทธ์2

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375320?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เล่าขานตำนานจัดโผบทเรียน ประยุทธ์2

13 มิถุนายน 2562 – 13:35 น.
จัดโผ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ – ท่ามกลางกระแสข่าว การเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี แบบหักเหลี่ยมเฉือนคมกันวันต่อวัน ทั้งก่อนหน้าและหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2 ซึ่ง “โผครม.” ยังไม่มีอะไรแน่นอน และอาจยาวไปถึงปลายเดือนมิถุนายน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรี หลายสมัย ในฐานะ “ข้าวนอกนา” บอกเล่าเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กของเขา บอกเล่า “ธรรมชาติ” ของการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีซึ่งไม่มีอะไรแน่นอน จนกว่าจะถึง “นาทีสุดท้าย” ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นผู้เคาะเพียงคนเดียว

……………………………..

สวัสดีวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562 ครับ

ผมหายไปตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จ 24 มีนาคม 2562 เฝ้าดูเหตุการณ์ทางการเมือง ว่าจะออกมาตามโมเดลอะไร ตอนนี้ชัดแล้วครับ ประยุทธ์โมเดล คือใช้เสียง ส.ว. เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินการเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากโมเดลอื่นๆ

แล้ววันนี้มาถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งในทางการเมืองถือว่าสำคัญที่สุด เพราะการเมืองเป็นเรื่องของ การให้ได้มา การรักษา และการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งผู้ใช้อำนาจนอกจากนายกรัฐมนตรี ก็คือ รัฐมนตรี

ผมมีประสบการณ์อยู่บ้าง จะเล่าให้ฟัง คือ ถ้าท่านใดแปลกใจ ไม่เข้าใจ จะได้เข้าใจ และไม่แปลกใจ ว่าเขาโต้แย้ง แย่งชิงอะไรกัน

เกณฑ์การเป็นรัฐมนตรี มาจากจำนวน ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งมี ส.ส.มาก ยิ่งได้ตำแหน่งมาก และได้กระทรวงเกรดสูง เอาจำนวนและตำแหน่งก่อน ความเหมาะสมของตัวบุคคลว่ากันภายหลัง

จำนวน ส.ส. 6-7 คนต่อ 1 รัฐมนตรี สูตรเลขคณิตคิดง่ายๆ คือเอาตำแหน่ง ครม.ที่มี ไปหารจำนวน ส.ส. ของฝั่งรัฐบาล นักการเมืองเขายึดสูตรนี้อย่างฝังจิต ใครจะไปโต้แย้งอย่างไร ก็ไร้ผล

เกรดของกระทรวงแบ่งเป็น A B และ C บางคนบอกถึง D การแบ่งเป็นตามอำนาจการอนุมัติการขออนุญาต และขนาดของงบประมาณของกระทรวงนั้น ไม่ใช่ความสำคัญของงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ถือเป็นเกรด A เพราะอำนาจการอนุมัติ มีค่าสูงมาก โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม มีทั้งอำนาจการอนุมัติ และงบประมาณสูง กระทรวงเกษตรฯ ก็เกรดสูง แต่กระทรวงต่างประเทศถึงจะสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติใดๆ แม้แต่ Passport ก็จ้าง Outsource จึงจัดเป็นเกรด B ถึง C ไม่มีใครแย่งอยากเป็น

เมื่อเกณฑ์การเมืองเป็นเช่นนี้ เกมการเมือง ก็เป็นเช่นนั้น

          ผมมีประสบการณ์สามครั้ง
ครั้งแรก ปี 2535 เลือกตั้งเดือนกันยายน พรรค ปชป. มาที่หนึ่ง คุณชวนจัดตั้งรัฐบาล พรรคความหวังใหม่ โดย พล.อ.ชวลิต เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ท่านเชิญ ดร.อำนวย และผม เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในโควตาพรรคความหวังใหม่ เสนอให้ผมเป็น รมช.อุตสาหกรรม เรื่องเดินไปจนใกล้จบ ผมกับ ดร.อำนวย กลับจากประชุมที่ San Francisco มาถึงสนามบินดอนเมือง ผู้บริหารพรรคความหวังใหม่ นำเอกสารการเข้าร่วมรัฐบาลมายื่นให้ถึงบริเวณผู้โดยสารขาเข้า เพื่อจัดการเตรียมตัวให้พร้อม รวมหมายกำหนดการโปรดเกล้าฯ การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ โดยผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

สองสามวันต่อมา ผมพบคุณชวน ว่าที่นายกรัฐมนตรีในงานหนึ่ง ท่านกล่าวแสดงความยินดี แต่ก็กล่าวทิ้งท้ายว่า พล.อ.ชวลิต กล้าหาญมากที่เชิญคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ถึงสองคนเข้าร่วมรัฐบาล ผมขอบคุณท่านโดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร

แล้วก็เกิดเหตุจริงๆ วันที่ผมมีนัดจะไปลองชุดขาว เพื่อแต่งตัวตอนเข้าเฝ้าฯ พล.อ.ชวลิต โทรมาหาผมโดยตรง แล้วบอกว่า “เขาไม่ยอม” ความหมายคือกลุ่ม ส.ส.กลุ่มหนึ่ง นำโดย คุณเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ ส.ส.อุดรธานี จัดชุมนุมประท้วงกันที่โรงแรมราชศุภมิตร หลานหลวง (ปัจจุบันคือ รร.ปริ๊นเซส) จนผมต้องขอถอนตัว พล.อ.ชวลิต เปลี่ยนชื่อผมในตำแหน่ง รมช.อุตสาหกรรม เป็นท่าน ส.ส. เกียรติชัย การประท้วงจึงสงบลง

ท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลาย ตรวจแถวกำลังพล ส.ส. ของท่านให้ดีนะครับ ระวังจะเกิดการประท้วง เมื่อโผของพรรคออกมา

ครั้งที่สอง เลือกตั้งปี 2538 ผมช่วยพรรคนำไทย โดย ดร.อำนวย วีรวรรณ เต็มที่ แต่ไม่ได้สมัคร ส.ส. เพราะมนุษย์สายวิชาการอย่างผม ประชาชนมักไม่เลือกเป็นผู้แทนเขต ฝรั่งเรียก Non-electable พรรคชาติไทยโดยคุณบรรหาร ศิลปอาชา ชนะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล เชิญพรรคนำไทยเข้าร่วม แต่พรรคนำไทย ซึ่งหาเสียงเกือบตาย ได้ ส.ส. แค่ 18 คน และได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงสองตำแหน่ง คือ ดร.อำนวย วีรวรรณ และ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส่วนผมไม่ได้เป็น ส.ส. ช่วยพรรคมากแค่ไหน ก็ไม่มีความหมาย สาย ส.ส. เขาเรียกพวกข้าวนอกนา

พรรคพลังประชารัฐมีข้าวนอกนาสำคัญ 4 คน สื่อเรียกสี่กุมาร ถึงมีข่าวลือตอนนี้ว่า อาจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีครบสี่คน

ครั้งที่สาม เลือกตั้งปี 2539 พรรคความหวังใหม่ชนะ ได้ ส.ส. 125 คน มากกว่าพรรค ปชป. ที่ได้ ส.ส. 123 คน ตามประเพณีปฏิบัติ พรรค ปชป. ก็ให้พรรคความหวังใหม่จัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ชวลิต เชิญ ดร.อำนวย จัดทีมเศรษฐกิจเข้าเป็น ครม. เพราะตอนหาเสียง พรรคความหวังใหม่ บอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมี Dream Team ทางเศรษฐกิจ นำโดย ดร.อำนวย วีรวรรณ โดยท่านให้ 4 ตำแหน่ง ทำให้ท่านไม่เชิญพรรคชาติไทยของคุณบรรหารเข้าร่วมรัฐบาล เพราะถ้าเชิญ ก็ต้องจัดตำแหน่งรัฐมนตรีให้ตามโควตา พล.อ.ชวลิต เชิญพรรคชาติพัฒนา โดย พล.อ.ชาติชาย เข้าร่วม พรรคชาติพัฒนามี ส.ส. 52 คน ได้จัดสรรไป 9 ตำแหน่ง รวมคุณพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้เป็น รมช.ต่างประเทศ

หลังจากตกลงกันด้วยวาจา ระหว่าง พล.อ.ชวลิต และ ดร.อำนวย เรื่องรัฐมนตรี 4 ตำแหน่งแล้ว คือ ดร.อำนวย จะอยู่กระทรวงการคลัง คุณวิโรจน์ ภู่ตระกูล จะอยู่กระทรวงพาณิชย์ และคุณสมภพ อมาตยกุล จะเป็น รมช.อุตสาหกรรม ส่วนผมจะไปช่วย ดร.อำนวย ที่กระทรวงการคลัง แต่พอต้องตัดสินกันตอนสุดท้าย มีพรรคร่วมไม่ยอมอีก หาว่าข้าวนอกนามากไป ดร.อำนวยต้องลดหนึ่งคน คุณวิโรจน์ ขอถอนตัว เพราะจริงๆ ท่านก็ไม่ได้อาสาจะมาว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมเลยถูกโยกไปเป็น รมว.พาณิชย์

เห็นไหมครับ โผทั้งหลายที่ว่าลงตัว ยังจะไม่ลงจนวินาทีสุดท้ายครับ และคนที่จะพูดสุดท้ายจริงๆ ก็คือ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพราะท่านต้องเป็นผู้ลงนามในรายชื่อ ที่จะต้องนำกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

เรื่องนี้ ผมก็ยืนยันได้จากประสบการณ์ล่าสุด ตอน ครม. พล.อ.ประยุทธ์ 1 ปี 2557 นี้เอง ตอนแรกมีคน “วงใน” ติดต่อมา ว่าท่านนายกฯ จะเชิญให้ผมเป็น รมว.กระทรวงหนึ่ง ขอไม่บอกชื่อกระทรวง ไม่ใช่กระทรวงพลังงาน ถามว่าผมจะรับไหม ผมก็ตอบรับไป อีกสัปดาห์หนึ่งต่อมา มีสายต่อเข้ามาว่าท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ขอพูดด้วย แล้วท่านก็เสนอให้ไปว่าการกระทรวงพลังงาน ผมจึงทราบตอนนั้นว่า นั่นคือโผจริง

เพราะฉะนั้น ทุกท่านที่มีการติดต่อกันก่อนหน้านี้ อย่าไป serious มากนะครับ ท่านจะรู้โผจริง ตอนที่ท่าน นรม.ตัวจริง แจ้งมาครับ

ท่านประชาชนที่เชียร์ใคร ก็เตรียมทำใจด้วยนะครับ

และถึงแม้จบแล้ว แต่ถ้าพรรคร่วมยังไม่พอใจ ก็จะก่อกระแสคลื่นใต้น้ำ สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาล ตอนรัฐบาล พล.อ.ชวลิต พรรคชาติพัฒนายังไม่พอใจ พล.อ.ชวลิต ต้องพบทำความเข้าใจกับ พล.อ.ชาติชาย ตลอดเวลา สุดท้ายเดือนตุลาคม 2540 มีการปรับ ครม. พรรคชาติพัฒนาส่ง ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็น รมว.พาณิชย์ แทนผม และหลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ชวลิต ยอมลาออก เพื่อจะให้พรรคชาติพัฒนาจัดรัฐบาลใหม่ แต่พรรค ปชป. โดย เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไวกว่า ไปเอา ส.ส. 12 คน จากพรรคประชากรไทยของคุณสมัคร สุนทรเวช มา Vote ให้พรรค ปชป. โดยให้ตำแหน่ง ส.ส. 12 คน ถึง 6 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรี 3 และเลขาฯ อีก 3 เกิดตำนานที่คุณสมัครเรียกว่า “งูเห่า” พรรค ปชป. ได้เป็นรัฐบาล มีคุณชวน เป็นนายกรัฐมนตรี เรียกว่า รัฐบาลชวน 2

บทเรียนเหล่านี้ รัฐบาลประยุทธ์ 2 คงต้องเอามาใช้ประโยชน์ นะครับ

ปัญหาการเมืองแบบนี้ เหล่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบเพื่อให้มีรัฐบาลเสียงข้างมากอย่างแท้จริง จะได้คุม ส.ส.ได้ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เป็น Party List จริง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ไม่เหมาะเป็น ส.ส.เขต แต่รัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนรูปหมด การเมืองต่อไป ก็จะมีปัญหาการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลแบบการเมืองตอนนี้แหละครับ

สวัสดีครับ

ตัวจริงเสียงจริง ‘ธรรมนัส’ จัดให้ แม่ทัพใหญ่ลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวจริงเสียงจริง ‘ธรรมนัส’ จัดให้ แม่ทัพใหญ่ลุงตู่

13 มิถุนายน 2562 – 10:57 น.
อัครา พรหมเผ่า,ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองธรรมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,สสพะเยา,รัฐมนตรี,เก้าอี้รัฐมนตรี,ผู้กองนัส,ร่วมรัฐบาล,พรรคร่วมรัฐบาล
เปิดอ่าน 19,969 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2562

********************

          การจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคไม่ว่ายุคประชาธิปไตยจ๋า หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็มีข่าวการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับรัฐบาลประยุทธ์ 2/1

          สำหรับแกนนำพรรคพลังประชารัฐมีอยู่หลายคน ส่วนใหญ่เป็นนักเลือกตั้งจอมเก๋า ผู้ที่พูดน้อยแต่ทำงานจริงจัง คือ “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ..พะเยา ซึ่งทุกสำนักข่าวต่างคาดหมายว่า “ผู้กองนัส” จะต้องได้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน เพราะผลงานจากการเลือกตั้งนั้นเข้าตาผู้ใหญ่มาก 

ธรรมนัส ขวัญใจไทลื้อเมืองพะเยา

เปิดตัว “อัครา”

          ผู้ที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับตัว ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า มาแต่สมัยยังทำธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อาจรู้สึกแปลกใจที่เห็นข่าว “ผู้กองนัส” ลงสมัคร ส..พะเยา เนื่องจากไม่ทราบว่าอดีตนายทหารคนนี้มีพื้นเพเป็นคนเมืองกว๊าน

อินจันทร์ พรหมเผ่า อดีตผู้ใหญ่บ้าน บิดาของธรรมนัส

          บิดาของ ร..ธรรมนัส คือ อินจันทร์ พรหมเผ่า อดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา เมื่อได้เวลาอันเหมาะสม “ผู้กองนัส” จึงกลับบ้านเกิด ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเจือจุนคนจน คนด้อยโอกาส 

          โดยบุคลิกที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ปฏิเสธชาวบ้านไม่เป็น จึงเป็นที่รักของกลุ่ม อปทกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มข้าราชการ

          “ผู้กองนัส” มีน้องชายชื่อ “อัครา พรหมเผ่า” เคยเป็นรองนายกอบจ.พะเยา และทำงานการเมืองช่วยพี่ชาย นับแต่ประกาศเป็นขุนศึกพลังประชารัฐ ปักธงยึดเมืองพะเยา

อัครา พรหมเผ่า

          เมื่อ “ผู้กองนัส” บอกนักข่าวว่า ตนเองจะไม่เป็นรัฐมนตรี แต่จะส่งคนนามสกุล “พรหมเผ่า” เข้าไปนั่งเก้าอี้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งแทน

          คนนามสกุลเดียวกับ “ผู้กองนัส” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..ก็คือ อัครา น้องชายสุดรักนั่นเอง

เพื่อน “เอกราช”

           สหายร่วมรบทางการเมืองของ “ผู้กองนัส” อีกคนหนึ่งในพรรคพลังประชารัฐคือ “เอกราช ช่างเหลา”

          เมื่อปี 2542 ..ธรรมนัส ออกจากราชการ หันมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ได้จับมือกับ เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น “เมืองแกรนด์วิลล์”

          “เอกราช” เคยเป็นครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น และเติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น สิบกว่าปีที่แล้ว เอกราชมีฐานะการเงินเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้ทำโครงการบ้านจัดสรรหลายแห่ง

          วันนี้เอกราชเป็นส..บัญชีรายชื่อ และวัฒนา ช่างเหลา ลูกชายวัย 20 ปีเศษ ได้เป็น ส..เขต ขอนแก่น

          เหตุผลหนึ่งที่ “ผู้กองนัส” ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะรับปากผู้ใหญ่ให้มาดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคพลังประชารัฐ

          ที่เริ่มเดินเครื่องไปแล้วคือสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อีสาน “ผู้กองนัส” จับมือ “เอกราช” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ไปบ้างแล้ว

          โดยเฉพาะสนามอุดรธานี ผู้กองนัสและเอกราช วางตัวอดีตนายทหารใหญ่ ที่สนิทสนมกับ “ขาใหญ่เสื้อแดง” ได้เตรียมตัวไว้หักโค่น “วิเชียร ขาวขำ” นายก อบจ.อุดรฯ คนปัจจุบัน

          น่าลุ้นครม.ลุงตู่ ภาค เที่ยวนี้จะมีชื่อ เอกราช ช่างเหลา หรือไม่?

มือประสานสิบทิศ

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า มีหน้าที่ประสานงานกับ “10 พรรคเล็ก” ซึ่งในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ “ผู้กองนัส” จะนัดหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็ก โดยมีหลายประเด็นที่จะพิจารณาซึ่งรวมถึงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ที่คาดว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันได้และได้ข้อยุติ

          คนทั่วไปอาจเห็นบทบาทของมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ผ่านสื่อเยอะหน่อย ก็นึกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง

          จริงๆ แล้ว “ผู้กองนัส” ได้ประสานกับ สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส..พรรคเพื่อไทย ที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน ซึ่งสมเกียรติ ได้แตะมือกับนันทนา สงฆ์ประชา อดีตส..ชัยนาท ได้ตัั้งพรรคประชาภิวัฒน์

          อีกรายหนึ่งคือ พ...รวมนคร ทับทิมธงไชย ประธานยุทธศาสตร์พรรคประชานิยมนั้น รู้จักกันดีกับ ร..ธรรมนัส มานานแล้ว มินับรวม พล..ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย 

          เชื่อว่าพรรคจิ๋ว เสียงเหล่านี้ ไม่มีทางแหกคอกแหกโผแน่

‘งูเห่า’เขาซื้อกันยังไง??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘งูเห่า’เขาซื้อกันยังไง??

13 มิถุนายน 2562 – 10:55 น.
งูเห่า,กกต
เปิดอ่าน 2,681 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

ได้ข่าวว่า ‘งูเห่า’ รุ่นใหม่แถวตึกไทยซัมมิทแพงหูฉี่ ราคาพุ่งพรวดตั้งแต่ 30-120 ล้าน ก็ไม่รู้ว่าคนซื้อใช้มาตรฐานอะไรเป็นเกณฑ์วัด เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระดับเกรดเอ ‘เก่ง’ การุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังถูกประเมินไว้เพียง 50 ล้านบาท

เรื่องนี้คงต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีมูลหรือแค่เกมการเมือง

เช่นเดียวกับกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ใช้เวทีรัฐสภาวันโหวตเลือกนายกฯ อ้างมีคนมาทาบทาม 2-3 รอบ ให้ยกพรรคไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมเสนอเงิน 300 ล้าน แถมตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้อีกด้วย

แต่ที่น่าแปลกเจ้าของฉายา ‘มือปราบตงฉิน’ และตำรวจสอบสวนผู้โด่งดังในอดีตกลับไม่เอาเรื่องเอาความกับคนทำผิดและคู่แข่งทางการเมือง หากจำเหตุการณ์เมื่อต้นปีกันได้ ‘ทหาร’ ติดตามดูแลความเรียบร้อยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ตามคำสั่ง คสช.ในระหว่างลงพื้นที่หาเสียง ก็ถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงพร้อมอัดคลิปวิดีโอเอามาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวประจานคนทั้งประเทศได้รับรู้จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นโรงพักแจ้งความกันมาแล้ว แต่เรื่องนี้ ‘เสรีพิศุทธ์’ กลับปล่อยผ่าน

ถามว่าในสถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีโอกาสจะเกิดขบวนการซื้อ ‘งูเห่า’ หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ‘มี’ แต่ไม่ใช่การกว้านซื้อแบบพร่ำเพรื่อ ไม่ดูทิศทางลม อย่างที่กล่าวหากันอยู่

ไม่เช่นนั้นก็จะเจอทั้งกฎหมายอาญา ม.149 และกฎหมายพรรคการเมือง 2560 ม.28 ม.29 ม.44 ม.46 ม.88 วรรคสอง โทษถึงขั้นยุบพรรคเพราะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ อ้างมีบุคคลขอซื้อตัว ส.ส.เกือบยกพรรค โดยการหลอกล่อด้วยเหตุผล การยุบพรรค คดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค รวมทั้งการข่มขู่ที่จะเอาถึงชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อมในช่วงโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ นั้นแหละ

แล้ว ‘งูเห่า’ เขาซื้อกันอย่างไร? หลักการแรกต้องศึกษาลักษณะนิสัย ฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละพรรคกันก่อนว่าทุนหนาหรือแห้งกรอบ รวมถึงแหล่งที่มาก็เป็นเรื่องสำคัญ ส.ส.ระบบเขตจะอยู่ในข่ายเป้าหมายมากกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาตี้ลิสต์ เนื่องจากมีฐานเสียงที่ต้องรักษา การลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมพบปะมวลชน ไม่ว่าจะงานบวช-งานแต่ง-ฝังลูกนิมิต ก็ต้องทำต่อเนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายไปแต่ละครั้งต้องควักเนื้อตัวเอง ขอเบิกจากพรรคก็ไม่ได้ โอกาสได้มาร่วมงานง่ายขึ้นกว่า

ส่วน ‘งูเห่า’ ปรากฏตอนไหน? ก็ต้องเลือกที่เป็นวาระสำคัญ เหมือนเช่นในอดีต ภายหลังการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีมติจะสนับสนุนให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ด้วยเสียงของพรรคความหวังใหม่  125 เสียง พรรคชาติพัฒนา 52 เสียง พรรคประชากรไทย 18 เสียง และพรรคมวลชน 2 เสียง รวม 197 เสียง โดย ส.ส.พรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน ซึ่งเป็นกลุ่มของนายวัฒนา อัศวเหม  กลับสวนมติ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ไปสนับสนุน นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนสามารถรวมได้ 209 เสียง จากเดิมได้เพียง 196 เสียง จนถูกเรียกว่า ‘กลุ่มงูเห่า’ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย

แต่การโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ สมัยนี้ มีเสียง 250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช.คอยสนับสนุนอยู่แล้ว ให้จับตาช่วงการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การถอดถอนจากตำแหน่งว่าจะเจอ ‘งูเห่า’ โผล่มากี่เสียง