ชิงเสนาบดี “ลูกอีสาน” สะเทือน “ด้ามขวานไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิงเสนาบดี “ลูกอีสาน” สะเทือน “ด้ามขวานไทย”

17 มิถุนายน 2562 – 11:43 น.
เอกราช ช่างเหลา,วัฒนา ช่างเหลา,ทวี สุระบาล,พรรคพลังประชารัฐ,ฟอร์มคณะรัฐมนตรี,ครม,ครมบิ๊กตู่,พอสุชาติ จันทรโชติกุล,ชวน ชูจันทร์
เปิดอ่าน 4,875 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 17 มิถุนายน 62

*******************

ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ช่วงการฟอร์มคณะรัฐมนตรีย่อมมีข่าวคราวเกี่ยวกับการเสนอตัวเป็นรัฐมนตรีของกลุ่มการเมืองต่างๆ ยิ่งเป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค ก็ยิ่งต้องพึ่ง “ผู้มีบารมีตัวจริง” มาเกลี่ยตำแหน่งให้ลงตัว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ โดย เอกราช ช่างเหลา” แม่ทัพอีสานเหนือ และ ทวี สุระบาล” แม่ทัพอันดามัน ได้ขยับเกมเรียกร้องให้พรรคเห็นค่านักรบในสนามเลือกตั้ง

ด้ามขวานไทย”มาแล้ว

ช่วงเลือกตั้ง 2562 “ผู้การชาติ” พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล ได้ใช้ตึกใหญ่ตรงข้ามห้างบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐภาคใต้

พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล

ในวอร์รูม พปชร.สายทักษิณ ยังมีอดีตนักการเมืองชื่อดังหลายคน อาทิ พิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายก อบจ. นครศรีธรรมราช น้องชายชินวรณ์ บุณยเกียรติ แกนนำ ปชป., สานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีตนายก อบจ.พัทลุง และทวี สุระบาล อดีต ส.ส.ตรัง

          โดยเฉพาะ ทวี สุระบาล เดินสายทางฝั่งอันดามัน ซึ่งล่าสุด ทวีได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรวมกลุ่มส.ส.ใต้ 13 คน ตั้ง “กลุ่มด้ามขวานไทย” เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานในทำงานการเมือง

ไล่เรียงรายชื่อส.ส.เขตจากภาคใต้ สงขลา 4 คน ได้แก่ วันชัย ปริญญาศิริ, ศาสตรา ศรีปาน, “ครูยม” พยม พรหมเพชร และร.ต.อ.อรุณ สวัสดี

ทวี สุระบาล

ภูเก็ต 2 คน-สุทา ประทีป ณ ถลาง และนัทธี ถิ่นสาคู นครศรีธรรมราช 3 คน-รงค์ บุญสวย, สัณหพจน์ สุขศรีเมือง และสายัณห์ ยุติธรรม พ่วงด้วยตรัง-นิพันธ์ ศิริธร

ส่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส 2 คน-วัชระ ยาวอหะซัน และสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, ยะลา-อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ

          กลุ่มด้ามขวานไทยจึงเสนอชื่อ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล เป็นรัฐมนตรีในโควตาภาคใต้

รัฐมนตรีหรือนายก อบจ.?

ตั้งแต่ลาออกจากสมาชิก สปท. ช่วงต้นปี 2561 “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล กลับไปปักหลักอยู่คอหงส์ ฐานที่มั่นเดิม และเตรียมการลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

          ระหว่างนั้น “ผู้การชาติ” ร่วมกับชวน ชูจันทร์ ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ เมื่อเลือกตั้งใหญ่มาถึงผู้การชาติต้องมารับบทแม่ทัพแดนใต้

หลังเลือกตั้ง พ.อ.สุชาติ ก็ไม่ได้แสดงออกว่าตนเองต้องการตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเข้าใจสภาพภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีหลายกลุ่มหลายก๊ก

เมื่อนิพนธ์ บุญญามณี ลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไปรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ก็ได้ทราบว่า “ผู้การชาติ” ให้ความสนใจลงสนามชิงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา เพราะมั่นใจในฐานเสียง 4 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

          ดูเหมือน “ผู้การชาติ” เข้าใจหัวอกเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ชื่อประยุทธ์ จึงไม่ขยับตัวอะไรมากนักเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี

อีสานเหนือ” ขอมั่ง?

เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็กลายเป็นข่าวใหญ่จนได้ เมื่อ “เอกราช ช่างเหลา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแม่ทัพจงอางผยอง เปิดบ้านแถลงข่าวนำเอาตัวเลขคะแนนของพปชร. จากสนามขอนแก่นกับอุบลราชธานี มารวมกันได้ 1,364,761 คะแนน ได้ส.ส.19 คน โดยได้ส.ส.เขต 2 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 17 คน

“เสี่ยเอกราช” ถามตรงๆ ว่าทำไมไม่ได้รับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี? นักข่าวหลายคนคงงุนงงสงสัย เลยไม่ถามต่อว่าเหตุจึงต้องเป็นขอนแก่นและอุบลฯ

เอกราช-วัฒนา ช่างเหลา

           เดิมทีเสี่ยเอกราชรับผิดชอบ 10 เขต ขอนแก่นได้ ส.ส.เขต คน-วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายของเอกราช ส่วนสนามอุบลฯ 10 เขต รับผิดชอบโดย สุพล ฟองงาม ได้ส.ส.เขต คน-ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์

คำแถลงที่ว่าส.ส.เขต 2 คนคือ วัฒนา ช่างเหลา และ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ นั่นเอง ส่วนตัวเสี่ยเอกราช กับเสี่ยสุพล ต่างได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อเหมือนกัน

ช่วงเลือกตั้งกลุ่มอุบลฯ ของสุพล มีความใกล้ชิดกับกลุ่มสุชาติ ตันเจริญ และกลุ่มสามมิตร แต่พอรู้ผลเลือกตั้ง เสี่ยสุพลเก็บตัวเงียบ เพราะช็อกกับการปราชัยให้แก่พรรคเพื่อไทย

นัยว่าเก้าอี้รัฐมนตรีอีสานนั้นตกเป็นของ แบงก์-อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” ลูกชายของวิรัช รัตนเศรษฐ ที่กวาด ส.ส.เขตมาได้ 6 ที่นั่ง แต่อีสานเหนือน่าจะได้สัก 1 เก้าอี้ เสี่ยเอกราชจึงต้องเปิดบ้านต้อนรับนักข่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

          แปลกที่มีเสี่ยเอกราชมานั่งแถลงข่าวคนเดียว เสี่ยสุพลหายไปไหน

เตือน!’7 กลุ่ม’เสี่ยงป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375779?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน!’7 กลุ่ม’เสี่ยงป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง

17 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
สายตรวจระวังภัย,ไข้หวัดใหญ่,7กลุ่มเสี่ยง,กระทรวงสาธารณสุข,หญิงตั้งครรภ์
เปิดอ่าน 9,073 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย

ทุกฤดูกาลมักมีโรคภัยต่างๆ ตามมาเหมือนเงาตามตัว เช่นเดียวกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนเต็มตัว นอกจากโรคไข้เลือดออกที่กำลังระบาดแล้ว ยังมีอีกโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงฤดูกาลนี้ นั่นคือ “โรคไข้หวัดใหญ่” ซึ่งคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมีอันตรายถึงชีวิตหากเข้ารับการรักษาล่าช้าเกินไป

เกี่ยวกับโรคภัยตามฤดูกาลที่ว่านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงสาธารณสุข ก็มีความเป็นห่วงประชาชน จึงมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน แนะนำวิธีรับมือ และให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเฝ้าระมัดระวัง เพราะเมื่อป่วยแล้วอาจทวีความรุนแรงเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า ในช่วงฤดูฝน อากาศมีความชื้นสูง เชื้อไวรัสแพร่กระจายในอากาศได้ดี ทำให้ประชาชนเสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย ซึ่งข้อมูลสำนักระบาดวิทยา ในปี 2562 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แล้ว 167,377 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยเรียน โดยมีผู้เสียชีวิต 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ที่มีอาการรุนแรงจากโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน จึงขอแนะนำประชาชนดูแลสุขภาพ เพิ่มผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ​​​

“ในช่วงนี้ ฝนตกเกือบทุกพื้นที่ ประกอบกับการอยู่รวมกันในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น ขณะหลบฝนที่ป้ายรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือในห้องเรียน จึงอาจติดเชื้อไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้นหากโดนฝนต้องให้เช็ดให้แห้ง รักษาร่างกายให้อบอุ่น เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำ สระผม แล้วเช็ดให้แห้ง สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น นอนหลับพักผ่อน เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรสวมหน้ากากอนามัย หยุดงาน หยุดเรียน หยุดกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ” นพ.สุขุม ระบุ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายเพิ่มเติมว่า เชื้อไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อผ่านการไอ จาม หรือติดมากับมือ ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน หรืออาการรุนแรงขึ้น เหนื่อยมาก ให้รีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ลดอาการรุนแรง และการเสียชีวิตได้

สำหรับกลุ่มเสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการรุนแรง 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี 3.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน 4.ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 6.ผู้ป่วยธาลัสซีมีย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ และ 7.ผู้ที่มีโรคอ้วน น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ทั้งนี้หากสงสัยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรพบแพทย์ทันที และขอรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรี ได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2562 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

บางครั้งโรคภัยไข้เจ็บมักมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว วันนี้แข็งแรง พรุ่งนี้อาจเจ็บไข้ ยิ่งแล้วช่วงนี้เป็นหน้าฝน อาจป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ได้ง่ายๆ การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้น..!!

ฝ่ายค้านจัดทัพ…รอล้มลุงตู่ !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านจัดทัพ…รอล้มลุงตู่ !

17 มิถุนายน 2562 – 10:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ฝ่ายค้าน,ลุงตู่
เปิดอ่าน 3,873 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

ในขณะที่การจัดรัฐบาลลุงตู่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นไปอย่าง “ทุลักทุเล” เพราะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่พรรคร่วมทั้งขนาดกลาง-ขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว ต่างเรียกร้อง ต่อรองตำแหน่ง และแม้กระทั่งกลุ่มก๊วนในพรรคแกนหลักอย่างพลังประชารัฐ ก็ต่อรองกันจนวุ่นวายไปหมด

แม้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่คาดว่าจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในเดือนนี้จะผ่านไป แต่เป็นการผ่านไปบน “ริ้วรอยแห่งความขัดแย้ง” ทั้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและในพรรคตัวเอง ที่ความขัดแย้งนั้นรอวันปะทุขึ้นมา เมื่อจังหวะและโอกาสมาถึง

นักยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านแห่งพรรคเพื่อไทยมองความขัดแย้งนี้ออก จึงต้องปรับทัพของฝ่ายค้าน “อย่างเร่งด่วน” เพื่อภารกิจในการเร่งล้มรัฐบาลลุงตู่ 2

ที่เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร นิ่งเงียบ ราวกับยอมตายทางการเมืองนั้น “ไม่ใช่ความจริง” เพราะเป็นการนิ่งเพื่อปรับกระบวนทัพใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการสู้รบทางการเมืองรอบใหม่เท่านั้น

มีการเคลื่อนไหวจัดทัพเอา “มันสมองฝ่ายซ้าย” ที่ทำการเมืองตั้งแต่ไทยรักไทยจนกระทั่งกลายเป็นเพื่อไทย “ถ่ายโอน” ไปเป็นมันสมองในการขับเคลื่อน “อนาคตใหม่” ให้มีทิศทาง ระบบระเบียบมากขึ้น เพราะการโตไวแบบไร้กระบวนของอนาคตใหม่ ในทัศนะของทักษิณ ชินวัตร ถ้าปล่อยแบบนี้จะ “เสียของ” จำเป็นที่จะต้องมีคนช่วยขับเคลื่อนพรรคการเมืองที่เป็นมืออาชีพและอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน จึงมีข่าวเรื่อง พันศักดิ์ วิญญรัตน์, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์, พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และแม้กระทั่ง ภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งล้วนเป็น “มันสมองฝ่ายซ้าย” ของทักษิณ ชินวัตร กำลังถ่ายโอนไปขับเคลื่อน “อุดมการณ์ซ้ายใหม่” ที่ประสานเป็นเนื้อเดียวกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ให้ได้

ในขณะที่ปรับทัพให้เพื่อไทยเป็นที่รวมของนักการเมืองในระบบ ล้วนไม่ใช่ที่ของ “นักอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอีกต่อไป” ที่มีข่าวว่า อาจจะให้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แห่งวังบัวบาน นั่งหัวหน้าพรรค และอาจจะให้ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค เพื่อเชื่อมกลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เข้าไว้ด้วยกัน การปรับทัพแนวนี้มีความมุ่งหวังจะให้เพื่อไทยเป็นแกนหลักในการเดินเกมในสภา เพราะใช้นักการเมืองมืออาชีพ ขณะที่อนาคตใหม่เดินคู่ขนานในงานที่ถนัดคือนอกสภา โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย มากกว่าในสภา เพราะทั้งหมดล้วน “มือใหม่”

การขับเคลื่อนของทั้งสองพรรคในแนวขนานทางยุทธศาสตร์ ทั้งในสภาและนอกสภา มีสิ่งที่ตรงกันของนักยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านคือการสร้างเงื่อนไข จังหวะโอกาสที่จะทำให้เกิดกระแสกดดันที่จะทำให้แรงปะทุแห่งความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล “สำแดงฤทธิ์” ออกมา หลังจาก “อกหัก” ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะการจะทำให้รัฐบาลลุงตู่ 2 ล้มลงได้หรือไม่นั้น ปัจจัยหลัก ต้องมาจาก “ภายใน” มากกว่า “ภายนอก”

5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าแม้จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร รัฐบาลลุงตู่ 1 ก็รู้จักปรับตัว เปลี่ยนแปลงนโยบายหลายเรื่องทันทีที่รู้ว่า “กระแส” สังคมไม่เอาด้วย รัฐบาลลุงตู่ 1 พร้อมปรับเปลี่ยนยิ่งกว่ารัฐบาล “เผด็จการ” เสียงข้างมากยุคทักษิณ ดังนั้นการหวัง “ปัจจัยภายนอก” ล้มลุงตู่ 2 จึงเป็นเรื่องยาก จุดล้มลุงตู่ 2 คือปัจจัยภายในพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น

 

p47

การอ่านกับการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การอ่านกับการเมือง

17 มิถุนายน 2562 – 09:05 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,แอนิมอล ฟาร์ม,พลอ ประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,715 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ผ่านพ้นเหตุการณ์หนังสือ “แอนิมอล ฟาร์ม” ที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพิ่งแนะนำไปไม่ถึงสัปดาห์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ออกจดหมายขอความร่วมมือสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของสมาคมให้ส่งหนังสือเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แนะนำประชาชนภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “หนังสือแนะนำจากนายกฯ ประจำสัปดาห์นี้”

จดหมายฉบับดังกล่าวมีการระบุว่าขอความร่วมมือให้สำนักพิมพ์จัดทำข้อมูลรายละเอียดของหนังสือและหนังสือจริง โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดกรอบเนื้อหาหนังสือไว้ 6 ข้อ ได้แก่

ส่งหนังสือได้ทุกหมวด ทุกประเภทที่เหมาะกับทุกช่วงวัย

ควรมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถานการณ์สังคมปัจจุบันแต่ไม่เสียดสีการเมือง

เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาด้านคุณธรรม จริยธรรม และความประพฤติที่เหมาะสม มีเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความหวังในการดำเนินชีวิต เป็นหนังสือที่ก่อให้เกิดความมานะบากบั่นไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาให้ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมามีรายงานข่าวว่าสำนักพิมพ์หลายแห่งมีท่าทีไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย และขอไม่เข้าร่วมโครงการนี้ จนทำให้ล่าสุดมีรายงานว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์แจ้งเลื่อนการส่งหนังสือเพื่อโครงการประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการอ่านจนกว่าจะมีการหารือและได้ข้อสรุปในการดำเนินการที่เหมาะสม
ในกรณีนี้ รศ.ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์ รองคณบดีและอาจารย์จากภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าโดยหลักการแล้วการที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมต้องการให้สำนักพิมพ์แนะนำหนังสือนับว่ามีเจตนารมณ์ที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวกับการอ่าน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์รวมถึงการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นผ่านมิติทางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ในหนังสือ

“การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนมีคุณภาพ มีวิจารณญาณ เข้าใจบริบทปัญหาต่าง เคารพความหลากหลายของคน เมื่อเราอ่านนวนิยายเล่มหนึ่ง เช่น นวนิยายของเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ เราก็จะเห็นการใช้ชีวิตของคนอเมริกัน เข้าใจบริบททางการเมืองและสังคมของคนยุคนั้น และเห็นว่าตัวผู้เขียนเขามองสังคมเขาอย่างไรผ่านวรรณกรรม”

รศ.ดร.สุรเดช ยังกล่าวอีกว่า สำนักข่าวบีบีซีของประเทศอังกฤษเคยจัดโครงการรณรงค์ให้คนรักการอ่านในปี 2003 โดยให้คนอังกฤษเลือกนวนิยายที่ตนชอบมากที่สุด และมีรายการโทรทัศน์นำเสนอผลการคัดเลือกโดยเรียงตั้งแต่ลำดับท้ายสุดมายังวรรณกรรมยอดนิยมอันดับหนึ่งซึ่งก็คือเดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ส่วนของประเทศไทยเคยมีจัดทำรายชื่อหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านโดย ดร.วิทยากร เชียงกูล ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อช่วงปี 2540-2541

นอกจากนี้การให้รางวัลต่างๆ ด้านหนังสือ เช่น รางวัลซีไรต์ รางวัลเซเว่นบุ๊ก อวอร์ดส์ นายอินทร์ อวอร์ดส์ ฯลฯ ต่างก็มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการอ่านของคนไทย ช่วยคนให้เลือกหนังสืออีกทางหนึ่ง

“ผมเห็นด้วยเวลาหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนก็ตามจัดโครงการรณรงค์ให้เกิดการอ่าน แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เห็นว่ามีสำนักพิมพ์บางแห่งขอไม่ส่งหนังสือเข้าร่วมในโครงการของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”

เนื่องจากการรณรงค์โดยให้สำนักพิมพ์แต่ละแห่งส่งหนังสือพร้อมทั้งรายละเอียดอาจเป็นปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ท่าทีของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเองที่เป็นการเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการแบบ Top-down เลยเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อคนในวงการหนังสือ โดยเฉพาะคนทำหนังสือที่มีทัศนคติทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

“กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมควรตั้งคณะทำงานทำหน้าที่เฟ้นหาและคัดสรรหนังสือในตลาดที่สอดคล้องกับนโยบายที่ตนเองตั้งขึ้นมานำเสนอ เช่น มีคณะทำงานที่เป็นนักวิจารณ์หนังสือหรือนักเขียนที่เป็นตัวแทนของคนหลายกลุ่มก็อาจเป็นทางเลือกทางหนึ่ง หรือมิเช่นนั้น ก็อาจให้คนไทยช่วยกันเลือกหนังสือดีๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ และมีการทำสกู๊ปรายงานผลทางโทรทัศน์เผยแพร่ให้คนทั้งประเทศชมว่าหนึ่งร้อยเล่มที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นหนังสืออะไรบ้างก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน”

รศ.ดร.สุรเดช ชี้ว่า เนื่องจากสภาพสังคมไทยปัจจุบันมีความขัดแย้งทางความคิดเห็นและทัศนคติทางการเมืองค่อนข้างสูง ทำให้การแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งๆ ย่อมประสบกับปัญหาในการตีความ แม้ว่าจะไม่ได้มีเนื้อหาจำเพาะเจาะจงไปทางการเมือง แต่ผู้อ่านหรือผู้ที่ฟังคำแนะนำเมื่ออ่านแล้วก็สามารถตีความได้หลากหลาย

“การเลือกหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งอาจถูกต่อต้านหรือเป็นชนวนให้เกิดข้อพิพาททางการเมืองก็ได้ เพราะคนอ่านหลากหลาย การตีความของแต่ละบุคคลไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ จินตนาการ จุดยืนที่แตกต่างกัน”

รศ.ดร.สุรเดช เห็นว่าในการกระตุ้นให้สังคมไทยเป็นสังคมรักการอ่าน หน่วยงานต่างๆ ควรนำเสนอหนังสือแนะนำภายในองค์กรตัวเองได้ ไม่เฉพาะแต่รัฐบาลเท่านั้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ เช่น กรมสุขภาพจิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิเด็ก มหาวิทยาลัยต่างๆ หน่วยงานเอกชน สามารถนำเสนอรายชื่อหนังสือแนะนำเพื่อให้เห็นความแตกต่างหลากหลายของวงการหนังสือในประเทศไทย

“กลุ่มคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยช่วงวัย ศาสนา หรือชาติพันธุ์ ย่อมต้องการอ่านหนังสือที่ไม่เหมือนกัน การอ่านยังเป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมอยู่ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนไปตามสื่อใหม่ๆ ที่เข้ามาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรคนก็ยังต้องการอ่านหนังสือดีๆ อยู่เสมอ” รศ.ดร.สุรเดช ทิ้งท้ายไว้

รพ.ธงฟ้าความหวังของประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รพ.ธงฟ้าความหวังของประชาชน

17 มิถุนายน 2562 – 08:05 น.
โรงพยาบาลธงฟ้า,ประชาชน
เปิดอ่าน 2,000 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของคนไทยหลังจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีแนวคิดจะจัดทำโครงการ “โรงพยาบาลธงฟ้า” โดยจะเชิญชวนโรงพยาบาลเอกชน ที่คิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลไม่แพงจนเกินไป ให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชนที่ต้องการใช้บริการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เนื่องด้วยปัจจุบันยังมีโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง หรือประมาณ 30-40% ของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด คิดค่ายา และค่ารักษาไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเป็นการสร้างทางเลือกให้กับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนอย่างสมเหตุสมผล จึงได้เชิญชวนให้โรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ ที่สนใจให้เข้าร่วมด้วยโดยจะมีการมอบตราสัญลักษณ์ติดเด่นเป็นสง่าเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเชิญชวนมาใช้บริการ

หลังจากข่าวดีดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย มีเสียงตอบรับด้วยความยินดีที่มีอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทยที่จะเลือกใช้บริการตามความพอใจและกำลังทรัพย์ใครต้องการราคาถูกก็ไปโรงพยาบาลธงฟ้า ซึ่งจะได้ประโยชน์แก่ทุกคน กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ต้องเหนื่อยรับเรื่องร้องเรียน ประชาชนก็ได้ประโยชน์ หากใครอยากได้ราคาประหยัดสะดวกสบายก็ไปโรงพยาบาลธงฟ้า แต่หากใครอยากได้แบบโรงพยาบาลเกรดเอวิลิศมาหราพิเศษๆ ก็ไปโรงพยาบาลที่ชอบหากมีกำลังพร้อมจ่าย ส่วนกรณีฉุกเฉินเข้าเกณฑ์ก็มีโรงพยาบาลรัฐรองรับ ไม่เข้าเกณฑ์ก็ไปธงฟ้า ถือเป็นสุดยอดการแก้ปัญหาเรื่องราคาคนป่วยจะได้ไม่ไปผิดที่ เห็นได้ว่าแนวคิดกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับโรงพยาบาลธงฟ้าถือเป็นทางออกที่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนมีทางเลือก

หากมองถึงโครงการธงฟ้าทุกคนจะนึกภาพถึงสินค้าราคาประหยัด เมื่อมาเกี่ยวพันถึงชีวิตอะไรจะเป็นสิ่งวัดมาตรฐานความปลอดภัย ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล กำหนดว่า สถานพยาบาลทุกประเภทจะต้องมีมาตรฐาน ทั้งเรื่องเครื่องมือแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ บุคลากร โครงสร้างทางวิศวกรรม ที่นั่ง โถงทางเดิน ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนดทั้งหมด ซึ่งการทำโครงการ โรงพยาบาลธงฟ้าสามารถทำได้ แต่จะไปลดมาตรฐานไม่ได้ หรือจะบอกว่าลดมาตรฐานลงตามราคาที่ถูกลงไม่ได้ เพราะการแพทย์ต้องมีมาตรฐานมาตรา 34 พ.ร.บ.สถานพยาบาล ระบุว่า เจ้าของต้องกำกับดูแล ให้ผู้ประกอบวิชาชีพประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงการกำกับดูแลสถานพยาบาลต้องมีมาตรฐาน ดังนั้น หากไม่กำกับตรงนี้ จะมีโทษทั้งจำทั้งปรับตามกฎหมาย

จะว่าไปแล้วโครงการโรงพยาบาลธงฟ้าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ที่ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยการขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้มีการจัดระเบียบควบคุมดูแลค่ารักษาพยาบาลและค่ายาของโรงพยาบาลเอกชนไปก่อนหน้านี้ จะเป็นพื้นฐานให้โครงการโรงพยาบาลธงฟ้าเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ซึ่งจะต้องมีการวางแผนไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการขุดหลุมฝังประชาชน เหมือนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีทุกสิทธิ์ภายใน 72 ชั่วโมง ที่ทุกวันนี้ยังพบปัญหาและการร้องเรียน คนไข้บางคนไม่ทราบสิทธิ์ก็หลงจ่ายเพราะสถานพยาบาลไม่แจ้งจนเป็นเรื่องเป็นราว และเราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะขานรับและขับเคลื่อนโครงการที่เป็นประโยชน์แก่คนไทยที่จะได้รับสิทธิ ความเป็นธรรม และมาตรฐาน

“พานไหว้ครู” ยุค 5G สร้างสรรค์หรือล้างสมอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พานไหว้ครู” ยุค 5G  สร้างสรรค์หรือล้างสมอง

15 มิถุนายน 2562 – 16:25 น.
พานไหว้ครู,พานล้อการเมือง
เปิดอ่าน 4,166 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 15-16 มิถุนายน 2562

จะก้าวผ่านวัยเด็ก ไปสู่วัยโตแบบเรียบ-เงียบ โลกไม่จำได้ยังไง ถ้าคุณไม่เคยผ่านการทำพานไหว้ครูแบบจ๊าบๆ มาก่อน

ยุคหลังมานี้ คนไทยได้เห็นพานไหว้ครูแบบสร้างสรรค์จนต้องเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ วัยรุ่นไทยพากันฉีกกฎเดิมๆ จากที่ไม่เคยรู้เลยว่าทำไมจะต้อง ดอกเข็ม ข้าวตอก ดอกมะเขือ แล้วหญ้าแพรกหน้าตายังไง !

เราจึงได้เห็นไอเดีย ทุเรียนลูกเดียวบนพานทอง พร้อมปักป้าย เรียนลูกเดียว” ที่เด็กๆ มอบหมายเป็นสัญญาใจกับครูว่าจะตั้งใจเรียน

เราได้เห็นพานไหว้ครูหม้อไฟ ครบเครื่องอาหารคาวหวาน ยาวไปจนถึงพานหน้ากากโพนี่ จากรายการดังทางโทรทัศน์ และอีกมากมายเป็นสีสันช่วงเดือนมิถุนายนให้คนได้คึกคัก

          แต่ปีไหนเลยจะแซบจั่วหัวเท่าปีนี้ ไม่ใช่เพราะพานสวยอลัง งานทุ่มทุน แต่เพราะข่าวคราวที่ทหารถึงขนาดส่งคนไปลุยโรงเรียนเพื่อตรวจพาน เรามาไกลถึงขนาดนี้ ?!

พานนี้ท่านได้แต่ใดมา

จะว่าไป ปีนี้มีพานสวยๆ ที่ไม่เป็นพิษต่อหัวใจใครอยู่อีกมาก เช่น พานไหว้ครูที่เรียกว่า “น่านนคร” ของน้องๆ ม.6/1 โรงเรียนน่านนคร จ.น่าน เป็นพานรูปทรงพญานาคสวยสดงดงาม และพานรูปทรงหงส์สีขาวสวยสง่า

พานของนร.โรงเรียนน่านนคร จาก ทวิตเตอร์ @frontxxi

พานก็อตซิลลา ไม่ใช่ไดโนเสาร์

หรือพาน ก็อตซิลลา” ที่เรียกรอยยิ้มให้คนไทยโดยการโพสต์ภาพจาก เฟซบุ๊ก ธนเทพ วงค์เมือง

แต่ที่เหลือจากนี้ ก็คงเป็นพานสไตล์เผ็ดซี้ด ที่คนไทยดูจะสนใจมาก เพราะบังเอิญว่ามีเด็กเกือบทั่วไทย คิดธีมเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย คือ “ธีมการเมือง”

ไล่ตั้งแต่ พานที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อ.เมืองพิษณุโลก ที่นักเรียนจัดเต็ม ทั้งพาน “ยืมเพื่อนมา” นำนาฬิกามาประดับบนดอกไม้, พานหีบการเลือกตั้ง, พานรถถัง และพานเรือดำน้ำ

    โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม     

          ขณะที่โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม อ.เมืองชัยนาท ที่นี่ปรากฏพานภาพลุงตู่ และฉากหลังที่เขียนเลข 500 กับ พานภาพ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กับโลโก้พรรคอนาคตใหม่

ไปที่ โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร ก็ปรากฏพานเป็นรูปคนหน้าตาคล้ายนายกรัฐมนตรี และพานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรงขัง

โดยนักเรียนที่เป็นเจ้าของผลงานล้วนบอกว่า ไม่มีเจตนาใดๆ แอบแฝงเลยนะจริงๆ !

++

พานมาปัญหามี

อย่างที่เกริ่นว่า ข่าวว่าทหารถึงขนาดส่งคนไปลุยโรงเรียนเพื่อตรวจพาน เรามาไกลถึงขนาดนี้         

          พานนั้นคือ พานไหว้ครูของนักเรียนมัธยมในโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จ.หนองคาย ที่ทำเป็นรูปตาชั่ง ด้านหนึ่งเป็นรูปการ์ตูน มีตัวหนังสือเขียนว่า “250 เสียง” ขณะที่ด้านหนึ่งของตาชั่งเป็นรูปการ์ตูนเช่นกัน และเขียนบรรยายว่า “หลายล้านเสียง” แต่ฝั่งที่เป็นรูป “250 เสียง” หนักกว่า ทำให้ตาชั่งเอียง และยังมีพานที่เป็นรูปปั้นทหารชกฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

พานไหว้ครูที่โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย

เรื่องนี้ จึงทำให้สังคมไทยเกิดคำถามมากมาย โดยส่วนใหญ่ ไม่พอใจในท่วงทำนองผู้ใหญ่รังแกเด็ก

จนกระทั่งฝ่ายรัฐ โดย พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงว่า เรื่องนี้ ทบ.ไม่ได้สั่งการ แต่อาจเป็นเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่

ซึ่งก็สอดคล้องกับทางตำรวจโพนพิสัยที่ยอมรับว่ามีตำรวจเข้าไปในโรงเรียนจริง แต่เป็นการเข้าไปตรวจความเรียบร้อยตามปกติ โดยไม่ได้สั่งหรือข่มขู่นักเรียนให้ลบภาพออกแต่อย่างใด

และยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่หรือสั่งให้ลบภาพดังกล่าวออกจากโซเชียล เด็กๆ ได้ยินแล้วตอบพร้อมกันว่า..จ้า..

กระแสไปต่อ

อย่างว่า ในบรรยากาศบ้านเมืองเวลานี้ ไม่มีเรื่องไหนน่าติดตามเท่าการเมืองแล้ว

เมื่อมีพานไหว้ครูออกมา ล้อการเมือง” ในห้วงยามนี้ ย่อมถูกอกถูกใจคนไทยกลุ่มหนึ่ง โดยเสียงชื่นชมท่วงทำนองว่าเด็กมีความสนใจข่าวสารบ้านเมือง ก็น่าจะดี

เช่น “เด็กเขาซึมซับ การเมืองไทยครับ เขาอยากแสดงออกไม่ผิดอะไรไม่ไช่หรอ หรือไปแทงใจดำใครเขาเข้า”

เฟซบุ๊ก คณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนหอวัง

“เด็กสื่อถึงความคิดที่สร้างสรรค์คนเป็นครูเขาส่งเสริมให้เด็กมีความคิดที่นอกกรอบการเรียน สิ่งที่เขาทำผิดตรงไหน”

“พานไหว้ครู ในยุคปัจจุบัน ช่างต่างจากยุคเก่ามาก ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือคนพวกนี้ จะยอมรับความจริงไม่ได้”

แต่เสียงเห็นต่างก็มีมาก เช่น “ต้องมีคนสั่งอยู่เบื้องหลัง ไม่งั้นไม่ออกมาพร้อมแบบนี้ ผอ.ต้องรับผิดชอบ…ปล่อยให้มีลัทธิแบบนี้ใน ร.ร.”

“มันไม่สมควรเลยที่จะทำพานไหว้ครูล้อเลียนการเมือง ควรแยกแยะให้ได้ ไหว้ครูก็ควรไหว้ด้วยความเคารพ”

ล้างสมอง ปั่นหัว?

ข่าวชาวบ้านจะมีความคิดเห็นประมาณนั้น แต่เมื่อมองไปยังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ที่อยู่ในแวดวงผู้นำ ผู้ปกครอง ก็เข้มข้นขึ้นไปอีก

เอาแค่ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังบอกเลยว่างานนี้คนคิดให้ เด็กทำเองไม่ได้หรอก !

หรือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ในทำนองว่า น่าเป็นห่วงหากว่าเด็กรุ่นนี้ถูกล้างสมองด้วยแนวความคิดทางการเมืองที่ไม่เป็นผลดีกับประเทศ

หนักๆ เข้าก็มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นยาวไปถึง ยุวชนแดง” หรือเรดการ์ด ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ที่มีการปลุกระดมคนรุ่นใหม่ออกทำลายล้างรากเหง้าขนบประเพณีดั้งเดิม

ร้อนถึง ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Wasana Wongsurawat” ตอบโต้ว่า เรดการ์ดเกิดจากการปลูกฝังตระเตรียมเป็นเวลานานของผู้มีอำนาจในรัฐบาลและกองทัพจีนต่างหาก !

ขณะที่ฝ่ายพ่อของฟ้า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ระบุชัดเจนว่า นี่คือการแสดงออกทางการเมืองที่เป็นเรื่องปกติของทุกคนในสังคมปกติที่เป็นประชาธิปไตย แต่การที่ทหารเข้าแทรกแซงถึงโรงเรียนเช่นนี้คืออะไรกันแน่ ?

ก็ไม่รู้เด็กไทยเวลานี้ จะไม่กล้าทำพานแบบใหม่ๆ ออกมาอีกในปีหน้าหรือเปล่า ภายในใจก็สงสัยว่าพานไหว้ครูเจ็บๆ คูลๆ มันสำคัญถึงขนาดเป็นประเด็นให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองถกเถียงกันขนาดนี้เลยหรือ

พอถามแบบนี้ ทุกคนตอบตรงกันไม่แย้งเลยสักนิดว่า “ใช่” เพราะอีกไม่กี่ปีพวกหนูก็จะมีสิทธิ์เลือกตั้งแล้วลูก…(ฮา)

“เจ้าพ่อรถแห่” เซราะกราวสายจ้วด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ้าพ่อรถแห่” เซราะกราวสายจ้วด

15 มิถุนายน 2562 – 12:15 น.
รถแห่,เนวิน ชิดชอบ,บุรีรัมย์,รถแห่บุรีรัมย์,หนิง ดาวเคียงเดือน
เปิดอ่าน 39,663 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 15-16 มิถุนายน 2562

***************

มโหรีสัญจรเคลื่อนที่หรือ “รถแห่ดนตรีสด” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มีทั้งบวกและลบ ตำรวจมองเห็นปัญหาวัยรุ่นทะเลาะวิวาท จึงออกมาเบรกรถแห่ ผู้ประกอบการโอดครวญขอให้เห็นแก่ปากท้องของนักร้อง นักดนตรี “ผู้มากบารมี” จึงขอไกล่เกลี่ยให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ต้องเผชิญหน้ากัน

หวิดเป็นเรื่อง เมื่อตำรวจภูธรภาค 3 ออกคำสั่งห้ามการแสดงของ “รถแห่ดนตรีสด” ป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น บรรดาผู้ประกอบการรถแห่อีสานใต้วิ่งวุ่น โชคดีมี “ผู้ใหญ่” มาเคลียร์ให้พบกันครึ่งทาง โดยรถแห่ต้องขออนุญาต ก่อนเปิดเครื่องเสียงวิ่งรถแห่

10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ลานจอดรถ สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์ จึงกระหึ่มด้วยเสียงเพลงจากรถแห่ 15 คัน พร้อมกับราชารถแห่ ออย แสงศิลป์, ราชินีรถแห่ ใบปอ รัตติยา, แสงดาว พิมสี และกระต่าย พรรณิภา

คอนเสิร์ตรถแห่ เริ่มแต่บ่าย 3 ถึงเที่ยงคืน เก็บบัตร 120 บาท มีวัยรุ่นหลั่งไหลเข้าชมนับหมื่นคน คนจัดงานเห็นเงินล้านลอยมาทันที

ลานจอดรถ สนามช้างอารีน่า เวทีคอนเสิร์ตรถแห่

          นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ลานจอดรถ สนามช้างอารีน่า ของ “เนวิน ชิดชอบ” ได้เปิดโอกาสให้ทีมงานรถแห่ดนตรีสดมาจัดคอนเสิร์ตรถแห่นับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา

ตำนานรถแห่อีสานใต้

ในชั่วโมงนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักรถแห่ดนตรีสดอีกแล้ว มโหรีสัญจรหรือคอนเสิร์ตเคลื่อนที่แบบบ้านบ้าน เล่นดนตรีและร้องสดๆ บนรถบรรทุกหกล้อ เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องเสียงชั้นดี ลำโพงดอกโตๆ แสงสีดิสโก้เธค และเครื่องปั่นไฟ

รถแห่ดนตรีสดในอีสาน มีจำนวนเท่าใดไม่มีใครยืนยัน แต่ประมาณการว่ามีมากกว่า 500 คัน แต่ที่ได้รับความนิยมและมีผู้ว่าจ้างไปแห่งานบุญ งานบวช คงไม่เกิน 100 คัน ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรถแห่จะอยู่ในโซนอีสานใต้

เซียนรถแห่ยอมรับ ตอนนี้นับจำนวนไม่ได้ รถแห่บางวงที่มีชื่อเสียง มีกระแสก็มีงานไม่ขาดสาย รถแห่ที่ชื่อไม่ติดก็ไม่มีงาน ขายรถทิ้งก็มี รถแห่ที่สามารถมาล้อมรั้วเก็บเงินค่าดู ประกบกับคณะหมอลำเรื่อง ก็มีไม่ถึง 20 คัน

ยุทธจักรรถแห่ดนตรีสด ได้มีการบันทึกไว้ว่า “คำนวณ ชูพงษ์” เจ้าของรถแห่ “ดาราทองมิวสิค” เป็นคนแรกที่มีแนวคิดสร้างรถแห่ดนตรีสดวงแรกของภาคอีสาน

รถแห่ “ดาราทองมิวสิค” แห่ง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ถือว่าเป็นวงที่สร้างกระแสม่วนซื่นโฮแซว และหากพูดถึงรถแห่ดนตรีเล่นสดนั้น บุรีรัมย์มีให้เห็นมากมาย มีอยู่ในทุกอำเภอ

หนิง ดาวเคียงเดือน ประธานชมรมรถแห่

ผู้ประกอบการรถแห่ได้รวมตัวกันเป็น ชมรมรถแห่ดนตรีสดแห่งประเทศไทย” โดยมี หนิง ดาวเคียงเดือน” หรือ ทรงวุฒิ สะอิ้งรัมย์ เจ้าของรถแห่ดาวเคียงเดือน บุรีรัมย์ เป็นประธานชมรม ซึ่งหนิง ดาวเคียงเดือน สนิทสนมกับ นก” ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของเนวิน ชิดชอบ จึงได้ใช้ลานจอดรถ สนามช้างอารีน่า จัดคอนเสิร์ตรถแห่เป็นประจำ

คอนเสิร์ตรถแห่

ธุรกิจรถแห่ดนตรีสดเฟื่องฟูมาก “คอนเสิร์ตรถแห่” ล้อมวิกสังกะสีเก็บตังค์ก็ตามมา แถวบุรีรัมย์ และสุรินทร์ ผู้ประกอบการจัดงานมหกรรมรถแห่ ขายบัตรใบละ 60 บาท ให้วัยรุ่นเข้ามาเต้นกัน เหมือนการจัดคอนเสิร์ตดนตรีกลางแจ้ง

ปีที่แล้ว คอนเสิร์ตรถแห่บุกเมืองหลวง และปริมณฑล นักจัดงานบันเทิงกลางแจ้งบอกว่า รถแห่ดีกว่าหมอลำ ตรงที่ไม่ต้องติดตั้งเวทีแสง สี เสียง ไม่ต้องใช้พื้นที่รองรับนักร้อง หมอลำและแดนเซอร์ เพราะทุกอย่างอยู่ในรถบรรทุกหกล้อหมดแล้ว

คอนเสิร์ตรถแห่ที่บุรีรัมย์

รถแห่ดนตรีสดชุดแรกที่บุกกรุงเทพฯ นำทีมโดย “หนิง ดาวเคียงเดือน” และเพื่อนพ้องในชมรมรถแห่ฯ  สาเหตุที่รถแห่กล้ามาเสี่ยงดวงในกรุง เนื่องจากเกิดกระแสความนิยมรถแห่ในยูทูบ และเฟซบุ๊ก ทำให้ขาเด้งเมืองหลวง อยากได้สัมผัสบรรยากาศ “แดนซ์รถแห่”

คอนเสิร์ตรถแห่ เจาะตลาดแถวบางพลี และพระราม 2 ปรากฏว่า มีวัยรุ่นแห่เข้าชมแน่นขนัด เฉลี่ยคืนละ 2,000-3,000 คน โดยเก็บค่าผ่านประตูคนละ 100 บาท คนจัดงานลงทุนจ้างรถแห่วิกละ 4-5 คัน ค่าจ้างคันละ 2 หมื่นบาท เก็บค่าผ่านประตูได้ 2-3 แสนบาท กำไรเนื้อๆ จึงเกิดกระแสปิดวิกรถแห่รอบกรุงเทพฯ

ระยะหลังๆ มีการจัดคอนเสิร์ตรถแห่ ที่คล้ายกับการจัดคอนเสิร์ตของศิลปินดัง มีรูปแบบการโชว์ที่ถูกใจวัยรุ่น และรูปแบบการจัดงานที่แปลกและไม่เหมือนใคร จึงทำให้งานคอนเสิร์ตรถแห่ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้

ที่สำคัญมีทีมงานโปรดักชั่นที่คอยเก็บภาพ ตัดต่อ แต่งภาพสวยๆ ให้คนที่มาเที่ยวงาน โดยอัพลงยูทูบ และโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก ซึ่งตรงกับจริตของวัยรุ่นยุคนี้

ท็อปไลน์กับรถแห่

ชมรมรถแห่ดนตรีสดของกลุ่ม “หนิง ดาวเคียงเดือน” ถือว่า เข้มแข็งที่สุด เพราะได้รับการสนับสนุนจาก “นายห้างทวีชัย” หรือ ทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม แห่งบริษัทท็อปไลน์ไดมอนด์

นายห้างทวีชัยเปรียบเสมือน “พ่อพระวงการลูกทุ่งหมอลำ” เพราะดูแลศิลปินอีสานมานานกว่า 20 ปี มีลิขสิทธิ์เพลงดัง กลอนลำยอดฮิตไว้มากมาย

นายห้างทวีชัย ผู้สนับสนุน หนิง ดาวเคียงเดือน

ปัจจุบัน การดำเนินจับกุมตามกฎหมายลิขสิทธิ์เข้มข้น ทำให้วงดนตรี คณะหมอลำ รวมถึงรถแห่ ต้องเข้าสู่ระบบการจัดเก็บลิขสิทธิ์

          นับแต่ปี 2561 เป็นต้นมา “นายห้างทวีชัย” ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาซื้อลิขสิทธิ์แบบรายปี อย่างรถแห่ก็จ่ายปีละ 12,000 บาท เฉลี่ยแล้วก็ตกเพียงเดือนละหนึ่งพันบาท

ส่วนเพลงของกลุ่มศิลปินอินดี้อีสานนั้น ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ เพราะบริษัทเล็กๆ ต้องการให้รถแห่เป็นสถานีเผยแพร่เพลงของค่ายตัวเอง ตอนหลัง จึงมีการว่าจ้างนักร้องรถแห่บางคนที่มีชื่อเสียง ร้องคัฟเวอร์เพลงใหม่ๆ เพื่อทำให้คนติดหู

ตำรวจกับรถแห่

กรณีผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 ห้ามจัดกิจกรรมมหกรรมรถแห่ งานรื่นเริง งานมหรสพต่างๆ ในพื้นที่โดยเด็ดขาด หากตรวจพบเจอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด โดยตำรวจภูธรภาค 3 ประกอบไปด้วย 8 จังหวัดอีสานใต้ เพื่อเป็นการป้องกันเหตุวัยรุ่นก่อความวุ่นวายทะเลาะวิวาท

          มาตรการดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการรถแห่อีสานใต้เดือดเนื้อร้อนใจกันเป็นแถว “หนิง ดาวเคียงเดือน” ประธานชมรมรถแห่ดนตรีสดแห่งประเทศไทย จึงได้ปรึกษาหารือกับ “นก ไชยชนก ชิดชอบ” และนายห้างทวีชัย เพื่อหาทางบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวรถแห่

ทุกครั้งที่รถแห่มีการแสดงสด จะต้องขออนุญาตตำรวจ เจ้าของท้องที่

ในที่สุด ทางตำรวจก็ผ่อนปรน แต่รถแห่ที่ใช้เครื่องเสียงจะต้องไปทำเรื่องขออนุญาตกับตำรวจในท้องที่ และฝ่ายปกครองท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน จึงเปิดการแสดงบนรถแห่ได้

“หนิง ดาวเคียงเดือน” ได้แจ้งผ่านเพจเฟซบุ๊กดาวเคียงเดือนว่า ตำรวจได้ยกเลิกคำสั่งห้ามไปแล้ว และสมาชิกในชมรมต้องขออนุญาตการใช้เครื่องเสียงรถแห่ก่อนทำการแสดงทุกครั้ง หากไม่ปฏิบัติตามจะถือว่ามีความผิดข้อหาละเมิดฝ่าฝืนคำสั่ง

          นับจากนี้ไป รถแห่ดนตรีจะมีพัฒนาการไปสู่จุดใด จากรถแห่งานบุญ สู่คอนเสิร์ตรถแห่ ที่มีรูปแบบไม่ต่างจากคอนเสิร์ตศิลปินดัง และใช้สนามช้างอารีน่าเป็นสังเวียนเพลงและดนตรีรถแห่อีสานใต้

“ม็อบฮ่องกง” การดิ้นรนหนีเงามังกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ม็อบฮ่องกง” การดิ้นรนหนีเงามังกร

15 มิถุนายน 2562 – 09:05 น.
ฮ่องกง,ประท้วง
เปิดอ่าน 3,592 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15-16 มิถุนายน 2562

*****************

การประท้วงในฮ่องกงเวลานี้ ส่อเค้าลางว่าอาจบานปลายไปมากกว่านี้ หลายคนสงสัย ทำไมเพียงแค่ร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ชาวฮ่องกงจำนวนมากถึงรับไม่ได้ขนาดนี้ !

ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ชาวฮ่องกงรู้สึกว่า นี่คือตราที่จะมาตอกบนหน้าผากของพวกเขาอีกชั้นว่า ต้องทำตามจีน ต้องฟังจีนบอก !

ไม่ต่างกับการประท้วงที่เรียกกันว่า “ปฏิวัติร่ม” ช่วง 4-5 ปีก่อน ที่ใครจะมองว่าการประท้วงครั้งนี้ คือ ภาคต่อของการปฏิวัติร่มก็คงได้

ฮ่องกง “จีนไม่ใช่จีน?”

ไส้ในที่คนศึกษาประวัติศาสตร์รู้ดี คือเกาะฮ่องกงเป็นอาณานิคมของอังกฤษมานานมาก ดังนั้นความเป็นคนในความดูแล และได้รับการพัฒนามาอย่างดี

ชาวฮ่องกงจึงเหมือนลูกเลี้ยงที่รักพ่อแม่บุญธรรมยิ่งกว่าพ่อแม่แท้ๆ มีบุคลิกพฤติกรรมที่ซึมซับมาจากผู้ดูแลใกล้ชิดมากกว่า

จนเมื่อโลกไม่ตอบรับการล่าอาณานิคมโบราณอีกต่อไป จึงมีการเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษว่าถึงเวลาแล้วที่อังกฤษจะต้องคืนฮ่องกงกลับจีน

ที่สุดทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในปี 2527 โดยอังกฤษจะคืนอธิปไตยฮ่องกงให้แก่จีนในปี 2540 ภายใต้หลักการ “1 ประเทศ ระบอบ”

คือฮ่องกงจะยังคงพัฒนาภายใต้ระบอบทุนนิยมได้ต่อไป โดยมีสิทธิอิสระในการปกครองตนเองอีก 50 ปี (ราวปี 2590 บวกลบ)

           แต่จีนจะเข้าควบคุม ด้าน คือ “การต่างประเทศ” และ “กลาโหม” ขณะที่ผู้ว่าฯ ฮ่องกง และสภาที่ปกครองฮ่องกง จะต้องมาจากการลงคะแนนเสียงของประชาชน

ฟังแล้วเหมือนจะดูดี เพราะคนฮ่องกงเองก็ไม่ได้จะเป็นจะตายกับการกลับคืนสู่จีนในสถานะ “เขตปกครองพิเศษ” มากนัก ถ้าข้อตกลงยังดังเดิม และอีกตั้งหลายปีกว่าที่พวกเขาจะเป็นของจีนอย่างสมบูรณ์

เพียงแต่ในเชิงสังคม คนฮ่องกงทั้งแสดงออกและเก็บอาการ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบคนจีนเท่าไร ถามว่า ทำไม ? พี่ไทยน่าจะเก็ต

2557  การปฏิวัติร่ม

ทุกอย่างมักมีกาดอกจันให้อ่านด้านล่าง ปรากฏว่าตลอดมา ในทางที่ไม่เป็นข่าวใหญ่โต จีนพยายามแหกกฎกับฝ่ายเมืองผู้ดีบ่อยๆ โดยหาวิธีทำให้ฮ่องกงกลายเป็นจีนเต็มตัวในหลายรูปแบบ ผู้คนเก็บความคุกรุ่นในใจ

กระทั่งช่วงกันยายน 2557 เมื่อชาวโลกได้รู้ว่าฮ่องกงมี ปฏิวัติร่ม” เพื่อต่อต้านที่ทางการจีนได้ผลักดัน หลักการปฏิรูปการบริหารเกาะฮ่องกง” ที่พวกเขารู้สึกว่าถูกกระชากสิทธิเสียงไปจากมือ

คนไทยถึงได้รู้ว่า ที่อื่นก็มีเรื่องที่ “ไม่เหมือนที่คุยกันไว้” เหมือนกัน

ครั้งนั้นเราได้รู้จักนักศึกษาฮ่องกงหัวก้าวหน้าอย่าง โจชัว หว่อง” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Scholarism ที่มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมปิดถนนในเขตเซ็นทรัล มงก๊ก จิมซาจุ่ย คอสเวย์ เบย์ และแคนตัน โรด

          แต่โดยภาพรวมแล้วการประท้วงครั้งนี้ ไม่ได้มีแกนนำที่เป็นเอกภาพตายตัว เพราะกลุ่มที่เข้าร่วมจัดการชุมนุมมีหลายกลุ่ม โจชัว หว่อง ก็เป็นอีกหนึ่งคนแค่นั้น

หากหลักๆ แล้ว ผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในปี 2560 ได้อย่างเสรี แทนการให้รัฐบาลจีนคัดเลือกผู้สมัคร หรือเรียกรวมๆ ว่าเป็น “การเรียกร้องประชาธิปไตย”

โจชัว หว่อง (กลาง)

ที่สุด 26 กันยายน 2557 ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย ผู้ชุมนุมได้ใช้ร่มที่ถือมาโดยไม่ตั้งใจเป็นเครื่องกำบัง

กระทั่งแตกยอดนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ โดยใช้ร่มเหลือง และดำ สร้างชื่อ “ปฏิวัติร่ม” ให้โลกจารึก

2562 คนละเรื่องเดียวกัน

ปี 2557 นับเป็นการชุมนุมใหญ่ที่สุดนับแสนคน แต่ยกนั้นชาวฮ่องกงพ่ายแพ้ตามสูตร ทางการไม่มีการทบทวนข้อเรียกร้อง แกนนำหลายคนต้องเข้ารับโทษทางกฎหมาย

แคร์รี แลม

ส่วนปีนี้ความยิ่งใหญ่มากมายมหาศาลกว่าที่คิด พวกเขากลับมาต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่หากมีผลบังคับใช้จะส่งผลให้ฮ่องกงส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศที่ไม่ได้ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันได้

แน่นอนคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกง นำโดย แคร์รี แลม ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้จะช่วยปิดช่องโหว่ที่ฮ่องกงเป็นสวรรค์ของผู้ร้ายข้ามแดน โดยอ้างถึงคดีฆาตกรรมชาวฮ่องกงที่เกิดขึ้นในไต้หวัน แต่ตำรวจฮ่องกงไม่สามารถตั้งข้อหาได้

          แต่เรื่องนี้ ส่งผลให้หลายคนกังวลว่า กฎหมายอาจเปิดช่องให้รัฐบาลจีน ใช้เล่นงานกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีนได้นั่นเอง

การชุมนุมครั้งนี้ ถ้าใครจะมองว่าการที่มีคนมาชุมนุมมากกว่าช่วงปี 2557 โดยคาดว่าครั้งนี้อาจถึงหลักล้านคน แปลว่าคนฮ่องกงเลิกสนใจเรื่องเดิมไปแล้ว คำตอบคือผิดถนัด

เพราะนี่คือภาคต่อของ 5 ปีก่อน ที่เรื่องอาจเหมือนมาจากคนละแฟ้ม แต่ใจผักเดียวกัน คือ ไม่ต้องการการครอบงำจากจีน !”

และการที่ทางการจีนต้องแข็งโป๊กไม่ยอมให้ เพราะนี่คือข้อต่อสำคัญที่หากปล่อยให้หลวมแล้ว จีนจะเจอปัญหาอื่นตามมาอีกมากจนอาจถึงขั้นพังทั้งยวง

         สำคัญคือจีนจะจัดการเรื่องนี้แบบละมุนหรือรุนแรงขนาดไหน ก็โดนเฉ่งทั้งสองทาง ทั้งจากคู่ฟัดทางเศรษฐกิจ และชาวโลกวงนอก รอดูได้เลย

รัฐมนตรีบ้านใหญ่ “สะแกกรัง-บางปะกง” ฉลองชัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมนตรีบ้านใหญ่ “สะแกกรัง-บางปะกง” ฉลองชัย

14 มิถุนายน 2562 – 11:52 น.
ชาดา,กนกวรรณ วิลาวัลย์,ชาดา ไทยเศรษฐ์,พรรคภุมิใจไทย,เจ้าพ่อสะแกกรัง,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล,บ้านใหญ่สะแกกรัง,รมชเกษตร,รมชเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 36,155 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14 มิถุนายน 2562

**********************

           ท่ามกลางข่าวจริงข่าวลวงระหว่างการฟอร์มคณะรัฐมนตรี “ลุงตู่ 2/1” แต่พรรคภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู”  อนุทิน ชาญวีรกูล ดูจะนิ่งแล้ว แม้จะต้องสลับกระทรวงให้แม่ทัพบางคนเพื่อความเหมาะสม

          ที่ฮือฮาในชั่วโมงนี้คือบ้านใหญ่สะแกกรัง เตรียมฉลองว่าที่รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ และบ้านใหญ่บางปะกงก็รอฉลองว่าที่รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ 

ชาดา” ผู้มากบารมี

          เมื่อ มิถุนายน 2562 ที่บ้านดอนหมื่นแสน ต.ดอนขวาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เปิดบ้านต้อนรับคนใกล้ชิดและหัวคะแนน ที่เข้ามาอวยพรวันเกิดครบรอบ 58 ปีของประมุขบ้านดอนหมื่นแสน

          20 กว่าปีที่หนุ่มใหญ่ชาวมุสลิมปาทานลงเล่นการเมืองท้องถิ่นจนถึงปีนี้ ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลไทยเศรษฐ์ เพราะมีข่าวดีว่า ชาดาจะได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ 

          ชาดาส่งมอบตำแหน่งนายกเล็กเมืองอุทัยให้น้องสาว มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นนายกจนถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวเขาเองเป็น ส..อุทัยธานี ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา

ชาดา กับน้องสาว มนัญญา ไทยเศรษฐ์

          ปลายปีที่แล้วชาดาตัดสินใจลาออกจากชาติไทยพัฒนา มารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบสนามเลือกตั้งลุ่มน้ำสะแกกรัง และช่วยหาเสียงใน จังหวัดชายแดนใต้

          ชาดากับหลานชาย เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ เอาชนะคู่แข่งในสนามขาดลอย เก้าอี้รัฐมนตรีลอยมาในบัดดล

ประมุขไร่อ้อยไทยเศรษฐ์

          ตอนแรกมีข่าวว่า ชาดาจะคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ได้เกิดปฏิกิริยาดังอื้ออึง เพราะคนส่วนใหญ่ยังมีภาพจำเกี่ยวกับชาดาในมุมผู้ทรงอิทธิพล หรือผู้กว้างขวาง

          วันก่อน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกกับนักข่าวทีวีช่องหนึ่งว่า ชาดาน่าจะเหมาะกับกระทรวงเกษตรฯ เพราะเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์

ชาดา ไทยเศรษฐ์

          จริงๆ แล้ว ชาดามีผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจ คือการตั้ง “สมาคมชาวไร่อ้อยไทยเศรษฐ์” จ.อุทัยธานี และการนำชาวไร่อ้อยอุทัยธานีเข้าสู่การเป็นสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย 

          ช่วงปลายๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 “ชาดา” นำทัพเกษตรกรอุทัยฯ พร้อมรถอีแต๋น อีแต๊ก และรถไถนา และรถยนต์ส่วนตัว ประมาณ 1,000 คัน เคลื่อนจากลุ่มน้ำสะแกกรังมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงเงินค่าจำนำข้าว แต่ม็อบอีแต๋นมาได้แค่อยุธยา เพราะตัวแทนรัฐบาลยิ่งลักษณ์รุดไปเจรจาและรับปากจะจ่ายเงินให้ชาวนา

          ไม่มีใครลืมภาพอีแต๋น อีแต๊ก อีต๊อก วิ่งมาตามถนนสายเอเชีย นี่คือผลงานของชาดาตัวจริง

ดร.โอ๊ะ” ลูกสาวโกทร 

          ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของบ้านใหญ่ลุ่มน้ำบางปะกง นับแต่ชัยชนะแบบ “ยกจังหวัด” ของพรรคภูมิใจไทย ปราจีนบุรี ภายใต้การนำของ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ อดีต ส.. 8 สมัย

          ..เขต คน ประกอบด้วย อำนาจ วิลาวัลย์ชยุต ภุมมะกาญจนะ และสฤษดิ์ บุตรเนียร พ่วงด้วย ส..บัญชีรายชื่อ กนกวรรณ วิลาวัลย์ ลูกสาวคนสวยของโกทร

 สุนทร วิลาวัลย์

          โกทร” ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่สมัยที่แล้ว แต่หนที่แล้วยังไม่ยกจังหวัด เพราะติดที่ “ชยุต” ยังอยู่เพื่อไทย พอปีนี้ ย้ายมารวมกัน ก็จบข่าว ปิดกล่อง

          โกทรเคยร่วมลงลำเรือลำเดียวกับเสนาะ เทียนทอง แต่ตอนหลังแยกทางกัน เลือกตั้ง 2550 โกทรเจอเว้นวรรค ปี แต่ก็ส่งหลานชายลงสมัคร ส..แทน รักษาเก้าอี้ไว้ได้

 กนกวรรณ วิลาวัลย์

          ในวัย 81 ปี ของโกทร ได้ฝากฝัง “ดร.โอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ ไว้กับเสี่ยหนู จึงมีข่าววันนี้ว่า ดร.โอ๊ะ จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ

          ดร.โอ๊ะ มีดีกรีจบ ปริญญาจากรามคำแหง ไล่จากนิติศาสตรบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต ทางสังคมศาสตร์

          หากไม่มีอะไรพลิกผันคนลุ่มน้ำบางปะกงคงได้เฮ..แน่นอน

แกะรอยเงื่อนงำตั้ง “ส.ว.คนกันเอง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอยเงื่อนงำตั้ง “ส.ว.คนกันเอง”

14 มิถุนายน 2562 – 10:25 น.
แกะรอยเงื่อนงำตั้ง สวคนกันเอง,สว,กกต
เปิดอ่าน 4,876 ครั้ง

รายงาน…

อีกหนึ่งประเด็นการเมืองที่กลายเป็นเรื่องขึ้นมา ก็คือข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการพิจารณาแต่งตั้ง ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ซึ่งก็คือ “ส.ว.ชุดรอโหวต” ที่ตั้งขึ้นมาแบบ “เฉพาะกาล” เพื่อร่วมโหวตเลือกนายกฯ ได้ไม่จำกัดครั้งในรอบ 5 ปี

 ส.ว.ชุดรอโหวตนี้มาจาก 3 ส่วน คือ
1.กกต.จัดให้มีการเลือกกันเองของผู้เสนอตัวและได้รับการเสนอใน 10 กลุ่มอาชีพทั่วประเทศ ได้มา 200 คน คสช.เคาะเหลือ 50 คน และสำรอง 50 คน
2.คสช.ตั้งคณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อผู้เหมาะสม 400 ชื่อ ให้ คสช.เคาะเหลือ 194 ชื่อ และสำรอง 50 ชื่อ
รายชื่อว่าที่ ส.ว. ทั้งจาก กกต. และคณะกรรมการสรรหาส่งให้คสช.ก่อนวันเลือกตั้งราวๆ 15 วัน และคสช.เคาะรอบสุดท้ายหลังประกาศผลเลือกตั้งแล้ว 3 วัน
3.ส.ว.ที่เป็นโดยตำแหน่งคือผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพรวมทั้งตำรวจ 6 คน
ปัญหามาเกิดเพราะเมื่อดูไทม์ไลน์การได้มาซึ่งส.ว.เฉพาะกาลจะพบข้อเท็จจริงแบบนี้

วันที่ 7 พฤษภาคม กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.แบบแบ่งเขต วันที่ 8 พฤษภาคม กกต.ประกาศรับรองส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นับจากนั้นไม่เกิน 3 วัน คสช.ต้องทูลเกล้าฯ รายชื่อ ส.ว. ซึ่งก็คือราวๆ วันที่ 10 พฤษภาคม จากนั้นก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งส.ว.ลงมา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 14 พฤษภาคม

ไฮไลท์อยู่ตรงที่รายชื่อส.ว.สำรอง ตามบัญชีกลุ่มอาชีพที่เลือกกันเอง ประกาศในราชกิจจาฯ วันที่ 14 พฤษภาคม วันเดียวกับที่ประกาศรายชื่อ ส.ว.ทั้ง 250 คน แต่รายชื่อ ส.ว.สำรองอีก 50 คน ที่มาจากการเลือกของคณะกรรมการสรรหา ที่ตั้งโดยคสช.กลับไม่มีการประกาศ และล่าสุดเพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ห่างจากส.ว.สำรอง บัญชีแรกเกือบ 1 เดือน แถมยังมีชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. และมีชื่อ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ด้วย

บัญชี ส.ว.สำรอง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 2 บัญชี จากกลุ่มอาชีพที่เลือกกันเอง และกลุ่มที่คสช.เลือกมา บัญชีละ 50 คน เพื่อแต่งตั้งทดแทนกรณี ส.ว.250 คนแรก ต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยเหตุผลต่างๆ ส.ว.คนที่หลุดเก้าอี้มาจากกลุ่มไหน ก็ตั้งส.ว.สำรองกลุ่มนั้นเข้าไปแทน เหล่านี้กลายเป็นคำถามที่แหลมคมอย่างยิ่ง

1.ทำไมประกาศรายชื่อ ส.ว.สำรองกลุ่มหลังล่าช้า
มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีขบวนการวิ่งเต้นหรือเปล่า เพราะตรวจสอบไม่ได้ว่าส.ว.สำรอง มาจาก 400 ชื่อที่คณะกรรมการสรรหา เสนอคสช.จริงหรือเปล่า หรือตั้งใครก็ได้เข้ามาในตอนหลัง เพื่อรอตอบแทนทางการเมือง เพราะส.ว.ที่ตั้งเข้าไปรอบแรก มีหลายคนที่น่าจะมีปัญหาคุณสมบัติจนต้องหลุดเก้าอี้ เมื่อตั้งแล้วเป็นแล้วต้องหลุดตำแหน่งไปเพราะปัญหาคุณสมบัติ ก็ถือว่าตอบแทนทางการเมืองจบแล้วก็เลื่อนลำดับคนที่ต้องการตอบแทนชุดต่อไปขึ้นมาแทน

2.ไม่มีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการสรรหาทั้งที่การใช้อำนาจคสช. ต้องประกาศ “คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ออกมา ซึ่งปีนี้มีคำสั่ง คสช.ออกมา 5-6 ฉบับแล้ว แต่กลับไม่มีฉบับที่ 1 และ 2 ข้ามไป 3-4-5 เลย ซึ่งเป็นเรื่องการตั้งบอร์ดกองสลากอะไรแนวๆ นี้

ทำให้เกิดคำถามว่าฉบับที่ 1 กับ 2 ไปไหน ทำไมไม่ประกาศ หรือว่ามีคณะกรรมการสรรหาได้เป็นส.ว.เสียเอง จนอาจกลายเป็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ถูกถอดถอนได้เหมือนกัน

และหากส.ว.ได้รับแต่งตั้งมาโดยมิชอบ ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า มติโหวตเลือกนายกฯ จะเป็นไปโดยชอบ หรือกลายเป็นโมฆะ

นี่คือคำถามและเงื่อนงำที่น่าสนใจ ซึ่งล่าสุด อาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ออกมาชี้แจงแล้ว

เรื่องแรก ประกาศรายชื่อ ส.ว.สำรอง 50 คนหลังล่าช้า อาจารย์วิษณุ บอกว่าช้าได้…ไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนคณะกรรมการสรรหา อาจารย์วิษณุ อ้างว่า คสช.ตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 (ฉะนั้นจะไปดูคำสั่งคสช.ปี 2562 ไม่ได้) โดยมีคณะกรรมการสรรหาทั้งสิ้น 10 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และอาจารย์วิษณุเอง ซึ่งก็คือแผงรองนายกฯ ในรัฐบาล คสช.นั่นเอง

ส่วนอีก 5 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองหัวหน้า คสช. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นสมาชิก คสช. และนายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธาน สนช.

เมื่อลองตรวจสอบสถานะของกรรมการสรรหาทั้ง 10 คน ปรากฏว่าปัจจุบันหากไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็มีชื่อเป็นส.ว. ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร นายสมคิด และอาจารย์วิษณุ มีชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ มีชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีก 1 สมัย

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย พล.อ.อ.ประจิน พล.อ.ธนะศักดิ์ พล.ร.อ.ณรงค์ พล.ต.อ.อดุลย์ และนายพรเพชร มีชื่อเป็น ส.ว.

อาจารย์วิษณุยังบอกด้วยว่า กรรมการสรรหาประชุมกัน 6 ครั้ง แบ่งสายกันไปเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่ตนเองรับผิดชอบ เช่น สายเศรษฐกิจ ก็ให้รองนายกฯ สมคิดไปสรรหา สายความมั่นคงก็ให้ พล.อ.ประวิตร เป็นต้น แต่ยืนยันว่าไม่มีกรรมการสรรหาเสนอชื่อตัวเอง แต่มี “เสนอรายชื่อกันเอง”

งานนี้ต้องบอกว่าไม่จบง่าย เพราะโฆษกพรรคเพื่อไทย ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ยืนยันว่า 7 พรรคพันธมิตรขั้วเพื่อไทยเตรียมหารือกันในสัปดาห์หน้าเพื่อยื่นเรื่องผ่านประธานสภาให้ตรวจสอบ “ที่มา” ของสมาชิกวุฒิสภา ว่ากระบวนการคัดเลือกหรือสรรหาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมถึงจะยื่นเรื่องผ่านประธานสภาให้องค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 หลายข้อ

ขณะที่หัวหน้าพรรคเสรรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส กล่าวภายหลังร่วมประชุมแกนนำ 7 พรรคพันธมิตรว่า จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติและที่มาของ ส.ว.250 คน ภายหลังรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหาส.ว. และพบว่ากรรมการสรรหาส่วนใหญ่มีชื่อเป็น ส.ว.เสียเอง

   ต้องรอลุ้นว่า “ส.ว.ชุดคนกันเอง” จะมีบทจบอย่างไร?!?