‘เรือโดยสาร’ ฟรีทางเลือกใหม่ชาวกรุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เรือโดยสาร’ ฟรีทางเลือกใหม่ชาวกรุง

19 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
เรือโดยสารฟรี,ทางเลือก,คนกรุง,ดับเครื่องชน,กรมเจ้าท่า
เปิดอ่าน 2,540 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 นโยบายใหม่ต้องสนับสนุน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังรัฐบาลชุดใหม่)

ผมเป็นคนบางกอกใหญ่ มีความดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ทราบข่าวว่า กทม.จับมือกับกรมเจ้าท่า เปิดสายการเดินเรือตามนโยบายเชื่อมโยงการเดินทางให้ครบวงจรโดยจะเปิดให้โดยสาร  ‘ฟรี’ 6 เดือน ซึ่งขอสนับสนุนอย่างเต็มที่และแจ้งข่าวดีนี้มาให้ทราบว่า

กทม.ร่วมกับกรมเจ้าท่าจะเปิดทดลองเดินเรือเส้นทางใหม่  ท่าเรือบางหว้า (คลองภาษีเจริญถึงท่าเรือท่าช้าง แม่น้ำเจ้าพระยา) โดยไม่เก็บค่าโดยสาร 6 เดือน เพื่อเชื่อมโยงระบบการคมนาคมขนส่ง ‘ล้อ ราง เรือ’

ทางเลือกการเดินทางของประชาชนใหม่ตามนโยบายรัฐบาลในจุดที่ไม่มีเอกชนให้บริการ 4 เส้นทาง คือ 1.ท่าเรือบางหว้า-ท่าช้าง 2.ท่าเรือหัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร 3.ท่าเรือวัดศรีบุญเรือง-ห้างพาเซโอ 4.ท่าเรือบางหว้า-วัดกำแพง โดยเส้นทางใหม่ท่าเรือบางหว้า-ท่าช้าง เริ่มจากท่าเรือบางหว้าจุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสบางหว้าไปตามคลองภาษีเจริญ แยกขวาเข้าคลองบางกอกใหญ่ออกแม่น้ำเจ้าพระยา

จอดรับที่ท่าเรือ 5 แห่ง คือ ท่าเรือวัดอินทราราม ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือราชินี และท่าเรือท่าช้าง

เวลานี้การจัดครม.ยังไม่นิ่งแต่ผมขอฝากถึงผู้จะมาเป็นรัฐมนตรีคมนาคมว่าอย่าปล่อยให้โครงการนี้ล้มเลิกเพราะประชาชนจะได้ประโยชน์มากและทางกรมเจ้าท่ากับกทม.ก็สำรวจแผนการเดินเรือไว้แล้ว

ผมเชื่อว่าจะมีผู้โดยสารมากมายและต่อไปจะได้รับความนิยมเพราะไปมาสะดวกไม่ต้องเจอรถติดแบบทางบกและได้ชมวิวทิวทัศน์สวยงามอีกด้วย
มานะ (บางกอกใหญ่)


เรียนคุณ ‘มานะ’ บางกอกใหญ่
ผมเองก็ได้ทราบข่าวนี้มาเช่นกันและขอบคุณในรายละเอียดที่กรุณาเขียนจดหมายแจ้งมาซึ่งหากทำได้จะเป็นทางเลือกใหม่ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น

แต่สิ่งที่ห่วงใยมากที่สุดคือ ‘ความปลอดภัย’ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและฤดูน้ำหลากต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ รวมถึงท่าเทียบเรือต้องมีมาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล รวมถึงหน่วยรักษาความปลอดภัย

ผมไม่ทราบเรือโดยสารจะเป็นแบบใดและใครจะเป็นพนักงานขับเรือและคนประจำเรือ ซึ่งต้องได้รับการอบรมเป็นพิเศษและกำหนดเวลาทำงานให้ดีอย่าให้ทำเกินเวลาร่างกายรับไม่ไหวเกิดง่วง เพลีย จะเกิดความประมาทหรือหลับในเกิดอุบัติเหตุได้

โครงการนี้จะเปิดให้ใช้ฟรี 6 เดือน และต่อไปหากจะเก็บค่าโดยสารก็ขอให้ราคาถูกเป็นพิเศษเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าประมาท ‘น้ำท่วมฉับพลัน’
 ต้องมีสติวางแผนล่วงหน้า

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเป็นสื่อกลางนำข้อแนะนำจาก ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ซึ่งมีประโยชน์มาก

เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝนมีฝนตกหนักและพายุลมแรง อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและภัยพิบัติอันตรายต่างๆ จึงขอให้ศึกษาแผนการรับมือไว้จะลดความเสียหายได้
อ๊อด เทอร์โบ


 เตรียมรับมือน้ำท่วม
 เพื่อความปลอดภัยและเอาชีวิตรอด

การเตรียมรับมือภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและพบได้ทุกปี เช่น น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ประชาชนควรมีความรู้ ความเข้าใจและควรฝึกฝนวิธีการรับมือไว้ เช่นกรณีเมื่อเกิดน้ำท่วมรุนแรง พบว่าหลายครอบครัวต้องขนย้ายข้าวของหนีน้ำ มักจะเกิดความโกลาหล วุ่นวาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

การรับมือที่ดีที่สุดคือการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าทั้งในระดับครอบครัวและระดับชุมชน หมู่บ้าน ทั้งพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่ไม่เคยประสบปัญหาก็ตาม ทั้งนี้เพื่อการเอาชีวิตรอดและอยู่อย่างปลอดภัย การเตรียมแผนไว้ล่วงหน้าหากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นถือว่าเป็นการซักซ้อม แต่หากมีเกิดขึ้นจริงก็จะลดการสูญเสีย ลดความสับสน กระวนกระวาย ความวิตกกังวล ความเครียดลงได้มาก ประการสำคัญจะทำให้ประชาชนเกิดประสบการณ์เรียนรู้และการจัดการที่ดียิ่งๆ ขึ้น

วิธีฝึกการเตรียมพร้อมระดับครอบครัว มีข้อแนะนำ 6 ประการ ดังนี้ 1.ให้ฝึกการเตรียมแผนเผชิญน้ำท่วมไว้ ซักซ้อมหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว หาทางหนีทีไล่ให้เรียบร้อย โดยเน้นความปลอดภัยชีวิตเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ และเรื่องทรัพย์สินเป็นเรื่องรองลงมา 2.สำรองอาหาร น้ำดื่มสะอาด ใช้การได้อย่างน้อย 3 วัน 3.เตรียมยาสามัญประจำบ้านที่จำเป็นเช่น ยาแก้ปวด ลดไข้ ยาใส่แผล ผงเกลือแร่ไว้ในที่ปลอดภัย 4.ในกรณีที่มีโรคประจำตัวทั้งทางกายและทางจิต ขอให้จัดเตรียมยาที่กินประจำไว้ใกล้ตัว หรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยป้องกันยาสูญหาย 5.จัดเตรียมระบบไฟสำรองส่องสว่างภายในบ้าน เช่นไฟฉาย เทียนไข ไม้ขีดไฟ เป็นต้น และ 6.เตรียมเบอร์โทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนเช่นเบอร์ญาติสนิท

เบอร์เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เบอร์การแพทย์ฉุกเฉิน 1669 เบอร์สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784

เมื่อเกิดน้ำท่วมจริงและน้ำท่วมถึงบ้าน ขอให้ตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ การมีสติจะช่วยให้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น โดยต้องนึกถึงความปลอดภัยของชีวิตเป็นอันดับแรก เช่นระมัดระวังเรื่องไฟฟ้า ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊ส ติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นระยะๆ

สิ่งที่ต้องคำนึงไว้ 3 ประการ คือ ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหลแม้ระดับน้ำจะไม่สูงเช่นเพียงครึ่งฟุตก็ตาม ความเชี่ยวของกระแสน้ำอาจทำให้เสียหลักและล้มได้ ห้ามขับรถในพื้นที่ที่น้ำกำลังท่วมเพื่อลดความเสี่ยงในการจมน้ำ และห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ เนื่องจากกระแสไฟสามารถวิ่งผ่านได้

ระดับชุมชนมีข้อแนะนำการเตรียมพร้อมล่วงหน้า 4 ประการ คือ 1.จัดเตรียมแผนการช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน เช่น ดูแลความปลอดภัยกลุ่มที่เปราะบาง ได้แก่เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ช่วยกันเฝ้าระวังทรัพย์สินในชุมชน 2.ระดมความช่วยเหลือร่วมมือกันซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำหากมีในชุมชน 3.จัดเวรยามเฝ้าระวังระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น และคอยประกาศเตือนคนในชุมชนให้ทราบอย่างต่อเนื่อง 4.จัดเตรียมศูนย์กลางให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นศูนย์กลางในการประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกและประสานกับประชาชนในพื้นที่

จึงขอแจ้งมาเพื่อความไม่ประมาทเพราะน้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดได้ทุกเวลา


ยี้ไม่ยี้-จบที่นายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยี้ไม่ยี้-จบที่นายกฯ

19 มิถุนายน 2562 – 08:14 น.
รัฐมนตรียี้,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,509 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 19 มิถุนายน 2562

ตามรูปการณ์ที่ปรากฏแล้ว การที่โฆษกพรรคเพื่อไทยมองรัฐมนตรีชุดใหม่บางคน หรือหลายคนในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าอยู่ในประเภทที่เรียกกันว่า “รัฐมนตรียี้” คงไม่ใช่การติเรือทั้งโกลน ตีตนไปก่อนไข้เกินไปนัก เพราะจะว่าไปแล้ว ตามรายชื่อที่ปรากฏทางสื่อมวลชนตรงกันหลายสำนักนั้น บางคนมีอดีตให้ชวนสงสัยหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นผู้มีอิทธิพล และอีกบางคนก็ถูกปรามาสว่าไม่น่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งที่กำลังจะได้รับ ขณะเดียวกัน เกมการต่อรองและแย่งชิงตำแหน่งก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น และเปิดเผย เริ่มต้นที่พรรคร่วมรัฐบาล และก็มาถึงคิวของพรรคพลังประชารัฐเอง แม้พวกเขาจะพยายามบอกสังคมว่าไม่ได้ต่อรองขอตำแหน่ง แต่ในความเป็นจริงก็เป็นที่รับรู้กันว่า การแสดงตนเช่นนั้นคือการสร้างแรงกดดัน

 พรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค โดยการนำของพรรคเพื่อไทย เริ่มแสดงบทบาทตรวจสอบและถ่วงดุล โดยที่ประชุมวิปฝ่ายค้านได้หารือกันถึงเรื่องการยื่นญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสรรหา ส.ว. นอกจากนี้วิปฝ่ายค้านยังหารือถึงแนวทางการอภิปรายในโอกาสที่รัฐบาลเตรียมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และต่อจากนั้น จะพิจารณาคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนั่นก็ยังไม่รวมถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะเข้าวาระการพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ก็จะเป็นอีกจุดเปราะบางหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเผชิญ ในสภาพเสียงสนับสนุนปริ่มน้ำ และภาพลักษณ์ที่ถูกมองในทางลบ ขณะที่จะโดนตรวจสอบขุดคุ้ยแบบไม่ยั้งมือ

บทเรียนรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผ่านมาในอดีต บันทึกเอาไว้ว่า การบริหารงานแผ่นดินไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะเกิดการเรียกร้องผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากอำนาจต่อรองไปตกอยู่กับกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในที่สุดรัฐบาลก็ไปไม่รอด ขณะเดียวกัน เมื่อการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่แบ่งปันเก้าอี้รัฐมนตรีกันด้วยจำนวน ส.ส. จึงเป็นเรื่องยากยิ่งที่ผู้นำรัฐบาลจะสามารถเลือกเฟ้นรัฐมนตรีได้อย่างเป็นอิสระ ตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับงานราชการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชน ส่วนความเสียสละของฝ่ายการเลือกที่จะลด ละ เลิก เรียกร้องตำแหน่งแห่งหนนั้น ในอดีตที่ผ่านมา ชัดเจนอยู่แล้ว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สังคมก็ยังคาดหวังอยู่ว่า เมื่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีที่เคยบอกก่อนหน้านี้ว่าจะดูแลด้วยตนเอง และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ยืนยันว่า การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีใหม่ยังไม่เสร็จสิ้น ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปรับเปลี่ยนรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบในกระทรวงต่างๆ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของบางคนหรือบางกลุ่มที่เข้าลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน เข้าไปนั่งในตำแหน่งที่จะเอื้อให้ตนเองและพวกพ้อง แม้จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นในเร็ววันนี้ แต่ก็เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของประชาชน ซึ่งจะยิ่งให้ทำเกิดการต่อรองหนักขึ้นอีก เช่นเดียวกับรายชื่อของอีกหลายคนที่ถูกมองว่า “ยี้” ก็ไม่ควรร่วมในรัฐบาลที่เคยอ้างตนว่า เข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย

เจาะลึก…ตรวจมะเร็ง13ชนิดด้วย “เลือด1หยด”!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก…ตรวจมะเร็ง13ชนิดด้วย “เลือด1หยด”!

18 มิถุนายน 2562 – 13:50 น.
เซลล์มะเร็งร้าย,เลือกด,ตรวจมะเร็ง,ยารักษามะเร็ง
เปิดอ่าน 24,015 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้วงการแพทย์ด้านวินิจฉัยโรคมะเร็งกำลังตื่นเต้นกันมาก หลังบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นประกาศความสำเร็จในการใช้เลือดเพียง “1 หยด” สามารถตรวจหาโรคมะเร็งได้ทั่วร่างกายกว่า 13 ชนิด และประกันความถูกต้องเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมราคาแค่หลักพันบาท ซึ่งเป็นราคาคนไทยถือบัตรทองน่าจะใช้สิทธิได้ด้วย !

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา สื่อมวลชนญี่ปุ่นช่วยกันแถลงผลสำเร็จของนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัทโทเรย์ (Toray Industries) คิดค้นเทคโนโลยีตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้นด้วยเลือดเพียงจำนวนน้อยนิด โดยใช้เทคโนโลยีตรวจหาส่วนของสารพันธุกรรมและทดลองตรวจกับเลือดผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เก็บไว้ประมาณ 4 หมื่นราย

เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ตรวจมะเร็งได้ทีละชนิดเท่านั้น แต่สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งทั่วร่างกายได้ถึง 13 ชนิดพร้อมกัน ได้แก่ มะเร็งสมอง มะเร็งปอด มะเร็งช่องท้อง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมน้ำดี มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

มีการเปิดเผยวิธีการตรวจว่าใช้ “เทคโนโลยีการตรวจไมโครอาร์เอ็นเอ” (microRNA) ทำให้เกิดความแม่นยำถึงร้อยละ 95 และสามารถตรวจพบเซลล์ร้ายหรือเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือที่เรียกกันว่าระยะที่ 1 ดีกว่าวิธีตรวจหามะเร็งที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถตรวจมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปกติทุกวันนี้ เมื่อคนไข้รู้สึกตัวว่าร่างกายมีความผิดปกติแล้วไปพบแพทย์ กว่าจะรู้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ต้องอาศัยวิธีการตรวจหลากหลายรูปแบบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันก่อนที่หมอจะกล้าวินิจฉัยว่าเป็น “มะเร็ง” หรือไม่ เช่น การตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจสารคัดหลั่ง การเอกซเรย์ การอัลตร้าซาวด์ การตรวจเลือดเพื่อหาโปรตีนมะเร็ง ฯลฯ และที่สำคัญมักตรวจพบเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะท้ายแล้ว

วิธีการตรวจด้วย “เทคโนโลยีไมโครอาร์เอ็นเอ” แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร ?

ศ.พญ.ดร.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า เซลล์มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติในร่างกายคน การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งที่แม่นยำมีหลายวิธีเช่น การตรวจโปรตีนจากเลือด ตรวจจากสารคัดหลั่ง การตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจ ฯลฯ วิธีการเหล่านี้จะตรวจพบเซลล์มะเร็งก็ต่อเมื่อมีจำนวนมากในระดับหนึ่ง หรือเกิดการเติบโตลุกลามขยายตัวขนาดใหญ่ขึ้น หรือที่เรียกกันว่า การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ซึ่งเป็นสารถูกผลิตขึ้นจากเซลล์มะเร็งเอง หรือผลิตจากเซลล์อื่นๆ ของร่างกายที่ตอบสนองต่อมะเร็ง นอกจากนี้สารบ่งชี้มะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบได้ในคนปกติ ในขณะเดียวกันในผู้ป่วยมะเร็งบางรายก็อาจตรวจไม่พบ

“วิธีการตรวจด้วยไมโครอาร์เอ็นเอ คือการตรวจหาสารที่อยู่ในเลือด เป็นระดับสารพันธุกรรมที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กมาก แค่เซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวขึ้นมา ก็สามารถตรวจพบได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ขยายตัวเป็นขนาดใหญ่ การตรวจด้วยวิธีหาไมโครอาร์เอ็นเอนี้ วงการแพทย์ค้นพบมานานแล้ว แต่ต้องใช้เลือดประมาณ 1 หลอด หรือ 5-10 ซีซี และใช้เวลาตรวจนาน ตรวจมะเร็งได้ทีละไม่กี่ชนิดเท่านั้น เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีที่นักวิจัยญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นนั้น จะช่วยให้ใช้เลือดเพียงหยดเดียวแล้วตรวจเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดพร้อมๆ กัน ถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมมาก เพราะเซลล์มะเร็งนั้น ยิ่งค้นพบเร็วเท่าไร ยิ่งรักษาได้ง่ายขึ้น บางครั้งแค่ผ่าตัดเอาเซลล์ผิดปกติออกก็หายเป็นปกติได้ แต่ถ้าปล่อยให้เซลล์เติบโตจะรักษายากขึ้นไปเรื่อยๆ”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวต่อว่า ในร่างกายมนุษย์มีไมโครอาร์เอ็นเอเป็นหลายพันตัว ดังนั้นความลับของเทคโนโลยีนี้คือ ไม่รู้ว่าใช้ตัวไหนมาตรวจจับเซลล์มะเร็งแต่ละประเภท และจุดเด่นคือเทคโนโลยีที่สามารถตรวจได้จากเลือดเพียงหยดเดียว คงต้องรอดูผลการทดลองต่อไปในขั้นสุดท้ายว่าจะมีผลคืบหน้าอะไรอีกบ้าง และจะได้รับการอนุมัติให้ขายได้ทั่วไปเมื่อไร ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจที่ได้ข้อมูลมาว่าบริษัทญี่ปุ่นตั้งใจผลิตเครื่องมือตรวจหามะเร็งนี้มาขายในราคาเพียงแค่ 3,000 กว่าบาทเท่านั้น

“หมายความว่าถ้าชุดตรวจนี้ราคาไม่แพง พวกเราสามารถสั่งซื้อเข้ามาตรวจหาเซลล์ที่เจริญผิดปกติในร่างกายผู้ป่วยคนไทยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้การรักษาทำได้ง่าย ด้วยราคาเท่านี้ คนไทยที่ถือสิทธิบัตรทองก็น่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ เป็นการตรวจที่มีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะดีกว่าปล่อยให้เซลล์มะเร็งมีขนาดใหญ่โตหรือขยายลุกลามไปมาก ทำให้รัฐต้องจ่ายค่ารักษามะเร็งแพงขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า” พญ.ณัฏฐิยา กล่าว

ช่วงนี้คงต้องรอผลการวิจัยขั้นสุดท้ายจากศูนย์มะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่น ที่ตั้งเป้าหมายว่าอีกไม่เกิน 3 ปี หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบน่าจะอนุญาตให้ผลิตเครื่องตรวจมะเร็งด้วยเลือดหยดเดียวนี้จำหน่ายทั่วไปได้

ทุกวันนี้คนทั่วโลกต้องควักเงินจ่ายค่า “ยารักษามะเร็ง” ปีละไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท เฉพาะประเทศไทยตัวเลขทะลุไปถึง 8 หมื่นล้านบาทแล้ว หวังว่าตอนสั่งเข้ามาในไทย กระทรวงสาธารณสุขจะยกมือเห็นชอบให้รวมอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้เป็นเฉพาะสิทธิของคนรวยหรือข้าราชการเท่านั้น

เพราะเซลล์มะเร็งร้าย “ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งจ่ายค่ารักษาน้อยลง”!

สิ้นกำนัน “แม่สติล” นำทัพ บ้านใหญ่แสนสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ้นกำนัน “แม่สติล” นำทัพ บ้านใหญ่แสนสุข

18 มิถุนายน 2562 – 12:44 น.
สุชาติ ชมกลิ่น,บ้านใหญ่แสนสุข,ซุ้มแสนสุข,กำนันเป๊าะ,สมชาย คุณปลื้ม,สนธยา คุณปลื้ม,ตระกูลคุณปลื้ม,สติล คุณปลื้ม,การเมืองชลบุรี,พรคพลังประชารัฐ,พรรคพลังชล
เปิดอ่าน 10,040 ครั้ง

คอลัมน์ “ยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 18 มิถุนายน 2562

**********************

แม้บ้านใหญ่ “ซุ้มแสนสุข” ในสีเสื้อพลังประชารัฐ จะไม่สามารถคว้าชัยชนะ “ยกจังหวัด” ในศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยสูญเสีย 3 ที่นั่งให้แก่พรรคอนาคตใหม่ แต่มิใช่ครั้งแรกที่บ้านใหญ่ชลบุรีปราชัย

การเลือกตั้งปี 2550 “ซุ้มแสนสุข” ในสีเสื้อพรรคชาติไทย พ่ายแพ้ย่อยยับ พรรคประชาธิปัตย์ขี่กระแสเสื้อเหลือง ชนะยกจังหวัด ซึ่งในวันนั้นบ้านใหญ่แสนสุขไม่มีกำนันเป๊าะเป็นเสนาธิการ

เรารักชลบุรี

ในวันที่กำนันเป๊าะ ยังนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านใหญ่ซุ้มเฟื่องฟ้า หรือซุ้มแสนสุข ได้วางเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นไว้ทุกระดับ โดยใช้ชื่อ “กลุ่มเรารักชลบุรี” ที่มี วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี เป็นแม่ทัพใหญ่

          ด้วยโมเดล “เรารักชลบุรี” ที่ประสบชัยชนะติดต่อกันมาหลายสมัย ทำให้ตระกูล “คุณปลื้ม” ตัดสินใจตั้งพรรคพลังชล อาศัยกลไกรัฐท้องถิ่นเป็นฐานที่มั่น

การเลือกตั้งปี 2554 พรรคพลังชลประสบความสำเร็จ ได้รับเลือกตั้งจากสนามเมืองชล 6 ที่นั่ง และแบบบัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง รวมแล้ว 7 ที่นั่ง

ชั่วโมงนี้ชื่อพรรคพลังชลยังคงอยู่เพื่อรอวันข้างหน้า หากสถานการณ์เปลี่ยนพรรคพลังประชารัฐเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ทายาทกำนันเป๊าะก็กลับมาปัดฝุ่นพรรคท้องถิ่นของตัวเองได้ และเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป

เฉพาะหน้าในการเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี ที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้ สิ่งที่ท้าทาย “กลุ่มเรารักชลบุรี” คือการรวมตัวเฉพาะกิจของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเป้าหมายช่วงชิง “อบจ.ชลบุรี” จากกลุ่มบ้านใหญ่ให้ได้

           ที่น่าหวาดหวั่นไปกว่านั้น พรรคอนาคตใหม่เหมือนปลาได้ฝน กระดี่ได้น้ำ หวังยึด “เมืองพัทยา” จากตระกูลคุณปลื้ม

แม่ทัพหญิงบ้านใหญ่

หลายปีมานี้บ้านใหญ่อาจเงียบเหงาเมื่อไม่มีกำนันเป๊าะ แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ สติล คุณปลื้ม” คู่ทุกข์คู่ยากของกำนันเป๊าะ ยังเป็นเสาหลักของ บ้านแสนสุข” เลขที่ 3 ซอย 4 ถนนบางแสนล่าง อ.เมือง จ.ชลบุรี

ครอบครัว “คุณปลื้ม” แม่สติล กับ ลูกชาย ลูกสาว และลูกสะไภ้

ส่วนลูกๆ ทั้ง 5 คนของกำนันเป๊าะ ต่างแบ่งหน้าที่กันทำงานทั้งภายในครอบครัวและดูแลภาคการเมืองไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้ม” นายกเมืองพัทยา วิทยา คุณปลื้ม” นายก อบจ.ชลบุรี จิราภรณ์ คุณปลื้ม” ดูแลธุรกิจของครอบครัว “อิทธิพล คุณปลื้ม” ว่าที่รัฐมนตรีวัฒนธรรม และ ณรงค์ชัย คุณปลื้ม” นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข

สนธยา – กุสุมา คุณปลื้ม

เมื่อ 14 เมษายน 2562 “คุณแม่สติล” พร้อมครอบครัวคุณปลื้ม ได้จัดเลี้ยงอาหารแก่ผู้พิการเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบอายุ 82 ปี ซึ่งในวันดังกล่าวกลุ่มนักการเมืองในเครือข่าย “เรารักชลบุรี” มาร่วมอวยพรกันพร้อมหน้า

วิทยา คุณปลื้ม

คุณแม่สติลจับงานด้านสตรีและเด็กมายาวนานจึงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี อ.เมือง ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี จ.ชลบุรี และเป็นประธานชมรมพัฒนาสตรีเขต 2 และประธานชมรมคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคกลาง

อิทธิพล คุณปลื้ม

         ไม่แปลกเลยที่ตระกูลคุณปลื้มจะจับจองกระทรวงวัฒนธรรม มาแต่สมัยลูกสะใภ้-สุกุมล คุณปลื้ม จนถึงลูกชายเสี่ยติ๊ก-อิทธิพล ในรัฐบาลลุงตู่ 2

ณรงค์ชัย คุณปลื้ม

ส.ส.เฮ้ง” อนาคตใหม่

โผครม.ลุงตู่ 2/1 ที่ว่อนอยู่ในสำนักข่าวต่างๆ ปรากฏว่า ซุ้มบ้านใหญ่แสนสุขได้ 2 เก้าอี้ คือ อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีวัฒนธรรม และ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส.ส.ชลบุรี นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแรงงาน

คอการเมืองส่วนใหญ่ถามกันให้วุ่นว่า สุชาติคือใคร? แต่แถวเมืองชลพูดกันให้แซดว่าการเลือกตั้งเที่ยวนี้ “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ต้องได้เป็นรัฐมนตรี

“เสี่ยเฮ้ง” เป็นนักธุรกิจดาวรุ่งสายพันธุ์ใจถึงพึ่งได้ เป็นประธานกรรมการบริษัทก้าวไกลมหานคร ประธานกรรมการบริษัท 99 กะรัตกรุ๊ป จำกัด ประธานกรรมการบริษัท 99 กะรัตดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ฯลฯ

สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ รมว.แรงงาน

ปี 2551 ได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.ชลบุรี เขต อ.เมืองชลบุรี และเลือกตั้งทั่วไป 2554 บ้านใหญ่แสนสุขเลือกเสี่ยเฮ้งลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพลังชล ปรากฏว่า ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

          ก่อนการเลือกตั้ง 2562 “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม มอบหมายให้ “ส.ส.เฮ้ง” เป็นกัปตันทีมบ้านใหญ่ ดูแลเขตเลือกตั้งที่ 1-3 พร้อมคำสัญญา ถ้าชนะทั้ง เขต ก็เอาตำแหน่งรัฐมนตรีไปเลย

ไม่ผิดหวัง “ส.ส.เฮ้ง” และเพื่อน ชนะเลือกตั้งทั้ง 3 เขต จึงได้สัญญาณจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐให้เตรียมแต่งตัวเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

          นัยว่าบ้านใหญ่แสนสุขได้สร้างดาวรุ่งการเมืองขึ้นมาโดยไม่ได้ผูกขาดไว้แค่คนในตระกูลคุณปลื้มเท่านั้น

นักวิชาการชี้”กับดัก”การเมืองคือรธน.แนะแก้ผ่าน”ฉันทามติร่วม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักวิชาการชี้”กับดัก”การเมืองคือรธน.แนะแก้ผ่าน”ฉันทามติร่วม”

18 มิถุนายน 2562 – 12:25 น.
การเมือง,กับดัก,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,270 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

เนื่องในวันสถาปนา คณะรัฐศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 70 ปี ร่วมจัดเวทีเสวนา หัวข้อ “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” โดยมีนักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่คาบเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ-การเมือง รวมถึงช่วยชี้ทางออกจากวังวนปัญหาการเมือง ที่หลายฝ่ายโฟกัสไปที่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือ การจัดสรรอำนาจของกลไกต่างๆ ผ่าน “กติกาสูงสุด” ของประเทศ ที่ถูกออกแบบไว้ล่าสุด ว่าคือตัวปัญหาของการเมืองไทย

โดย ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนมุมมองทางวิชาการ ต่อประเด็นกับดักการเมืองไทย ที่มีจุดเริ่มจาก “รัฐธรรมนูญ”

ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ

 “สิ่งสำคัญของการเมืองไทย สังคมไทยไม่เห็นค่ากฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เชื่อมั่น ศรัทธา ต่อระบอบการปกครองแบบนี้ ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความเป็นกฎหมายสูงสุดไม่ได้รับความเชื่อมั่น คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญที่ไม่สมดุลทางอำนาจ ทั้งฝ่ายประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายศาล ถูกเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญของประเทศยังพบการถูกทำลายอยู่บ่อยครั้ง เพราะขาดการมีฉันทามติร่วมกัน รวมถึงไม่มีเซ้นส์ยึดมั่น ถือมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีคนหลากหลายวัยต้องอยู่ภายใต้กติกาดังกล่าว ทั้งที่การออกแบบรัฐธรรมนูญต้องทำให้เสียงประชาชนเท่ากันและถูกเห็นค่าอย่างเท่าเทียม รวมถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชนต้องได้รับการเคารพ” ผศ.ดร.วรรณภา กล่าว

นักวิชาการสาวจากคณะรัฐศาสตร์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมของกับดักการเมืองไทย ส่วนตัวเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแบบไม่สมดุล ทั้งนี้มองว่า กับดักทางการเมืองยังมีทางออก เหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คือ ต้องสร้างดุลทางอำนาจ ให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือแบบเป็นทางการที่ทำให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย รวมถึงเป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหาในอดีต ไม่เฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งเท่านั้น เนื่องจากในอนาคตยังอาจเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้อีก โดยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีทางออกตามกลไกของรัฐธรรมนูญ คือ ใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 166 เพื่อทำประชามติเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การยกระดับการพูดคุยระดับชาติ เกิดฉันทามติร่วม และสาธารณะยอมรับ รวมถึงกำจัดข้อครหาว่า บางฝ่ายคือผู้ที่สืบทอดอำนาจ หรือบางฝ่ายต้องการล้มล้างระบอบที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ

ขณะที่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งฉายภาพจากมุมมองของนักวิชาการต่างประเทศว่า ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง จะซ่อนแฝงอยู่ในปัจจุบัน เมื่อดูปัจจุบันคิดถึงสิ่งที่เห็น และไม่เห็น แต่มีแนวโน้มที่ซ่อนแฝง จากความใฝ่ฝันของคนในทางการเมือง

         “หากขับรถอยู่ ไม่สามารถมองผ่านกระจกหน้าได้ เพราะมีความมืด อย่างเดียวที่มองเห็นคือ มองกระจกหลัง นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ เราไม่รู้อนาคตคืออะไร ที่พอรู้บ้างคืออดีตที่ผ่านมา แล้วพยายามคิดว่าคล้ายอดีตที่ผ่านมา ซึ่งการมองไปข้างหน้าย่อมมีข้อจำกัด เหมือนคำของนักวิชาการที่เคยบอกว่าประเพณีของคนรุ่นก่อน หน่วงทับสมองของผู้มีชีวิตอยู่เหมือนฝันร้าย ทั้งนี้การเมืองไทยในมุมมองของผม ที่เข้าใจได้คือ มีการเปลี่ยนย้าย ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และนำไปสู่การเมือง รวมถึงระบอบที่เปลี่ยนแปลงตามปรากฏการณ์และความเคลื่อนไหวทางสังคม ตั้งแต่ปี 2475, ปี 2516 เป็นต้นมา”

ศ.ดร.เกษียร กล่าวด้วยว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มีได้ แม้จะริบหรี่ คือ การรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากอำนาจรัฐ ทั้งกระบวนการผ่านกฎหมาย และให้ใช้กระบวนการของรัฐสภาเป็นที่ถกเถียง นอกจากนั้นคือต้องไม่มีรัฐประหาร ไม่มีตุลาการธิปไตยปกครองโดยเสียงข้างน้อย ไม่มีการฉวยโอกาสใช้สถาบันหลักของบ้านเมืองเป็นเครื่องมือทำร้ายกันในทางการเมือง

         “กับที่มีคนถามว่าเราจะสร้างระบบใหม่ขึ้นได้หรือไม่ ผมว่าเกิดขึ้นได้ แต่การสร้างระบอบใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากการสรุปบทเรียน จากประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เก่า ส่วนผู้มีอำนาจที่ยึดและมองมุมเศรษฐกิจ ผมว่า เขาจะไม่ยอมหากไม่สามารถทำให้เอื้อต่อเขาในส่วนแบ่งที่คุ้มค่า มีคนถามด้วยว่าฐานะที่เกิดในยุคประชาธิปไตย จะยอมรับกับระบบใหม่ได้หรือไม่นั้น สิ่งที่ต้องตอบคำถามให้ได้คือ นิยามคำว่าประชาธิปไตยระบบนี้ กับตัวคุณเหมือนกันหรือต่างกันหรือไม่ รวมถึงนิยามประชาชนของระบอบนี้กับประชาชนเหมือนกันหรือไม่” ศ.ดร.เกษียร กล่าว

ส่วน รศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายความคิดจากข้อมูลทางเศรษฐกิจที่พบว่า เศรษฐกิจไทยโตช้า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีค่าเฉลี่ยการเติบโต เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ และโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง โดยปัจจัยสำคัญคือ วิกฤติจากภาคเกษตรกรรม และระบบอุตสาหกรรมที่โตช้า เนื่องจากไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันที่ได้จากค่าแรงราคาถูก เมื่อค่าแรงของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้กลายเป็นผลกระทบที่ส่งผลต่อศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่การลงทุนโดยรวมลดลง เพราะโครงสร้างพื้นฐานในรอบ 20 มีมีการลงทุนน้อย ทำให้เกิดผลในเชิงประจักษ์ คือ กระทบต่อจีดีพีของประเทศ นอกจากนั้นคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเสื่อมถอยลง เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทำให้การลงทุนถดถอยตามไปด้วย นับจากการรัฐประหาร ปี 2549

รศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย

ศ.ดร.อภิชาติ กล่าวด้วยว่าปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ คุณภาพทางการศึกษาลดต่ำ มีความเหลื่อมล้ำ และมีความไม่เท่าเทียมของคุณภาพการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปัญหาสุขภาพพบการเกิดโรคใหม่มากขึ้น และคาดว่าประชาชนจะตายเพิ่มมากขึ้นในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 60 ปี ทั้งนี้คณะเคยสำรวจความเห็นต่อความมั่นคงในชีวิตของประชาชน คนส่วนใหญ่ที่มีฐานะเป็นชนชั้นกลางระดับบน ตอบว่า ชีวิตไม่มั่นคง และมองว่าภายใต้สถานการณ์บางอย่างการใช้ระบอบเผด็จการจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยมีคำอธิบายได้ว่าความรู้สึกไม่มั่นคง เกิดจากความท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์

          “เมื่อคุณภาพทุกด้านลดประสิทธิภาพลง ทั้งการมีเสถียรภาพทางการเมือง คุณธรรมของผู้ปกครอง คุณภาพทางการศึกษา ระบบราชการที่ไม่มีคุณธรรม ทำให้ไม่มีใครที่กล้าเข้ามาลงทุน ระบอบเผด็จการประชาธิปไตยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐราชการนั้น ไม่สามารถกระตุ้นหรือสร้างสมรรถภาพของการแข่งขันในประเทศได้ เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่สร้างกับดักจนไม่เห็นแสงสว่างของปลายอุโมงค์ได้” ศ.ดร.อภิชาติ กล่าว

ส่วน ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองต่อทิศทางข้างหน้า ว่าด้วยเศรษฐกิจการเมืองไทย ว่าวิสัยทัศน์ทางการเมืองและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ต้องยอมรับในข้อจำกัด ที่ไม่สามารถกระจายไปทั่วประเทศภายใต้เวลาที่มีอย่างจำกัด ดังนั้นสิ่งที่เขามองคือ ต้องเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น นอกจากนั้นกลุ่มชนชั้นนำหวังลึกๆ ว่า การลงทุนจะเกี่ยวข้องกับบีอาร์ไอ หรือถนนสายไหม ของประเทศจีน ดังนั้นวิสัยทัศน์ที่ระบุนั้นคือแผนอีอีซี เพื่อตอบโจทย์การลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงกระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจไปยังรอบนอก โดยเฉพาะเมืองใกล้ชายทะเล เป็นต้น

ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา

ขณะที่ประเด็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองไทย นั้น “ศ.ดร.อารยะ” กล่าวว่า มีทั้งปัจจัยภายนอก และนโยบายฝ่ายการเมืองรวมถึงฝ่ายทุนที่กุมอำนาจทางการเมือง อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน, เศรษฐกิจการเมืองโลก รวมถึงการตัดสินใจทางการเมืองและกลุ่มทุนต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาและระวังคือ โจทย์และความท้าทายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงปัญหาในอดีต เช่นความเหลื่อมล้ำที่มีโครงสร้างแตกต่างจากอดีต

“โอกาสของประเทศที่จะก้าวข้ามกับดักทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ แม้จะกุมอำนาจได้ทั้งประเทศ แต่ตัวแปรของปัจจัยภายนอก หากระบบการค้าของโลกเป็นเสรี สามารถสร้างความเสถียรได้ แต่ต่อไปนั้นบริษัทขนาดใหญ่จะกุมอำนาจแบบข้ามพรมแดน แม้จะคุมภายในได้ จะไม่ตกเป็นของบริษัทต่างประเทศ หากไม่เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานให้ทัดเทียมกับคู่แข่งขัน” ศ.ดร.อารยะ กล่าว

“กำนันเป๊าะ-สมพงษ์” การเมืองในฟองเบียร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กำนันเป๊าะ-สมพงษ์” การเมืองในฟองเบียร์

18 มิถุนายน 2562 – 11:15 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,กำนันเป๊าะ,กระดานความคิด,ไทยอมฤตบริวเวอรี่,ฟองเบียร์
เปิดอ่าน 9,639 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

พลันที่มีข่าวยืนยันการจากไปของประมุขบ้านแสนสุข สมชาย คุณปลื้ม ก็มีคนแชร์ภาพ “กำนันเป๊าะ” และแสดงความอาลัยกันมากมาย รวมถึงภาพกำนันเป๊าะเป็นนายแบบโฆษณา “เบียร์ขุนแผน” พร้อมวลีเด็ด “หนักแน่น แต่นุ่มนวล”

40 ปีที่แล้ว ผู้อำนวยการสร้างหนังไทย ได้เชื้อเชิญกำนันคนดังแห่ง ต.แสนสุข มาเล่นหนังหลายเรื่อง รวมถึงหนังชีวประวัติกำนันเป๊าะ เรื่อง “เหนือนักเลง”

          บริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด จึงกล่อมกำนันเป๊าะมาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาเบียร์ขุนแผน ที่มีเป้าหมายเจาะตลาดชาวบ้าน ขณะที่เบียร์อมฤตนั้นอยู่ในตลาดบน

อันที่จริง ไม่ใช่เรื่องธุรกิจเบียร์เพียวๆ หรอก เพราะเบียร์อมฤต เบียร์ขุนแผน เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด ที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่ชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” 

ประวัติไทยอมฤตฯ เริ่มจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตั้งโรงเบียร์ขึ้นภายใต้การดำเนินงานของบริษัท บางกอกเบียร์ จำกัด เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ตระกูลอมรวิวัฒน์ จึงมารับช่วงดำเนินกิจการต่อ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด

          ปี 2524  “สมพงษ์” ลูกเขยเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ โดย อบ วสุรัตน์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ชักชวนสมพงษ์มาเป็นรองเลขาธิการ และเหรัญญิกพรรคชาติประชาธิปไตย

ก่อนจะตัดสินใจเล่นการเมือง สมพงษ์ได้ตระเวนไปตามเมืองต่างๆ ในเยอรมนีอยู่หลายปี เพื่อค้นหาสูตรการผลิตเบียร์ เพราะมีความมุ่งมั่นที่จะแข่งขันกับเบียร์สิงห์

ในที่สุด สมพงษ์ได้ค้นพบเบียร์อมฤต ที่ปรุงแต่งให้มีรสชาติเช่นเดียวกับเบียร์นอก แต่ค่ายไทยอมฤตก็ต้องผิดหวัง เพราะความพยายามที่จะส่งเสริมการขายเท่าไร ก็ยังสู้เจ้าตลาดอย่างสิงห์ไม่ได้เสียที

สมพงษ์จึงหันไปเปิดตลาด “คลอสเตอร์เบียร์” เฮ้าส์เบียร์ท้องถิ่นของเยอรมนี และเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาเปิดตลาดเบียร์พรีเมียมในเมืองไทย

แม้เส้นทางธุรกิจเบียร์จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่เส้นทางการเมืองของสมพงษ์ กลับแล่นฉิว เมื่อตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้ง 2529 โดยสังกัดพรรคชาติประชาธิปไตย

การเลือกตั้งครั้งนั้น สมพงษ์ในฐานะเลขาธิการพรรค พร้อมกับผู้อำนวยการพรรคชาติประชาธิปไตย เป็นคนหน้าใหม่ในสนามเขต 1 ชลบุรี แต่ได้ “กำนันเป๊าะ” เป็นผู้สนับสนุนหลัก จึงเข้าป้ายได้เป็น ส.ส.อย่างสบายๆ

          เหตุที่กำนันเป๊าะหนุนสมพงษ์ เพราะติดหนี้บุญคุณเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ และ “โป้ยเสี่ย” ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

ก่อนหน้านั้น กำนันเป๊าะได้กรุยทางการเมืองระดับชาติ โดยส่งน้องภรรยา นิคม แสนเจริญ ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ชลบุรี พรรคกิจสังคม และได้เป็น ส.ส.สมใจผู้มากบารมีบูรพาทิศ

เมื่อ “พล.อ.เกรียงศักดิ์” วางมือไม่เล่นการเมือง สมพงษ์จึงย้ายไปสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ภายใต้ร่มธงพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ

เลือกตั้ง 2535/1 สมพงษ์ย้ายจากพรรครวมไทย ตามพ่อเลี้ยงณรงค์ไปตั้งพรรคสามัคคีธรรม สมพงษ์ยังเจรจากับกำนันเป๊าะ จนได้ข้อตกลงว่า จะส่งลูกชาย สนธยา คุณปลื้ม ลงสนามเลือกตั้งเป็นหนแรก และให้นิคม แสนเจริญ ลาออกจากกิจสังคม มาอยู่พรรคของบิ๊ก รสช. (นิคมเสียชีิวิตก่อนวันสมัคร ส.ส.)

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา พร้อมกับลูกชายสองคนของกำนันเป๊าะคือ สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม

16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้ง “กลุ่ม 16”

          จะว่าไปแล้ว คณะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ตัวจริงคือ สมพงษ์, กำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์ ปลายปี 2536 สมพงษ์ จึงเปิดตัวกลุ่ม 16 ด้วยการพานักข่าวรัฐสภา “ทัวร์บูรพา” ไปดูงานอีสเทิร์นซีบอร์ด

นับแต่การเลือกตั้ง 2544 สมพงษ์ปักหลักอยู่ในพรรคการเมือง เครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร ด้านตระกูล “คุณปลื้ม” ก็ย้ายจากพรรคชาติไทย และเข้ามาสังกัดพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู

เลือกตั้ง 2550 กลุ่มเรารักชลบุรีหรือซุ้มแสนสุข กลับไปสังกัดพรรคชาติไทย แต่สอบตกยกจังหวัด เลยหันไปตั้งพรรคพลังชล กลับมายิ่งใหญ่อีกหน

          พ.ศ.นี้ สมพงษ์ยังสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ซุ้มกำนันเป๊าะย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ คงเหลือแต่ตำนานเบียร์ขุนแผน กับการเลือกตั้งที่ดุเดือดเลือดพล่านเมื่อปี 2529 

น้ำท่วม-ภัยแล้งปัญหาโลกแตกประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม-ภัยแล้งปัญหาโลกแตกประเทศไทย

18 มิถุนายน 2562 – 10:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,น้ำท่วม,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 1,550 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปี เป็นปัญหาประจำประเทศไทยไปเสียแล้วและรัฐบาลจะต้องใช้เงินใช้งบประมาณนับแสนล้านบาท ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีลงมาจัดการเรื่องนี้เอง ต้องจัดเต็มอัตราศึกเป็นพิเศษมีทีมงานบริหารจัดการน้ำซึ่งหากปล่อยไว้ทุกกระทรวงที่รับผิดชอบก็จะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเพราะเป็นเรื่องระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นประธานทีมงานพิเศษนี้เอง

มีข่าวน่าตกใจที่จะแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้หลายๆ เขื่อนในประเทศไทยมีปริมาณน้ำน้อยมากจนอยู่ในขั้นวิกฤติจึงต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ฤดูน้ำหลากก็ต้องเตรียมตัวก่อนที่น้ำจะมาเช่นการทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ อาทิ ผักตบชวา ที่ขยายพันธุ์จำนวนมาก

รวมถึงขยะจำนวนมหาศาลที่ไปกีดขวางทางเดินน้ำหรือการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนบุกรุกแนวแม่น้ำลำคลองซึ่งเคยจัดระเบียบกันไปแล้วแต่ไม่ได้ผล

ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนมีน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นโดยเฉพาะในกทม.แต่ต่อไปถ้าฝนตกหนักทั่วประเทศก็จะมีน้ำท่วมดินถล่มและถนนหนทางก็จะถูกกระแสน้ำที่รุนแรงถล่มทำให้ชำรุดเสียหาย

จึงขอให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยร่วมมือกันทำงานเพื่อประชาชนด้วยและอย่าได้คิดว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมาจากหลายๆพรรคการเมือง

ถ้ารัฐบาลผสมหลายพรรคบริหารงานร่วมกันไม่ได้ ถือเขา-ถือเรา นั่นคืออวสานของรัฐบาลที่เกิดจากนักการเมืองนั่นเอง
อ๊อด เทอร์โบ


ประกันสังคมช่วยเหลือ
ช่วยเหลือผู้มีลูก (จากเลขาธิการสนง.ประกันสังคม ‘อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ’)

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งถึงสิทธิประโยชน์การสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ประกันตนหรือคู่สมรสที่ตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและดูแลการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น

สำนักงานประกันสังคมจะมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง พร้อมได้ให้สิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร เหมาจ่ายเดือนละ 600 บาทต่อบุตรหนึ่งคน ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน

นอกจากนี้มีการสนับสนุนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสมีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพให้แก่ผู้ประกันตนที่มีการเข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด โดยสำนักงานประกันสังคมจะแบ่งจ่ายตามอายุครรภ์เป็นครั้งๆดังนี้คือ

ครั้งที่ 1 อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท

ครั้งที่ 2 อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท

ครั้งที่ 3 อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท

สำหรับแนวทางการขอรับประโยชน์ทดแทนจะต้องมีหลักฐานการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ไปใช้บริการฝากครรภ์ในแต่ละครั้งคือใบเสร็จรับเงินกับใบรับรองแพทย์มายื่นขอรับใบประโยชน์ทดแทนในส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตรได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th


 ไข้หวัดใหญ่ระบาด
 โปรดดูแลสุขภาพ-เฝ้าดูอาการ

ดิฉันเป็นห่วงเรื่องไข้หวัดใหญ่ระบาดซึ่งมีผู้ป่วยนับแสนคนและมีข้อแนะนำและข้อมูลที่อยากให้คุณเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบ ส่วนมากเป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุมีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจที่มีอาการรุนแรงจากโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน

ขอให้ดูแลสุขภาพ เพิ่มผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากโดนฝนให้เช็ดให้แห้ง รักษาร่างกายให้อบอุ่น หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรสวมหน้ากากอนามัย หยุดงาน หยุดเรียน หยุดกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ

อาการของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน เหนื่อยมาก ให้รีบพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตได้

หากมีอาการสงสัยพบแพทย์ทันที และขอรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรีได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจนถึง 31 สิงหาคมนี้

ขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังจะมีรัฐมนตรีช่วยดูแลสุขภาพประชาชนเอาเรื่องใกล้ตัวก่อน-ยุติเรื่องกัญชาไปก่อนเถิด
อนงค์วรรณ (บางโพ)


ตอบคุณ ‘อนงค์วรรณ’ บางโพ
จดหมายของคุณให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเข้าใจได้ง่ายมากๆ ครับ จึงขอขอบคุณมาและขอให้ทุกท่านโปรดเฝ้าดูอาการและหาทางป้องกันและดูแลสุขภาพเป็นการป้องกันไว้ก่อน

ผมอยากให้กระทรวงสาธารณสุขและทุกโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐบาลโปรดบริการประชาชนเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ‘ฟรี’

เวลานี้ประชาชนคนไทยมีความรู้สึกว่าไปโรงพยาบาลแต่ละทีต้องใช้เงินใช้เวลา แล้วจะไปโรงพยาบาลเอกชนก็ต้องใช้เงิน ระดับคนหาเช้ากินค่ำหรือระดับรากหญ้าจะหาเงินไปจ่ายได้อย่างไร?
อ๊อด เทอร์โบ


ขนส่งเพื่อมวลชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขนส่งเพื่อมวลชน

18 มิถุนายน 2562 – 07:28 น.
ขนส่งเพื่อมวลชน,รถไฟทางคู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,159 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

มีงานวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯเฉลี่ยต่อเที่ยว 67 บาท และเมื่อเทียบกับต่างประเทศยังพบว่าแพงกว่าสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอัตรา 25.73 บาท ขณะที่ราคาที่ฮ่องกงอยู่ที่ 46.50 บาท โดยมีข้อเสนอแนะว่า ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าควรจะเฉลี่ยไม่เกินเที่ยวละ 30-40 บาท จึงจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนได้ นอกจากนี้ แนวทางควบคุมค่าโดยสารที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ การยกเลิกค่าแรกเข้าเมื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ซึ่งขณะนี้ระบบตั๋วร่วมยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับทุกการเดินทางได้

ผลงานวิชาการและข้อเสนอแนะดังกล่าวมานี้จะถูกส่งไปกรมการขนส่งทางบก เพื่อพิจารณาในระดับนโยบายต่อไป แต่จะทำได้มากน้อยขนาดไหนนั้น ก็ต้องรอดูแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานระบบรางแล้วจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าในเขตเมืองและปริมณฑล รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็งสูง ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งมวลชนในศตวรรษต่อไป แต่ถึงกระนั้น การกำหนดราคาค่าโดยสารก็ยังเป็นปมปัญหาที่หลายฝ่ายท้วงติงกันเสมอมาว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็ไม่น่าจะใช่การขนส่งมวลชน และเมื่อพิจารณาร่วมกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าครองชีพแล้วจะพบว่า ประชาชนต้องจ่าย “ต้นทุน” ค่าเดินทางมากเกินไป

ในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ มีการขนส่งมวลชนที่หลากหลาย เริ่มตั้งแต่จักรยานยนต์ในตรอกซอกซอย รถสามล้อเครื่อง รถสองแถว เรือโดยสาร รถโดยสารประจำทางทั้งขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และเอกชนร่วมบริการอีกหลากหลายสัมปทาน ในแต่ละวันคนเมืองจำนวนไม่น้อยต้องจ่ายเงินไปกับการขนส่งที่ใช้สารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะคนที่เดินทางประจำ เมื่อต้องจ่ายค่าโดยสารอย่างน้อย 2 รูปแบบ ก็ต้องจ่ายเพิ่มจากค่ารถไฟฟ้าที่แพงอยู่แล้วขึ้นไปอีก ซึ่งนับเป็นภาระอย่างมาก แม้ว่า การคิดคำนวณการเดินทางประจำแบบจ่ายเหมาเป็นเที่ยวจะจ่ายน้อยลงในอัตราแปรผันกับความถี่ของการใช้ แต่ก็ยังแพงอยู่ดี ปัจจัยนี้จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเมืองจำนวนมากยังต้องพึ่งพิงรถโดยสารประจำทางราคาถูก ซึ่งต้องอาศัยการอุดหนุนจากรัฐบาลเพราะขาดทุนมหาศาล

อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าขึ้นกับหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นก็คือ การลงทุนก่อสร้างที่ค่อนข้างแพง เช่นรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งต้องอาศัยผู้ใช้บริการจำนวนมากจึงจะคุ้มค่า ซึ่งถ้าหากรถไฟฟ้าอีกหลายสายที่จะทยอยเปิดให้บริการเพิ่มตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ยังใช้โครงสร้างราคาแบบเดิมก็อาจจะไม่จูงใจให้ประชาชนย่านชานเมืองหันมาใช้บริการเท่าที่ควร อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะต่างไปจากรถไฟฟ้าในย่านกลางเมืองที่มีประชาชนและย่านธุรกิจหนาแน่น ดังนั้น การพิจารณาเรื่องราคาจึงควรตั้งอยู่บนหลักการของระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งก็จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาการจราจร และลดการพึ่งพิงรถโดยสารประจำทางที่รัฐต้องจ่ายอุดหนุนซึ่งก็ไม่เพียงพอลงได้

“วันนอร์”มองครม.ตู่2″เป็ดง่อย?”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375776?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วันนอร์”มองครม.ตู่2″เป็ดง่อย?”

17 มิถุนายน 2562 – 13:25 น.
ประชาชาติ,วันมูหะมัดนอร์ มะทา
เปิดอ่าน 4,384 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“ประชาชาติ” หนึ่งในเจ็ดพรรคฝ่านค้านที่พร้อมตรวจสอบรัฐบาลประยุทธ์ 2 อย่างเข้มข้นและจะเริ่มดำเนินการทันที

“วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติที่มีเจ็ดส.ส.ไว้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลนั้นจะร่วมทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างไรและในฐานะคนการเมืองที่มีประสบการณ์สูง (เคยรับตำแหน่งประธานสภาผู้เทนราษฎร, รองนายกรัฐมนตรี, รมว.และรมช.หลายกระทรวง, ฝ่ายค้าน) มองอนาคตของรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำอย่างไรและรัฐบาลชุดนี้จะเป็นความหวังให้สังคมได้หรือไม่ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงลบมากมายในช่วงปฐมบทของการตั้งไข่แบบนี้…

 ประเมินผลหลังการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีอย่างไร
เจ็ดพรรคฝ่ายค้านจะตั้งชุดทำงานคือชุดทำงานในรัฐสภาและชุดทำงานลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนเพื่อตรวจสอบรัฐบาลทุกมุม แล้วยังเตรียมเสนอเก้รัฐธรรมนูญ โดยขอให้ประชาชนร่วมลงชื่อ เจ็ดพรรคจะเดินสายชี้แจงเหตุผลว่าควรแก้ไขกติกาหลักเพื่อยุติการต่อท่ออำนาจ ยืนยันไม่ได้ไปปลุกม็อบและจะตรวจสอบวิธีทำงานขององค์กรอิสระ เช่น กกต.หลายเรื่อง ที่มาของส.ว.250 คนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะวันนี้มันชัดแล้วว่าส.ว.ไม่เป็นกลางทางการเมืองและมีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันกับรัฐบาล มันสมประโยชน์สองฝ่ายเพราะคนในคสช.เลือกกันเองแม้กฎหมายไม่ได้ห้ามแต่จริยธรรมสำคัญกว่า เพราะการทำแบบนี้มันขัดจริยธรรมชัดเจน

จากนี้ไปการเมืองในและนอกรัฐสภาจะเข้มข้น รัฐบาลที่ภาวะเสียงปริ่มน้ำแบบนี้น่าติดตามเพราะวาระประชุมสำคัญในสภา เช่นร่างกฎหมายหรือวาระสำคัญต่างๆ หากต้องลงมติหรือนับองค์ประชุมเมื่อใดรัฐบาลอาจเพลี่ยงพล้ำ มองเล้วรัฐบาลชุดนี้อ่อนแอเพราะไม่มีส.ว.มาบวกเหมือนตอนลงมติเลือกนายกฯ
และเมื่อมองกระแสข่าวการฟอร์มครม.ครั้งนี้ ความเชื่อมั่นจากสังคมน้อยเพราะมีแต่ข่าวแย่งเก้าอี้ที่ขัดแย้งจากพรรคร่วมรัฐบาลและพลังประชารัฐที่มีหลายกลุ่ม ตรงนี้คือจุดอ่อน แม้การตั้งรัฐบาลในอดีตจะมีข่าวแบบนี้บ้างแต่ไม่เยอะเท่าข่าวในช่วงนี้

สมัยก่อนยังมีการเรียกครม.ยี้ และวันนี้ก็มีเสียงทำนองนั้นเกิดขึ้นแล้ว แบบนี้ทำงานลำบาก

      รัฐบาลใหม่จะเป็นเป็ดง่อย
ตั้งแต่ผมทำงานการเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แทบจะไม่มีนะ และหน้าตาครม.ชุดนี้หากเป็นไปตามที่สื่อเสนอ รับรองไม่มีความหวังให้สังคมเลย พูดง่ายๆ ไม่มีใครพอจะเป็นความหวังของชาวบ้านได้ว่ารัฐมนตรีคนนั้นคนนี้จะช่วยได้ และหลายคนมีคดีความติดตัว หากถามว่าทำไมพรรคแกนนำจึงเลือกคนเหล่านี้มาเป็นครม. คำตอบคือใช้ระบบโควตา ไม่ได้มองคุณสมบัติและความเหมาะสม

หากยังใช้ครม.ตามโผที่ออกมาทางสื่อ แนะนำว่าแต่งตัวรอการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจล่วงหน้าเลย แม้ตอนนี้นายกรัฐมนตรีจะลงมาตรวจสอบคนที่จะมาร่วมครม.เองก็ตาม แต่การรื้อโผคงจะทำได้ยากเพราะวันนี้หัวหน้ารัฐบาลแทบไม่มีอำนาจต่อรอง หากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคถอนตัว รัฐบาลล่มทันที จึงจำเป็นต้องประคองทุกเสียงที่มาร่วมในวันนี้

  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำอะไรได้บ้าง
พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีข่าวว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและเป็นนายกฯ คนใหม่ต้องคุมครม.และส.ส.ให้ได้แต่ความจริงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีข้อต่อรอง หากภาวะความเป็นหัวหน้าคสช.สิ้นไป อำนาจในมือตรงนี้ไม่มี พรรคต่างๆ ที่มาร่วมหนุนพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่กลัว

กลุ่มต่างๆ ในพลังประชารัฐก็แทบไม่มีกระทรวงหลักๆ ไว้ทำงานเพราะพรรคอื่นๆ เลือกไปแล้ว

ภาวะแบบนี้ตัองโทษรัฐธรรมนูญและคนยกร่าง รวมทั้งคนสั่งยกร่าง เพราะกับดักที่วางไว้เล่นงานบางพรรค วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตกหล่มกับดักของตัวเองและควรโทษตัวเองที่วางแม่น้ำห้าสายไว้และควรรับกรรมไป

แต่วันนี้ประชาชนรับกรรมมากกว่าใครเพราะสังคมเสียเวลามาห้าปีเล้ว

          บทบาทของพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเช่นใด
“วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผมจำคำพูดของผบ.ทบ.คนนั้นได้แม่นแม้ผมจะอายุเยอะ ไม่กี่วันข้างหน้าผมจะสอบถามผบ.ทบ.คนนั้นที่ยึดอำนาจแล้วเข้ามาเป็นนายกฯ วันนี้ก็ยังเป็นนายกฯ ว่าจำได้หรือไม่ว่าพูดอะไรไว้? เพราะผมอยู่ด้วยในวันที่ผบ.ทบ.คนนั้นประกาศยึดอำนาจ จากวันนั้นจนวันนี้ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าทำไมผบ.ทบ.คนนั้นพูดแล้วทแเบบนั้น? ผมจึงจะสอบถามในรัฐสภาเพราะสิ่งที่กระทำไปในครั้งนั้น วันนี้ไม่ควรมาทำหน้าที่นายกฯ

ประเมินอายุการทำงานของรัฐบาลใหม่อย่างไร
บอกไม่ได้แน่ชัด แต่คร่าวๆ คงจะหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย ในอดีตเคยมีมา แล้วกับรัฐบาลที่มีที่มาคล้ายๆ แบบนี้ อายุไม่ยาว สาเหตุเพราะปฏิวัติตัวเอง ยุบสภา และควรดูท่าทีของกองทัพประกอบด้วยในช่วงจากนี้ไป แต่ย้ำว่าการยึดอำนาจนั้นนานาชาติไม่ยอมรับนะ

ผมมีข้อสงสัยมานานว่าการยึดอำนาจนั้นคนไทยบางส่วนทำไมยินดี บางคนไปมอบดอกไม้ให้รถถังที่มาทำหน้าที่ตามคำสั่งของคนยึดอำนาจ เมืองไทยเป็นประชาธิปไตย หากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ควรใช้ระบบรัฐสภาและเคารพประชาธิปไตย ขอฝากนักการเมืองทุกฝ่ายว่าควรทำตัวเองให้สังคมศรัทธาและเชื่อมั่นในการทำหน้าที่อย่าให้อำนาจนอกระบบเข้ามาบีบและแทรกแซง บทเรียนการยึดอำนาจนั้นทุกฝ่ายต้องโทษตัวเอง ทบทวนตัวเอง และอย่านำตัวเองไปเป็นเงื่อนไขให้บางฝ่ายมายึดอำนาจโดยใช้เงื่อนไขว่านักการเมืองขัดแย้งเพราะทุจริต

ผมอยากให้ระบบการศึกษาของไทยสั่งสอนนักเรียนว่าควรเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและต่อต้านการรัฐประหาร วันนี้ประชาธิปไตยไทยยังมีข้อบกพร่องบ้างแต่ควรใช้เวลาแก้ไขไม่ให้มันบกพร่องผ่านระบบ คนไม่ดี คนทุจริต สังคมไม่ควรเลือกและไม่ควรให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแก้ไขรวมทั้งอย่าไปสนับสนุนวิธีแบบนี้อีกเลย

น้ำท่วม กทม.อย่ารอ”อัศวิน”ขี่ม้าขาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม กทม.อย่ารอ”อัศวิน”ขี่ม้าขาว

17 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
คนกรุง,น้ำท่วม,ฝนตก,อัศวิน ขวัญเมือง
เปิดอ่าน 2,679 ครั้ง

ฝนตั้งเค้าทีไร ใจคอไม่ดี!

คนกรุงเทพฯ เผชิญสภาวะน้ำท่วมทุกปี แต่ยังทำใจรับสภาพไม่ได้

ปี 2558 ประเทศไทยเกิดพายุฤดูร้อนมีฝนตกชุกหลายละลอก กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่หนักหนาสาหัสเหมือนมหาอุทกภัยปี 2554 แต่สภาพน้ำที่ท่วมขังนานหลายวันไม่ยอมแห้งได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนเกินบรรยาย

คนไทยสมัยใหม่เคยชินกับความสะดวกสบายในยุคที่ดิจิทัลบันดาลให้ทุกอย่าง เมื่อรู้สึกว่าชีวิตประจำวันเริ่มดำเนินไปอย่างติดขัดจากปัญหาน้ำท่วมขังนานเกินไป จึงพากันบ่นพรึมพรำเสียงดังไปถึงศาลาว่าการ กทม. แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงสะท้อนกลับมาแบบนี้

!!“ก็แค่น้ำรอการระบาย”!!

ชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ คนบนหอคอยจึงสื่อสารกลับมาใหม่

“เราเป็นเมืองน้ำ เป็นเมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยคงไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำท่วมต้องไปอยู่บนดอย” !?

คุณชายหมู ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ่อเมืองในขณะนั้น คงอึดอัดกับการถูกกล่าวโทษและโยนความผิดทั้งหมดมาไว้ที่ท่านเพียงคนเดียวจึงได้พลั้งปากแสดงโวหารประชดประชันคนที่เคยลงคะแนนให้อย่างท่วมท้นกว่า 1.2 ล้านคะแนน ออกมาอย่างที่เห็น แต่ตอนหลังท่านตัดพ้อว่า ก็แค่หยอกเย้าคลายเครียด ไม่น่าหยิบไปเป็นประเด็น

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาน้ำท่วมและหวังว่าประชาชนจะเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเขาเสียใหม่

ในขณะที่ชาวบ้านเองกลับเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดเขาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นว่าควรจะทำแบบนั้น และยังให้โอกาสผู้ว่า กทม.ทำงานตามหน้าที่ต่อไป

กระนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็สามารถรักษาสถานะของตัวเองไว้ได้ไม่ครบเทอม แม้จะเหลือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งอีกเพียงไม่กี่เดือน   เพราะในปี 2559 เขาต้องผจญวิบากกรรมจากการถูกตรวจสอบเรื่องความไม่โปร่งใสในโครงการต่างๆ ของ กทม.ที่ผู้บริหารต้องมีส่วนรับผิดชอบ

งานติดตั้งอุโมงค์ไฟฟ้าที่ กทม.ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนประดับประดาหลอดไฟแอลอีดี หน้าลานคนเมืองมูลค่า 39 ล้านบาท ก็อยู่ในข่ายนั้น และทำให้เขาถูก พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ปลดจากตำแหน่งเข้าจนได้

หลัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พ้นตำแหน่งไป พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ขยับจากรองผู้ว่าฯ กทม. ขึ้นมารับตำแหน่งแทน กรุงเทพมหานคร ก็ยังไม่รอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม

14 ตุลาคม 2560 กทม.เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งและเป็นครั้งที่หนักหนาสาหัสมากที่สุดนับจากมหาอุทกภัยปี 2554 ถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน และรอบนอกหลายสายมองแทบไม่เห็นผิวจราจร โดยเฉพาะถนนวิภาวิดีรังสิตแปรสภาพกลายเป็นคลองและจมอยู่ใต้บาดาลจนถูกเรียกว่า “ทะเลกรุงเทพฯ”

ครั้งนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ชี้แจงว่า สาเหตุของน้ำท่วมเกิดจากฝนตกตั้งแต่คืนวันที่ 13 ต่อเนื่องถึงเช้า 14 ตุลาคม เป็นฝนหนักที่สุดในรอบ 30 ปี ทำให้เกิดน้ำท่วมขังทั้งหมด 55 จุดใน กทม. ปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่วัดได้ 214.5 มม.ที่เขตพระนคร ขณะที่ครั้งสุดท้ายที่ฝนตกเกิน 200 มม. คือปี พ.ศ.2529 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 270 มม.

อย่างไรก็ดี พล.ต.อ.อัศวิน ไม่ได้แก้ตัว แต่ยืดอกรับผิดทำนองว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ต้องโทษใครนอกจากผู้ว่าฯ กทม.

“ผมต้องขออภัยพี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้โทษฝน ฝนตกเยอะเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ให้โทษที่ผม ที่ระบายน้ำออกไปได้ช้า ผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ”

แม้นฝนตกหนักและวัดปริมาณได้ถึง 214.5 มม. แต่นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เฉลี่ยตามระยะเวลาที่ฝนตกแล้วไม่ถึง 40 มม.ต่อชั่วโมง ถือว่าไม่มาก ดังนั้นสาเหตุที่น้ำท่วมจึงเกี่ยวข้องกับปัญหาการระบายน้ำของกทม. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิชาการอธิบายว่าระบบระบายน้ำของกทม.ถูกสร้างไว้เกือบ 30 ปีแล้ว สภาพท่อเก่ามาก ทรุดตัว เต็มไปด้วยตะกอนและขยะมากมาย เมื่อฝนตกหนักจึงระบายน้ำได้ไม่รวดเร็ว นอกจากนี้การทรุดตัวของแผ่นดินกรุงเทพฯ ก็ยังทำให้การทำงานของระบบท่อที่ระบายน้ำไปลงคลองและออกแม่น้ำไม่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

ความจริงแล้วข้อมูลจากนักวิชาการที่อ้างถึงระบบระบายน้ำและลักษณะทางกายภาพของพื้นที่กรุงเทพมหานครในลักษณะนี้เคยถูกนำมาวิเคราะห์อยู่บ่อยครั้งและทุกครั้งที่เกิดปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อฝนตกลงมาทีไรกรุงเทพฯ ก็ไม่เคยรอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วมไปได้สักที

ล่าสุดแม้ว่ากทม.จะเปิดใช้งานอุโมงค์ระบายน้ำแล้วถึง 8 แห่ง แต่อิทธิพลของฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 7 มิถุยายน 2562 ก็ยังสามารถจมกรุงเทพฯ ไว้ใต้น้ำได้เกือบทั้งเมืองในชั่วพริบตา ทั้งที่ปริมาณน้ำฝนวัดได้สูงสุดแค่ 125.5 มม.ที่เขตปทุมวัน และ 122 มม.ที่เขตพระนคร และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์อย่างอุโมงค์บางซื่อก็เพิ่งเปิดใช้งานได้ไม่นาน

กทม.ได้ชี้แจงเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วมครั้งนี้ว่า พบปัญหาฝนตกเยอะ ปริมาณฝนตกสะสมสูงถึง 136 มม. ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จากการคาดการณ์ปริมาณฝนสะสมตลอดเดือนมิถุนายน จะมีปริมาณฝนสะสมเฉลี่ย 200 มม. แต่ปรากฏว่าเพียงวันเดียวมีฝนตกมากถึง 136 มม.

ขณะที่ช่วงเวลาดังกล่าวเครื่องผลักดันน้ำภายในอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อเกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้อง ส่วนหนึ่งเกิดเพราะฟิวส์ขาด ทำให้เครื่องผลักดันน้ำ 6 ตัวที่มีอยู่ไม่สามารถเดินเครื่องระบายน้ำออกจากอุโมงค์ได้ ขณะที่ขยะก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน

พล.ต.อ.อัศวิน อธิบายว่า อุโมงค์บางซื่อไม่มีไฟฟ้าสำรองตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างและไม่ทราบว่าทำไมถึงไม่ติดตั้ง ขณะที่เครื่องผลักดันน้ำ 6 เครื่องในอุโมงค์ต้องใช้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 6,600 โวลต์ เป็นเครื่องขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณจัดซื้อค่อนข้างสูง ปัจจุบัน กทม.มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพียง 1,000 โวลต์เท่านั้น และในเมืองไทยไม่มีเครื่องสำรองไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบนั้นขาย ส่วนต่างประเทศเท่าที่ทราบมีประเทศญี่ปุ่นที่มีเครื่องสำรองไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับภัยพิบัติ

อย่างไรก็ดีผู้ว่าฯ กทม.ให้ความมั่นใจว่า หลังจากการไฟฟ้านครหลวงจัดการเปลี่ยนฟิวส์และนำรถแก้ไฟ หรือรถฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหากรณีไฟฟ้าขัดข้องมาประจำบริเวณอุโมงค์บางซื่อแล้ว ต่อไปแม้ว่าจะเกิดฝนตก 130 มม. เหมือนวันศุกร์ที่ผ่านมาอีก ก็เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักแบบนั้นอีก

“ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวของผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับสภาพความบกพร่องของกทม.ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ และไม่โทษใคร”

ขณะที่ สมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. บอกว่า ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตก อาทิ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมและสำรองอุปกรณ์เสริมต่างๆ เตรียมพร้อมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อลงพื้นที่แก้ไขปัญหาต่างๆ ขณะที่ฝนตก

เมื่อเรดาร์ตรวจวัดสภาพอากาศตรวจพบกลุ่มเมฆฝนเคลื่อนเข้าพื้นที่ใดศูนย์จะแจ้งให้เขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประจำจุดระบายน้ำและจุดอ่อนน้ำท่วมทันที เพื่อเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงประสานการไฟฟ้านครหลวงส่งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีสูบน้ำ หรืออุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีไฟฟ้าขัดข้องฉุกเฉิน

นอกจากนี้จะบูรณาการทำงานเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ เจ้าหน้าที่ทหาร จิตอาสา โดยตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมา เมื่อได้รับแจ้งจากศูนย์ว่าฝนจะตกพื้นที่ใด จะมีการเตรียมความพร้อมและลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ

รองปลัดกทม.มั่นใจว่า หากปริมาณฝนที่ตกลงมาไม่เกิน 60 มม.คงไม่มีปัญหา  แต่หากเกินอาจมีน้ำขังบ้าง กทม.จะเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

ส่วนอีกด้านหนึ่งหลังเกิดปรากฏการณ์ศุกร์ระทม สังคมออนไลน์ได้แตกประเด็นสนทนาว่าด้วยต้นเหตุของปัญหาน้ำท่วมอย่างกว้างขวาง

ถ้าไม่นับคอมเมนต์แสดงความไม่พอใจการบริหารงานของผู้ว่าฯ กทม.ปัญหาที่นำมาอันดับหนึ่งคือเรื่องขยะมูลฝอยที่เกิดจากความมักง่ายของคนกรุง ซึ่งหลายคอมเมนต์แนะนำได้ตรงจุดว่า ถ้าลดความมักง่ายของคนกรุงด้วยการไม่ทิ้งขยะปฏิกูลลงแม่น้ำลำคลองก็เท่ากับว่าทุกคนได้มีส่วนช่วยในการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างดีที่สุด โดยไม่ต้องรอพึ่ง “อัศวิน” ไร้ม้าขาว