“เจ๊แดง” แดนไกล หนุน “ส.ว.ก๊อง” ปักธงยึด อบจ.เชียงใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊แดง” แดนไกล หนุน “ส.ว.ก๊อง” ปักธงยึด อบจ.เชียงใหม่

20 มิถุนายน 2562 – 09:32 น.
เจ๊แดง,เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,นายก อบจเชียงใหม่,จเชียงใหม่,อบจเชียงใหม่,ปกรณ์ บูรณุปกรณ์,เลือกตั้งท้องถิ่น,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 25,897 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 20 มิถุนายน 2562

*********************

เปิดตัวเร็วกว่าที่คิด “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ ส.ส.เชียงใหม่ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม นำ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ มาแถลงข่าวเตรียมจะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่

อันที่จริงคอลัมน์ท่องยุทธภพ เคยนำเสนอเรื่อง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เตรียมการส่ง “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย ชิงนายก อบจ. มาตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยวางแผนให้ ส.ว.ก๊อง กรุยสร้างชื่อเสียง ผ่านการทำทีมลูกหนังเชียงใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของคนเมือง

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

ลูกหนังนำการเมือง

ปี 2551 “ทนายก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ “เจ๊แดง” เยาวภา หลังจากนั้น ผู้คนก็เรียกขาน “ส.ว.ก๊อง” แทนทนายก๊อง

          ปี 2559 “ส.ว.ก๊อง” ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารผาลาดตะวันรอน ปี 2560 ส.ว.ก๊อง โดยการสนับสนุนของ “เจ๊แดง” และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เปิดตัวสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด

ส.ว.ก๊อง ชูชัย ไต่บันไดลูกหนังกับทีมเจแอลเชียงใหม่

นี่คือแผนการสร้างฐานเสียง โดยใช้ฟุตบอลนำการเมือง เหมือนนักการเมืองหลายคนทำกัน ทีมเจแอล เชียงใหม่ สร้างผลงานดีมากในไทยลีก 4 จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 3 ในฤดูกาล 2561

เวลานั้น สภากาแฟเชียงใหม่ ต่างถกประเด็นบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ขัดแย้งกับ “เจ๊แดง” ถึงขั้นแยกทางกันเดิน

          “เจ๊แดง” จะสนับสนุนชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามพรรคเพื่อไทย

ทิ้งเชียงใหม่เอฟซี?

ในยุทธจักรลูกหนังภาคเหนือ ต้องยกให้ บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช แห่งสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด และ “ส.ว.ก๊อง” จึงปรึกษากับเสี่ยฮั่น ว่าจะเข้ามาบริหารสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี มีฉายาว่า “พยัคฆ์ล้านนา” ที่เล่นอยู่ในระดับไทยลีก 2

สำหรับสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี ก่อตั้งโดย พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งเสี่ยฮั่น ให้ความเคารพนับถือพ่อเลี้ยงอี๊ด ประหนึ่งพ่อคนหนึ่ง

เมื่อ ส.ว.ก๊อง อยากเข้ามาทำทีมเชียงใหม่ เอฟซี บิ๊กฮั่นจึงเจรจากับพ่อเลี้ยงอี๊ด จน ส.ว.ก๊อง ได้เป็นประธานคนใหม่ของทีมพยัคฆ์ล้านนา โดยมอบให้คนอื่นดูแลทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ดไปก่อน

          ฤดูกาล 2561 ทีมเชียงใหม่ เอฟซี โดยการบริหารของ ส.ว.ก๊อง สามารถเลื่อนชั้นจากไทยลีก ขึ้นมาเล่นไทยลีก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่จังหวัดเชียงใหม่

ยังไม่ทันจบครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2562 “ส.ว.ก๊อง” ได้แถลงลาออกจากตำแหน่งประธานเชียงใหม่ เอฟซี และกลับไปคุมทีมเจแอล เชียงใหม่ ที่กำลังเล่นไทยลีก 2

ส.ว.ก๊องรู้ดีว่า จุดยืนทางการเมืองของพ่อเลี้ยงอุดรพันธุ์นั้น อยู่คนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย เมื่อตัวเขาจะลงสนามการเมืองท้องถิ่นก็ควรวางมือจากทีมพยัคฆ์ล้านนา

          แฟนบอลไม่รู้เรื่องอะไร ก็ออกอาการเซ็ง แถมผลงานทีมแย่ลงเรื่อยๆ

แชมป์เก่าถูกท้าทาย

ปลายปีที่แล้ว เม้าท์กันสนั่นเมือง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 6/2561 ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2558 และ 43/2559 ให้ 4 นายก อบจ.กลับไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

หนึ่งในนั้นคือ “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ที่เผชิญวิบากกรรม จนต้องยอมเจรจากับฝ่ายผู้ถืออำนาจ

20 กว่าปีที่แล้ว เสี่ยตุ๊” ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ จะใช้ “ร้านทัศนาภรณ์” ริมถนนเชียงใหม่-สันกำแพง เป็นกองบัญชาการทำงานการเมืองท้องถิ่น จนยึดเทศบาลนครเชียงใหม่สำเร็จ และปกรณ์ได้เป็น ส.ส.เชียงใหม่อยู่ 2 สมัย ก็เสียชีวิตจากเจ็บไข้ได้ป่วย

 บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกฯ อบจ.เชียงใหม่

สิ้นเสี่ยตุ๊ก็เหลือ เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ เป็นแม่ทัพธุรกิจการเมืองของตระกูล และยุคชินวัตร ครองเมือง “บูรณุปกรณ์” ได้ยึดการเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่ไว้หมด

ปี 2551 เสี่ยโต๊ะ บุญเลิศ ขยับจากนายกเล็กเชียงใหม่ไปยึดที่มั่น อบจ.เชียงใหม่ ส่วนหลานชาย ทัศนัย บูรณุปกรณ์ มาเป็นนายกเล็กเชียงใหม่แทน และปฏิเสธไม่ได้ว่า “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงหนุนจากเจ๊แดง มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู

เลือกตั้ง 2562 แม้เสี่ยโต๊ะจะไม่ประกาศชัดว่า สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ

เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ เสี่ยโต๊ะได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ.25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

หนที่แล้ว เสี่ยโต๊ะลงสนามในนามกลุ่มเพื่อไทยคุณธรรม แต่หนนี้ จะกลับมาใช้ชื่อกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม เสี่ยโต๊ะเชื่อประชาชนให้โอกาสรับใช้เป็นสมัยที่ 3

         แค่ยกแรกก็เดือดแล้ว ระหว่าง ส.ว.ก๊อง ศิษย์เจ๊แดง กับแชมป์เก่า เสี่ยโต๊ะ

รอดูฝีมือแก้ศก.ครึ่งปีหลัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376268?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอดูฝีมือแก้ศก.ครึ่งปีหลัง

20 มิถุนายน 2562 – 07:52 น.
เศรษฐกิจไทย,รัฐบาลใหม่
เปิดอ่าน 1,213 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562

นักวิเคราะห์การลงทุนมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้จะขยายตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 2.8% โดยมีปัญหาจากภายนอกประเทศเรื่องสงครามการค้าไทย-จีน และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัวซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ส่วนกำลังซื้อระดับล่างก็ยังตกต่ำรวมทั้งรายได้ภาคเกษตรยังไม่ดีนัก ผลผลิตการเกษตรราคาต่ำ และเมื่อพิจารณาภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่ดีมากนักเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เข้าเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งการกระตุ้นคนไทยเที่ยวภายในประเทศก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารจัดการ ทำให้คาดการณ์ว่ามีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าโต 3.7% เหลือโตต่ำกว่า 3.5%

ส่วนสถานการณ์ด้านการส่งออก 4 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวไป -1.9% โดยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกคาดว่าจะติดลบเล็กน้อย และคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยการที่ส่งออกติดลบเป็นเหมือนกันทั้งภูมิภาคไม่เฉพาะไทย แต่แม้การส่งออกติดลบแต่มีสัญญาณทางบวกบ้างในเรื่องท่องเที่ยวโดยพบว่าในเดือนเมษายนได้กลับมาขยายตัวเป็นบวก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซียขยายตัวได้ดี ส่วนนักท่องเที่ยวจีนยังติดลบ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปีของรัฐบาลในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยช่วยกระตุ้นด้านบริโภคแต่เศรษฐกิจฐานรากยังมีสัญญาณซบเซาหรือกรณีส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศ รวมทั้งซื้อสินค้า การศึกษาและกีฬา รวมถึงส่งเสริมการอ่านและส่งเสริมสินค้าโอท็อปที่นำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นก็พบว่าไม่สามารถกระตุ้นได้มากนัก

กระทรวงการคลังรับทราบสถานการณ์เป็นอย่างดีและเกาะติดตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาดูว่าควรจะมียาแรงที่กระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เพื่อเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่โดยมาตรการยาแรงนำมาใช้และเห็นผลเร็วคือมาตรการกระตุ้นการบริโภค แต่การใช้มาตรการแรงมากก็ต้องใช้เงินมากแต่จะเห็นผลเร็ว ทั้งนี้ก็ต้องดูเงินในกระเป๋าของรัฐบาลด้วยรวมทั้งการต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยกระทรวงการคลังยังคงเป้าเศรษฐกิจปีนี้ 3.8% ส่งออกโต 3.4% แต่จะประเมินอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมที่อาจมีการปรับประมาณการตัวเลขอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ของสถาบันการเงินหลายสำนักค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจากปัญหาทั้งภายนอกและภายในรวมทั้งปัจจัยการเมืองมีแนวโน้มว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยทั้งปีอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 3.8%

ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ได้เตรียมยื่นสมุดปกขาวแก่รัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้รับทราบถึงปัญหาและข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อนที่รัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และ กกร.เตรียมทบทวนตัวเลขการส่งออกและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปี 2562 ใหม่ ที่เดิมคาดไว้ว่าส่งออกจะโต 3-5% และจีดีพีจะโต 3.7-4% โดยมีทิศทางที่ลดลง ดังนั้นบรรดากระทรวงเศรฐกิจที่พรรคร่วมรัฐบาลรุมทึ้งกันนั้นจะเป็นเวทีให้บรรดานักการเมืองและพรรครัฐบาลได้แสดงฝีมือแก้ปัญหาโจทย์ใหญ่รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงก็จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นทิศทางว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝ่ามรสุมที่รุมเร้าได้หรือไม่

งานบวช-งานแห่นาค งดดื่มเหล้าในวัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งานบวช-งานแห่นาค งดดื่มเหล้าในวัด

20 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
งานบวช,แห่นาค,เหล้า,วัด,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 8,162 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจากคุณ ‘อดุลย์’ อยุธยา ต่อไปนี้มีสารประโยชน์และขอแจ้งผ่านต่อไปยังพ่อแม่พี่น้องญาติมิตรที่กำลังจะจัดงานบวชให้ลูกหลาน ซึ่งอยากให้เป็นไปอย่างพอเพียง-เรียบง่าย และอย่าทำผิดศีลธรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น ซึ่งแทนที่จะได้บุญกุศลกลับเป็นการสร้างบาป

ขอสนับสนุนและร่วมรณรงค์ให้งดดื่มสุรายาเมาในวัด หรือการแห่นาคอย่าให้อึกทึกครึกโครม จัดงานอย่างใหญ่โตสิ้นเปลืองเงินทอง แถมบางแห่งมีการยิงปืนฉลอง อันตรายมากๆ

บางรายจัดงานบวชใหญ่โตจนเจ้าภาพต้องกู้หนี้ยืมสินมาจัดแบบไม่ดูฐานะความเหมาะสม สึกออกมาแล้วยังใช้หนี้ไม่หมดเลย เวรกรรมจริงๆ

จึงขอร้องวิงวอนให้จัดงานบวชการแห่นาคแบบเรียบง่ายเหมือนชาวบ้านเรียกว่า ‘โกนหัว-เข้าวัด’ ก็เป็นพระได้โดยสมบูรณ์

ขออนุโมทนากับการบวชพระที่สงบมีสติมัธยัสถ์ก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น-สาธุ
อ๊อด เทอร์โบ


 บวชพระแบบสงบ-พอเพียง
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมไปบวชนาคที่วัดตลาดเกรียบ บางปะอิน อยุธยา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถึงงานจะผ่านไปด้วยดีแต่รู้สึกเป็นห่วงจากขบวนการแห่นาค

กลัวเหมือนจะเกิดขึ้นคล้ายกับวัดสิงห์ กทม. เพราะโบสถ์ห่างจากโรงเรียนประมาณแค่ 30 เมตร แค่นั้น เอาเฉพาะแห่รอบโบสถ์ 3 รอบ ก็เกือบ 2 ชม.แล้ว ค่าจ้างก็แพงเป็นหมื่น ค่าแอลกอฮอล์หลักพัน

ผมจึงอยากจะขอวิงวอนชาวพุทธทุกท่านช่วยงดเครื่องเสียงได้ไหมครับ เหมือนงดดื่มสุราในวัด

ถ้าความคิดของผมไม่ถูกใจใครต้องขออภัยด้วยครับ
อดุลย์(อยุธยา)


 กรมปศุสัตว์จัดระเบียบโรงฆ่าสัตว์เถื่อน
มีประกาศจาก ‘นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต’ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งว่าการใช้ไม้ทุบหัวสุกรก่อนฆ่าผิด พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ

จึงขอให้ศึกษากฎหมายและปฏิบัติตามและโรงงานฆ่าสัตว์เถื่อนเหล่านี้ยังผิดหลักสุขอนามัยอีกด้วย


 คุมเข้มโรงฆ่าสัตว์เถื่อน
 อย่าทำผิดกฎหมาย

กรณีที่สำนักข่าวต่างชาติแห่งหนึ่งเผยแพร่รายงาน ที่ระบุว่า การฆ่าหมูในโรงฆ่าสัตว์ของประเทศไทยมีความโหดร้ายและปราศจากมนุษยธรรมนั้น

คาดว่าน่าจะเป็นการลักลอบเข้าไปถ่ายทำในโรงฆ่าสัตว์เถื่อน ซึ่งผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และ หลักสวัสดิภาพสัตว์ เนื่องจากการใช้ไม้ทุบหัวสุกรตามที่ปรากฏในรายงานนั้น จะไม่ทำให้สุกรสลบได้แบบสมบูรณ์เพราะแรงกระแทกที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์

ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องมีขั้นตอนทำให้สัตว์สลบโดยปราศจากความทุกข์ทรมาน หรือความเจ็บปวดทางกายก่อนทำการฆ่า หากโรงฆ่าสุกรแห่งใด มีการกระทำดังกล่าวจะถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ดังนั้น ภาพที่ปรากฏในรายงานชิ้นดังกล่าว จึงสันนิษฐานได้ว่า อาจเป็นภาพจากโรงฆ่าสัตว์เถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการฆ่าสัตว์

กรมปศุสัตว์ดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2558 มีผลการจับกุมโรงฆ่าเถื่อนแล้วกว่า 490 ราย นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งว่าได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ กำหนดหรือไม่

ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ยกเลิกใบอนุญาตฯ 364 แห่ง และพักใช้ใบอนุญาตฯ 51 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์

กรมปศุสัตว์ยังคงเข้มงวดในการปราบปรามโรงฆ่าเถื่อน หากประชาชนพบเห็นโรงฆ่าเถื่อนหรือการกระทำที่ผิดกฎหมายและหลักสวัสดิภาพสัตว์ดังกล่าว โปรดแจ้งเบาะแสได้ที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการเข้าตรวจสอบและจับกุมต่อไป


 ด่านเก็บเงินสร้างปัญหา
 เรียนอธิบดีกรมทางหลวง (ผ่านคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’)

ผมขอแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทราบว่า ด่านโป่ง ทางออกบางละมุงไประยอง กม.ที่ 116 การจราจรติดขัดอย่างมาก บางช่วงเวลารถติดหน้าด่านนับชั่วโมง หรือมากกว่า จากกทม.-ชลบุรี

โดยเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบที่ไม่เหมาะสมของด่านเก็บเงินที่มีจำนวนน้อย และตั้งอยู่ใกล้ทางหลัก ส่งผลให้รถติดสะสมหน้าด่านเข้าไปบนเส้นทางหลัก และช่วงแรกที่เริ่มเก็บเงินเกิดอุบัติเหตุรถชนบ่อยครั้ง

กรมทางหลวงเพิ่มจำนวนด่านเก็บเงิน แต่ปัญหารถติดยังคงอยู่ต้องหันมาใช้ M-Pass เพราะช่องเก็บเงินตั้งอยู่ด้านขวา และว่างตลอด แต่วันนี้การใช้ช่องทางดังกล่าวก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาเพราะตำรวจทางหลวงติดกล้องเอาผิดคนขับขี่ที่ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ทำให้รถทุกคันต้องใช้ช่องทางซ้ายเพื่อเข้าด่านโป่ง

ผมต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปรับ แต่ขอถามหน่วยงานรัฐที่ออกแบบและสร้างด้านโป่ง ที่มีแต่สร้างปัญหาให้แก่ประชาชน ทั้งต้องเสียค่าผ่านทางเพิ่มขึ้น เสียเวลา และยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
วีระ (สัตหีบ)


 เรียนคุณ ‘วีระ’ สัตหีบ
ผมเองก็เดินทางไประยองและใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์และผ่านด่านโป่งนี้ก็เจอเหตุการณ์ดังจดหมายคุณบรรยายอธิบายมา

ยิ่งในวันหยุดหรือเทศกาลต่างๆ ด้วยแล้วมีปัญหาจราจรติดขัดหน้าด่านอย่างมากแถมมีอันตรายเกิดเรื่องบ่อยๆ

จึงขอให้ช่วยปรับปรุงหรือหาวิธีการที่จะทำให้เกิดความสะดวกสบายและปลอดภัยมากกว่านี้

ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นอยู่แบบนี้ตลอดไปหาตัวรอดเอาเองตัวใครตัวมัน
อ๊อด เทอร์โบ


เริ่มป่วนอีกรอบ 8ว่าที่เสนาบดีอาจสอบไม่ผ่าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376093?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มป่วนอีกรอบ 8ว่าที่เสนาบดีอาจสอบไม่ผ่าน

19 มิถุนายน 2562 – 12:55 น.
สสปาร์ตี้ลิสต์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 21,408 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐน่าจะบางเบาลงไปได้บ้าง เมื่อกาวใจยี่ห้อผู้กองตุ๋ยออกโรงมาหย่าศึกมิให้บานปลาย

เพราะกลุ่มอีสานตอนบนและกลุ่มภาคใต้ออกมาเขย่าการทวงเก้าอี้เสนาบดีกันจนเป็นข่าวพาดหัวไปสองถึงสามวัน

พ.อ.สุชาติ  จันทรโชติกุล  ส.ส.สงขลา เขต 1  พรรคพลังประชารัฐ  ระบุว่า “13  เขตภาคใต้ที่เลือกพรรคเพราะหวังว่า  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  จะแก้ไขปัญหาได้ ผมเป็นหนึ่งในแกนนำภาคใต้  ขอเรียนว่าทุกปัญหานั้น  พรรคจะดูแลประชาชนตามที่หาเสียงไว้  และทำงานการเมืองตามที่  พล.อ.ประยุทธ์วางไว้”

เอกราช ช่างเหลา  ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์  พรรคพลังประชารัฐ  สรุปว่า  “วันนี้หารือและได้ข้อสรุปตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์  และ  อุตตม สาวนายน  หัวหน้าพรรค  เข้าใจการขับเคลื่อนนโยบายพรรคและจะหาคนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรี   ส่วนจะเป็นใครขอให้เป็นดุลพินิจของ  พล.อ.ประยุทธ์ จึงมอบหมายให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาตามที่เหมาะสม”

ถ้อยแถลงของสองแกนนำสองกลุ่มจากแดนใต้และอีสาน  หลังพรรคส่งผู้กองตุ๋ยมาเคลียร์ใจจากที่เคยรับหน้าที่ไปเจรจากับกลุ่มสามมิตรและกลุ่มสิบพรรคจิ๋วจนคลื่นลมเบาบางลงได้

 มรสุมก่อนนำรัฐนาวาประยุทธ์ 2 ลงน้ำเบาลงไปนิด

เคยแจ้งเตือนลุงตู่ไปแล้วหลายคราวว่า  การตั้ง ครม.ประยุทธ์ 2 นั้น… รัฐนาวาลำนี้จะไปรอดหรือไม่ อยู่ที่ความเข้มแข็งจากภายในคือ  ความสามัคคีของคนหลากมุ้งในพรรคพลังประชารัฐต้องเกิดขึ้นก่อน รวมทั้งการผนึกกำลังกับพรรคร่วมรัฐบาล  และการปลอดข่าวทุจริต

รัฐบาลผสมที่มี พปชร.เป็นแกนนำนั้น ตอนนี้ยากยิ่งที่จะเห็นภาพคลื่นผิวน้ำสงบ เพราะ 7 พรรคฝ่ายค้านจองกฐินหลากเรื่อง ประเดิมด้วยการแต่งตั้ง ส.ว.ชุดผลัดกันเกาหลัง

ส่วนคลื่นใต้น้ำยังกระเพื่อมและพยายามยกระดับความรุนแรง แต่อยู่ที่ว่าจะกุมสภาพได้เพียงใด…เพราะจากกระแสข่าวต่อรองตำแหน่งเสนาบดี ทั้งทวงคืน แลกเก้าอี้ เจรจารอบแล้วรอบเล่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงยามนี้นั้น มันสะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า สนิมเกิดแต่เนื้อในตน…

คนในแทบทุกแวดวงติดตามข่าวสารการเมืองก็พอจะมองออกแล้วว่า มุ้งใด ขั้วไหน กลุ่มอะไร พรรคต่างๆต้องการสิ่งใดในการเป็นรัฐบาลหลังลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจบลง

การฟอร์มรัฐบาลนั้น ดีลการเมืองกับบางพรรคปิดได้ แต่บางพรรคยังออกมาขยับต่อรอง แต่คงไม่ยากเกินกำลังของ “3ป.” ในการปิดเกมให้ไว ไม่เช่นนั้นคะแนนติดลบจะตามมาอีกอื้อและยากที่จะแก้ไข

การบ้านข้อใหญ่ที่ 3ป. ต้องเร่งดำเนินการคือ

เกมภายใน พปชร. ที่ตอนนี้ภาพออกมามิงดงามเลย คือ การตีรวนกันเองของคนในอาคารปานศรี เป็นจุดอ่อนที่หยิบยกมาคราวใด สะเทือนไปทั้งบาง…

แต่บนความจริงที่หลายมุ้งใน พปชร.รับรู้กันดีคือ หากเหลียวมองไปในช่วงก่อนหน้านี้ จังหวะของกลุ่ม 4 รมต., กลุ่มสามมิตร มักปรากฏข้อมูลออกมาผ่านสื่อจนใครหลายคนมองออกว่าคนในสองกลุ่มนี้ขยับหมากในช่วงนั้นและช่วงนี้เพื่อหวังผลอะไร…

แต่บางขั้วเลือกนิ่งและได้สิ่งที่หมายปองไปง่ายๆ เช่น ขั้วของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เดินเกมประสานงานตามคำสั่งผู้ใหญ่ให้ไปจัดการในหลากสิ่งจนบรรลุผล และได้สองเสนาบดีไว้ในมือ, ปีกกปปส. และคณะคนรุ่นใหม่ พยายามไม่เป็นข่าวและไม่โวยวายขอตำแหน่ง รอลุงตู่เคาะอย่างเดียว แต่แว่วว่าแกนนำปีก กปปส.ฉุนหนัก เพราะโดนใครบางคนในพรรคปล่อยข่าวให้ร้ายตลอดมา จึงออกมาปกป้องตัวเองบ้าง

เมื่อลุงตู่บอกล่าสุดทำนองว่าการเกลี่ยเก้าอี้ ครม.คงจบไปได้ด้วยดี แต่ลุงตู่ต้องไม่ลืม ส.ส.อีสานและแดนใต้ ในพรรคที่ร่วมรบมาให้วันนี้บังเกิดขึ้นนั้นก็อย่าทอดทิ้ง เพราะบทเรียนการแบ่งพื้นที่ให้คนการเมืองจากท้องถิ่นขึ้นกุมสภาพบ้างนั้น การให้เกียรติคนร่วมรบที่บุกเบิกสนามและปักธง พปชร.ในเขตที่หลายคนไม่คิดว่าจะทำได้นั้น ลุงตู่น่าจะตรองด้วยเพื่อให้การเป็นหนึ่งเดียวในพรรคปรากฏ

มังกรเมืองสุพรรณคือตัวอย่างคนการเมืองที่ใครหลายคนศึกษาวิธีแบ่งแยกและครองใจลูกพรรคในการผลัดกันทำงานและสร้างบารมีในพื้นที่ จนพรรคสามารถประคองตัวและมีแรงต่อรองกับพรรคอื่นๆ

ปักษ์ใต้นั้นรู้ดีว่าพรรคสีฟ้าครองมาหลายปี แต่ยามนี้กระแส ปชป.และนักการเมืองบางคนชาวบ้านมิเอาด้วย จึงมาเทแต้มให้พรรคอื่นๆ รวมทั้ง 13 ส.ส.ของพปชร. และแดนอีสานก็เช่นกัน เครือข่ายคนรักแม้วมีมาตั้งแต่ปี 2544 หลายยุคบางพรรคเจาะเท่าใดก็ทลายแรงเชียร์แม้วมิได้ แต่ยามนี้ พปชร.ยังปักธงได้

ดังนั้นหากธง พปชร.ที่ปักไว้จะถาวร กำลังใจและโอกาสสร้างแต้มในระยะยาว สองกลุ่มใน พปชร.ที่ออกมาขอลุงตู่ให้วินิจฉัยใหม่กับโควตาคราวนี้ บนเกมการเมืองในระยะยาวลุงตู่มิควรละเลย

คนการเมืองรู้กันดีว่าเวลาช่วงนี้จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ลุงตู่จัดโผใหม่ได้เสมอเพราะทุกพรรคส่งโผ ครม.ถึงมือลุงตู่แล้ว และรอดูว่าใครจะสมหวังและใครจะพลาดเป้า

เวลาช่วงนี้คือจังหวะที่ต้องล็อบบี้หลังบ้านและเปิดอัตราต่อรองบนหน้าสื่อเพราะคนการเมืองอ่านออกว่าลุงตู่เคยแจ้งไปแล้วเกี่ยวกับคุณสมบัติของเสนาบดีชุดนี้ว่า ประวัติ ภาพลักษณ์ ความเหมาะสม การยอมรับ “ต้องมีครบถ้วน” ดังนั้นรอยด่างพร้อยในวันวานหากยังไม่ยุติใครบางคนก็น่าจะ “ขาดคุณสมบัติ”

ล่าสุดก็เริ่มแพลมๆ รายชื่อคนการเมืองที่อาจหยุดป้ายนี้และไม่ได้ไปต่อจากสื่อบางแขนง เหตุเพราะข้อมูลของว่าที่เสนาบดีอาจขัดกับคุณสมบัติที่ลุงตู่วางไว้ในบรรทัดข้างต้น

“8 ชีวิตคนการเมือง” ที่บางสื่อเผยออกมาว่าไม่ตรงสเปกลุงตู่ หากอยากไปต่อต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้นั้น มาจากพรรคประชาธิปัตย์คือ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกอบจ.สงขลา ว่าที่ รมช.มหาดไทย ในหลากประเด็นช่วงทำงานท้องถิ่น, สาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ว่าที่ รมช.สาธารณสุข กรณีถือครองหุ้นสื่อ

พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าที่ รมว.คมนาคม กับสิ่งละอันพันละน้อยช่วงทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย, ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ว่าที่ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับภาพลักษณ์ในอดีต แม้เจ้าตัวจะส่งไม้ให้น้องสาวรับช่วงแล้วก็ตาม, วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าที่ รมช.พาณิชย์ กับภาพลักษณ์ที่ถูกกล่าวหาในบางเรื่อง

ส่วนการถือหุ้นสื่อที่อาจเป็นจุดอ่อนของใครบางคนและอาจทำให้พลาดเก้าอี้เสนาบดีคือคีย์แมนพรรคพลังประชารัฐ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ว่าที่ รมว.ศึกษาธิการ, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เทวัญ ลิปตพัลลภ ว่าที่ รมช.อุตสาหกรรม

8 คนการเมืองนี้กับ 8 เก้าอี้รัฐมนตรี หากเคลียร์จบก็ไปต่อได้ง่าย แต่หากสะดุดยอดหญ้าอาจจะเกิดเกมภายในของแต่ละพรรคได้เสมอ และเป็นช่องที่คนพลาดเป้าจะไล่บี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่หมายปองในเวลาอันจำกัดนี้

และอย่าลืมว่า เคยแจ้งเตือนไปหลายเพลาก่อนว่าไพ่ในมือลุงตู่ที่ยังไม่ใช้คือการยุบสภา ไพ่ใบนี้จะงัดออกมาเมื่อคราวจำเป็นสุดๆ แปลว่า หากคนการเมืองยังดำเนินกิจกรรมการต่อรองเก้าอี้แบบไม่จบไม่สิ้นจนภาพลักษณ์รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแย่ลงเรื่อยๆ ลุงตู่ก็เลือกที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน คนการเมืองก็รับกรรมไป

หน้าฝน..ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376095?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หน้าฝน..ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย!?

19 มิถุนายน 2562 – 12:50 น.
สายตรวจระวังภัย,หน้าฝน,อากาศ,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 2,424 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้กับสภาพอากาศในแต่ละวัน ยิ่งแล้วเป็นคนใช้รถใช้ถนนต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการเดินทางระหว่างฝนตกย่อมมีความเสี่ยงอุบัติเหตุ หรือรถเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะการขับรถไปเจอสภาพน้ำท่วมขัง

ด้วยเหตุนี้จากความปารถนาดีของ กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) จึงได้แนะนำความปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน ซึ่งมีข้อปฏิบัติง่ายๆ คือ สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ เมื่อต้องขับรถในสภาวะฝนตกไม่ว่าจะหนักหรือเบา 1.ไม่ควรขับชิดคันหน้ามากเกินไป หรือที่มักเรียยกกันว่า “จี้ตูด” เพราะจะทำให้ระยะเบรกไม่ได้ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 2.ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เนื่องจากการขับรถเร็วมีความเสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุแม้ในสภาพอากาศปกติ ถ้าเป็นช่วงฝนตกยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังหลายเท่า เพราะทัศนวิสัยในการมองจะมีประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นจึงไม่ควรขับรถด้วยความเร็วเป็นอย่างยิ่งในขณะฝนตก 3.เปิดไฟหน้าเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งการเปิดไฟหน้าขณะขับรถระหว่างฝนตกจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น โดยเฉพาะรถเลนสวน ตรงนี้จะช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในขณะขับรถระหว่างฝนตกได้ดียิ่งขึ้น แต่อย่าเปิดไฟสูงแยงตาจนทำให้รถที่ขับสวนมามีปัญหาต่อการมอง

เมื่อเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องใช้เส้นทางที่มีน้ำท่วมขังทางตำรวจทางหลวงยังมีข้อแนะนำว่า ให้ขับรถด้วยความเร็วต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้าสู่ระบบจุดระเบิดจนเครื่องยนต์ดับและกระเด็นไปโดนคนบนทางเท้า ชะลอความเร็วเมื่อขับรถสวนทาง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไปกระทบคันหน้า อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เกิดความเสียหายและกระทบต่อการสัญจรเป็นปัญหารถติดสะสมสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ขณะเดียวกันหลังจากขับรถลุยน้ำต้องทำเบรกให้แห้ง ด้วยการขับรถช้าๆ ด้วยเกียร์ต่ำ ใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งเบาๆ พร้อมใช้เท้าซ้ายแตะเบรกเบาๆ เพื่อช่วยไล่ความชื้นออกจากผ้าเบรกจะได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพลดการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นตำรวจทางหลวงยังมี 5 วิธี ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ 1.ตรวจสอบรถก่อนจะขับรถ หมั่นตรวจเช็กรถทุกครั้งว่ารถมีการรั่วไหลสิ่งใดๆ หรือไม่ และการทำงานของไฟท้าย ไฟหน้า ไฟต่างๆ ยังทำงานดีอยู่หรือเปล่า 2.ขับรถด้วยความเร็วต่ำ การขับรถช้าจะสามารถเห็นสิ่งต่างๆ บนถนนได้ดีกว่าการขับรถเร็ว ทำให้มีทักษะในการควบคุมรถมากขึ้น จะทำให้ห่างไกลจากการเกิดอุบัติเหตุ 3.มือทั้งสองอยู่บนพวงมาลัย จะช่วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นและจะทำให้ขับรถได้ดีกว่าการจับพวงมาลัยมือเดียว นอกจากนี้ไม่ควรจะทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะขับรถ 4.อย่าให้มีอะไรมารบกวน อย่าให้สิ่งรอบข้างมารบกวน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ หรือข้อความต่างๆ ควรจะรับสายเฉพาะหลังจากที่รถหยุด หรือในขณะที่ไม่ได้ขับรถ และ 5.ระวังสิ่งรบกวนจากภายนอกรถ ไม่ควรจะมองไปข้างๆ รถมากเกินไป

          อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา การป้องกันที่ดีที่สุดคือการระมัดระวัง ไม่ประมาท เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วน่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้..!!

ยกพวกตะลุมบอน..สะท้อนมาตรการรักษาความสงบที่ต้องแก้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยกพวกตะลุมบอน..สะท้อนมาตรการรักษาความสงบที่ต้องแก้

19 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
ยกพวกตะลุมบอน,มาตรการรักษาความปลอดภัย,วินมอเตอร์ไซด์,รศพตทดรกฤษณพงศ์ พูตระกูล
เปิดอ่าน 2,377 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

วันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ของผู้คนส่วนใหญ่ หลายครอบครัวใช้ช่วงเวลาวันหยุดเดินทางไปทำกิจกรรมร่วมกัน บ้างก็ไปจับจ่ายซื้อของตามตลาดเพื่อมาปรุงอาหารกินกัน พ่อค้าแม่ขายก็เปิดร้านทำมาหากินปกติ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องไปทำงานหาเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้า จึงทำให้ถนนหนทางในกรุงเทพฯ ยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา บางเส้นทางการจราจรอาจคึกคักมากว่าวันทำงานในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ที่ ถนนอุดมสุข หรือ สุขุมวิท 103 เกิดเหตุการณ์ที่มากกว่าการจราจรคึกคัก เพราะก่อนถึงแยกอุดมสุขถนนตรงนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” ไม่ต่างอะไรกับ “สมรภูมิรบ”

ช่วงสายของวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุความรุนแรงน่าหวาดกลัว สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้ผู้คนจำนวนมาก เพราะวินรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านอุดมสุข “เปิดศึก” ปิดถนนยกพวกเข้าตะลุมบอนกัน เพราะขัดแย้งผลประโยชน์ “ตั้งวินเถื่อน” แย่งลูกค้า ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธเข้าห้ำหั่น ทั้งท่อนไม้ ท่อนเหล็ก มีด สลับกับการขว้างปาสิ่งของเป็นก้อนอิฐและหมวกกันน็อก โดยมีเสียงปืนดังสอดแทรก ประหนึ่งบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนเหมือนกับ “แก๊งมาเฟีย” ในหนังแอ็กชั่นที่ยกพวกถล่มกันยึดพื้นที่ขยายอำนาจครอบครองกิจการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ไม่มีตัวแสดงแทน มีคนตายจริง และมีคนเจ็บจริงๆ

ไม่เพียงแค่เหตุการณ์สองวินรถจักรยานยนต์ปิดศึกตะลุมบอนกันกลางถนนสาธารณะที่เกิดขึ้นล่าสุด แต่บ่อยครั้งที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับพฤติกรรม “อุกอาจ” ยกพวกเข้าทำร้ายกันแบบไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกพวกเข้าไปทำร้ายคู่อริในโรงพยาบาล การทะเลาะวิวาทของเหล่า “นักเรียนนักเลง” ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้สะท้อนถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ที่มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งก็ว่ากันไปตามขั้นตอนตัวบทกฎหมาย แต่คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือจะมีมาตรการป้องกันเหตุอย่างไรและใช้ยุทธวิธีระงับเหตุแบบไหนเพื่อยับยังไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งหลายครา ก็ควรเอามาเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาปรุงปรุงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักอาชญาวิทยา ได้วิเคราะห์สถานการณ์และเสนอแนะแนวทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบังคับใช้กฎหมายรวมทั้งแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงยกพวกตะลุมบอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย “อาจารย์โต้ง” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต มองแนวทางแก้ปัญหาไว้ 5 ประเด็น ได้แก่ ครอบครัว มาตรการการป้องกันอาชญากรรม การมีกฎหมายผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ยุทธวิธีตำรวจ และระบบการติดตามตรวจสอบ

ประเด็นแรก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ อธิบายว่า เริ่มที่ครอบครัว การเลี้ยงดู การอบรมบ่มเพาะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเห็นได้ชัดเจนว่าทุกวันนี้สังคมไทยมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น มักยุติปัญหาด้วยความรุนแรง ก็ต้องมองว่าเริ่มจากสาเหตุอะไร ซึ่งตามหลักอาชญาวิทยาได้ศึกษาการเลี้ยงดูในครอบครัว การอบรมเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นรากฐานลักษณะนิสัยและอารมณ์ โดยครอบครัวมีส่วนสำคัญในการอบรมด้วยการใช้เหตุผลให้รู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี หากไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องขัดเกลาจิตใจบุตรหลานตั้งแต่ยังเล็ก สอนให้รู้จักการเคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่ไปละเมิด ตลอดจนควบคุมการดูหนังดูละควร เนื่องจากมีบางฉากบางตอน หรือตัวละครบางตัวจะเป็นแบบอย่างในการใช้ความรุนแรงได้ เด็กเยาวชนจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างในชีวิตจริงได้ ผู้ปกครองจึงควรอยู่ใกล้ชิดปลูกฝังเหตุผลว่าหากทำแบบนี้แล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ขณะเดียวกันตัวดารานักแสดงที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล

สำหรับมาตรการการป้องกันอาชญากรรมต้องยอมรับว่าในบ้านเรายังมีน้อยมากๆ ถ้าดูจากที่มีรัฐบาล คสช. ในช่วงแรกๆ โดยเอาทหารมาจัดระเบียบสังคมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลมากมาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปและเหมือนจะวนเข้ารูปแบบเดิม ดังนั้นควรมีเจ้าภาพที่ชัดเจนเข้ามากำกับดูแล เช่นในกรุงเทพฯ ก็ให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เนื่องจากมีบ่อยครั้งที่คนขับวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือแม้คนที่ให้บริการขนส่งสาธารณะอื่นๆ เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุอาชญากรรมเสียเอง หลายคนพกมีด พกปืน ส่งผลให้ผู้โดยสารตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ถ้ามีเรื่องไม่โปร่งใสทั้งสองหน่วยงานนี้ต้องช่วยกันดู และที่เห็นบ่อยของบรรดาวินรถจักรยานยนต์รับจ้างคือการละเมิดฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถย้อนศร ขับขี่บนทางเท้า จนเกิดการละเมิดประชาชนและผู้โดยสาร หากมีเจ้าภาพที่ชัดเจนและเอาจริงเอาจังก็จะช่วยป้องกันความห่ามที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมของวินรถจักรยานยนต์รับจ้างได้มากขึ้น

ประเด็นต่อมา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ มองว่าการมีกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจจะช่วยลดความ “กร่าง” ของบรรดาวินรถจักรยานยนต์บางคนบางกลุ่มได้ ซึ่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในบ้านเรายังไม่มี ตำแหน่งหน้าที่นี้จะมีค่าตอบแทน มีเงินเดือน โดยที่ประเทศอังกฤษมีแล้ว ประเทศในยุโรปก็มี และที่ประเทศสิงคโปร์ก็มีแล้วเช่นเดียวกัน มีหน้าที่ช่วยงานสนับสนุนภารกิจต่างๆ ของตำรวจ ต้องผ่านการทดสอบ การคัดเลือกคัดกรอง ฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ต่างกับบ้านเราที่ยังใช้กู้ภัย อาสาสมัคร ซึ่งไม่ได้มีค่าตอบแทน โดยส่วนใหญ่ก็เป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือบรรดาโชเฟอร์รถแท็กซี่เข้ามาร่วมโครงการเป็นอาสาสมัครช่วยงานตำรวจ เช่น โครงการตาสับปะรด ไม่ใช่ว่าโครงการเหล่านี้ไม่ดี เป็นเรื่องดีที่ให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานตำรวจ แต่ยังมีอาสาสมัครบางคนที่ถือว่าเป็นส่วนน้อยกระทำผิด ขาดการฝึกอบรม เมื่อเคยทำงานกับตำรวจก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจจึงเป็นสาเหตุของความกร่างไม่เกรงกลัวหรือเกรงใจใครหน้าไหน

สมรภูมิรบระหว่างสองวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่เกิดขึ้นหมาดๆ ในย่านอุดมสุข เรื่องยุทธวิธีตำรวจในการเข้าระงับเหตุเป็นสิ่งที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู เพราะบานปลายปล่อยให้มีการยกพวกตะลุมบอนต่อหน้าต่อตาจนมีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่ลึกๆ แล้วการบังคับใช้กฎหมายในยุคโซเชียลมีเดียตำรวจในระดับปฏิบัติการทำงานยากมาก มาตรการตามยุทธวิธี การควบคุมฝูงชน การระงับเหตุ หากตำรวจแอ็กชั่นเหมือนที่ร่ำเรียนฝึกอบรมมา หากผลลัพธ์ไปกระทบจุดเปราะบางของสังคม ถูกกระแสโซเชียลมีเดียกระหน่ำ ส่งผลเสียต่อองค์กร และถ้าหากผู้บริหารไม่เอาด้วยกับผู้ปฏิบัติ ก็ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติลำบาก

ในส่วนเรื่องยุทธวิธีตำรวจ นักอาชญาวิทยา บอกว่า อาจเกิดการประเมินสถานการที่ผิดพลาดได้ เนื่องจากขาดการอบรมทบทวนยุทธวิธีที่ต่อเนื่องจนส่งผลต่อการตัดสินใจ ฉะนั้นต้องมีความเป็นตำรวจมิอาชีพ เพราะตำรวจ 5-6 นายไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีการทะเลาะวิวาทที่มีจำนวนคนนับสิบได้แน่นอน ฉะนั้นต้องมีหลักสูตรเฉพาะ ฝึกทบทวนอยู่เป็นประจำให้เท่าทันกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น เมื่อเผชิญเหตุจะทำอะไรได้บ้างเป็นขั้นตอน 1 2 3 4 … เช่นเบื้องต้นเปิดเสียงจากโทรโข่งนอกจากเปิดไฟวับวาบเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเสียงจะทำให้คนที่จะทะเลาะวิวาทกันเกิดการชะงัก ซึ่งจากข้อมูลงานวิจัยที่เก็บมานั้น บ่งชี้ว่าส่วนใหญ่ตำรวจที่อบรมจบมาไม่เคยนำไปใช้ และยุทธวิธีต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอด ขณะเดียวกันตำรวจบ้านเราเวลาปฏิบัติงานไม่มีอุปกรณ์อย่างอื่นนอกจากปืน ถ้าใช้อาวุธปืนก็จะกลายเป็นรุนแรงกว่าเหตุ ยิงปืนขึ้นฟ้าก็ไม่รู้ว่าหัวกระสุนจะไปตกใส่ประชาชนคนไหน เมื่อเจอสถานการณ์จึงเกิดความลังเลใจ ไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย ต้องคอยรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาต่อเป็นทอดๆ กว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจเหตุการณ์ก็เลยเถิดไปเกินจะควบคุมแล้วกระทั่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนต่อตำรวจ

“ควรมีหลักสูตรยุทธวิธีเหล่านี้ไปสอนในโรงเรียนตำรวจ และฝึกทบทวนอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ อัพเดทสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ เนื่องจากการใช้ดุลพินิจของตำรวจมีความสำคัญ” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ ระบุ

ขณะที่เรื่องระบบติดตามตรวจสอบจะต้องเป็นการเฝ้ราระวังเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนกลุ่มเสี่ยง อาทิ แท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงรถตู้ รถบัสที่เกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชน เพราะกลุ่มอาชีพนี้ต้องดูแลชีวิตประชาชนจำนวนมาก มีหน่วยงานคอยตรวจสอบควบคุมการทุจริต เช่น ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. เพราะแม้จะเป็นอาชีพที่สุจริตแต่ก็เป็นธุรกิจของกลุ่มที่มีอิทธิพลที่มีผลประโยชน์มากมาย ตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม เห็นได้ชัดเจนจากการจัดระเบียบของรัฐบาล คสช. ในตอนแรกก็เข้าที่เข้าทาง แต่หลังจากนั้นก็เงียบและกลับสู่รูปแบบเดิม

เหตุการณ์ยกพวกตะลุมบอนกันที่เกิดขึ้นในย่านอุดมสุขอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายจุดที่รอวันปะทุ มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงต้องเร่งแก้ให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน..!!

“มาตรฐานจริยธรรม”ดาบอีกด้ามใช้ฟันคนการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376091?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“มาตรฐานจริยธรรม”ดาบอีกด้ามใช้ฟันคนการเมือง

19 มิถุนายน 2562 – 12:40 น.
มาตรฐานทางจริยธรรม,พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 2,417 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ท่านผู้อ่านลองสังเกตหรือไม่ว่าเวลานักการเมืองจะเช็กบิลกันในยุคนี้มักจะอ้าง “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาตรวจสอบกัน

วันประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็มี ส.ส.ฝ่ายค้าน (วันนั้นยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่เป็นพรรคเพื่อไทยกับอนาคตใหม่) หยิบยกประเด็น “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาถล่มนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในช่วงเปิดประชุมสภาสัปดาห์นี้ก็จะนำประเด็นมาขยายแผลต่อ

จากนั้นกรณี “คุณช่อ” พรรณิการ์ วานิช รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ภาพไม่ค่อยจะเหมาะสมในอดีต ก็มีบรรดา “นักร้องเรียน” ไปยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.และองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม” เช่นเดียวกัน มาตรฐานที่ว่านี้มาจากไหน เหตุใดจึงกลายเป็นอาวุธประหัตประหารกันทางการเมือง วันนี้ “ล่าความจริง” มีคำตอบมาฝาก

“มาตรฐานทางจริยธรรม” กลายเป็น 1 ใน 8 ข้อที่เป็น “คุณสมบัติ” ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็หมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย
รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้แบบนี้ “รัฐมนตรีต้อง… (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” แล้วเราจะดูมาตรฐานทางจริยจธรรมได้จากที่ไหน ถ้าอยากดูต้องย้อนตามไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 219 จะมี “เข็มทิศ” ให้เราไปตามต่อ

มาตรา 219 บอกว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนด “มาตรฐานทางจริยธรรม” และเมื่อประกาศใช้แล้ว ให้ใช้บังคับแก่ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรีด้วย

นี่เองคือสาเหตุที่ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ถูกอ้างถึงในการตรวจสอบทั้ง “นายกฯ ลุงตู่” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ “คุณช่อ” ซึ่งเป็น ส.ส.อนาคตใหม่ เพราะถูกกำกับด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมเอาไว้ทั้งสิ้น

มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้บังคับคณะรัฐมนตรี ส.ส. และส.ว.ด้วย ใช้ชื่อว่า “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561” ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 มกราคม ปีที่แล้ว

ลองพลิกดูข้อ 5 กับข้อ 6 ในหมวด 1 ที่ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย…ข้อนี้ถูกฝ่ายค้านหยิบมาใช้ถล่ม “บิ๊กตู่” เพราะเคยทำรัฐประหาร

ขณะที่ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย…. ข้อนี้ถูกใช้ถล่ม “คุณช่อ”

เมื่อตามไปดูข้อ 27 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามี “ลักษณะร้ายแรง” ซึ่งก็แปลว่า เข้าข่ายขัดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 นั่นเอง เพราะฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ปัจจุบันยังมีมาตรฐานทางจริยธรรมประกาศออกมาเป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติ เพิ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้อีกด้วย ชื่อว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 เมื่อมาตรา 5 เอาแค่ (1) วงเล็บเดียวก็พอ “ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็จะพบว่านี่คือข้อความที่เขียนให้สอดคล้องกันมาจากมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่บังคับใช้ถึงรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ตลอดจนรัฐมนตรีด้วย

และเป็นที่น่าสังเกตว่า ความซื่อสัตย์สุจริตก็เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดอีกมาตรฐานหนึ่งที่กล่าวถึงทั้งในกฎหมายและในมาตรฐานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

จุดนี้เองที่ว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตั้งครม.เสร็จช้า เพราะเกรงว่ารัฐมนตรีหลายๆ คนมีบาดแผล มีชนักติดหลัง ถูกกล่าวหาว่าทุจริต มีเรื่องร้องเรียนในป.ป.ช. อาจถูกขยายแผลเมื่อเข้าไปดำรงตำแหน่งแล้ว

ทางออกที่หลายคนเลือกใช้บริการก็คือส่ง “นอมินี” ไม่ว่าจะเป็นน้องนุ่ง หรือภรรยา สามี เข้าไปนั่งเก้าอี้แทน

มาตรฐานทางจริยธรรมยังมีอีกหลายข้อ เช่น ไม่กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ยึดมั่นหลักนิติธรรม ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ ไม่คบหน้ากับผู้มีอิทธิพล เป็นต้น

ไม่แน่ว่าถ้าใช้มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัดจะเหลือ ส.ส.กี่คนในสภา เหลือรัฐมนตรีกี่คนในทำเนียบรัฐบาล!

เปิดวิบากกรรมชีวิตปุ๊กกี้จากอดีตดาวรุ่งสู่วันที่เป็นดาวร่วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376094?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดวิบากกรรมชีวิตปุ๊กกี้จากอดีตดาวรุ่งสู่วันที่เป็นดาวร่วง

19 มิถุนายน 2562 – 11:10 น.
ปุ๊กกี้,ปริศนา พรายแสง,ยาเสพติด,อดีตนักร้องดังยุค 90
เปิดอ่าน 6,952 ครั้ง

รายงาน…

หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) น.ส.พริสซิลลา จิวเมลลี่ หรือ “ปุ๊กกี้” ปริศนา พรายแสง อดีตนักร้องชื่อดังยุค 90 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแก๊งค้าและผลิตยาเสพติดพร้อมของกลางจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่าทั้งหมดได้จัดหายาเสพติดและร่วมกันผลิตยาเสพติดนั้น ซึ่งหากย้อนเส้นทางชีวิตของปุ๊กกี้ บอกเลยว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

สำหรับ “ปุ๊กกี้” ปริศนา พรายแสง ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย อดีตนักร้องดังยุค 90 ปัจจุบันอายุ 40 ปี มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “พริสซิลลา” จิวเมลลี่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี TAFE College Sydney Australia …. เริ่มเข้าวงการด้วยการแสดงมิวสิกซีรีส์ในอัลบั้มชุดแรกของ “ศรราม” เทพพิทักษ์ ในช่วงต้นปี 2538 จากนั้นได้ร้องเพลงประกอบละครเรื่อง เงาราหู ทางช่อง 3 ในเพลง “คงมีสักวัน” ในปีเดียวกัน ถัดมาปี 2539 ปุ๊กกี้มีผลงานเพลงอัลบั้มแรกในชื่ออัลบั้ม Pookie ถือเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก มียอดขายถึงล้านตลับและติดท็อปไฟว์ของอัลบั้มขายดี มีเพลงฮิต อย่างเพลง ขอมีเธอ และในปีเดียวกันได้รับรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลตุ๊กตาทองอีกด้วย

ปีต่อมาความฮอตของปุ๊กกี้เพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อออกอัลบั้มพิเศษ Wowderful และทำให้เพลงฮิตเช่น SHA-LA-LA-LA กลายเป็นเพลงประจำตัว และเป็นชื่อต่อท้ายว่า ปุ๊กกี้ ชาลาล่า ซึ่งอัลบั้มพิเศษนี้ก็สามารถคว้าล้านตลับไปครองด้วยเช่นกัน เรียกว่าเป็นนักร้องยุค 90 ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง

ด้านชีวิตรักของผู้หญิงคนนี้ต้องผ่านมรสุมมาไม่น้อย วัย 16 ปี ปุ๊กกี้ตกเป็นข่าวดังข่าวใหญ่เมื่อตั้งท้องกับ “ต๋อง วงทู” หรือ “สุรพันธุ์ จำลองกุล” โปรดิวเซอร์ที่ทำงานเพลงให้ท่ามกลางความไม่พอใจจากผู้เป็นมารดา “นางจารุพรรณ พรายแสง” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย ทำให้ความสัมพันธ์ของแม่ลูกเกิดเป็นรอยร้าวลึกขึ้นมา หลังอยู่กินกันร่วม 7 ปีจนมีทายาทด้วยกัน 2 คน สุดท้ายชีวิตครอบครัวไปไม่รอดลงเอยด้วยการหย่าขาดจากกันในปี 2547 ซึ่งในขณะนั้นปุ๊กกี้ได้เซ็นให้ฝ่ายอดีตสามีเป็นผู้ดูแลลูก ก่อนที่อดีตสามีจะแต่งงานใหม่กับสาวนอกวงการ โดยตอนนั้นมีข่าวว่าปุ๊กกี้ได้แอบไปหาลูกที่โรงเรียนแต่ลูกวิ่งหนีจน เชื่อว่าลูกอาจได้ข้อมูลข่าวสารตัวเองในทางที่ไม่ดี

ประสบการณ์ชีวิตคู่ที่ผิดหวังบวกกับรอยร้าวในความสัมพันธ์กับผู้เป็นมารดาได้ถูกถ่ายทอดออกมาในอัลบั้มที่มีชื่อว่า “คิดถึงแม่” ออกวางจำหน่ายในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2547 โดยมีบทเพลงอย่าง ก่อนไม่มีแม่ให้กอด, คนแรกที่รักได้ (คนสุดท้ายที่จะไม่รัก), แม่ไม่สั่งสอน, ลูกที่แย่ อยากเป็นแม่ที่ดี ฯลฯ

ต่อมาอดีตนักร้องดังก็ได้แต่งงานครั้งที่สองกับ “เอ้” ปาณสาร จันทน์หอม โดยครั้งนี้สาวปุ๊กกี้ได้ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียด้วยการประกอบอาชีพเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารพร้อมเรียนต่อด้านการบริหารการโรงแรมไปด้วย สุดท้ายก็ไม่สามารถครองรักกับสามีคนที่สองไว้ได้ จนต้องเซ็นใบหย่ากันหลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาร่วม 4 ปีก่อนบินกลับมาที่ไทยพร้อมตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าจากนี้ไปจะไม่แต่งงานอีกแล้ว

และในช่วงนี้เองปุ๊กกี้ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญาเพราะทำร้ายตัวเองและไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ จนต้องหันหน้าเข้าสู่ธรรมะจึงผ่านวิกฤติชีวิตมาได้ ในวันที่เจอมรสุมชีวิตพัดกระหน่ำ ปุ๊กกี้ยอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นคนผิดเอง บูชาความรักจนเกินเหตุ ไม่เชื่อฟังสิ่งที่แม่สอน รู้ตัวอีกทีตอนอายุ 30 แล้ว ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มดีขึ้น

กระทั่งในปี 2556 จู่ๆ ก็มีภาพตั้งครรภ์ออกมาพร้อมข่าวลือว่าท้องไม่มีพ่อ แถมยังไปแย่งสามีชาวบ้านมา สุดท้ายปุ๊กกี้ก็ออกมาเคลียร์เรื่องนี้ผ่านรายการทีวีโดยยอมรับว่ามีสามีใหม่แล้ว โดยฝ่ายชายทำธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นพ่อม่ายวัยห่างกัน 11 ปี มีลูกติดวัย 16 ปีอยู่กับภรรยาเก่า ซึ่งลูกคนที่ 3 (ชื่อซิดนีย์) ก็เกิดจากสามีคนนี้นั่นเอง 

ในช่วงแรกดูเหมือนความรักของครั้งนี้จะไปได้ดีทีเดียว ทั้งสองต่างเห็นอกเห็นใจกันเพราะเป็นม่ายด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งปุ๊กกี้ ยังมีส่วนช่วยให้สามีและลูกสาววัย 16 ปี ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกันได้พบเจอกันและพาไปเที่ยวต่างประเทศ และสามารถเข้ากับลูกของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ซึ่งปุ๊กกี้ยืนยันว่ามีความสุขกับชีวิตรักครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่แล้วก็มีข่าวซุบซิบว่าสามีคนที่สามที่ชื่อ “โต้ง” นั้นมีอาชีพค้ายาเสพติด ทำให้ปุ๊กกี้ออกมายืนยันว่าไม่จริง พร้อมซัดกลับคนปล่อยข่าวด้วยว่าเป็นพวกสติไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตามดูเหมือนวิบากกรมเรื่องความรักจะตามมาเยือนอีกครั้ง เมื่อปี 2560 ปุ๊กกี้ได้ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาชีวิตรักกับสามีคนที่สามโดยระบุว่าสามีป่วยเป็นโรคหลงตัวเอง ได้เพื่อนสนิทเป็นเมียน้อยจนมีลูกด้วยกัน พร้อมเผยว่าอาการโรคซึมเศร้ากลับมาอีกครั้ง มีความเก็บกดจนระเบิด ทำร้ายตนเอง ปัจจุบันต้องจำทนกับชีวิตคู่คาราคาซัง

“วิบากกรรม ใช่เลย ยืนยันจากประสบการณ์ตัวเองว่าสิ่งที่แม่พูดในวันนั้นมันย้อนมาวันนี้ การที่เราทำให้บุพการีเสียใจก็ส่งผลแน่นอน เราไม่ได้ฟังคุณแม่ในวันนั้น เราก็พูดกับลูกเสมอให้ดูชีวิตแม่เป็นตัวอย่างแต่ไม่ได้ให้เอาเป็นตัวอย่างเพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เอาความผิดพลาดของแม่มาดูแล้วอย่าทำ อย่าเดินตาม”

          มรสุมชีวิตไม่ได้จบเพียงเท่านี้และมีเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อช่วงกลางคืนวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ที่ปุ๊กกี้กับสามีคนที่สามได้ถูกตำรวจบุกจับคาบ้านพร้อมยาเคจำนวน 5.2 กิโลกรัม ซึ่งผลที่ออกมาเช่นนั้นก็ยอมรับว่า “เดินผิดทาง” จนชีวิตต้องพังลง

ผ่าด้ามขวานไทย สายมุสลิมแยกทาง “ผู้การชาติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376103?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าด้ามขวานไทย สายมุสลิมแยกทาง “ผู้การชาติ”

19 มิถุนายน 2562 – 11:02 น.
เก้าอี้ ครม,พลตกลชัย สุวรรณบูรณ์,สสใต้,สสภาตใต้ตอนบน,กลุ่มด้ามขวานไทย,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,อุตตม สาวนายน,รัฐบาลบิ๊กตู่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 17,741 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 19 มิถุนายน 2562

*****************

          จบแล้ว ศึกทวงเก้าอี้ รมต.ในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ อุตตม สาวนายน“ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ..ธรรมนัส พรหมเผ่า” จับเข่าคุยกับ เอกราช ช่างเหลา” แกนนำกลุ่มอีสานเหนือ พร้อม ..สุชาติ จันทรโชติกุล” ผู้นำกลุ่มด้ามขวานไทย จนเป็นที่พออกพอใจด้วยกันทุกฝ่าย

          จริงๆ แล้ว กลุ่มด้ามขวานไทยก็ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้ง 13 ..ใต้ ต่างก็มี “แม่ทัพน้อย” ที่ต่อตรงถึงผู้ใหญ่ในส่วนกลางกันคนละสาย จึงทำให้ ส..สายมุสลิม ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มใต้ตอนบน 

10 สหายใต้ตอนบน

          ต้องยอมรับว่า ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ ในภาคใต้ เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อและเกินความคาดหมาย จึงมีการประเมินกันว่า 10 ที่นั่ง ส..ใต้ตอนบนนั้น ได้มาจากหลายปัจจัย

          1.ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของ ปชปที่ชูแคมเปญหาเสียงโค้งสุดท้าย “ไม่เอาประยุทธ์” 2.ความขัดแย้งภายใน ปชป.สายใต้ ระหว่าง สาย กปปสกับสายหนุนอภิสิทธิ์ 3.คนใต้มีอาการเบื่อ ส..หน้าเดิมๆ โดยเฉพาะกรณีของสนามเลือกตั้งสงขลา

กลุ่มด้ามขวานไทย ส.ส.ภาคใต้ ตอนบน

          จะว่าไปแล้ว “ผู้การชาติ” พ..สุชาติ จันทรโชติกุล ไม่ได้คิดอยากได้ตำแหน่งรัฐมนตรี บังเอิญว่า ทวี สุระบาล อดีต ส..ตรัง คงเห็นว่า ปชปมีรัฐมนตรีหลายคน ได้เปรียบเรื่องการทำงานในพื้นที่ จึงรวบรวมเพื่อน ส..ใต้ มาตั้งเป็นกลุ่มด้ามขวานไทย ร้องขอให้ลุงตู่ช่วยหน่อย

..สุชาติ จันทรโชติกุล

          ตรวจเช็กรายชื่อ 10 .กลุ่มด้ามขวานไทย ได้แก่ วันชัย ปริญญาศิริ ส..สงขลา เขต 1, ศาสตรา ศรีปาน ส..สงขลา เขต 2, พยม พรหมเพชร ส..สงขลา เขต และ ร...อรุณ สวัสดี ส..สงขลา เขต 4, สุทา ประทีป ณ ถลาง ส..ภูเก็ต เขต 1, นัทธี ถิ่นสาคู  ส..ภูเก็ต เขต 2, รงค์ บุญสวยขวัญ ส..นครศรีธรรมราช เขต 1, สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส..นครศรีฯ เขต 2, สายัณห์ ยุติธรรม ส..นครศรีฯ เขต และนิพันธ์ ศิริธร ส..ตรัง เขต 1

          ว่ากันว่า 10 ..ใต้ตอนบน หลายรายยังงงๆ กับชัยชนะที่ได้มา เพราะกระแส “เอาลุงตู่” สู้ทักษิณธนาธร

สหายปลายด้ามขวาน

          ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ..มุสลิม พรรคพลังประชารัฐ แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมกับกลุ่มด้ามขวานไทย เพราะนับแต่ช่วงหาเสียงแล้ว ที่พรรคพลังประชารัฐ ได้แยกกันบริหารงาน ระหว่างภาคใต้ตอนบน กับ จังหวัดชายแดนใต้

          เมื่อ “อนุมัติ อาหมัด” นักธุรกิจพลังงานที่ประกาศลาออกจาก สนชก่อนเลือกตั้ง เดือน ลงมาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ และเป็นสายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ”

อนุมัติ อาหมัด

          หลังเลือกตั้ง “ผู้การชาติ” ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ดันเผลอไปเอ่ยชื่อ “ลุงป้อม” ทำนองน้อยใจนิดๆ ที่ลุงป้อมไม่เชื่อในฝีมือ เลยไม่ส่งการช่วยเหลือมาให้อีกในโค้งสุดท้าย ไม่งั้นคงกวาด ส..ใต้ตอนบน ได้อีกหลายที่นั่ง

          ..ใต้ปลายด้ามขวาน ก็มี วัชระ ยาวอหะซัน นราธิวาส เขต และ  สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส เขต และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต ที่อยู่ในการดูแลของอนุมัติ

          วันนี้ อนุมัติ อาหมัด ได้รับเลือกให้เป็น ส..ไปแล้ว เหลือแต่ “ผู้การชาติ” หรือ พ..สุชาติ จันทรโชติกุล ที่มีข่าวหนาหูในหาดใหญ่ว่า เตรียมการจะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา 

          ถ้าให้เลือกระหว่างรัฐมนตรีกับนายก อบจ. “ผู้การชาติ” คงอยากนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา มากกว่า

เสธ.แอ๊ด” เพื่อนตู่

          สนามภาคใต้ของพรรคพลังประชารัฐ อาจต่างจากสนามภาคอื่นๆ เพราะแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพน้อย ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพ ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตนายทหาร ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล..อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ และ “ผู้การชาติ” พ..สุชาติ จันทรโชติกุล 

          อย่างสนามเลือกตั้งชุมพร “เสธ.แอ๊ด” หรือ “ลุงแอ๊ด” พล..กลชัย สุวรรณบูรณ์ ก็เป็นเตรียมทหารรุ่น 12 ได้รับผิดชอบพื้นที่ชุมพรและระนอง 

พล..กลชัย สุวรรณบูรณ์

          เส้นทางชีวิตราชการทหาร ก็เริ่มต้นที่ภาคใต้ เคยดำรงตำแหน่ง ผบ..25 พัน.1 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร และ ผบ..25 พัน.2 ค่ายรัตนรังสรรค์ จ.ระนอง นอกจากนี้ยังเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการและข่าวกองกำลังผสมเฉพาะกิจไทยมาเลเซีย จ.สงขลา และหัวหน้าชุดประสานงานชายแดนไทยพม่า จ.ระนอง

          ใน เขตเลือกตั้ง เมืองชุมพร “เสธ.แอ๊ด” ฝากความไว้กับสมบูรณ์ หนูนวล เขต หวังล้มแชมป์เก่า  “สราวุธ อ่อนละมัย” พรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็พ่ายความเก๋าไปในยกท้ายๆ

          หลังเลือกตั้ง “เสธ.แอ๊ด” กับ “บิ๊กเจี๊ยบ” ได้รับการเลือกเป็น ส.เรียบร้อยโรงเรียนเพื่อนตู่

เกมที่พลาด…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมที่พลาด…

19 มิถุนายน 2562 – 09:45 น.
เกมที่พลาด,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,385 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ยามนี้คนการเมืองหลายพรรคยังจดจ่อกับการเมืองสนามใหญ่ที่มีข่าวแย่งเก้าอี้กันพัลวัน แต่บางพรรค เช่น อนาคตใหม่ที่ไม่สนเรื่องอนาคตของพรรคตัวเองที่แขวนบนเส้นด้าย เพราะแกนนำพรรคลุยสนามท้องถิ่นมาหลายวันแล้วและมีท่าทีที่จะสมหวังในหลายสนามเสียด้วย

แว่วมาจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ว่า พรรคเพื่อแม้วเจรจาความแบ่งพื้นที่สนามท้องถิ่นให้พรรคบ้านใกล้เรือนเคียงไปปักหมุดไว้ล่วงหน้าก่อนและยังหารือคร่าวๆ ว่าหากวันข้างหน้าพรรคสีส้มอาจต้องมีอันเป็นไปบนถนนการเมือง การผ่องถ่ายกำลังพลมายังเครือข่ายและไม่ให้ไหลไปยังขั้วหนุนลุงตู่นั้นจะสกัดไว้อย่างไรกันแล้ว

ยามนี้เมื่อหมูไม่กลัวน้ำรัอน “เสี่ยเอก” แห่งพรรคสีส้มจึงลุยไฟและวาดหวังว่าอนาคตใหม่จะกุมสภาพการเมืองตั้งแต่สนามท้องถิ่น คือ อบต. อบจ. เทศบาลทั้งสามระดับ (ตำบล, เมือง, นคร) เมืองพัทยาและสนามเมืองกรุงเพราะมั่นใจแล้วว่าพรรคสีส้มจะปักธงได้ชัวร์! เพื่อให้การเมืองท้องถิ่นเป็นพลังให้สนามส.ส.ในวันข้างหน้า

          “อนาคตใหม่” รุกคืบเจาะแต้มนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ คนหน่ายการเมือง รวมทั้งท้องถิ่น แบบหนักหน่วงโดยรุกผ่านโซเชียลมีเดียและมีการสัญจรไปให้การสนับสนุนหลากกิจกรรมและจัดสัมมนาตามต่างจังหวัดทั่วไทย

แว่วว่า…เกมนี้ฝ่ายหลังบ้านของลุงตู่เคยประมวลผลเสนอไปพักใหญ่แล้วว่าหากปล่อยให้พรรคสีส้มไปเกาะเกี่ยวแต้มจากนักเรียน/นักศึกษา/คนรุ่นใหม่/คนหน่ายการเมืองทางสังคมออนไลน์ได้แล้วนั้น “จะพลาดอย่างแรง”

แต่สิ่งที่ฝ่ายหลังบ้านของลุงตู่แจ้งเตือนกลับนิ่งในลิ้นชักเพราะใครบางคนที่ใกล้ตัวลุงตู่เชื่อมั่นว่าอดีตเสมา 1 น่าจะคุมเกมนี้ได้เพราะคนรับรองการทำงานของอดีตเสมา 1 ที่จะดูแลนักเรียนนักศึกษานั้นเป็นคนของบุคคลซึ่งลุงตู่เกรงใจ!

ทราบมาว่า…บางเรื่องราวในลิ้นชักที่ปิดตายไปคือทีมหลังบ้านลุงตู่จับไต๋ในสิ่งที่พรรคสีส้มเน้นในวิถีคนรุ่นใหม่คือการสอดใส่ความคิดทางสังคมออนไลน์โดยวิธีจะคล้ายๆ ปลุกระดมทางการเมือง เพราะเด็กและเยาวชนสามารถปลูกฝังความคิดให้มองมุมเดียวได้ง่าย เพราะอย่าลืมว่าเด็กและเยาวชนไม่รู้ประวัติศาสตร์ทางการเมือง และไม่มีข้อมูลเชิงลึก และคนรุ่นใหม่มักจะมองด้านที่เห็นได้ง่ายจากสังคมออนไลน์

“ข้อมูลในสังคมออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่เสพนั้นมักจะเห็นแต่สิ่งที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะสื่อออกไป และอนาคตใหม่รุกไปเร็วมากในช่วงที่ผ่านมาเพราะพรรคสีส้มได้รายชื่อเยาวชนทั้งประเทศผ่านเครือข่ายสภาเยาวชนและสนนท. โดยใช้สื่อออนไลน์ รุกติดตัวคนรุ่นใหม่ทั้งประเทศ”

เมื่อมองมายังภาพความจริง…แม้ว่าหลายเรื่องหลายราวในสิ่งที่เสี่ยเอกและคณะขายไอเดียออกมาในช่วงที่ผ่านมานั้น มันแทบแตะต้องไม่ได้ในความเป็นจริง แต่เมื่อมีสิ่งใหม่ที่ฉีกแนวกว่าสิ่งที่ดำรงอยู่มันจึงไม่ยากเลยที่สีส้มจะครองใจคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ที่ส่ายหน้าการเมืองแบบเดิมๆ!

แว่วว่า…ข้อมูลในลิ้นชักของสตาฟฟ์หลังบ้านลุงตู่ ที่สรุปไปเมื่อนานมานี้ยังชี้ว่า “รวมทั้งผู้นำของสถาบันอุดมศึกษาไม่สนใจที่พรรคสีส้มดำเนินการแบบนี้เพราะไม่อยากปวดหัวกับเยาวชน บรรดาอาจารย์จึงใส่เกียร์ว่าง?”

ข้อมูลในลิ้นชักแจ้งข้อมูลเชิงลึกไปอีกว่า “ส่วนเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น พรรคสีส้มรุกผ่านรายชื่อที่ได้จากหนึ่งในเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ไปสร้างความหวังให้ผู้นำท้องถิ่นที่ไม่มีเงินทุนให้มาสวมเสื้อสีส้มเพื่อลุยสนามนี้เต็มที่”

          ในเมื่อหมากเกมหน้าที่เครือข่ายสีส้มวางไว้แบบนี้และเหลียวมองเกมที่พรรคแกนนำรัฐบาลคือพลังประชารัฐ ที่ยังมะรุมมะตุ้มศึกชิงบัลลังก์ครม.ตู่ 2 จนละเลยสนามท้องถิ่นแบบนี้

การขันนอตควรบังเกิดได้แล้วเพราะไม่ช้าไม่นานนี้การหย่อนบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นจะบังเกิด หากยังมีแต่กระแสข่าวแย่งเก้าอี้แบบไม่จบไม่สิ้นนั้น ตอนนี้ยังมองไม่เห็นความถาวรของพปชร.เลยในทุกสนาม….

เมื่อเกมที่วางหมากพลาดไปแล้วหากขั้วหนุนลุงตู่ยังไม่เร่งรีบปรับตัวโดยใช้สังคมอออนไลน์มาสู้เพื่อให้ข้อมูลทั้งสองด้านเกี่ยวกับการเมืองไทยในวันวานยันวันนี้ เพื่อให้มีการดุลน้ำหนักและให้คนรุ่นใหม่คิดต่อยอด โดยไม่มองและฟังเพียงด้านเดียวดั่งที่เป็นอยู่ในยามนี้

เกมนี้ยังมีเวลาให้ปรับแก้…ดังนั้นคนที่รักษาการรมว.ศึกษาธิการในตอนนี้ “อย่านิ่ง” ต้องเร่งวางแนวทางเพื่อส่งไม้ให้รมว.ศธ.และทีมกลยุทธ์ของรัฐบาลและพปชร.ไปขับเคลื่อนต่อให้ทันต่อก้าวที่พลาดไปมากแล้วให้แก่พรรคสีส้ม และควรเร่งยุติการฟัดกันเองในบ้านให้ไวสุด

หากสองข้อนี้ยังไม่ขับเคลื่อนในเร็วๆ นี้ รับรองผลล่วงหน้าเลยว่าลุงตู่และพลพรรค “ยับเยิน” แน่นอนในสนามดังกล่าวและจะลามมายังสนามใหญ่แบบช่วยไม่ได้!