“รมต.แป้งมันพันล้าน” ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์สาย 24

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376476?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“รมต.แป้งมันพันล้าน” ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์สาย 24

21 มิถุนายน 2562 – 12:02 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,้แรมโบ้อีสาน,กำนันป้อ,วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล,หมอแหยง,นพสำเริง แหยงกระโทก
เปิดอ่าน 10,773 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 21 มิ.ย.62

**************

          นับแต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กราบสักการะย่าโม พร้อมชักดาบเอาฤกษ์เอาชัยที่นครราชสีมา ช่วงต้นปี 2561 ได้ประกาศตัวแม่ทัพเลือกตั้งโคราชชื่อ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และ “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.โคราช 

          เบื้องต้นเสี่ยหนูสัญญาใจไว้กับกำนันป้อ หากเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง กำนันป้อได้เก้าอี้รัฐมนตรีแน่นอน และหมอแหยงก็เตรียมตัวเป็นนายก อบจ.โคราช  

วันแรกที่กำนันป้อ และหมอแหยง พาเสี่ยหนู มากราบย่าโม

รัฐมนตรีแป้งมัน

          ลองมาดูผลงานจากสนามเลือกตั้งของ “กำนันป้อ” ว่าสมควรจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์หรือไม่?

          สมรภูมิเมืองย่าโมใหญ่โตมาก พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ต่างทุ่มสรรพกำลังเข้าห้ำหั่นกันดุเดือด

วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล 

          กำนันป้อวางเป้าหมายไว้ที่เขต 9 (.หนองบุญมากและเขต 10 (.ครบุรี.เสิงสางเนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์มวลชนไร่มันสำปะหลังของโรงงานแป้งมันเอี่ยมเฮง อ.เสิงสาง และโรงงานแป้งมันเอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม อ.หนองบุญมาก

หมอแหยงสำเริง แหยงกระโทก

          ผลเลือกตั้งก็เป็นไปตามเป้าหมาย อภิชา เลิศพชรกมล (ภท.) ชนะ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ (พปชร.) และลูกน้องกำนันป้อพรชัย อำนวยทรัพย์ (ภท.) ชนะ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ (พปชร.)

          เดิมทีกำนันป้อสังกัดค่ายเพื่อไทย เที่ยวนี้ได้เจรจากับนายใหญ่บุรีรัมย์ลงตัว จึงอาสายึดชายขอบโคราช

พ่อกำนันป้อผู้มากบารมี

           วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ฉายา “แป้งมันพันล้าน” มาจาก วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นประธานบริหารบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด ซึ่งมีโรงงานอยู่ แห่งคือ อ.เสิงสาง อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา และจ.อุบลราชธานี

          ส่วนชาวบ้านจะรู้จักเสี่ยแป้งมันพันล้านในนาม “พ่อกำนันป้อ” ผู้มีบทบาททางสังคมหลายอย่าง อาทิ ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง และกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง ส่วนภรรยายลดา มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ชมรมทูบีนัมเบอร์วัน (เอี่ยมเฮง.เสิงสาง 

           ก่อนหน้านั้นตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เคยมีบทบาทการเมืองในโคราช โดย “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” (เจ้าของโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้วเป็น ส..นครราชสีมา สองสมัย และสามีของจิตรวรรณ คือ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็เคยเป็น ส..นครราชสีมา

          เวลานี้แป้งมันเอี่ยมบูรพาถอยไป ได้เวลาแป้งมันเอี่ยมเฮงเป็นใหญ่ในแผ่นดินย่าโม

ยุทธศาสตร์สาย 24 

          สมรภูมิอีสานเป็นเป้าหมายหลักของพรรคภูมิใจไทย แม้เลือกตั้ง 2562 เตรียมทำการบ้านมาดี แก้จุดอ่อน ปีที่แล้ว หวังซิวเก้าอี้ “ส..เขต” ในอีสานใต้ นับแต่บุรีรัมย์ ที่นั่ง สุรินทร์ ที่นั่ง นครราชสีมา ที่นั่ง และชัยภูมิ ที่นั่ง

          เอาเข้าจริงก็ทำได้แค่ยึดบุรีรัมย์ โคราช ที่นั่ง ชัยภูมิไม่ได้เลย และที่น่าผิดหวัง สนามสุรินทร์ ภูมิใจไทยยังเอาชนะกระแสทักษิณไม่ได้ ขนาด “ปกรณ์ มุ่งเจริญพร” ทีมงานเพื่อนเนวินเมืองช้าง ทำงานสร้างฐานมวลชนต่อเนื่อง

          “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มากบารมีบุรีรัมย์ จึงต้องมาปรับแผนยึด “นายก อบจ.” ตามเส้นทางยุทธศาสตร์สาย 24 (โชคชัยเดชอุดมไล่ตั้งแต่บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา


เนวิน และเสี่ยหนู ยึด 3 อบจ.

          สนามท้องถิ่นเมืองบุรีรัมย์ไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนที่เมืองช้าง “กิติเมศวร์ รุ่งธนเกียรติ” นายก อบจ.สุรินทร์  กลุ่มเพื่อนเนวิน อาจต้องเจอศึกใหญ่ หากพรรคพลังประชารัฐส่งทีมเข้าชิงเก้าอี้ 

          ที่น่าจับตาคือศึกชิงนายก อบจ.นครราชสีมา ที่ “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.โคราช ถูกวางตัวไว้สำหรับค่ายภูมิใจไทย หากไม่มีแผนเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่

          ส่วนค่ายพลังประชารัฐ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงษ์ และกำนันประนอม โพธิ์คำ เสนอตัวจะสวมเสื้อพรรคลงชิงนายก อบจ.เมืองย่าโม แต่ว่าพลังประชารัฐโคราช ยังมีปีกของ วิรัช รัตนเศรษฐ ที่ได้ ส..เป็นกอบเป็นกำ ไม่รู้ว่าเสี่ยวิรัช จะเอาด้วยหรือไม่?

          กำนันป้อในฐานะเสนาบดีป้ายแดงก็คงต้องลงแรงอีกหน ยึดการเมืองท้องถิ่นให้อยู่ในมือนายใหญ่บุรีรัมย์

สัมผัส”ยอดเขาขี้อายเอเวอเรสต์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัมผัส”ยอดเขาขี้อายเอเวอเรสต์”

21 มิถุนายน 2562 – 11:00 น.
Everest,เอเวอเรสต์
เปิดอ่าน 1,828 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          เส้นทางค้นหา..ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

การทำความฝันให้เป็นจริงด้วยการไปชื่นชม ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่เบสแคมป์ นั้น ในอดีตต้องใช้พลังขาเดินเขาขึ้นไปอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 8-10 วันเท่านั้น แต่ในวันนี้ใครมีตังค์แล้วไม่อยากลำบากสามารถจ่ายเงินเหมาลำเฮลิคอปเตอร์บินไปลงที่เบสแคมป์ถ่ายรูปเท่ๆ มาอวดเพื่อนได้เลย

แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปคือ การอดพิสูจน์ว่า “ร่างกาย” ของเรามีความอึดหรือความทรหดสะสมไว้มากน้อยเท่าไร เพราะ “ยิ่งขึ้นสูง ยิ่งอยู่นาน ยิ่งท้าทาย” และธรรมชาติมักมีรางวัลรอมอบให้ผู้พิชิตความยากลำบากได้เสมอ…

วันที่ 4-5 Phakding – Namche Bazaar ความสูง 3,440 เมตร

“บีไนฟ์” (Binaya) ไกด์ของเราเตือนแต่เช้าว่า ขอให้กินเบรกฟาสต์เยอะๆ เพราะต้องเดินระยะทางไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร ประมาณ 8 ชม. ช่วง 3 กิโลเมตรสุดท้ายจะเป็นบันไดหินสูงชันต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง พวกเราออกเดินทางตั้งแต่ก่อน 8 โมงเช้า การเดินไต่ระดับด้วย “วอล์กกิ้ง สติ๊ก” หรือไม้ค้ำยันช่วยในการทรงตัวเวลาปีนขึ้นบันไดหินใหญ่ๆ ต้องคอยปรับไม้ค้ำ “วอล์กกิ้ง สติ๊ก” ให้เหมาะสม (เคล็ดลับ : หากเดินทางเรียบต้องปรับให้พอดีแขน ขึ้นบันไดต้องปรับสั้นกว่าปกติ ถ้าลงบันไดต้องปรับยาวหน่อย)

ที่สำคัญระหว่างทางเดินต้องระวังจังหวะหลบหลีกขบวนคาราวาน จามรี ม้า ควาย ที่ใช้ขนแบกสินค้าขึ้นลงภูเขา พวกมันเดินกันแบบเจ้าถิ่นไม่หลบให้ใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราต้องคอยหลบแทน เพราะถนนคับแคบ ความกว้างแค่ 2-3 เมตร หลบไม่ดีตกเขาได้ง่าย และต้องเตือนตัวเองให้หลบถูกทางด้วย คือหลบไปทางฝั่งภูเขาไม่ใช่ฝั่งหน้าผา “บีไนฟ์” เล่าว่า เมื่อไม่กี่วันที่แล้ว มีข่าวฝรั่งคนหนึ่งตกหน้าผาเสียชีวิต เพราะยืนหลบขบวนคาราวานเจ้าถิ่นผิดฝั่ง ไปอยู่ฝั่งหน้าผา แล้วโชคร้ายโดนเบียดลื่นไถลตกลงไป ไม่มีใครช่วยได้ทัน

วันนี้เดินลัดเลาะมาสักพัก รู้สึกเหนื่อยกว่าเมื่อวานมาก ต้องหยุดพักดื่มน้ำเยอะๆ ปรับร่างกายสมดุล ปกติเวลาอากาศเย็นคนเรามักรู้สึกไม่หิวน้ำ แต่ที่จริงแล้วร่างกายต้องการน้ำไปทดแทนการสูญเสียพลังงานและเหงื่อที่แห้งออกมาโดยไม่รู้ตัว (เคล็ดลับ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 5 ลิตร เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ dehydration symptoms)

จุดที่เป็นไฮไลท์ของวันนี้คือ สะพานฮิลลารี่ (Hillary bridge) สะพานเหล็กผูกผ้ามงคลหลากสีสัน มองลงไปด้านล่างเห็นเป็นลำธารน้ำสีฟ้าใสไหลแรงกระทบโขดหิน จินตนาการว่าน้ำคงเย็นยะเยือกน่าดู บีไนฟ์อธิบายว่า กระแสน้ำในลำธารไหลแรงจนปลาอาศัยอยู่ไม่ได้ ทำให้เมนูอาหารท้องถิ่นไม่มี “ปลา” แม้ว่าหมู่บ้านและที่พักหลายแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากลำธาร

หลังจาก “สะพานฮิลลารี่” ก็เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงเมืองนัมเช บาซาร์ ถือเป็นเส้นเดินไต่บันไดหินโค้งชันโหดน่าดู พวกเราหยุดพักยืนหอบหายใจเกือบทุก 15 นาที กว่าจะไต่ผ่านมา 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง หลายคนหมดแรงแทบถอดใจ ไกด์หนุ่มของเราส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจเป็นระยะๆ ว่าอีกนิดเดียว อีกนิดเดียว !

ตอนนี้เข้าใจกระจ่างแล้วว่า ทำไมต้องให้หยุดพักนอนเอาแรงพร้อมปรับสภาพร่างกายที่นัมเช 2 คืน เพราะแต่ละก้าว แต่ละก้าว เหมือนไปดึงพลังแรงงานที่สะสมมาเกือบหมดร่างกาย ยิ่งช่วง 1 ชั่วโมงสุดท้ายหลังจากเดินและปีนเขามาแล้วกว่า 7 ชั่วโมงนั้น กว่าจะก้าวขาขึ้นบันไดแต่ละขั้นได้ ต้องหยุดสูดหายใจลึกๆ 2–3 ที แอบกระซิบบอกตัวเองว่า ไม่รีบๆ สู้ๆ !!

พวกเราแทบเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มาถึงตอนเกือบ 4 โมงเย็น เมื่อมองไปข้างหลังไม่เห็นกลุ่มนักเทรคกิ้งเดินตามขึ้นมาเลย มีเพียงกลุ่มผู้สูงวัยฝรั่งไม่กี่คนเท่านั้น แต่เมื่อมองข้างหน้าเห็น วิวพาโนรามาของเมืองนัมเช บาซาร์ บ้านหินสีเทาขอบประตูสีฟ้าแดงเขียว สร้างเรียงไล่ระดับสูงต่ำสวยงามหลากสีสันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สายตาเหลือบไปเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยเปลี่ยนเป็นจินตนาการถึงถ้วยข้าวสวยร้อนๆ ปลาย่าง และซุปมิโซะขึ้นมาทันที

ระหว่างพัก 2 คืนปรับร่างกายให้คุ้นเคยกับความสูง 3,000 กว่าเมตร พวกเราเดินขึ้นภูเขาเล็กๆ ไปชม Sagarmatha National Park จุดแรกของเส้นทางนี้ที่สามารถมองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ แม้มองเห็นได้ไกลๆ แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นด้วยตาจริง แม้อยู่ไกลลิบลับและมีเทือกเขาอื่นซ้อนบังอยู่ พวกเรามองด้วยความปลาบปลื้มปีติ แต่ชื่นชมได้แค่ไม่กี่นาที เมฆหมอกก้อนใหญ่ก็พัดมาปกคลุม สมกับที่ได้ฉายาเป็นยอดเขาหนุ่มขี้อายจริงๆ

ภายในห้องพักที่นัมเช มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำอุ่น หลายคนไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันตั้งแต่ลุคลา ก็ได้อาบน้ำที่นี่เป็นครั้งแรกเป็นที่พักแห่งเดียวที่มีไดร์เป่าผมให้ยืม นอกนั้นพวกเราไม่ได้อาบน้ำเลยอีก 6–7 วันข้างหน้า นอกจากบางคนทนไม่ไหวจริงๆ ยอมอาบน้ำกึ่งอุ่นกึ่งเย็น แต่ก็เสี่ยงกับการจับไข้ไม่สบายได้ง่ายๆ

หลังจากพักผ่อนเดินเล่น กินขนม กินอาหารและช็อปปิ้งอุปกรณ์ที่ขาดหรืออยากได้เพิ่ม ร่างกายก็สะสมพลังขึ้นมาใหม่ พร้อมออกเดินทางต่ออีกครั้ง วันที่ 6  Pangboche ความสูง 3,985 เมตร ระยะทางเดิน 10 กิโลเมตร ไม่มีบันไดหินชันให้ปีนป่ายมากนัก เพียงแต่ต้องเดินช้าลง เพราะออกซิเจนเริ่มน้อย ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชม. เข้าสู่ที่พัก พวกเราเริ่มมีอาการปวดหัวจาก “อาการแพ้พื้นที่สูง” (Altitude sickness) หรือเอเอ็มเอส (Acute Mountain Sickness : AMS) (เคล็ดลับ : พยายามกินน้ำชาใส่ขิงสับกับน้ำผึ้งเยอะๆ วันละหลายๆ แก้ว)

สิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนการเข้านอนคือการปรับตัวให้เข้ากับอากาศ (acclimatization) ด้วยการเดินขึ้นไปให้สูงกว่าที่เราพักประมาณ 200 เมตร อยู่บนนั้นอย่างน้อย 30 นาที เมื่อลงมาถึงที่พักจะทำให้นอนหลับสบายขึ้น เปรียบเสมือนเวลาก่อนออกกำลังกายแล้วยืดขาก้มตัวมากๆ รู้สึกตึงแข็งที่กล้ามเนื้อ แต่พอหยุดทำแล้วจะรู้สึกกล้ามเนื้อผ่อนคลายขึ้นทันที

พอถึงวันที่ 7 การเดินขึ้นเขาจาก Pangboche ไป Dingboche ความสูง 4,410 เมตร และวันที่ 8 ไปถึง Lobuche ความสูง 5,030 เมตร ระยะทางวันละกว่า 8-9 กม. การเดินเขาด้วยความสูงขนาดนี้ ออกซิเจนเริ่มน้อยลงทำให้ใช้เวลามากขึ้นเรื่อยๆ เดินช้าและหยุดพักระหว่างทางเป็นระยะๆ แนะนำให้เริ่มออกเดินทางเช้าตรู่ตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อให้ไปถึงที่หมายก่อนเย็น

วันที่ 9 คือวันแห่งความตื่นเต้นที่สุด ! เพราะเรากำลังจะไป Gorakh Shep ความสูง 5,140 เมตร แม้มีระยะทางลดเหลือแค่ 4.5 กิโลเมตร แต่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 ชม. อากาศที่มีออกซิเจนเบาบาง หลายคนมาไม่ถึงเพราะอาการแพ้ความสูงแผลงฤทธิ์อย่างรุนแรง นักเทรคกิ้งส่วนหนึ่งร่างกายทนไม่ไหว ปวดหัว อาเจียน เดินเซ กินยาอะไรก็ไม่หาย ไกด์ต้องปลอบใจ พาแยกตัวออกจากทริป เดินกลับลงพื้นที่ต่ำเพื่อให้ร่างกายรับออกซิเจนมากขึ้น

เมื่อมาถึง Gorakh Shep หลังหยุดพักรับประทานอาหารเที่ยง พวกเราตัดสินใจขอเดินลุยต่อไปอีก 3 ชั่วโมง เพื่อทำความฝันให้กลายเป็นความจริงสักที ขอยอมรับว่าเส้นทางช่วงสุดท้าย 3.5 กิโลเมตร ก่อนพิชิตพื้นที่เป้าหมาย เอเวอเรสต์เบสแคมป์ เป็นช่วงสาหัสสุด เพราะเกิดอาการปวดหัวกันถ้วนหน้า แต่ละก้าวที่เดินไปอย่างช้าๆ นั้นรับรู้ได้ถึงหัวใจเต้นหนักๆ พร้อมเสียงหายใจหอบรัวๆเป็นระยะๆ

เส้นทางโค้งสุดท้าย เป็นพื้นทางเดินเต็มไปด้วยก้อนหินหลากหลายขนาด แซมด้วยพุ่มไม้ต่ำหรือต้นสนเตี้ยๆ บรรยากาศข้างทางสวยแปลกตา มีธารน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งขาวโพลนล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาหิมาลัยที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะซ้อนๆ กัน ช่วงใกล้ถึงอีบีซี จะมองเห็นเต็นท์สีเหลืองจัดวางเป็นกลุ่มๆ พื้นที่นี้ห้ามเข้าเพราะสงวนไว้สำหรับนักไต่เขาที่หวังจะขึ้นไปพิชิตยอดสูงสุด 8,848 เมตร

ในที่สุดกรุ๊ปเราก็ทำสำเร็จ ทุกคนมาถึง “ก้อนหินธงชัย” เต็มไปด้วยธงเล็กๆ สีสันสวยงามขึงร้อยเรียงเป็นสัญลักษณ์…

เอเวอเรสต์เบสแคมป์ ไม่มีป้ายชื่อใหญ่โต นอกจากก้อนหินธงชัยแล้วก็มีก้อนหินยักษ์พ่นสีสเปร์ยกระป๋องเป็นอักษรสีแดงคำว่า “EVEREST BASE CAMP 5364 m” จุดเช็กอินสำคัญที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปแอ็กชั่นถ่ายรูปให้ได้

แทบไม่น่าเชื่อว่า ความรู้สึกปวดหัว ปวดร้าวกล้ามเนื้อแขนขา ที่ทรมานมาหลายชั่วโมง หายเป็นปลิดทิ้งทันที….

เสมือนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเทือกเขาแห่งนี้ มอบเป็นรางวัลให้ผู้ทุ่มเทพลังกายและพลังใจจนมาถึงที่นี่ได้ ความรู้สึกที่มองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ใกล้ๆ ชัดๆ ด้วยตาตัวเองนั้น ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร…

ใครอยากสัมผัสความรู้สึกนี้ ให้ตัดสินใจวิ่งตามความฝันไปเลย …สุดยอดเส้นทางมหัศจรรย์ของโลก !

The best view comes after the hardest climb !

ทะเบียนป้ายแดงปลอม!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376449?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทะเบียนป้ายแดงปลอม!?

21 มิถุนายน 2562 – 09:45 น.
สายตรวจระวังภัย,ทะเบียนป้ายแดงปลอม,กรมการขนส่งทางบก
เปิดอ่าน 4,716 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ข้อมูลกลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก เมื่อปี 2561 ระบุว่า ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครมีปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้น 8.5 ล้านคัน นั่นหมายถึงเฉลี่ยชั่วโมงละ 97 คัน หรือนี่อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพจราจรในเมืองหลวง และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงเห็น “รถป้ายแดง” วิ่งกันดาษดื่นไปทั่วท้องถนน แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า “ทะเบียนป้ายแดง” ที่เราถอยรถออกจากโชว์รูมต่างๆ เป็นของจริงถูกต้องตามกฎหมาย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “อดีตมือปราบโจรลักรถ” อย่าง พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ ผกก.ฝอ.บก.ภ.จว.อุทัยธานี มีข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ ว่าคนที่เคยออกรถป้ายแดงคงพอจะทราบเรื่องค่ามัดจำทะเบียนรถป้ายแดง 3,000 บาท ในเวลาออกรถจากโชว์รูม ซึ่งพูดง่ายๆ ก็เหมือนเป็นการเช่าป้ายมาใช้ชั่วคราว โดยเงินดังกล่าวจะได้รับคืนเมื่อคุณนำรถมาเปลี่ยนเป็นป้ายขาวในภายหลัง แต่ระยะหลังยอดขายรถในแต่ละวันมีสูงมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ป้ายแดงนั้นไม่พอต่อความต้องการ จึงเป็นที่มาของ “ป้ายแดงปลอม”

ล่าสุดมีเคสป้ายแดงปลอมจากโชว์รูมสอบถามเข้ามายังอดีตมือปราบโจรลักรถ จึงขอให้ความรู้เกี่ยวกับป้ายแดง สำหรับการชื้อขายรถใหม่จากโชว์รูม ต้องตรวจรถให้ละเอียดพร้อมเอกสารต่างต่างดังนี้ 1.สมุดทะเบียน (กรณีรถจดทะเบียน) 2.ใบโอนรถ 3.เอกสารประกันภัย/พ.ร.บ. 4.ใบเสร็จรับเงินค่าดาวน์ 5.ใบเสร็จค่ามัดจำป้ายแดง 6.สมุดคลุมป้ายแดง 7.ป้ายแดง (มีตรา ขส.) 8.คู่มือรถ 9.เอกสารรับประกันต่างๆ สำหรับผู้นำรถใหม่ป้ายแดง ซึ่งอนุญาตให้สำหรับรถที่ใช้เพื่อขายหรือซ่อมแซมมาใช้งานโดยไม่จดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้อง ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในส่วนนั้น และเพื่อให้สะดวกต่อการติดตาม

“ในกรณีที่รถสูญหายหรือนำไปก่ออาชญากรรม ได้ข่าวทางกรมการขนส่งมีแนวโน้มจะยกเลิกการใช้ป้ายแดงในอนาคต สำหรับความป้ายแดงผิดอย่างไร ในเมื่อพ.ร.บ.รถยนต์ 2522 ม.27 กำหนดให้ขับขี่ได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ว่าหลังเวลาพระอาทิตย์ตกผู้ขับขี่จะต้องกรอกรายละเอียดชื่อผู้ขับขี่ วัน เวลา ที่เดินทางลงในทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับจากบริษัทจำหน่ายรถยนต์ที่มอบให้แก่ผู้ซื้อแสดงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเอกสารในการออกรถ นี่คงพออนุโลมในการขับได้” พ.ต.อ.อรรถพร อธิบาย

พ.ต.อ.อรรถพร ย้ำด้วยว่า จุดสังเกตป้ายแดงจริงจะมีตำหนิพิเศษที่กรมการขนส่งทำไว้ป้องกันการปลอมแปลง เช่น มีตรา ขส.ปั๊มนูน มุมล่างขวามีเลขคลุมแผ่นป้าย มุมล่างขอบช้ายมีลายน้ำรูปคลื่น และลายน้ำตรากรมการขนส่งในแผ่นป้าย

สำหรับกฎหมายรถป้ายแดงที่ควรรู้ คือ 1.รถใหม่มีอายุการใช้ป้ายแดงได้ 30 วัน หากเจ้าของรถป้ายแดงท่านใดฝ่าฝืนโดยนำรถป้ายแดงมาใช้เกินกว่า 30 วันแล้วในทางกฎหมายถือว่ามีพฤติกรรมที่จะหลีกเลี่ยงภาษี และมีโทษปรับจากการใช้ป้ายแดงเกินระยะเวลากำหนดอยู่ที่ 1 หมื่นบาท 2.ต้องจดบันทึกการใช้รถในสมุดคู่มือการใช้รถ เนื่องจากกฎหมายจราจรมาตรา 28 ระบุไว้ว่าผู้ขับขี่จะต้องทำบันทึกการใช้รถลงในสมุดคู่มือเสมอ ข้อมูลดังกล่าวได้แก่ ชื่อนามสกุลผู้ขับ ชื่อยี่ห้อรถยนต์ หมายเลขเครื่องยนต์ ความประสงค์ในการใช้รถ วันเดือนปี รวมถึงระยะเวลาที่นำรถไปใช้

3.รถป้ายแดงห้ามใช้ตอนกลางคืน ซึ่งรถป้ายแดงสามารถใช้ได้ในช่วงเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันขยายระยะเวลาไปถึง 20.00 น. แต่หากกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นต้องใช้รถป้ายแดงหลังเวลาดังกล่าว ก็จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน 4.ห้ามใช้ป้ายแดงวิ่งข้ามเขต รถป้ายแดงนั้นสามารถวิ่งได้ภายในเขตที่ระบุไว้อยู่ในป้ายทะเบียนเท่านั้น เช่น ป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ก็สามารถใช้ได้ภายในเขตกรุงเทพฯ เท่นนั้น ไม่สามารถนำรถคันดังกล่าวขับไปยังจังหวัดอื่นได้ แต่หากกรณีมีความจำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นเอกสารจากนายทะเบียนก่อน รวมถึงต้องลงบันทึกการใช้รถในสมุดคู่มืออย่างละเอียดด้วย ทั้งหมดที่ว่ามานี้หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 หมื่นบาท

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ระมัดระวังในการชื้อรถและใช้รถ แม้จะเป็นรถใหม่ป้ายแดงก็ตาม เพราะไม่แน่อาจมีคนถึงคราวซวยได้ป้ายแดงปลอมมาติดรถที่เพิ่งถอยออกจากโชว์รูม..!!

ไผหลอกไผ “ไฟเย็น” ถูกทิ้งกลางทาง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376443?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผหลอกไผ “ไฟเย็น” ถูกทิ้งกลางทาง

21 มิถุนายน 2562 – 09:35 น.
ทองลุน สีสุลิด,ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,ไฟเย็น,จรรยา ยิ้มประเสริฐ
เปิดอ่าน 29,002 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 20–23 มิถุนายน 2562 ที่กรุงเทพฯ ท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา จะเดินทางมาเยือนไทยและเข้าประชุมด้วย

เหตุที่ต้องเอ่ยชื่อสองผู้นำเพื่อนบ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับ “ผู้หลบภัย” ชาวไทยจำนวนหนึ่ง ที่ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน

สมเด็จฮุน เซน มีท่าทีชัดเจนตามสไตล์ผู้นำใจถึง พึ่งได้ ว่า กัมพูชาจะไม่ยอมให้คนไทยกลุ่มใดมาใช้เป็นฐานเพื่อหวังจะทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลประยุทธ์

ส่วนท่านทองลุน สีสุลิด ไม่เคยเอ่ยปากเรื่องดังกล่าวนี้เลย ตามสไตล์นักการทูตเก่า แต่กลับมีข่าวผู้หลบภัยชาวไทยในลาว ถูกอุ้มหายไปแล้ว 5 คน และอีก 3 คนยังไม่รู้ชะตากรรม

วันนี้ ก๊วนวิทยุใต้ดินที่ตกค้างอยู่ในลาว พยายามดิ้นรนขอลี้ภัยไปอยู่ในฝรั่งเศส มาตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม จนล่วงเข้าปลายเดือนมิถุนายนนี้ ก็ไม่มีข่าวดีให้คนกลุ่มนั้นเลย

บังเอิญ นครหลวงเวียงจันทน์ ไม่มีสำนักงานตัวแทน UNHCR เหมือนในพนมเปญ พวกหลบภัยในลาว จึงมีความพยายามจะขอกลับเข้าไปอยู่ในกัมพูชา แต่ถูกสมเด็จฮุน เซน ปฏิเสธ

“จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานในต่างแดน ได้อาสาเป็นตัวกลางขอความช่วยเหลือและสนับสนุนจากองค์กร UNHCR, ประธานรัฐสภาอียู, ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และประธานาธิบดีฟินแลนด์ ให้ช่วยเหลือสมาชิก “กลุ่มไฟเย็น” 6 คน ได้เดินทางออกจากลาว

สมาชิกกลุ่มไฟเย็น พยายามประโคมข่าวทางเฟซบุ๊กว่า มีหน่วยล่าสังหารเฝ้าคอยโอกาสที่จะสังหารพวกเขาอยู่ จึงต้องอยู่เวรยืนยามตลอด 24 ชั่วโมง เปิดเฟซบุ๊กไลฟ์ไว้ หากเกิดเหตุอะไรก็จะได้ถ่ายทอดสดทันที

          สำหรับสมาชิกกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ประกอบด้วย นิธิวัต วรรณศิริ (จอม ไฟเย็น), ปริญญา ชีวินกุลปฐม (พอร์ท ไฟเย็น), รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล (แยม ไฟเย็น) และไตรรงค์ สินสืบผล (ขุนทอง ไฟเย็น)

พวกเขาได้ข้ามโขงเข้าไปหลบภัยอยู่ในลาวตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 และไม่ได้คิดจะทำเรื่องขอลี้ภัย เพราะเชื่อว่า คสช.จะปกครองประเทศอยู่ไม่นาน อย่างเร็วปีหนึ่งก็มีเลือกตั้ง และเชื่อว่า พรรคเพื่อไทยจะได้รับชัยชนะและจัดตั้งรัฐบาล

กลุ่มวงดนตรีไฟเย็นเลยเฝ้ารอ แต่ก็รอแล้วรอเล่า จนเกิดไอเดียทำวิทยุใต้ดินผ่านช่องยูทูบ และทำรายได้ให้พวกเขา (กลุ่มโกตี๋ กลุ่มลุงสนามหลวงและกลุ่มไฟเย็น) ระดับหนึ่ง แต่เงินรายได้จำนวนมาก ทำให้ “แดงใต้ดิน” ในลาวทะเลาะรุนแรง และแยกบ้านกันอยู่

สองปีก่อน “โกตี๋” กับ “สหายเผด็จ” (หัวหน้าหน่วยจรยุทธ์ในเมือง ปี 2553) ได้ใช้เงินจ้างคนลาวทำพาสปอร์ตปลอม เตรีิยมเดินทางไปเวียดนาม แต่โกตี๋ถูกอุ้มหายไปเสียก่อน

ปีที่แล้ว “ลุงสนามหลวง” หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ กับคนสนิท 2 คน ได้วางแผนเดินทางไปประเทศที่ 3 โดยใช้เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสหพันธรัฐไท จ้างทำหนังสือเดินทางปลอม 3 เล่ม ในราคา 7,400 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อได้หนังสือเดินทางปลอมของประเทศอินโดนีเซีย ลุงสนามหลวงกับพวก ก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน เดินทางจากสนามบินวัดไต สปป.ลาว ไปยังสิงคโปร์ และจากสิงคโปร์ ไปเวียดนาม

ต้นเดือนเมษายน 2562 มีข่าวในกลุ่มผู้ลี้ภัยในสหรัฐว่า กลุ่มลุงสนามหลวงถูกทางการเวียดนามจับกุม แต่ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่า พวกเขามีชีวิตอยู่หรือเปล่า?

          กรณีโกตี๋ และลุงสนามหลวง เห็นชัดว่า ใครมีเงินก็หาพาสปอร์ตปลอมได้ไม่ยาก แต่กลุ่มไฟเย็น กลับตกอยู่ในภาวการณ์คับขัน ไม่มีเงิน แถม “ไม่มีเส้น” 

จะว่าไปแล้ว จรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะพลเมืองฝรั่งเศส น่าจะออกโรงช่วยเหลือกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น เพราะจรัลมีศักยภาพเพียงพอที่จะคุยกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้

จรรยา ยิ้มประเสริฐ เคยโพสต์เรื่องการขอลี้ภัย ว่าต้องมีการเตรียมตัวพอสมควร แต่ที่จรรยาไม่ได้บอกคือ ต้องมีเส้นสายกับนักการทูตประเทศในยุโรป

          มนุษยธรรมที่ไม่มีชนชั้นนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน ถ้าเป็นนักรบไพร่ปลายแถว ไร้เส้นไร้สาย ก็อย่าหวังว่า องค์กรระหว่างประเทศจะให้ความสนใจ ลี้ภัยไม่ได้ก็ฝังตัวอยู่ใต้ดินจนวันตาย 

จับจังหวะเพื่อไทย-อนาคตใหม่พันธมิตรและคู่ปรับในคราวเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะเพื่อไทย-อนาคตใหม่พันธมิตรและคู่ปรับในคราวเดียว

21 มิถุนายน 2562 – 09:10 น.
อนาคตใหม่,เพื่อไทย,พันธมิตร
เปิดอ่าน 5,066 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

หนึ่งในคนเดือนตุลาที่เคยทำงานการเมืองหลายตำแหน่งในบางรัฐบาลแต่ยามนี้ผันตัวมาสังเกตการณ์ข้างสนาม มองจังหวะก้าวของเพื่อไทยกับอนาคตใหม่ในช่วงไม่นานมานี้ไว้น่าฟัง

“เพื่อไทยวันนี้เสมือนพรรคของคนต่างจังหวัดที่ยังชอบทักษิณ ชินวัตร ยุคไทยรักไทยฟีเวอร์มาจากความนิยมในตัวทักษิณที่กระจายไปทั่วประเทศ แม้ยามนี้จะไม่มีทักษิณ แต่ต้องรักษาเพื่อไทยไว้เพราะยากที่พรรคอื่นเจาะได้ เว้นแต่มีบางอย่างมาช่วย

ด้านอนาคตใหม่เหมือนพลังธรรมยุคแรกๆ ที่ชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่นิยม

วันนี้และวันหน้าเพื่อไทยยังครองพื้นที่ได้ในเหนือ, อีสาน, กลาง และเมื่อไม่มีไทยรักษาชาติ คะแนนที่ร่วงไปยังอนาคตใหม่บางส่วนจะกลับมาที่เพื่อไทย แต่หลายส่วนไปอยู่กับอนาคตใหม่แล้ว

ตอนนี้เพื่อไทยใช้คนรุ่นเก่ามากไป และไม่ปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ตรงนี้เสียเปรียบอนาคตใหม่ หากไม่เร่งปั้นคนรุ่นใหม่มามีบทบาท ระยะยาวเพื่อไทยจะเสียเปรียบอนาคตใหม่”

เท่ากับว่าเพื่อไทยและอนาคตใหม่ในวันนี้จะเป็นพันธมิตรทางการเมือง แต่วันข้างหน้าหากว่าพรรคสีส้มยังมีชื่อในสารบบการเมือง “อนาคตใหม่” น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับ ”เพื่อไทย”

เพราะสื่อหลากสำนักมองจังหวะของหลายพรรคบนเวทีการเมืองไทยแล้วในการตั้ง ครม.ชุดล่าสุด หากว่ารัฐบาลปริ่มน้ำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คัมแบ็กทำเนียบรัฐบาลรอบที่สอง “อยู่ไม่ครบวาระ” นั้น พรรคพลังประชารัฐน่าจะยุบตัว เพราะหลากมุ้งในพรรคฟาดฟันกันหนักในช่วงต่อรองเก้าอี้ ครม. แต่หาก ”พปชร.” เดินต่อไปได้ในการหย่อนบัตรครั้งหน้า ก็ใช่ว่าคะแนนนิยมจะมั่นคงเหมือนวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา

“ประชาธิปัตย์” ก็ต้องยกเครื่องใหม่เพราะรอยแยกลึกในพรรคมีเพียบ และต้องใช้เวลาอีกระยะในการฟื้นตัวเพื่อกลับมาเบียด…

“ภูมิใจไทย” ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าการร่วมรัฐบาลครั้งที่สองหลังตั้งพรรคมาแล้วกว่าสิบปีนั้น ผลงานจะซื้อใจสังคมได้หรือไม่…

แต่พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินต้องตอบคำถามชาวบ้านให้ได้ว่า ช่วงหาเสียงที่เคยบอกว่าไม่หนุนการสืบทอดอำนาจ แต่เหตุใดวันนี้จึงยกมือหนุนลุงตู่…

ส่วน “ชาติพัฒนา, ชาติไทยพัฒนา, รวมพลังประชาชาติไทย” นั้น หากยังไม่สร้างผลงานในการร่วมรัฐบาลควบคู่กับการเร่งปรับระบบพรรคเพื่อสร้างฐานคะแนนใหม่ คำว่า ”ตำนานพรรค และ การสูญพันธุ์” อาจมาเยือนไวกว่าที่คาด

ด้าน “พรรคเล็กและพรรคจิ๋ว” ที่แจ้งเกิดนับสิบพรรคและร่วมขบวนหนุนลุงตู่ในคราวนี้ ประเมินแนวโน้มแล้วการคัมแบ็กในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ”น้อยยิ่งกว่าน้อย”

ดังนั้นเพลานี้ “กระแสสีส้ม” คล้ายกับยุค ”ทรท.ฟีเวอร์” ที่เป็นดั่งสึนามิการเมือง กวาดต้อนหลายสิ่งบนกระดานการเมืองร่วงหาย

สังคมจึงรับรู้กันเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า เพื่อไทยเตรียมปรับภาพลักษณ์พรรค โดยจะชูคนรุ่นใหม่มาเดินเครื่องแทนผู้บริหารชุดเดิม เพราะขั้วที่หนุนให้ยกเครื่องเพื่อไทยนั้นอ้าง “นายใหญ่” ว่าสถานการณ์ตอนนี้คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองมาก แต้มเหล่านี้จะช่วยให้เพื่อไทยกลับมาเติบโตได้โดยผสานนโยบายใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์สังคม แล้วใช้เลือดใหม่นำทีม

ตัวอย่างที่สัมผัสได้ง่ายๆ คือกระแส “ธนาธรฟีเวอร์” บนหน้าข่าวการเมืองในปัจจุบัน โดยอ้างกันว่านายใหญ่ ”ยินดี” ที่เพื่อไทยจะปรับตามแนวทางนี้ ไม่เช่นนั้นจะพ่ายต่อพันธมิตรการเมือง ซึ่งที่ตั้งของสำนักงานใหญ่พรรคอยู่ห่างกันไม่กี่เมตร

แม้แกนนำพรรคสีส้มจะมีเส้นทางการเมืองแบบไต่เส้นลวด แต่ยามนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อยู่ในภาวะ “หมูไม่กลัวน้ำรัอน” ยังลุยงานการเมืองแบบไม่สนใจวิบากกรรมในวันข้างหน้า

“เสี่ยเอก” แห่งพรรคสีส้มจึงลุยไฟและวาดหวังว่าอนาคตใหม่จะกุมสภาพการเมืองตั้งแต่สนามท้องถิ่น คือ อบต., อบจ., เทศบาลทั้งสามระดับ(ตำบล, เมือง, นคร) เมืองพัทยา และสนามเมืองกรุง เพราะมั่นใจแล้วว่า พรรคสีส้มจะปักธงได้ชัวร์ ! เพื่อให้การเมืองท้องถิ่นเป็นพลังให้สนาม ส.ส.ของอนาคตใหม่ในวันข้างหน้า

ช่วงตั้งไข่นั้นจะพบว่า “อนาคตใหม่” รุกคืบเจาะแต้มนักเรียน, นักศึกษา, คนรุ่นใหม่, คนหน่ายการเมือง รวมทั้งท้องถิ่นแบบหนักหน่วง โดยรุกผ่านโซเชียลมีเดียและสัญจรไปจัดกิจกรรมและสัมมนาตามต่างจังหวัดทั่วไทย และวันนี้ก็ยังย้ำหัวหมุดอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ อนาคตใหม่ ที่มี 80 ส.ส.ในมือ แม้จะเคยมีกระแส “งูเห่าสีส้ม” ทว่า ธนาธรสามารถสยบข่าวลือไว้ได้ แม้เส้นทางในวันข้างหน้ายังน่ากังวล เพราะความเสี่ยงในการไต่เส้นลวดของคีย์แมนพรรคหลากเรื่อง หลายวาระโดยเฉพาะ “การยุบพรรค” ตามที่หลายคนมองว่า “ความเป็นไปได้มีสูง” แต่มีการยืนยันจากคลังสมองสีส้มว่า “พรรคสำรอง” ที่จะย้ายคนเสื้อสีส้มไปสังกัดนั้นเตรียมไว้แล้วหากเกิดเหตุขึ้น ดังนั้นคนเสื้อสีส้มคงไม่ไปอาศัย “ชายคาพรรคอื่นๆ” ทำงานการเมืองในระยะยาว

ดังนั้น จังหวะของเพื่อไทยในการยกเครื่องครั้งนี้ ทราบว่าอาคาร OAI Tower มีแรงสะเทือนมาระยะหนึ่งหลังศึกชิงเก้าอี้ สร.1 จบลง สังคมรู้ว่าเพื่อไทยพ่ายพลังประชารัฐและเสียสมดุลให้อนาคตใหม่

การชิงจังหวะนำในพรรคจึงบังเกิดจากขั้วทีมเมืองหลวงเพื่อขับเคลื่อนพรรคแทนขั้วตึกชิน

เพราะคนการเมืองรู้ดีว่า “ภูมิธรรม เวชยชัย กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ซดเกาเหลากันมาพักหนึ่ง โดยมีชนวนมาตั้งแต่การเปลี่ยนโครงสร้างพรรค ซึ่งคุณหญิงหน่อยรับบทประธานยุทธศาสตร์พรรค รวมทั้งการแยกเซลล์ย่อยไปตั้งพรรคไทยรักษาชาติเพื่อปันแต้มปาร์ตี้ลิสต์ โดยปีก ทษช.นั้นหน้าตาของแกนนำพรรคหลายคนก็เป็นคนไม่กินเส้นกับคุณหญิงหน่อย

หลังยุบพรรคสาขาเพื่อแม้วที่ชื่อ ทษช. พบว่าบิ๊กเนมทษช.หลายคนไม่คัมแบ็กถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และกำลังเลือกว่าจะเดินบนถนนการเมืองอย่างไร เพราะหากคุณหญิงหน่อยยังมีบทบาทในเพื่อไทยก็ยากที่จะเห็นเงาของคนเหล่านั้น…

ดังนั้นในยามนี้ขั้วเมืองหลวงหวังจะชิงการนำพรรคแบบเบ็ดเสร็จโดยคุณหญิงหน่อยจะบัญชาการหลังม่าน ส่วนหัวหน้าพรรคนั้นสายตรงของคุณหญิงหน่อยคือ “น.ท.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” บุตรชาย น.ต.ฐิติ นาครทรรพ อดีตพ่อบ้านพรรคสามัคคีธรรมจะรับไม้ไป ส่วนเลขาธิการพรรคนั้นหลายคนในขั้วเมืองหลวงหวังว่าจะได้สิทธิดังกล่าว และใครบางคนในขั้วเมืองหลวงสับแหลกทีมบริหารพรรคปัจจุบันว่าล้มเหลวและดื้อ

แต่พ่อบ้านพรรคอย่างภูมิธรรมใช่ว่าไม่รู้เกม และในฐานะหนึ่งในทีมมันสมองของนายใหญ่หลายสิบปี ย่อมอ่านจังหวะออกและจับมือกับขั้วเจ๊แดง ดัน “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นแท่น เพราะดีกรีของสมพงษ์ใช่ย่อยในสนามการเมือง แถมยังมีเครดิตอดีตแกนนำกลุ่ม 16 ที่ติดตัวและเพื่อนพ้องน้องพี่ในหลากพรรค

แม้ตอนนี้ภูมิธรรมจะให้ข่าวทำนองว่าพรรคจะเริ่มมีการผสมผสานคนหน้าเก่าทางการเมืองกับคนรุ่นใหม่เพื่อบาลานซ์น้ำหนัก และทำงานร่วมกันได้

แต่เก้าอี้หลักคือ “หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค” นั้น ยากที่จะให้สองขั้วมารวมกัน เพราะสุดท้ายแล้วต้องมีขั้วหนึ่งแห้วรับประทาน เว้นเพียงคำสั่งจากแดนไกลมีบัญชาลงมา…

การชิงเหลี่ยมงวดนี้เสมือนศึกศักดิ์ศรี หากดูเชิงมวยแล้ว “มวยสดบดมวยเก๋า สิงห์หนุ่มยากที่จะโค่นเสือเฒ่า” และกองเชียร์ข้างเวทีให้เรตราคาว่าสมพงษ์ยังมีแต้มต่อผู้พันป๊อปหลายช่วง

หากเกมออกมาแบบนี้รอดูว่าทีมเมืองหลวงจะวางบทตัวเองในพรรคไว้อย่างไร เพราะเปิดศึกรอบทิศและจับตาว่าจะแยกไปตั้งพรรคใหม่หรือไม่…แต่คงเป็นไปได้ยาก

และมีบางมุมที่น่าคิดคือ ไม่ว่าขั้วใดขึ้นมา “ภูมิธรรม” อาจโดนขยับออกจากเก้าอี้พ่อบ้านพรรค เพราะขั้วเมืองหลวงคล้ายไม่เอาด้วยกับชื่อนี้แน่นอน ส่วนขั้วเจ๊แดงที่ดันสมพงษ์ขึ้นแท่นนั้น หากสมหวังแล้ว…แว่วว่าสมพงษ์จะเลือกคนคู่ใจจากเมืองขอนแก่นซึ่งเคยร่วมงานตั้งแต่ชาติพัฒนามาทำหน้าที่นี้ แม้จะมีเสียงคัานหนักว่าภูมิธรรมเหมาะสมสุดก็ตาม

ศึกใน/ศึกนอกของพท.นั้นเหมือนไม่มีอะไร…แต่ความจริงมันบ่งชี้บางอย่างในอนาคตของเส้นทางการเมืองสำหรับพรรคที่มีส.ส.มากสุดของเมืองไทยยามนี้ได้เป็นอย่างดี

การโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์… เมื่อ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376447?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์… เมื่อ?

21 มิถุนายน 2562 – 08:06 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,หนี้,เจ้าหนี้,ลูกหนี้,การโอนสิทธิ
เปิดอ่าน 5,417 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

ถ้าพูดถึงคำว่า “หนี้” เชื่อว่าหลายท่านอาจเคยเป็นทั้ง “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” เมื่อมี “หนี้” เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากนิติกรรม เช่น สัญญา หรือเกิดจากนิติเหตุ เช่น ละเมิด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้

          และท่านทราบหรือไม่ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ผู้เป็นเจ้าหนี้สามารถโอนให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ (โอนความเป็นเจ้าหนี้) อันจะมีผลให้ผู้รับโอนเข้ามาเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนเจ้าหนี้คนเดิม!

ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ว่า “การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่ง การโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ”

ประเด็นที่น่าสนใจในวันนี้มีว่า …
1.กรณีการโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จะใช้หลักการเช่นเดียวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายทั่วไปกำหนดไว้หรือไม่?

2.การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ หน่วยงานของรัฐในฐานะลูกหนี้ (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จำต้องแจ้งความยินยอมในการโอนด้วยหรือไม่?

เหตุของคดีเกิดจากองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด A ก่อสร้างวางท่อเมนประปา โดยระหว่างการปฏิบัติงานตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัด A ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด A โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด A และผู้ฟ้องคดีต่างได้ทำหนังสือแจ้ง อบต. เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างและเจ้าหน้าที่ของอบต.ได้ลงชื่อรับหนังสือดังกล่าวแล้ว

ต่อมาเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด A ขอส่งมอบงานและขอรับเงินค่าจ้าง โดย อบต.กลับจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด A ไป ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือทวงถามเพื่อให้อบต.ชำระหนี้เงินค่าจ้างจากการโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ อบต.เพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้อบต.ชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด A โอนให้แก่ตน

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำขึ้นระหว่างผู้ฟ้องคดีกับห้างหุ้นส่วนจำกัด A เป็นสัญญาที่มีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดแบบในการโอนสิทธิเรียกร้องและแบบในการบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือกรณีลูกหนี้ยินยอมด้วยในการโอนว่าต้องทำเป็นหนังสือ แต่มิได้บัญญัติว่าภายหลังได้รับบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วลูกหนี้จะต้องให้ความยินยอมด้วย กรณีจึงถือว่าการบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้เพียงประการเดียวก็เป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องตามแบบที่สมบูรณ์แล้ว

ประกอบกับตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.4/ว 3632 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกรณีเจ้าหนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างทำของให้แก่บุคคลอื่นไว้ว่า เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้สรรพากรจังหวัดเพื่อทราบ แต่ไม่ต้องแจ้งความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับโอนทราบ และให้จ่ายเงินแก่ผู้รับโอนโดยตรง

วิธีปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าการโอนหนี้จะยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีและห้างหุ้นส่วนจำกัด A ตกลงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือ โดยคู่สัญญาลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนพร้อมตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัด A และของผู้ฟ้องคดีครบถ้วน และผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว

          การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ฟ้องคดีกับห้างหุ้นส่วนจำกัด A รวมทั้งการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งได้ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นไปโดยชอบด้วยแบบตามที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และหนังสือเวียนของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้และมีผลสมบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 76/2562)

จึงได้คำตอบจากคำถามที่ตั้งเป็นประเด็นไว้ข้างต้นว่า 1.การโอนสิทธิเรียกร้องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นลูกหนี้หรือคู่สัญญานั้น ใช้หลักการเช่นเดียวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ และ 2.เมื่อได้ทำหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่จำต้องแจ้งความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังเจ้าหนี้ เนื่องจากมีผลสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ได้รับแจ้ง

จากอุทาหรณ์คดีปกครองข้างต้นสามารถสรุปหลักเกณฑ์ในการโอนสิทธิเรียกร้อง (โอนหนี้) ระหว่างผู้โอน (เจ้าหนี้รายเดิม) กับผู้รับโอน (เจ้าหนี้รายใหม่) ได้ดังนี้ (1) สัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน (2) จะต้องทำหนังสือบอกกล่าวถึงการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง หรือถ้ามิได้ทำหนังสือบอกกล่าวก็จะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องก่อน (3) หากได้ดำเนินการตาม (1) และ (2) ครบถ้วนแล้ว ถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

“โซเชียล”มาแรง แทนที่”หัวคะแนน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376273?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โซเชียล”มาแรง แทนที่”หัวคะแนน”

20 มิถุนายน 2562 – 13:25 น.
กระดานความคิด,โซเชียล,หัวคะแนน,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,ไอติม,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 2,773 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  ร่วมเย็น 

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้สั่งกำชับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าให้เกาะติด “ข่าวบิดเบือนในโซเชียลมีเดีย” โดยให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ระวังอย่าให้มีการปลุกระดม และให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ให้ดีๆ รวมทั้งการตอบโต้ ชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับข่าวที่มีการบิดเบือนให้ทันการณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์อยากทำให้เร็วกว่าที่ผ่านมา ทำทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้มีกลุ่มคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์ภายในประเทศ

เมื่อวันก่อนได้แวะไปฟังเวทีสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในวาระครบ 70 ปี คณะรัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บนเวทีสัมมนา มีการพูดถึงว่า หลังการเลือกตั้ง “โซเชียลมีเดีย” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีและขยายความขัดแย้งปลุกเร้าอารมณ์

และที่เป็นอันตราย คือ Fake News หรือ “ข่าวปลอม”  รัฐบาลทุกประเทศจำเป็นต้องหาทางต่อสู้กับข่าวปลอม เพราะการตลาดของโซเชียลมีเดียจะคำนวณความสนใจของผู้ใช้ แล้วเลือกป้อนข้อมูลด้านเดียว ดังนั้นในทางการเมืองที่มีแบ่งแยก เราจะเจอแต่ข่าวสารที่เราสนใจ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เราเชื่อ และกลายเป็นปิดกั้นไม่ให้เรารับฟังความเห็นอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม “การเซ็นเซอร์” เป็นความคิดที่ผิด เพราะหลายคนอ่านคอมเมนต์มากกว่าคลิกเข้าไปอ่านในเนื้อหาข่าว และสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า Fake News คือ การมีชุดข้อมูลชุดเดียว ใครควบคุมได้ก็สามารถเขียนประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงใหม่ได้

การต่อสู้กับ Fake News หรือข่าวปลอม ควรเป็นการให้ความรู้เพื่อให้คนรุ่นใหม่เท่าทัน สามารถวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณตัดสินได้สำหรับผู้เสพสื่อ และให้เลือกไลค์เพจที่นำเสนอข่าวทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านที่เราชอบ เราเชื่อ และด้านที่เราไม่ชอบ เพื่อให้หน้าฟีดข่าวของเรามีข้อมูลที่หลากหลายเพียงพอ

ที่กล่าวมา เป็นการใช้ “โซเชียลมีเดีย” ในด้านลบ ใช้ในการขยายความขัดแย้งและสร้าง “Fake News”

          นอกจากนี้ในเวทีสัมมนาดังกล่าวซึ่งมีนักการเมืองคนรุ่นใหม่จากพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมแสดงความเห็น ได้มีการพูดถึง “โซเชียลมีเดีย” ในอีกแง่มุมหนึ่ง คือ บทบาทของ “โซเชียลมีเดีย” ต่อการเลือกตั้ง ว่าได้เข้ามาแทนที่ “ระบบหัวคะแนน”

ในมุมมองของทีมส้มหวาน “สิริกัญญา ตันสกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ บอกว่า  พรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช้หัวคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเลย  โดยเลือกใช้อาสาสมัครเป็นผู้ช่วยหาเสียงหลักโดยจ้างตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้พรรคใช้เงินในการเลือกตั้งน้อยที่สุดทั้งที่พรรคก่อตั้งมาได้เพียงปีเดียว แต่ได้คะแนนมาอย่างท่วมท้น 6.3 ล้านเสียง โดยเฉพาะฐานคนเมือง ถือว่าได้เปรียบจากโซเชียลมีเดีย แม้กระทั่ง ส.ส.เขตยังกวาดที่นั่งมาได้ ไม่เพียงในกรุงเทพฯ แต่จันทบุรีก็กวาด ส.ส. มายกจังหวัดเช่นกัน แม้ยังไม่มีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ผู้ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ มีเส้นแบ่งอายุอย่างไร แต่เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ อาจไม่ใช่เรื่องวัยเรื่องเดียวแต่เป็นเรื่องของคนที่มีความคิดก้าวหน้าสมัยใหม่ และอยากลองอะไรใหม่ๆ

“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” จากพรรคภูมิใจไทย แสดงความเห็นว่า พรรคอนาคตใหม่ที่บอกว่าไม่ใช้หัวคะแนน แต่ในความเป็นจริงมีหัวคะแนนเป็นแอดมินอยู่ในโซเชียลใช้การสื่อสารช่องทางใหม่ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอดีตพ่อแม่จะบอกลูกให้ไปเลือกตั้งและต้องเลือกใคร แต่ปัจจุบันลูกบอกพ่อแม่ให้เลือกพรรคอนาคตใหม่  เลือกทั้งที่ไม่รู้ว่าผู้สมัครเป็นใคร เพราะลูกบอกให้กาในช่องที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยม นี่คือการพลิกโฉมการเมือง เป็นการรณรงค์หาเสียงคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคอนาคตใหม่ สร้างกระแสที่ผลกระทบแรงกว่า ทำให้ความตื่นเต้นแปลกใหม่เกิดขึ้นทั่วประเทศซึ่งผู้สมัคร ส.ส.และทุกพรรคการเมืองต้องเอามาเป็นบทเรียน และเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปทุกพรรคจะนำต้องเสนอนโยบายและหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียเต็มรูปแบบ

“พรรคภูมิใจไทย จึงต้องปรับโครงสร้างและกลยุทธ์ใหม่ในช่วงของการเชื่อมต่อระหว่างคน 2 รุ่น โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้คนได้ระบายความคิดเห็นหลากหลาย สิ่งที่กังวลไม่ใช่ความต่าง แต่คือจะทำอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ในบ้านเดียวกันได้ระหว่างคนที่ไม่เอาทหารเลย กับคนที่เห็นความสำคัญของทหารในด้านการปกป้องประเทศ  เราจะทำอย่างไรให้คนที่เห็นต่างแบบสุดขั้วอยู่ร่วมกันได้”

ขณะที่ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า โซเชียลมีเดียเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน โดยเปรียบพรรคการเมืองเป็นร้านค้าที่อยากนำเสนอขายนโยบาย อุดมการณ์ และบุคลากร จึงขึ้นอยู่กับทีมงานผู้มีประสบการณ์ว่าจะเลือกสื่อสารอย่างไร หลายคนบอกให้ทำเหมือนเดิม เดินไปเคาะประตูบ้าน เราเคาะทุกบ้าน ข้อดีคือได้เจอ “ไอติม” ตัวเป็นๆ มายืนหน้าบ้าน แต่ข้อเสียคือได้เจอไม่เกินคนละ 5 นาที ขณะที่การนำเสนอนโยบายต้องใช้เวลา ซึ่งสามารถทำได้ดีในช่องทางโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงประชาชนได้

“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย  มองว่า การสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้ประชาธิปไตยเป็นทางตรงมากขึ้น เดิมประชาชนตัดสินใจเลือกตามการชี้นำในสังคม แต่เทคโนโลยีทำให้ตัวบุคคลและตัวแทนสำคัญน้อยลง อุดมการณ์ของพรรคมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งพรรคอนาคตใหม่สามารถแสดงความเป็นพรรคและจุดยืนของพรรคได้ชัดเจนมากกว่าพรรคอื่น เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคการเมืองต่างๆ จะใช้โซเชียลมีเดียแสดงออกถึงรูปแบบที่แตกต่าง

‘กองทัพศตวรรษ21’ สปีชีส์ที่แตกต่าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376276?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กองทัพศตวรรษ21’ สปีชีส์ที่แตกต่าง

20 มิถุนายน 2562 – 13:10 น.
กองทัพศตวรรษ21,ทหาร
เปิดอ่าน 2,650 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลุซุ่มยิง

นับจากวันถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับการสลายไปของรัฐบาลรัฐประหารและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนการทำหน้าที่ของ 7 พรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ จะเริ่มต้นทันทีหลังมีการเปิดสภาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ทำหน้าที่

น่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งสำหรับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เตรียมขอเปิดอภิปรายผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้เป็น ‘กองทัพศตวรรษ 21’ มีเป้าหมายหยุดรัฐประหาร กันทหารออกจากการเมือง เช่น สถาปนาอำนาจของรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ โดยจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม, ลดงบประมาณ, ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร, จัดสวัสดิการทหาร

 ‘กองทัพศตวรรษ 21’  ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อยู่ในแผนการปฏิรูปกองทัพของกระทรวงกลาโหม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้มีความอเนกประสงค์ ปฏิบัติงานได้หลากหลาย เล็กกะทัดรัด แต่ทรงอนุภาพ  ด้วยการลดจำนวนกำลังพลหันมาเพิ่มเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศและดูแลประชาชนตามสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะผู้สูงอายุในอีก 10 ปีข้างหน้า

ถ้าตัดอคติทางการเมืองออกไปจะเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ กับกองทัพ มีความคิดคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันตรงที่วิธีการ ที่ทำไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม ทำหน้าที่ใช้กำลัง ในขณะผู้บัญชาการทหารบก ทำหน้าที่แค่เตรียมกำลัง ยึดตามสหรัฐอเมริกา ที่มียุทธศาสตร์รบนอกบ้าน แต่ประเทศไทยคือการรบภายในประเทศ ป้องกันอธิปไตย

“หากอนาคตใหม่เป็นรัฐบาลมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะรู้ว่าการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงบางเรื่องทำไม่ได้ เพราะมีรายละเอียดจำนวนมาก และคนที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือข้าราชการ เช่น การตั้งคณะเสนาธิการทหารร่วมแบบสหรัฐ เพราะคนละสปีชีส์ คนละยุทธศาสตร์กัน เอาเราไปเทียบกับประเทศมหาอำนาจเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยมีขนาดเท่ารัฐเท็กซัส ของสหรัฐเท่านั้น ผมเชื่อว่าหากคุณธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรี จะเดินตามแนวทางที่กองทัพกำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

ต้องยอมรับว่าในห้วงที่ผ่านมากองทัพมีการปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะการปรับลดกำลังพลอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กองทัพง่อยเปลี้ยเสียขา จึงยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะแตกต่างจากอนาคตใหม่ ได้ระบุตัวเลขเอาไว้ชัดเจน แต่ไร้ซึ่งหลักการ เช่น ลดกำลังพลจาก 330,000 นาย เหลือ 170,000 นาย ลดทหารระดับชั้นนายพล 4 เท่าตัว จากที่มีอยู่ 1,600 นาย เหลือ 400 นาย

แม้กองทัพจะมีความต้องการชายไทยที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหาร เนื่องจากมีประสิทธิภาพและความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลประเทศชาติและประชาชน แต่ยังขาดแรงจูงใจเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการที่ต่ำเรี่ยติดดิน จึงทำให้ยอดคนสมัครใจในแต่ละปีไม่ถึง 50% ของความต้องการ ในขณะทหารที่เกณฑ์เข้ามาก็ขาดคุณภาพ ติดยาเสพติดต้องนำไปบำบัด หรือมีปัญหาครอบครัว

แนวคิดการยกเลิกเกณฑ์ทหารของอนาคตใหม่ ที่หวังจะนำระบบสหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนี มาใช้ ยังทำไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากต้องพิจารณาปัจจัยภายในประเทศแล้ว เหตุการณ์นอกประเทศเป็นสิ่งต้องคิดถึง เช่นเดียวกับ สิงคโปร์ มีกฎหมายบังคับทุกคนต้องเกณฑ์ทหารเพราะเป็นประเทศขนาดเล็กและสถานการณ์ด้านความมั่นคงบนโลกไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนกองทัพไทยอยู่แบบก้ำกึ่งมีทั้งระบบสมัครใจและเกณฑ์ไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ไม่ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลและใครเป็นผู้นำประเทศ  กองทัพไทยจะเข้าสู่กองทัพในศตวรรษ 21 อย่างสมบูรณ์แบบตามยุทธศาสตร์วางไว้ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการรบ เช่น การใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน การใช้เอ็มไอ 17 ยกถุงบรรจุน้ำดับไฟป่า  ส่วนกำลังพลคัดเลือกบุคคลมีกำลังพลที่มีความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย จะส่งผลงบประมาณลดลง

‘กองทัพศตวรรษ 21’ ในมุมของอนาคตใหม่ กับกองทัพ ก็แค่เส้นบางๆ ขวางกั้น หากใช้เวทีสภาปรับจูนความคิดก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและส่วนรวม แต่หากใช้เวทีนี้หวังเอาชนะทางการเมือง หรือต้องการเพียงป้องกันรัฐประหารและให้กองทัพถอนตัวออกจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงและบริบทของประเทศ เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ

นวัตกรรมการเลือกตั้ง ก้าวสู่โลก”โซเชียลมีเดีย”เต็มตัว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376272?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นวัตกรรมการเลือกตั้ง ก้าวสู่โลก”โซเชียลมีเดีย”เต็มตัว

20 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
โซเชียลมีเดีย,เลือกตั้ง,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 1,930 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

การเลือกตั้งครั้งล่าสุด “24 มีนาคม 2562” เป็นครั้งแรกที่การสู้ศึกในสงครามการเลือกตั้ง ก้าวเข้าสู่โลก “โซเชียลมีเดีย” เต็มตัว

ความคิดเห็นและความนิยมที่สะท้อนผ่านสังคมออนไลน์สอดคล้องกับผลคะแนนหรือความสำเร็จหลังการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใดนั้น “สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า” ได้ศึกษาวิจัยพร้อมจัดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “นวัตกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง” ไว้อย่างน่าสนใจ

ดร.เลิศพร อุดมพงษ์ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจความนิยมทางเฟซบุ๊กของนักการเมืองและพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มเก็บข้อมูลหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มต้นใช้สื่อออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสื่อสารกับประชาชน พบว่าคนไทยใช้งานเฟซบุ๊กแสดงตัวตนในโลกออนไลน์มากที่สุด มีการลงทะเบียนใช้งานมากถึง 53 ล้านแอคเคานต์ โดยกระแสความนิยมของผู้คนที่มีต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองตามเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง มักเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียเสมอ ปฏิกิริยาที่แสดงออกในโซเชียลมีเดียจะช่วยสะท้อนความรู้สึกของผู้คนในสังคมได้

ดร.เลิศพร อุดมพงษ์

ทั้งนี้กลุ่มผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากที่สุดเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน อายุ 18-35 ปี ซึ่งมีบัญชีแอคเคานต์มากกว่าตัวตนจริงถึง 2 เท่า ทำให้ยอดไลค์และยอดติดตามอาจไม่ได้เป็นตัวตนจริงๆ

ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในช่วงวัยอื่นๆ หรือกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จะมีบัญชีแอคเคานต์เป็นตัวตนจริงตามบัตรประชาชน

“เป็นที่รู้กันว่า ยอดไลค์ซื้อได้-ปั่นได้ แต่ยอดฟอลโลว์ซื้อไม่ได้ ยอดฟอลโลว์จึงมีความหมายและนัยสำคัญ กดฟอลโลว์คือสังคมให้ความสนใจเสพเนื้อหา อยากติดตามคอนเทนต์ ขณะที่การกดไลค์เพราะแค่ชื่นชอบตัวบุคคล แต่ไม่อยากเห็นเนื้อหา”

“เลิศพร” บอกอีกว่า พรรคการเมืองที่เปิดใช้งานเฟซบุ๊กนานกว่า 8 ปี มี 3 พรรค ได้แก่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคชาติพัฒนา เปิดใช้เฟซบุ๊ก มานาน 5 ปี

ขณะที่พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่จำนวนมากเปิดใช้เฟซบุ๊ก ผลการสำรวจพบว่า พรรคประชาธิปัตย์มียอดกดไลค์สูงสุด 7 แสน

ขณะที่การสื่อสารแสดงตัวตนที่ชัดเจนของ “พรรคอนาคตใหม่” มียอดฟอลโลว์แซงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ

“นายสุเทพ เป็นคนเดียวที่ยอดไลค์ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ อาจสอดคล้องกับผลเลือกตั้งที่ออกมาหรือไม่ ขณะที่เพจของพรรคอนาคตใหม่ ยอดฟอลโลว์สูงกว่ายอดไลค์และพบว่าคนกดไลค์เพิ่มขึ้นหลักแสนคนต่อเดือน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 5,000 หรือ คิดเป็น 500% เพจที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดคือเพจของอนาคตใหม่และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ยังวิเคราะห์ไม่ได้ว่า ติดตามเพราะชอบหรืออยากจะจับผิด พรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับคนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ New Voter โดยเลือกหยิบปรากฏการณ์ที่เข้ากับคนและกลุ่มเป้าหมาย เลือกตัวอักษรและสี ทำอินโฟกราฟฟิกที่สร้างพลัง ซึ่งทุกอย่างทำโดยทีมยุทธศาสตร์เพื่อแย่งชิงคะแนนนิยม”

“เลิศพร” ตั้งข้อสังเกตในตอนท้ายว่าเพจผู้สูงอายุยังมีน้อย ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองใดเจาะเข้าไปในกลุ่มเป้าหมายได้ ก็น่าจะได้คะแนนมากขึ้น และในอนาคตพรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอเนื้อหาสาระ

ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ในเชียงใหม่มีสถาบันอุดมศึกษา 12 แห่ง และบางพื้นที่ห่างไกลจากสัญญาณอินเทอร์เน็ต รูปแบบการหาเสียงมีครบทั้งแบบเก่า เคาะประตู รถแห่ ใบปลิว และโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์

ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์

กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองจะเฝ้าติดตามพรรคอนาคตใหม่ ขณะที่นอกเขตเมือง “โซเชียล” ไม่มีผล ไลน์ถูกใช้มากแต่เพื่อติดต่อนัดเจอกัน ชาวบ้านยังต้องการพบปะหน้าตาของผู้สมัคร

“9 เขตเลือกตั้งได้ ส.ส.หน้าเดิมทั้งหมด สะท้อนถึงความเหนียวแน่นระหว่างชาวบ้านกับผู้นำท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการโพสต์ข้อความและเนื้อหาในเฟซบุ๊กใช้ได้ผลกับชุมชนเมือง ส่วนนอกเมืองรูปที่นำมาโพสต์เป็นภาพการลงพื้นที่ เป็นการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่าการสร้างอุดมการณ์ หรือแลกเปลี่ยนความคิด”

 ผศ.ชาญณวุฒ ไชยรักษา อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สะท้อนข้อมูลการเลือกตั้งใน จ.พิษณุโลก ซึ่งมีปรากฏการณ์ล้มช้าง โดยในพื้นที่เมือง เขต 1 และเขต 4 มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง จำนวนป้ายหาเสียงน้อยจนไม่รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศของการเลือกตั้ง ทั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ ใช้สื่อโซเชียลมาก ตัวผู้สมัครไม่มีใครรู้จัก ส่วนใหญ่รู้จักแต่พรรคและนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับความนิยม

“อย่างไรก็ตาม ปัจจัยล้มช้างในเขต 1 ของพรรคอนาคตใหม่ อาจมาจากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐมีฐานเสียงเดียวกัน ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนจากชนชั้นกลางและนักศึกษา รวมถึงฐานเสียง 8,000 คนของพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ มาลงคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่ ส่วนอีกประมาณ 4,000-5,000 แยกไปสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทยกับพรรคเพื่อชาติ”

ผศ.ชาญณวุฒ ไชยรักษา

“ชาญณวุฒ” บอกว่า นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการซื้อเสียงแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ซื้อหัวคะแนนด้วยสิ่งตอบแทนต่างๆ โดยหัวคะแนนย้ายพรรคได้และรับมากกว่า 1 พรรค เพื่อเกลี่ยคะแนนได้ ระยะที่ 2 หลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และระยะที่ 3 หลังเห็นผลโพลล์ จ่ายอีกรอบ ซึ่งไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ในเขต 7 จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนเมือง นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ทำเพจเฟซบุ๊กหาเสียง ถือว่ามีการใช้โซเชียลมีเดียก้าวหน้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา  และพบว่าใน 10 เขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยใช้โซเชียลมีเดียเหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างชุมชนเมืองกับชนบท

ขณะที่ “พรรคอนาคตใหม่” ใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงยึดโยงกับตัวหัวหน้าพรรค โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่แยกทำเพจของตัวเอง ส่งสมัคร 10 เขต แต่ลงพื้นที่หาเสียงเขตเมืองเขตเดียว ผลการเลือกตั้งคะแนนมาในลำดับที่ 3 หมายความว่า ในแต่ละเขต พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนน 8,000-9,000 โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน

ส่วน ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครคาดคิดว่า “พรรคอนาคตใหม่” จะปักธงที่ชลบุรีได้ ต้องยอมรับว่าดวงดีบวกฝีมือการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน นักเลือกตั้งหน้าใหม่ หรือ “นิวโหวตเตอร์” นั้น “ชลบุรี” เป็นเมืองการศึกษา เด็กนักศึกษาเกือบทุกคนไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรืออาชีวะเลือกพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการยุบพรรคไทยรักษาชาติ คะแนนจึงเทไปพรรคอนาคตใหม่ แต่ปรากฏการณ์นี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้จนกว่าจะมีผลการเลือกตั้งท้องถิ่น

“พปชร.บ้านใหญ่ที่ชลบุรี คิดไม่ถึงว่าพรรคอนาคตใหม่จะมาแรง ซึ่งเป็นผลจากนิวโหวตเตอร์บวกโหวตทรานสเฟอร์ การสื่อสารรูปแบบใหม่ใช้ได้ผลเพราะดูทันสมัย เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ใส่สูท ชูนโยบายไม่ชอบ รด. ปฏิรูปทหาร ฟ้ารักพ่อเป็นไวรัลที่แพร่หลายมาก ผู้ใหญ่อาจไม่รู้ใครวะพ่อ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ไม่มีจุดเด่น จะใช้ “ตู่-ป้อม-ป๊อก” ก็อาจเป็นไวรัลในทางลบ อาจพูดได้ว่าพรรคอนาคตใหม่ชนะครั้งนี้เพราะคู่แข่งตามโลกไม่ทัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เล่นกับโซเชียลน้อย แต่ที่เล่นน้อยกว่า คือพรรคพลังประชารัฐ

ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล

ผศ.ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเสน่ห์ของการเลือกตั้งครั้งล่าสุดว่า การปราศรัยซึ่งถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบมาปราศรัยผ่านดิจิทัลทีวีและโซเชียลมีเดีย ยุทธศาสตร์ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พรรคเศรษฐกิจใหม่ กับพรรคอนาคตใหม่ คือการวางตัวคนไปออกทีวีซึ่งสร้างผลสะเทือนด้วยการนำคลิปมาเผยแพร่ซ้ำ คน กทม.เห็นภาพนี้และเป็นกระแสวนเวียนในเฟซบุ๊ก ยูทูบ และทีวี แม้จะมีการพูดกันว่าคนดูทีวีน้อยลง แต่ดูในช่วงการเมืองแรง เรตติ้งของช่องทีวีเพิ่มขึ้นตลอด ประเด็นสำคัญคือการสร้างเนื้อหาที่ไปนำเสนอในหน้าเพจโดยพรรคที่ได้คะแนนมาจากการเวทีดีเบต ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นดาวสภา แต่พังเพราะดีเบต

ผศ.ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล ได้แสดงความเห็นว่า การเปลี่ยนโครงสร้างประชากร อาจทำให้แฟนคลับของพรรคการเมืองเก่าแก่อาจตายไปบ้าง คนรุ่นใหม่มีมากขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการปฏิรูปที่ไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้คนเบื่อหน่าย ต้องการสิ่งใหม่ๆ การแบ่งแยกระหว่างสังคมเมืองกับชนบทน้อยลงด้วยเทคโนโลยีและการคมนาคมขนส่ง บางพรรคการเมืองที่แพ้เลือกตั้ง เน้นเดินไปวัดกับชุมชน ส่วนพรรคอนาคตใหม่จ้างมืออาชีพระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยมาทำการตลาดดิจิทัลซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงมาใช้เช็กกระแสความนิยมทุกวัน โดยการประมวลผลด้วยบิ๊กดาต้าทำให้รู้ว่าจะยิงเนื้อหาแบบใดไปให้กลุ่มเป้าหมายใด เป็นการวิเคราะห์อย่างใช้ความรู้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ขายของโจมตีพรรคอื่น และโต้ตอบการโจมตีของพรรคอื่น เป็นไวรัลมาร์เก็ตติ้งทำให้ติดกระแสประดิษฐ์วาทกรรมให้ติดหูติดแฮชแท็ก ทำให้เกิดกระแส

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

“ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ใส่เสื้อยืดขาวโชว์กล้ามอก ผู้หญิงโชว์ความเซ็กซี่ พรรคอื่นใส่สูทปิดมิดชิด ทำให้เด็กรุ่นใหม่กับกลุ่มทางสายเปลือกที่ไม่เข้าไปดูเนื้อหาสาระ ชอบเพียงเพราะดูที่รูปร่างหน้าตา หรือเรือนร่าง โลโก้พรรคก็ทันสมัย ทำการตลาดกับเป้าหมายใหม่ เมื่อพบว่าวัยรุ่นชอบไม่เกณฑ์ทหาร และไม่เรียนรด. จึงสื่อสารเนื้อหาตรงไปยังเป้าหมาย แปลงนโยบายสาธารณะออกมาเป็นภาพอินโฟกราฟฟิกที่เล่าเรื่องได้ ขณะที่อีกพรรคไม่มีตำแหน่งที่ตั้งผลิตภัณฑ์ชัดเจน ไม่มีการตลาดและยังตีกันเองภายในพรรค ซึ่งในทางการตลาดถือว่าเละ การมีนักรบไซเบอร์เป็นของแปลก การเลือกตั้งก่อนหน้านี้เราไม่เคยมี มีการประชุมทีมงานทุกวันเวลา 9 โมงเช้า จากนั้นก็ผลิตสื่อ กระจายโพสต์ คอมเมนต์ และสร้างตัวอวตารที่ปกปิดอัตลักษณ์ทางออนไลน์ พิสูจน์ไอพีแอดเดรสไม่ได้ กระทรวงดีอีก็สู้เขาไม่ได้ เพราะทำเป็นกองทัพ มีทั้งคนได้เงินและไม่ได้เงิน เมื่อเข้าพร้อมกันเกิดเป็นกระแสแห่ตามกัน เจ้าหน้าที่ตามไม่ทัน นวัตกรรมดังกล่าวจึงมีทั้งด้านมืดและสว่าง พรรคพลังประชารัฐมีความอยากทำ แต่ไม่มีนักรบไซเบอร์แบบที่สั่งการได้ ต่างคนต่างทำ กระจุยกระจาย ไม่ประสบความสำเร็จเชื่อว่าการเลือกตั้งในอนาคตจะยึดโยงพรรคการเมืองกับนโยบายสาธารณะที่โดนใจ โดยตัวบุคคลจะสำคัญน้อยลง

ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ

ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ชี้ว่า จากความถี่และประสิทธิภาพในการใช้โซเชียลมีเดีย พรรคอนาคตใหม่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถโยงกระแสระดับชาติมาเกาะเกี่ยวกับระดับพื้นที่ จึงเป็นความได้เปรียบ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 40 ปี

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ครม.ต้องไม่ยี้!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376270?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ครม.ต้องไม่ยี้!

20 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ครมต้องไม่ยี้,รักแผ่นดิน,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,072 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท

ความยากของการตั้งคณะรัฐมนตรีรัฐบาล “ลุงตู่ 2” ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ตรงที่การมีเสียง “ปริ่มน้ำ” หรือเกินครึ่งมาเพียง 4 เสียง ทำให้กลุ่มก้อนต่าง ๆ ทั้งในพรรค และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 18 พรรค มีอำนาจต่อรอง เรียกร้องเสียงดัง เพราะทุกเสียงคือความอยู่รอดของชีวิตทางการเมืองพลเอกประยุทธ์นั่นเอง

ครั้นจะฟังแต่เสียงเรียกร้องของนักเลือกตั้ง ที่มี “ความอยากได้ใคร่ดี” อยากเป็นรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นจากประชาชน ถึงแม้ตั้งคณะรัฐมนตรีได้ ก็จะเริ่ม“นับถอยหลัง”การล้มครืนของรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลที่ขาดการยอมรับจากสังคม

บรรดานักการเมืองที่เข้ามาเป็น ส.ส.ทั้งหลาย จง “สำเหนียก”ไว้ให้ดีว่า ประชาชนเลือกท่านมาเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์และพิจารณากฎหมายในสภาเท่านั้น ในระหว่างหาเสียงไม่มีผู้สมัครคนใดที่ประกาศว่า “เลือกฉันเข้าไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงโน้นกระทรวงนี้” ตรงกันข้าม ทุกคนที่สมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคการเมืองต่าง ๆ จะรณรงค์ให้เลือกตนเองเพื่อจะไปยกมือสนับสนุน ผู้รับเสนอชื่อที่พรรคตนเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีตามกติกาของรัฐธรรมนูญ

เมื่อ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะเลือกใครก็ได้ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาเป็นรัฐมนตรี จะเป็นหรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ ขอให้ภาพลักษณ์ดี สร้างความน่าเชื่อถือในการบริหารราชการแผ่นดิน และส.ส.กลับไปทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

แต่ข้อเท็จจริงขณะนี้ กลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะในพรรคแกนนำคือพลังประชารัฐ ผู้ได้รับเลือกตั้งมาเป็นส.ส.ต่างอ้างอย่าง “หน้าด้าน” ที่จะใช้เสียง ส.ส.ต่อรองเอาตำแหน่งรัฐมนตรี โดยไม่กลับไป “ชะโงกดูเงา”ตัวเองว่า ชีวิตและพฤติกรรมปฏิบัติที่ผ่านมาเหมาะแก่การเป็น “เสนาบดี” หรือไม่ จนทำให้เห่อเหิมกล้าเรียกร้องเอาตำแหน่ง

ควรปล่อยอิสระแก่นายกรัฐมนตรีในการพิจารณาบุคคล ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ทั้ง 35 คน เพราะจะดีหรือเลวท้ายสุดคนรับผิดชอบหลัก หนีไม่พ้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นหน้าด่านแรก ที่ต้องรับทั้ง “ดอกไม้และก้อนอิฐ” กับการตัดสินใจ

ยิ่งเสียงในสภาเปราะบาง หากไม่ได้รับศรัทธาจากประชาชนเป็นเกราะคุ้มกัน ตั้ง ครม.มีเสียง “ยี้” ตามมา อายุรัฐบาลสั้นแน่