ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ขุมทรัพย์ของวิเศษ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ขุมทรัพย์ของวิเศษ!

24 มิถุนายน 2562 – 12:30 น.
บัตรพลังงานรักษาโรค,รักษาโรค
เปิดอ่าน 3,208 ครั้ง

ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ขุมทรัพย์ของวิเศษ! รายงาน…

บัตรพลังงานรักษาโรค กลายเป็นบัตรลวงโลก เพราะรักษาโรคไม่ได้ !

มนุษย์ทุกชาติภาษาเกิดมาต้องมีโรคภัย ถ้ารักษาไม่หายก็กลายเป็นโรคประจำตัว ต้องกินยา หาหมอ จนกว่าจะตายกันไปข้าง

คนไทยเป็นชาติที่นับถือและศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ขึ้นชื่อว่างมงายในสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติไม่แพ้ชาติใดในโลก

การเห็นคนอยากรวยพากันออกมาประกอบพิธีกรรมแปลกๆ คล้ายต้องการค้นหาอะไรบางอย่างตามต้นไม้และสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะผิดธรรมชาติก่อนวันหวยออก ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่คุ้นตาอย่างยิ่ง

คนเจ็บไข้ได้ป่วยก็คล้ายกัน แม้มีแพทย์แผนปัจจุบันให้การรักษา แต่บางครั้งรู้สึกว่าอาการต่างๆ มันฝังอยู่ในร่างกาย รักษาเท่าไรก็ไม่หาย การได้กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้สบายใจขึ้น แต่บางคนก็หันไปยึดสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นที่พึ่ง เพราะคิดว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เสียหายและคงจะมีความหวังมากกว่าอยู่เฉยๆ

พวกมิจฉาชีพเมื่อจับจุดอ่อนของคนเหล่านี้ได้ จึงใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ แต่คราวนี้มาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์

กรณีบัตรพลังงานรักษาโรค เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดถึงความเชื่อในพลังลี้ลับของคนกลุ่มนี้

ที่ จ.ขอนแก่น บัตรพลังงานรักษาโรค เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของคนในหมู่บ้านศาลาดิน ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ เพราะบัตรที่ว่านี้ช่วยลดอาการเจ็บปวดให้พวกเขาได้อย่างปลิดทิ้ง ราวกับเป็นของวิเศษ

ยิ่งเมื่อได้ยินมาว่าผู้ผลิตได้คิดค้นวัตกรรมประหยัดพลังงานมารวมไว้ในบัตรใบเดียวกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งกระตุ้นให้ชาวบ้านหลงเชื่อและอยากได้มาใช้ประโยชน์มากขึ้น บางคนเอาบัตรนี้ไปแปะไว้ที่มิเตอร์ไฟฟ้า หวังว่าค่าไฟจะลดลง คนที่มีรถขับก็เอาบัตรไปติดในห้องเครื่อง เพื่อจะทำให้น้ำมัน 1 ถัง สามารถพารถวิ่งไปได้ไกลกว่าเดิมหลายกิโลเมตร

ทวี เพียอินทร์ เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าอาการปวดเรื้อรังของเขาหายไปหลังจากนำบัตรพลังงานมาแตะที่ตัว

เขาบอกว่า ก่อนได้บัตรนี้มา มีคนจากบริษัทแห่งหนึ่งชักชวนให้ไปเข้าอบรม และสาธิตสรรพคุณของบัตรให้ดู ช่วงระหว่างการสาธิตเมื่อพนักงานนำบัตรมาแตะที่ตัว รู้สึกมีอาการชา พอนำบัตรออกอาการชาก็หายไป จึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก เพื่อจะได้บัตรกลับมาใช้

แผนการตลาดของคนขายบัตรกลุ่มนี้ใช้วิธีการเดียวกับธุรกิจขายตรง โดยการหาสมาชิกเพิ่มเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับ ทวี ที่ต้องจ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกครั้งแรก 4,400 บาท ได้บัตรมา 5 ใบ หลังจากนั้นนำไปขายต่อให้คนในหมู่บ้าน ราคาใบละ 1,100-1,500 บาท เพื่อให้นำไปรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงการประหยัดค่าไฟฟ้า พร้อมกันนี้ ทวี ก็จะมีเงินเข้าบัญชีทุกครั้งหากมีผู้สมัครสมาชิกเพิ่มแบบเดียวกับเขา

ที่บ้านศาลาดิน และหมู่บ้านใกล้เคียง บัตรพลังงานรักษาโรคได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากการบอกกล่าวกันปากต่อปาก ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน มีชาวบ้านแห่ซื้อไปใช้มากถึง 20 กว่าใบ

ด้วยสรรพคุณอันน่าทึ่ง ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าบัตรสมาร์ทการ์ดตัวนี้ดังกระฉ่อนไปทั่วภาคอีสาน และพบว่ามีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายใน จ.มุกดาหาร และ จ.นครพนม ด้วย

เมื่อเรื่องถึงหู ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สมศักดิ์ จังตระกุล จึงสั่งการให้นายอำเภอทั้ง 26 อำเภอ เร่งตรวจสอบว่าเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ และในที่สุดก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อชาวบ้านหลายรายที่ซื้อบัตรไปใช้เริ่มบ่นเสียดายตังค์ เพราะว่าบัตรแห่งความหวังใบนั้นรักษาโรคไม่ได้! ค่าไฟ ค่าน้ำมันที่เคยจ่าย หลังจากเอาบัตรวิเศษไปเหน็บตามจุดที่เขาบอกก็ไม่เห็นลดลงอย่างที่อวดอ้าง

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ 6 หน่วยงาน เข้าตรวจค้นบริษัท เอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ทเวิร์ค จำกัด ใน อ.หาดใหญ่ ของ นายธนัช สุรินทร์ จดทะเบียนประกอบกิจการธุรกิจขายตรงสินค้าอุปโภค และพบหลักฐานบัตรพลังงานพร้อมโบรชัวร์บรรยายสรรพคุณไว้อย่างละเอียด เช่น เป็นเทคโนโลยีจากเยอรมนี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เบนซิน ดีเซล แอลพีจี เอ็นจีวี ปรับค่าความเสถียรของกระแสไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เพิ่มพลังงานเสริมสร้างและซ่อมแซมสุขภาพ

อีกด้านหนึ่ง สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) หลังจากได้รับการประสานให้นำบัตรลวงโลกนี้ไปตรวจสอบ ในที่สุดก็พบว่า บัตรนี้มี กัมมันรังสี ของธาตุ ทอเรียม และยูเรเนียม วัดได้ที่ประมาณ 40 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเทียบเป็น 350 เท่าของขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี

หากยูเรเนียมและทอเรียมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการแผ่รังสีต่ออวัยวะภายใน และเกิดอันตรายต่อร่างกาย และขณะนี้ ปส.อยู่ระหว่างการวิเคราะห์การปนเปื้อนของวัสดุกัมมันตรังสีเมื่อนำแผ่นการ์ดอันตรายไปแช่ในน้ำ ซึ่งมีชาวบ้านทำแบบนั้นแล้วนำมาดื่มกิน

หลังจากทราบผลวิเคราะห์จาก ปส. ว่าบัตรพลังงานที่ว่านี้มีกัมมันตรังสีปนเปื้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ขณะที่แพทย์ยืนยันว่าไม่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของคนไข้ได้จริง ตำรวจขอนแก่นจึงเดินหน้าแจ้งข้อกล่าวหาผู้นำบัตรนี้ไปขายแล้วอย่างน้อย 2 ราย และเตรียมสอบสวนขยายผลไปถึงต้นทางที่นำบัตรนี้เข้ามาหลอกขายประชาชน ซึ่งนายธนัช เจ้าของบริษัท เอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ทเวิร์ค ก็อยู่ในข่ายด้วย

จากการตรววจสอบข้อมูลบัตรพลังงานรักษาโรค หรือ บัตรเวทมนตร์ แล้วแต่ใครจะเรียก พบว่ามีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งที่นั่นก็มีการหลอกขายให้แก่ประชาชนมานานนับสิบปี ก่อนจะแพร่ระบาดเข้ามาในบ้านเรา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการนำเข้ามาหลอกขายชาวบ้านมานานหลายปีแล้ว

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพชนิดอื่นที่มีการอวดอ้างสรรพคุณในลักษณะเดียวกันอีกมากมายที่มีขายในแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้พบว่า สินค้าที่มีการโฆษณาขายอย่างแพร่หลายคือผลิตภัณฑ์ประเภท สร้อยข้อมือที่มีส่วนประกอบของแม่เหล็กชนิดต่างๆ เช่น แม่เหล็กไทเทเนียม แม่เหล็กเฮมาไทต์ และยังมีกำไลแม่เหล็กอีกหลายชนิดที่ออกแบบให้มีความเก๋ไก๋ ทันสมัย เหมาะสำหรับสวมใส่เป็นเครื่องประดับสำหรับคนวัยทำงาน โดยมีสรรพคุณในการรักษาสุขภาพเป็นตัวดึงดูดความสนใจ

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีการโฆษณาที่เหมือนกันคือ การอ้างคุณสมบัติของแม่เหล็กว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหาร เสริมสร้างพละกำลัง

ขณะที่บางผลิตภัณฑ์อ้างว่า สามารถลดอาการปวดบวมของกล้ามเนื้อ ลดอาการอักเสบตามข้อ แถมยังบำบัดกระดูกที่หักให้ประสานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์กำไลข้อมือที่อ้างสรรพคุณสามารถบรรเทาอาการปวดข้อมือ แขน และบ่า คลายอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมมากในวงการกีฬา แต่กลับไม่มีข้อมูลวิจัยทางวิชาการยืนยันว่าใช้ได้ผลจริงหรือเป็นเพียงอุปทานของผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณสมบัติตรงตามที่โฆษณาหรือไม่ รวมถึงมีการขออนุญาตจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ด้วย

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีหน่วยงานใดให้ความร่วมมือในการตรวจสอบแม้แต่หน่วยงานเดียว

กระนั้นมีรายงานของนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อปี 2556 ระบุว่า กำไลแม่เหล็กและกำไลทองแดง ไม่มีผลกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบอะไรเลย ไม่ว่าจะลดอาการปวด บวม หรือไม่ให้โรคลุกลาม

นักวิจัยผู้นี้อ้างผลการทดลองกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ 70 ราย หลังจากให้สวมกำไลทองแดง และสายคาดแม่เหล็กแบบต่างๆ กันอยู่นานถึง 5 เดือน พวกเขายังได้ตรวจเลือดคนไข้หลังจากที่สวมกำไลมาได้เป็นเวลา 5 อาทิตย์ดูอีกด้วย

ดร.สจ๊วร์ต มอนด์ หัวหน้าคณะนักวิจัย แนะนำผู้รักสุขภาพว่า ควรเก็บเงินไว้ซื้ออาหารบำรุง เช่น พวกน้ำมันปลา ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดีกว่าไปหลงเชื่อการหลอกลวงของพ่อค้าเห็นแก่ตัว

จัดระเบียบละลายพฤติกรรม ‘วินจยย.'(อีกรอบ)!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดระเบียบละลายพฤติกรรม ‘วินจยย.'(อีกรอบ)!

24 มิถุนายน 2562 – 12:25 น.
สายตรวจระวังภัย,วินเถื่อน,มอเตอร์ไซด์รับจ้าง
เปิดอ่าน 1,344 ครั้ง

โดย… เจษฎา จันทรรักษ์

หลายคนคงจำกันได้ตั้งแต่มีรัฐบาล คสช. มีการเอาทหารลงมาจัดระเบียบสังคม ปราบผู้มีอิทธิพลต่างๆ นานา โดยเฉพาะบรรดา “วินเถื่อน” ทั้งรถตู้โดยสารและรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง กำจัดผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเข้าที่เข้าทาง แต่หลังจากนั้นยังคงมีการปราบวินเถื่อนรวมทั้งการซื้อขายเสื้อวินรถจักรยานยนต์ปลอมอยู่เป็นระยะ

และดูเหมือนว่า “ยารักษาโรค” ที่คสช.เอามารักษาในครั้งนั้นจะเกิดการ “ดื้อยา” เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหนึ่งในข่าวฮอตฮิตติดกระแสสังคมคงหนีไม่พ้นความคืบหน้าเหตุความรุนแรงของวินรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านอุดมสุข ที่เปิดศึกยกพวกขนอาวุธเข้าห้ำหั่นกันกลางถนนสาธารณะส่งผลให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต สาเหตุหลักเพราะตั้งวินเถื่อนตัดหน้าแย่งลูกค้ากัน ซึ่งเหตุการ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความอุกอาจไม่กลัวกฎหมาย ไม่เกรงอำนาจรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นย่านอุดมสุขอาจเป็นเพียงจุดหนึ่งซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่อื่นๆ คงมีปัญหาคล้ายๆ กัน แต่รอแค่วัน “ปะทุ” เท่านั้น เพื่อเป็นการล้อมคอกตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ พื้นที่ใจกลางกรุงที่คนพลุกพล่านย่านธุรกิจสำคัญจึงได้จัดกิจกรรม “ละลายพฤติกรรมวินจยย.เขตพญาไท” ถือเป็นการจัดระเบียบทำความเข้าใจอีกรอบก่อนจะมีเรื่องบานปลาย โดยมี พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เป็นประธานจัดงาน พร้อมด้วย พ.ต.อ.เจษฎา คุ้มศาสตรา ผกก.สน.พญาไท พ.ต.ท.บวรภพ สุนทรเรขา รองผกก.จร.สน.พญาไท เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตราชเทวี กรมการขนส่งทางบก ทหารจากกองพันทหารสื่อสารที่ 12 ร่วมกันเปิดกิจกรรม แจ้งเบาะแส ลดทะเลาะวิวาท ละลายพฤติกรรมของวินรถจักรยานยนต์สาธารณะ ในเขตพื้นที่ สน.พญาไท และมีผู้ขับขี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 150 คน

พ.ต.ท.บวรภพ บอกว่าได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมครั้งนี้ลงพื้นที่สำรวจความถูกต้องของวินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกวดขันจับกุมรถจักรยานยนต์รับจ้างแผ่นป้ายทะเบียนสีขาว ในฐานความผิด “ใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้” จึงจะต้องกวดขันให้การจดทะเบียนเป็นป้ายทะเบียนสีเหลืองตัวอักษรดำซึ่งเป็นป้ายทะเบียนรับจ้าง

“เนื้อหาการอบรมจะเน้นหนักตามประกาศคณะกรรมการประจำกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดสถานที่ตั้งวิน และหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรอง การใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะในเขตกรุงแพมหานคร พ.ศ.2561 ซึ่งผู้ได้รับหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ได้นำรถไปจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะแล้ว จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขไดบ้าง เช่น ไม่ให้บุคคลอื่นเช่า ซื้อ หรือดำเนินการอื่นใด เพื่อให้ผู้อื่นขับรถจักรยานยนต์สาธารณะของตนเพื่อการรับจ้าง หรือใช้เสื้อกั๊กหรือเสื้อคลุมที่มีหมายเลขประจำตัวของตนในการรับจ้าง ไม่นำรถจักรยานยนต์สาธารณะของตนไปรับจ้างในสถานที่ตั้งวินอื่นที่ตนเองไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ขับรถแต่ละท้องที่ในการรับจ้างคนโดยสารอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการทะเลาะ หรือยกพวกตีกันขอให้เปลี่ยนมาเป็นการแจ้งเบาะแสและให้ข่าวแทน” พ.ต.ท.บวรภพ อธิบาย

ด้าน พล.ต.ต.เสนิต ระบุว่า การอบรมมีวัตถุประสงค์ 2 เรื่อง 1.เป็นการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้วินรถจักรยานยนต์ไม่กระทำผิดระเบียบของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงเป็นการกำชับวินัยจราจรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญด้วย เมื่อรู้กฎหมายและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องแล้ว ขอให้รักษาความดีนี้ไว้ อย่าไปทำร้ายวินรถจักรยานยนต์ที่ผิดกฎหมาย ให้เปลี่ยนจากความคิดจะทำร้ายมาเป็นแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจเพื่อไปกวดขันจับกุม และ 2.ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่สน.พญาไท ได้มารู้จักกันและละลายพฤติกรรม เมื่อรู้จักเป็นพี่น้องก็จะไม่ทะเลาะกัน

หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่านอุดมสุขจะเป็นบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองนำไปแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้นอีก ไม่เช่นนั้นแต่ละพื้นที่ต้องจัดการละลายพฤติกรรมอีกหลายรอบ..!!

ยงยุทธชี้การเมืองไทยย้อนหลัง40ปี?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยงยุทธชี้การเมืองไทยย้อนหลัง40ปี?

24 มิถุนายน 2562 – 12:25 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 2,578 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ มองการเมืองและภาวะรัฐบาลใหม่ในอีกมิติที่น่าพินิจและควรรับฟัง…

ยงยุทธบอกกับเครือเนชั่นหลังมีการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีว่า “ภาพรวมปัญหาของบ้านเมืองยังคงอยู่ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังมีอยู่ ความสับสนด้านการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมและไม่เสมอภาคยังเกิดขึ้น

จนวันนี้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศลดลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน การลงทุนนั้นมีการย้ายฐานการลงทุนออกจากไทยจนน่าจะเป็นเงื่อนไขปัญหาใหม่สำหรับอนาคตของประเทศ

เมื่อลองย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและมองไปยังอนาคต แม้เร็วๆ นี้ทหารจะกลับเข้ากรมกอง การใช้มาตรา 44 จะยุติในไม่กี่วันนี้ แต่มันคือม่านบังตา แปลว่าลืมนึกไปว่าการสร้างศัตรูสมมุติขึ้นมาจากคนในชาติเดียวกันยังมีอยู่ในวันนี้ เหมือนการมองเป็นคอมมิวนิสต์ในอดีต แต่วันนี้จะทำแบบนั้นไม่ได้

วันนี้สังคมเปลี่ยนไป เขตแดนอธิปไตยของชาติถูกทำลายด้วยระบบออนไลน์ กระแสสังคมวันนี้คนไทยรุ่นใหม่เข้าสู่โลกไร้พรมแดน การค้าการลงทุนก็ใช้โลกออนไลน์ค้าขายทั่วโลก

เรามักพูดเสมอๆ ว่าเรามีประชาธิปไตยแบบไทยๆ เช่นกฎหมายความมั่นคง ค่านิยมทางการเมือง กฎหมาย ระบบการค้า ระบบสัมปทาน หากว่าไม่ยึดหลักสากล ไทยจะมีปัญหากับสังคมโลก เพราะคนต่างชาติกลัวและไม่กล้ามาติดต่อกับเรา

น่าห่วงว่าคนรุ่นใหม่ที่เรียนหนังสือ เรียนกฎหมายจะมองว่าการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเมืองของเราไม่ใช่การบังคับใช้ทั่วไป บทบัญญัติบางเรื่องไม่มีผลบังคับใช้กับบางคน วันนี้มีความสับสนเพราะมีศรีธนญชัยจนเป็นมุมปัญหา อนาคตนั้นคนรุ่นใหม่จะพบว่าชีวิตจริงกับสิ่งที่เล่าเรียนมามันเป็นคนละอย่างกัน ตรงนี้เป็นอุปสรรคที่จะนำไทยไปสู่สากล”

          000 พรรคเพื่อชาติหาเสียงว่าจะเป็นเกาะกลางประชาธิปไตยและให้ทุกฝ่ายมาเจอกันเพื่อคุยและหาทางออก แต่วันนี้เหมือนว่าจะไม่มีใครใช้เกาะกลาง
การเมืองไทยวันนี้เหมือนย้อนหลังไป 40 ปี ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยที่พูดเสมอว่า ไม่มี, ครึ่งใบ, เต็มใบนั้น วันนี้ผลของรัฐธรรมนูญทำให้ประชาธิปไตยที่เป็นผลผลิตของการยึดอำนาจครั้งล่าสุด แม้จะอ้างว่าผ่านประชามติ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายที่คัดค้านกลับโดนจับกุม

เมื่อการเมืองวันนี้ย้อนหลังไป 40 ปีแบบนี้เราจะกระโดดให้มาอยู่ในจุดเดิมอย่างไร เพราะเราถอยหลังไปไกลมาก มองแล้วจะพ้นกับดักนี้ลำบาก เช่น แก้รัฐธรรมนูญที่หลายพรรคไปร่วมตั้งรัฐบาลเสนอเงื่อนไขนี้ แต่มันทำได้ยาก หากจะทำได้ง่ายๆ คือฉีกรัฐธรรมนูญ แต่มันจะซ้ำเติมบ้านเมืองเพิ่มไหม

สถานการณ์การเมืองวันนี้ นักดาราศาสตร์บอกว่าหลุมดำนั้นคือสิ่งที่ดูดทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล วันนี้ผมห่วงอนาคตบ้านเมืองว่าจะตกหลุมดำ และที่ผ่านมาบางคนชอบพูดว่าทำทุกอย่างเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาขน รวมทั้งเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อมองแล้วคนที่ชอบพูดเรื่องแบบนี้ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น

วันนี้หากนำประเทศเป็นตัวตั้ง ขอถามว่าภัยคุกคามวันนี้ใช่คอมมิวนิสต์เหมือนเมื่อก่อนไหม มันก็ไม่ใช่ ภัยคุกคามความมั่นคงวันนี้คือคนต่างชาติและคนไทยที่ต้องรบกันด้วยสงครามเศรษฐกิจและโลกออนไลน์ วันนี้ควรเลิกคิดว่าข้าศึกสมมุติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงคือคนไทยด้วยกัน

หัวหน้า คสช.มักพูดถึงบางคนในทำนองเป็นภัยต่อบ้านเมือง สังคมรู้ว่าหมายถึงใคร การใช้กฎหมายฉบับเดียวกันกับคนหนึ่งแบบหนึ่ง และใช้กับอีกคนหนึ่งก็ใช้อีกแบบหนึ่งนั้น สังคมก็รู้ หรือใช้กฎหมายเพื่อเอื้อใครหรือนายทุนคนไหน สังคมก็รู้ มีกลุ่มทุนผูกขาดกี่รายในบ้านเมืองได้ประโยชน์จากการยึดอำนาจคราวนี้บ้าง ทุกคนก็รู้ เพราะมันมาจากการใชักติกาแบบไม่เป็นธรรม จนช่องว่างทางสังคมมันมีมากขึ้น หากปล่อยไว้นานๆ จะเอาไม่อยู่

วันนี้หากหันหน้ามาคุยกันแบบจริงจัง คือคืนความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย ดำเนินคดีแบบเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ คนไหนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็คุยกันดีไหม ผมพูดในภาพรวมนะ

สมมุตินะ หากความไม่เป็นธรรมวันนี้มันเรื้อรัง วันหนึ่งหากสังคมอดทนไม่ได้ ไม่กลัวปืน ไม่กลัวกฎหมาย เพราะพวกเขามองว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่เป็นธรรมตรงนี้น่าห่วงนะ

  000 ทางออกควรเป็นแบบใด
พูดคุยแบบเปิดใจกับทุกฝ่าย เลิกใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ยึดหลักสากล อย่าให้อภิสิทธิ์กับบางคนและบางกลุ่ม นโยบายดีๆ ของรัฐบาลในอดีตที่เป็นผลดีกับสังคมก็ควรนำมาใช้ อย่ารังเกียจ

การปฏิรูปประเทศที่ตั้งหัวขัอไว้ตั้งแต่ยึดอำนาจ วันนี้คำคำนี้มีความหมายเดียวกับสิ่งที่สังคมเข้าใจหรือไม่ หรือเป็นนิยามที่ผู้ยึดอำนาจเข้าใจฝ่ายเดียว

การตั้งข้อหานักการเมืองทุจริตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ 5 ปีของการยึดอำนาจและ 4 ปีจากนี้ไป สังคมอยากฟังว่าการแก้ปัญหานี้เชิงรูปธรรมเป็นเช่นใด นอกจากอีเวนต์ การเปิดเพลง การแต่งกลอน และเราจะหนีคำว่าผลประโยชน์ทับซ้อนได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้มีที่มาแบบปิดกฎหมายและตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นิรโทษกรรมตัวเอง ตั้งองค์กรอิสระ ขยายอำนาจตัวเอง ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลใหม่โดยสิ่งเหล่านี้ยึดโยงกับประชาชนไหม

ผลของการทำประชามติและการเลือกตั้งสร้างความสับสนให้สังคม เช่น คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ผมกลับบ้านที่ จ.เชียงราย ได้ยินชาวบ้านพูดว่า “เจ้าประคุณ ! อยากทำอะไรก็ทำ”

สังคมอยากแก้รัฐธรรมนูญเพราะมองแล้วมันคือปัญหาบ้านเมือง อยากได้เสรีภาพคืนมา หวังว่าหลังเลิกใช้มาตรา 44 ประชาธิปไตยจะกลับมา หากความหวังพังลงจะเกิดปัญหา

    000 มองความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อรัฐบาลนี้เช่นใด
ผมหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น หวังว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยกลับมา

แต่เสถียรภาพรัฐบาลใหม่นั้น วันนี้หากไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น รัฐบาลจะเสื่อมสภาพเอง และบ้านเมืองยังมีโอกาสที่วงจรอุบาทว์กลับมา

หากวันนั้นมันมีจริงเรื่องแบบนี้ไม่ต้องถามนักวิชาการเลย เพราะทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าเหตุเป็นแบบนี้ ผลก็ตัองออกมาแบบนี้

หากวันนั้นมีจริง ผมคงอุทานว่า “โอ้! อนิจจา”

p45

ดูแลแหล่งน้ำ แก้ปัญหา “ผักตบชวา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูแลแหล่งน้ำ แก้ปัญหา “ผักตบชวา”

24 มิถุนายน 2562 – 10:20 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,แหล่งน้ำ,น้ำท่วม,ผักตกชวา
เปิดอ่าน 2,900 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

วลี “เก็บผักตบคนละ 3 ต้น” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฏขึ้นเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “สร้างรู้สื่อสาร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูฝน ปี 2562”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ฤดูร้อนปีนี้เขื่อนมีปริมาณน้ำน้อยอยู่ในขั้นวิกฤติ ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนฤดูน้ำหลากก็ต้องเตรียมตัวก่อนที่น้ำจะมาทำลายสิ่งกีดขวางต่างๆ เช่นผักตบชวาควรกำจัดออกเสีย ประชาชนที่อยู่ริมตลิ่งควรช่วยกันเก็บคนละ 3 ต้น ไม่ต้องรอเงินจากภาครัฐ

ต่อประเด็นนี้ อาจารย์ ดร.กัลยา สุนทรวงศ์สกุล จากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าการดึงผักตบชวาออก 3 ต้น ไม่น่าจะกระทำได้โดยง่าย เพราะผักตบชวามีลักษณะเป็นแพพืชขนาดใหญ่ รากเกาะเกี่ยวกัน และดูดน้ำไว้ภายใน มีน้ำหนักมาก โดยปกติจะใช้เครื่องจักรในการกำจัด

“ที่นายกฯ พูดให้ดึงออกคนละ 3 ต้น ไม่น่าจะดึงได้หรอก ผักตบมันหนักเป็นสิบๆ ตัน แถมรากดูดน้ำมาก ต้องใช้เครื่องจักร รถแม็คโครตักขึ้นมา ที่นายกฯ พูดถูกคือในแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่นเขื่อน จะมีผักตบชวาเยอะมาก”

ทั้งนี้ ปัญหาการแพร่ระบาดของผักตบชวาเป็นปัญหาที่มีมาในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนาน ตามประวัติดั้งเดิมของผักตบชวาระบุว่า ถูกนำเข้าจากเกาะชวาเมื่อปี 2444 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการแพร่พันธุ์จนต้องเอาไปปล่อยในแม่น้ำลำคลองต่างๆ

ปัญหาผักตบชวามีระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อมีพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2456 แสดงให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีมามากว่าหนึ่งร้อยปี สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ปี 2520

อย่างไรก็ดี ปัญหาผักตบชวาไปไกลกว่าแค่เรื่องทัศนียภาพ เมื่อสังคมเมืองเริ่มพบกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งสันนิษฐานว่าผักตบชวาเป็นตัวการในการกีดขวางลำน้ำ

“ที่เราจะเห็นกันชัดคือลำน้ำไหนที่มีความนิ่ง น้ำไม่ไหล ไม่มีคนใช้เส้นทางน้ำนั้นสัญจรไปมา ก็จะเห็นผักตบชวาเยอะ คลองแสนแสบที่มีเรือเยอะแทบไม่มีผักตบชวาเลย แสดงว่าถ้าลำน้ำเส้นไหนมีการใช้งาน ก็จะมีการดูแลรักษา ไม่มีผักตบชวา”

อาจารย์กัลยาอธิบายว่า ปัญหาน้ำท่วมโดยมีสาเหตุมาจากผักตบชวาเข้าไปอุดตันทางไหลของน้ำ หรือทางระบายน้ำในเส้นทางน้ำเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพื้นที่รองรับน้ำตื้นเขิน ขยะที่อุดตันท่อระบายน้ำ ฯลฯ

มิหนำซ้ำ สภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้การใช้เส้นทางจราจรทางน้ำลดน้อยลง คนไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองไม่ได้มีความผูกพันกับการใช้แหล่งน้ำเช่นในอดีต ก็มีส่วนทำให้การอนุรักษ์แหล่งน้ำหายไปด้วย

“ถ้าเราตั้งวัตถุประสงค์การใช้แหล่งน้ำใหม่จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น ชาวบ้านในชนบทเขามีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ผักตบชวาก็จะไม่ได้เป็นปัญหาเลย เพราะชาวบ้านเขาก็จะกำจัดกันเองอยู่แล้ว อาจารย์อยากเปรียบเทียบว่าผักตบชวามันก็เหมือนหญ้า เป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำ ถ้ามีก็ถอนหญ้าออก”

ทั้งนี้ อาจารย์กัลยาชี้ว่าการกำจัดผักตบชวาแบบรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ประหยัดและไม่ก่อให้เกิดสารพิษคือการเก็บผักขึ้นมาจากน้ำแล้วนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบต่างๆ เช่น ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำปุ๋ยหมัก หรือแปรรูปเป็นภาชนะ วัสดุต่างๆ เป็นต้น

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่าคือการสร้างทัศนคติและจิตสำนึกให้ชาวบ้าน คนในชุมชนใกล้แหล่งน้ำนั้นๆ มีจิตสำนึกรักและร่วมมือกันดูแลแหล่งน้ำ จะช่วยลดปัญหาผักตบชวาได้

เนื่องจากจิตสำนึกและวิถีชีวิตของคนไทยยุคปัจจุบันแยกระหว่างน้ำและบกชัดเจน ส่งผลให้การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำลำคลอง ของคนในเมืองเลือนหายไป กลายเป็นการโยนภาระให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาจัดการ

“เรื่องแหล่งน้ำ ถ้าเราส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากคลอง เช่น ให้ชาวบ้านร่วมมือกันช่วยกันเอาผักตบออกตั้งแต่แรกๆ สร้างความร่วมมือ หมั่นดูแล เกิดจิตสำนึกอนุรักษ์น้ำ มันก็จะเป็นฟังก์ชั่นนี้ไปเองว่าทุกคนต้องดูแลแหล่งน้ำ แต่ปัจจุบันเรากลายเป็นสังคมตัวใครตัวมัน ให้เป็นหน้าที่หน่วยงานเข้ามาดูแลจัดการเพียงอย่างเดียว หากเปลี่ยนทัศนคติได้ คนจะดูแลน้ำกันเอง ไม่มีปัญหาผักตบชวาเกิดขึ้น”

เร็ว-แรงทะลุนรก’กระบี่’ ส้มหล่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร็ว-แรงทะลุนรก’กระบี่’ ส้มหล่น

24 มิถุนายน 2562 – 09:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส ภาค 9,เร็ว-แรงทะลุนรก ภาค 9,ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
เปิดอ่าน 7,497 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ท่ามกลางข่าวการเมืองเรื่องปวดหัว ‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีสบายๆ มาเรียนให้ทราบว่า ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ‘เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส’ ภาค 9 หรือชื่อไทยว่า ‘เร็ว-แรงทะลุนรก’ ภาค 9 จะยกกองถ่ายทำมาที่กระบี่ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ยาวนานไป 4 เดือน

นี่เป็นเรื่องน่ายินดีและถือว่าเป็นโชคดีสำหรับประเทศไทยมากๆ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ดังมากหรือแรงมาก ผ่านมาแล้ว 8 ภาค ยกกองไปถ่ายทำในหลายๆประเทศ อย่างเม็กซิโก-ญี่ปุ่น ฯลฯ ทำให้มีคนติดตามไปเที่ยวชมโลเกชั่นหรือฉากการถ่ายทำกันมาก

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย ‘ยูนิเวอร์แซล’ นำแสดงโดยพระเอกกล้ามโต ‘วิน ดีเซล’ และทุกตอนที่ออกฉายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยมีแฟนๆ ชมกันมากมาย

ขณะนี้กองถ่ายทำได้ขนรถยนต์รุ่นใหม่ๆ พวกซูเปอร์คาร์ เครื่องมือต่างๆ และทีมงานมากระบี่แล้ว ซึ่งจะมีการถ่ายทำไปถึงภูเก็ต, พังงา, สุราษฎร์ธานี เมืองทะเลที่สวยงามของไทย

เรื่องนี้รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวและอำนวยความสะดวกเต็มที่ เพราะประเทศไทยมีแต่ได้กับได้ทางด้านสร้างเงิน-สร้างงาน-โรงแรม-การเดินทาง-อาหารการกิน รวมแล้วนับพันล้านบาท และเป็นการสร้างเสริมการท่องเที่ยวแบบ ‘ฟรี’ ด้วย

ที่ต้องระวังมีอย่างเดียวก็คือจะต้องขอความร่วมมือด้านเนื้อหา-สาระของหนังเรื่องนี้ว่าไม่ขัดต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย และอย่าให้มีการทำลายธรรมชาติสภาพแวดล้อม

‘เร็ว-แรงทะลุนรก’ ภาค 9 จะออกฉายทั่วโลกปีหน้า ซึ่งฟันธงได้เลยว่าจะทำเงินมหาศาลและพร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยและต่อไปก็จะมีนักท่องเที่ยวมาอีกจำนวนมาก

เหมือนอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘เจมส์ บอนด์’ ที่มาถ่ายทำใช้ฉากเกาะตะปู-เกาะปันหยี จ.พังงา ซึ่งต่อมากลายเป็น ‘เจมส์ บอนด์ ไอส์แลนด์’ หรือเกาะเจมส์ บอนด์ ไปเลยจนบัดนี้

ประเทศไทยเรามีสิ่งดีๆ มากมาย ขอให้รู้จักใช้-รู้จักรักษาและนำมาสร้างงาน-สร้างเงิน

รัฐบาลต้องสนับสนุนแนวทางหาเงิน ไม่ใช่ดีแต่หาทางเก็บภาษีและเอาไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างที่เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น-เสียค่าโง่ ฯลฯ
อ๊อด เทอร์โบ


 ข่าวดีสำหรับเกษตรกร-ผู้ยากจน
 ขอความช่วยเหลือเงินสินเชื่อได้

นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. แถลงถึงการดำเนินการของ บจธ. ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า พ.ศ.2561-2580 สู่การปฏิวัติเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขของคนไทย เน้นสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการกระจายการถือครองทรัพย์สินให้มีความเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบดังนโยบายการดำเนินงานดังนี้


 ธนาคารที่ดิน
 เศรษฐกิจพอเพียง-เป็นธรรม

บจธ. ได้สนับสนุนให้องค์กรชุมชนหรือชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ มีการบริหารจัดการที่ดินรวมกัน ทั้งที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับการอยู่อาศัยในรูปแบบแปลงรวม โดยให้จัดตั้งสหกรณ์การเกษตร จำนวน 4 แห่ง และ บจธ. ได้จัดซื้อที่ดินไปแล้ว จำนวน 157 แปลง เนื้อที่ประมาณ 703 ไร่ จากที่ดินทั้งหมดประมาณ 810 ไร่ เพื่อให้เกษตรกร จำนวน 499 ครัวเรือน เช่าซื้อที่ดินกับ บจธ. ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน ร้อยละ 3 ต่อปี ผ่อนระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนในรูปแบบนาแปลงรวม

ที่ผ่านมา บจธ. ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจนได้ ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรไปแล้วจำนวน 302 ราย ที่มีปัญหาที่ดินหลุดมือไปแล้ว โดยรวมประมาณ 2,394 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินกลับคืนมาเป็นของตนเอง

ถือเป็นภารกิจหลักของเราในการบริหารจัดการที่ดิน โดยมีรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดตั้งธนาคารที่ดิน โครงการต้นแบบบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร โครงการแก้ไขปัญหาสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน และโครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

การจัดตั้งธนาคารที่ดินนั้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน ทำให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและบริหารจัดการที่ดินเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรและผู้ยากจนให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเพื่อให้องค์กรชุมชนเกษตรกรได้มีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน มีสิทธิในที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับอยู่อาศัยในรูปแบบนาแปลงรวม

พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน กับที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ภายใต้ชื่อโครงการตลาดกลางที่ดิน โดยมีระบบเว็บไซต์ตลาดกลางที่ดินทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สนใจรับบริการ

นอกจากความช่วยเหลือทางการเงินอย่างสินเชื่อต่างๆ และทุนเพื่อการประกอบการด้านการเกษตรแล้ว ยังมีบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และมีส่วนงานที่ทำหน้าที่คัดกรองที่ดินและกลุ่มเกษตรที่มีคุณภาพให้แก่ทั้งสองฝ่าย พร้อมติดตามดูแลการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อความมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรม ความสะดวก และประโยชน์สูงสุด

เกษตรกรและผู้ยากจนที่ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labai@labai.or.th หรือติดต่อได้ที่ โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610 มือถือ 09-2659-1689


ขุมทรัพย์”พลังงาน”ต้นตอ”เสียสัตย์-แย่งเค้ก”ในพลังประชารัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขุมทรัพย์”พลังงาน”ต้นตอ”เสียสัตย์-แย่งเค้ก”ในพลังประชารัฐ

24 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,กระทรวงพลังงาน,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 3,618 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

ไม่จบไม่สิ้นสำหรับการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานของ “กลุ่มพลัง” ต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐ แม้นายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่า “นิ่งแล้ว” แต่ล่าสุดยังมีการ “ทบทวนใหม่” ในคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ แม้รายชื่อ รอบแรกจะถูกส่งไปถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็ตาม แต่มีการอ้างว่า การคัดสรรคนไปเป็นรัฐมนตรีต้องผ่านกระบวนการของกรรมการบริหารพรรคให้ถูกต้อง จึงขอชื่อกลับมา “รับรองใหม่”

การรับรองใหม่ครั้งนี้ มีรายงานว่า ชื่อของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งสามมิตร ที่ถูก “ตีตก” ไปในรอบแรกกลับโผล่เข้าไปใหม่ และ “ปักหมุด” ใส่มือนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หวังเบียดปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 อย่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ให้กระเด็นไปนั่งกระทรวงศึกษาธิการ ต้องตามไปดู ว่าอะไรที่ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กล้าฝ่ากระแส “เสียสัตย์” ที่เคยประกาศเมื่อ 4 สิงหาคม 2561 ในเวที “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ของ ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และ อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ว่า “ผมจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลนี้”

“ก่อนพูดคุณเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายคุณ” คือ อมตวาจา ที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี สอนนักการเมืองให้ “ยึดมั่น” ในคำพูด แม้ต่อมา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะอ้างว่า “ได้ถอน” คำสัตย์ ที่ประกาศไว้ โดยประกาศถอนหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ในการให้สัมภาษณ์ต่อ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ในรายการ The Daily Dose แล้วก็ตาม

แต่นักการเมืองที่เป็นแบบอย่าง ไม่ควร “ชักเข้าชักออก” พร้อมจะพูดอะไรและถอนอะไรก็ได้ เพียงแค่เมื่อ “เวลาเปลี่ยนไป” เพราะเท่ากับเป็นการ “ไม่รักษาคำพูดกับประชาชน”

ผลประโยชน์ก้อนโตในกระทรวงพลังงาน แม้งบประมาณแผ่นดินในกระทรวงพลังงานมีไม่กี่พันล้านบาท เทียบไม่ได้กับกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีมากกว่า 2 แสนล้านบาท แต่กลับเป็นกระทรวง “เหลือ”ที่นักการเมืองไม่อยากนั่ง แต่เหตุไฉนจึงออกอาการ “แย่งชามข้าว”ในกระทรวงพลังงาน

นอกจากเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงพลังงาน มีเม็ดเงินรวมกว่า 4 แสนล้าน ยังมี “ขุมทรัพย์” ที่รอ “เสนาบดีคนใหม่” เข้ามาตัดสินใจเชิงนโยบายอีกหลายอย่าง อาทิ การเปลี่ยนหลุมรับซื้อน้ำมันที่ประเทศไทยใช้น้ำมันวันละ 183 ล้านลิตร หรือ 1.1 ล้านบาร์เรล โดยในตลาดค้าน้ำมันเป็นที่รู้กัน (พ่อค้าน้ำมันวิ่งเต้น ผู้ซื้อ) จ่ายค่าคอมมิชชั่น (kickback) บาร์เรลละ 3 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ซื้อรายใหญ่ในประเทศไทยคือ ปตท. นั่นคือเหตุที่นักการเมืองพยายามครอบครอง ปตท. ที่ยังมีเรื่องการซื้อแหล่งพลังงานในต่างประเทศทั่วโลก ที่มักจะมี “เงินทอน” มหาศาล รวมถึงการเช่าเรือขุดเจาะและสำรวจแหล่งปิโตรเลียม

ยุคปัจจุบันที่นิยมทำกันคือการขอใบอนุญาตรับซื้อไฟฟ้า จากนโยบายรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน ในอดีต เรียกกันสูงถึง “เมกะวัตต์ละกิโล” ปัจจุบันทันทีที่มีการเก็งว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน มือเดินงานของอดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรมชื่อ “ส.ท.” เริ่มเดินไปหานักลงทุนว่า “ใครอยากได้ใบอนุญาตรับซื้อไฟฟ้า ให้จ่ายมาก่อน” ถ้าเข้าก่อนจ่ายถูก ถ้าเข้าทีหลังจ่ายแพง

ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแผนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ ที่มุ่งเน้นโรงไฟฟ้า จากก๊าซธรรมชาติมากกว่าเชื่อเพลิงอย่างอื่น ที่ทำให้นักลงทุน เตรียม “วิ่งเต้น” ขนานใหญ่

นี่คือ “ขุมทรัพย์”บางส่วนที่นักการเมือง “รุมตอม”กระทรวงพลังงาน จนยอม “พรรคแตก” เพราะผลประโยชน์ที่ยอมกันไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การจะเลือกใครไปนั่ง เป็น “ปู่โสม”เฝ้าทรัพย์กระทรวงนี้ควรปราศจากข้อ กังขาของสังคม ตั้งแต่เริ่มต้น

ขยะบนดินสู่ทะเล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376739?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขยะบนดินสู่ทะเล

24 มิถุนายน 2562 – 07:47 น.
ขยะบนดินสู่ทะเล,ขยะ,ทะเล,องค์การสหประชาชาติ,สิ่งแวดล้อมทางทะเล
เปิดอ่าน 2,747 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยมีการลงนามรับรองปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการต่อต้านขยะทางทะเล ถือเป็นการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ด้วยสาเหตุที่ว่าปัญหาขยะทางทะเลเป็นปัญหาที่มีลักษณะข้ามชาติเนื่องจากเขตแดนทางทะเลนั้นมีอาณาบริเวณที่กว้าง เมื่อขยะได้เคลื่อนออกจากผืนดินไปสู่น่านน้ำทะเลแล้วก็ยากที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถจัดการได้อย่างอิสระเพราะอาจรุกล้ำเขตน่านน้ำของประเทศอื่นได้ การแก้ปัญหาขยะทางทะเลจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและกลไกในระดับระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการรับมือหามาตรการป้องกันและควบคุมปริมาณขยะระหว่างกันเพื่อให้ปัญหาถูกขจัดและลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิผล

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับขยะที่เคลื่อนจากแผ่นดินออกสู่ชายฝั่งทะเล เป็นสาเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลได้รับความเสียหาย  ที่ผ่านมาประเทศในภูมิภาคอาเซียนหลายประเทศถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก ซึ่งปัญหาขยะเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และได้ก่อให้เกิดผลกระทบทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำและทรัพยากรชายฝั่ง เพราะขยะที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่สุดแล้วก็จะไหลลงสู่ทะเล ทำให้ในทะเลมีขยะจำนวนมากที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมในทะเล เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการท่องเที่ยวในภาพรวมเสียหายตามไปด้วย

ปัญหาเรื่องขยะในทะเลเป็นประเด็นระดับโลกที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญ เนื่องจากการจัดการทรัพยากรทางทะเลเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปัจจุบันทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับขยะที่เคลื่อนจากแผ่นดินออกสู่ชายฝั่งและท้องทะเล ดังนั้นปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเล ถือเป็นการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมาไทยถูกจัดเป็นประเทศทิ้งขยะลงทะเลเป็นอันดับ 6 ของโลก ทำให้ประเทศไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาค ถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเล อาจส่งผลกระทบ เช่น การท่องเที่ยว อาหารทะเล อุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะถูกจับตาและอาจถึงขั้นบีบทางการค้าโดยใช้สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยเหมือนกับไอยูยูให้ใบเหลืองประมงไทยได้

ถือเป็นอีกวาระที่สำคัญของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันแสดงบทบาทสำคัญเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมโลกด้วยการลดวิกฤติขยะทางทะเล เริ่มจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องในแต่ละประเทศ รวมถึงการสร้างยุทธศาสตร์ นโยบายระดับภูมิภาคร่วมกันในการกำจัดขยะรูปแบบต่างๆ  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าพลังของอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือคำตอบที่จะช่วยให้ก้าวผ่านทุกความท้าทาย และสามารถวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ สอดรับกับแนวทางประธานอาเซียนคนใหม่ที่ได้ประกาศแนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ด้วยความฝันที่จะให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยต่อยอดจากสิ่งดีๆ ที่อาเซียนได้สร้างกันมาในอดีต และมองไปสู่อนาคตเพื่อความสุขของชนรุ่นหลังที่จะเห็นภูมิภาคที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองต่อไปอย่างยั่งยืน

โดนเทหรือแค่สลับฉาก อนาคต “ช่อ” เสื้อเหลือง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376598?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โดนเทหรือแค่สลับฉาก อนาคต “ช่อ” เสื้อเหลือง”

22 มิถุนายน 2562 – 09:56 น.
ช่อ,พรรณิการ์,พรรณิการ์ วานิช,พรรคอนาคตใหม่,โฆษกพรรคอนาคตใหม่,ดราม่า,ม112
เปิดอ่าน 18,313 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 22-23 มิถุนายน 2562

**************

อาศัยช่องทางปกติกลับมาเมืองไทยเรียบร้อย จัดแจงเปลี่ยนภาพโพรไฟล์ในเฟซบุ๊กไปเป็นชุดขาวสดใส

แต่ พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ” ก็ยังคงเป็นที่จับตามองจากคนไทยในประเด็นเดิมที่เกิดขึ้นจากภาพเมื่อ 9 ปีก่อน และยังต้องตอบคำถามนี้ต่อไปอีกระยะ อย่างน้อยที่มีคนแจ้งความดำเนินคดี ม.112 ไว้ ก็น่าจะลากสาวช่อวนยาวไปพักใหญ่

ภาพจากเฟซบุ๊ก Pannika Chor Wanich

ที่แน่ๆ บทเรียนการเมืองเบื้องต้นทั้งเจอรุ่นพี่ ส.ส. สาวโพธาราม สอนมวยมารยาทในสภามาถึงบทเรียนการถูกขุดคุ้ยราก ช่อสามารถหยิบคู่มือการจ้อแจงสไตล์นักการเมืองออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วจริงๆ

แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นคำอธิบายว่าเธอจะไม่เจอผลจากการกระทำ แม้ว่าบนใบหน้าจะยังคงเปื้อนยิ้มก็ตาม

ช่อเสื้อเหลือง

หลังถูกโจมตีเรื่องชุดไม่ดำ ไม่ขาว ในการประชุมสภาก่อนหน้านี้ และรอดตัวไปได้เพราะกองเชียร์อวยให้ไปชื่นชมความเป็นผู้นำแฟชั่นในสภาในชุดสวยสง่าแบรนด์คนไทย

พอ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ปรากฏตัวครั้งแรกหลังกลับจากเมียนมาร์ ในการเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที

แต่เสื้อสีเหลืองสดใส ปากแดง ที่สาวช่อจัดหนักมาวันนั้น ไม่ได้เบี่ยงเบนสื่อไปจากคำถามที่รอคำตอบได้เลย งานนี้เธอจึงร่ายยาวเพื่อเคลียร์ข่าว

          โดยสรุปว่าตนเองนั้นยอมรับว่าเป็นภาพไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความไม่สบายใจเนื่องจากเป็นสิทธิที่แต่ละคนจะตีความอย่างหลากหลาย และกล่าวขออภัยอีกครั้ง

ที่เสียใจคือเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ตัวเองคนเดียวแต่ไปถึงพ่อและเพื่อนๆ ที่ต้องถูกโจมตีทางการเมืองจากการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือไปด้วย ส่วนเรื่องกฎหมายกำลังรอเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งอย่างเป็นทางการมาก่อน

แต่หลักๆ แล้ว สาวช่อพยายามเน้นว่านี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ทุกวันนี้ความคิดหลายอย่างของเธอเปลี่ยนไปแล้ว ขอให้ตัดสินคนที่ปัจจุบัน

กระแสยังแรง

ในการเมืองที่แบ่งฝักฝ่าย เหตุผลเป็นรองความเชื่อเสมอ ไม่ต้องกล่าวถึงกองเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยสีส้มว่าจะว่าเรื่องนี้ยังไง

แต่คนที่ไม่เชื่อก็คือกลุ่มคนอีกฝ่ายที่มีมากค่อนประเทศ และกระแสยังคงลุกลามไปไม่หยุดในท่วงทำนอง โถช่อ!” คือไม่ใช่แค่ล้อว่าถึงขนาดต้อง “ห่มเหลือง” มาเป็นสัญลักษณ์ แต่ในเนื้อหาที่ช่อกล่าวยังกลับไปแซะตัวเองมากกว่า คืออย่ามาพูดให้ลืมอดีต ถ้าสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่คือการเล่นกับอดีต

อย่าง ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยา ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก Taya Teepsuwan ว่า “ขอโทษคำเดียวไม่พอ แต่ขอให้ช่อคืนใบปริญญา แล้วลาออกจาก ส.ส.” ก็เรียกเสียงเชียร์ไปไม่น้อย

หนักๆ เข้าก็ลามไปถึงการสนับสนุนให้พรรคอนาคตใหม่เช็กบิลโฆษกช่อคนนี้เพื่อให้คนไทยได้เห็นถึงความรับผิดชอบ และเพื่อช่วยแก้ไขภาพลักษณ์ของพรรคอีกด้วย

          มุมนี้เห็นได้จาก สุหฤท สยามวาลา นักร้องและดีเจชื่อดัง ซึ่งออกตัวหนุนแนวทางของพรรคอนาคตใหม่มาตลอด ก็ยังโพสต์เฟซบุ๊กทำนองว่าเลือกอนาคตใหม่ แต่ไม่ชอบคุณช่อที่ทำแบบนั้น!

งานนี้คนไทยสงสัยยิ่งว่าสุดท้ายขอโทษแล้วจะจบหรือเป็นช่อที่จบกันแน่!

อนาคตช่อ

ปรากฏว่าช่วงเดียวกันข่าวว่าสาวช่อ “ถูกลอยแพ” จากพรรคสีส้มกระจายไปทั่ว เมื่อมีการตั้งรองโฆษกพรรคเพิ่มอีก 2 ราย คือ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ เอกภพ เพียรพิเศษ

งานนี้แม้พรรคจะอ้างว่าเพื่อเพิ่มความหลากหลายในการสื่อสาร แต่ในการเปิดตัวกลับให้ วาโย อัศวรุ่งเรือง รองโฆษกพรรค เป็นผู้แถลง ไม่มีเงาของสาวช่อ ก็นับว่าผิดวิสัยยิ่ง

นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าเดิมพรรคอนาคตใหม่ได้เสนอชื่อช่อ เป็น 1 ใน 7 คณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ได้เปลี่ยนไปใส่ชื่อ เอกภพ เพียรพิเศษ รองโฆษกพรรค แทน

          ที่เด็ดคือสาวช่อยังไม่มีชื่อในการลงพื้นที่ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ช่วงวันที่ 22-24 มิถุนายนนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสานอีกด้วย!!

ภาพจาก ทวิตเตอร์ Pannika_FWP

งานนี้คนไทยเลยเม้าท์กระจายว่าเอาแล้ว! เพราะสถิติขั้นตอนการ โดนเท” ถ้าเป็นแฟนก็เริ่มจากเลิกโทร ถ้าเป็นการทำงานก็เริ่มจาก “ลดบทบาท”!

แต่ในทางการเมืองอาจเรียกว่าเป็นการ “ลดแรงกดดัน” ก็ได้ เพราะแป๊บเดียวเจ้าตัวโพสต์ทวิตเตอร์ขายหมวกหารายได้เข้าพรรคเสร็จ ก็ลุกขึ้นมาแจงรัวผ่านสื่อว่าไม่จริงค่ะ! ในฐานะส.ส. รับผิดชอบด้านการต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน เมื่อมีการร่างข้อบังคับกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการเสร็จแล้วก็จะเข้าไปรับผิดชอบในด้านที่เกี่ยวข้อง

          ส่วนในฐานะโฆษกที่มีรองโฆษกเพิ่มเข้ามารวมเป็น คนนั้น ก็เป็นขั้นตอนปกติและพรรคอื่นก็ทำกัน เพื่อเอาไว้ตอบคำถามตามความรู้ความสามารถความถนัด ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยจริงๆ!

กองเชียร์ได้ยินแล้วก็อาจจะใจชื้น แต่อย่าลืมว่านี่แค่เริ่มเท่านั้น!

ชีวิตในเพลง “กอดคนนอกใจ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376597?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชีวิตในเพลง “กอดคนนอกใจ”

22 มิถุนายน 2562 – 09:07 น.
พี่นาง,นาง ศิริพร,ศิริพร อำไพงษ์,ลูกทุ่ง ศิริพร อำไพพ,โบว์รักสีดำ,ปริญญาใจ,อรนภา ดวงดี
เปิดอ่าน 12,528 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 22 – 23 มิ.ย. 2562

*********************

ต้นตำรับสาวหมอลำสายบุญ เผชิญรักนอกหัวใจในวัย 55 จากวันที่ “อ้ายคือปริญญาใจ” จับมือประคองรักมั่น กลายกลับเป็น “ปริญญาเจ็บ” และ “โบว์รักสีดำ”

เช้าวันพฤหัสที่ 20 มิถุนายน 2562 ศิริพร อำไพพงษ์” หลบข่าวร้อนกรณี “อร” ลูกบุญธรรมมีสัมพันธ์ลึกกับ “โก้” สามี อดีตมือกลอง มุ่งหน้าสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ข้ามฝั่งไปยังผับ A-Set Zone อัครสถานบันเทิงชื่อดังแห่งเมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย

4 ทุ่มครึ่ง มินิคอนเสิร์ต One Night in Poi-Pet โดยหนึ่ง จักรวาล และครูสลา คุณวุฒิ ได้เริ่มต้นด้วยศิลปินหมอลำระดับตำนาน “ศิริพร” ตามมาด้วย ฝน ธนสุนทร และ แสน นากา

ช่วงสุดท้ายของโชว์คืนนั้น ศิริพรออกมาร้องเพลงชุดสุดท้าย “กอดคนนอกใจ” ผลงานการประพันธ์ของสลา คุณวุฒิ

“บ่ได้โดนหลอก แต่ถูกนอกใจ ถึงจับบ่ได้ แต่ใจมันรู้ ไปแอบมีใคร เป็นกิ๊กเป็นชู้ ที่นอกประตู หัวใจฮักเฮา..”

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มชุดสุภาพสตรีหมายเลข 1 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตรงท่อนแยกนั้น ศิริพรร้องพร้อมกับเอฟซีที่ตามมาจากเมืองไทย

          “คนนี้ไงเล่า ที่เราเลือกเอง ทั้งดีทั้งเก่ง โหวตให้ท่วมท้น มันเจ็บเหลือเกิน ยับเยินเหลือทน ต้องนอนกอดคน ที่นอกใจเราทุกคืน”

แม้ใจจะขุ่นมัวแต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น The show must go on ศิริพรยังเล่นมุกสดๆ สนุกสนานกับแฟนเพลง โดยเฉพาะมุก “มือกลอง” แถมตีกลองโชว์อีกต่างหาก

          ก่อนจบคอนเสิร์ตคืนนั้น ครูสลา คุณวุฒิ ออกมาแซวศิริพรว่า กำลังทำเพลงใหม่ให้ชื่อเพลง “ข้อยบ่แม่นกะเทย” โดย “นาง” ศิริพร ขอร้องเพลงนี้แบบอะคูสติก เพราะไม่ชอบเสียงกลอง

เอฟซีหมอลำสาวเสียงแหบฮาสนั่นผับที่เห็นศิริพรเล่นมุก “อยากตีหัวมือกลอง” เพราะทุกคนรู้ดีว่าผู้ชายที่ทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ในเวลานี้คือ “โก้” อดีตมือกลองรูปหล่อ ผู้ที่เธอเลือกเองเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ตำนาน “โบว์รักสีดำ”

บนเส้นทางศิลปินเพลงอันยาวนานกว่าครึ่งชีวิตของ “นาง”ศิริพร อำไพพงษ์ กว่า 35 ปีนั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกปี 2527-2542 “หมอลำสาว” โลดแล่นไปตามวิถีนักร้องหมอลำ จากหมอลำคณะสุเทพ ดาวดวงใหม่ สู่ห้องบันทึกเสียงค่ายกรุงไทย และค่ายพีจีเอ็ม

ภายใต้การดูแลของ “ล.ราชวัตร” สาวหมอลำเมืองอุดรฯ มีวงดนตรีพิณแคนอีสาน และผลงานกลอนลำเดินที่โด่งดัง “โบว์รักสีดำ” ผลงานของสุพรรณ ชื่นชม และทำดนตรีโดยหนุ่ม ภูไท

          กลอนลำโบว์รักสีดำดังระเบิด วงศิริพรมีงานโชว์ทุกคืน เหมือนเธอจะโกยเงินโกยทอง แต่น้อยคนจะรู้ว่าเธออยู่ในสถานะ “ลูกจ้าง” รับจ้างลำและร้องเพลงเท่านั้น

16 ปีที่อยู่ในการบริหารของ ล.ราชวัตร ศิริพรมีผลงานเสียงลำรวม 31 อัลบั้ม แต่เธอกลับไม่ร่ำรวยเหมือนกลอนลำโบว์รักสีดำที่ดังทะลุฟ้า

ปริญญาใจ” จุดเปลี่ยน

ด้วยร้องลำมาแต่สาวรุ่น เมื่อศิริพรอายุ 30 ปี เสียงแหบพร่า มีปัญหาเส้นเสียงและอยู่ในช่วงขาลง แต่ทำไมค่ายใหญ่ “แกรมมี่โกลด์” จึงรับเธอมาเป็นนักร้องในสังกัด

          “สลา คุณวุฒิ” คือผู้จุดประกายให้หมอลำขาลงอย่างศิริพร ได้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เมื่อเซ็นสัญญาเสร็จเรียบร้อย ผู้ใหญ่ในแกรมมี่ให้ศิริพรไปรักษาเส้นเสียงและฝึกการร้องเพลงลูกทุ่งให้ถูกต้อง

ครูสลาต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ศิริพร จากสาวหมอลำล้วนๆ มาเป็นนักร้องลูกทุ่งอีสานและเชื่อว่าเธอเป็นศิลปินคุณภาพต้องกลับมาได้

“ศิริพร เป็นนักร้องครบเครื่อง เป็นนักร้องที่ร้องเพลงได้สื่อสาร ร้องเพลงเหมือนไม่ได้ร้องเพลง แต่เหมือนกำลังเล่าเรื่อง ทำให้คนเชื่อ” ครูสลากล่าวถึงสาวหมอลำมากประสบการณ์

อัลบั้ม “ปริญญาใจ” วางแผง 24 สิงหาคม 2543 นี่เป็นงานเดิมพันทั้งของศิริพรและครูสลา ในฐานะโปรดิวเซอร์ แต่แล้วเพลงปริญญาใจ ก็ทำให้ศิริพรแจ้งเกิดครั้งที่ 2 ในชายคาแกรมมี่โกลด์

วันที่เพลงปริญญาใจดัง ศิริพรเข้าสู่การบริหารจัดการของค่ายใหญ่ และตัดขาดผู้จัดการคนเก่า “ล.ราชวัตร” เธอจึงลงทุนทำวงดนตรีพิณแคนอีสานโดยตัวเอง การเดินสายของวงศิริพร มีงานเกือบทุกวันทั้งงานจ้างวง และงานล้อมผ้า

ศิริพรมีรายได้จากส่วนแบ่งการขายเทปและซีดีรวมถึงรายได้จากวงดนตรีอย่างเป็นกอบเป็นกำ เงินทองไหลมาเทมา ญาติพี่น้องของเธอได้รับส่วนแบ่งจากความมั่งคั่งทุกคน

          เมื่อทุกอย่างมีพร้อม ศิริพรจึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับ “โก้” มือกลองหุ่นดีที่แวะเวียนมาแถวห้องอัดเสียงแกรมมี่โกลด์ ซึ่งผู้ใหญ่ในแกรมมี่โกลด์หลายคนก็เห็นดีเห็นงาม

ช่วงที่ 2 บนถนนสายลูกทุ่งหมอลำของศิริพร จากปี 2543 ถึงปัจจุบัน เริ่มต้นด้วยความสำเร็จและรุ่งโรจน์ โดยมีชายหนุ่ม อดีตมือกลองยืนอยู่เคียงข้าง ถือเป็นช่วงชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด แต่เธอก็ไม่คาดคิดว่าความเชื่อถือและความศรัทธาในมือกลองคนนี้ จะจบลงด้วยน้ำมือคนใกล้ตัว

เส้นทางบุญ

อีกด้านหนึ่งของชีวิตศิริพร คือภาพของผู้เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา แฟนคลับคนไหนชวนไปทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา เธอไปหมดทุกที่

“พี่นางไม่มีลูก ถามว่าเงินมีมากมายจะเอาไปอะไรนักหนา สร้างแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ ถ้าเราตายไปแล้ว สร้างไว้ในพระพุทธศาสนา เอาไว้ให้ลูกหลานเล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้ว โตขึ้นเขาเรียนจบก็หาเอง” ศิริพรเคยบอกนักข่าวรุ่นน้อง

          หมอลำสายบุญได้หาเงินสร้างวัดมาแล้วมากมายและที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วอีสานคือวัดป่าสว่างธรรม บ้านดอนกลอย ต.ดอนกลอย อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของสาวหมอลำเอง

ศิริพรสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่กลางแม่น้ำและองค์พญานาคราช ที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง เพราะทุกครั้งที่ทางวัดทำพิธีใหญ่ ชาวบ้านก็ร่ำลือว่าได้เห็นพญานาคอยู่กลางน้ำ

เมื่อนักข่าวถามว่า “พี่นาง” หมดเงินสร้างป่าสว่างธรรมไปเท่าไหร่แล้ว เธอตอบทันที “จะ 40 ล้านแล้วค่ะ ไม่ใช่พี่นางสร้างคนเดียว ก็มีญาติสายบุญสายธรรมด้วย ก็สร้างวัดป่าสว่างธรรม อุดรธานี การสร้างบุญไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ สร้างไปเรื่อยๆ”

ลูกบุญธรรม

เป็นที่รู้กันในแวดวงศิลปินแกรมมี่โกลด์ว่า “พี่นาง” หรือ “ป้านาง” เป็นคนใจบุญชอบแจกทาน มีลูกบุญธรรม มีหลานบุญธรรม

“มีหลานบุญธรรม 5 คน มีลูกบุญธรรมเยอะค่ะ มีแต่คนมาเป็นลูก แต่ดีนะ เราไม่ได้คลอดเขาออกมา แต่เขาเรียกเราว่าแม่ ดีใจนะ” แม่นางเปิดใจผ่านสื่อไทยรัฐออนไลน์เมื่อปีที่แล้ว

          สำหรับ “อร” หรือ อรนภา ดวงดี แม่นางได้เล่าเรื่องราวของสาวผู้โชคดีว่า เมื่อ ปีที่แล้ว พ่อแม่ตัวจริงของอร ได้ยกให้เป็นลูกของเธอ

“พ่อแม่เขาบอกว่าทำไมเหมือนศิริพร ก็ยกให้เลยลูกเขาหลายคน เราก็คิดว่าดีนะ ไม่ต้องไปคลอดเอง ก็เลยได้น้องอรมา ตั้งชื่อให้ว่า อรนภา ดวงดี เพราะเขาดวงดีจริงๆ เราไม่มีลูก มาเป็นลูกเราก็ถือว่าดีนะ”

เบื้องแรก “อร” ได้มาหาศิริพร พร้อมบอกอยากเป็นนักร้อง เมื่อได้เป็นลูกบุญธรรม ศิริพรก็พยายามปั้นอรให้เป็นนักร้อง โดยลงทุนสร้าง “กลุ่มศิลปินคิดฮอด” ขึ้นมา โดยมีนักร้องดาวรุ่งชาย 4 คน และลูกอรรวมอยู่ในนี้ แต่เส้นทางนักร้องของอรนภา ดวงดี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

อรนภา ดวงดี สมัยเป็นนักร้อง

          กลางปี 2561 ศิริพรตัดสินใจทุบกระปุกหอบเงิน 10 ล้าน เปิดคลินิกความงามชื่อ “พรนิต้า คลินิก” ในซอยนวลจันทร์ 56 (แยก 1) เพื่อเป็นธุรกิจส่วนตัวของลูกบุญธรรม โดยแม่นางยอมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อีกด้วย

12 มิถุนายน 2562 เฟซบุ๊กของศิริพร อำไพพงษ์ ได้โพสต์ข้อความว่า ได้ปิดกิจการคลินิกศัลยกรรมที่เคยทำ จากนี้ไม่มีการทำงานในนามคลินิกของตนอีก ถ้ามีถือว่าแอบอ้าง

ถัดจากนั้นสื่อทุกสำนักข่าวนำเสนอข่าว ศิริพร อำไพพงษ์ ต้องออกจากบ้านและประกาศขายกิจการคลินิกเสริมความงาม เพราะปมความสัมพันธ์สามีและลูกสาวบุญธรรม

คลินิกความงามที่ศิริพรลงทุนให้อร ลูกบุญธรรม

ขณะที่โก้ สามี และอร ต่างออกมาบอกว่า ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าพ่อกับลูก แต่พี่นางยังให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องความสัมพันธ์สามีและลูกบุญธรรมนั้นเป็นเรื่องจริง

นับจากวันนั้นศิริพรไม่ได้พูดอะไรอีกมีแต่เดินทางไปร้องเพลง “กอดคนนอกใจ” ที่ผับดังกลางเมืองปอยเปต

          “บ่ได้โดนหลอก แต่ถูกนอกใจ ถึงจับบ่ได้ แต่ใจมันรู้ ไปแอบมีใคร เป็นกิ๊กเป็นชู้ ที่นอกประตู หัวใจฮักเฮา..”

ปิดฉากเด็กดื้อ New Dem ของดี ปชป. ต้อง New Economy

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376327?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปิดฉากเด็กดื้อ New Dem ของดี ปชป. ต้อง New Economy

22 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
นิวเดม,พริษฐ์ วัชรสินธุ,ไอติม,ประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,New Dem,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 33,943 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ใจหายเมื่อ “นิวเดม” ปิดตัว แต่มุมหนึ่ง “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ” ก็เป็นเช่นเดียวกับน้า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ลาออกจากหัวหน้าพรรค และลาออกจากส.ส. แบบหล่อน้ำตาไหล แม้จะไม่ได้ออกจากสมาชิกพรรคเพราะมีอะไรให้เสียเยอะกว่าหลานชายที่ไม่ได้แม้แต่เก้าอี้ ส.ส.ก็ตาม

อีกมุมหนึ่งเราได้เห็นว่านิวเดมเองก็คือลูกน้อยของบ้านหลังใหญ่ปชป. ที่ไม่ได้เป็นเอกภาพใจเดียวกัน หลายคนก็มีปลายทางเป็นดาวอีกดวง ถึงได้ไหลเทไปรวมกับ “กลุ่มยุวประชาธิปัตย์” ที่มีอยู่ดั้งเดิม ตามมติของพรรคว่าควรยุบรวมกันดีกว่า

จากนั้นพรรคก็ฉายภาพของปริญญ์ พานิชภักดิ์ ที่ก้าวเดินขึ้นมาส่องแสงแทน ในนามแกนนำทีมอเวนเจอร์เศรษฐกิจ เปิดตัวเรียกเสียงฮือฮากลบข่าวนิวเดมแยกย้ายไปหมดสิ้น

ถามว่าจากนี้พรรคจะเป็นยังไง คงให้เป็นเรื่องของลุงๆ แล้วกัน (ฮา)

เด็กดี ปชป.

เมื่อนิวเดมปิดฉาก คนไทยรู้ว่านี่ยิ่งยืนยันว่าสุดท้ายประชาธิปัตย์ยังเลือกที่จะเดินตามระบบระเบียบ ธรรมเนียมเดิมๆ พูดง่ายๆ ว่าเล่นแบบเก่า

แต่หลายคนบอกว่าแฟร์แล้ว เพราะภาพของนิวเดมที่เหมือน “เด็กดื้อ” ในพรรคยุคผลัดใบสีเดิม มันอิหลักอิเหลื่อไม่เข้ากัน สู้กลับไปเป็น “ยุวประชาธิปัตย์”  “เด็กแสนดี” แบบเดิมน่าจะเข้าท่ากว่า

ประชาธิปัตย์ทำเรื่องเยาวชนกับการเมืองมาเนิ่นนาน โดยตั้งเป็นยุวประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2512 มีโลโก้ที่ออกแบบโดยฝีมือ “อู๊ดด้า” สมาชิกรุ่นแรกๆ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั่นแหละ

แต่ด้วยกาลเวลา ทำให้ภาพของกลุ่มนี้ถูกกลืนหายไปกับภาพพรรคเก่าแก่ แลดูเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นช่วงปี 2552 ในยุคนายกฯ มาร์ค จึงมีการรีแบรนด์เบาๆ ด้วยการจัดกิจกรรมชื่อว่า “เควสชั่น มาร์ค เดย์” เป็นอีเวนท์ใหญ่ที่ลานเพลย์เฮาส์ เซ็นทรัลเวิลด์ มีมินิคอนเสิร์ตเอาใจความบันเทิงที่เข้าถึงวัยรุ่น มีพี่มาร์คมาพูดคุยกับเด็กๆ

แกนนำของโครงการก็คือกลุ่มคนข้างกายนายมาร์คทั้งสิน เช่น ดร.รัชดา ธนาดิเรก, เทพไท เสนพงศ์ สาธิต ปิตุเตชะ ฯลฯ

แต่แล้วไม่รู้ทำไมคนไทยก็ไม่ได้ไฮไลท์หรือจดจำว่า “ยุวประชาธิปัตย์” ได้ทำอะไรมากไปกว่าเป็นหน่วยเล็กๆ หน่วยหนึ่งของบ้านใหญ่หลังสีฟ้าริมถนนเศรษฐศิริแห่งนั้น

   ไอติมและนิวเดม

กระทั่งการมาถึงของ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หลายคนหันมาจับตามองโดยเฉพาะช่วงต้นปี 2561 ภาพของไอติมก็พุ่งวาบออกมา ถึงขนาดร่วมเวทีเสวนาเดียวกับบุคคลที่ภายหลังมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคต่างๆ ในงาน “อนาคต ประเทศไทยไปทางไหน?”

วันนั้นไอติมนั่งอยู่ท่ามกลางคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, อนุทิน ชาญวีรกูล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยมี สุทธิชัย หยุ่น ดำเนินรายการ

ช็อตนั้นเองคนไทยได้กลิ่นว่านี่คือสัญญาณบางอย่างว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา หลังจากนั้นหลานน้ามาร์คก็ตระเวนออกข่าวแทบทุกค่ายสื่อเพื่อบอกเล่าถึงเป้าหมายของพรรคและตนเองที่ต้องการทำการเมืองเพื่อคนรุ่นใหม่จริงๆ

กระทั่งช่วงพฤศจิกายน 2561 ไอติมและผองเพื่อนประกาศเปิดตัวกลุ่มนิวเดม ที่ย่อมาจากคำว่า “นิวเดโมเครต” หรือ “ประชาธิปัตย์ใหม่” จำนวน 21 คน

คนดังนอกจากไอติมก็มี “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, “ปลื้ม” สุรบถ หลีกภัย ทายาท ลุงชวน, สรรเพชร บุญญามณี, บุตรชาย นิพนธ์ บุญญามณี ฯลฯ

วันนั้นไอติมประกาศแนวคิดของกลุ่มว่า “ก้าวนอกกรอบ” ความหมายในวันนั้นคือนโยบายใหม่ๆ ที่คนรุ่นใหม่ต้องการ เช่น เกณฑ์ทหารสมัครใจ กัญชาเสรีทางการแพทย์ ความเสมอภาคทางเพศ ฯลฯ

  ไอติม เด็กดื้อ?

ต้นปี 2562 เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเปิดฉาก ประชาธิปัตย์วันที่ยังมีน้ามาร์คถือธงนำ ส่งเลือดใหม่นิวเดมลงสนามเลือกตั้งหลายคน เช่น พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ เขตบึงกุ่ม-คันนายาว, หมอเอ้ก เขตบางซื่อ-ดุสิต และไอติม เขตบางกะปิ-วังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา)

น้ามาร์คตัดสินใจช่วงโค้งสุดท้ายประกาศไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช. เมื่อเห็นว่ากระแสมาทางนั้นมากกว่า แต่เรื่องนี้มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาธิปัตย์พ่ายยับในสนามกทม. น้ามาร์คจึงต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค

หากชาวนิวเดิมออกมาระบุว่าที่พ่ายแพ้เพราะคนไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าสินค้าของประชาธิปัตย์คืออะไร พรรคตกไปอยู่ในจุด “no man’s land” คือบริเวณที่ไม่มีใครอยู่ หรือบริเวณที่คนไม่กล้าอยู่เนื่องจากความไม่แน่นอน

ราวๆ วันที่ 29 มีนาคม 2562 ไอติมและเพื่อนเลยโชว์เหนือด้วยการโพสต์เฟซบุ๊ก สะท้อนแนวคิด “ก้าวนอกกรอบ” มาดใหม่ เสนอพรรคไม่เข้าร่วมรัฐบาลทุกฝ่าย ประกาศทำหน้าที่ฝ่ายค้านอิสระอย่างสง่างาม และไม่ผิดคำพูดที่เคยหาเสียงไว้

แต่หลังจากนั้นเฟซบุ๊ก NewDem ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาอีก ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ จนกระทั่ง 15 พฤษภาคม 2562 จุรินทร์ ที่ออกลีลาเหมือนจะไม่เอา คสช. ได้เก้าอี้ประมุขพรรคมาครอง แต่สุดท้ายก็หันหัวเรือเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

นิวเดมถึงได้รู้ว่าโลกไม่สวยอย่างที่คิด

 ปริญญ์ความหวังใหม่

ปรากฏว่าที่ทางของนิวเดมในพรรค ที่เหมือนโคลงเคลงบนแพไม้ไผ่อยู่แล้ว กลับต้องมาพบเจอเชือกขาดเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากน้ามาร์คลาออกจากส.ส. ปชป. ชาวสมาชิกนิวเดมบางคนลาออกจากพรรคไปด้วย

นอกจากไอติม ก็มี ฤชกุศล ส่องแสง อดีตผู้สมัครเขต 2 จ.ปทุมธานี, นัฏฐิกา โล่ห์วีระ ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ เขต 1, ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 15 กทม. ทายาทเครือโนเบิล, ทัดชนม์ กลิ่นชำนิ สมาชิกพรรค

แต่เรื่องนี้มีหรือที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปต่อไม่ได้ พรรคมีหัวหน้าคนใหม่แทนน้ามาร์คฉันใด ยุวประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่แทนนิวเดมได้ฉันนั้น

การที่ไอติมอดีตดาวรุ่งไม่อยู่ พรรคก็มีทีมอเวนเจอร์เศรษฐกิจทั้ง 9 คน (รวมหัวหน้าพรรค) ที่เพิ่งแถลงข่าวเปิดตัวไปว่านี่คือ กลุ่ม New Economy หรือเศรษฐกิจทันสมัย วันเปิดตัวใครๆ ก็เห็นว่าหัวหน้าพรรคอย่างอู๊ดด้ายิมแก้มปริขนาดไหน

ทีมนี้นำโดย “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ลูกชายคนโตของ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ แถมยังเป็นอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)

เห็นโปรไฟล์แล้วสะดุ้ง เพราะอัดแน่นครบเครื่อง จบอังกฤษและเคยผ่านงานด้านการเงินมามากมาย เช่น ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการลงทุนภูมิภาคเอเชีย บริษัท เครดิต ลียองเนส์ (ฮ่องกง) แถมยังเป็นผู้นำร้านเป็ดย่างชื่อดังในกรุงลอนดอน “โฟร์ซีซั่นส์” มาเปิดสาขาในไทยอีกด้วย

เทียบกับนิวเดมแล้วทีมนี้คือคนในวัยทำงานตัวจริง ดูเป็นความหวังสวยๆ ของพรรค ส่วนนิวเดมที่เหลืออยู่ก็ไปอยู่กับ “ยุวประชาธิปัตย์” ไปก่อนค่อยว่ากัน