ลุ้นชะตา”ธนาธร” เมื่อเกมเปลี่ยนกรรมการวืด!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นชะตา”ธนาธร” เมื่อเกมเปลี่ยนกรรมการวืด!

27 มิถุนายน 2562 – 09:35 น.
รักแผ่นดิน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ,ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 35,260 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ในที่สุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธคำร้องของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขอ เลื่อนนำส่งคำชี้แจงปมถือหุ้นสื่อ ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามในการสมัคร ส.ส.ออกไปอีก 15 วัน ตามความประสงค์ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังจากที่ขอเลื่อนส่งคำชี้แจงมาแล้ว 30 วัน

ส่งผลให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีเส้นตายในการชี้แจงข้อมูลทั้งหมดต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า ข้อมูลเพียงพอที่จะวินิจฉัย หรือเปิดศาลไต่สวน

น่าแปลกใจ ตรงที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ชั้นสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้งธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยะบุตร แสงกนกกุล ประกาศความมั่นใจในข้อมูล

เอกสารทั้ง อีซี่พาส ใบสั่ง และเช็คที่ไม่ได้ขึ้นเงิน รวมทั้งการโอนกันเอง ว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ถึงขนาดที่ปิยะบุตร กล้าบอกว่า ไป กกต.นี่ เขาถาม กกต.ซึ่ง กกต.ตอบคำถามไม่ได้เลย กับเอกสารที่หอบไปหลายแฟ้ม นั่นหมายความว่า ความพร้อมทางเอกสารย่อมมีครบบริบูรณ์ แต่เหตุไฉน จึงขอเลื่อนระยะเวลาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งรวม 45 วัน แต่ศาลตัดเกมยื้อครั้งนี้ อนุญาตการเลื่อนเพียงครั้งเดียวคือ 30 วัน

          เป็นเหตุผลที่ต้องการให้ระยะเวลาถูกทอดออกไป เพื่อให้ตุลาการ 5 ใน 9 คน พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ และกำลังอยู่ระหว่างการสรรหาใหม่หรือไม่

5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องพ้นตำแหน่งเหตุครบวาระ 9 ปี ประกอบด้วย นุรักษ์ มาประณีต ชัช ชลวร บุญส่ง กุลบุปผา อุดมศักดิ์ นิติมนตรี และจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งขณะนี้ กระบวนการสรรหาที่ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

โดยหวังว่า หากมีการเปลี่ยนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว “อาจจะ” ทำให้ผลแห่งการพิจารณาเปลี่ยนไป

แม้เป็นความหวังเล็กๆ แต่คงดีกว่า ไม่หวังอะไร สำหรับหนุ่มห้าวอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่อย่าลืมว่า ระหว่างการสรรหา 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ ตุลาการทั้ง 5 ท่าน ยังทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการวินิจฉัยคดี

และต้องคิดอีกมุมนึงด้วยว่า “เปลี่ยนกรรมการอย่างไร ก็หนีความจริงไม่พ้น” ใครทำอะไรไว้ จงก้มหน้ารับผลแห่งการกระทำของตัวเองเถิด

ความท้าทายแก้ปัญหา”วัณโรค”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377219?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายแก้ปัญหา”วัณโรค”

27 มิถุนายน 2562 – 08:10 น.
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,น้ำตาล,วัณโรค,บุตรศรัณย์ ทองชิว
เปิดอ่าน 2,134 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เผยสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือน้ำตาล เดอะสตาร์ โดยรายงานผลการตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อหลังโพรงจมูกที่ส่องกล้องเข้าไปดู พบมีสีผิดปกติไปขนาดประมาณ 0.5–1 ซม. จึงตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาหาสาเหตุการเสียชีวิต

ระหว่างตัดชิ้นเนื้อพบมีเลือดไหลออกมา หลังจากย้อมชิ้นเนื้อ พบว่าเข้าได้กับวัณโรคแต่ไม่พบเชื้อ จึงได้ทำการตรวจอีกวิธีหนึ่งเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อวัณโรคได้ผลเป็นบวก จึงสรุปได้ว่ามีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก ซึ่งในกรณีนี้มีโอกาสติดต่อกันได้น้อย จากสถิติในปี 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คน โดยร้อยละ 83 จะตรวจพบที่ปอด ส่วนร้อยละ 17 ตรวจพบนอกปอด สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของวัณโรคที่พบนอกปอด อีกทั้งวัณโรคสามารถเป็นได้ตามอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย พร้อมระบุด้วยว่าอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศยังไม่ลดลง สามารถเกิดได้กับทุกคนทุกวัย และเกิดขึ้นได้ในหลากหลายอวัยวะ

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รมว.สาธารณสุข ได้กล่าวใน “วันวัณโรคสากล” ที่ตรงกับวันที่ 24 มีนาคม ของทุกปี ถึงสถานการณ์วัณโรคในไทยว่า แม้ว่าประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จการรักษาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่มากกว่าร้อยละ 85 สามารถลดอัตราอุบัติการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคจาก 172 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2559 ลดลงเหลือ 156 ต่อแสนประชากร ในปี 2560 แต่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ ประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 108,000 รายต่อปี และเสียชีวิตกว่า 12,000 รายต่อปี ที่สำคัญวัณโรคดื้อยาหลายขนานส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษา 1.2 แสนบาทต่อราย และถ้าเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงค่ารักษาจะสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อราย ทั้งนี้การคัดกรองวัณโรคใน 7 กลุ่มเสี่ยง ในปี 2560-2561 ประมาณ 5 ล้านคน พบเป็นวัณโรค 22,784 ราย

จากรายงานของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อราวเดือนมีนาคม-เมษายน ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นในระยะหลังอย่างน่าเป็นห่วงทั้งที่เคยลดต่ำไปอย่างมากเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ โดยภาพรวมปัญหาใหญ่เกี่ยวกับการควบคุมโรค คือ 1.มีงบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับการควบคุมโรคอื่น 2.ถูกตัดลดงบประมาณวัคซีนจากองค์การระหว่างประเทศเนื่องจากไทยไม่ได้เป็นประเทศกำลังพัฒนาระดับกลางล่างแล้ว 3.การควบคุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถติดตามควบคุมแรงงานต่างด้าวที่เป็นวัณโรคระยะแฝงได้ และ 4.ขาดกฎหมายควบคุมโรคที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะทำให้ไม่มีการบังคับควบคุมกักตัวส่งกลับออกนอกประเทศ และที่น่าตระหนกยังพบบุคลากรสาธารณสุขตามโรงพยาบาลตรวจพบเชื้อด้วย

คนไทยส่วนใหญ่รู้ถึงอันตรายของโรคไข้หวัดใหญ่ แต่น้อยคนจะรู้ว่า คนไทยป่วยเป็นวัณโรครายใหม่ปีละจำนวนมาก และยังมีกลุ่มเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานรวมทั้งกลุ่มเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรง ซึ่งแต่ละปีต้องใช้งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยกว่า 1.5 พันล้านบาท ดังนั้นเป็นหน้าที่ภาครัฐต้องจัดให้มีการเข้าถึงการวินิจฉัยที่รวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงการตรวจหาวัณโรคดื้อยาและเปิดกว้างนำยารักษาขนานใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ อีกทั้งต้องสนับสนุนงบประมาณทั้งการรักษาและการควบคุมป้องกัน แต่หากภาครัฐและหน่วยงานเกี่ยวข้องยังดำเนินการเช่นปัจจุบันจะส่งผลต่อสถานการณ์วัณโรคในประเทศที่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันการลดอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรคไทยให้เหลือ 10 ต่อแสนประชากร ในปี 2578 ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

“หน่อย” ถอยไป “สมพงษ์” สายตรง “แดงแดนไกล”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377078?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หน่อย” ถอยไป “สมพงษ์” สายตรง “แดงแดนไกล”

26 มิถุนายน 2562 – 10:46 น.
สมพงษ์,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,หัวหน้าพรรคเพื่อไทย,หญิงหน่อย,คุณหญิงหน่อย,เจ๊หน่อย สุดารัตน์,พลตทวิโรจน์ เปาอินทร์,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 9,368 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 มิถุนายน 2562

****************

          จบข่าวเมื่อคนแดนไกลเคาะชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แทน พล...วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่จะเซ็นใบลาออกจากหัวหน้าพรรคในสัปดาห์นี้ ส่วนเลขาธิการพรรคน่าจะเป็น “อ้วนเจ้าเก่า”

          เหมือนรู้ว่ามีสายตรงมาจากลอนดอน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย จึงให้สัมภาษณ์สื่อที่ใกล้ชิดว่า ไม่เคยเสนอชื่อ น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รับตำแหน่งใดในพรรคทั้งสิ้น

สมพงษ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

โตมากับทหารแก่

          นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเพื่อไทยในสถานการณ์วันนี้ สมควรแล้วที่จะดัน “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ผู้ที่คร่ำหวอดการเมืองไทยมายาวนาน และมากไปด้วยคอนเนกชั่น จะสามารถประคองพรรคให้อยู่รอดปลอดภัยได้

          40 ปีกว่าที่แล้ว “สมพงษ์” เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง มีภรรยาชื่อ “เพ็ชรี เตชะไพบูลย์” จึงได้เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ อาณาจักรธุรกิจเบียร์ของกลุ่มเตชะไพบูลย์ 

          นักข่าวรุ่นหลัง อาจไม่ทราบว่า สมพงษ์มีความรอบรู้เชี่ยวชาญเรื่องเบียร์มาก เพราะเคยไปอยู่เยอรมนีมาหลายปี จึงนำเบียร์คลอสเตอร์ เข้าสู่ตลาดเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 2518

          ปี 2524 พล..เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้จดทะเบียนตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย โดยมีสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการพรรคชุดแรก และขยับเป็นรองเลขาธิการพรรค นั่นหมายตระกูลเตชะไพบูลย์ ได้ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองของอินทรีบางเขน

          เส้นทางทุนไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ สมพงษ์ก็มาตามวิถีที่เจ้าสัวอุเทนได้กำหนดไว้ 

สัมพันธ์ลึก“กำนันเป๊าะ”

          คืนวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่วัดแจ้งเจริญดอน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งมีการสวดพระอภิธรรมคืนแรกของกำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม ปรากฏว่า มีนักการเมืองที่ใกล้ชิดตระกูลคุณปลื้ม ไปร่วมงานกันมากหน้า รวมถึง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

สมพงษ์ร่วมงานสวดอภิธรรมกำนันเป๊าะ

          เลือกตั้ง 2529 สมพงษ์ในวันที่สวมหัวโขนเลขาธิการพรรคชาติประชาธิปไตย หิ้วกระเป๋ามาสมัคร ส..ชลบุรี เขต โดยกำนันเป๊าะลาออกจากตำแหน่งมาช่วยสมพงษ์หาเสียง เพราะตัวกำนันเอง ติดหนี้บุญคุณเจ้าสัวอุเทน และ “โป้ยเสี่ย” ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

          สมพงษ์เป็น ส..ชลบุรี อยู่สมัยเดียว ก็ย้ายไปลงสนามเชียงใหม่ ปี 2531 โดยสังกัดพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ปี 2534 สมพงษ์ช่วยพ่อเลี้ยงณรงค์ ตั้งพรรคสามัคคีธรรม

          เลือกตั้ง 2535/1 สมพงษ์ไปเจรจากับกำนันเป๊าะ ขอตัว “แป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม ลูกชายคนโตของกำนัน ลงสมัคร ส..ชลบุรี ในสังกัดพรรคสามัคคีธรรม

สมพงษ์กับกำนันเป๊าะ ร่วมตั้งกลุ่ม 16

          หลังพฤษภาทมิฬ มีเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา พร้อมกับลูกชายสองคนของกำนันเป๊าะคือ สนธยาวิทยา คุณปลื้ม เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส..จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้ง “กลุ่ม 16”

          จริงๆ แล้ว คณะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ตัวจริงคือ สมพงษ์กำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์

ศิษย์เก่าค่ายน้าชาติ

          สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อยู่กับพรรคชาติพัฒนา จนถึงการเลือกตั้ง 2539 เมื่อทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2542 โดย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้มาชักชวนสมพงษ์ให้มาก่อร่างสร้างพรรค เพื่อปั้นนายกฯ คนเมือง ด้วยกัน

          นับแต่การเลือกตั้งปี 2544 สมพงษ์จึงปักหลักอยู่พรรคไทยรักไทยหรือพรรคของทักษิณมาจนถึงวันนี้ โดยปี 2550 ได้ส่งลูกชาย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ลงสมัคร ส..เชียงใหม่ด้วย

          ในพรรคของทักษิณ สมพงษ์มีนักการเมืองรุ่นน้อง ที่สนิทชิดเชื้อกันมาแต่พรรคชาติพัฒนา คือ “พงศกร อรรณนพพร” บิดาของสรัสนันท์ อรรณนพพร ส..ขอนแก่น เขต และพี่ชายของบัลลังก์ อรรณนพพร ส..ขอนแก่น เขต 10

พงศกร อรรณนพพร คนสนิทของสมพงษ์

          พงศกร” ทายาทกงสี “หจก.อื้องี่กี่” พ่อค้าพืชไร่รายใหญ่แห่ง อ.หนองสองห้อง เป็น ส..ขอนแก่น สมัย และปี 2554 ได้ส่งต่อให้ภรรยา “ดวงแข อรรณนพพร” ลง ส..เขตแทน

          ปลายปี 2561 สมพงษ์รับใบสั่งให้นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม จึงชวนพงศกรมาเป็นเลขาธิการพรรค บังเอิญนายใหญ่ปรับแผนใหม่ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทยไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทยพร้อมสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

สมพงษ์และพงศกร สมัยก่อการพรรคเพื่อธรรม

          หากไม่ติดขัดว่า นายใหญ่ให้ “อ้วน” เป็นแม่บ้าน สมพงษ์คงอยากได้ “พงศกร” เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

‘อปพร.คลองเตย’ฝึกความพร้อมไว้รับมือพิบัติภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376894?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อปพร.คลองเตย’ฝึกความพร้อมไว้รับมือพิบัติภัย

26 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,อปพร,อปพรคลองเตย
เปิดอ่าน 5,931 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย….  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

“สาธารณภัย” หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่นๆ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ หรือมีผู้ท้าให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ และให้หมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย  โดยจะเห็นว่านับจากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยต้องเผชิญกับสาธารณภัยตลอดเวลา

จะว่าไปแล้วนับวันภัยพิบัติต่างๆ มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศไทยโดยรวมตลอดมา ดังนั้นภาครัฐจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสาธารณภัยต่างๆ ตลอดเวลา รวมทั้งดำเนินการเพื่อลดปัจจัยที่สร้างความเสี่ยง หรือผลกระทบต่อสังคม จึงได้มี อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ อปพร.

อปพร.ถือเป็นอาสาสมัครภาคประชาชนที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การปฏิบัติงานของอปพร.จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสาธารณภัยโดยเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

การปฏิบัติงานลักษณะนี้จำเป็นต้องมีความตื่นตัวในการเฝ้าระวังภัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ประธาน อปพร. เขตคลองเตย พร้อมด้วย นายสมเกียรติ สิริสถาพรกุล ประธานที่ปรึกษา อปพร. นายสมศักดิ์ เลิศวิริยะ กรรมการ นายธรรมณันท์ วรัณวัชรโรจน์ เหรัญญิก และ นายไพศาล สอนศิลป์ชัย เลขาฯ อปพร. ได้นำคณะอปพร.เขตคลองเตย จำนวน 56 คน ไปฝึกความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ตามยุทธวิธีและทักษะต่างๆ รวมถึงการกระโดดหอสูงที่ค่ายนวมินทรราชินี กรมทหารราบที่ 21 จ.ชลบุรี

นายสุชัย อธิบายว่า การโดดหอในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำ ตลอดจนเป็นการพัฒนาศักยภาพของอปพร.เขตคลองเตย ให้รู้จักสามัคคี มีระเบียบวินัย รู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของการรู้จักฝึกความอดทน สร้างความแข็งแรงของร่างกาย ความเข้มแข็งด้านกำลังใจ และความเป็นผู้มีระเบียบวินัย เป็นที่น่ายกย่องชมเชยของผู้พบเห็น และเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“โครงการนี้จะทำให้อปพร.มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยรูปแบบต่างๆ และเพื่อให้อปพร.ชุดปฏิบัติงานเผชิญเหตุ หน่วยเคลื่อนที่เร็ว เตรียมความพร้อมและทันต่อเหตุการณ์สาธารณภัยในท้องถิ่นทุกประการ มีกิจกรรมในการฝึกหลากหลาย ทั้งในเรื่องของทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่น การกระโดดหอทดสอบสภาพจิตใจ ฝึกปฏิบัติภาคสนาม เป็นต้น” ประธานอปพร.เขตคลองเตย ระบุ

ก่อนไปช่วยเหลือคนอื่นผู้ที่ปฏิบัติงานบรรเทาสาธารณภัยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ผลลัพธ์ที่ได้ถึงจะมีประสิทธิภาพและปลอดภัย..!!

วิธีง่าย ๆ ได้เงิน “รางวัลแจ้งจับ” คนขายสลากเกินราคา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิธีง่าย ๆ ได้เงิน “รางวัลแจ้งจับ” คนขายสลากเกินราคา!

25 มิถุนายน 2562 – 13:10 น.
ลอตเตอรี่,รางวัลแจ้งจับ,คนขายสลากเกินราคา
เปิดอ่าน 7,337 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้แวดวงคนนิยมซื้อ “ลอตเตอรี่” กำลังตั้งวงถกเถียงกันเกี่ยวกับข่าวประกาศให้เงินรางวัล 1,000 บาทแก่พลเมืองดีที่แจ้งการขายสลากเกินราคา 80 บาท หลายคนสงสัยว่าขั้นตอนการแจ้งหรือการเก็บหลักฐานต้องทำอย่างไรบ้าง !?!

ย้อนไปเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบของ “กองสลาก” หรือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคา พ.ศ. 2560 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ 3 ข้อ คือ

          1.ให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่จับกุมได้รับคดีละเท่ากับจำนวนเงินที่เปรียบเทียบปรับ แต่ไม่เกินคดีละ 2,000 บาท 2.ถ้าประชาชนพลเมืองดีเป็นผู้แจ้งเบาะแสให้เกิดการนำจับคนขายสลากฯ เกินราคาก็สามารถรับเงินค่าแจ้งได้คดีละ 1,000 บาท และ 3.ทั้งตำรวจและพลเมืองดีจะได้เงินรางวัลนี้ได้ก็ต่อเมื่อ”คดีถึงที่สิ้นสุดแล้ว”

“พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี” ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อธิบายเพิ่มเติมว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคาให้คนแจ้งมาหลายปีแล้ว แต่ที่ต้องประกาศระเบียบใหม่เพราะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการเพิ่มโทษปรับการขายสลากเกินจากพ่อค้าแม่ค้า จากเดิมปรับได้แค่ไม่เกิน 2,000 บาท แต่ตอนนี้เพิ่มโทษเป็น 1 หมื่นบาท แต่เจ้าหน้าที่หรือตำรวจยังได้สูงสุดแค่ 2,000 บาทเท่าเดิม

เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลรายหนึ่ง อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมให้ฟังว่า เงินรางวัลสำหรับผู้แจ้งเบาะแสผู้ค้าสลากกินแบ่งเกินราคามีการกำหนดไว้นานแล้ว โดยเป็นเงินงบประมาณจากสำนักงานสลากฯ ที่จัดสรรให้โดยตรง เมื่อมีการแจ้งความ แล้วตำรวจดำเนินคดีจนถึงที่สุด ก็สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานมาขอเบิกเงินรางวัลนำจับที่สำนักงานสลากฯ จากนั้นค่อยไปแบ่งให้ผู้แจ้งเบาะแสตามขั้นตอน

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า กองสลากไม่ได้ให้เงินรางวัลนำจับโดยตรงแก่ชาวบ้านที่แจ้งหลักฐานเข้ามา แต่ชาวบ้านคนนั้นต้องเริ่มจากนำหลักฐานไปแจ้งความต่อตำรวจก่อน แล้วรอตำรวจไปจับคนทำผิดมาดำเนินคดีหรือคิดค่าปรับกับผู้ค้าสลากเกินราคา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ค่อยมาเบิกเงินรางวัลเอาไปแบ่งกัน เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา เงินที่ปรับจากคนขายสลากฯ เกินราคาทั้งหมดต้องยกให้หลวง ส่วนเงินรางวัลเป็นงบประมาณกองสลากที่ต้องจัดสรรเตรียมไว้ต่างหากในแต่ละปี” เจ้าหน้าที่ข้างต้นกล่าว

ยกตัวอย่างขั้นตอนให้เข้าใจง่ายๆ ว่า หากใครพบเห็นคนขายหรือแผงขายลอตเตอรี่ขายเกินราคา ให้รีบ “เก็บหลักฐาน” เอาไว้ แล้วไปสถานีตำรวจ หรือถ้าพบป้อมตำรวจแถวนั้นก็แจ้งความไว้ หากไม่มีก็แจ้งไปที่ ศูนย์รับแจ้งเบาะแสการขายสลากเกินราคา เบอร์โทรศัพท์ 0-2345-1466 หรือสายด่วน 1466

จากนั้นตำรวจจะพิจารณาจากข้อมูลหลักฐาน ถ้าพบมีมูลก็ไปสืบจับกุมคนขายสลากเกินราคามาที่โรงพัก เพื่อสั่งปรับตามกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 1 หมื่นบาท เช่น ถ้าสั่งปรับ 2,000 บาท พอคดีสิ้นสุด สถานีตำรวจรวบรวมเอกสารไปเอาเงินรางวัลนำจับจากกองสลากมาจำนวน 3,000 บาท แบ่งให้ตำรวจ 2,000 บาท และให้ผู้แจ้งเบาะแส 1,000 บาท หรือถ้าสั่งปรับแค่ 500 บาท ตำรวจก็จะได้ 500 บาท หรือสั่งปรับ 5,000 บาท ตำรวจก็ได้แค่สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ไม่ว่าตำรวจจะสั่งปรับเท่าไรก็ตาม ผู้แจ้งเบาะแสยังได้เท่าเดิมคือคดีละ 1,000 บาท

สำหรับวิธีการ “เก็บหลักฐาน” นั้น ทำได้หลายวิธีเช่น 1.ถ่ายรูปคนขาย 2.จดบันทึกสถานที่เกิดเหตุและวันเวลาให้แน่ชัด 3.ตรวจดูว่าคนขายมี “บัตรประจำตัวผู้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล” หรือไม่ ถ้ามีการโชว์ไว้ที่แผงให้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย 4.หากไม่มีกล้องหรือโทรศัพท์ที่บันทึกภาพได้ ควรใช้วิธีจดจำรูปพรรณสัณฐานหรือลักษณะเด่นๆ ที่จำได้ง่ายของผู้ขายรายนั้นไว้ เช่น รูปร่างอ้วน ผอม ความสูง สีผิว รอยแผลเป็น เสื้อผ้า หมวก กระเป๋าถือ หรือสติกเกอร์โฆษณาต่างๆ ที่ติดไว้บนแผงขายลอตเตอรี่

          จากนั้นรีบไปแจ้งความโรงพักใกล้ที่สุด อย่าลืมขอชื่อและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อเจ้าพนักงานหรือตำรวจที่รับแจ้งความไว้ด้วย เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามความคืบหน้าของคดี 

เมื่อตัดสินคดีถึงที่สิ้นสุด เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องไปเบิกเงินกองสลากแล้วรีบติดต่อไปยังผู้แจ้งเบาะแสให้มารับเงินรางวัล

ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 สำนักงานสลากฯ จัดทำบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายสลากฯ พร้อมติดรหัสคิวอาร์โค้ดจัดส่งให้แก่ผู้ซื้อจองสลากรายย่อยทั่วประเทศกว่า 1 แสนราย เพื่อนำบัตรไปแสดงตัวตนว่าเป็นผู้ค้าสลากที่แท้จริงแก่ผู้ซื้อ ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการซื้อขายได้ง่าย เนื่องจากภายในบัตรมีข้อมูล ชื่อ นามสกุล รหัสคิวอาร์โค้ดของผู้ค้า โดยมีการต่ออายุออกบัตรใหม่ให้ทุกปี

ทั้งนี้ จำนวนสถิติผลการจับกุมดำเนินคดีผู้จำหน่ายสลากเกินราคาในแต่ละปีเริ่มมีมากขึ้น เช่น ข้อมูลวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 มีการยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย 152 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิในการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 154 ราย, วันที่ 30 ธันวาคม 2559 ยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งหมด 1,855 ราย ข้อมูลเดือนมีนาคม 2560

สรุปผลยกเลิกสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย จำนวน 4,283 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการซื้อจอง จำนวน 2,591 ราย

ส่วนใหญ่ผลงานข้างต้นเกิดจากความร่วมมือของตำรวจกับกองสลากที่ใช้ชื่อว่าชุดเฉพาะกิจตรวจสอบและจับกุมผู้ค้าสลากที่ขายเกินราคา มากกว่าเป็นการแจ้งความของพลเมืองดีทั่วไป

หากอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ เสนอให้เพิ่มเงินรางวัลเพราะถ้าเปรียบเทียบความเสี่ยงและต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้วเงินรางวัลนำจับแค่ 1,000 บาทถือว่าน้อยมาก เป็นที่รู้กันว่ารายได้หักค่าใช้จ่ายในแต่ละปีของกองสลากเหลือกำไรไม่ต่ำกว่าปีละ 6–8 พันล้านบาท

เหตุผลที่ควรเพิ่มเงินรางวัลขึ้นอีกหลายเท่า เพราะการเก็บหลักฐานต่างๆ เพื่อมาแจ้งความดำเนินคดี ต้องใช้ทักษะและความสามารถส่วนตัวไม่ใช่น้อย รวมถึงการเสียเวลา เสียค่ารถเดินทางไปแจ้งความด้วย คิดง่ายๆ ว่า เงิน 1,000 บาทแค่ค่ารถแท็กซี่ไปกลับโรงพัก 2 รอบก็หมดพอดี

โฆษกสำนักงานสลากฯ ชอบป่าวประกาศให้พลเมืองดีช่วยกันแจ้งเบาะแส เพื่อจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าเอาเปรียบประชาชน

   แต่ดูจากเงินรางวัลนำจับแล้ว สำนักงานสลากฯ ก็เอาเปรียบพลเมืองดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน !?!

เอ๊ะยังไง รมต.ค่ายเสี่ยหนู “มนัญญา” แน่หรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอ๊ะยังไง รมต.ค่ายเสี่ยหนู “มนัญญา” แน่หรือ

25 มิถุนายน 2562 – 10:48 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ชาดา,นายชาดา ไทยเศรษฐ์,รมต,เสี่ยหนู อนุทิน,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 18,130 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 25 มิถุนายน 2562

***************

          เป็นข่าวพรายกระซิบมาหลายวันแล้ว ค่ายภูมิใจไทยอาจต้องหาผู้เล่นสำรองแทนน้องสาวสุดรักของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เพราะขัดข้องปัญหาทางเทคนิคบางประการ

          ไม่ทันไรมีชื่อเสี่ยใหญ่เจ้าของตลาดศรีเมือง ราชบุรี โผล่แทรกเข้ามา ทำให้ค่ายภูมิใจไทยมีรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ คน ทำไมเป็นอย่างนั้นใครปล่อยข่าว?

เบแหม่ม” นายกเล็กคนสวย

          พลันที่มีข่าว “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ยินดีเสียสละยกตำแหน่ง “รมช.เกษตรฯ” ให้น้องสาว “เบแหม่ม” หรือ “นายกแหม่ม” มนัญญา ไทยเศรษฐ์ แอดมินแฟนเพจนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ได้จัดทำคลิปชุด “พี่ชายที่แสนดี” ประกอบเพลงดังโพสต์ทันที คนแห่แชร์กันมากมาย

ชาดา มนัญญา และเจเศรษฐ

          “ชาดา” ลูกชายของพ่อเดชา และแม่ปาลี้ ไทยเศรษฐ์ คหบดีรายใหญ่ใน จ.อุทัยธานี ชีวิตเติบโตมากลางดงคนค้าเนื้อวัวควาย ย่านลุ่มน้ำสะแกกรัง

          “คุณพ่อผมเป็นคนอุทัยธานี คุณแม่เป็นคน จ.กาญจนบุรี คุณปู่ผมมีเชื้อสายปากีสถาน ส่วนย่ามีเชื้อมอญ ยายเป็นไทยแท้ ผมมีพี่น้อง คน คนโตชื่อชัยยศ ผมเป็นคนที่ ส่วนคนสุดท้อง น้องสาวผมชื่อมนัญญา” ส..เมืองอุทัยฯ เล่าประวัติตัวเองให้สื่อสายมุสลิมฟัง

มนัญญา กับลูกชาย เจเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยฯ

          “มนัญญา” มีลูกชายชื่อ “ชาร์จ” เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส..เขต อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดิมที ชาดาต้องการให้ลูกชาย “ฟารุต” ลงสนามการเมืองที่เขต แต่โชคร้าย ฟารุตถูกยิงเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน

          ปี 2550 ชาดา ลาออกจากนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ไปเล่นการเมืองระดับชาติ “เบแหม่ม” จึงเป็นนายกเล็กเมืองอุทัย สานงานต่อ และนำกลุ่มคุณธรรม ชนะเลือกตั้งในปี 2554 

เบแหม่มหรือมนัญญา กับ พี่ชายที่แสนดี

          ในความโชคดีก็มีข่าวไม่ดี เมื่อสำนักข่าวอิศรานำเสนอโครงการบ่อบำบัดร้าง จ.อุทัยธานี เป็นมหากาพย์

          “เบแหม่ม” จะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่คนบ้านใหญ่ “ดอนหมื่นแสน” ลุ่มน้ำสะแกกรังลุ้นระทึก

สัจจะกลุ่มคุณธรรม

           นับแต่ “ชาดา” ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาเดินเคียงข้าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หาเสียงแถว จังหวัดภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ได้มอบตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคให้นักการเมืองดังจากอุทัยฯ

          “เสี่ยหนู” มอบหมายให้ “ชาดา” ดูแลพื้นที่รอยต่อภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง โดยวางเป้าหมายไว้ที่อุทัยธานีและนครสวรรค์

ชาดา พาเสี่ยหนู หาเสียงนครสวรรค์ 

          นัยว่ามีสัญญาใจกันเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะชาดาเป็น ส..2 สมัย และได้เป็นประธานกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว

          สำหรับชาดาเอง ในเขต อุทัยฯ ไม่กังวัลเท่าไหร่ จึงทุ่มสรรพกำลังมาที่เขต ช่วยหลานชายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครหน้าใหม่ แต่อาศัยฐานเดิมของมารดามนัญญา บวกกับแรงอัดฉีดจากชาดา พรรคภูมิใจไทยก็ซิวเก้าอี้ เขตเมืองอุทัยไปได้

          ที่นครสวรรค์ ชาดาได้ “มานพ ศรีผึ้ง” อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ จัดทีม ส..ลงครบทุกเขต เฉพาะเขต (ท่าตะโก ไพศาลี และหนองบัวมานพ ลงชน พ...นุกูล แสงศิริ อดีตส..พรรคเพื่อไทย ปรากฏว่า มานพ เอาชนะแชมป์เก่าไปได้

          เมื่อได้ ที่นั่ง บวกคะแนนบัญชีรายชื่ออีกหลายแสนคะแนน ย่อมต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 

มานพ ศรีผึ้ง ส.ส.นครสวรรค์

นภินทร” สีไหนกันแน่?

          ที่น่าประหลาดใจกรณี “โผรายชื่อรัฐมนตรี” ของค่ายภูมิใจไทย มีชื่อของ “นภินทร ศรีสรรพางค์” อดีตส..ราชบุรี และอดีต ส..บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อยู่ในลิสต์รายชื่อ “รมช.เกษตรและสหกรณ์”

          “นภินทร” เป็นเจ้าของตลาดศรีเมือง ตลาดกลางผักและผลไม้ จ.ราชบุรี เมื่อสองปีก่อน นภินทร จับมือ “วิสาร เตชะธีราวัฒน์” ส..เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดตลาดล้านเมือง ที่เชียงราย บนเนื้อที่กว่า 160 ไร่

นภินทร ศรีสรรพางค์

          เมื่อปี่กลองการเมืองดังขึ้น นภินทรก็ยังนิ่ง ขณะที่กลุ่มอดีต ส..ในราชบุรี แยกออกเป็น สายคือ กลุ่มมัฌชิมาเดิมไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ส่วนกลุ่มสรอรรถ กลิ่นประทุม สังกัดพรรคภูมิใจไทย

          “สรอรรถ” ในฐานะแม่ทัพภาคกลาง มอบให้ เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ อดีตส..ราชบุรี และบุญลือ ประเสริฐโสภา รับผิดชอบเมืองโอ่ง

          จู่ๆ วันปราศรัยใหญ่ที่ราชบุรี “เสี่ยหนู” ยกเวทีเคลื่อนที่ไปตลาดศรีเมือง ราชบุรี และวันนั้น เสี่ยหนู ได้มอบเสื้อพรรคภูมิใจไทยให้นภินทร ในฐานะสมาชิกพรรคคนหนึ่ง

          นั่นคือการเปิดตัวของนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็นผู้สนับสนุนทีมภูมิใจไทย ราชบุรี ว่ากันตามจริง นภินทรไม่ได้มีชื่อในบัญชีรายชื่อส..ของพรรค 

          เมื่อวันที่ค่ายภูมิใจไทยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่ 2/1 ก็มีชื่อเจ้าตลาดศรีเมืองติดอยู่ในโผ ครม.สายสีน้ำเงินด้วย

          มาถึงวันนี้ยังมีชื่อนภินทร ในตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ อยู่ ซึ่งดูแปลกๆ พิกล

‘ท่าดี ทีเหลว’ สะท้อนเลือกตั้ง ภายใต้ ‘รธน.60’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ท่าดี ทีเหลว’ สะท้อนเลือกตั้ง ภายใต้ ‘รธน.60’

25 มิถุนายน 2562 – 10:10 น.
รธน60,เลือกตั้ง,คสช,คณะรัฐบาล
เปิดอ่าน 4,939 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

 หลังการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มีนาคม แม้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ จะปรากฏผลทั้งหมดแล้ว และการเมืองขณะนี้ ก้าวสู่การตั้ง “คณะรัฐบาล” ชุดใหม่ ที่มีผู้นำคนเดิม คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็น “นายกรัฐมนตรี” และโฉมหน้า “รัฐมนตรี” ที่คาดการณ์ว่า จะเป็นคนหน้าเดิม

กับควันหลงของการเลือกตั้ง ภายใต้กติกาฉบับใหม่ ทั้ง “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ยังถูกหยิบยกมาวิจารณ์ว่า เป็นกติกาที่สมบูรณ์และเหมาะสมต่อการใช้ “การเลือกตั้ง” เป็นโจทย์ที่ถูกตอบได้ตรงจุดต่อประเด็นเป็นกลไกพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน หรือไม่ ?

ในงานรำลึกเชิดชูครูกฎหมาย ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม ครั้งที่ 9 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีอภิปราย สะท้อน “บทเรียนการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 60” เพื่อร่วมถอดบทเรียน ผ่านการศึกษาในมิติที่สำคัญ คือ “การออกแบบระบบเลือกตั้ง” และ “การดำเนินการเลือกตั้ง” ที่มีบทสรุปร่วมกันว่า ไม่ว่ากลไกสูงสุด รวมถึงกติกาที่มาเคียงคู่กัน จะออกแบบมาด้วยความตั้งใจดี เพื่อแก้โจทย์การเมืองที่เป็นปัญหาได้ดีเพียงใด สุดท้ายภายใต้กระบวนการเลือกตั้ง ที่เป็นปัญหาคาใจของคนในสังคม ย่อมส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยหลังจากนี้ รวมถึง ความเชื่อถือใน “รัฐบาล” ที่เตรียมเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง

รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนะตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 ยังพบสิ่งที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะการกำหนดสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทั้งนี้เข้าใจว่าการยึดหลักของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมคือ ให้ทุกคะแนนเสียงมีค่า ทุกคะแนนเสียงถูกนับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการเลือกตั้งสากล

“แต่ปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ต้องคำนึงต่อการเคารพสิทธิของประชาชนที่ออกเสียงลงคะแนนด้วย เพราะการเคารพดังกล่าวเป็นปัจจัยขั้นต้นที่ส่งผลต่อระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ เพราะหากก้าวข้ามหลักการสำคัญ คือ การเลือกตั้งทางตรง ออกแบบโจทย์ที่บิดเบือนการออกเสียงของประชาชน ลดคุณค่าของคนให้ไม่เท่ากัน จะทำให้กลายเป็นปัญหาต่อการยอมรับในกระบวนการเลือกตั้ง และจะทำให้การเลือกตั้งถูกใช้เป็นฐานสร้างความชอบธรรมให้บุคคลเท่านั้น”

ดร.ณรงค์เดช เสนอมุมมองด้วยว่า ในกระบวนการจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น คือ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ในทางปฏิบัติสามารถกำหนด “ผู้ชนะเลือกตั้ง” ได้ ตามหลักสากลพึงคำนึงถึงความเป็นผู้แทน, จำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่พบปัญหาเรื่องการใช้อำนาจของ กกต. ทำให้ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ปัญหาด้วยการให้ กกต.เดินหน้าแบ่งเขตได้ พร้อมรับรองการกระทำของ กกต.นั้นถูกต้องชอบธรรม และห้ามบุคคลใดนำไปฟ้องร้องในทางคดี

“การเลือกตั้งในประเทศไทยมีปัญหา เพราะมีใบเสร็จชัดเจน ซึ่งดูได้จากการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่มีลักษณะบิดเบี้ยว ทำให้สะท้อนไปถึงผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อหลักการสากล ส่วนการประกาศผลเลือกตั้ง และการประกาศผลนับคะแนนยังพบปัญหา ตรวจสอบไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนอยากมีส่วนร่วม” ดร.ณรงค์เดช กล่าว

กับมุมมองต่อระบบและกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นปัญหา “นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สรุปไว้ในสาระสำคัญว่า ตัวปัญหาอยู่ที่กฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างที่อนาคตควรแก้ไขคือ การกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียงเลือกตั้ง และลักษณะการหาเสียงเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งที่ผ่านมากำหนดเพดานค่าใช้จ่าย ที่ ส.ส. 1 คน มีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ขณะที่พรรคไม่เกิน 35 ล้านบาท เพื่อให้เกิความเสมอภาค และพบการเขียนเกณฑ์ปฏิบัติอื่นๆ เช่น กำหนดขนาดป้ายหาเสียง, จำนวนป้ายหาเสียง, จำนวนรถหาเสียง, สถานที่ติดป้ายหาเสียง ซึ่งมองว่าเป็นการตัดเสื้อโหลให้คนใส่ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค แต่คนที่คิดหลักเกณฑ์ดังกล่าวลืมไปว่า ต้องคำนึงถึงเสรีภาพด้วย ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถออกแบบการหาเสียงเลือกตั้งให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และเหมาะสมกับยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการไม่เขียนกติกาที่ครอบคลุมถึงการใช้จ่ายของกลุ่มกองเชียร์ และกองแช่ง ทำให้เห็นว่า การเขียนกติกาเลือกตั้งแม้จะวางหลักการไว้ดี แต่เมื่อบังคับใช้ยังเกิดปัญหาจำนวนมาก

“แม้ประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การเลือกตั้งคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยในประเทศ โดยสิ่งที่สะท้อนการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยคือ พลเมืองไทยต้องมีสิทธิเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ เช่น อายุ, ไม่เป็นคนฟั่นเฟือน ขณะเดียวกัน พลเมืองที่ได้สิทธิเลือกตั้ง ต้องได้ใช้สิทธิเลือกตั้งทางตรง ไม่ใช่เลือกคนกลาง เพื่อให้คนกลางตัดสินใจเลือกบุคคลอื่นแทน ขณะที่การแสดงเจตจำนงในการเลือกตั้ง ตามพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยคือ คนต้องมีคุณค่าเท่ากัน หมายถึง คะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตต้องเท่าเทียมกัน 1 คน 1 เสียง นอกจากนั้นการใช้สิทธิต้องมีอิสระ ผ่านการตัดสินใจบนข้อมูลที่รอบด้าน ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม และการกำกับการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เป็นธรรม” ดร.ณรงค์เดช กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองบทเรียนเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และกฎหมายประกอบที่ใช้เลือกตั้งว่า ท่าดี ทีเหลว เพราะสิ่งที่เขียนไว้ เพื่อวางกรอบกติกาซึ่งเป็นแนวทางการปฏิรูปการเลือกตั้ง เป็นแนวทางที่จะขับเคลื่อนการเมืองไปในทิศทางที่ดีขั้นได้ แต่กติกาหรือแนวทางดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะ “คสช.” ออกประกาศและคำสั่ง เพื่อยุติการใช้แนวทางนั้น เช่น สั่งให้งดการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรรคการเมือง หรือ ไพรมารีโหวต, การใช้เกณฑ์จำนวนสมาชิกพรรคในพื้นที่เพื่อได้สิทธิส่งตัวแทน ส.ส.ลงแข่งขันเลือกตั้ง ทั้งนี้การเขียนรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่ามีโจทย์ที่ผู้ยกร่างต้องการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความหวังและความเป็นจริง แต่กติกาที่เขียนไว้ ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงทุกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนที่ควรต้องเรียนรู้อย่างสำคัญ

 “หลายประเทศพบความล้มเหลวของการออกแบบระบบเลือกตั้ง เพราะคนไม่เลือกตามที่ออกแบบไว้ เนื่องจากมีลักษณะความคิด ความเชื่อ ค่านิยมที่ทำให้กติกาใช้ไม่ได้ผล บทเรียนของสิ่งที่ว่าเมื่อเทียบกับของประเทศไทย คือความไม่ชัดเจนในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ อาทิ มีบัตรเขย่ง, นับคะแนนเลือกตั้งหลายรอบและได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน, การจัดการเลือกตั้งที่ประชาชนขาดชุดความรู้ที่สำคัญก่อนการใช้สิทธิ รวมถึงประชาชนไม่สามารถตรวจสอบผล หรือการจัดการเลือกตั้งได้ ทำให้กลายเป็นความไม่มั่นใจ หากคนไม่เชื่อใจในการเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อใจต่อรัฐบาล และ ส.ส. ซึ่งความเชื่อใจที่ว่า คือสิ่งสำคัญต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล” ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่โจทย์ของการเลือกตั้ง ที่ถูกออกแบบกติกาให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว “ดร.อรรถสิทธิ์” เชื่อว่าผลลัพธ์ของโจทย์คือ ได้หลายพรรคการเมืองเข้าสู่ระบบสภา และนำไปสู่รัฐบาลผสม โดยการกำหนดกติกาที่ว่านั้นสะท้อนเป็นบทสรุปของข้อมูลได้ว่า ก่อนการเลือกตั้ง มี 88 พรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต., มี 77 พรรคการเมืองที่ส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง และมี 26 พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภา ซึ่งพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุด คือ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 8.4 ล้านคะแนน ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งได้คะแนนน้อยที่สุด คือ พรรคกสิกรไทย ได้ 182 คะแนน ขณะที่การทำงานในสภานั้น จะมีเพียง 11 พรรคการเมืองที่มีบทบาทสำคัญ

        “การเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้ง ส่งผลต่อจำนวนพรรคการเมืองที่เข้าสู่สภา ล่าสุดมีถึง 26 พรรคการเมือง ซึ่งสัดส่วน ส.ส.ที่เกิดขึ้นนั้นบิดเบี้ยว แต่ไม่ร้ายแรง หากการเลือกตั้งครั้งหน้า 26 พรรคการเมืองส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง เชื่อว่าจะมีเพียง 6 พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ขณะที่การทำงานในสภา ที่มีบทบาท ทำงานได้ คือ 11 พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ ส.ส.ของพรรคการเมืองขนาดเล็กมีบทบาทในระดับมากเช่นกัน เพราะถือเป็นงูเห่า แต่สิ่งที่ต้องกลัวไม่ใช่การกลัวงูเห่า แต่กลัวงูป่วยดีกว่า ภายใต้รัฐบาลและสภาเสียงข้างมากปริ่มน้ำ การใช้สิทธิไม่มาประชุม ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่เทียบได้กับการโหวตสวนมติพรรค ขณะที่การลาประชุมนั้นไม่ต้องห่วงว่า หากขาดประชุมโดยไม่ได้รับอนุญาต เกิน 1 ใน 4 ของจำนวนวันประชุมของสมัยประชุม ต้องถูกพ้นสมาชิกภาพ เพราะการทำใบลาประชุมสามารถทำย้อนหลังได้ โดยให้เพื่อน ส.ส.รับรอง ขณะที่การตรวจสอบนั้นทำได้ยาก เพราะเขาอ้างว่า ส.ส.ไม่ใช่บุคคลสาธารณะ” ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย

ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านกฎหมายเพื่อประชาชน “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ชี้ว่าปัญหาของการเลือกตั้งที่ผ่านมา เกิดจาก “กกต.” ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ที่พบความผิดพลาด แต่ไม่ออกมายอมรับผิดหรือขอโทษต่อประชาชน อาทิ การแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขตในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งผิดพื้นที่เลือกตั้งแม้หลังการเลือกตั้งจะขอตรวจสอบกรณีบัตรเสียที่มีมากถึง 2.5 ล้านใบ เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดบัตรเสีย เช่น ลงคะแนนผิดเขต, สัญลักษณ์กาบัตรไม่เป็นไปตามที่กำหนด เพื่อแก้ไขในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่ กกต.กลับไม่ดำเนินการนำบัตรเสียมาตรวจสอบเพื่อหาทางแก้ไขข้อผิดพลาด ขณะที่การจัดการเลือกตั้งที่มีปัญหา เช่น การนับคะแนนรายหน่วยผิดพลาด แต่ กกต.ไม่ยอมเปิดเผยคะแนนรายหน่วยที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในขั้นตอนของ กกต. เมื่อนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ต้องส่งคะแนนดิบไปรวมที่ส่วนกลาง ซึ่งในกระบวนการประกาศผลเลือกตั้ง มีข้อสงสัยว่า อาจเพิ่มคะแนนให้แก่บางพรรคการเมืองได้หรือไม่ ดังนั้นมองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ กกต.จะเลี่ยงการเปิดเผยคะแนนรายหน่วย ยกเว้น การประกาศคะแนนเลือกตั้งรวมเกินกว่าคะแนนที่ได้รับจริง

นอกจากนั้น “ยิ่งชีพ” ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเขียนกติกาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเมืองหลังจากนี้คือ การกำหนดประมวลจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ยกร่าง และมีผลบังคับใช้กับนักการเมือง ดังนั้นหากฝ่ายใดต้องการให้ ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามออกจากสภาผู้แทนราษฎร สามารถใช้กลไกการร้องเรียนปัญหาจริยธรรม หรือทำความผิดด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยคือ คนกลุ่มเดียวกัน นอกจากนั้นการทำร่างกฎหมายของฝ่ายค้านที่เสนอต่อสภา หากฝ่ายผู้มีผลประโยชน์ไม่ต้องการให้ผ่านพิจารณา สามารถอ้างได้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนั้น ขัดกับบทบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปได้ ซึ่งการตีความกรณีดังกล่าว ยังเป็นคนกลุ่มเดิม

          สุดท้ายในเวทีอภิปรายนั้น แม้จะไม่ฟันธงว่า “ทิศทางการเมือง” และ “รัฐบาลใหม่ หน้าเดิม” จะอยู่ต่อ หรือเดินหน้าทำงานให้ราบรื่นได้อย่างไร ท่ามกลางกระแสสังคมที่ยังเคลือบแคลงและสงสัย ต่อกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งที่หลายคนตั้งข้อสงสัย แต่เชื่อว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญ และกติกาทางการเมืองหลังจากนี้ จะถูกหยิบยกมาพิจารณา อย่างน้อยเพื่อเป็นการหาทางออกและสร้างกติกาใหม่ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาค มีเสรีภาพ และอิสรภาพ

รัฐธรรมนูญ 2540 กำเนิด “เจ้าพ่อยุคใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐธรรมนูญ 2540 กำเนิด “เจ้าพ่อยุคใหม่”

25 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
กระดานความคิด,รัฐธรามนูญ,ทักษิณ ชินวัตร,นักการเมือง,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 8,180 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 20 ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

บรรดานักวิชาการที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย จะยกย่องว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ดีเลิศประเสริฐศรี ประหนึ่งรัฐธรรมนูญเทวดา

เมื่อเร็วๆ นี้ ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า ยุครุ่งเรืองของ “นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ” สิ้นสุดลง หลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าทำได้สำเร็จมากในการเปลี่ยนการเมืองและลดอิทธิพลของเจ้าพ่อลง โดยกลไกสำคัญคือการให้ประชาชนเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และการห้ามผู้สมัคร ส.ส.ย้ายพรรคก่อนการเลือกตั้ง

โดยภาพรวม การเลือกตั้ง 2544 มี ส.ส.เก่าสอบตกเยอะ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ เพราะกระแสอัศวินควายดำ และมนต์รักประชานิยม ทำให้พรรคไทยรักไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด

แต่อาจารย์ประจักษ์ ลืมลงรายละเอียด ก่อนการเลือกตั้ง 2544 “ทักษิณ ชินวัตร” ได้กวาดต้อน “นักการเมืองบ้านใหญ่” เข้าไปอยู่ในสังกัดจำนวนหนึ่ง เช่น ตระกูลเทียนทอง, สะสมทรัพย์, หาญสวัสดิ์ เป็นต้น

ระหว่างบริหารประเทศ 4 ปี “ทักษิณ” ได้ส่งทูตไปเจรจากับกลุ่มชิดชอบ, กลุ่มคุณปลื้ม และกลุ่มอัศวเหม ให้มาอยู่ใต้ร่มธงพรรคไทยรักไทย แต่กลุ่มอัศวเหม ไม่ยอมย้ายมา

นับแต่การเลือกตั้ง 2518 นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ ได้เข้าสู่สภาผู้แทนฯ จำนวนมาก และได้ย้ายพรรคไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์การเมืองห้วงเวลานั้น นักเลือกตั้งไทยเป็นยอดนักกลยุทธ์ รู้จักปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

         สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ รัฐธรรมนูญ 2540 มีปรากฏการณ์ “เจ้าพ่อเหนือเจ้าพ่อ” เมื่อ “บ้านใหญ่” ถูกกวาดต้อนเข้าไปอยู่ใต้ร่มธง “พรรคทักษิณ” กลายสภาพเป็นซุ้มวังบัวบาน, ซุ้มวังน้ำยม, ซุ้มวังพญานาค, ซุ้มวังน้ำเย็น, ซุ้มนครปฐม, ซุ้มชลบุรี, ซุ้มเมืองหลวง, ซุ้มบุรีรัมย์, ซุ้มวังมะนาว, ซุ้มวาดะห์ ฯลฯ

มีการเลือกตั้งท้องถิ่น “ทักษิณ” จะปล่อยซุ้มต่างๆ ส่งคนไปต่อสู้กันเอง ใครชนะเป็นนายกเทศมนตรี หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

กระทั่งการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ซุ้มไหนอยากส่งใครลงสนามก็ได้ บางจังหวัดเลยกลายเป็นการแข่งขันกันเอง ระหว่างผู้สมัคร ส.ว.ต่างซุ้มในพรรคไทยรักไทย

“นักการเมืองแบบเจ้าพ่อไม่ได้เล่นการเมืองเชิงนโยบาย เขาไม่มีนโยบาย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นการเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าจริงๆ คือ เพื่อคุ้มครองธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง” อาจารย์ประจักษ์วิเคราะห์ถูก

แต่ประเด็นที่ว่า “นักการเมืองแบบเจ้าพ่อเติบโตได้ในสภาวะที่พรรคการเมืองอ่อนแอ เขาก็เลยมีอำนาจต่อรองสูง แต่ถ้าพรรคการเมืองเข้มแข็ง มีนโยบายชัดเจน และคนเลือกพรรคเพราะนโยบาย เจ้าพ่อก็จะสอบตก” เรื่องนี้ไม่จริง และแสดงว่า รู้ไม่ลึก รู้ไม่รอบด้าน

          ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น “นักการเมืองบ้านใหญ่” ใช้กลยุทธ์ชูธงประชานิยม ชูภาพทักษิณ เข้าสภาสบายๆ แต่พวกเขาอาศัยการเป็นพรรครัฐบาล วางเครือข่ายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยึดตั้งแต่ อบต.ยัน อบจ. เนื่องจากทักษิณไม่เข้ามายุ่งเรื่องท้องถิ่น

นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ ใช้ยุทธวิธีเหมือนอาจารย์ประจักษ์วิเคราะห์ “วิธีที่เจ้าพ่อชนะเลือกตั้ง คือ การใช้เงินกับใช้อิทธิพล สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เลือกตั้ง สร้างบุญคุณ ให้คนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแล้วเลือกเขา” ในการเลือกตั้งท้องถิ่น

เมื่อถึงการเลือกตั้งระดับชาติ นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ ก็สวมเสื้อพรรคไทยรักไทยลงสนาม ไม่ต้องเหนื่อยแรง ไม่ต้องใช้ปัจจัยพิเศษ เพราะชาวบ้านชอบพรรค ชอบนโยบายประชานิยม และชอบผู้นำพรรค พวกเขาได้เป็น ส.ส.ผูกขาดยกจังหวัด

การที่อธิบายแบบตัดตอน ไม่ใช่วิถีนักประวัติศาสตร์ การพยายามสรุปว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เจ้าพ่อหายไปเยอะ แต่รัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้นักการเมืองแบบเจ้าพ่อฟื้นคืนมาอีก นี่ก็ไม่ใช่การคิดแบบนักวิชาการ

          นักการเมืองบ้านใหญ่ที่สูญพันธุ์ เพราะไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม วันนี้ ได้เกิด “เจ้าพ่อยุค 4G” ที่ใช้การตลาดนำการเมือง ทำได้เนียนกว่าทักษิณเสียอีก นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยรู้บ้างมั้ย ?

เมื่อรัฐรับบทคุมสารเคมี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376886?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อรัฐรับบทคุมสารเคมี

25 มิถุนายน 2562 – 07:54 น.
เกษตร,สารเคมี,รัฐบาล,กระทรวงเกษตรฯ
เปิดอ่าน 3,207 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2562

นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดให้เกษตรทั่วประเทศ ลงทะเบียนเข้ารับการอบรมการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ผ่านออนไลน์ “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ทั้งนี้เป็นผลจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด นอกจา่กนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังออกมาตรการบังคับใช้กับผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ผู้ใช้ และผู้รับจ้าง เข้ารับการอบรมจาก 4 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตรจะอบรมและทดสอบเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก, การยางแห่งประเทศไทย จะอบรมและทดสอบให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา, สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จะอบรมและทดสอบให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยกรมวิชาการเกษตรจะอบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรไปอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัดอบต.

ตามมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้ว่า เกษตรกรที่จะใช้สารเคมีสามารถเลือกช่องทางเรียนรู้ได้ 3 ทาง คือ ทางแรก เข้ารับการอบรมโดยวิทยากร ครู ข ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ทางเลือกที่ 2 เรียนรู้ผ่านระบบ E-learning จากเว็บไซต์ http://elearning.doae.go.th มีทั้งหมด 9 ตอน ใช้เวลาประมาณ 60 นาที หรือจะทดสอบเอง เพราะมีความรู้เพียงพอแล้ว ก็ให้เลือกช่องทางที่ 3 สมัครเข้ารับการทดสอบจากเว็บไซต์ดังกล่าว โดยต้องเลือกสถานที่สอบ วันที่และช่วงเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสมัครใจ ทั้งนี้สำหรับการทดสอบจะเริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีไม่ผ่านการทดสอบ สามารถเลือกสอบได้อีก 1 รอบ หากยังไม่ผ่าน เกษตรกรจะต้องสมัครเข้าไปเลือกการทดสอบอีกครั้งในระบบออนไลน์ ทั้งนี้มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2562

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ โดยเฉพาะที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้สารอันตรายในแปลงเกษตรมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็มีมติเพียงแค่ให้กำจัดการใช้ โดยเข้มงวดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม มาตรการที่ออกมานี้ ฝ่ายคัดค้านเห็นว่า นอกจากจะไม่ยกเลิกการใช้แล้ว กลับเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นด้วย ทั้งๆ ที่การอบรมนั้นก็เท่ากับเป็นการยอมรับอยู่ในตัวแล้วว่าสารเคมีเป็นอันตรายมาก จึงเสนอว่าควรจะยกเลิกการใช้สารไปเลย แต่ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้สารเคมีกลับเห็นว่าพืชบางชนิดยังจำเป็นต้องใช้สารอยู่ต่อไป และการอบรมก็จะทำให้ปลอดภัยทั้งกับผู้ใช้ ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ และกระทรวงเกษตรฯ ออกมาตรการมาแล้ว นับจากนี้จึงเป็นเรืื่องของการติดตามตรวจสอบทั้งการจัดอบรมอย่างทั่วถึง ความเข้มข้นในมาตรการ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม เป็นต้นไป ซึ่งยังถือเป็นเรื่องน่าห่วงใยอย่างยิ่่ง เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่อย่างเช่น สารวัตรเกษตรก็มีจำกัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคือ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอบต.บางคนก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ซึ่งท้ายที่สุด อาจจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึงจนมาตรการทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงเกษตรฯ ควรสนับสนุนการกำจัดวัชพืชศัตรูพืชทางเลือกอื่นผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไปพร้อมกันด้วย

ส่องกล้อง! มองเครือข่ายลูกหนังสาย “ทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องกล้อง! มองเครือข่ายลูกหนังสาย “ทักษิณ”

24 มิถุนายน 2562 – 14:02 น.
ไทยลีก,วันเกิดยิ่งลักษณ์,อนงค์วรรณ เทพสุทิน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สุโขทัย เอฟซี,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ยงยุทธ ติยะไพรัช,ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช,วิสาระดี,ยิ้ม วิสาระดี,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด,ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 10,506 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 มิถุนายน 2562

*********************

          สุดสัปดาห์นี้ “ทักษิณ ชินวัตร” และครอบครัว ยังอยู่ในกรุงลอนดอน เพราะมีการจัดงานวันเกิดให้น้องสาว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่สโมสร Hertford Street Club

          ขณะเดียวกัน นสพ.เดอะซัน เปิดเผยรายชื่อกลุ่มทุนที่สนใจซื้อสโมสรฟุตบอล “คริสตัล พาเลซ” โดยหนึ่งในนั้นมี “ทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรีไทยรวมอยู่ด้วย แสดงว่า เสี่ยแม้วยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่ลงทุนทำธุรกิจลูกหนังในเมืองผู้ดี

งานใหม่ “อดีต ส..ยิ้ม”

          ค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สนามสิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของสโมสร “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” มีการเปิดตัวผู้จัดการทีมคนสวยคือ “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส..เชียงราย พรรคเพื่อไทย

ยิ้ม” วิสาระดี ผู้จัดการทีมเชียงราย

          ปัจจุบัน “แม่เลี้ยงฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช เป็นประธานสโมสรสิงห์ เชียงรายฯ และเสี่ยฮั่น มิตติ ติยะไพรัช เป็นประธานที่ปรึกษาสโมสร

          ยิ้ม วิสาระดี” ลูกสาวคนเดียวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส..เชียงราย เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัคร ส.เพราะบิดาลงแข่งเองที่เขต และส่งอา วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ลงแทนที่เขต ก็ได้เป็น ส..ทั้งคู่

          ก่อนลงสมัคร ส..แทนบิดาเมื่อปี 2550 “ยิ้ม” ไปเรียนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลองกอง ออสเตรเลีย และปริญญาโท ในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย เมืองนิวคาสเซิล อังกฤษ

ฮาย ประธานเชียงราย ยูไนเต็ด เปิดตัว ยิ้ม วิสาระดี ผู้จัดการทีม

          สมัยเป็น ส.. “ยิ้ม วิสาระดี” จัดอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งของเพื่อไทย และมีความใกล้ชิดกับทักษิณยิ่งลักษณ์ ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “วิสาร” บิดาของเธอ ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

          การที่ “ยิ้ม” มาร่วมงานกับตระกูล “ติยะไพรัช” ก็น่าจับตาศึกการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมารดาของเสี่ยฮั่นฮาย เตรียมลงชิงชัยนายก อบจ.เชียงราย 

ใต้ร่มธง “ติยะไพรัช”

          นับจากนี้ไป ทีมเชียงใหม่ เอฟซี จะต้องไปเตะรังเหย้าที่สนามสิงห์ สเตเดี้ยม จ.เชียงราย เนื่องจากสนาม 700 ปี เชียงใหม่ ปิดปรับปรุง

          เหตุที่ผู้บริหารเชียงใหม่ เอฟซี เลือกสนามสิงห์ สเตเดี้ยม เพราะความสัมพันธ์อันแนบแน่นของผู้บริหารของเชียงใหม่ เอฟซี กับสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เสมือนทีมพี่ทีมน้อง 

          ผู้ถือสิทธิ์ทีมเชียงใหม่ เอฟซี คือ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งรักใคร่เอ็นดู “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช จึงมอบให้ดูแลทีมเชียงใหม่

มิตติ ติยะไพรัช

          จะว่าไปแล้ว ตระกูล “ติยะไพรัช” กลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำทีมลูกหนังเชียงราย ให้ได้แชมป์บอลถ้วย 2-3 สมัยติดต่อกัน 

          ฮั่น มิตติ” รับบทบาทคนเบื้องหลังทีมเชียงรายเชียงใหม่ คล้ายกับบิดา “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ที่เล่นบทกองเชียร์ตัวหลักของพรรคเพื่อชาติ และพรรคเพื่อไทย 

          วันนี้ “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ลูกสาวคนกลางของยงยุทธสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช เป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และ ละออง ติยะไพรัช น้องสาวยงยุทธ เป็น ส..เขต เชียงราย พรรคเพื่อไทย

          รอแต่ว่า “เสี่ยฮั่น” จะได้ไปอังกฤษ เพื่อคุมทีมปราสาทเรือนแก้ว ให้เสี่ยแม้วหรือไม่ 

สังเวียนหาเสียง ?

          ทีมลูกหนังสายเหนือ สโมสรสุโขทัย เอฟซี ที่โลดแล่นอยู่ในไทยลีก 2-3 สมัย ที่เป็นพันธมิตรกับทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ผู้ปลุกปั้นทีมค้างคาวไฟ สนิทชิดเชื้อกับ “เสี่ยฮั่น” เป็นอย่างดี

          ฤดูกาล 2019 คณะผู้บริหารทีมสุโขทัย เอฟซี “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” ประธานสโมสร และ “เขตพงศ์ กุลนาถศิริ” ผู้จัดการทีม ก็ประคองทีมให้อยู่กลางตารางได้ในเลกแรก 

สมศักดิ์ เทพสุทิน

          ช่วงหนึ่ง “สมศักดิ์” หายหน้าไปจากสนามทุ่งทะเลหลวง เพราะติดภารกิจหาเสียงเลือกตั้ง แต่ช่วงหลังๆ ก็มาให้กำลังใจทีมงานและนักเตะ ทั้งเกมเหย้าและเกมเยือน

          นัดวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 สุโขทัย เอฟซี เบียดชนะนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลเยอะแยะ กรณีพิธีการข้างสนาม

อนงค์วรรณ เทพสุทิน

          บรรดาสาวกค้างคาวไฟ วิจารณ์ว่า ทำไมต้องให้โฆษกเสียงทุ้ม หรือที่แฟนบอลแซวว่า “มัคนายก” ไปยืนอ่านโพยชื่อแขกผู้มีเกียรติที่เข้ามาชมเกมลูกหนังยาวยืด ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองในสุโขทัย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด

          เอฟซีบางรายบอกว่า ที่นี่สนามฟุตบอล ไม่ใช่เวทีปราศรัยหาเสียง เลิกได้มั้ย บ้างก็ว่า ทีมอื่นในไทยลีก ก็ไม่มีใครทำแบบนี้