ส่องเกมภายในของหลากพรรคเมืองไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องเกมภายในของหลากพรรคเมืองไทย

28 มิถุนายน 2562 – 09:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 2,543 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่า ครม.ลุงตู่ 2 นั้น รายชื่อเสนาบดีที่แต่ละพรรคส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีการแก้ไขบางตำแหน่ง และบางคนอาจหลุดโผไปเลยเพราะไม่ผ่านเงื่อนไขคุณสมบัติ รมต. ที่ลุงตู่วางไว้

แรงกระเทือนภายในของแต่ละมุ้งและแต่ละพรรคบังเกิดขึ้นพลัน เพราะไม่รู้เลยว่าใครจะฝันสลาย…และจะขยับจังหวะอย่างไรในอนาคต

แน่นอนว่ารัฐนาวาลำนี้ในเพลาหน้า ความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรคนั้นน่าจะมีเยื่อใยน้อยมาก เพราะแต่ละพรรคดูแลกระทรวงที่ได้รับมาด้วยตัวเอง

โดยแปลความว่า สายสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเรียกว่าบางยิ่งกว่าบาง และมีแววว่าจะล่มกลางทาง

ทำให้ต้องดูว่า “3ป.” และสตาฟฟ์หลังบ้านจะแก้เกมการเมืองแบบช็อตต่อช็อตอย่างไร เพราะคนการเมืองนั้นจะแสดงอิทธิฤทธิ์ในหลากรูปแบบ หากวันข้างหน้าลุงตู่ไร้ซึ่งหมวกหัวหน้า คสช.และ ม.44

5 ปีที่ คสช.ทำงานมาและใกล้ที่จะยุติบทบาทพร้อมส่งงานให้ ครม.ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น “3ป.” น่าจะทราบดีแล้วว่า คนการเมืองใช่ว่าจะคอนโทรลได้ดั่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้

“นักการเมืองไม่เคยกลัวกันเอง เพราะทุกคนเท่ากันในรัฐสภา” คือคำกล่าวที่มักได้ยินยามที่คนการเมืองจับกลุ่มหารือกันเอง สื่อความแบบที่ไม่ตัองถอดนัยให้มาก

ดังนั้น จากนี้ไปการตั้งป้อมจัดหนักของขั้วตรงข้ามลุงตู่จะขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายหลักแบบต่อเนื่อง และต้องดูลีลาของพรรคพันธมิตรที่หนุนลุงตู่ให้มาทำหน้าที่ สร.1 สมัยที่ 2 ว่าผู้ใดซ่อนดาบในรอยยิ้มและจะใช้วรยุทธ์ใดบ้างที่จะหักเหลี่ยมโหดคนกันเองแบบเนียนๆ ตา

รัฐบาลเสียงข้างมากแบบปริ่มน้ำเช่นนี้ยากที่จะเดินเครื่องได้สะดวก และตอนนี้มีกระแสข่าวลือกันแล้วว่าค่าเหนื่อยในการทาบทาม ส.ส.ต่างขั้วและพรรคร่วมรัฐบาลในการยกมือหนุนให้เสียงพ้นน้ำในวาระสำคัญๆ นั้น กี่กิโลกรัมต่อคน !?! รวมทั้งค่าดูแลรายเดือนและค่าประสานงานที่ต้องชำระสดทันที เริ่มหนาหูแล้วในย่านแจ้งวัฒนะและวงกาแฟที่คนการเมืองไปรวมตัว…

ค่าเหนื่อยตรงนี้จึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่จะเชื่อมไปยังสถานการณ์ในอนาคตว่าจะออกมาในรูปแบบใด และส่งผลเช่นใด ?

เมื่อเพ่งไปยังลีลาของหลากพรรคหลักในสนามการเมือง จะพบว่ารอยร้าวของแต่ละพรรคนั้นมีสภาพปัญหาหลากหลาย เริ่มจากพลังประชารัฐซึ่งเกิดจากการมารวมตัวกันหลายมุ้ง และมีการชิงเก้าอี้ รมต.กันมากสุด ทั้งศึกภายในและภายนอก จนหลายคนมองว่าหากรอยปริของรัฐนาวาลุงตู่ 2 จะเกิดขึ้นนั้น จะมาจาก พปชร.เป็นต้นทาง และอาจลามไปยังพรรคร่วมรัฐบาลในเวลาอันใกล้

พรรคที่สถานการณ์ในบ้านนิ่งในวันนี้คือภูมิใจไทย เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูล กับคนโตบุรีรัมย์นั้นคุมลูกพรรคได้ แต่ต้องรอชมว่าหากโดนหักดิบแบบไม่แจ้งล่วงหน้า พรรคสีน้ำเงินจะออกอาการเช่นใด ?

ประชาธิปัตย์วันนี้ยังมีคลื่นใต้น้ำ เพราะภาวะแกนนำหลากขั้วงัดกันหลายเรื่อง เช่น การล้างบางโครงสร้างพรรค คนใกล้ตัวเดอะมาร์คไขก๊อก การไม่ลงรอยหลังส่งรายชื่อ รมต. ที่วันนี้ควันร้อนของอารมณ์บางคนยังคุกรุ่นอยู่ และมองเห็นแล้วว่า ปชป.ยากที่จะสมานรอยร้าวในพรรค

ด้านชาติไทยพัฒนานิ่งสงบกับเงื่อนไขที่รับมาเหมือนรวมพลังประชาชาติไทยของลุงกำนัน แต่ว่าที่ รมต.ของพรรคนี้ต้องลุ้นว่าเมื่อติดเงื่อนไข 32 ส.ส.ถือหุ้นสื่อแล้ว ต้องไปเคลียร์ความบริสุทธิ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะสามารถอธิบายความเพื่อให้ตัวเองพ้นข้อกล่าวหาได้หรือไม่…

ชาติพัฒนาที่มี 3 ส.ส. และส่อแววแห้วเก้าอี้ รมต.งวดนี้ จนแกนนำพรรคออกมาทวงสัญญาดังๆ แล้ว เหมือนพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยที่มี 2 เสียงแต่มิได้ไปช่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดั่งคำมั่น หากสองพรรคนี้ที่มี 5 เสียงไม่เออออห่อหมกตามมติวิปรัฐบาลนั้น อาการเสียทรงในคะแนนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ?

ด้าน 10 พรรคจิ๋วนั้นตอนนี้เสมือนผ้าพับไว้หลังผู้กองตุ๋ยลงไปประสานงานจนไร้คลื่นขัดแย้งและคงทำให้ลุงตู่โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านนั้นรอดูว่า พปชร.ที่ยื่นสอย 33 ส.ส.ขั้วต้านลุงตู่ข้อหาถือหุ้นสื่อ ผลจะออกมาในรูปแบบใด ส่วนจังหวะของพรรคเหล่านี้เริ่มที่อนาคตใหม่ ที่ตอนนี้ลุยเวทีเลือกตั้งท้องถิ่นเต็มตัว ปัญหาที่แกนนำพรรคถูกเพ่งเล็งเรื่องหุ้นและสถาบันก็ยังถูกจับตา รวมทั้งการเป็นพันธมิตรกับเพื่อไทยก็คล้ายว่าจะเป็นภาพเสมือนจริง บวกกับกลุ่ม NGN ที่ออกมาขยับสู้เพื่อเรียกศักดิ์ศรีหลังโดนโละทีมออกในข้อหาทุจริตที่เป็นปัญหาที่พรรคสีส้มกำลังเผชิญ

ส่วนเพื่อไทยนั้น การขัดขากันระหว่างขั้วเจ๊หน่อยกับทีมพี่อ้วนในศึกชิงทีมฝ่ายบริหารพรรคนั้น คือเกมในบ้านที่มีแรงกระเทือนไม่น้อย ทราบมาว่าขั้วเจ๊หน่อยหวังยึดโครงสร้างพรรคเบ็ดเสร็จ บนเหตุผลปรับพรรคให้เข้ากับภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับมือกับพรรคสีส้ม แต่นายใหญ่ไม่เห็นด้วยไปเสียหมด

การประนีประนอมให้คนรุ่นใหม่และรุ่นกลางมาเป็นกลจักรหลักในการขับเคลื่อนพรรคร่วมกับคนรุ่นใหญ่บางส่วนนั้น เบื้องต้นได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่ แต่การจะโละคีย์แมนหลักบางคน โดยเฉพาะภูมิธรรม เวชยชัย เพราะหลากเรื่องที่ขั้วเจ๊หน่อยไม่แฮปปี้กับสิ่งที่ภูมิธรรมดำเนินการ และหวังให้พ้นเก้าอี้เลขาธิการพรรคไปเลยนั้น คนรุ่นใหญ่หลายคนไม่แฮปปี้กับข้อเรียกร้องนี้ของขั้วเจ๊หน่อยที่เปิดขึ้นมา และยังอยากให้พ่อบ้านพรรคคนเดิมทำหน้าที่ต่อ เพราะภูมิธรรมถือว่าครบเครื่องที่สุด

“ยืนยัน ณ ตอนนี้ว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนเลขาธิการพรรคนั้นมีสามรายชื่อที่รอนายใหญ่กดปุ่ม โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อคนของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คือผู้พันป๊อป (น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ) หากผู้พันป๊อปรับหน้าที่เลขาธิการพรรค แล้วขยับพี่อ้วนขึ้นรองหัวหน้าพรรค หากใช้สูตรนี้จะประนีประนอมทุกกลุ่ม และสูตรนี้เป็นไปได้มากที่สุดที่นายใหญ่จะเคาะ” แหล่งข่าวจากเพชรบุรีตัดใหม่ระบุ

ส่วนเสรีรวมไทยนั้น 3 ส.ส.โดนส่งศาลเช็กว่าถือหุ้นสื่อจริงไหม บวกกับข่าวผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ข้องเกี่ยวกับการค้ายาไอซ์หนึ่งตัน ที่น่าจะส่งแต้มลบต่อภาพรวมของพรรคไปไม่น้อย

          คนการเมืองจำนวนมากต้องมาเผชิญกับหลากกรรมที่ตัวเองก่อนั้น ต้องติดตามต่อว่า แต่ละคนจะวนอยู่ในบ่วงกรรมและก้าวพ้นมันได้อย่างไร ต้องติดตามอย่างเกาะติด

ต้นไม้โค่นล้มทับรถเพราะพายุฝนหรือหน่วยงานของรัฐไม่เอาใจใส่!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้นไม้โค่นล้มทับรถเพราะพายุฝนหรือหน่วยงานของรัฐไม่เอาใจใส่!

28 มิถุนายน 2562 – 08:25 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ต้นไม้ทับรถ,พายุ
เปิดอ่าน 3,066 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้..กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

ช่วงนี้มีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในหลายๆ พื้นที่ ทำให้มักได้ยินข่าวต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นจามจุรี ถูกลมพัดหักโค่นล้มทับบ้านเรือนประชาชน ตลอดจนรถยนต์และทรัพย์สินอื่นๆ เสียหาย

 หากเกิดกรณีต้นไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์ที่จอดอยู่ในบริเวณถนนหรือบาทวิถีริมถนน ที่หน่วยงานของรัฐอนุญาตให้ผู้ใช้รถสามารถนำรถไปจอดได้ กรณีเช่นนี้… หน่วยงานของรัฐดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์หรือไม่ มาฟังคำตอบจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกันครับ…

นาง ก. เจ้าของรถยนต์กระบะที่ดัดแปลงเป็นรถโดยสารเพื่อให้นาย ส. สามีของตนนำออกไปวิ่งรับจ้าง หลังจากวิ่งรถเสร็จ นาย ส. ได้นำรถไปจอดไว้ใต้ต้นไม้บริเวณที่จอดรถที่ทางเทศบาลจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถและเก็บค่าบริการ ในระหว่างนั้นได้เกิดพายุฝนและลมพัดแรงทำให้ต้นไม้โค่นล้มทับรถยนต์ได้รับความเสียหาย โดยหลังจากที่ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว นาย ส. (ผู้รับมอบอำนาจ) ได้ยื่นคำร้องต่อเทศบาลขอค่าเสียหาย

แต่นายกเทศมนตรีปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว โดยอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ในบริเวณที่เกิดเหตุ แต่เกิดจากพายุฝนซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทางเทศบาลไม่สามารถป้องกันได้

เจ้าของรถจึงยื่นฟ้องเทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และนายกเทศมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาให้เทศบาลชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์และค่าขาดประโยชน์ระหว่างรอซ่อมแซมรถยนต์

คดีมีประเด็นที่พิจารณาว่า เหตุที่ต้นไม้โค่นเกิดจากพายุฝนลมแรงอันถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” หรือเกิดจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยบริเวณที่จอดรถตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและควบคุมที่จอดรถตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ประกอบกับในวันเกิดเหตุเป็นช่วงฤดูฝน เทศบาลจึงมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลบริเวณสถานที่จอดรถให้มีความปลอดภัยต่อร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้บริการ ไม่ว่าเทศบาลจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจอดรถบริเวณดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม

เมื่อในวันเกิดเหตุมีพายุฝนลมแรง แต่มีต้นไม้เพียงต้นเดียว คือต้นที่โค่นล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดี ส่วนต้นไม้ต้นอื่นๆ รวมทั้งอาคารบ้านเรือนบริเวณใกล้เคียงยังคงมีสภาพปกติ ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด โดยต้นไม้ต้นดังกล่าวเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่และมีกิ่งจำนวนมาก ได้หักโค่นลงมาทั้งลำต้น โดยรากของต้นไม้มีแต่รากฝอยไม่มีรากแก้ว ซึ่งเป็นส่วนที่ยึดลำต้นให้แข็งแรง ประกอบกับสถานที่ปลูกต้นไม้โดยรอบเป็นคอนกรีตทำให้พื้นผิวดินที่รากต้นไม้จะใช้ยึดเกาะมีไม่เพียงพอ จึงมิอาจจะต้านกระแสลมได้ และแม้ว่าสภาพอากาศในวันเวลาเกิดเหตุจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองก็ตาม แต่ก็ไม่รุนแรงถึงขนาดที่จะหักโค่นต้นไม้ใหญ่ได้

          หากเทศบาลได้มีการวางแผนตัดแต่งกิ่งไม้ประจำปีงบประมาณ หรือได้พิจารณาถึงสถานที่ปลูกต้นไม้ และลักษณะของต้นไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีรากแก้ว แล้วปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังตามสมควรหรือเอาใจใส่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของต้นไม้อันพึงสามารถคาดหมายได้ในภาวะเช่นนั้นก็ย่อมไม่เกิดเหตุดังกล่าว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่เทศบาลอาจป้องกันได้ แต่มิได้ดำเนินการ ซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จึงถือว่าเทศบาลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุมที่จอดรถของเทศบาล อันเป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 420 ประกอบมาตรา 434 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เทศบาลจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ได้แก่ ค่าซ่อมแซมรถยนต์และค่าขาดประโยชน์จากการนำรถไปใช้ในการรับจ้างหารายได้ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำละเมิดของเทศบาล (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 307/2562)

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดี สำหรับเทศบาลที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาถนนหนทาง บาทวิถี รวมทั้งพื้นที่ที่อนุญาตให้ประชาชนสามารถจอดรถได้หรือหน้าที่ด้านอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะต้องใช้ความระมัดระวัง หมั่นคอยตรวจสอบ เอาใจใส่ดูแลบำรุงรักษาอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ พึงระวังในสิ่งที่คาดหมายได้ว่าอาจเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุ เช่น ฝนตก ลมแรง ดังในคดีที่นำมาเล่าเป็นอุทาหรณ์นี้ ซึ่งหากเป็นกรณีที่อาจใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุอันจะนำมาซึ่งอุบัติภัยได้ ย่อมไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ซึ่งเมื่อเทศบาลไม่ใช้ความระมัดระวังในการดูแลตามอำนาจหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นครับ !!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

อย่าทำร้ายประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าทำร้ายประชาชน

28 มิถุนายน 2562 – 08:20 น.
อย่าทำร้ายประชาชน,การเมืองไทย
เปิดอ่าน 1,329 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวัน

ไม่รู้ว่ามีใครคิดเหมือนกันหรือเปล่าว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา “การเมืองไทย“ ไม่เคยมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์ให้ได้เห็น โดยเฉพาะเรื่องของความ ”สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์“ ที่ใครต่อใครมุ่งหวังน่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝันไปวันๆ เท่านั้น..กลับกันถ้าเป็นเรื่อง ”อาฆาต มาดร้าย จองเวร ห้ำหั่น” เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามล้มหายตายจากกันไปข้างนึงนั้น สิ่งนี้น่าจะเป็นภาพที่ชัดมากในการเมืองยุคปัจจุบัน..วันนี้ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติกำลังบอบช้ำและต้องการความร่วมแรงร่วมใจของบรรดานักการเมืองไทยเพื่อพาประเทศให้พ้นจากปากเหวในเร็ววัน แต่จนแล้วจนเล่าการเมืองไทยและบรรดาผู้เล่นจากค่ายต่างๆ ก็ทำให้คนไทยเห็นว่า เราสามารถพึ่งพาพวกคุณได้จริงหรือ..?

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นหลายคนอาจค่อนแคะว่ามองโลกในแง่ร้าย และมีอคติกับ “การเมืองไทย” มากไป แต่เชื่อเถอะมันคือ “เรื่องจริง” และมันเปล่าประโยชน์ที่จะมัวมานั่งมองอะไรแบบโลกสวย โดยเฉพาะพฤติกรรมของนักการเมืองไทยนั้น คงไม่ต้องสาธยายให้เปลืองน้ำหมึก….แค่ช่วงหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา คนไทยได้เห็นและสัมผัสกับการเล่นการเมืองในทุกรูปแบบ..ตลอดเวลากว่า 3 เดือนเราได้เห็นภาพความวุ่นวายของการเมืองไทยต่างๆ นานา ทั้งการห้ำหั่น ชิงดี ชิงเด่น ต่อรอง ยื้อแย่งเก้าอี้โดยยึดผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นหลัก ส่วน “ประเทศชาติ” รอไปก่อน

นับตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึงปัจจุบันคนไทยต่างเอือมระอาไปกับภาพการแย่งโควตารัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ของบรรดานักการเมืองที่ไม่เคยสนใจว่าการกระทำเหล่านี้อาจทำให้ประเทศชาติกลายเป็นอัมพาตไม่สามารถเดินหน้าไปต่อได้ และเมื่อใครไม่สมหวังก็ออกมาตีโพยตีพายทวงสัญญา พร้อมยื่นคำขาดว่าอาจจะต้อง “ตีจาก” โดยใช้วาทะสวยหรูให้ดู “แพง” กับคำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” ซึ่งสุดท้ายมันก็ได้ผล เพราะในสถานะรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ “ท่านผู้นำ” จะทำอะไรไปได้มากกว่าคำว่า “ยอมจำนน”

 ขณะเดียวกันการเมืองนอกสภาก็เล่นแรงกันถึงขนาดทำให้ “จำกันไปจนวันตาย” นักการเมืองสองฝั่งเลือกที่จะเดินหน้าเชือดคอศัตรูอย่างเลือดเย็นชนิดตาต่อฟันต่อฟันด้วยการเปิด “แผลเก่า แผลสด” หรือเรื่องที่เป็น “ชะนักติดหลัง” ติดตัวมาให้เจ็บแสบ หลายครั้งที่การเมืองใช้ “ศาลสถิตยุติธรรม” เป็นเครื่องมือห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สนว่าความผิดพลาดเมื่อคราก่อนเกิดจากเจตนาดี หรือร้าย และหากไม่สมหวังดังใจคนเหล่านี้ก็จะใช้ความช่ำชองของ “ลมปาก” ออกมากดดันให้ร้าย “ศาล” ว่าตาชั่งเอียงบ้าง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลทางข้อกฎหมายที่ศาลท่านแจกแจงให้ฟังอย่างครบถ้วนกระบวนความ

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องทำใจยอมรับได้ แต่คนไทยคงต้องทนอยู่กับมันไปอีกนาน.. แต่สิ่งนึงที่อยากจะฝากข้อคิดถึงบรรดา “นักการเมือง” ที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมืองสักเรื่องหนึ่งคือ..วันนี้ปัญหาของประเทศชาติเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วน และมิอาจรั้งรอได้อีกต่อไป และหาก “การเมืองไทย” ยังคงยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมแล้ว “บ้านเมือง” คงต้องบอบช้ำต่อไปอย่างไม่รู้จบ และคนที่รับผลกระทบจากผลร้ายดังกล่าวก็คงหนีไม่พ้น “ประชาชน”…อีกตามเคย

นักการเมืองไทยบุญคุณไม่ทดแทน-ความแค้นต้องชำระ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377245?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองไทยบุญคุณไม่ทดแทน-ความแค้นต้องชำระ

28 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
นักการเมือง,ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 9,323 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

การเลือกตั้งผ่านไปหลายเดือนแล้วแต่แทนที่ประชาชนจะสบายอกสบายใจแต่กลับกลายเป็นเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบเพราะบรรดานักการเมืองไทยบางคนเล่นแรงฟ้องร้องกันไม่รู้จบ

ต่างฝ่ายต่างอ้างกฎหมายเข้าใส่กันคือคดี ‘ถือหุ้นสื่อ’ ซึ่งไม่เฉพาะส.ส.ที่เข้าข่ายถูกตรวจสอบแต่มีผู้ร้องเรียนลุกลามขยายไปถึงส.ว.อีกด้วย

คนไทยชอบอ้างอิงคำพูดในหนังสือนวนิยายจีนว่า ‘บุญคุณต้องทนแทน-ความแค้นต้องชำระ’ แต่เวลานี้มีแต่การชำระความแค้นอย่างเดียวแต่ไม่มีการทดแทนบุญคุณ

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ประกาศว่ากลางเดือนกรกฎาคมนี้จะประกาศรายชื่อรัฐมนตรีหรือได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริการประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่ดูตามสถานการณ์แล้วยังจบไม่ลงเพราะมีการตีกลับบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีจากหลายๆ พรรคร่วมรัฐบาล

‘รัฐมนตรีสีเทา’ หลายคนมีประวัติไม่ดี เข้ามาร่วมรัฐบาลแล้วจะเป็นตัวสร้างปัญหาหรือเป็นจุดอ่อนโดยฝ่ายค้านโจมตีและยิ่งรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำด้วยแล้วเหมือนเรือมีรอยรั่ว พอโดนพายุการเมืองกระหน่ำเรือก็จมลงได้

ช่วงเวลาที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลต่างแย่งกระทรวงสำคัญที่เรียกว่า ‘กระทรวงเกรด เอ’ กว่าจะตกลงกันได้ก็เหนื่อยแบ่งกระทรวงกันเหมือนแบ่งขนมเค้กฉลองวันเกิด

กระทรวงเกรด เอ หรือเกรดอะไรก็ตาม ถ้าได้รัฐมนตรีไร้ฝีมือแต่มีอิทธิพลบารมีเข้ามาตามโควตา    รัฐบาลก็จะอยู่ในสภาวะนับถอยหลัง หรือ ‘เคานท์ดาวน์’ อนิจจัง-อนิจจา ประเทศไทย
อ๊อด เทอร์โบ


ด้วยความห่วงใยเรื่อง ‘บัตรคนจน’ จึงขอเรียนมาให้ทราบว่าจะมีการแจกบัตรรอบ 3 แล้ว ภายในเดือนหน้ากรกฎาคม 2562

จึงขอให้ท่านผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบหลักฐาน-ข้อมูลไว้ให้พร้อมเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

อยากให้รัฐบาลแจก ‘บัตรคนจน’ นี้ต่อไปและอย่าไปนึกว่าเป็นการหาเสียงหรือการเมืองเพราะ ‘คนจน’ ตัวจริงมีมากกว่า ‘คนรวย’ ที่พูดกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘รวยกระจุก-จนกระจาย’ คนรวยมั่งมีเงินล้นจนล้นฟ้า แต่คนจนแทบไม่มีข้าวกิน
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘บัตรคนจน’ ลงทะเบียน
 เตรียมหลักฐานให้พร้อม

กรมบัญชีกลางได้ผลิตบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 มีผู้มีสิทธิ์ที่ผ่านคุณสมบัติจำนวนทั้งสิ้น 3.140 ล้านราย

ผู้มีสิทธิ์ท่านใดที่ยังไม่ได้รับบัตรสวัสดิการ สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปแสดงตนเพื่อรับบัตรได้ที่สำนักงานคลังจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตามที่อยู่ปัจจุบันที่ได้ลงทะเบียนไว้ โดยจะขอให้ลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการรับบัตรสวัสดิการ ซึ่งผู้มีสิทธิ์สามารถรับได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2562

หากไม่มารับภายในวันดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ ซึ่งหลังจากที่ผู้มีสิทธิ์ที่มารับบัตรเรียบร้อยแล้วจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้หลังจากรับบัตรไปแล้ว 2 วัน เนื่องจากต้องดำเนินการเปิดสิทธิ์ของบัตรเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์แอบอ้างนำเงินในบัตรไปใช้

ในการจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งที่ 3 ประมาณ 19,000 ราย คาดว่าจะดำเนินการผลิตแล้วเสร็จและแจกบัตรได้ภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ประมาณ 12,000 ราย ส่วนที่เหลืออีก 17,000 รายยังไม่สามารถผลิตได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิ์บางรายมีข้อมูลไม่ครบถ้วน อาทิ ไม่มีรูปภาพ เพราะยังไม่ได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด หรือกรณีข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ไม่ตรงกับข้อมูลจากทะเบียนราษฎร”

ขอให้ผู้มีสิทธิ์บางรายที่ไม่แน่ใจว่าข้อมูลของตนถูกต้องหรือไม่ ไปติดต่อกับทีมไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งหากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการผลิตบัตรในครั้งนี้ อาจทำให้หมดสิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


ศึกภายใน “รัฐบาลประยุทธ์ 2” เข้มข้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377222?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกภายใน “รัฐบาลประยุทธ์ 2” เข้มข้น

27 มิถุนายน 2562 – 13:45 น.
กระดานความคิด,รัฐบาลประยุทธ์ 2
เปิดอ่าน 7,725 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   ร่มเย็น

การจัดตั้ง “ครม.ประยุทธ์ ภาค 2” กำลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและถูกจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะโผ ครม.ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ตามโควตาของพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการนำรายชื่อทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือคุณสมบัติต้องห้ามต่างๆ ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

เมื่อวันก่อน “สวนดุสิตโพล” ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี “โผ ครม.ประยุทธ์ ภาค 2” จำนวนทั้งสิ้น 1,254 คน โดยมีคำถามที่น่าสนใจว่าประชาชนคิดอย่างไรกับโผ ครม.

อันดับหนึ่งเลยตอบว่า ปัญหาเยอะมีแต่เรื่องผลประโยชน์ การต่อรองแย่งเก้าอี้กันวุ่นวายคิดเป็น 32.81%

หลังเลือกตั้งตามกติการัฐธรรรมนูญ 60 ได้เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เริ่มตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีจำนวนพรรคการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 27 พรรคการเมือง จากเดิมที่เคยมีสูงสุด 23 พรรคการเมืองในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็มีจำนวนมากสุดถึง 19 พรรคการเมือง จากที่ในอดีตมีมากสุดคือ 9 พรรคร่วมรัฐบาล

และที่ผ่านมา “รัฐบาลผสม” อยู่ไม่ครบเทอม 4 ปีทั้งสิ้น โดยอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ปีครึ่ง นั่น…ขนาดยังไม่ถึงรัฐบาลผสม 19 พรรค

อีกทั้งการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ก็ค่อนข้างนาน โผ ครม.เปลี่ยนไปมาหลายรอบ จึงเป็นอาการที่ไม่ดี และส่งสัญญาณให้เห็นว่ายาก กว่าที่จะทาบทามแต่ละพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาลได้ ต่อรองตำแหน่งกันจนถึงวินาทีสุดท้าย

และเมื่อจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” ได้แล้ว ความน่าห่วงก็อยู่ที่การขับเคลื่อน “รัฐนาวา” ให้ไปรอด เนื่องจากแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีนโยบายของตนเองที่เป็นจุดขายและหาเสียงไว้กับประชาชนตอนเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องทำให้ได้ มิเช่นนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคการเมืองนั้นก็ลำบาก อีกทั้งแต่ละพรรคก็จองคนละกระทรวง สองกระทรวง  แล้วเวลาจะมาทำงานร่วมกัน จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ในเรื่องนโยบาย

ขณะที่บางนโยบายกลับขัดกัน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ตอนที่เข้าร่วมรัฐบาล ได้ยื่นเงื่อนไขชัดเจนว่าต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคพลังประชารัฐค่อนข้างมีจุดยืนไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 60 ที่ใช้บังคับอยู่ผ่านการทำประชามติมาแล้ว เป็นจุดที่ขัดแย้งกันเอง

หรือพรรคภูมิใจไทย ชัดเจนเรื่องนโยบายกัญชาเสรี  ซึ่งเป็นนโยบายที่ตอนนี้คนจำได้มากที่สุดกว่านโยบายของทุกพรรคการเมือง แล้ว…พรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

หรืออย่างพรรคพลังท้องถิ่นไท ที่มีนโยบายกระจายอำนาจ รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่ฟังจากที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดหลังเข้าพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล กลับไม่มีเรื่องการกระจายอำนาจอยู่เลย และหากมองย้อนไปจาก 5 ปีของรัฐบาล คสช. มีแต่จะรวมศูนย์อำนาจ

ดังนั้น “ศึกภายใน” ของพรรคร่วมรัฐบาล จึงเข้มข้นที่สุด ที่จะสั่นคลอนรัฐบาล มิใช่ “ฝ่ายค้าน”

และ “รัฐบาลประยุทธ์ภาค 2” จะไม่มีช่วงเวลา “ฮันนีมูน” ตั้งแต่วันแรก ซึ่งปกติแล้วทุกรัฐบาลจะมีช่วง “ฮันนีมูน” ระยะสั้นๆ 3 เดือน 6 เดือน แต่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ ที่เรียกว่า “เป็ดง่อย” ตั้งแต่วันแรก เพราะรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งมาแค่ 4 เสียง และเมื่อเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ “รัฐนาวา” ก็พร้อมที่จะอับปางได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องถึงขนาดพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคภูมิใจไทย แค่พรรค 10 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง 2 ที่นั่ง ถอนตัว รัฐบาลก็ลำบากแล้ว จะผ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับ จะต้องนั่งนับหัว ส.ส.กันทุกครั้ง เรียกว่าเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ ลาป่วย ลากิจ ก็ไม่ได้  เพราะว่า เมื่อ “ปริ่มน้ำ” ทุกเสียงมีความหมาย

“มีข้อมูลว่าในอดีต รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การโหวตในสภาแต่ละครั้ง ต้องมีการซื้อเสียง การซื้อเสียงในที่นี้ไม่ใช่นักการเมืองซื้อเสียงจากชาวบ้าน แต่ไปเกิดขึ้นในทีี่ประชุมสภาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเพื่อให้ร่างกฎหมายสำคัญผ่านสภาให้ได้ มิเช่นนั้นรัฐบาลก็ล่ม เพราะว่ารัฐบาลผสมส่วนมากทีี่ไปไม่รอด ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้าน แต่ไม่รอดเพราะความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ต่อรอง แบ่งเค้ก กันไม่ลงตัว ก็จะมีพรรคร่วมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล สุดท้ายรัฐบาลก็ล่ม”

ต้องจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทำอย่างไรเพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ ไม่ล่มภายในระยะเวลาอันสั้น โดยหากต้องการอยู่เกินอายุค่าเฉลี่ยของรัฐบาลผสม คือ อยู่ได้ 2-3 ปีขึ้นไป ก็ต้องใช้ “กำลังภายใน” เยอะ

“วิธีหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ ก็คือ ดึง ส.ว.มาช่วย โดยต้องมีการตีความกฎหมายแบบพิสดารว่า ร่างกฎหมายทุกฉบับที่เข้าสภาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ ส.ว.มาช่วยในการโหวตเสียงในสภาได้ เพราะว่าเมื่อเสีียงปริ่มน้ำ ลำพังอาศัยเพียงแค่เสียง ส.ส.คงไม่ได้ อีกทั้งไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก็ไม่ได้  ดังนั้นก็ต้องอาศัยกลไกของ ส.ว.มาช่วยโหวตผ่านร่างกฎหมายให้ชนิดไม่แตกแถว ซึ่ง ส.ว.ทำให้เห็นมาแล้วในการโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีเสียงแตกแม้แต่เสียงเดียว”

อย่านึกว่าการให้ ส.ว.มาร่วมโหวตร่างกฎหมายจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ใช้ “หลักรัฐศาสตร์” กันแทบหมดแล้ว  ในขณะที่ “หลักนิติศาสตร์” พร่ามัว

‘โฉนด’ร้อนฉ่า “บิ๊กโจ๊ก”จอมจัดฉาก หรือถูกสกัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘โฉนด’ร้อนฉ่า “บิ๊กโจ๊ก”จอมจัดฉาก หรือถูกสกัด

27 มิถุนายน 2562 – 12:40 น.
พลตทสุรเชรษฐ์ หักพาล,ถอดรหัสลายพราง,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กโจ๊ก
เปิดอ่าน 14,899 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

คนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชรษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานนายกรัฐมนตรี น้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีโอกาสได้กลับเข้ามาในไลน์ตำรวจแน่นอน ในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. หากไม่ใช่เดือนตุลาคมนี้ก็น่าจะในอนาคตข้างหน้า เนื่องจากมีอายุราชการเหลืออีก 11 ปี

หลังจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตาม ม.44 เพิ่มชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในคำสั่ง คสช.16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว พร้อมทั้งย้ายจากข้าราชการตำรวจมาเป็นข้าราชการพลเรือน เมื่อ เมษายนที่ผ่านมา โดยไม่ระบุสาเหตุที่แน่ชัด

กว่า 2 เดือนที่ผ่านมา “บิ๊กโจ๊ก” ทำตัวหายเข้ากลีบเมฆ หลบหน้าหลบตาสื่อมวลชน จนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปรากฏภาพไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช หลายแห่ง ซึ่งรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย  เช่น พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จนกลายเป็นที่มาข่าวเตรียมหวนคืน สตช.

คล้อยหลังเพียงวันเดียว ( 21 มิ.ย.) อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ  โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “สร้างภาพ-แหกตา” สรุปใจความได้ว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นการจัดฉากหลอกผู้ใหญ่ในรัฐบาล “พล.อ.ป” เพื่อหวังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยการไปหาโฉนดที่ดินที่ไม่เกี่ยวข้องหวังเพิ่มยอดประชาชนได้รับโฉนดที่ดิน

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและคืนโฉนดที่ดิน “บิ๊กโจ๊ก” นั่งเป็นหัวเรือหลักมาตั้งแต่ต้น และได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประวิตร มอบดาบอาญาสิทธิ์ มาตรา 44  ให้เข้าไปบริหารจัดการทั้งหมดตั้งแต่การฟอร์มทีมชุดปฏิบัติการตำรวจลงพื้นที่ ตรวจค้นบ้านเป้าหมาย รวมถึงขั้นตอนการไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้

แม้แต่การจัดพิธีมอบโฉนดที่ดินคืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมทั้ง 10 ครั้ง  “บิ๊กโจ๊ก” เป็นผู้กำหนดสถานที่ เลือกจังหวัด โดยเฉพาะรูปแบบการจัดงานแต่ละครั้ง ต้องการสื่อให้เห็นที่อารมณ์และความรู้สึกของชาวบ้านที่เข้ามาสวมกอด พล.อ.ประวิตร ด้วยความดีใจหลังได้รับความช่วยเหลือ

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “บิ๊กโจ๊ก” เก่งในเรื่องการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวที่นำเสนอผลงานและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่องทางสื่อสารประชาชนรับเรื่องร้องทุกข์ ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก่อนจะปิดตัวลง นอกจากนี้ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการทำเพจ “ลุงป้อม น่ารัก” เพจ “ลุงป้อม ประวิตร” เพจเอฟซี “ลุงป้อม ประวิตร”

หลังถูกมรสุมลูกใหญ่ก็ถูกปรับออกจากหัวหน้าชุดแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยมี พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. มารับช่วงต่อ แต่ขั้นตอนการดำเนินการและชุดปฏิบัติงานยังคงยึดรูปแบบเดียวกัน การมอบโฉนดที่ดิน คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมครั้งที่ 11 เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา จึงได้ยินเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านขอให้ พล.อ.ประวิตร นำ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม เพราะเป็นคนเก่งและช่วยเหลือคนเดือดร้อน

“การคืนโฉนดที่ดินทั้ง 12 ครั้ง ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน คือของจริง ไม่มีแหกตา หรือสร้างภาพ เพราะผ่านคณะกรรมการเห็นชอบคณะกรรมการ 6 ฝ่าย แต่กระบวนการแจกโฉนดในแต่ละครั้งกระทำพร้อมกัน บางพื้นที่อาจมีเอกสารไม่ครบ หรือบกพร่อง เช่น พื้นที่ที่สถานีตำรวจภูธรภาคและจังหวัดเป็นผู้แจก พร้อมให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ไปตรวจสอบข้อมูลที่นายนิพิฏฐ์ กล่าวอ้าง แต่ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงาน ยึดตามข้อเท็จจริง ไม่ได้เน้นปริมาณ หรือทำยอดตกแต่งตัวเลข” พล.ต.ท.ปิยะ ระบุ

จากการสำรวจข้อมูลมาจากโครงการบัตรสวัสดิกาลแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง และศูนย์ดำรงค์ธรรม พบว่ามีประชาชนมาแจ้งว่าเป็นหนี้นอกระบบประมาณกว่า 1 ล้านคน   โดยเกือบ 6 แสนรายเป็นลูกหนี้ภาคอีสาน ภาคกลางประมาณ 2 แสนราย ส่วน ภาคเหนือ ภาคใต้ น้อยสุด โดยมีเจ้าหนี้ 17,000 คน

สำหรับในวันที่ 27 มิถุนายน มีพิธีมอบโฉนดที่ดิน คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 จำนวน 1,704 ฉบับ จำนวนที่ดิน 2,054ไร่ รวม 2,325 ล้านบาท ส่วนพล.อ.ประวิตร ไปเป็นประธานในพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรภาค 1 อาคารรัตนเทพสตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี

การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและคืนโฉนดที่ดินถือเป็นนโยบายของรัฐบาล คสช. ก่อให้เกิดผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย  นำไปสู่ข้อครหา สร้างภาพ-แหกตา กับกระแสข่าวกลับมาของ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตตำรวจใหญ่ ที่มีเส้นทางการเติบโตแบบก้าวกระโดด และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นเบอร์ 1 ปทุมวัน ในอนาคต

เรื่องนี้จึงเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ การเตะตัดขา และโยนหินถามทาง หยั่งกระแสสังคม

นปช.ขอลา “เซเลบแดง” เกาะดาวคนละดวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377248?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นปช.ขอลา “เซเลบแดง” เกาะดาวคนละดวง

27 มิถุนายน 2562 – 11:06 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ขวัญชัย,ขวัญชัย ไพรพนา,คนเสื้อแดง,แดงเซเลบ,เซเลบแดง,เสื้อแดง,แกนนำแดง,นปช,นปชพรรคเพื่อไทย,อานนท์ แสนน่าน,ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาไทยเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย,อาภรณ์ สาราคำ,จตุพร พรหมพันธุ์,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เปิดอ่าน 22,744 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27 มิถุนายน 2562

***********

          เป็นเรื่องเป็นราวกรณี “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” อดีตแกนนำ นปชไม่ถูกดำเนินคดีล้มการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ที่พัทยา เนื่องจากคดีหมดอายุความ ปรากฏว่า “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ไม่ยอมจบ นำประเด็นดังกล่าวไปวิจารณ์เหน็บแนมทำนองว่า รอดคนเดียว

          “แรมโบอีสาน” ได้ตอบโต้ว่าการที่คดีหมดอายุความก็คือ หมดอายุ และทุกคนก็รู้ว่าคดีจะหมดอายุเมื่อไหร่ ไม่มีใครสามารถจะไปช่วยใครหรือหลบเลี่ยงได้ มีขั้นตอนดำเนินการอยู่ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน

           จริงๆ แล้ว แกนนำ นปชที่มีมากกว่า 20 ชีวิต ได้แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง ในสมรภูมิเลือกตั้งที่ผ่านมา แยกย้ายกันไปสังกัดพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่า 10 พรรค 

สู่สนามการเมืองท้องถิ่น

          แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นแกนนำ นปชคนแรกๆ ที่ประกาศยุติการต่อสู้ในนามคนเสื้อแดง ขอเดินแนวทางปรองดองเพื่อชาติบ้านเมือง หลังตัวเขาได้เข้าไปปรับทัศนคติอยู่ในค่ายทหารโคราช ประมาณ วัน

แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์

          ช่วงเลือกตั้ง “แรมโบ้อีสาน” ลงสมัคร ส..นครราชสีมา เขต 10 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่พ่ายแพ้แก่ พรชัย อำนวยทรัพย์ อดีต ส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.เสิงสาง พรรคภูมิใจไทย

          บังเอิญ ส..พรชัย มีลูกพี่ใหญ่ชื่อ “กำนันป้อ” วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ รมช.พาณิชย์ จึงเอาชนะแรมโบ้ไปได้ และนี่คืือถ้อยแถลงของอดีต ส..คนดัง หลังพ่ายแพ้

          อยากเห็นคนโคราช อย่างนายกฯ ตู่ ดูแลประเทศชาติให้สงบสุขต่อไปเรื่อยๆ และขอยืนยันว่าไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ ในพรรค หรือไม่ได้รับการเลือกตั้ง”

          น่าจับตา “แรมโบ้อีสาน”ประนอม โพธิ์คำ อดีต ส..นครราชสีมา และชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภา อบจ.นครราชสีมา จะได้มีโอกาสจัดทัพนายก อบจ.เมืองย่าโม หรือไม่

          ถ้าเจรจาลงตัว วิรัช รัตนเศรษฐ์ จับมือแรมโบ้อีสาน ทีมท้องถิ่นโคราช สายลุงตู่ สู้ได้ทุกพรรค

เดอะตู่”สร้างรังใหม่

          อีก เดือนข้างหน้าทัพ นปช.สายเดอะตู่ “จตุพร พรหมพันธุ์” จะอพยพออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น ไปอยู่บ้านหลังใหม่แถวรามอินทรา 40 (ซอยนวลจันทร์ซึ่งมีเนื้อที่ ไร่ อยู่ไม่ไกลจากวัดนวลจันทร์

          จตุพร” บอกว่าบ้านหลังใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับภูมิทัศน์และการก่อสร้าง จะเป็นอาคารชั้นเดียว มีลักษณะคล้ายสตูดิโอขนาดใหญ่เพราะจะเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวีด้วย

จตุพร พรหมพันธุ์

          มีเสียงเพรียกหา นปชให้ขยับออกมาสู่เวทีท้องถนน ซึ่งประธาน นปช.ยืนยันว่า “ให้เวทีรัฐสภาได้ดำเนินกระบวนการไปนั้น เป็นเวทีที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าเวทีอื่นจะมีไม่ได้ แต่เวทีรัฐสภาเป็นเวทีที่ดีที่สุด”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

          ส่วนแนวทางการสร้างพรรคใหม่ จตุพรยังแลกเปลี่ยนแนวคิดกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” และ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ซึ่งคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงตัวและมีความชัดเจน 

          ว่ากันว่า เสี่ยอ๋อยกับเดอะตู่ ดูจะหนักแน่นเรื่องพรรคใหม่ แต่เสี่ยเต้น สงสัยจะเต้นไปเต้นมา เหมือนแรมโบ้พูด

ขวัญชัยอานนท์” เดินคนละทาง

          สำหรับ “เซเลบแดง” ในต่างจังหวัด ก็ต้องโฟกัสที่อุดรธานี เพราะมีขาใหญ่หลายคน แถมเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ชนะยกจังหวัด

          คนแรกคือ “ขวัญชัย ไพรพนา” ลดบทบาทผู้นำมวลชนลงไป และทำหน้าที่ติดตามภรรยา “อาภรณ์ สาราคำ” ส..อุดรธานี เขต มาประชุมสภาที่กรุงเทพฯ 

ขวัญชัย- อาภรณ์ สาราคำ

          วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ขวัญชัยได้โพสต์เฟซบุ๊กครั้งแรกในรอบ เดือน โดยอวยพรวันเกิด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้ท่านนายกที่อยู่ในหัวใจของพี่น้องประชาชนมีแต่ความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจ ท่านยังคงอยู่ในใจของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเสมอ”

          แกนนำแดงอุดรอีกราย “อานนท์ แสนน่าน” ผู้ก่อการสร้าง “หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย” จนโด่งดังระดับโลก เมื่อ คสช.ปกครองบ้านเมือง อานนท์หันไปปลูกเห็ด และปีที่แล้วยกทีมบินไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สิงคโปร์ 

อานนท์ แสนน่าน

          ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อานนท์ พยายามจะปลุกผีหมู่บ้านเสื้อแดง เจอกองทัพภาคที่ เบรก เลยขยับไปต่อไม่ได้ พอเลือกตั้งจบ อานนท์พลิกเกม จากปลูกเห็ดขายไปจับเรื่องกัญชา

          ไม่น่าเชื่อว่า อานนท์ แสนน่าน ในฐานะประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาไทยเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย ได้เคลื่อนไหวเดินสายจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชาอย่างครึกโครม 

          ทั้งขวัญชัยและอานนท์ คงได้ข้อสรุปแล้วว่าอุดมการณ์แดงกินไม่ได้ 

เสียงสะท้อนเวทีประชาชน ประชาธิปไตยไม่ใช่ลอกคราบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียงสะท้อนเวทีประชาชน ประชาธิปไตยไม่ใช่ลอกคราบ

27 มิถุนายน 2562 – 11:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 2,358 ครั้ง

โดย…   เกศินี แตงเขียว

จากสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จนถึงวันนี้เวลาล่วงเลยมากกว่า 3 เดือนแล้ว ประชาชนไทยยังไม่เห็นโฉมหน้ารัฐบาลประยุทธ์ 2 แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อมูลเปิดเผยออกมาในเรื่องการต่อรองตำแหน่งต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐบ้าง และความไม่นิ่ง ไม่แน่นอนของการร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ภาคประชาชนในฐานะผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ก็ได้จัดเสวนาเวทีประชาชน เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฟังเสียงประชาชนในการจัดสรรบุคคลที่เหมาะสมเป็นคณะรัฐมนตรีบริหารประเทศให้ก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง “คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35” และ “คณะตรวจสอบภาคประชาชน” จัดเวทีประชาชน เสนอความเห็นในหัวข้อ “ตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี ประยุทธ์ 2 กับเสียงสะท้อนของประชาชน” ซึ่งมี “บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์” เป็นผู้ดำเนินรายการ โดย “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ในฐานะประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้เปิดประเด็นก่อนว่า เมื่อคสช.เข้ามายึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ได้ประกาศพันธสัญญา 3 เรื่อง คือ 1.การสร้างความรัก ความสามัคคีในชาติ 2.การปฏิรูปประเทศและการเมืองให้ดียิ่งขึ้น 3.การปัดกวาดคอร์รัปชั่น แต่ 3 สิ่งนี้ คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ทำตามสัญญาประชาคมเลย แต่เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยอมรับ แต่ขณะนี้กำลังจะเฟ้นหาคนมาเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยบริหารงาน ก็ต้องถามก่อนว่า นายกฯ มีความชอบธรรม มีความสง่างามเป็นนายกฯ หรือไม่ ซึ่งปัญหาการเลือกตั้งก็มี ท่านก็ไม่ได้มาแบบขาวจั๊วะ ยังมีลาย ดังนั้นจะให้ ครม.มีลายพร้อยไม่ได้ เพราะจะมีผลต่อการบริหารบ้านเมืองและต่างประเทศ

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์

ตรงนี้จึงต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น 2 ประเด็น 1.คนที่มาเป็น ครม.ต้องไม่ลายพร้อย โดยช่วงการตรวจสอบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีบุคคลที่ปรากฏชื่อในสังคมมีสิทธิจะมีชื่อเป็น ครม. แต่ในการแต่งตั้งนั้นอย่างตำแหน่ง รมว.คลัง ถือว่าสำคัญมาก ดังนั้นคนมาเป็นต้องมีคุณธรรม จริยธรรม สะอาดสูงส่งกว่าชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่เรากังวลว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วคนที่จะมาประกอบเป็นรัฐบาล ส่วนในสภาก็ยังทะเลาะกันอีนุงตุงนัง และก็เข้าใจว่าจะสมยอมกันด้วย ดังนั้นจึงได้เวลาที่ภาคประชาชนจะยกระดับตัวเองที่จะตรวจสอบทั้งรัฐบาลและสภา คือ ส.ส. ว่าทำหน้าที่ได้ครบถ้วนหรือยัง

ช่วงที่ผ่านมากลุ่มญาติวีรชน ค่อนข้างจำกัดขอบเขตไม่วิจารณ์กองทัพ จากการทำเรื่องปรองดองร่วม และเชื่อว่าทหารคือทหารของในหลวง ไม่ใช่ทหารของคสช. แต่บางคนอาจเกรงใจการวิจารณ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมไปด้วย ดังนั้นขอประกาศเลยว่าวันนี้เราจะวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประวิตร เต็มที่ ท่านไม่ควรมาวาระที่ 2 อีก ควรพอได้แล้ว โดยเราจะจัดเสวนาอีกครั้งในช่วงวันที่ 29 มิถุนายนนี้ เราจะเริ่มวิจารณ์ พล.อ.ประวิตรในเนื้อหาต่างๆ ซึ่งเราตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลว่ามีโกงอย่างมโหฬาร เหมือนขายทรัพย์สินแผ่นดินหรือไม่ เช่น การทำทีโออาร์ โครงการอีอีซี ซึ่งการลงทุนกับเอกชนสามารถทำกำไรสูงสุดได้ แต่ต้องไม่ถือกำไรเกินความจริงจนโกงแผ่นดิน หรือเรื่องโฮปเวลล์ที่ไม่ยอมสู้แต่จะยอมจ่ายเขา และยังเชิญนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผ่านสื่อเลย ให้มาร่วมงานวันที่ 29-30 มิถุนายนด้วย ร่วมตรวจการคอร์รัปชั่นช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ในเวทีเสวนาตรวจสอบรายชื่อ ครม.ประยุทธ์ 2 ได้พูดถึงเสียงสะท้อนของประชาชนต่อความสง่างามและการยอมรับของรายชื่อคณะรัฐมนตรีและนายกฯ หลังการเลือกตั้ง

“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า วันนี้จะวิพากษ์ 2 ชื่อ คือชื่อประยุทธ์ เป็นหลักก่อน ในแง่การเป็นนายกฯ ที่ถือว่าประกาศต่อชาวโลกผ่านการประชุมอาเซียนว่าบัดนี้ไทยผ่านการเลือกตั้งและมีนายกฯ หลังการเลือกตั้งแล้ว แต่หลังการเลือกตั้งมีหลายประเด็นต้องวิจารณ์

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ เคยถูกตรวจสอบเรื่องการลงชื่อเป็นแคนดิเดตชิงนายกฯ ในการเลือกตั้งแล้ว ขณะนั้นมีปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นนายกฯ และควบตำแหน่ง หัวหน้าคสช. จะไม่ชอบหรือไม่ ตามนิยามความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเคยร้องเรียนไปทั้ง กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน สุดท้ายแจ้งกลับมาว่าตำแหน่งหัวหน้าคสช.นั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางกฎหมาย แต่เป็นการแต่งตั้งสืบเนื่องจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง กรณีดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งว่าเป็นตำแหน่งชั่วคราว แต่ก็ไม่เห็นว่าการที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาต่างๆ ไว้

ส่วนที่มีข่าวเกี่ยวกับโผครม. ว่าจะมีการแต่งตั้งนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็น รมว.คลังนั้น ตนไม่ได้มีคำถามเรื่องความสามารถ แต่กรณีของนายอุตตม เคยมีชื่อเกี่ยวกับคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยกับกฤษดามหานคร ซึ่งสังคมให้ความสนใจ เพราะคดีนี้กรรมการบริหารธนาคาร 5 คน ถูกดำเนินคดี 3 คน โดยนายอุตตม เป็น 1 ใน 2 ที่ไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งกรณีที่นายอุตตมไม่โดนคดีด้วยนั้น ข่าวเคยระบุว่าเพราะพยานซัดทอดนายทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเกือบหมื่นล้านบาท ทั้งนี้อยากให้ดูว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 160(4) ระบุไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และใน (5) ระบุอีกว่า ต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือปฏิบัติผิดหลักจริยธรรมอย่างร้ายแรง หมายความว่า หากมีการตั้งคนแบบนี้ไปเป็นรัฐมนตรี อาจจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องถามว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ เมื่อกรรมการบริหารธนาคาร 3 คนที่ถูกตัดสินว่าผิด ถูกจำคุก 20 ปี แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแน่นอน

ขณะที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ผู้ที่ติดตามการทุจริตและยื่นคำร้องเรื่องต่างๆ กล่าวว่า การเสนอแต่งตั้ง ครม.ชุดนี้ เป็นความผิดพลาด ล้มเหลว และไม่เป็นที่พอใจของประชาชน มีการออกมาแย่งเก้าอี้กัน โดยครั้งแรกอ้างประชาชน แต่เมื่อได้ยศถาบรรดาศักดิ์แล้วไม่คำนึงว่า ประชาชนเดือดร้อนแค่ไหน แล้วเมื่อมีรัฐธรรมนูญอัปลักษณ์ก็ทำให้เวลา 3 เดือน 2 วัน เราก็ยังไม่มีรัฐบาลมาดูแลทุกข์สุขเลย ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากคนทั้งประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีบางคนไม่มีความเหมาะสม เพราะมีเรื่องค้างอยู่ในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต่างๆ ทั้ง ป.ป.ช. และ สตง.

ศรีสุวรรณ จรรยา

อย่างกรณีของ ส.ส.แถว จ.อุดรธานี หรือ ส.ส.แถวโคราชที่ไปบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. หรือนักการเมืองแถวสงขลา ที่มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์แก่หน่วยงานในพื้นที่ ก็ไม่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตอบอะไรกลับมา นอกจากบอกว่าเอารายชื่อต่างๆ ไปตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว แต่เมื่อไปถามที่ สตง.ว่ามีการส่งรายชื่อมาตรวจสอบหรือไม่ ปรากฏว่า สตง.บอกว่าไม่มีเลย

ส่วนเรื่องการแต่งตั้งส.ว.ซึ่งตนแย้งมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อน ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ยังเพิ่งออกมาพูดเรื่อง ส.ว.ถือหุ้นสื่อ ว่าลืมตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องนี้ แต่ก็โบ้ยว่ามีบัญชีสำรอง นั่นแสดงให้เห็นว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือไม่ ซึ่งสัปดาห์หน้าจะไปร้องเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช.อีกรอบ แม้จะไม่ได้คาดหวังว่าองค์กรเหล่านี้จะดำเนินการใดๆ เพราะทุกคนก็รู้ที่มาของพวกเขาดี แต่ต้องการให้ประชาชนเห็นว่าผู้มีอำนาจใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ที่ยังสงสัยอีกกรณีคือกรณีการย้าย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ไปเป็นข้าราชการพลเรือนนั้นกลับไม่มีคำตอบออกมาให้สังคม รวมถึงเรื่องคุณสมบัติ ส.ว.ถือหุ้นสื่อ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร รวมทั้งกรรมการสรรหาฯ ท่านอื่นต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนประเด็นการรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อเพื่อถอดถอนป.ป.ช.นั้น ตอนนี้ยังได้ไม่ครบ แต่ยังมีอีกทางหนึ่งคือขอให้ ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาจำนวน 150 คน ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อถอดถอน ป.ป.ช.ชุดนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพราะตราบใดที่มี ป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ เชื่อว่าทุกคำร้องนั้นน่าจะถูกแช่ หรือเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์การตรวจสอบไปก็ได้

ด้าน “พนัส ทัศนียานนท์” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ค่อนข้างด้อยคุณภาพ มีบาดแผลหลายอย่าง มีลายพร้อยซึ่งทุกคนคงเห็นอยู่แล้วปฏิเสธไม่ได้ เช่น ทักษะการพูดภาษาอังกฤษในการประชุมอาเซียน ขณะที่ผู้นำในอาเซียนเขาก็จะเตรียมคำพูดอย่างดีที่สุดแล้วจะให้แปลภาษาก็ได้ เขาจะไม่ไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะจะเสียหาย อย่างไรเราก็ต้องทำใจเพราะ พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกฯ รอบสองแล้ว จากที่รัฐสภาลงมติไปแล้ว แต่ต่อไปสิ่งที่เราทำได้คืออยากให้พวกเราช่วยกันตำหนิติติง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองว่าฝันจะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เหมือนนายทหารคนสำคัญๆ ในประเทศที่เคยเป็นรัฐบุรุษอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือไม่ หาก พล.อ.ประยุทธ์มีความฝันของตัวเองเหมือนกันว่าอยากเป็นนายทหารประชาธิปไตย จากที่ขณะนี้ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จประชาธิปไตยเหมือน ส.ว.คนหนึ่งอภิปรายในสภา

พนัส ทัศนียานนท์

โดยการได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในการเลือกตั้งนี้แม้จะลอกคราบกลับมาเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดให้เป็นประชาธิปไตยด้วย ไม่คิดว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งไม่ดี การออกมาประท้วงแสดงความเห็นไม่ใช่สร้างความวุ่นวายแต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ต้องปรับความคิดนี้ก่อนจึงจะเริ่มเป็นนายทหารประชาธิปไตย แล้วถ้าฝันว่าในอนาคตอาจจะเป็นมหารัฐบุรุษคนไทยอย่างแท้จริงในการสร้างสรรค์ จรรโลงประชาธิปไตยไทยก็ได้ ซึ่งนอกจากการปรับความคิดแล้ว เมื่อจะเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยต้องทำ

ครม.ของท่านที่ไม่รู้ว่าวันนี้นิ่งหรือยัง หากยังไม่ได้ทูลเกล้าฯ ก็ขอให้รัฐมนตรีสำคัญอย่างกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย ไม่ควรให้คนมีปัญหามัวหมองกลับมาอีก ไม่ควรเกรงใจว่าเป็นรุ่นพี่ ดังนั้นหากอยากให้เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องควรตัดทิ้งเลยชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่วน รมว.มหาดไทย ก็ต้องไม่ให้คนที่เคยเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ที่มีปัญหามาเป็น รมว.มหาดไทย หากท่านทำได้แบบนี้โอกาสจะเป็นมหารัฐบุรุษ เป็นนายกฯ คนสำคัญก็จะมีคนกล่าวถึง คนยอมรับ

การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 เพื่อการผดุงความยุติธรรม หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเหนือกฎหมายตามหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยเสนอให้ท่านใช้อำนาจ ม.44 มายกเลิกบรรดาคำสั่งและประกาศ คสช.ที่เคยออกมาละเมิดเสรีภาพอย่างร้ายแรง เช่น คำสั่งให้มีการรายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติ การให้คดีพลเรือนขึ้นศาลทหาร การให้ทหารมาดูแลการรักษาความมั่นคงภายในแทนตำรวจ ก็ให้กลับกรม-กอง หรือก่อนหน้านี้ที่เคยมีคำสั่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่หมดวาระไปยังได้ทำหน้าที่ต่อไปอีก อย่างนี้ก็ควรใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยกเลิกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลุ่มนั้นให้พ้นวาระ เพื่อให้มีคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญใหม่มาทำตามหน้าที่ รวมทั้ง ป.ป.ช.ก็สั่งยุบไปเลย

ถ้าจะเป็นนายกฯ ที่ยิ่งใหญ่ทำตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี หากจะปฏิรูปจริงในส่วนขององค์กรอิสระถ้ายุบได้ก็ทำทั้งหมดเลย ถ้าทำได้ตามนั้นเชื่อว่าจะสร้างมรดกคุณงามความดี จะทำให้อนุชนรุ่นหลังจดจำท่านได้ตลอดไป

ส่วนเรื่องการตรวจสอบต่างๆ เห็นว่าเรื่องการตรวจสอบคงเหมือนเอาหัวชนกำแพง เหมือนที่นายศรีสุวรรณเคยร้องเรื่องต่างๆ โต้แย้งรัฐบาล ดังนั้นต้องหาทางแก้รัฐธรรมนูญให้ได้เพื่อสร้างช่องทาง ดังนั้นถ้าเราโน้มน้าวให้พล.อ.ประยุทธ์ เห็นดีเห็นงามด้วยริเริ่มแก้รัฐธรรมนูญ โอกาสแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกลไกและองค์กรตรวจสอบที่จะให้ประชาชนพึ่งพาก็จะเป็นไปได้ เราจึงจะแก้ปัญหาแบบสันติวิธีได้ ไม่เช่นนั้นสุดท้ายต้องเป็น people power แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง

ขณะที่ “ยุทธพร อิสรชัย” อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามบอกว่าต้องแก้ปัญหาการเมือง และทำให้การเมืองมีคุณภาพ แต่ปรากฏว่า 5 ปีผ่านไปก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งมองว่าปัญหาอยู่ที่ภาพใหญ่คือการพัฒนาประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะกติกาที่ถูกร่างขึ้นที่ถูกวิจารณ์เยอะในเรื่องที่มาตั้งแต่กระบวนการร่าง การลงประชามติ ซึ่งในช่วงนั้นมีกฎอัยการศึกอยู่เกือบครึ่งประเทศ และไม่มีการเปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างแสดงความเห็น ขณะที่การแย่งโควตารัฐมนตรีก็แสดงให้เห็นว่าบรรดาพรรคการเมืองไทยส่วนมากยังทำงานการเมืองแบบล้าหลัง มองถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้พรรคการเมืองยังผูกติดกับการตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน ทำให้เห็นเรื่องการต่อรอง ความน้อยเนื้อต่ำใจ รวมทั้งการเกิดของกลุ่มย่อยต่างๆ ซึ่งขอเรียกว่าเป็นโรคติดต่อทางการเมือง

การที่เราจะคาดหวังให้ ครม.ชุดนี้ออกมาถูกใจประชาชนนั้น เป็นไปได้น้อยมาก แม้จะมีกลไกต่างๆ ที่ร่างไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่องการกำกับและการพยายามพูดถึงจริยธรรมนักการเมืองมากขึ้น แต่สุดท้ายกลไกเหล่านี้เป็นเพียงกลไกในกระดาษ เพราะการตรวจสอบอย่างแท้จริงคงทำไม่ได้ เพราะเรายังขาดเรื่องธรรมาภิบาลทางการเมือง แม้เราจะมีการเลือกตั้งแต่ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าเรามีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะกระบวนการต่างๆ ของการเลือกตั้งยังคงถูกตั้งคำถามมากมาย ขณะที่ คสช.เองก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็น 250 ส.ว. หรือการพยายามถ่ายโอนอำนาจของคสช.ไปยัง กอ.รมน.อยู่ดี

เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377227?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

27 มิถุนายน 2562 – 10:50 น.
สุรเชษฐ์ หักพาล,บิ๊กโจ๊ก
เปิดอ่าน 7,554 ครั้ง

เปิดใจ “บิ๊กโจ๊ก” สุรเชษฐ์ หักพาล ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ รายงาน…

“บิ๊กโจ๊ก” ยันตำแหน่งอนุ ก.ตร.ของเก่า ย้ำต้องถูกปลดออก เพราะตำแหน่งที่ปรึกษางานล้นมือ ลั่นไม่ได้หายไปไหนยังคอยดูแลทุกข์สุขประชาชนเหมือนเดิมอย่างเต็มความสามารถ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยผ่านรายการ “ล่าความจริง” จากประเด็นที่กำลังเป็นกระแสข่าวอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ ก.ตร. ว่าเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.สตม.

ส่วนประเด็นการแต่งตั้งครั้งนั้นเนื่องจากมีอนุกรรมการ ก.ตร. บางท่านได้ลาออกจากตำแหน่งซึ่งในการเสนอไม่ได้หมายความว่า เสนออนุกฎหมายอย่างเดียว เพราะยังมีหลายอนุให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ลงนาม โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อบางส่วนและตนเป็นของเดิม

ทั้งนี้กรณีที่ประชุม ก.ตร. มีมติให้ถอดออกจากอนุกรรมการ ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะขณะนี้ตนเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ดังนั้น ภารกิจกว้างขวางมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาลงไปทำอนุกฎหมาย จากนี้เป็นหน้าที่ของผบ.ตร. ในการคัดสรรบุคคลมาทำหน้าที่แทน

สำหรับประเด็นการโอนย้ายเหมือนที่พล.อ.ประวิตร ชี้แจง ซึ่งการย้ายมาเป็นที่ปรึกษาระดับสิบ ถือว่ามีภาระมากขึ้น โดยเฉพาะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายงานให้ไปศึกษาหน่วยงานองค์กรรัฐ องค์กรภาคเอกชน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ปราบปรามอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นมีหน้าที่เพิ่มซึ่งแตกต่างไปจากงานเดิม ดังนั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่า แค่ให้ไปทำอีกหน้าที่ ส่วนเรื่องการเดินทางไปประเทศก็เพื่อพักผ่อน เมื่อกลับมาก็ตั้งใจทำงานเหมือนเดิม

“เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย”

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการทำงานก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และถูกมอบหมายให้มีความรับผิดชอบทำงานกว้างขวางมากขึ้น จากเดิมเป็นตำรวจก็ทำงานตำรวจ วันนี้เป็นที่ปรึกษาก็ไปแนะนำให้ความรู้องค์กรในการพัฒนาประเทศ หรือมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักนายกฯ หรือมีเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ร้องทุกข์ส่งมาก็ดำเนินการ เป็นเรื่องการบริหารมากขึ้น

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเข้าออกสำนักงานทุกวัน กรณีหน่วยไหนต้องการคำปรึกษา หรือมหาวิทยาลัยต้องการข้อมูลก็จะถ่ายทอดให้เพราะมีประสบการณ์การทำงานด้านปราบปราม ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หนี้นอกระบบ ให้ข้อมูลและนำไปทั้ง ปปง. รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ ส่วนเรื่องหนี้นอกระบบถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นกำลังหลัก

สำหรับกรณีที่มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าการคืนโฉนดเป็นเรื่องสร้างภาพนั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ในเรื่องแก้หนี้เป็นนโยของนายกฯ ที่สั่งการ พล.อ.ประวิตร ขับเคลื่อน และบูรณาการหน่วยงานปฏิบัติทั้งหมด ไม่ได้ทำคนเดียว มีทั้งกระทรวงการคลัง ปปง. ดีเอสไอ รวมถึงกระทรวงต่างๆ ดังนั้น ยืนยันไม่เป็นเรื่องจริง ไม่ได้สร้างภาพ ซึ่งผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุด คือประชาชน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยอมรับว่ากรณีที่มีข่าวส่วนตัวออกมาถาโถมนั้น ที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาตอบ เนื่องจากเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำหน้าที่ก็ทำอย่างเคร่งครัด แม้ย้ายไปย้ายมาก็ต้องทำเคร่ง เพราะเป็นข้าราชการแผ่นดิน ก็ต้องทำแทนคุณแผ่นดิน เพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับการทำหน้าที่นั้น โดยไปดูระเบียบ เอกสาร เรียนรู้

ส่วนกรณีที่มีภาพปรากฏว่าเดินทางไปทำบุญที่จ.นครศรีธรรมราชนั้น ยืนยันว่าไปจริง เพราะเป็นคนชอบทำบุญ ซึ่งพี่น้องตำรวจทราบดี อย่างเมื่อก่อนไปอีสานลงพื้นที่ไหนก็ไปทำบุญไหว้ศาลหลักเมือง เมื่อช่วงนี้มีโอกาสก็ไปไหว้ รับฟังข่าวสาร และล่าสุดไปวัดพระแก้วมรกต ดังนั้นไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไร แต่ไปกราบไหว้ด้วยความศรัทธา ไม่มีรถนำขบวน หรือมีข้าราชการตำรวจต้อนรับ เพราะเป็นคนสมถะ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังฝากถึงประชาชนทั้งที่เข้าใจไม่เข้าใจ รวมทั้งฝากไปถึงประชาชนที่เป็นกำลังใจและสงสัย ยังทำหน้าที่ปกติ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในฐานะข้าราชการพลเรือนอย่างเต็มความสามารถ

คนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้นทำไม?? ลอตเตอรี่ขายเกินราคา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้นทำไม?? ลอตเตอรี่ขายเกินราคา

27 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
ดับเครื่องชน,ลอตเตอรี่,หวย,หุ้น,ลอตเตอรี่ขายเกินราคา
เปิดอ่าน 1,978 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอนำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีใครยอมรับเพราะมีผลประโยชน์มหาศาลแต่ละเดือนรวมแล้วนับแสนล้านบาท

นั่นคือธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นความหวังและคนไทยมากมายได้ลุ้นกันเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาโลกแตกที่ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้

เกี่ยวกับเรื่องการขายลอตเตอรี่เกินราคา ซึ่งมีมานานแล้วและคงจะมีอีกต่อไปเพราะ ‘หวยชุด’ ยังเป็นที่ต้องการด้วยความหวังว่าจะได้เงินรางวัลมหาศาล

ที่ผ่านมาพยายามจะแก้ไขปัญหาด้วยการขอออกหวยออนไลน์ หรือหวยลอตโต้แบบเมืองนอกแต่ถูกตีกลับตกไปทุกที ด้วยข้ออ้างทางกฎหมายและถูกโจมตีว่า ‘มอมเมาประชาชน’ ให้เล่นหวยซึ่งเป็นการพนันชนิดหนึ่ง

เมื่อเป็นปัญหาหวยรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ไม่พอขายเลยเกิดธุรกิจ ‘หวยใต้ดิน’ หรือ ‘หวยเถื่อน’ ทั่วประเทศและขออย่าปฏิเสธว่าไม่มี เพราะใครๆ แม้เด็กน้อยก็รู้

คนไทยระดับชาวบ้านรากหญ้านิยมแทง ‘หวยใต้ดิน’ และนี่เองเป็นธุรกิจเถื่อนที่มีผลประโยชน์เข้ามาทั้งเจ้ามือ, ยี่ปั๊ว และตำรวจบางคนที่รับส่วยรวยมหาศาลรายได้มากกว่าเงินเดือน

ประเทศไทยนี่แปลกที่ไม่ยอมรับความจริง อย่างจะตั้งกาสิโนก็ไม่ได้แต่มี ‘บ่อนพนัน’ เต็มไปหมด และรอบๆ ประเทศตามตะเข็บชายแดนมีกาสิโนที่มีคนไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่

แล้วใครก็ตามที่จะเอาหวยใต้ดิน-บ่อนเถื่อน หรือบ่อนมาเฟียขึ้นมาทำให้ถูกต้องก็ต้องมีอันเป็นไปเพราะจะถูกตราหน้าว่า ‘ส่งเสริมการพนัน’ และ ‘มอมเมาประชาชน’

‘ของเถื่อน’ ผิดกฎหมายที่มีเงินหมุนเวียนเป็นแสนๆ ล้านต่อเดือนเลยมีอยู่ตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


ขอเป็นสื่อกลางนำจดหมาย ‘ชาวบ้านผู้เดือดร้อน’ แจ้งผ่านไปยังผู้ว่าฯ กทม. และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งรับผิดชอบดูแลทุกข์สุขและความปลอดภัยของประชาชนให้จัดการด่วน

ด้วยประชาชนเขตลาดพร้าวเจอปัญหาแก๊งวัยรุ่นสร้างความเดือดร้อนและอาจก่อเหตุเป็นอันตรายได้

กรณีนี้ตำรวจท้องที่และ 191 ต้องทราบและรับผิดชอบ อย่าปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น

อย่าให้เกิดเรื่องก่อนเลย ประชาชนต้องทนรับกรรมและเสี่ยงภัยเช่นนี้หรือ?
อ๊อด เทอร์โบ


 แก๊งวังหินอันตราย
 เรียน ผู้ว่าฯ กทม.และตำรวจนครบาล
         พวกผมพักอาศัยในหอพักข้างสะพานวังหิน เขตลาดพร้าว ช่วงเวลากลางคืน 5 ทุ่มถึงเกือบเช้า จะมีแก๊งวัยรุ่นร่วม 20 คน มามั่วสุมกินเหล้า, น้ำกระท่อม อยู่ใต้สะพานวังหิน และบันไดทางขึ้นบนสะพานลอย ตั้งวงบนสะพานลอยที่ชาวบ้านเดินข้ามไปมาระหว่างเขตลาดพร้าวกับเขตจตุจักร เพราะว่าชาวบ้านหลายคนต้องเดินผ่านไปมา ทำงานกะกลางคืนและกลับจากทำงานดึกเกรงจะไม่ปลอดภัย

ขอรบกวนช่วยเป็นสื่อแจ้งไปถึงหน่วยงานราชการมาช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านผู้พักอาศัยในหอพักข้างสะพานวังหินด้วย

มี 2 หัวโจกใหญ่ พักอยู่ในตึกแนว 3 ชั้น อยู่ใต้สะพานวังหิน และช่วยแจ้งไปถึงผู้ว่าฯ กทม.ให้มาล้อมรั้วใต้สะพานวังหินด้วย จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ยาวนาน

ผมเคยแจ้ง 191 พอตำรวจมาพวกนี้ก็หนีเข้าไปในชุมชน พอตำรวจกลับไปพวกนี้ก็กลับมามั่วสุมอีก อยากจะให้ สน.โชคชัย และ สน.พหลโยธิน ช่วยกันด้วยอย่าปัดความรับผิดชอบ
ชาวบ้านผู้เดือดร้อน


 งดถุงพลาสติกใส่ยา
 ลดโลกร้อน-ประหยัด 24 ล้าน

ขอร่วมสนับสนุนการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบจากกระทรวงสาธารณสุขว่า

กระทรวงสาธารณสุขร่วมลดโลกร้อนด้วยการรณรงค์ไม่แจกถุงพลาสติกใส่ยาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงวันนี้เห็นผลได้อย่างดี ลดการใช้ถุงไปได้ 87% คิดเป็นมูลค่าถึง 24 ล้านบาท

นอกจากวงการค้าปลีกแล้ว ที่มีการเคลื่อนไหวต่อปัญหาถุงพลาสติกเช่นกัน โดยที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งยกเลิกการให้ถุงพลาสติกที่ใส่ยาสำหรับผู้ป่วย(เฉพาะถุงหิ้วไม่ใช่ถุงซิป) เพื่อลดขยะพลาสติก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 พร้อมกับรณรงค์ให้นำถุงผ้า กระเป๋า หรือตะกร้ามารับยาที่โรงพยาบาลแทนการใช้ถุงพลาสติก

ผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงว่า

ผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 จนถึง 31 มีนาคม 2562 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 สามารถลดปริมาณการสั่งซื้อถุงพลาสติกได้ถึง 87% หรือ 344,043.2 กิโลกรัม ช่วยประหยัดเงินในการสั่งซื้อถุงหิ้วพลาสติกได้กว่า 24 ล้านบาท

ผู้รับบริการพึงพอใจกับการรณรงค์และคิดว่าการใช้ถุงผ้าใส่ยาใช้ดีกว่าการใช้ถุงหิ้วพลาสติกมากกว่า 90% รวมทั้งส่วนใหญ่สะดวกที่จะนำถุงผ้ามาจากบ้านและไม่คิดว่าเป็นการเพิ่มภาระ

กระทรวงสาธารณสุขเตรียมที่จะขยายผลไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเงินที่ประหยัดได้จากการไม่ซื้อถุงพลาสติกใส่ยาจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาระบบบริการเพื่อประชาชนต่อไป
