แหวกวิถี “เสี่ยแฮงค์” ห้วงยาม “สามมิตร” เก็บฉาก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แหวกวิถี “เสี่ยแฮงค์” ห้วงยาม “สามมิตร” เก็บฉาก

1 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
สามมิตร,กลุ่มสามมิตร,พรรพลังประชารัฐ,อนุชา นาคาศัย,เสี่ยแฮงค์ อนุชา,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พปชร,เก้าอี้รัฐมนตรี,ครม,ครมบิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี,สุชาติ ชมกลิ่น
เปิดอ่าน 16,314 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย” ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 1 ก.ค.62

***********************

          คลื่นลมในพรรคพลังประชารัฐจะสงบชั่วคราวด้วยเสียงให้สัมภาษณ์ของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ย้ำหนักแน่นว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว

          อาการตัดพ้อต่อว่าผู้บริหารพรรคของ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ผู้พลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรี ก็คงเงียบตาม และเจ้าตัวอาจจะต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองชัยนาท 

มาจากทนายความ

          จากเด็กหนุ่มรุ่นหลานมังกรพลัดถิ่นที่เติบโตในร้านขายยาเล็กๆ ที่ตลาด ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท “อนุชา นาคาศัย” ก็เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองหลวง

เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย

          “เสี่ยแฮงค์” ในวัยเด็ก สะพายกระเป๋าจากชัยนาทมาอาศัยอยู่กับญาติย่านบางนา เข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินทรเดชา แล้วจึงเลือกเรียนที่คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง ทำงานหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ทนายความฝึกหัดไปจนถึงเซลส์ขายเครื่องปั๊มน้ำ

          สมัยที่เป็นทนายความหนุ่ม เพื่อนของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เห็นว่ามีความรู้ทางด้านกฎหมายจึงชักชวนเสี่ยแฮงค์มาช่วยงานนักการเมืองหน้าใหม่จากสุโขทัยเมื่อปี 2526 ซึ่งลูกชาย “โกเหนา” ผู้รับเหมารายใหญ่แห่งศรีสำโรง สุโขทัย เพิ่งได้เป็น ส..สมัยแรก สังกัดพรรคกิจสังคม

          แสดงว่าเสี่ยแฮงค์ใกล้ชิดสมศักดิ์มายาวนานมากตั้งแต่เป็น ส.และรัฐมนตรีหลายกระทรวง

มือดีล” คู่ใจสมศักดิ์

          เมื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน ทิ้งกิจสังคม ตัดสินใจเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทย “เสี่ยแฮงค์” จึงกลับบ้านเกิดเมืองนอนไปสมัครส.และโค่นแชมป์เก่า ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส..หลายสมัย ลงได้อย่างไม่ยากเย็น

          ช่วงที่สมศักดิ์เป็น “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลทักษิณ “เสี่ยแฮงค์” ก็ตามไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรีทุกกระทรวง และเป็นมือประสานสิบทิศของมุ้งวังน้ำยม

สมศักดิ์ และอนุชา คบค้ากันมานาน

          ปี 2550 พรรคไทยรักไทยถูกยุบ “เสี่ยแฮงค์” ต้องเว้นวรรค ปี จึงส่ง “พรทิวา ศักดิ์ศิริเวทย์กุล” อดีตภรรยาเป็นส..ชัยนาท และได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

          ช่วงหลังเสี่ยแฮงค์จับมือตระกูล “สงฆ์ประชา” จึงทำให้การแข่งขันในสนามชัยนาทไม่ต้องออกแรงเหนื่อยอย่างการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เสี่ยแฮงค์แทบไม่ได้มาหาเสียง ปล่อยเป็นหน้าที่ของมณเฑียร สงฆ์ประชา 

          ทั้งเสี่ยแฮงค์มณเฑียร โกยแต้มเข้าป้ายเหมือนไม่มีคู่แข่ง

สามมิตร” จบแล้ว

          ปลายปีที่แล้ว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจสมศักดิ์ เทพสุทิน และ อนุชา นาคาศัย เปิดตัว “กลุ่มสามมิตร” ครึกโครม ออกเดินสายชักชวนอดีต ส..จากหลายพรรคมาสังกัดซุ้มสามมิตร

          หลังการเลือกตั้งอดีตส..สายสามมิตร สอบตกกว่าร้อยละ 80 สมศักดิ์จึงทำแนวร่วมกับกลุ่มกำแพงเพชร กลุ่มเพชรบูรณ์ และกลุ่มนครสวรรค์ พร้อมประกาศผ่านสื่อว่ากลุ่มสามมิตรมี ส..อยู่ในมือ 30 กว่าชีวิต

สุริยะ และสมศักดิ์ แกนนำสามมิตร

          เมื่อการฟอร์มคณะรัฐมนตรีผ่านไปทำให้อดีตส..หลายกลุ่ม เริ่มมองเห็นว่ากลุ่มสามมิตรไม่มีพลังต่อรองจริง จึงขยับขยายหาพื้นที่ของตัวเอง

          ในชั่วโมงนี้กลุ่มสามมิตรกลับไปสู่จุดเดิมคือ กลุ่มมัชฌิมา มี ส..เขต คนเท่านั้น

          สุโขทัย คน พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวสมศักดิ์ เทพสุทิน และ ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง

          ราชบุรี คน บุญยิ่ง นิติกาญจนา ภรรยากำนันตุ้ย และ กุลวลี นพอมรบดี ลูกสาวของมานิต นพอมรบดี 

          ชัยนาท คน เสี่ยแฮงค์ อนุชา นาคาศัย และ มณเฑียร สงฆ์ประชา 

          ส่วนส..หน้าใหม่ที่มาจากพิจิตรและพิษณุโลก จำนวน คน ได้แยกตัวออกจากกลุ่มสามมิตรไปขึ้นตรงกับผู้มีบารมีในพรรคพลังประชารัฐ 

สุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มชลบุรี สาขา 2

          ขณะที่ส..พรรคพลังประชารัฐในภาคกลางก็ไม่ได้ขึ้นต่อเสี่ยแฮงค์ เพราะกลุ่มส..หน้าใหม่ประมาณ 10 คนได้ไปสังกัด “กลุ่มชลบุรีสาขา 2” ที่มี “..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น เป็นหัวหน้ากลุ่ม

          สังเกตอาการของสมศักดิ์ที่เงียบผิดปกติ เหมือนรู้ชะตากรรม จึงปล่อยให้เสี่ยแฮงค์ เล่นบทไพร่ราบออกท้ารบบนกำแพงเมือง

          อาการป่วนของเสี่ยแฮงค์ อาจส่งผลกระทบต่อ ส.สุริยะ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

1 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ
เปิดอ่าน 3,301 ครั้ง

คอลัมน์…. รู้ลึกกับจุฬาฯ

การขึ้นเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมากลายเป็นกระแสขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากในการกล่าวเปิดงาน พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นด้วยขอให้ใส่หูฟังด้วยภาษาอังกฤษที่บกพร่อง และเลือกใช้ภาษาไทยทั้งหมดตลอดการกล่าวปาฐกถาจนสื่อต่างชาติฟังไม่ออกว่าพูดอะไร นอกจากคำว่า “อาเซียน” กับ “อาร์เซป”

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงวิจารณ์ทักษะการใช้ทักษะภาษาอังกฤษของนายกฯ ในเวทีระดับภูมิภาค แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ให้กำลังใจนายกฯ ในความพยายามที่จะสื่อสารกับนานาชาติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ทั้งหลายก็เกิดคำถามว่าทำไมคนไทยส่วนใหญ่ยังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ไม่เต็มศักยภาพและอะไรคือปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย

ประเด็นเรื่องการเลือกใช้ภาษาในเวทีนานาชาตินั้น ผศ.ดร.มัทธนี พลังเทพินทร์ อาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า “บางครั้งผู้นำประเทศอาจมีความถนัดในเรื่องอื่นๆ แต่ไม่ได้ถนัดด้านภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาประจำชาติของตนก็จะทำให้มั่นใจว่าสื่อสารเนื้อหาได้ตรงกับที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาเป็นเรื่องที่สำคัญและบางครั้งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนหรืออ่อนไหว ข้อดีของการใช้ภาษาประจำชาติอีกประการหนึ่งก็คือเป็นการแสดงเอกลักษณ์ของชาติได้ แสดงถึงวัฒนธรรมด้านภาษา ส่งผ่านความภาคภูมิใจของชาติตนเอง ในหลายโอกาส ผู้นำประเทศบางคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีแต่เลือกที่จะไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยวัตถุประสงค์บางประการ”

“สำหรับข้อดีในการพูดภาษาอังกฤษในเวทีนานาชาติก็คือจะเป็นประโยชน์ในการสื่อสารให้คนจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าใจได้เลยอย่างรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอผ่านล่าม ซึ่งคำที่แปลออกมาอาจจะไม่ใช่คำที่ผู้พูดเลือกใช้เองโดยตรง ความรู้สึกที่ได้อาจจะมีความต่างกัน การเลือกใช้ภาษาจึงขึ้นอยู่กับความถนัดและจุดประสงค์ผลลัพธ์ที่ต้องการด้วย”

แต่ยังมีข้อมูลที่ชวนให้วิตกกังวลก็คือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยโดยรวมอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อพิจารณาจาก EF English Proficiency Index ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานวัดระดับทักษะการใช้ภาษาของผู้ใหญ่ทั่วโลก จากสถิติปีล่าสุด พ.ศ.2561 ชี้ว่าความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับที่ 64 จากทั้งหมด 88 ประเทศ และอยู่อันดับ 6 จากทั้งหมด 8 ประเทศในอาเซียน (ไม่รวม สปป. ลาว และบรูไน)
อาจารย์มัทธนีพูดถึงปัญหาที่แก้ไม่ตกของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยว่า “การเรียนการสอนในไทยมักจะเป็นแบบครูอาจารย์เป็นจุดศูนย์กลาง เน้นการบรรยาย การท่องจำ ไวยากรณ์ คำศัพท์ เน้นเรียนเพื่อการสอบ แต่การเรียนภาษาเป็นการฝึกฝนทักษะเพื่อนำไปใช้จริงด้วย จึงจำเป็นจะต้องมีการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาจริงๆ มากขึ้น อาจมีการให้ฟังพูดอ่านเขียนในบริบทที่นำไปใช้ได้จริง มีกิจกรรมที่สนุกให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น การฝึกพูดคุยถกประเด็นต่างๆ การใช้บทบาทสมมุติ การนำเสนองาน การฝึกโดยใช้สื่อต่างๆ จากชีวิตจริง เป็นต้น ที่สำคัญคือทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาและสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์จริง สร้างแรงบันดาลใจให้อยากฝึกมากขึ้น”
อาจารย์มัทธนียังกล่าวว่า การมีนักเรียนในห้องเรียนจำนวนมากก็เป็นปัญหาที่ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกพูดน้อย ด้วยเหตุนี้สถาบันภาษา จุฬาฯ จึงจัดโครงการฝึกการสนทนา “Conversation Cloud” ในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านสื่อออนไลน์ โดยให้นิสิตจำนวนไม่เกิน 8 คนเลือกเข้าร่วมการสนทนาภาษาผ่านเครือข่ายออนไลน์ และมีอาจารย์จากสถาบันภาษาเป็นผู้ดำเนินการสนทนา พร้อมกับแขกรับเชิญชาวต่างชาติ 1 คนมาร่วมวงสนทนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น นอกเหนือจากในห้องเรียน
“แขกรับเชิญจะหมุนเวียนไปไม่ซ้ำ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นประเทศเจ้าของภาษาเท่านั้น บางทีก็มีแขกจากเวียดนาม ญี่ปุ่นมาด้วย เด็กก็จะได้ฝึกฟังหลายสำเนียง ผลตอบรับที่ปรากฏของโครงการนี้คือนิสิตชอบมาก เพราะมันได้ใช้จริง”
ปัจจุบันนี้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาเท่านั้น การเรียนภาษาอังกฤษกับครูไทยก็มีข้อดี เพราะครูชาวไทยเข้าใจปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ส่วนเรื่องสำเนียงการออกเสียง ก็สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน เช่น วิดีโอ คลิปเสียง หรือกิจกรรมนอกเวลา เสริมได้ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสื่อสมัยใหม่ แล แอพพลิเคชั่นการฝึกฝนภาษาต่างๆ
“ในยุคโลกาภิวัตน์ เราน่าจะให้นักเรียนได้มีโอกาสฟังสำเนียงของทั้งเจ้าของภาษาและหลายๆ ชาติ ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษเป็น World Englishes เรามีทั้งสำเนียงสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ การฟังสำเนียงหลายแบบมีส่วนช่วยเวลาเจอคนหลากหลายเชื้อชาติในอนาคต”
อาจารย์มัทธนีสรุปว่า หากเราเพิ่มโอกาสในการฝึกภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษา ในสถานการณ์ที่นำไปใช้ได้จริง ให้คุ้นเคยสำเนียงภาษาอังกฤษของทั้งของเจ้าของภาษาและของชาติอื่นๆ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ไม่เครียด ไม่เน้นท่องจำมากจนเกินไป ไม่กดดัน ช่วยให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกกับการใช้ภาษาอังกฤษ สนุกที่จะเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ น่าจะเป็นส่วนช่วยให้การสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยพัฒนาขึ้นได้

ทุกจังหวัดจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกจังหวัดจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา

1 กรกฎาคม 2562 – 09:25 น.
เฉลิมพระชนมพรรษา,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 11,400 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม พสกนิกรเตรียมจัดกิจกรรมในโอกาสมหามงคล

กระทรวงมหาดไทยเตรียมวางแผนให้ทุกจังหวัดพร้อม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและถือเป็นต้นแบบ ซึ่งต่อไปทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานจะมีการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทุกจังหวัดเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทั้งนี้เพื่อให้การจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยการประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณศาลากลาง ประดับธงชาติไทย ร่วมกับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 พร้อมประดับผ้าระบายสีเหลืองและผ้าระบายสีขาว บริเวณรั้วศาลากลางจังหวัดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-4 สิงหาคม 2562

รวมทั้งประดับไฟบริเวณศาลากลางจังหวัดและถนนสายสำคัญให้สวยงาม ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-4 สิงหาคม  และจัดสถานที่ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ณ บริเวณศาลากลาง โดยประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธงชาติไทย ธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมโต๊ะหมู่บูชา จัดสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคล ปากกาสีน้ำเงิน โต๊ะและเก้าอี้ถวายพระพรชัยมงคล สำหรับบุคลากรในสังกัดและผู้มาติดต่อราชการ ได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-4 สิงหาคมนี้

ขอเชิญชวนบริษัท ห้างร้าน และประชาชน ประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย พร้อมประดับธงชาติไทยร่วมกับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-4 สิงหาคม รวมทั้งประดับไฟบริเวณอาหารสำนักงานและที่อยู่อาศัยให้สวยงาม ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-4 สิงหาคม

วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ บริเวณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ตามที่จังหวัดพิจารณาเห็นเหมาะสม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

โดยประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 68 รูป หรือจำนวนตามที่จังหวัดเห็นเหมาะสม พิธีถวายเครื่องราชสักการะ และพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล


จดหมายจาก ‘ครูบ้านนอก’ ต่อไปนี้อยากให้ ‘พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึงความรู้สึกของครูทั่วประเทศที่การศึกษาของชาติถูกมองข้ามไปและไม่ได้รับความสนใจจากนักการเมือง

ด้วยเหตุนี้จึงมีปัญหาเรื่องการเรียนของเด็ก และการสอนของครู รวมไปถึงการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไม่เสร็จสิ้น

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเร่งแก้ช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำของการศึกษา ซึ่งเวลานี้มีอยู่มาก เพราะโรงเรียนดังๆ ยังเป็นที่หมายปองของพ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียน

ในขณะที่โรงเรียนต่างจังหวัดแทบจะเป็นโรงเรียนร้าง เพราะเด็กหนีไปเรียนตามในจังหวัดในกรุงเทพฯ

ยิ่งโรงเรียนวัด หรือโรงเรียนตามตำบล คงไม่ต้องพูดถึง และนี่คือช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา

‘ครู’ คือแม่พิมพ์ของชาติ ที่จะสร้างเด็กไทยให้มีความรู้ มีความประพฤติดี มีคุณธรรม จะได้เติบโตเป็นกำลังของชาติ
อ๊อด เทอร์โบ


 เสียงจาก ‘ครูบ้านนอก’
 ทำไมมองข้ามการศึกษาของชาติ?

ผมเป็นครูอยู่ต่างจังหวัดหรือในชนบท หรือเรียกให้ตรงๆ คือเป็น ‘ครูบ้านนอก’ เขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อระบายความรู้สึก และผิดหวังที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดานักการเมือง ทั้งๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณมากมายและมีครูซึ่งเป็นบุคลากรมากยิ่งกว่ากองทัพ และมากกว่าคนในกระทรวงเกรด เอ ที่แย่งกันเป็นรัฐมนตรีอย่างกระทรวงพลังงาน, เกษตร, อุตสาหกรรม, คมนาคม และอีกหลายๆกระทรวง

อยากถามว่าเอาอะไรมาวัดว่ากระทรวงใดเป็นกระทรวงเกรด เอ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าพวกเกรด เอ คือมีผลประโยชน์มาก และใครมาเป็นแล้วคนจะเกรงใจหรือวิ่งเข้าหามากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีแต่ครูสอนหนังสือเด็ก

ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี ยังไม่นิ่ง แต่ขอร้องว่าคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือ รมช.ศึกษาธิการ ต้องมีใจรักการศึกษา และสำคัญที่สุดต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู

ทุกรัฐบาลพูดและวางนโยบายแบบหาเสียงว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่เอาเข้าจริงไม่มีใครทำได้ และแผนการปฏิรูปก็มีอุปสรรคต่างๆแบบเดียวกับปฏิรูปตำรวจ

ผมขอสนับสนุนแนวความคิดของประธานสภาครูแห่งประเทศไทย ‘ดร.องค์กร อมรสิรินันท์’ ที่บอกว่าตกใจและผิดหวังที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่สร้างคนในอนาคต สร้างเด็ก สร้างชาติ ถูกมองข้ามไป

จึงสรุปว่าการศึกษาของชาติตกต่ำ เพราะนักการเมืองนี่แหละ!!
ครูบ้านนอก


บิ๊กตู่จะกลัวคำขู่ของ “สามมิตร” ไหม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377673?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่จะกลัวคำขู่ของ “สามมิตร” ไหม?

1 กรกฎาคม 2562 – 08:50 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โผ ครม,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 8,399 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

การเขย่าโผ ครม.ก่อนบินลัดฟ้าไปประชุมผู้นำประเทศ G20 ที่ประเทศญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกิดอาการช็อกขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นโผที่ไม่เหมือนกับที่เสนอไป

กลุ่มที่เป็นเดือดเป็นร้อนมากต่อการเขย่าโผครั้งนี้คือ สามมิตร ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน สะเทือนตรงที่ต้องเฉือนโควตารัฐมนตรีของอนุชา นาคาศัย ที่คาดหวังว่าจะได้เป็น รมช.คลัง แต่ต้องวืด ออกมานั่งข้างสนามก่อน

ในขณะที่โควตาสำคัญของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะให้น้องชาย อัครา พรหมเผ่า มาเป็นรัฐมนตรีแทน หรือโควตาของภาคตะวันออกของสุชาติ ชมกลิ่น ถูกยึดคืนเพื่อจัดสรรรัฐมนตรีให้ลงตัว แต่ทั้งสองกลุ่มอยู่ในสภาวะ “กลืนเลือด” เพราะจุดมุ่งหมายหลักคือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จึงไม่ออกมาข่มขู่ “ถอนยวง” จากการร่วมรัฐบาล แต่ที่เป็นเดือดมากกว่ากลุ่มอื่นนั่นคือมีการเปลี่ยนข้อเสนอที่จะให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่ง รมว.พลังงาน เป็นไปนั่ง รมว.อุตสาหกรรม แทน ทำให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มสามมิตร ถึงขนาดปล่อยข่าว “ขู่คว่ำรัฐบาล” ลุงตู่ เพราะผิดข้อตกลง

ต้องถาม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าใครไปตกลงจะให้นั่ง รมว.พลังงาน ตั้งแต่ต้น เท่าที่ทราบ “ไม่มี” ปรากฏเพียงข่าวตลอดระยะเวลาเดือนเศษว่าตำแหน่งรมว.พลังงาน นั้น แย่งชิงกันระหว่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จน “น่ารำคาญ” ที่สุดนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในการจัดครม. เลือก “ตาอยู่” สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่เดิมถูกวางตัวไว้ในตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม มาเสียบแทน เพื่อแก้ปัญหา “แย่งกันดีนัก” และไม่แย่งกันธรรมดา ถึงขนาดบางคนให้มือล็อบบี้นาม “ส.ท.” ไปเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจพลังงาน ราวกับว่าแย่งไปอยู่กระทรวงนี้เพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างไรอย่างนั้น

คนเป็นผู้นำ หน่วยข่าวเป็นหูเป็นตาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มีหรือจะไม่รู้ข่าว “การออกตัว” ของคนเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการ “ทบทวน” โผครม. เพราะท้ายสุดผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อรายชื่อครม.ทั้งหมด หนีไม่พ้นคนชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดังนั้นจะไม่ให้มีส่วนในการตัดสินใจเลยหรือว่า ครม.ควรมีหน้าตาแบบใดที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือต้องยอมถูก “บีบ” จากส.ส.ในพรรคเพื่อความอยู่รอดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านั้น

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับคำขู่ของนักการเมืองเหล่านี้ และทบทวนแก้ไขโผครม. เพื่อเอาใจนักการเมือง จนออกมา “ยี้” ทั้งเมืองก็ไม่ควรจะเป็น “ผู้นำ” อีกต่อไป ตรงกันข้ามเมื่อนายกรัฐมนตรีเลือกใช้ความ “กล้าหาญ” จัดครม.ที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน แม้เสียงส.ส.ปริ่มน้ำ แต่จะมีเสียงของคนในสังคมอุ้มชูให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับบรรดาเสียง “คำราม” ของ “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ในสภาก็ตาม

เป็นเรื่องปกติของการตั้งครม.และปรับครม. ที่จะมีคนสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีมีน้อยกว่าความต้องการของนักการเมือง หากบริหารเพียงแค่ความพอใจของนักการเมืองเหล่านี้ ขยายจำนวน ครม.เพิ่มจาก 36 คน เป็น 100 คนก็ไม่พอเพราะจะมีคนแย่งเป็นเกินจำนวนอยู่ดี เมื่อพรรคการเมืองเลือกคนที่คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมมาแล้ว ส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ “อัครเสนาบดี” หรือหัวหน้าคณะ ก็ควรให้สิทธิและยอมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่จะเลือกบุคคลใดเป็นรัฐมนตรีและบริหารกระทรวงใด ไม่ใช่ไม่พอใจก็มาขู่กันราวกับว่าการไปเป็นรัฐมนตรีคือ “แหล่งทำกิน” ที่ขาดไม่ได้

แกะรอย “โจ๊ก” จากแดนใต้สู่ทำเนียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “โจ๊ก” จากแดนใต้สู่ทำเนียบ

29 มิถุนายน 2562 – 10:39 น.
บิ๊กโจ๊ก,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,เทพโจ๊ก,ลุงป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กตร,กตร
เปิดอ่าน 15,707 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุด หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29-30 มิถุนายน 2562

*****************

          หายไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่นานพอที่คนจะลืม สำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล...สุรเชษฐ์ หักพาล หลังถูกเด้งข้ามห้วยไปสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกปลดทุกตำแหน่งจากงานของตำรวจ เงียบไปเกือบ เดือนเต็ม

          แต่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากลับมาแซบอีกครั้ง กับข่าวที่คนไทยจับตามองว่า การที่เขายังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (.ตร.) แท้จริงแล้วเขาจะกลับมาหวานเจี๊ยบในตำแหน่งระดับสูงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งหรือไม่

          เรื่องนี้แม้ว่า “ลุงป้อม” ออกมาแก้เกม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสงสัยหมดไปง่ายๆ คนไทยยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวของเทพโจ๊กช่วงนี้ต่อไปเป็นพิเศษ

มนต์แดนใต้ 

          ช่วงวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราเห็น “บิ๊กโจ๊ก” ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ อดีตผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบ.สตม.) ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

          ภาพที่เจ้าตัวรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจภูธรนครศรีฯ ตำรวจท่องเที่ยว มาต้อนรับและอำนายความสะดวก ก็ทำให้บรรยากาศเก่าก่อนในวันที่เคยหวานเจี๊ยบหวนกลับมาอีกครั้ง

          แต่พอได้รู้ถึงวาระที่ไปเยือนเมืองคอนรอบนี้ คนไทยก็ยิ่งได้กลิ่นแปลกๆ เพราะวันนั้นเทพโจ๊กมาเพื่อเดินสายสักการะ ทั้งศาลหลักเมือง พระบรมธาตุเจดีย์ ราวกับว่าต้องการพลังบางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          ปรากฏเสร็จกิจแล้ว เทพโจ๊กกลับเข้ากรุงเทพฯ แล้วรุ่งขึ้นก็หวนกลับมาที่นครศรีธรรมราชอีกรอบ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่า หรือจะบนบานศาลกล่าวไว้ พอได้ดังขอ ก็รีบแจ้นมาแก้บนยังไงยังงั้น ข่าวลือต่างๆ ก็ยิ่งโหมแรงขึ้น

          แต่จะมีความแปลกก็ตรงที่ว่า รอบหลังนี้เทพโจ๊กมาแบบเงียบๆ มีเพียงนายตำรวจที่ใกล้ชิดคอยติดตาม และยังระมัดระวังไม่ให้มีการบันทึกภาพอีกด้วย

          แน่นอนมุมนี้ ว่ากันว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งระงับขบวนรถทั้งหมด ทั้งรถนำ และรถติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคำถาม

          แต่ข่าวลือมุมหนึ่งก็เม้าท์ว่า รอบนี้บิ๊กโจ๊กมีการสั่งให้ลูกน้องนำเครื่องแบบตำรวจใหม่ มาใช้ประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์บางอย่างตามความเชื่อโบราณ ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง อีกด้วย

          จริงเท็จประการใด ว่าไป แต่มุมหนึ่งเรื่องนี้ก็ไปสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า เทพโจ๊กจะได้โอนตำแหน่งกลับมานั่งเก้าอี้ใน สตชอีกครั้งจริงๆ จึงมาเพื่อขอพร หรือแก้บน แล้วแต่จะคิด

         แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นความเคลื่อนไหวปกติ เพราะ เดือนก่อนที่่จะมีคำสั่งฟ้าผ่า คนคอนยังเห็นเจ้าตัววนเวียนเข้าวัดโน้นวัดนี้อยู่เลย ก่อนกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว

         และเรื่องเข้าวัดทำบุญที่นครศรีฯ เทพโจ๊กก็มาบ่อยๆ เช่น องค์พระบรมธาตุเจดีย์ศาลหลักเมืองวัดถ้ำภูเขาเหล็กไอ้ไข่วัดเจดีย์ อ.สิชล เฉกเช่นคนทั่วไปที่มักจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือบูชาในชีวิต

เทพโจ๊กคนเดิม

          เสร็จกิจรอบหลัง บิ๊กโจ๊กเข้ากรุง แม้จะปรากฏแต่เสียงให้สัมภาษณ์รายการ “ล่าความจริง” ทางเนชั่นทีวี แต่ก็นับเป็นที่แรกที่เขามาเคลียร์ทุกคำถาม

          จับความดู เหมือนไม่มีอะไรลึกซึ้ง แต่ถ้าจับความเคลื่อนไหวมาประกอบ จะพบว่านี่เป็นครั้งแรกหลังเกิดเรื่องที่บิ๊กโจ๊กคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ทั้งที่ เดือนก่อนยังเงียบกริบอยู่เลย !

http://komchadluek.net/news/scoop/377227

          แถมก่อนนั้นนิดเดียว ในกระแสความร้อนแรง บิ๊กป้อม พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (.ตร.) ก็ออกมาเปิดประชุม แล้วมีวาระถอดชื่อบิ๊กโจ๊ก พ้นอนุกรรมการ ก.ตร.แล้ว

          ดังนั้นพอบิ๊กโจ๊กจ้อยาวรอบนี้ จึงเหมือนออกมาสำทับว่า ที่สงสัย สงกากันนั้น ไม่มีอะไรลึกลับ และการที่ชื่อของเขายังอยู่ในคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ก่อนนี้ ก็เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง ผบ.สตม.

           โดยตอนนั้นมีอนุกรรมการ ก.ตรบางท่านลาออก แล้วก็ไม่ใช่แค่ “อนุกรรมการฝ่ายกฎหมายและระเบียบ” ที่ตนเองได้รับอย่างเดียว ยังมีอีกหลายอนุกรรมการ ที่ พล..ประวิตรเป็นผู้ลงนามอีกด้วย เหมือนจะบอกว่าไม่ได้เป็นคนพิเศษ 

          ส่วนการถอดชื่อออกไปครั้งนี้ ก็ถูกต้องแล้ว เพราะงานใหม่ที่ได้รับมอบหมาย มันล้นจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ทั้งเรื่องปัญหาหนี้นอกระบบอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืนยันว่า ที่ย้ายมาไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่าอีกด้วย

          “เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย”

          ส่วนที่ก่อนหน้านี้ หายเงียบ ไม่พบสื่อ เพราะเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อนายมอบหมายอะไร ก็ต้องทำอย่างเคร่งครัด

          แล้วกรณีที่มีภาพว่าเดินทางไปทำบุญที่นครศรีธรรมราชนั้น ยืนยันว่าเป็นคนชอบทำบุญ มีโอกาสก็ไปไหว้ไปกราบ แต่ไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไร ไม่มีรถนำขบวน หรือมีข้าราชการตำรวจต้อนรับ เพราะเป็นคนสมถะ

          เทพโจ๊กเขาแจงมายิบอย่างนี้ คนไทยไม่ตอบไรมาก นอกจากบอกคำเดียว ว่ารอดู !!

“หญิงหน่อย” ช้ำ คนแดนไกลไม่เลือก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หญิงหน่อย” ช้ำ คนแดนไกลไม่เลือก

29 มิถุนายน 2562 – 09:19 น.
เจ๊หน่อย สุดารัตน์,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,เจ๊แดง,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,อ้วน ภูมิธรรม,ภูมิธรรม เวชยชัย,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย
เปิดอ่าน 33,856 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29-30 มิถุนายน 2562

          ในรอบสิบปีนี้ ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง ครั้ง และสองครั้งแรก พรรคพลังประชาชนกับพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยตกเป็นฝ่ายค้าน 

          ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ พล...วิโรจน์ เปาอินทร์ จะเซ็นใบลาออกจากหัวหน้าพรรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อวางแผนการเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา 

          เบื้องต้นมีรายงานข่าวว่า “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ส..เชียงใหม่ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรค ยังไม่มีความชัดเจน เพราะมีตัวเลือกอยู่ คนคือ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน, “..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ”  และ “พงศกร อรรณนพพร” คนสนิทของสมพงษ์

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

          การขยับสับเปลี่ยนตัวผู้เล่นในพรรคเพื่อไทย ก็หนีไม่พ้นต้องฟังเจ้าของพรรคตัวจริงที่อยู่นอกประเทศ และการปรากฏชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ในฐานะหัวหน้าพรรค ย่อมสะท้อนบทบาทการชี้นำของ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” แม่ทัพหลังม่านจากแดนไกล

แผน “หญิงหน่อย” ไม่ผ่าน

          รายงานข่าวจากเพื่อไทย ระบุว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พยายามเสนอแผนปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการผลักดัน “คนรุ่นใหม่” เข้ามาเป็นกรรมการบริหาร เพื่อรับมือกับพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

          การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ คว้าเก้าอี้ ส..มาได้ถึง 81 ที่นั่ง แยกเป็น ส..บัญชีรายชื่อ 50 คน และ ส..แบบแบ่งเขต 31 คน โดยมี ส..ภาคกลาง 15 คน ภาคอีสาน คน ภาคตะวันออก คน และภาคเหนือ คน

          เหตุปัจจัยหนึ่งที่พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเสียงท่วมท้น มาจากความผิดพลาดของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ออกแบบให้มี “พรรคเพื่อไทยพรรคไทยรักษาชาติ” เมื่อพรรคเกิดใหม่เจออุบัติเหตุการเมืองถูกยุบพรรค คะแนนของพรรคเครือข่ายคนแดนไกลก็หายไปเกือบครึ่งประเทศ และคะแนนส่วนใหญ่ไปโผล่ที่พรรคอนาคตใหม่

          คุณหญิงหน่อย” จึงเสนอชื่อ น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส..กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำพรรคในสถาน การณ์ใหม่ พร้อมกับดึงคนหนุ่มสาวในเพื่อไทย และอดีตไทยรักษาชาติมาเป็นทีมงาน

          แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า สมัชชาลอนดอนเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ ภายในกลุ่มเครือญาติคนแดนไกล ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์ “น..อนุดิษฐ์” จึงประกาศถอย ไม่เสนอตัวชิงประมุขพรรค

          เมื่อ 20 มิถุนายนนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ผ่านสำนักข่าวที่ใกล้ชิดพรรคเพื่อไทยว่า ตนไม่เคยเสนอให้ น..อนุดิษฐ์ รับตำแหน่งใดในพรรคทั้งสิ้น

พบกันครึ่งทาง

          นัยว่า “เดอะอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคในเวลานี้ กำลังเสนอแนวทางประนีประนอมให้คนรุ่นใหม่และรุ่นกลางมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพรรค โดยมีคนรุ่นใหญ่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแผนการดังกล่าวได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่แล้ว

          ขณะเดียวกัน ฟากฝ่าย “คุณหญิงหน่อย” ยอมรับได้กับสมพงษ์ หัวหน้าพรรค แต่ยังต้องการให้ภูมิธรรมพ้นจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค ทำให้ “ผู้อาวุโส” บางคนไม่เห็นด้วย และยังอยากให้พ่อบ้านพรรคคนเดิมทำหน้าที่ต่อ เพราะภูมิธรรมถือว่าครบเครื่องที่สุด

          อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เลขาธิการพรรคจะเป็น “ผู้การป๊อป” น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ โดยขยับ “เดอะอ้วน” ขึ้นรองหัวหน้าพรรค ถือว่าสูตรนี้จะประนีประนอมทุกกลุ่ม และสูตรนี้เป็นไปได้มากที่สุดที่นายใหญ่จะเคาะ

สมพงษ์” สายตรงเจ๊แดง

          สำหรับ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในวัย 70 ปลายๆ ภูมิธรรม เวชยชัย อธิบายความเหมาะสมของสมพงษ์ในบทบาทของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นผู้มีอาวุโสที่ได้อยู่ในสภา มีความเหมาะสมหลายประการ มีศักยภาพสามารถประสานงานกับส่วนต่างๆ ได้ เป็นผู้แทนที่มีเพื่อนให้ความเคารพนับถือ ซึ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่มีปัญหาอยู่ จึงต้องการผู้นำที่มีความรู้ และประสานงานทุกฝ่าย 

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

          เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2542 โดย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้ชักชวนสมพงษ์ให้มาก่อร่างสร้างพรรค แต่สมพงษ์ยังไม่ได้เข้ามา แต่ได้ส่งลูกชาย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ลงสมัคร ส..เชียงใหม่ ในนามพรรคไทยรักไทย

          กระทั่งเลือกตั้ง 2550 สมพงษ์จึงได้เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรม รัฐบาลสมัคร และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐบาลสมชาย

          ปลายปี 2561 สมพงษ์รับใบสั่งให้นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม จึงชวนพงศกรมาเป็นเลขาธิการพรรค บังเอิญนายใหญ่ปรับแผนใหม่ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทยไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทย พร้อมสมพงษ์

          อย่างไรก็ตาม หลายคนในพรรคเพื่อไทยวันนี้ อาจจะเหนื่อยล้ากับความพ่ายแพ้ในสังเวียนการเมือง เพราะไม่สามารถสู้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อพลิกเกมเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงไม่ยินดียินร้ายกับการปรับโครงสร้างพรรค

          อีกด้านหนึ่งก็เห็นภาพความขัดแย้งระหว่าง “คุณหญิงสุดารัตน์” กับ “เยาวภา” นี่อาจเป็นการนับหนึ่งของการเปิดฉากชิงอำนาจการนำในพรรคเครือข่ายนายใหญ่

“ชินวัตรซัมมิท” ไม่ทิ้งใคร…ไว้ข้างหลัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชินวัตรซัมมิท” ไม่ทิ้งใคร…ไว้ข้างหลัง

29 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
ชินวัตรซัมมิท,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 25,698 ครั้ง

ภาพ  :  จาก เพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ  / เพจ Yingluck Shinawatra

ขอบคุณโลกสมัยใหม่ที่ทำให้คนไกล ไกลไม่จริง ดังเรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร ที่ยังมีสีสันให้ได้เห็น ให้ได้ตามไม่หยุด แตกต่างจากหลายคนในอดีตที่เงียบหายไปเลยไม่ทราบข่าวคราว

แต่บ้านนี้จัดเต็มทุกความเคลื่อนไหว ยิ่งช่วงวันสำคัญ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา บรรยากาศก็จะชื่นมื่นหน่อยๆ เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครบ 52 ปี

ครอบครัวและคนที่รักพากันลัดฟ้าไปหา ไปอวยพรกันอย่างพร้อมพรั่ง มีภาพความอบอุ่นออกสู่สายตาคนไทยให้ได้อมยิ้ม หรือขบกราม ว่ากันไปตามรสนิยม!

++

      52 ยังแจ๋ว
เจ๊ปูในวัย 52 ขวบ ต้องบอกว่ายังสวยเช้งสมวัย เผื่อบางคนไม่รู้ เธอเกิดวันเดียวกับ เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศปากีสถาน หรือนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศอิสลาม แต่ห่างกัน 14 ปี

วันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ช่วงบ่ายๆ คนที่ติดตามก็จะเห็นหน้าเจ๊ปูในชุดเสื้อคลุมสีฟ้าสดใสเด้งขึ้นหน้าฟีดข่าวทางเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra

พูดถึงวันเกิดของตัวเองว่า แม้วันนี้ต้องผ่านชะตาชีวิตมาหลายรูปแบบ ก็ไม่เคยท้อ อายุก็เป็นเพียงตัวเลข หากเราหาความสุขให้ได้ ทุกอย่างก็จะทำให้ชีวิตยาวนาน

“วันเกิดปีนี้ดิฉันไม่ขออะไรมากนอกจากขอความสุขในชีวิตและความหวังที่จะให้คนไทยทุกคนมีความสุขด้วยเช่นกัน”

จากนั้นช่วงค่ำเราก็ได้เห็นเธออีกทีในชุดเดรสสีครีมคาดส้มสดใส ทรงผมรวบสั้นแปลกตา เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่ากำลังไปปาร์ตี้ฉลองวันเกิดแน่ๆ

แล้วก็จริงตามคาด งานเลี้ยงจากพี่ษิณสุดที่รัก แม้ไม่เว่อร์วัง แต่ก็อลังสมฐานานุรูป เพราะจัดที่โรงแรมโฟร์ซีซัน แอท พาร์คเลน ที่นี่หรูระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะไฮด์ ปาร์ค ในใจกลางกรุงลอนดอน

หญิงปูโพสต์ข้อความและอวดคำอำนวยพรจากพี่ชาย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มอบให้ว่า “ขอให้น้องมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เข้มแข็งที่จะยืนอยู่บนชีวิตใหม่ของเรา และขอให้น้องประสบแต่ความสำเร็จในสิ่งท้าทายใหม่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจหรือเป็นสิ่งที่จะต้องทำเพื่อการกุศลเพื่อมวลมนุษยชาติ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขอให้น้องเข้มแข็งและทำให้ได้ ขอเป็นกำลังใจ Happy Birthday จ้ะ”

แต่คืนนั้นอะไรจะสุขใจเท่ากับคำอวยพรข้ามทวีปจากลูกชายคนเดียว “น้องไปป์” ศุภเสกข์ อมรฉัตร ผ่านทางวิดีโอคอล แอพพลิเคชั่นไลน์ ที่น้องและทีมงานพรรคไทยรักษาชาติ นำโดย “เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล จัดขึ้น

ประสาเด็กหนุ่ม น้องไปป์ไม่กล่าวมากความ แต่คำว่า “รักแม่” ก็ทำเอาอดีตนายกฯ ต่อมน้ำตาแตกตามสูตรคนอ่อนไหวกันเลย

++

   ครอบครัวคือของขวัญ
ถ้าจะถามถึงความเคลื่อนไหวของคนชื่อแม้วห้วงอาทิตย์ที่ผ่าน เห็นจะหลีกทางให้ช่วงเวลาดั่งทองของน้องสาว เพราะเขายังมอบความสุขให้น้องปูต่อเนื่องมาในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ ไป

วันที่ 22 มิถุนายน 2562 หญิงปูโผล่มาในชุดลูกไม้สีแดงเพลิง สะดุดตาสุดๆ โดยในเฟซบุ๊กเธอกล่าวขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดที่แฟนเพจส่งไปทางช่องคอมเมนต์

แต่ชุดนี้ไม่ได้จัดเต็มเพื่อการนี้ ว่าแล้วเฟซบุ๊กคนรักตระกูลชิน อย่าง “เพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ” จึงไม่รอช้านำภาพและเรื่องราว “วงใน” มาฝากเพียบ

วันนั้นปูและเสี่ยแม้วมีนัดพบปะเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เดินทางมาอวยพรวันเกิด โดยช่วงกลางวัน พวกเขารับประทานอาหารทะเลกันที่ร้านอาหารสกอตต์ ที่เมาท์สตรีท ย่านเมย์แฟร์ ลอนดอน

พอช่วงค่ำไปต่อกันที่สโมสร Hertford Street Club ย่านเมย์แฟร์ ลอนดอน ละแวกเดียวกัน ซึ่งที่นี่นอกจากร้านอาหารสองแห่ง บาร์สามแห่ง ยังมีไนต์คลับ Loulou’s

ซึ่งไนต์คลับที่นี่แหละที่ครอบครัวชินวัตรและผองเพื่อนใช้ฉลองวันเกิดหญิงปู่อย่างชื่นมื่นท่ามกลางคนที่รัก เช่น “อิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร กับสามี, “แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานรักอีกคน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนใกล้ชิดอีกมากมาย เช่น อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ “ป๋อม” ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และ “อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.ลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย และ คนอื่นๆ

คืนวันที่ 23 มิถุนายน พวกเขายังต่อด้วยดินเนอร์หรูที่เพนต์เฮ้าส์ชั้น 7 ของโรงแรมโฟร์ซีซัน Ten Trinity Square โดยใช้พื้นที่ดาดฟ้าที่รองรับแขกได้ถึง 50 คน

ถามว่าเจ้าของวันเกิดรู้สึกยังไง คนไทยเห็นภาพก็พอรู้ แต่ถ้าได้อ่านข้อความที่อิ๊ง หลานสาวที่รัก เล่าเกี่ยวกับคุณอาคนสวย หลายคนคงปลื้มปริ่ม

อิ๊งเล่ากับเพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจว่า “อาปูยังฟิต” เพราะได้ออกกำลังกาย รับประทานคลีน ยกเวท “แข็งแรงและสดใสมากค่ะ คือต้องยกพลังบวกให้บ้านคุณพ่อจริงๆ เจอเรื่องหนักยังไง ก็สามารถคิดบวกได้”

++

   แม้วพลังบวก
ถามว่าเสี่ยแม้วคิดบวกยังไง ที่จริงคนไทยพอนึกออก แต่ข้อความที่ลูกสาวคนเล็กระบุถึงคุณพ่อฟังแล้วกินใจเหมือนกันนา…กับคำถามว่า “ลุงแม้ว เหงาไหม? เวลาลูกๆ คนอื่นไม่ได้ไปหา”

เพราะอิ๊งตอบว่า “คุณพ่อไม่เคย request ให้ใครไปหาเลยค่ะ พ่อจะบอกทุกคนมีชีวิตของตัวเองให้ดำเนินชีวิตไป ไม่ต้องห่วงพ่อ ไม่ต้องรอพ่อกลับบ้าน พ่อพูดแบบนี้เสมอ พ่อไม่เคยทำให้ที่บ้านต้องกลุ้มใจ หรือทำตัวเป็นภาระเลยค่ะ ยังคงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีเลิศ แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ครอบครัวเราติดกันมากทุกคนก็หาเวลาผลัดกันบินไปค่ะ คิดถึงเนาะ ก็ต้องบินบ่อยหน่อย”

และก็จริงตามอิ๊งว่า เพราะคุณพ่อเกิดไปมีโอกาสได้เป็นยอดฮีโร่อยู่แถวๆ ห้างแฮร์รอดส์ จากข่าวที่มีคนไทยกระเป๋าหายกลางกรุงลอนดอน แต่โชคดีไปเจออดีตนายกฯ ทักษิณเข้าแล้วให้การช่วยเหลือ

เงิน 15,000 บาท ที่เสี่ยแม้วควักเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉินแก่คนบ้านเดียวกัน น้อยมากเมื่อเทียบกับกระแสความนิยมชมชอบที่คนเลิฟเสี่ยแม้วอยู่แล้ว จะเลิฟมากขึ้นไปอีก

ต้องบอกว่ามุมหนึ่งแน่นอนเราได้เห็นภาพความสุขของคนในครอบครัวชินวัตร ซึ่งไม่ใช่ภาพแปลกตาอะไร เพราะบ้านนี้เขาขยันอวดอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ช่วงนี้

เพียงแต่ช่วงวันเกิดอดีตนายกฯ คนสวย นี่ต้องบอกว่าสีสันระยิบระยับจนแสบๆ ร้อนๆ ตาคนไทยอยู่ไม่น้อย กับภาพความชื่นมื่นรื่นรมย์ของครอบครัวราวกับเป็นช่วงฮันนีมูนหลังวันเกิด

ไม่ว่าจะรายการชิมอาหารสไตล์ฝรั่งเศสระดับหรู ที่ Galvin Demoiselle ในห้างแฮร์รอดส์ วันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา หรือแฮงก์เอาท์กับหลานแซนด์-ชยิกา ชิมชากันที่ภัตตาคารอาหารไต้หวัน XU TEAHOUSE ที่ถนน Rupert SOHO

พอวันที่ 25 มิถุนายน หญิงปูก็โพสต์ภาพสุดชิลขณะดื่มกาแฟที่ร้าน The Ivy Chelsea Garden ที่ถนนคิงส์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเชลซีและฟูแลมทางฝั่งตะวันตกของลอนดอน

บอกเลยกรุงลอนดอนถึงไม่มี พีเอ็ม 2.5 แต่ฝุ่นก็ตลบอบอวลไปทั้งเมืองเพราะกิจกรรมพบปะครั้งสำคัญ “ชินวัตรซัมมิท” ของสองอดีต P.M.ไทยแลนด์และผู้ติดตามนี่แหละ (ฮา)

‘เอ๋ โพธาราม’ เลี้ยงไก่พ่วงวลี ‘ไม่เชิญก็ไป’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอ๋ โพธาราม’ เลี้ยงไก่พ่วงวลี ‘ไม่เชิญก็ไป’

28 มิถุนายน 2562 – 11:04 น.
เอ๋,เอ๋ ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์,สสราชบุรี,สาวโพธาราม,พรรคพลังประชารัฐ,อีช่อ
เปิดอ่าน 11,359 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 28 มิถุนายน 2562

********************

          ในที่สุดส..ซีกรัฐบาลกลุ่มหนึ่งก็พ้นบ่วงกรรมหุ้นสื่อ เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของผู้ถูกร้อง คน และหนึ่งในนั้นมีชื่อของ “ปารีณา ไกรคุปต์” ส..ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ รวมอยู่ด้วย

          เนื่องจาก “ปารีณา” กำลังเป็นที่จับตาของกองเชียร์ที่ไม่ชอบพรรคของลุงตู่ สำนักข่าวบีบีซีไทย ถึงกับนำประเด็น “ส..ปารีณารอด” มาพาดหัวข่าวออนไลน์ ขณะเดียวกัน ส..หญิงจากโพธาราม ก็โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า “ปารีณาเลี้ยงไก่ ไม่ได้ทำสื่อ”

..เลี้ยงไก่

          หน้าเฟซบุ๊กของ “ปารีณา ไกรคุปต์” เมื่อ 15 มิถุนายน 2562 “..เอ๋” อัพสเตตัส “พรุ่งนี้ขี้ไก่วันสุดท้าย หมดแล้วนะคะ” พร้อมโพสต์ภาพกระสอบขี้ไก่กองอยู่กลางเล้าไก่ (ขายกิโลกรัมละ 16 บาท)

ส.ส.เอ๋ สมัยเลี้ยงไก่ก่อนเลือกตั้ง

          มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “ซุ้มเพรช โตโต้จอมบึง” มาทักถาม “อ้าว..ไหนว่ายังไม่ลงไก่ครับ” ส..ปารีณา ก็ตอบว่า “กำลังเตรียมเล้าจ้ะพี่ ต้องเอาขี้ไก่ออกให้หมดแล้วก็ล้างเล้าจ้า… วันที่ ..นี้ไก่ลงค่า…”

          “..เอ๋” ใช้เฟซบุ๊ก และไลน์เป็นสื่อกลางระหว่างผู้แทนกับชาวบ้าน แม้ในยามที่ไม่มีสภา ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ ชาวบ้านสามารถติดต่อหาเธอได้ตลอดเวลา ร้องทุกข์ แจ้งข่าวสารงานต่างๆ 

          สำนักข่าวอิศรา http://www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ปารีณา แจ้งจดทะเบียนบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 99/9 หมู่ .บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี แจ้งประกอบธุรกิจกิจการฟาร์มไก่และรับจ้างเลี้ยงไก่ ซึ่งปารีณาแจ้งว่ามีรายได้จากฟาร์มไก่ 30 ล้านบาท มีรายจ่ายค่าฟาร์มไก่ 20 ล้านบาท

          ระหว่างรอการเลือกตั้งเมื่อ ปีก่อน “ส..เอ๋” ได้อาศัยเลี้ยงไก่และเลี้ยงวัวดำรงชีพ

เลี้ยงวัว ส.ส. เอ๋ก็ทำ

สโลแกน“ไม่เชิญก็ไป”

          เมื่อหลายวันก่อนปารีณาไปให้สัมภาษณ์สื่อสำนักหนึ่ง โดยนักข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์ว่า “ส..งานศพ” ปรากฏว่า เธอไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ขยายความว่าไปทุกงาน งานแต่ง งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ปารีณา ไม่เชิญก็ไป”

งานบวช ปารีณาก็ไป

          ยกตัวอย่างเมื่อ 22 มิถุนายน 2562 “..เอ๋” โพสต์เฟซบุ๊ก “วันนี้ งานค่ะ ร่วมงานศพวัดวิหารสูง วัดสมถะ ร่วมจุดธูปหน้าศพวัดเขาชะงุ้ม ร่วมงานบวชบางโตนด พระศรีอารย์ จอมบึง”

          หรือเมื่อ 16 มิถุนายน 2562 ผู้แทนฉายา “ไม่เชิญก็ไป” โพสต์ว่า “วันนี้ งาน ไปทัน งานค่ะ ร่วมนาคเข้าโบสถ์วัดพระศรีอารย์ ร่วมงานบวชวัดโชค จอมปราสาท สมถะ รางอาว ร่วมประชุมเพลิงศพวัดเจ็ดเสมียน วัดโพธิ์ไพโรจน์ค่ะ วัดโพธารามไปไม่ทันค่ะ”

งานแต่ง ปารีณาก็ไป

          วิชาผู้แทนศาสตร์สาขา ส..ตลาดชาวบ้านนี้ “เอ๋” ได้ร่ำเรียนมาจากบิดา “ทวี ไกรคุปต์” ทั้งกลวิธีเอาชนะใจชาวบ้าน และการสร้างเครือข่ายหัวคะแนน

สมกับฉายา ส.ส.บ้านบ้าน

          ย้อนไปหลังการเลือกตั้งปี 2544 “เอ๋” กลับมาจากเมืองนอก ก็ทราบข่าวร้าย “พ่อสอบตก” ทวีตัดสินใจปั้นลูกสาววัย 25 ปี (เวลานั้นโดยพาลูกสาวลงพื้นที่ไปพบปะผู้คนและร่วมทำกิจกรรมงานบุญต่างๆ เป็นเวลา ปีกว่า 

          ตำแหน่ง ส..ไม่ใช่มรดกการเมือง แต่สำหรับโพธาราม เป็นยิ่งกว่ามรดก

เสนาธิการใหญ่

          เส้นทางผู้แทนของปารีณา จะไม่ราบรื่นจนได้เป็น ส..4 สมัยติดต่อกัน หากไม่มีผู้ชายคนนี้ “ทวี ไกรคุปต์” ผู้สร้างตำนาน ไปรษณียบัตรต่ออายุราชการป๋าเปรม อันโด่งดังเมื่อปี 2523

          ทวีเป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ “จังพานิช” โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ คือ สวัสดิ์ จังพานิช เคยเป็น ส..ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม เป็นฐานเสียงสำคัญ แต่ตอนหลังแยกทางกันแล้ว

ส.ส. จ่ายค่าแรงลูกจ้าง

          สมัยแรกที่ทวีเล่นการเมืองไม่สังกัดพรรค หลังจากนั้น ทวีสังกัดหลายพรรค ไล่มาแต่พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ

          ทวีเป็นนักการเมืองสายพันธุ์ไทย เล่นการเมืองแบบไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2526 ทวีเข้าสังกัดพรรคชาติไทย ร่วมกับเพื่อนอดีต ส..ราชบุรี ที่เคยแข่งขันกันมา ซึ่งในปีนั้นพรรคชาติไทยชนะยกจังหวัด ได้ ส.. 4 ที่นั่ง

          ที่สำคัญทวีเป็นนักเสี่ยงโชคทางการเมือง มักจะประเมินกระแสโดยภาพรวมว่าพรรคไหนกระแสดี ก็จะเลือกสวมเสื้อพรรคนัั้น

“ส้ม” ไร้เดียงสาแทรกแซงเพื่อนบ้านหวังช่วยกลุ่มใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้ม” ไร้เดียงสาแทรกแซงเพื่อนบ้านหวังช่วยกลุ่มใด

28 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ส้มหวาน,แดงลี้ภัย,ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,สุรชัย แซ่ด่าน
เปิดอ่าน 5,489 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

การประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเทพฯ จบไปด้วยความราบรื่น แต่ก็มีควันหลงจากพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงวิสัยทัศน์เรียกร้องให้อาเซียนก้าวข้ามหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิก

ถัดมา “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รัฐมนตรีต่างประเทศ อธิบายว่า ถ้าใครไม่เคยรับรู้เรื่องราวของอาเซียนแล้ว อยากจะพูดอย่างไรก็ได้ ต้องระวัง เพราะกว่าที่แต่ละประเทศสมาชิกจะรวมกลุ่มกันมาได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องพลิกฝ่ามือ แต่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก

 “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ โต้รัฐมนตรีต่างประเทศว่า อาเซียนยุคใหม่ ไม่เหมือนสมัยสงครามเย็น ควรแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้าน

จริงๆ แล้ว พูดแบบ “ธนาธร” และ “ช่อ พรรณิการ์” ก็พูดได้ แต่ข้อเท็จจริงของการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ง่ายเหมือนการพูดล่าแต้ม

จะขอยกตัวอย่างให้ชาวพรรคส้มหวานได้เห็นว่า การพัวพันแบบอาเซียนนั้น โดยเฉพาะประเทศรอบบ้านเรา มีเรื่องละเอียดอ่อนเยอะ ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ไม่ต้องย้อนไปถึงยุคสงครามเย็นหรอก

          สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้ายังจำกันได้ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้หลบหนีโทษทัณฑ์ในเมืองไทย ได้สัญจรมาลาวและกัมพูชา ระหว่างวันที่ 11-18 เมษายน 2555 ทั้งที่ทราบว่า ทักษิณมีคดีความ แต่ “ผู้นำลาว-กัมพูชา” ยังเปิดโอกาสให้อดีตนายกรัฐมนตรีไทยมาเคลื่อนไหวทางการเมืองได้

ช่วงที่ทักษิณเข้ามา สปป.ลาว ได้คนเสื้อแดงภาคอีสานข้ามโขงไปต้อนรับมากมาย แต่ยังดีที่ว่า ผู้นำลาวไม่เปิดโอกาสให้ทักษิณทำกิจกรรมทางการเมืองมากนัก

ตรงกันข้าม เมื่อทักษิณไปถึงกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้อนรับแบบจัดเต็ม โดยเปิดทางให้กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางเข้าไปจัดเวทีปราศรัยและเล่นน้ำสงกรานต์ ที่ลานหน้าทางเข้านครวัด-นครธม จ.เสียมราฐ

22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองค่ายเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ ก่อนจะแยกย้ายกันไป บ้างไปยุโรป สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่หนีตายไปอยู่เมืองลาว

สาเหตุที่ต้องออกจากพนมเปญเพราะมีสัญญาณจากผู้มีอำนาจสูงสุดในกัมพูชาแจ้งว่าหากจะหลบภัยอยู่ในเขมรต้องออกไปอยู่ในเขตชนบทและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

          ท่าทีของสมเด็จฮุน เซน นั้น พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยวางกรอบ “ห้ามเคลื่อนไหว” แกนนำคนเสื้อแดงที่ไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีคอนเนกชั่นกับองค์กรระหว่างประเทศ ก็ไปอาศัยอยู่ใน สปป.ลาว

ด้านฝั่งลาว ก็มีคนเสื้อแดงหนีภัยข้ามโขงไปหลายร้อยคน และในกลุ่มนี้ มีสมาชิกวงไฟเย็นประมาณ 7 คน โดยระยะแรก พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านคนลาว

ปี 2559 กลุ่มไฟเย็น ริเริ่มใช้สื่อโซเชียลปลุกระดมข้ามโขง และจัดรายการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ เมื่อลุงสนามหลวง และโกตี๋มาร่วมงานด้วยกัน ขุนทองจึงมีฐานะโปรดิวเซอร์วิทยุใต้ดิน

รัฐบาลประยุทธ์ทราบดีว่า มีการใช้ช่องทางยูทูบ โจมตี คสช. และสถาบันเบื้องสูง โดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในลาว จึงส่งสัญญาณไปถึงฝ่ายความมั่นคงของลาว แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ในทางบวก

          ถ้าใครเคยฟังรายการปฏิวัติประเทศไทย ของสุรชัย แซ่ด่าน จะรู้ได้ทันทีว่า เหตุใดพวกแกนนำเสื้อแดง จึงจัดรายการวิทยุใต้ดิน ปลุกระดมมวลชนข้ามโขงได้ ถึงขนาดสุรชัยพูดออกอากาศว่า ฝั่งซ้ายเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยที่สุด เพราะ “พรรคพี่น้องช่วยเหลือพวกเรา”

หลังจากนั้นไม่นาน สุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์, “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ ถูกชายนิรนามลักพาตัวออกจากบ้านพัก ย่านเมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์

ตามมาด้วย “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และคนสนิทอีกสองคน ปลอมพาสปอร์ตเดินทางออกจากลาว ไปพักพิงอยู่ที่เวียดนาม และมีกระแสข่าวว่า ถูกจับเพราะถือพาสปอร์ตปลอม

คำถามที่คนเสื้อแดงในเมืองไทย อยากรู้ว่า มีเหตุผลอันใด “ผู้มีอำนาจ” ในลาว จึงมีท่าทีเปลี่ยนไป และนี่คือตัวอย่างการพัวพันแบบอาเซียน ซึ่งแกนนำพรรคอนาคตใหม่ พยายามไม่รับรู้

ลึกๆ แกนนำพรรคส้มหวาน คงอยากหาทางช่วย “แดงหลบภัย” บางกลุ่มในลาว ที่ดิ้นรนหนีตายอยู่ แต่ยังหาประเทศที่สามรองรับสถานะไม่ได้

“วิน”ปะทะ”แกร็บ”ศึกนี้เห็นทียืดเยื้อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วิน”ปะทะ”แกร็บ”ศึกนี้เห็นทียืดเยื้อ

28 มิถุนายน 2562 – 09:40 น.
วินมอเตอร์ไซด์,แกร็บ
เปิดอ่าน 6,023 ครั้ง

“วิน”ปะทะ”แกร็บ”ศึกนี้เห็นทียืดเยื้อ : รายงาน…

วันหยุดสุดสัปดาห์ หลังเสร็จงานบ้านที่ต้องทำประจำทุกอาทิตย์ มีเวลาว่างเหลือครึ่งวันก็มานั่งพักผ่อนเล่นกับแมว พอเริ่มเบื่อก็หันไปเปิดเฟซบุ๊กหาความรู้รอบตัวใส่สมองป้องกันเสื่อมสภาพ

พลันที่โพสต์ไร้สาระประเภทขยะรกเฟซฯ ถูกเขี่ยพ้นหน้าจอไปโพสต์แล้วโพสต์เล่า ก็ต้องมาสะดุดกับโพสต์หนึ่ง จั่วหัวคลิบวิดีโอสุดแซบ !

“เงินของกู ไอ้สัส กูจะขึ้นแกร็บหรือแท็กซี่ มันเรื่องอะไรของมึง”

เอาละสิ! มอเตอร์ไซค์วินไปสร้างวีรกรรมอะไรอีกล่ะคราวนี้ !? เห็นชื่อรื่องท่าทางมันดีก็เลยนั่งดูจนจบเกือบ 7 นาที

สรุป เรื่องของเรื่องคือ มีหญิงสาว 2 นาง เรียกใช้บริการแกร็บไบค์ให้มารับในซอยไผ่สิงห์โต ย่านคลองเตย

พอแกร็บไบค์มาถึง จู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์วินขี่ตามมาประกบ ล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ให้ไป

สองสาวเมื่อเจอเข้าอย่างนี้ก็เดือด ถามกลับหนุ่มมอเตอร์ไซค์วินร่างใหญ่

“มาทำอะไรกัน มีปัญหาเรื่องแกร็บไบค์ก็ไปแจ้งตำรวจให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลยสิ จะมาอะไรกับหนู นี่มันเป็นสิทธิส่วนตัวของหนู จะขึ้นแกร็บหรือขึ้นอะไรมันก็เรื่องของหนู ใครก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม”

สิงห์มอเตอร์ไซค์วิน ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะกล้าหือกับผู้ชายตัวใหญ่แถมมากันเป็นหมู่ ก็เลยตอบเสียงอ้อมแอ้มลอดหมวกกันน็อกออกมา ฟังได้ว่า

“ก็มารับหน้าวินผม”

แต่เมื่อถูกสองสาวสวนกลับว่านี่มันหน้าบ้านคน ไม่มีวินที่ไหน พ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์วินคนเดิมเลยแถต่อว่า ตรงไหนก็รับไม่ได้ แต่ฝ่ายสาวยืนกรานว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้ามีปัญหามากนักก็ไปแจ้งความสิ จะมาอะไรกัน

เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน การพิพากษาของศาลเตี้ยกลางถนนจึงยืดเยื้อ ฝ่ายวินก็ยกโขยงมากันใหญ่ และเปิดฉากตะลุมบอนด้วยวาจากันอย่างดุเดือดอีกยก ก่อนที่แกร็บไบค์ตัวชนวนจะล่าถอยกลับไป ทิ้งให้สองสาวยืนเถียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคลในวงล้อมวินมอเตอร์ไซค์อย่างหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป โดยที่สุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าพวกเธอต้องพาตัวเองเดินทางออกจากซอยนี้ไปด้วยพาหนะชนิดใด

คลิปนี้มีคนกดไลค์กดแชร์เป็นหมื่นๆ ครั้ง ขณะที่พวกคอมเมนเตเตอร์ก็ดาหน้าเข้ามาวิจารณ์กันแซดไปหมด นั่งอ่านสามวันคงไม่จบ แต่เอาคร่าวๆ สรุปได้ว่ามีการแตกประเด็นเป็นสองสามประเด็น

ประเด็นแรก ฝ่ายวินโดนบริภาษ ก่นด่าซะไม่มีชิ้นดี สัตว์เดรัจฉาน เลื้อยคลาน ถูกต้อนมาแน่นจอไปหมด พวกนี้ไม่ชอบพฤติกรรมของคนขี่มอเตอร์ไซค์วินที่ทำตัวเป็นอันธพาล ข่มขู่คนอื่นแม้กระทั่งผู้หญิง

ประเด็นต่อมา มีเหตุผลเยอะหน่อย ความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง คือ เงินของเขา จะขึ้นรถอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นสิทธิส่วนบุคคล มอเตอร์ไซค์วินมีสิทธิ์อะไรไปข่มขู่คุกคามและหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ ถ้าคิดว่าอาชีพรถรับจ้างตามวินถูกพวกแกร็บไบค์วิ่งทับสัมปทานแย่งลูกค้าก็ไปแจ้งความให้ตำรวจมาจับ ไม่ใช่ใช้วิธีป่าเถื่อนไม่เกรงกลัวกฎหมายอย่างที่เห็น ที่สำคัญต้องปรับปรุงพฤติกรรมและบริการ หากยังอยากอยู่รอดในอาชีพนี้

ประเด็นสุดท้าย กลุ่มนี้ตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำนองว่าทำไมไม่จัดการแก้ปัญหานี้ให้จบ ปล่อยให้เรื่องคาราคาซังแบบนี้มากี่ปีแล้ว แกร็บไบค์วิ่งโดยสารรับจ้างแบบนี้ถูกกฎหมายหรือเปล่า? ถ้ากฎหมายยังไม่อนุญาต ทำไมยังปล่อยให้วิ่งกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแทบทุกวัน

คุยกับนักอาชญาวิทยา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงเหตุการณ์มอเตอร์ไซค์วินยกพวกข่มขู่แกร็บไบค์และผู้โดยสารกลางถนนราวกับเป็นดินแดนป่าเถื่อน ขณะที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมองปัญหาอย่างนิ่งเฉย

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการภาครัฐในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะกับประชาชน ขณะที่การจัดการด้านกฎหมายกับแกร็บก็ไม่ได้จัดทำให้ถูกต้อง

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า การที่แกร็บไบค์และแกร็บคาร์ออกมาวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารแข่งกับรถวินและแท็กซี่ถูกกฎหมายจนเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทตามมานั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ามาดำเนินการเอง ทั้งตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ปล่อยให้มอเตอร์ไซค์วินมาจัดการกันเอง บ้านเมืองก็จะวุ่นวาย เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

ประเด็นสุดท้าย อาจารย์มองว่า การที่มอเตอร์ไซค์วินมีปัญหากับรถแกร็บคงเป็นเพราะพวกเขาต้องจ่ายเงินหลายส่วน ทั้งค่าเสื้อ ค่าเช่าที่ รวมทั้งอาจต้องจ่ายค่าส่วย จึงไม่พอใจที่ถูกรถแกร็บแย่งลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล 

ได้เวลาจัดระเบียบแกร็บ (อีกแล้ว?)

เหมือนจะเข้ากันได้กับสถานการณ์สงครามวินมอเตอร์ไซค์กับแกร็บไบค์ที่เพิ่งเปิดศึกกันไปหมาดๆ

หลังผ่านการเลือกตั้ง ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ยึดโควตา รมว.คมนาคม มาครอง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค บอกกับนักข่าวเมื่อไม่กี่วันว่าจะจัดระเบียบแกร็บไบค์ แกร็บคาร์ ให้สามารถวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ถูกกฎหมายตามที่ได้หาเสียงไว้เสียที

สิ้นเสียงว่าที่รองนายกรัฐมนตรี กมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขยับโดยพลัน

“ขณะนี้กำลังเตรียมการทำงานของทีมกฎหมาย ส่วนหนึ่งมีการศึกษาเบื้องต้นมาพอสมควรแล้ว หากในเชิงนโยบายจะมีการมอบหมายให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวก็พร้อม”

กระนั้น เขาไม่มั่นใจว่าการจัดระเบียบแกร็บรอบนี้จะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเรียบร้อย และคงต้องจำลองโมเดลการให้บริการแกร็บในต่างประเทศมาปรับใช้ ซึ่งต้องใช้เวลา

เพียงได้ยินว่ากรมการขนส่งทางบกตั้งแท่นจัดระเบียบแกร็บให้ถูกกฎหมาย ทั้งมอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่มิเตอร์ ก็ได้เวลาประท้วงกันอีกรอบ

วิฑูรย์ แนวพาณิชย์ ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ พาสมาชิกหลายสิบคน ไปที่กรมการขนส่งทางบก แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้

เหตุผลของสหกรณ์แท็กซี่ฯ คือ ปัจจุบันมีแท็กซี่จดทะเบียนมากกว่า 40,000 คัน หากให้อนุญาตให้รถยนต์ส่วนบุคคล หรือแกร็บคาร์มาให้บริการเพิ่ม จะยิ่งทำให้มีจำนวนรถมากและแย่งผู้โดยสารกัน

“พยายามเรียกร้องกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาตลอด 4 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า และกรมการขนส่งทางบกเตรียมจะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลใหม่อีก อาจทำให้รถแท็กซี่ที่มีอยู่ต้องขาดรายได้”

 ธวัชชัย บางบา หนึ่งในคนขับแท็กซี่ บอกว่า กรมการขนส่งทางบกทำแอพพลิเคชัน “แท็กซี่โอเค” แต่ไม่มีประสิทธิภาพ และบังคับให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคันต้องติดตั้งเครื่องซึ่งมีค่าใช้จ่ายกว่า 30,000 บาท รวมถึงต้องเสียค่าธรรมเนียมปีละ 3,600 บาท แต่ไม่มีผู้โดยสารเรียกใช้บริการ เทียบกับแกร็บคาร์แล้วไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ และใบขับขี่สาธารณะก็สมัครได้แล้ว

ส่วน เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย ก็พาสมาชิกวิน 30 กว่าชีวิตเข้าสอบถาม จันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายปฏิบัติการ กรมการขนส่งทางบก ด้วยเหมือนกัน

เขาบอกว่าสมาคมได้ไปยื่นหนังสือเรียกร้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ให้จัดการกับบบริษัทแอพพลิเคชั่นแกร๊บ ที่สนับสนุนให้สมาชิกนำรถป้ายขาวมารับส่งผู้โดยสารสาธารณะ และได้ทวงถามรองอธิบดีกรมการขนส่งในที่ประชุมถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้คำตอบใดๆ ทั้งสิ้น

“ไม่มีใครแก้ปัญหาได้เลย แต่พอมีรัฐบาลชุดใหม่ไม่ทันได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเลย กลับออกมาแถลงข่าวว่าจะสนองรับนโยบายใหม่เสียแล้ว แทนที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิด กลับไปแก้กฎต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมายและสร้างความแตกแยกให้แก่คนไทย”

ด้าน รองอธิบดีฯ จันทิรา หลังรับเรื่องร้องเรียนไว้แล้วก็บอกว่า คงเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่เพิกเฉย ไม่ทำอะไร แต่กำลังศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแท็กซี่สาธารณะและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมถึงผู้ใช้บริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
กระนั้น การแก้ปัญหาแกร็บไบค์และแกร็บคาร์วิ่งทับสัมปทานแย่งลูกค้ากับวินมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่มิเตอร์(บางคันติดไว้เฉยๆ ไม่ยอมกด) จะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและกลายเป็นคู่อริกันตลอดกาลไปแล้วนั้น มุมมองของนักอาชญาวิทยา เชื่อว่า  สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะจริงจังกันแค่ไหน

p44