ระวังคดียำ ‘จ่านิว’จะทำรัฐบาลล้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377973?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังคดียำ ‘จ่านิว’จะทำรัฐบาลล้ม

3 กรกฎาคม 2562 – 10:26 น.
ดับเครื่องชน,จ่าวนิว,นายกรัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,981 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ก็เหมือนกับประชาชนไทยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนกับรถติดหล่ม จะเดินหน้าก็ไม่ไป – ถอยหลังก็ไม่ได้ แล้วยิ่งเหยียบคันเร่งยิ่งจมลึกลงไปทุกที

การเลือกตั้งผ่านไปหลายเดือนแต่ยังวุ่นวายกันแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ก็มีการสลับปรับเปลี่ยนรายวันจนถึงกับมีการโจมตีถามถึงสัจจะ สัญญาลูกผู้ชายถึงนายกรัฐมนตรี

ถึงขนาดนี้แล้วเชื่อว่ารัฐบาลผสมของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เหมือนกับเรือรั่วที่อยู่ท่ามกลางพายุลมแรงในทะเล มีหวังจมอับปางเพราะบรรดากลุ่มหรือมุ้งต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐไม่พอใจการจัดโผรัฐมนตรี

ทีแรกเรื่องทำท่าจะเงียบหายตามสายลม แต่พรรคการเมืองและผู้คนถามถึงความยุติธรรมและถึงกับประณามว่าประเทศไทยของเราเป็น ‘บ้านป่าเมืองเถื่อน’ หรืออย่างไร

เวลานี้ ผบ.ตร.ที่เดิมลอยตัวอยู่เหนือคดีปล่อยให้ลูกน้องติดตามหาคนร้าย แต่พอรองนายกรัฐมนตรีสั่งให้หาตัวคนร้ายใจโหด แล้วล่าสุดนายกรัฐมนตรีก็โดดร่วมวงด้วยว่าคนรุมยำ ‘จ่านิว’ จะต้องจับให้ได้ !

กรณี ‘จ่านิว’ จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะเป็นความขัดแย้งระดับชาติ ถ้าจับตัวคนผิดที่ไม่ใช่แพะรับบาป ต้องหาสาเหตุให้ชัดเจนเพราะอยู่ๆ จะมีคนอาฆาต ทุบตีปางตายเช่นนี้คงไม่ใช่สาเหตุส่วนตัวแน่ๆ

ล่าสุดมีการสำรวจประชามติโดยโพลล์หลายสำนักชี้ชัดว่าคนไทยเบื่อการเมืองแบบไทยๆ รวมไปถึงนักการเมืองที่ต้องใช้คำว่า ‘โคตรเบื่อ’ และ ‘เสื่อมศรัทธา’ ลงเรื่อยๆ

ความมั่นคงทางการเมืองหรือรัฐบาลที่เข้มแข็งนั้นเหมือนกับเสาเข็มตึกสูงระฟ้าที่ต้องมั่นคงแข็งแรง ถ้าเสาเข็มหรือรากฐานไม่ดีแล้ว ตึกก็ล้มพังทลายทันที

เรื่องการเมืองยังไม่สะเด็ดน้ำ แต่มีเรื่องคดีใหญ่มีชายฉกรรจ์รุมทำร้าย ‘จ่านิว’ …เคลื่อนไหวทางการเมืองอาการปางตายต้องนอนห้องไอซียู

ห่วงว่าคดี ‘จ่านิว’ จะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูและคนทั้งชาติกำลังจับตามองอยู่

อย่าให้รัฐบาลที่ง่อนแง่นอยู่แล้วต้องพังครืนเพราะ ‘จ่านิว’ เลย !
อ๊อด เทอร์โบ


 ปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น
 เฉลิมพระเกียรติ ร.10

ขอแจ้งข่าวดีจากกรมป่าไม้มายังพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมโครงการปลูกต้นไม้สีเหลือง 10 ล้านต้น ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

จึงขอเป็นสื่อกลางนำรายละเอียดมาแจ้งให้ทราบเพื่อขอรับกล้าไม้ได้ตลอดเดือนมหามงคลนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2562

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย กรมป่าไม้ได้จัดเตรียมกล้าไม้จำนวน 51,010 ต้น และเป็นต้นไม้ที่ออกดอกสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ ได้แก่ ต้นทองอุไร จำนวน 29,600 ต้น คูน 8,500 ต้น เหลืองเชียงราย 5,400 ต้น เหลืองปรีดียาธร 3,510 ต้น นนทรี 2,000 ต้น คำมอกหลวง 1,000 ต้น และต้นทรงบาดาล 1,000 ต้น

เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปวันละ 1,000 ต้น ได้นำกลับไปปลูกตามสถานที่ต่างๆ ตลอดทั้งเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 จนกว่ากล้าไม้จะหมด

จึงขอเชิญชวนร่วมปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมลงทะเบียนปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น ในโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผ่านเว็บไซต์กรมป่าไม้ https://plant.forest.go.th/ หรือสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ส่วนเพาะชำกล้าไม้ โทร.0-2561-4292 ต่อ 5551

กรมป่าไม้ได้จัดจุดแจกกล้าไม้ไว้บริเวณโซนด้านหน้ากรมป่าไม้ ทั้งนี้ ประชาชนท่านใดสนใจรับกล้าไม้สามารถเดินทางมารับได้ด้วยตนเองที่กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน ในช่วงเวลา 09.00-16.30 น. คนละ 1-2 ต้น

ประชาชนที่สนใจรับกล้าไม้ต้องเตรียมบัตรประชาชนเพื่อใช้ในการลงทะเบียนขอรับกล้าไม้ผ่านระบบออนไลน์


เริ่มต้นปฏิรูป?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มต้นปฏิรูป?

3 กรกฎาคม 2562 – 10:09 น.
เริ่มต้นปฏิรูป,พรรคพลังประชารัฐ,นายกรัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,063 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2562

ปรากฏการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ที่สื่อมวลชนเรียกตรงกันว่า “แย่งชามข้าว” หากแต่แกนนำในพรรคการเมืองแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลบอกว่ามันคือ “ความเห็นต่าง” จบลงชั่วคราวด้วยการยอมถอยฉากจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค หลีกทางให้กลุ่มสามมิตร ที่มีส.ส.อยู่ในอาณัติประมาณ 30 คน และออกมาแสดง “ความเห็นเห็นต่าง” เรียกร้องขอโควตารัฐมนตรีตามข้อตกลงเดิม ทั้งยังขู่ขับนายสนธิรัตน์ พ้นจากเลขาธิการพรรค การแสดงพลังของกลุ่มสามมิตรเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคพันธมิตรได้ออกสารขอโทษประชาชน โดยแสดงความหวังว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูป เพื่อไม่ให้การเมืองกลับไปเป็นแบบเดิมซึ่งต้องแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

ขณะนี้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะทางตันทางการเมือง เพราะหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม จนถึงขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนและขับเคลื่อนการบริหารประเทศต่อไปได้ คำว่า “แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการ” ตามที่นายกรัฐมนตรีบอกมานั้นไม่มีคำอธิบายว่าคือแบบไหน แต่ก็เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าการรัฐประหารก็อาจเป็นทางออกหนึ่งเผื่อผ่าทางตันที่กำลังเกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองที่ออกโรงแสดงความเห็นต่างกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือรัฐบาลบริหารประเทศไปสักระยะให้กฎหมายสำคัญผ่านการพิจารณาไปก่อน เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งขณะนี้ก็ล่าช้าออกไปแล้ว ผ่านการพิจารณาเสียก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีก็สามารถตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนได้ด้วยการยุบสภา ซึ่งเบื้องต้นทั้งสองแนวทางสามารถสยบฝ่ายการเมืองได้ในระยะหนึ่ง

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เกิดขึ้นมาเพราะสภาพการเมืองที่เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองอย่างหนัก เกิดการประท้วง ความรุนแรง และสูญเสีย มีผู้เสียชีวิต 23 คน ได้รับบาดเจ็บเกือบ 800 คน มีข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมือง ฯลฯ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า “การเมืองแบบเดิม” ซึ่งจะย้อนกลับไปเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ ประชาชนย่อมจะแลเห็นจากพฤติกรรมที่ปรากฏในวันนี้ โดยที่คาดหมายล่วงหน้าได้ด้วยว่าการยุติศึกแย่งชามข้าว หรือการแสดงความเห็นต่างนั้น เป็นเพียงภาวะสมประโยชน์ชั่วคราว หรือผลัดกันเกาหลัง เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ สร้างแรงกดดัน ร้องขอผลประโยชน์กันไม่หยุดหย่อน ซึ่งสวนทางกลับปณิธานของผู้นำรัฐบาลที่พยายามบอกว่า จะเดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันหลังศึกในพรรคพลังประชารัฐสงบลงชั่วคราวว่า เรื่องการปฏิวัติซ้อนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แม้จะเคยทำมาก่อน แต่อยากให้ใช้การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาจะดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั่นหมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังเชื่อว่าการเจรจาในหมู่นักการเมืองเป็นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ อย่างที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็บอกว่า การหารือถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย ในอดีตคนในพรรคย่อมเกิดความเห็นต่างกันได้บ้าง มีการแสดงออกในความเห็นต่าง และต่างกลุ่ม เป็นเรื่องปกติ กระนั้นโดยสรุปแล้วการพูดคุยหรือหารือในหมู่นักการเมืองที่ถือเป็นเรื่องปกตินั้นคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญที่สังคมจะยอมรับได้ ในเมื่อการหารือกันในฉากหลังนั้นเกิดขึ้นเพราะการแสดงออกต่อสาธารณะว่าเป็นการกดดันเรียกร้อง มากกว่าจะเป็นกรณีหาทางตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งก็เท่ากับการเมืองย้อนหลังกลับไปอีกหลายปี ยังไม่มีวี่แววของการ “เริ่มต้นปฏิรูป” แต่อย่างใด

หัวอก “จ่านิว-เอกชัย” ตาย “สิบ” ก็เหลือ “ศูนย์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัวอก “จ่านิว-เอกชัย” ตาย “สิบ” ก็เหลือ “ศูนย์”

2 กรกฎาคม 2562 – 13:50 น.
เอกชัย หงส์กังวาน,จ่านิว,สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์,รังสิมันต์ โรม,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 6,425 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ชีวิตนักเคลื่อนไหวต้าน คสช. อย่าง “เอกชัย หงส์กังวาน” ที่สะท้อนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันก่อน คล้ายจะบอก “มวลชนหน้าจอ” หรือ “มวลชนหน้าแท็บเล็ต” ได้เข้าใจถึงหัวอกพวกเขา

“ถึงเวลาที่เราควรมีองค์กรเพื่อคุ้มครองนักเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงสูง ไม่เฉพาะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น ส่วนคำพูดหรูๆ อย่าง ตาย 10 เกิด 100,000 ไม่มีจริง ตาย 10 ก็เหลือ 0 แค่นั้น อย่าเพ้อเจ้อ”

นับจากปี 2557 มาจนถึงปัจจุบัน มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ไม่ถึง 10 คน ที่เป็นตัวละครออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้านรัฐบาล คสช.อย่างต่อเนื่อง

          ไล่มาแต่ รังสิมันต์ โรม, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา, ฟอร์ด เส้นทางสีแดง และเอกชัย หงส์กังวาน

เฉพาะ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ สื่อหลายสำนักยังไม่ทราบว่า เขาเดินเข้าสู่ถนนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร ?

รัฐประหาร 2557 “จ่านิว” ยังเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยเป็นสมาชิกสภานักศึกษาช่วงปี 1-2 ก่อนสมัครนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 3 แต่ไม่ได้รับเลือก

“จ่านิว” สถาปนาตัวเองเป็นกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้านการรัฐประหารหลายหน แต่ไม่มีมวลชนเข้าร่วมมากนัก ต่อมา จ่านิวหันไปทำกิจกรรมกับ “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ที่มีพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ “พ่อน้องเฌอ” ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นแกนนำ

ปี 2558 รังสิมันต์ โรม รวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์จัดตั้ง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร แต่เวลานั้น จ่านิวไม่ได้เข้าร่วมขบวนด้วย

ภาพรวมการขยับตัวของกลุ่มต้านการรัฐประหาร ยังไม่สามารถปลุกระดมมวลชนถึงขั้น “จุดติด” ผู้เข้าร่วมชุมนุมยังมีหลักร้อย โดยฝ่ายไม่เอา คสช.นั้นแยกย่อยออกเป็น 4 กลุ่ม

1.นักศึกษา-นักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ประกาศจุดยืนต้านรัฐประหาร แต่มีกำลังไม่มากนัก
2.คนเสื้อแดง ที่มี “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ที่ใช้เฟซบุ๊กนัดหมายทำกิจกรรม และขายสินค้าการเมือง
3.แดงฮาร์ดคอร์ในต่างประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้จัดรายการวิเคราะห์การเมืองผ่านทางยูทูบ
4.เอ็นจีโอปีกไม่เอารัฐบาลประยุทธ์ ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวอยู่ในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน

ปี 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ร่วมกันจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ห้วงเวลาเดียวกันนั้น “โรม” ศิษย์เอกของปิยบุตร ได้ชักชวน “จ่านิว” และ “โบว์” ก่อตั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”

          เกมปลุกระดมมวลชนต้าน คสช. วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ถูกวางไว้เป็นขั้นเป็นตอน โดยก่อนหน้านั้น มีการนัดชุมนุมเป็นระยะๆ เหมือนจะทดสอบพลังฝ่ายไม่เอา คสช. คู่ขนานไปกับการสร้างพรรคอนาคตใหม่

ทั้งโรม และจ่านิว ได้โพสต์เฟซบุ๊กปลุกเร้าให้เข้าร่วมการเดินขบวนใหญ่ “เราจะแก้แค้นเผด็จการ ด้วยการเจอกันพรุ่งนี้ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป #เราจะหยุดระบอบ คสช.”

เมื่อถึงวันชุมนุมใหญ่ ปรากฏว่า มีมวลชนมาร่วมไม่ถึงพันคน ขณะที่ตำรวจมาตั้งแถวสกัดม็อบที่จะเดินไปทำเนียบมีมากกว่าเป็น 2 เท่า สุดท้ายการชุมนุมยุติที่หน้าประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จ่านิวเป็นลม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งถูกจับในข้อหาฝ่าฝืน ม.44

หลังจากนั้น รังสิมันต์ โรม เด็กปั้นของกลุ่มอาจารย์ “คณะนิติราษฎร์” และศิษย์รักของปิยบุตร ก็ไปเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนจ่านิว ก็ยังเป็นนักกิจกรรมอิสระ เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบโดดเดี่ยว เช่นเดียวกับแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในต่างจังหวัด หลายคนก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

          วันนี้ โรม และแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งสายภูธร ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ส่วนจ่านิว และเอกชัย หงส์กังวาน ยังเดินหน้าทำกิจกรรมนอกสภาต่อไป

พลันที่ “จ่านิว” ถูกลอบทำร้ายปางตาย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ กระโจนเข้ามาจุดกระแสต้านอำนาจเถื่อน รวมทั้งแคมเปญช่วยจ่านิวแบบทันท่วงที

          เอกชัยผู้ถูกกระทำซ้ำซาก จึงออกมาเตือนสติพวกเดียวกันว่า “คำพูดหรูๆ อย่าง ตาย 10 เกิด 100,000 ไม่มีจริง ตาย 10 ก็เหลือ 0 แค่นั้น อย่าเพ้อเจ้อ”

“ลุงตู่”งัดไพ่ใบใดกับจังหวะการเมืองอันใกล้?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงตู่”งัดไพ่ใบใดกับจังหวะการเมืองอันใกล้?

2 กรกฎาคม 2562 – 12:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,รัฐบาล
เปิดอ่าน 4,769 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

รัฐนาวาลุงตู่ 2 ยามนี้ชักไม่แน่ว่าจะฝ่ามรสุมได้หรือไม่…เพราะความแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นฐานกำลังหลักในการตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้าวาระที่สองนั้น

ใครหลายคนมองแล้วว่าลุงตู่น่าจะเหนื่อยกว่าที่คาดไว้….

          ความเหนื่อยดังกล่าวบังเกิดบนเหตุผล “รอยร้าวหนักในพรรคพลังประชารัฐ” ที่ส่งแรงสะเทือนการจัดสรรเก้าอี้เสนาบดีในช่วงเวลาที่สังคมพานพบข่าวสารต่างๆ สะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า “ลุงตู่” จะนำพารัฐนาวาลำนี้ไปได้ไกลเพียงใด และหากมันถึงวาระจำเป็น “ลุงตู่จะเลือกวิธีใด….”?

อย่าลืมว่าวันนี้ลุงตู่เข้าสู่การเป็นประมุขฝ่ายบริหารด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภาที่ลงมติไปตามวิถีประชาธิปไตย แม้ตอนนี้หมวกหัวหน้าคสช.และอำนาจครม.ชุดปัจจุบันจะคงอยู่ในมือลุงตู่ก็ตาม

แต่ตราบใดที่ครม.ลุงตู่ภาคสอง ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด สภาพหัวหน้าคสช.และความเป็นนายกฯ ประยุทธ์ 1 จะสิ้นสุดลง

“ไพ่ในมือลุงตู่” ที่จะใช้ได้และสามารถตัดสินอนาคตทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยนั้นมี “สองใบ” หากว่าความสามัคคีของคนในพรรคที่ไปคนละทิศคนละทางในช่วงที่ผ่านมานั้นลุงตู่น่าจะใช้ไพ่ดังนี้

 ไพ่ใบแรก นายรัฐมนตรีลาออก

 ไพ่ใบที่สอง นายกรัฐมนตรียุบสภา

การเลือกใช้ไพ่หนึ่งในสองใบที่อยู่ในมือลุงตู่นั้น มีผลดีและผลเสียที่แตกต่างกันคือ

หากลุงตู่เลือกใช้ไพ่ใบแรก สถานการณ์ยามนี้หากลุงตู่ได้ครม.ชุดใหม่มาทำหน้าที่ตามกฎหมายแล้วนั้น หากหมากบนกระดานการเมืองที่ยังมีความวุ่นวายอยู่ดั่งเช่นวันนี้และส่งผลถึงวันข้างหน้านั้น “การลาออก” หลังรับตำแหน่งนั้น “สภาผู้แทนราษฎร” ยังคงอยู่ แต่พรรคการเมืองต่างๆ ต้องจับขั้วกันใหม่ในการตั้งรัฐบาล

แต่ไพ่แบบนี้ไม่สู้ที่จะนำมาใช้กันนักกับการเมืองไทย เพราะหลายสิบกว่าปีก่อนนี้ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เคยลาออกจากตำแหน่งสร.1 มาแล้ว และหมดโอกาสคัมแบ็กไปทันที

หรือแม้แต่ “งูเห่าภาคหนึ่ง” ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เลือกวิธีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเตรียมมอบหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่พรรคประชาธิปัตย์สามารถใช้กลยุทธ์ดึงส.ส.พรรคกิจสังคมและบางส่วนจากพรรคประชากรไทยมาแตะมือจนเป็นตำนานอันลือลั่นมาแล้ว

          หากลุงตู่เลือกใช้ไพ่ใบนี้แนวทางการเมืองในวันข้างหน้านั้น…ก็ใช่ว่าจะเป็นผลบวกกับพปชร.และพรรคร่วมรัฐบาลนัก เพราะใช่ว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวกันในการตั้งครม.ลุงตู่ภาคสอง” จะกลับมา เพราะคล้ายว่าจะเสื่อมสภาพลงไปแล้ว และยังเป็นการเปิดทางให้พรรคอื่นๆ เช่น เพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ขอใช้สิทธิการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ยามนั้นพปชร.ก็มิได้ตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่เป็นต่อทางการเมืองและอาจต้องสลับขั้วไปเป็นฝ่ายค้านโดยพลัน!

ถ้าลุงตู่เลือกไพ่ใบที่สองกับกลเกมการเมืองนั้น การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินผู้ที่มาบริหารบ้านเมืองใหม่ น่าจะเป็นวิธีเดียวที่ลุงตู่จะดำรงสถานะประมุขฝ่ายบริหารและคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ได้อย่างสมเกียรติ

ไพ่ใบที่สองนี้ หลากนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยนิยมหยิบมาใช้ในช่วงเวลาที่เสียเปรียบทางการเมือง เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, ชวน หลีกภัยสองครั้ง, บรรหาร ศิลปอาชา แม้แต่ภาวะก้ำกึ่งในยุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เลือกที่จะยื้อเวลาการยุบสภาในยามตกอับเพื่อประคองแต้มให้พอมีหนทางสู้ได้ หรือบางพรรคเช่น ไทยรักไทยก็เคยนำมาใช้ยามกุมแต้มต่อทางการเมืองไว้ได้สูงสุด แต่เหตุแบบนี้มิเกิดขึ้นบ่อยนัก

แต่ไพ่ใบนี้กับเหตุบ้านการเมืองยุคนี้ฝ่ายที่จะเดือดร้อนคือ “คนการเมืองในทุกพรรค” เพราะต้องระดมพลและปัจจัยลุยสนามเลือกตั้งกันใหม่ รวมทั้งไม่อาจย้ายค่ายได้เพราะกติกาได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.เอาไว้ที่ข้องเกี่ยวกับห้วงเวลาการเป็นสมาชิกพรรคของส.ส.ชุดปัจจุบัน บางชีวิตที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคก็อาจต้องรอเพราะไร้สิทธิความเป็นสมาชิกพรรคลงสมัครเลือกตั้ง และบางคนที่เคลื่อนไหวมากเกินควรอาจถูกบางพรรคไม่ส่งลงสมัครผู้แทนฯ ก็เป็นได้

          ยิ่งสภาวะแบบนี้คนการเมืองย่อมไม่อาจเสี่ยงในการกลับลงสนามหาเสียง เพราะโอกาสที่จะกลับมาทำหน้าที่ส.ส.สำหรับบางพรรคจะน้อยลงมาก และเปิดกว้างให้บางพรรคสะสมจำนวนส.ส.เพื่อชิงดุลอำนาจการตั้งรัฐบาลใหม่

แนวทางนี้ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสบังเกิด….เพราะลุงตู่สามารถตัดสินใจได้เสมอบนจังหวะการเมืองที่คนการเมืองบางคนไปกระตุ้นเตือน

ฉะนั้น…ไพ่ทั้งสองใบในมือลุงตู่ที่คล้ายว่าจะกุมชะตากรรมส.ส.ทั้งสภาไว้นั้น สามารถออกได้ทั้งสองหน้า…รอเพียงว่าสถานการณ์จะบ่งชี้ไปทางไหนและรอลุงตู่จั่วเท่านั้น

          ขณะเดียวกัน “ไพ่อีกใบหนึ่ง” ที่มิได้อ้างถึง แต่ใครบางคนพอมองออกแล้วว่าไพ่ใบที่แม่ทัพนายกองครองไว้นั้นอาจถูกนำมาใช้ก่อนที่ลุงตู่จะจั่วไพ่ในมือ!

หากไพ่ใบนี้หงายออกมาเมื่อใด…ประชาธิปไตยจะสะดุดหยุดลงอีกครั้ง เพราะแม่ทัพนายกองที่ถือไพ่ใบนี้จะอ้างเหตุวุ่นวายของบ้านเมืองที่ตัวต้นเหตุมาจากคนการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

เหตุผลสุดคลาสสิกนี้ที่หลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกไว้…ย่อมย้อนเวลานำมาปัดฝุ่นได้เสมอ

ฉะนั้น…หวังว่าลุงตู่จะหาทางออกในการนำรัฐนาวาลำนี้ฝ่ามรสุมไปให้ได้อย่างสุดกำลัง หากว่ามันถึงทางตันแล้วนั้นขอให้ลุงตู่เลือกไพ่หนึ่งในสองใบตัดสินการเมืองไทยยามข้างหน้า

       อย่าให้ไพ่ในมือของแม่ทัพนายกองต้องหงายออกมาแทน….

สมาคมผู้ลี้ภัย เปิดตัว “วัฒน์-โบว์” ที่ปารีส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมาคมผู้ลี้ภัย เปิดตัว “วัฒน์-โบว์” ที่ปารีส

2 กรกฎาคม 2562 – 10:47 น.
แดงฮาร์คคอร์,กลุ่มไฟเย็น,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,แยม ไฟเย็น,องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,จรัล ดิษฐาอภิชัย,วัฒน์ วรรลยางกูร,วิทยุใต้ดิน,แดงฝั่งซ้าย,สุรชัย แซ่ด่าน,ลุงสนามหลวง,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์
เปิดอ่าน 26,392 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2 ก.ค.62

************************

          หลัง องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย“ ที่มี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ร่วมกันก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 ไม่ไปถึงไหน ยิ่งทำไป ยิ่งเรียวลง ด้วยเหตุนี้ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย จึงสร้างองค์กรใหม่ “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน”

          เดิม “จรัล” ตั้งชื่อว่า สมาคมชาวไทยเพื่อประชาธิปไตยไร้พรมแดน ด้วยเล็งเห็นว่า นักสู้พลัดบ้านทั้งหลายคงต้องอยู่นอกประเทศนานกว่าที่คาดหมายไว้ จึงควรเป็นองค์กรไว้เป็นกระบอกเสียง

จากลาวไปฝรั่งเศส

          เมื่อ 30 มิถุนายน 2562 “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานนานาชาติ ได้แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า เวลา 16.00 .(เวลาไทยวันที่ กรกฎาคมนี้ ที่ rue Jean Lantier 75001 Paris จะมีการประชุมขยายวง กำหนดยุทธศาสตร์​ใหม่ต่อสู้กับ “ลุงตู่” โดยผู้ลี้ภัยการเมืองไทย และผู้รักประชาธิปไตยไทยในยุโรป

          พร้อมมีแขกพิเศษจากกรุงเทพฯ คือ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ที่จะมานำเสนอปัญหาและแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย

โบว์ในฝรั่งเศส

          จรรยา” ยังแจ้งข่าวไปยังมิ่งมิตรวรรณกรรม “พี่วัฒน์จะมาอ่านบทกวีเปิดงานประชุมของสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดนพี่วัฒน์ได้รับการดูแลจากผู้ลี้ภัยไทยที่ปารีสและพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยไทยที่ปารีสอย่างดีครับ”

วัฒน์ วรรลยางกูร   

จรัล ดิษฐาอภิชัย และ โบว์

          วัฒน์ วรรลยางกูร” นักเขียนรางวัลศรีบูรพา เพิ่งเดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว มาถึงกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

          แฟนคลับของวัฒน์คงยินดีปรีดา แต่ฝ่ายความมั่นคงคงปวดหัวมิใช่น้อย 

การประชุมสมัชชาผู้ลี้ภัย

อดีตสหายร้อยสิบสอง

          หลังรัฐประหาร 2557 “วัฒน์ วรรยางกูร” หลบไปอยู่ที่พนมเปญ กัมพูชา ก่อนจะเดินทางไป สปป.ลาว ในระยะแรก เขาไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง

          ต้นปี 2559 “โกตี๋” หนีจากเขมรมาอยู่ลาว ได้มาร่วมงานกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ทำวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบในนาม สถานีไทยเสรีเพื่อสาธารณรัฐไทย โดยโกตี๋ หรือ “สหายหมาน้อย” และชูชีพ หรือ “ลุงสนามหลวง” เอาจริงเอาจังกับการจัดรายการมาก เพราะมีแฟนคลับทางเมืองไทยติดตามฟังจำนวนมาก 

          ธันวาคม 2559 โกตี๋ชูชีพ ประกาศจัดตั้ง “องค์กรสหพันธรัฐไท” เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย โดยสมาชิกสหพันธรัฐไท มีอยู่ คน รวมทั้งกลุ่มวงดนตรีไฟเย็นด้วย

          ที่น่าสนใจคือ การเปิดตัว “สหายร้อยสิบสอง” หรือวัฒน์ วรรลยางกูร ที่ได้จัดรายการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ร่วมกับลุงสนามหลวง และสหายยังบลัด

จรัล  วัฒน์ และจรรยา

          กลางปี 2560 โกตี๋กับชูชีพทะเลาะกันรุนแรง เรื่องเงินๆ ทองๆ และจบด้วยการแยกกันอยู่ ตามมาด้วยการที่โกตี๋ถูกอุ้มหายไป จนวันนี้ก็ไม่มีใครพบศพโกตี๋ ดังนั้น “สหายร้อยสิบสอง” จึงไปอยู่กับลุงสนามหลวง และยังดำเนินรายการวิทยุใต้ดินต่อ 

          ปี 2561 สหายร้อยสิบสองหายไปจากกลุ่มวิทยุใต้ดิน โดยหลบไปสร้างบ้านอยู่นอกนครหลวงเวียงจันทน์ และตั้งใจเขียนหนังสือ ตัดขาดจากกลุ่มวิทยุใต้ดิน 

          เมื่อสุรชัย แซ่ด่าน และลูกน้องสองคน ถูกอุ้มไปจากบ้านพัก สหายร้อยสิบสองเห็นว่า การอยู่ในเมืองลาวนั้นไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงประสานกับ จรัล ดิษฐาอภิชัย ทำเรื่องขอลี้ภัย จนได้ไปใช้ชีวิตใหม่ในดินแดนเมืองน้ำหอม 

          สหายร้อยสิบสองปิดฉากชีวิตใต้ดินที่ลาว พร้อมเปิดหน้าสู้ บนดินแดนเสรี

ไฟเย็น”รอแล้วรอเล่า

          บัดนี้ วิทยุใต้ดินจากฝั่งลาวเงียบเสียงลงไปแล้ว เมื่อลุงสนามหลวงพร้อมทีมงาน ชีวิต เดินทางไปเวียดนาม แต่ก็มีข่าวร้ายว่า พวกเขาถูกตำรวจเวียดนามจับกุม ยังไม่ทราบชะตากรรม

          กลุ่มวงไฟเย็น จอม ไฟเย็นพอร์ท ไฟเย็นแยม ไฟเย็น และ ขุนทอง ไฟเย็น จึงตัดสินใจขอลี้ภัยไปฝรั่งเศส แต่มีปัญหาติดขัดเกี่ยวกับเอกสาร และการรับรองจากคนที่อยู่ปลายทาง จึงลุ้นระทึก รอคำตอบจากฝรั่งเศส 

          จรรยา ยิ้มประเสริฐ อาสาเป็นตัวกลางขอความช่วยเหลือและสนับสนุนจากองค์กร UNHCR, ประธานรัฐสภาอียูประธานาธิบดีฝรั่งเศส และประธานาธิบดีฟินแลนด์ ให้ช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มไฟเย็น คน ได้เดินทางออกจากลาว

กลุ่มไฟเย็น กำลังรอไปฝรั่งเศส

          ระหว่างรอการเดินทางออกจากลาว “จรรยา” พยายามส่งข่าวกลุ่มไฟเย็นถูกไล่ล่าไปให้สำนักข่าวในยุโรปตีข่าวให้นานาชาติ ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยทั้ง ชีวิต

          พวกเรากำลังรอทีมไฟเย็นตามมาสมทบที่ยุโรปด้วยใจจดจ่อ” นี่คือข้อความที่จรรยาส่งข่าวไว้ทางเฟซบุ๊กล่าสุด

เร่งสร้างวินัยสังคม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งสร้างวินัยสังคม

2 กรกฎาคม 2562 – 07:56 น.
เร่งสร้างวินัยสังคม,เมาแล้วขับ,วินัยจราจร
เปิดอ่าน 1,715 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2562

มีความเห็นเรื่องการเพิ่มโทษทางอาญา กับผู้ทำผิดกฎหมายจราจรโดยเฉพาะคดีเมาแล้วขับ จากนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม อันน่าจะเป็นอีกแนวคิดหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาเสาะหามาตรการต่างๆ เพื่อลดคดีเมาแล้วขับ หรือคดีจราจรอื่นๆ หลังจากที่มีข้อเสนอจากสังคมมาอย่างต่อเนื่องให้ลงโทษสถานหนัก ไม่รอการลงโทษ และลุกลามไปถึงคำชี้แนะให้พนักงานสอบสวนเพิ่มโทษฐานฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่น สืบเนื่องจากกรณี “เสี่ยเบนซ์” ขับรถชนประสานงากับรถของนายตำรวจกองปราบปราม เป็นเหตุให้ฝ่ายหลังเสียชีวิตพร้อมภรรยา สร้างความสูญเสียให้แก่ครอบครัวของนายตำรวจอย่างใหญ่หลวง ขณะที่กระแสสังคมก็เรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายจราจรในคดีเมาขับ

 เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมมองว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มโทษ เพราะไม่ใช่ทางออกทางอาชญาวิทยา แต่ต้องสร้างการรับรู้ของสังคมให้ช่วยกันรณรงค์ป้องกัน ต้องทำแบบบูรณาการ ตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษา ทุกองคาพยพในสังคมต้องช่วยกัน ต้องสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี ซึ่งดีกว่าการลงโทษที่รุนแรง สำหรับข้อเสนอไม่ให้ใช้การรอลงอาญากับคดีเมาแล้วขับนั้น นายสราวุธเห็นว่า การรอลงอาญาเป็นช่องทางหนึ่งซึ่งเห็นว่า การจำคุกระยะสั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร แทนที่จะให้เขากลับตัวเป็นคนดีและเยียวยาชดใช้ให้สังคม กับการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี กลไกกฎหมายเรื่องการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 มีไว้เพื่อสร้างความสมดุลในการพิจารณาแต่ละเรื่อง ไม่สามารถลงโทษตามกระแสหรือความสะใจของแต่ละคน

 คำว่า กระแสกับความสะใจของแต่ละคนนั้น จะสังเกตได้ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในยุคสังคมออนไลน์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และแสดงความเห็นได้อย่างกว้างขวางไร้ขีดจำกัด บ่อยครั้งเมื่อเกิดคดีขึ้น ก็จะเกิดกระแสถาโถมโหมใส่ ถึงระดับที่เรียกว่าไวรัลเลยก็มี ไม่เฉพาะแต่กรณีเมาแล้วขับเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงคดีอาญาอื่นๆ ที่สังคมสะเทือนใจ ก็จะเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง เช่นคดีข่มขืน ที่มีผู้เสนอให้ลงโทษประหารชีวิต คดีอาญาบางคดี สังคมรู้สึกว่า ศาลตัดสินเบาเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของ “อารมณ์” มากกว่าหลักการและเหตุผลทางกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ตัวอย่างที่มีให้เห็นว่า การลงโทษรุนแรงไม่ได้ทำให้คนจะทำผิดหวาดกลัวก็คือคดียาเสพติด ที่แม้จะมีโทษประหาร การลงโทษจะไม่ได้รับลดหย่อนใดๆ แต่สถิติทางคดีก็ไม่ได้ลดลง

ความผิดเมาแล้วขับ และปัญหาวินัยจราจรของคนไทย เป็นเรื่องเรื้อรังทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน เหตุผลก็คือ สังคมไม่ได้ฝึกฝนผู้คนให้เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา และแม้กระทั่งกฎหมายที่มีบทลงโทษ การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีอย่างเช่นที่เลขาธิการศาลฯ ว่าไว้ แต่อย่างไร สังคมไทยก็ต้องเอาชนะปัญหานี้ให้ได้ จึงขึ้นกับว่า จะเริ่มต้นอย่างไรมากกว่า การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการแก้แค้นเอาคืน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ผู้มีหน้าที่ “ชำระแค้น” ให้แก่ผู้เสียหายก็คือ การลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่ก็เป็นไปตามหลักกฎหมายและความเหมาะสมกับความผิด ไม่ใช่สนองหรือเอนเอียงไปตามกระแส เมื่อชัดเจนว่า การเพิ่มโทษไม่ได้ช่วยอะไร จึงควรพิจารณาว่า จะสร้างวัฒนธรรมและกระบวนการเรียนรู้เพื่อไปสู่ชาติที่มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัดได้อย่างไร นี่คือโจทย์ยากอีกข้อหนึ่งของการปฏิรูปด้านสังคม

“จตุพร”มองอนาคตบิ๊กตู่”จะดูว่าอดทนกับกิเลสนักการเมืองได้ไหม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จตุพร”มองอนาคตบิ๊กตู่”จะดูว่าอดทนกับกิเลสนักการเมืองได้ไหม?

1 กรกฎาคม 2562 – 15:05 น.
จตุพร พรหมพันธุ์,นปช
เปิดอ่าน 2,066 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานนปช., อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ มองการฟอร์ม ครม.ประยุทธ์ 2 ที่รวมตัวกัน 19 พรรคตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ 254 เสียง และอนาคตทางการเมืองของรัฐบาลผสมชุดนี้ไว้อย่างไร

“ขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินไปให้สุดทางท่ามกลางการเรียนรู้ประชาธิปไตยของคนไทยที่จะเริ่มเห็นภัยของการสืบทอดอำนาจที่สร้างผลเสียให้บ้านเมืองอย่างไร

ส่วนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้น ต้องเริ่มที่การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้คนที่เห็นต่างมาแก้ไข แม้รู้ว่ามันทำได้ยากในรัฐบาลนี้ เพราะยังมี 250 ส.ว.อยู่อีก 5 ปี

วันข้างหน้า สมมุติว่า พล.อ.ประยุทธ์จะจากไป แต่ปัญหาของประเทศยังไม่ได้จากไปด้วยหากยังมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่

ต้องยอมรับกันว่าประชาชนมีสองความเห็นจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะได้เห็นพิษของกฎหมายหลักของประเทศที่บังคับใช้วันนี้

ดังนั้นการเสนอแก้กติกาของประเทศ กระแสของประชาชนมีพลังมากกว่า ส.ส.และ ส.ว. เพราะประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าความต้องการของประชาชนมีพลังมากในด้านนี้ ดังนั้นจากนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน และ 7 พรรคฝ่ายค้านควรไปรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวและแสดงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การบ้านอีกข้อหนึ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านต้องทำคือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนี้แบบเข้มข้น เพราะวันนี้สภาเปิดแล้ว”

          000 สังคมวันวานแบ่งสีเสื้อทางการเมือง วันนี้หากสังคมบางส่วนไม่เห็นด้วยกับที่มาของรัฐบาลนี้ จะเคลื่อนไหวต่อต้านนั้น ควรทำแบบใด
“การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ควรมีการสูญเสียใดๆ วันนี้ประชาชนมีหน้าที่และส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ และความตัองการของประชาชนนั้น สามารถพลิกเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นการเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่สำเร็จนั้นมาจากความต้องการของประชาชน

ผมไม่อยากให้คิดว่าประชาชนจะมาชุมนุมบนถนน วันนี้การรณรงค์ที่มีผลคือโซเชียลมีเดีย และไม่จำเป็นเลยที่จะมาชุมนุมเรียกร้องบนถนน”

  000 การแบ่งสองสีสองขั้วในสังคมยังมีอยู่หรือไม่
“ที่ผ่านมามันคือวิวัฒนาการ ไม่ใช่สงครามสีเสื้อ แต่มันคือสงครามความคิดทางการเมือง วันนี้สังคมมีสงครามความคิดคือฝ่ายต้านการสืบทอดอำนาจที่เป็นประชาธิปไตยกับแนวทางเผด็จการ ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไป พื้นที่ที่มีกว้างควรให้คนที่มีความเห็นต่างกันมาร่วมมือกันเพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นปัญหา

ผมเปิดกว้างรับฟังทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดกัน เชื่อว่าทุกคนรักประชาธิปไตย แต่มีมุมแตกต่างในรายละเอียดบ้าง ควรให้เวลาหล่อหลอมสิ่งที่จะเกิดคือจุดเปลี่ยนและควรติดตามความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

   000 การชุมนุมบนถนนจะเกิดหรือไม่
“บทเรียนที่ผมมีอยู่กว่า 30 ปีในชีวิตบอกไว้ว่า บางเวลาผมจะลุกขึ้นสู้ บางเวลาจะร่วมขบวนการของสังคมดังนั้นผมรู้ดีว่าควรเดินแบบใดในวันขัางหน้าที่จะนำความสำเร็จทางประชาธิปไตยมาสู่สังคมแบบไม่จำเป็นต้องสู้รบตลอดเวลา บางครั้งอยู่นิ่งๆ ก็ชนะได้ เพราะหากไม่นิ่งก็จะแพ้ ดังนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

          000 การแก้รัฐธรรมนูญนั้นเงื่อนไขเยอะมาก เมื่อบวกกับการทำนายของหลายคนที่มองว่ารัฐบาลใหม่อาจอยู่ไม่นานแบบนี้จะทำได้ทันหรือไม่
“หากทุกอย่างอยู่ถูกเวลาก็ทำได้ทัน ปี 2535 การเสนอแก้รัฐธรรมนูญก็ทำได้ใน 1 วัน การแก้รัฐธรรมนูญนั้นต้องมีเสียงข้างมากของ ส.ส.และ ส.ว. 1 ใน 3 ลงมติเห็นชอบเพราะกติกาล็อกไว้ หากว่าประชาชนเห็นชอบ ผมเชื่อว่า ส.ส.และส.ว.จะทำตามความต้องการของประชาชน ย้ำว่าหลายเหตุการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้นนั้นมันมาจากสังคมเห็นพ้อง

          000 ภาพการตั้งรัฐบาลชุดนี้บางคนบอกว่าค่อนข้างติดลบ และในวันข้างหน้ารัฐบาลใหม่จะทำงานแบบถูลู่ถูกังหรือไม่
“ในอดีตรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร, พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็มาจากการยึดอำนาจ และต่อมาก็มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของตัวเอง แต่ก็อยู่ไม่ได้

ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อใดที่คนไทยหมดความอดทนประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าบางเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อมันอยู่ถูกที่ถูกเวลาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบอัศจรรย์

วันนี้ต้องรอดูความอดทนของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะมีแค่ไหน เพราะแรงกดดันจะมาจากพรรคร่วมรัฐบาล, กลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐ เพราะแต่ละฝ่ายมีความต้องการที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบสนองและคงสนองตอบไม่ได้ทั้งหมด การตอบสนองดังกล่าวมันท้าทายมโนธรรมของสังคมไทย”

    000 มองว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอดทนได้นานเพียงใด
“มองแบบไม่อคติ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์วางแผนและเตรียมตัวมาดีที่มายืนในจุดนี้ในตอนนี้ แต่สัจธรรมการเมืองนั้น วันนี้ไม่เหมือน 5 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์กำหนดไม่ได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะกิเลสนักการเมือง วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกกรณีได้ แต่วันนี้ไม่ใช่วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์กำหนดพฤติกรรมนักการเมืองไม่ได้ วันนี้หลายคนที่ไปร่วมรัฐบาลนี้เชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่นาน ดังนั้นใครที่ไปร่วมรัฐบาลต่างจะแสวงหาผลประโยชน์ให้พรรคของตัวเองแบบเร็วที่สุด ตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์คงทนไม่ได้ ทางออกมีแค่ลาออกกับยุบสภา ดังนั้น หากไม่เร่งแก้กติกาหลัก เลือกตั้งครั้งหน้าก็ใช้กติกานี้ ปัญหานี้ก็ยังอยู่กับสังคม”

  000 ยึดอำนาจครั้งที่ 20 มีแนวโน้มเกิดขึ้นหรือไม่
“เกิดขึ้นได้ เพราะมันไม่เคยมีครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ ยิ่งสถานการณ์แบบนี้คนที่จะลงมืออ้างเหตุผลได้มากมาย ผมภาวนาไม่ให้มันเกิดขึ้นนั้นไม่ได้ แต่มันอยู่ที่คนไทยจะช่วยไม่ให้มันเกิดขึ้นได้มากกว่า”

“ไซเบอร์เซ็กส์”ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไซเบอร์เซ็กส์”ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?

1 กรกฎาคม 2562 – 15:05 น.
ไซเบอร์,เซ็กส์,ผิดกฎหมาย
เปิดอ่าน 2,876 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้สื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่งทั่วโลกเผยแพร่ภาพเด็กสาวเกาหลีโรยตัวหนีลงมาจากตึกลึกลับในประเทศจีน หลังถูกขังเป็นเหยื่อให้กลุ่มคนโรคจิตใช้ “ไซเบอร์เซ็กส์” มีเพศสัมพันธ์กับเด็กผ่านโลกออนไลน์อยู่หลายปี จนกลายเป็นคำถามว่า เซ็กส์แบบนี้ผิดกฎหมายไทยหรือไม่ !?!

ต้นปี 2562 องค์กรเอ็นจีโอ “เคเอฟไอ” (Korea Future Initiative : KFI) ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนเกาหลีเหนือลี้ภัยในต่างประเทศ ได้เผยแพร่ภาพและเรื่องราวสุดแสนสะเทือนใจเกี่ยวกับเด็กหญิงเกาหลีเหนือหลายคนถูกข่มขืนและนำไปกักขังไว้ในประเทศจีน เพื่อให้ลูกค้าไซเบอร์เซ็กส์จากเกาหลีใต้เข้าไปใช้บริการพวกเธอผ่านโลกออนไลน์

“เคเอฟไอ” พยายามไม่ต่ำกว่า 2 ปี วางแผนช่วยเหลือเด็กถูกทารุณทางเพศกว่า 45 คน เด็กหญิงบางคนอายุแค่ 12 ปีเท่านั้น แต่ถูกบังคับให้ทำงานรับลูกค้าไซเบอร์เซ็กส์นานหลายวันโดยไม่ได้กินข้าว หลายคนโดนขังหลายปีตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกลายเป็นผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ลักลอบเข้าจีนเพราะโดนแก๊งค้ามนุษย์หลอกให้หนีออกจากบ้าน อ้างว่าจะหางานร้านอาหารในเกาหลีใต้หรือในจีนให้ทำ ปัจจุบันสถิติตัวเลขคนเกาหลีเหนือหลบหนีไปประเทศจีนแล้วถึง 2 แสนคน เพราะเดินทางเข้าชายแดนได้ง่ายกว่าไปเกาหลีใต้

“มิระ” และ “จียอน” 2 เด็กสาวถูกช่วยออกมาจากอพาร์ตเมนต์ที่พวกเธอถูกบังคับให้โชว์วาบหวิวแล้วถ่ายทอดสดผ่านกล้องโน้ตบุ๊กไปยังลูกค้าในเกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ โดย “มิระ” ถูกขังให้โชว์หวิวแล้วกว่า 5 ปี ส่วน “จียอน” โดนนานถึง 8 ปี

พวกเธอหนีออกมาได้เพราะความช่วยเหลือของ “บาทหลวง ชัน คีวอน” เนื่องจากลูกค้าคนหนึ่งของมิระซึ่งใช้บริการ “ไซเบอร์เซ็กส์” กับเธอมานานถึง 3 ปี รู้สึกสงสาร จึงช่วยติดต่อให้เธอได้คุยกับบาทหลวงผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือมาหลายสิบปี กว่าจะวางแผนไต่เชือกกระโดดลงมาจากตึก วิ่งขึ้นรถหลบหนีไปชายแดน จากนั้นเดินเท้าผ่านเส้นทางลับอีกหลายสิบชั่วโมงเพื่อไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครมาตามจับได้

ปฏิบัติการนี้ถูกวางแผนอย่างดี “ห้ามพลาดเด็ดขาด” เพราะถ้าพวกเธอถูกจับได้ ตำรวจจีนจะตั้งข้อหาเป็น “ผู้อพยพผิดกฎหมาย” แล้วส่งกลับไปเกาหลีเหนือทันที เพื่อให้ถูกคุมขังแล้วลงโทษอย่างทรมาน ในข้อหา “กบฏ”  จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเพราะ “ไซเบอร์เซ็กส์” บริการรูปแบบนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันของ 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเสนอให้เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะเป็น “ช่องทางค้ามนุษย์ในโลกออนไลน์” รูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะทำกับเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม แต่อีกฝั่งหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องของ “เสรีภาพทางเพศ” เพียงแต่ห้ามทำกับเด็ก และถ้าเป็นผู้ใหญ่ต้องไม่มีการบังคับขืนใจอย่างเด็ดขาด

คนไทยหลายคนที่มีแฟนอยู่ประเทศอื่น หรือเคยมีประสบการณ์ “ไซเบอร์เซ็กส์” คงอยากรู้ว่า การกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมายไทยหรือไม่ ?

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและสังคมออนไลน์ อธิบายถึงลักษณะการกระทำอันเป็น “ไซเบอร์เซ็กส์” ว่า ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดเจนว่า ไม่มี “เด็ก” เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากถ้ามี “เด็ก” เข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไร ผิดกฎหมายแน่นอนในข้อหาครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก

แต่ถ้าเป็นการกระทำของผู้ใหญ่ 2 คน หรือหลายคน หากอายุ 18 ปีขึ้นไป แล้วอยากมีกิจกรรมทางเพศหรือมีเซ็กส์ในลักษณะโชว์รูปร่างของแต่ละฝ่ายให้เห็นผ่านจอคอมพิวเตอร์ แล้วช่วยตัวเองโดยไม่ได้สัมผัสเนื้อตัวจริง การทำแบบนี้บางประเทศถือว่า “ผิดกฎหมาย” ลักษณะลามกอนาจาร เช่น ฟิลิปปินส์ มีกฎหมายเรื่องนี้โดยเฉพาะและลงโทษรุนแรง หรือบางประเทศอาจแทรกความผิดอยู่ในกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตามในหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป ถือว่าเรื่องนี้เป็นความพึงพอใจของสองฝ่าย เพราะไม่ต่างจากคนอยากมีเซ็กส์กันในห้องส่วนตัว เพียงแต่ใช้ระบบออนไลน์เท่านั้น ถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล “ไม่ผิดกฎหมาย”

สำหรับประเทศไทยนั้น มีกฎหมาย 2 ฉบับเกี่ยวข้อง ได้แก่ “กฎหมายอาญา” และ “กฎหมายคอมพิวเตอร์” หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ในส่วนของกฎหมายอาญากำหนดความผิด “สื่อลามกอนาจาร” ต้องผลิต ส่งออกหรือเพื่อแสดงอวดแก่ประชาชน สรุปคือเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะเท่านั้นถึงจะเป็นผิด

“หากคนสองคนทำกันในห้องมิดชิด แม้ว่าจะอยู่คนละประเทศหรือคนละบ้าน ใช้ระบบออนไลน์ไซเบอร์เซ็กส์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เผยแพร่อวดโชว์ให้อื่นร่วมดูด้วยกัน ถือว่าไม่ผิดตามกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งเน้นเอาผิดผู้เผยแพร่สื่อลามกอนาจารออกสู่สาธารณะเท่านั้น แม้กระทั่งถ้าเป็นห้องแบบกลุ่มปิดในไลน์ หรือกลุ่มปิดในแอพพลิเคชั่นบางประเภทก็ถือว่าไม่ผิด”

ส่วน “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560” ได้กำหนดในมาตรา 14 วรรคสี่ ว่า ความผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ

“นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้”

หมายความว่าต้องนำภาพลามกเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ถ้าคน 2 คนเล่นไซเบอร์เซ็กส์กันถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าใครแอบเอาภาพหรือวิดีโอที่เล่นเซ็กส์กันไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปเห็น จึงจะถือว่าผิดตามกฎหมายฉบับนี้

“สรุปได้ว่าไซเบอร์เซ็กส์ไม่ว่าจะทำสองคนหรือหลายคน ถ้าไม่ได้เผยแพร่เปิดกว้างออกสู่สาธารณะถือว่าไม่ผิดกฎหมายไทย แต่ถ้าไม่ได้ทำด้วยความเต็มใจ แต่มีลักษณะข่มขู่บังคับให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำ หรือแบล็กเมล์แบบนี้ ถือว่าผิดกฎหมายข้อหาบังคับขืนใจ ต้องระวังให้ดี” ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้างต้นกล่าวเตือนทิ้งท้าย

แม้ว่า “ไซเบอร์เซ็กส์” หรือ “การมีเพศสัมพันธ์ผ่านระบบออนไลน์” หลายประเทศไม่ถือว่าผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศไทย แต่ถ้ามีเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะทำแบบปิดหรือเปิดสู่สาธารณะก็ตาม ถือว่าผิดกฎหมายสากลขั้นร้ายแรง

ที่ผ่านมากฎหมายไทยให้คำนิยาม “สื่อลามกอนาจารเด็ก” หมายถึง “วัตถุหรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นถึงการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็ก ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยรูป เรื่อง หรือลักษณะสามารถสื่อไปในทางลามกอนาจาร ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ หรือรูปแบบอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกัน และให้หมายความรวมถึงวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ข้างต้น ที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรือในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้”

ใครมีสื่อลามกอนาจารเด็กโดนโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับ 1 แสนบาท ถ้าส่งต่อให้ผู้อื่น โทษเพิ่มเป็นจำคุกสูงสุด 7 ปี หากใครทำเพื่อการค้า แจกจ่าย หรือแสดงอวดแก่ประชาชน โทษจําคุก 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่นถึง 2 แสนบาท

กฎหมายเกี่ยวกับเซ็กส์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน นักสิทธิมนุษยชนสากลมักใช้หลักการว่า “Adult& Alone” แปลง่ายๆ คือ เรื่องของ “ผู้ใหญ่” และ “ทำกันส่วนตัว” ถือว่าไม่ผิด !

“ไซเบอร์เซ็กส์” เป็น “เสรีภาพทางเพศ” แต่ถ้าเผยแพร่สู่สาธารณะ …ถือว่าลามกอนาจาร !

เร่งตั้งครม.ขับเคลื่อนประเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งตั้งครม.ขับเคลื่อนประเทศ

1 กรกฎาคม 2562 – 14:50 น.
ครม,เศรษฐกิจไทย
เปิดอ่าน 933 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562

 ผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือนนับแต่วันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ประเทศไทยเพิิ่งได้ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย แต่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังคงคาราคาซังไม่ลงตัวจากการแก่งแย่งต่อรองของนักการเมือง ส่งผลให้การบริหารประเทศติดๆ ขัดๆ เป็นไปด้วยความเชื่องช้า ข้าราชการแต่ละกระทรวงรอดูทีท่าของรัฐมนตรีคนใหม่รวมถึงนโยบายที่จะออกมา ทำให้การขับเคลื่อนประเทศไม่มีประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องชะงักงันไปด้วย ส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจจนมีเสียงบ่นจากภาคธุรกิจให้ได้ยินถึงวาระเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูกำลังซื้้อในประเทศ การแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำ กระตุ้นการส่งออก การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ และเร่งลงทุนเมกะโปรเจกท์

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวระหว่างจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ที่ไบเทค บางนา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในช่วงที่ “เลวร้าย” ที่สุด เนื่องจากได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้วแต่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งล่าช้ามาถึง 2-3 เดือน ทำให้กำลังซื้อระดับล่างหายไปอย่างชัดเจน ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร และรายได้ของเกษตรกรที่ลดลง ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำเป็นอย่างแรกคือค่าบาทที่ช่วงนี้ควรอยู่ที่ระดับ 34 บาท แต่ต้องระวังการแก้ปัญหาค่าเงินบาท ขึ้นเร็วไป หรือลงเร็วไป ไม่ดี ต้องค่อยๆ ปรับให้อ่อนค่าลง พร้อมทั้งเสนอให้มีการตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนที่เศรษฐกิจจะเสียหายไปมากกว่านี้

ล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมปรับคาดการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ลดลงจากปัจจุบันร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับหลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เพราะยังเผชิญกับแนวโน้มการส่งออกชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกถึงร้อยละ 77 สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวร้อยละ 5 เพราะการบริโภคในประเทศยังขยายตัวระดับน่าพอใจ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 64.8 แม้ว่าการส่งออกติดลบร้อยละ 5.8 โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดจีนติดลบร้อยละ 7.2 ขณะที่การนำเข้าติดลบร้อยละ 0.6 สินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เชื้อเพลิง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.73 ล้านคน ชะลอลงร้อยละ 1 เป็นผลจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมูลค่า 134,560 ล้านบาท

 แม้ภาครัฐจะเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรงมาก ตลาดหุ้นขยับขึ้นต่อเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งค่าสะท้อนเศรษฐกิจยังดี และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังรองรับปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมาได้ดี ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะต่างชาติมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งก็ตาม แต่หากการเมืองยังคงไม่มีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเชื่องช้า ยังคงมีความขัดแย้งในตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง คงเป็นเรื่องยุ่งยากในการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน อีกทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตอีกด้วย เพื่อเป็นการฝ่าฟันวิกฤติชาติให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วหมดเวลาที่นักการเมืองจะมานั่งทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องได้แล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องใช้ความเด็ดขาดตั้งคณะรัฐมนตรีขับเคลื่อนประเทศโดยเร็ว

ย้ำแล้วเตือนอีก..6สิ่งของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้ำแล้วเตือนอีก..6สิ่งของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์!!

1 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
สายตรวจระวังภัย,ไปรษณีย์ไทย,6 สิ่งของต้องห้าม,สารวัตรแย้
เปิดอ่าน 3,966 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในห้วงหลายปีจวบจนปัจจุบันมักจะปรากฏข่าวการจับกุมของผิดกฎหมายที่ถูกส่งผ่านกล่องพัสดุทางไปรษณีย์ทั้งของเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะปืนปากกาและยาเสพติดนานาชนิด พร้อมกับของต้องห้ามอีกหลายรายการ ที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืน ส่งทางไปรษณีย์แล้วมีความผิด

สำหรับการจับกุมยาเสพติดที่ส่งกันทางไปรษณีย์ครั้งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจตลอดช่วงสัปดาห์ปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา และถูกจับตามองว่าผลสรุปของคดีจะออกมาแบบไหน เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องระบุชื่อเป็นผู้รับพัสดุ คือ พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน หรือ “สารวัตรแย้” เนื่องจากมีพัสดุไปรษณีย์ระบุชื่อผู้ส่ง “พนมทวน แซ่หว่าง” ต้นทางจาก จ.บุรีรัมย์ จ่าหน้าถึงผู้รับคือ นายพิเชษฐ เสาแบน ที่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 7 ต.ท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ โดยมี นางประชุม มากบุญ ผู้เป็นแม่เซ็นรับพัสดุ ก่อนถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้าคุมตัวไปสอบปากคำ เมื่อเปิดกล่องพัสดุพบยาไอซ์ 50 กรัม และยาอี 50 เม็ด ซึ่งตอนนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล “สารวัตรแย้” อาจถูก “จัดฉาก” จากเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เคียดแค้น หรืออาจจะพัวพันโดยตรงก็ยังไม่มีข้อสรุป สุดท้ายเขาจะเป็น “แพะขาว” หรือ “แกะดำ” ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเดินไปตามขั้นตอน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ

ทว่าการฝากส่งสิ่งของผ่านทางไปรษณีย์มีสิ่งต้องห้ามหลายอย่าง ไม่เพียงแค่ยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอย่างอื่น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนมาเป็นระยะ และก็ต้องออกมาย้ำเตือนกันอีกรอบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สาขาภาษีเจริญ พบผู้มาใช้บริการฝากส่งงูหลามตัวเป็นๆ โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ภาษีเจริญจับงูหลามขนาดใหญ่ออกมาจากถุง ซึ่งพบว่าเป็นพัสดุที่มีลูกค้ารายหนึ่งส่งมา ซึ่งทางเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ระบุข้อความว่า “ส่งมาแบบนี้สงสารน้องเขานะครับ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ ปณ.ภาษีเจริญ เราจะกรี๊ดดัง! เวลาเปิดถุงแล้วเจอแบบนี้!! แต่โชคดีที่ ปณ.นี้ยังมีคนใจหล่อ นายวีระพล สุทธิประภา งานนี้มีจับงูโชว์กันแบบชิลๆ  เลยคร้าบบ ปล.ตอนนี้น้องปลอดภัยเรียบร้อยครับ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เคยย้ำเตือนและแจ้งประชาสัมพันธ์ไปแล้วถึงสิ่งของต้องห้ามฝากส่งทางไปรษณีย์ ประกอบด้วย 1.สัตว์มีชีวิต 2.สิ่งเสพติด 3.วัตถุลามกอนาจาร 4.วัตถุระเบิด-วัตถุไวไฟทุกชนิด 5.ธนบัตร และ 6.วัตถุมีคมที่ปราศจากสิ่งห่อหุ้ม นอกจากนี้ยังย้ำถึงสิ่งของที่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่จุดบริการห่อหุ้มก่อนทุกครั้ง ได้แก่ เครื่องยนต์และส่วนประกอบของเครื่องยนต์ทุกชนิด, แบตเตอรี่ ลิเธียมและแบตเตอรี่ทุกชนิด รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งแบตเตอรี่ภายในถาวร, วัตถุมีคม ที่จะต้องทำการห่อหุ้ม, สิ่งเทียมอาวุธ (ปืนไฟแช็ก, ปืนเด็กเล่น), ของเหลวทุกชนิด, สารพิษ(ยาฆ่าแมลง, สารไซยาไนด์), สารมีฤทธิ์กัดกร่อน(น้ำกรด, กรดเกลือ, น้ำยาล้างห้องน้ำ), เชื้อชีวภาพ(เชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย), อาวุธปืนและเครื่องกระสุน โดยมีหมายเหตุสิ่งของที่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่จุดบริการหุ้มห่อด้วยว่า 1.หน่วยงานผู้ฝากส่งจะต้องทำการตกลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการส่งกับไปรษณีย์ 2.อาวุธปืนที่ไม่ได้บรรจุกระสุนสามารถส่งได้ โดยต้องนำใบอนุญาตมีอาวุธมาแสดงขณะส่ง พร้อมลงนามสำเนา 1 ชุด แนบไปกับกล่องบรรจุอาวุธปืนที่ส่ง

ด้วยเหตุนี้ไปรษณีย์ไทย จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการ ไม่ส่งสิ่งของต้องห้ามผ่านเส้นทางไปรษณีย์ เนื่องจากผิดพระราชบัญญัติทางไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 หากไปรษณีย์ไทยตรวจสอบพบผู้กระทำผิด จะดำเนินการติดตามหาผู้กระทำผิดผ่านการตรวจสอบไปยังเลขที่บัตรประชาชนของผู้ฝากส่ง และตรวจสอบภาพของผู้ฝากส่งด้วยภาพบันทึกกล้องวงจรปิด ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

สิ่งของต้องห้ามหากฝ่าฝืนฝากส่งทางไปรษณีย์จะมีทั้งโทษปรับและจำคุก ถ้าไม่อยากมีคดีติดตัวได้รับโทษก็ไม่ควรเสี่ยงแหกกฎ และอย่าเล่นคะนองแผลงๆ กลั่นแกล้งใคร..!!