ติวเถื่อนเข้าทหาร… ขบวนการ “จับเสือมือเปล่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378018?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ติวเถื่อนเข้าทหาร… ขบวนการ “จับเสือมือเปล่า

4 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
น้องชายแดน,บ้านครูณัฐ,ติวเถื่อนเข้าทหาร
เปิดอ่าน 2,856 ครั้ง

โดย…  วิลาสินี แววคุ้ม

ข่าวครึกโครมเกี่ยวกับ “น้องชายแดน” ที่ไปเรียนพิเศษกับสถาบันกวดวิชาที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อสานฝันเข้าเตรียมทหาร ชื่อสถาบันคือ “บ้านครูณัฐ” แล้วถูกทำร้ายด้วยไม้เบสบอลจนเสียชีวิต กระตุกให้สังคมหันมามองสถาบันกวดวิชาลักษณะเดียวกันนี้ที่เปิดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ด ว่าแต่ละแห่งขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ สอนอะไรกัน และทำไมต้องมีการลงโทษ หรือลงไม้ลงมือกันจนถึงตาย

สถาบันกวดวิชาเหล่านี้เปิดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ด จากการสืบค้นของ “ล่าความจริง” พบว่า มีกระจายอยู่แทบทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ หัวเมืองต่างๆ ทุกภาค เฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบโรงเรียนกวดวิชาเข้าเตรียมทหารมากกว่า 50 แห่ง

สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนกวดวิชาประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีอยู่หลายปัจจัย หลักๆ ก็เช่น ค่านิยมของสังคมไทย โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่คิดว่าอาชีพทหารเป็นอาชีพที่มั่นคง โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยเป็นโรงเรียนที่มีเกียรติ เรียนจบออกมามีงานทำแน่นอน เด็กที่สอบเข้าได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งมาก มีผลการเรียนระดับปานกลาง และมีสมรรถภาพร่างกายสมบูรณ์ ก็มีโอกาสสอบติดแล้ว

แถมยังเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว จ่ายหลักแสนหรือหลายแสนก็คุ้ม ถือเป็นการลงทุนระยะยาว เข้าเรียน ม.4 จนถึงจบปริญญา รวม 7 ปี เมื่อเข้าไปได้แล้วก็เรียนฟรี มีเบี้ยเลี้ยง แถมเงินเบี้ยเลี้ยงยังสูงขึ้นตามปีที่เรียน ยิ่งปีโตๆ ยิ่งเบี้ยเลี้ยงมาก เพราะนักเรียนทหารทุกคนมีสถานะเป็นข้าราชการ เรียนจบก็มีสวัสดิการตลอดชีวิต

ที่สำคัญนักเรียนทหาร โดยเฉพาะนายร้อย ไม่ว่าเหล่าไหน เมื่อเข้าไปแล้วจะถูกควบคุมความประพฤติอย่างเข้มงวด ปิดโอกาสเกเร หรือติดยา ซึ่งเป็นปัญหาที่ครอบครัวคนไทยที่มีลูกวัยรุ่นวัยคะนอง หวาดกลัวอย่างมาก ฉะนั้นการสอบเข้าทหาร จึงตอบโจทย์ครอบครัวที่มีลูกชายอย่างที่สุด

เมื่ออาชีพทหารกลายเป็นอาชีพยอดปรารถนา โรงเรียนกวดวิชาเพื่อให้สอบได้สมหวังก็เกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว โดยหลักสูตรการเรียนการสอนมักคล้ายๆ กัน คือติวเข้มวิชาที่ใช้สอบ ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย คือวิชาพลศึกษา ทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ ดันพื้น ลุกนั่ง ดึงข้อ

รูปแบบหลักสูตรมีทั้งระยะยาวตลอดปี, ระยะสั้น 3-4 เดือน, ติวเข้มโค้งสุดท้าย และกินนอน หลังๆ โรงเรียนกินนอนได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะโรงเรียนกินนอนชื่อดังที่จังหวัดสงขลา เปิดแบบครบวงจร ทั้งเรียน ทั้งฝึก ทั้งทัศนศึกษา และพบปะพูดคุยกับศิษย์เก่าของโรงเรียนที่วันนี้เป็นนักเรียนนายร้อยไปแล้วด้วย

ส่วนรูปแบบการโฆษณาก็ไม่ค่อยต่างกันมากนัก เช่น การันตีสอบติด “คอร์สนี้ รับรองผล 100% ถ้าสอบไม่ติด คืนเงินในส่วนของค่าเรียน” หรือ “รับรองผล สอบผ่านข้อเขียน 100%” และสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ การโชว์ภาพและรายชื่อนักเรียนในสังกัดที่สอบติดโรงเรียนเตรียมทหาร และ “โรงเรียนเหล่า” ทุกเหล่าทัพ ยิ่งมากยิ่งดี และทุกโรงเรียนจะต้องมีผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษาเป็นนายทหาร ส่วนใหญ่เป็นระดับนายพล เพื่อความน่าเชื่อถือ

ความต่างอย่างสำคัญของโรงเรียนเหล่านี้ และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูให้ดี คือเป็นโรงเรียนกวดวิชาเถื่อน หรือได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาฯ เพราะหากได้รับอนุญาต จะมีการตรวจสอบทั้งอาคารสถานที่ หลักสูตร ครูผู้สอน รวมไปถึงผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะโรงเรียนที่ทำให้น้องชายแดนเสียชีวิต เป็นสถาบันเถื่อน

ด้วยความนิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกหลานสอบเข้าเตรียมทหาร ราคาสูงเท่าไรก็ยอมทุ่ม ทำให้เกิดกลุ่มคนที่ใช้วิธี “จับเสือมือเปล่า” คือเปิดสอนแบบไม่ลงทุนขึ้นมา และพวกนี้ส่วนมากเป็นโรงเรียนเถื่อน (เสี่ยงผิดหวังสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง)

วิธีการก็เริ่มจาก จับกลุ่มกันเปิดโรงเรียนขึ้นมา โดยหานายทหารยศสูงๆ มาบังหน้า ซึ่งทหารที่หามา โดยมากไม่ได้เป็นอาจารย์โรงเรียนเตรียมทหาร หรือโรงเรียนนายร้อย จปร.ด้วยซ้ำ แถมส่วนใหญ่ยังเป็นทหารเกษียณแล้ว หรืออดีตทหาร

จากนั้นก็ไปเช่าสถานที่เพื่อเปิดเป็นโรงเรียน โดยเลือกอาคารพาณิชย์ราคาถูก หรือโรงเรียนอนุบาลใกล้เจ๊ง เพื่อขอใช้สถานที่ บางแห่งก็ใช้บ้านตัวเองเพื่อลดต้นทุนให้มากที่สุด โดยดัดแปลงพื้นที่บ้านเป็นห้องเรียน ส่วนการฝึกสมรรถภาพร่างกาย ก็พาไปฝึกตามสวนสาธารณะ

เมื่อสถานที่พร้อม ก็เปิดโฆษณาแบบโอเวอร์ ฉูดฉาด สร้างความหวังเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก และพ่อแม่ผู้ปกครอง บางสถาบันก็ไปจ้างนักเรียนเตรียมทหารให้มาช่วยโปรโมทแบบงงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ศิษย์เก่าสถาบันของตน

ส่วนการเดินงานด้านธุรการและการบริหารต่างๆ ก็ใช้เงินค่าสมัครเรียนของนักเรียนมาหมุนจ่ายค่าเช่าและค่าจ้างครู โดยครูที่มาสอน บางทีก็เป็นครูจากโรงเรียนทั่วไป แต่ให้มีทหารมาแซมบ้าง, ทหารที่มาสอน หลายๆ แห่งที่พบแม้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยจริง แต่ไม่ได้เป็นอาจารย์

หนักกว่านั้นก็ไปหาทหารที่ไม่ใช่นักเรียนนายร้อยมาสอนก็มี เป็นทหารหน่วยปกติทั่วไป ไม่มีดีกรีอาจารย์ (เหมือนโรงเรียนที่เปิดอิงลิช โปรแกรม ไปเอาฝรั่งที่ได้เมียไทยมาสอน ไม่ใช่ครูหรือมีวุฒิครูจริงๆ) เหล่านี้ทำให้หลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน

สำหรับการฝึกสมรรถภาพร่างกาย ก็ไปจ้างครูพละมาฝึก ทำให้ราคาถูก และฝึกไม่ถูกหลัก บางแห่งก็ไปจ้างนักเรียนทหารมาคุม มาเป็นพี่เลี้ยง นักเรียนเหล่านี้ บางคนไฟแรง เพราะยังวัยรุ่น ขาดการยับยั้งชั่งใจ บางทีก็ใช้ความรุนแรง ลงไม้ลงมือ คล้ายๆ กับที่เกิดกับน้องชายแดน

หลักสูตรของโรงเรียนพวกนี้ ราคาอยู่ที่หลักหมื่น แต่โรงเรียนจะมีวิธีดูดเงินเพิ่มจากผู้ปกครอง ด้วยการเปิดช่วงติวเข้มใกล้สอบ เพื่ออัพราคาค่าเรียนขึ้นไปอีก ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบก็มีกิจกรรมเข้าค่าย กินนอนที่โรงเรียน นัยว่าเพื่อติวเข้มตลอดเวลา ค่าเรียนในส่วนนี้บางแห่งพุ่งขึ้นไปถึงหลักแสน บางแห่งประกาศรับประกันสอบติดแน่นอน ก็อัพราคาเป็นหลายแสนบาท แม้จะมีเงื่อนไขคืนเงินให้ถ้าสอบไม่ติด แต่ก็คืนไม่เต็มจำนวน มีหักค่าใช้จ่ายไว้จำนวนมาก

เมื่อเด็กสอบติด (ซึ่งมี 2 กรณี คือ สอบติดเพราะการติว กับเด็กเก่งอยู่แล้ว สอบติดเอง) ทางโรงเรียนก็จะใช้ข้อมูลของเด็กเหล่านั้นมาโฆษณาหาลูกค้าปีต่อไป

ฉะนั้นถ้าเราคิดง่ายๆ “จับเสือมือเปล่า” เปิดสอนปีแรกๆ มีเด็กฟลุกสอบติดสัก 2-3 คน แน่นอนว่าในปีต่อๆ ไปย่อมต้องมีนักเรียนมาสมัครเรียนเพิ่ม เนื่องจากสามารถนำชื่อของเด็กที่สอบติดมาหากินต่อได้อีก

นี่คือวงจรของโรงเรียนเถื่อนกวดวิชาเข้าเตรียมทหาร ซึ่งจะว่าไปโรงเรียนที่มีชื่อเสียงบางแห่งในปัจจุบัน สมัยก่อนก็เคยเป็นโรงเรียนเถื่อน เพียงแต่ไม่มีเรื่องฉาวเหมือนกรณีบ้านครูณัฐเท่านั้นเอง

ปลุก ‘รด.’สู้ภารกิจ ‘2475’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378131?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุก ‘รด.’สู้ภารกิจ ‘2475’

4 กรกฎาคม 2562 – 10:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,นักศึกษาวิชาทหาร,รด,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 9,002 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

อาจไม่เห็นผลเร็ววันนี้ แต่ในอนาคตอีก 5 ปี หรือ 10 ปี มีความเป็นไปได้ว่านโยบายสานต่อภารกิจคณะราษฎร พ.ศ.2475 ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเห็นเป็นรูปธรรม ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงประเทศไทยจะเป็นอย่างไร จะได้ ‘ประชาธิปไตย’ ที่เข็มแข็ง หรือสังคมแตกแยก และสถาบัน ‘พระมหากษัตริย์’ จะคงอยู่ในรูปแบบใด

แม้ ‘ธนาธร’ จะยืนยันว่าการสานต่อภารกิจ 2475 ของ ‘คณะราษฎร’ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ  ไม่ใช่การล้มล้าง แต่เป็นการทำให้สถาบัน ‘พระมหากษัตริย์’ มั่นคงสถาพร โดยการสร้างประชาธิปไตยให้เป็นอำนาจสูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้หลักการ 6 ประการของร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้น ได้แก่ เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา

แต่นั้นก็ยังไม่ลดความครางแครงใจที่มีต่อสังคมไทย ว่าจุดยืนที่แท้จริงของ ‘อนาคตใหม่’ กับสถาบัน ‘พระมหากษัตริย์’ เป็นเช่นไร เนื่องจากพฤติกรรมอันหมิ่นเหม่ในอดีตของบุคคลภายในพรรคทั้งนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค ที่เคยเป็นหนึ่งในกลุ่ม ‘นิติราษฎร์’ เคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

หรือแม้แต่การบรรยายในหัวข้อ “การเมือง ความยุติธรรม สถาบันกษัตริย์” เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในช่วง ‘ปิยบุตร’ ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และการเขียนหนังสือ ‘ราชมัลลงทัณฑ์ บัลลังก์ปฏิรูป’ ที่มีเนื้อหาล่อแหลม รวมทั้งพฤติกรรมของ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ โพสต์ภาพถ่ายไม่เหมาะสมลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

“บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็เล็งเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นนี้ การปล่อยให้ “ธนาธร-ปิยบุตร” เดินสายขึ้นเวทีบรรยายและใช้โซเชียลมีเดียปลุกกระแส ‘ภารกิจ 2475’ ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อนโดยเฉพาะเป้าหมายหลักพุ่งไปยังเยาวชนรุ่นใหม่

บริบทและสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนจึงกลายเป็นที่มาการปรับหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) หรือที่เรียกติดปาก ‘รด.’ ของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ตามนโยบาย พล.อ.อภิรัชต์ โดยเพิ่มความสำคัญในหมวดวิชาทั่วไปจากสัดส่วนเดิม 30% เป็น 45% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย วิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

โดยได้รวบรวมพระปรีชาสามารถ ‘พระมหากษัตริย์’ ในแต่ละยุคสมัย โดยเน้นพระนาม ‘มหาราช’  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช, พระเจ้าตากสินมหาราช, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระปิยมหาราช และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือสมเด็จพระภัทรมหาราช รวมทั้งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10

“ผบ.ทบ. อยากให้นักศึกษาวิชาทหารกว่า 300,000 คน ที่จะเติบโตเป็นกำลังหลักของกองทัพและประเทศชาติในอนาคต ได้เรียนประวัติศาสตร์เพื่อให้ระลึกถึงพระคุณของพระมหากษัตริย์ เพราะกว่าจะมีประเทศไทยในวันนี้มีความยากลำบากแค่ไหน พวกเขาจะได้ซึมซับและนำไปขยายผลต่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเกราะกำบังที่เข้มแข็งในการดูแลชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ต่อไป” แหล่งข่าว นรด.ระบุ

นอกจากนี้วิชาเพิ่มเติมเข้ามายังมีบทบาททหารกับความมั่นคงของชาติ การปฐมพยาบาลและการบรรเทาสาธารณภัย วิชาผู้นำและวิชาจิตอาสา ในขณะที่วิชาทหารถูกปรับลดจากเดิม 70% เหลือ 55% โดยกำหนดให้นักศึกษาวิชาทหารไปศึกษาและทำความเข้าใจด้วยตนเอง หากเกิดข้อสงสัยก็ให้ซักถามครูและบางวิชาสามารถนำไปเรียนรู้ในภาคสนามเป็นการลดความซ้ำซ้อนของเวลาและเนื้อหา

การพบปะระหว่าง พล.อ.อภิรัชต์ และตัวแทนนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) จำนวน 62 คน จาก 19 โรงเรียนใน กทม.และปริมณฑล เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ เพื่อให้เข้าถึง ‘คนรุ่นใหม่’ ที่มีความคิดนอกกรอบ ไม่สามารถสั่ง ‘ซ้ายหัน ขวาหัน’ เฉกเช่นทหาร แต่ทุกประเด็นต้องอาศัยเหตุผลเข้ามารองรับ

เช่นเดียวกับนโยบายการยกเลิกเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนมาสมัครใจ ของ ‘อนาคตใหม่’ ที่เริ่มฝังรากในใจของนักศึกษาวิชาทหาร จนกลายเป็นหัวข้อการสนทนา แต่ยังไม่ลึกมากพอเกินกว่าจะปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง หากกองทัพรู้จักรับฟังเหตุ เคารพเสรีภาพ ปรับกฎระเบียบให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่ พล.อ.อภิรัชต์ ให้สิทธิ์ไว้ผมทรงนักเรียนไม่ต้อง “เกรียนข้างขาว”

การพูดคุยกับคนรุ่นใหม่คงไม่จบลงเพียงเท่านี้เพราะ พล.อ.อภิรัชต์ เตรียมจะเดินสายพบปะนักศึกษาวิชาทหารที่ศูนย์ฝึกวิชาทหาร 34 แห่งทั่วประเทศ เพราะคาดหวังว่าการปรับหลักสูตรวิชาทหารใหม่นี้จะสร้างเยาวชนเป็นพลเมืองดี เติบโตเป็นกำลังสำคัญที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เตือนภัยฝนตกหนักระวัง! น้ำท่วมฉับพลัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือนภัยฝนตกหนักระวัง! น้ำท่วมฉับพลัน

4 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
ฝนตกหนัก,เตือนภัย,น้ำท่วม,ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 2,272 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอถอยห่างออกจากการเมืองที่ยังมีปัญหาและวิจารณ์ฟันธงไปว่ารัฐบาลนี้เหมือนแก้วที่แตกร้าวยากที่จะประสานให้ดีดังเดิมได้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร และเป็นธรรมดาที่รัฐบาลลูกผสมก็เหมือนครอบครัวที่ลูกๆทะเลาะกันเพราะมาจากคนละพ่อละแม่

กลับมาสู่เรื่องสำคัญคือตั้งแต่วันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าภาคเหนือ-อีสาน-ตะวันออก จะมีฝนตกหนัก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

ภาคใต้ทะเลอันดามันจะมีคลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

โปรดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่าไปสนใจการเมืองเพราะหากผลประโยชน์ลงตัวก็เรียบร้อย !
อ๊อด เทอร์โบ


คุณ ‘นพพร’ บางนา แจ้งเรื่องอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งขอให้ผู้สูบช่วยรับรู้ว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ-ร่างกายมากกว่าบุหรี่ธรรมดา

สรุปว่าเลิกสูบบุหรี่ทุกอย่างแล้วจะเป็นผลดีต่อชีวิตและประหยัดเงินได้มากมาย เพราะราคาแพงกว่าข้าวแต่ละมื้อเสียอีก
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอให้เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้า
 อันตรายกว่าสูบบุหรี่ธรรมดา

ผมมีเพื่อนหลายคนสูบบุหรี่ติดแบบงอมแงม สูบวันละเกือบ 2 ซองแต่ตอนหลังสุขภาพไม่ดี มีอาการไอและถูกลูกเมียบังคับให้เลิกเลยหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน เพราะได้ความรู้มาผิดๆ ว่าไม่มีอันตราย

แต่เข้าใจผิดอย่างตรงกันข้ามเลยครับ เพราะมีข้อมูลจากการวิจัยจากแพทย์ที่อเมริกาว่าบุหรี่ไฟฟ้านี่แหละตัวดี มีอันตรายต่อสุขภาพ และมีคำถามว่า ทำไมบุหรี่ไฟฟ้าจึงเกิดขึ้นได้ มีเบื้องหลังดังนี้ครับ

อุตสาหกรรมยาสูบอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า โดยพยายามล็อบบี้ให้เกิดการขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพยายามระงับการขายและไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีหลายรูปแบบเพื่อเชิญชวนให้อยากสูบ แต่หลักการทำงานจะคล้ายกัน คือ ส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ แท็งก์บรรจุนิโคตินและน้ำยา และฮีตคอยล์ในการสร้างความร้อนจนเกิดไอระเหย

ต่างจากบุหรี่ธรรมดาที่ใช้ไฟจุดและความร้อนทำให้เกิดควันและยังปรับปรุงผลิตภัณฑ์เป็นแบบซอฟต์นิโคติน ทำให้เกิดการติดนิโคตินได้ง่ายขึ้น ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบฝุ่นผงที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา จะพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเกิดฝุ่นผงขนาดเล็กกว่า จึงทำให้ดูดซึมเข้าร่างกายได้มากกว่าบุหรี่ธรรมดา จึงอันตรายมากกว่า

การเกิดโรคต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างกัน ทั้งโรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และหลอดลมอักเสบ นอกจากนี้โลหะหนักที่เกิดจากความร้อนยังอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา โดยพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและหลอดลมอักเสบสูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 1.8 เท่า และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ควบคุมยาสูบทำได้ยากขึ้น

ผมจึงอยากจะบอกว่าเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าเถิดครับ อันตรายต่อชีวิตและเสียเงินซื้อ สู้เอาไปเลี้ยงลูกเมียดีกว่า
นพพร (บางนา)


 ข้อแนะนำดีๆถึงวัยรุ่น
เวลานี้เด็กวัยรุ่นไทยมีปัญหาเรื่องติดเหล้า-บุหรี่-ยาเสพติดมากมาย รวมแล้วเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายและมีผลต่อไปในอนาคต

มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์และข้อมูลที่ควรทราบจาก ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมา และ ‘พญ.สายสุดา สุพรรณทอง’ จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาล ถึงวิธีการปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน

จึงขออนุญาตเป็นสื่อกลางเรียนให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้ทราบ รวมถึงวัยรุ่น วัยอันตราย
อ๊อด เทอร์โบ


 เทคนิคการปฏิเสธเพื่อน
 ชวนให้ลองเหล้า – บุหรี่ – ยาเสพติด

วัยรุ่นเป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระบบต่างๆ ในร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์และมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม ทำให้ยากต่อการคาดเดาในอนาคต จากรายงานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยล่าสุดในปี 2561 ทั่วประเทศมีกลุ่มวัยรุ่นอายุ 11-20 ปี 8 ล้านกว่าคน ส่วนใหญ่อยู่ในระบบการศึกษา

เทคนิคปฏิเสธเพื่อนให้ได้ผลและไม่เสียเพื่อนด้วยมีข้อแนะนำ 1.ให้ใช้การปฏิเสธอย่างจริงจัง ทั้งท่าทาง คำพูด และน้ำเสียง เพื่อแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจน เนื่องจากการปฏิเสธเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ทุกคนควรเคารพและยอมรับ 2.ให้ใช้ความรู้สึกเป็นข้ออ้างประกอบเหตุผลด้วยเช่น ไม่สบาย, หมอสั่งห้าม จะทำให้ฝ่ายชักชวนโต้แย้งได้ยากขึ้น 3.ควรบอกปฏิเสธให้ชัดเจนเช่น ไปไม่ได้หรอก, ไม่ชอบ, ขอไม่ไปด้วย 4.การขอความเห็นชอบและแสดงอาการขอบคุณเมื่อผู้ชวนยอมรับการปฏิเสธเพื่อเป็นการรักษาน้ำใจของผู้ชวน เช่น พูดว่าคงไม่ว่านะ, คงเข้าใจนะ และ 5.ให้ออกจากสถานการณ์นั้น โดยกรณีเป็นสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่ไม่น่าไว้วางใจหรืออาจเป็นอันตราย ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจแต่อย่างใด เพียงใช้การปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วออกไปจากสถานการณ์โดยเร็ว

หากปฏิเสธไปแล้ว แต่เพื่อนยังพูดเซ้าซี้ชักชวนหรือพูดสบประมาท ซึ่งอาจจะสร้างความสับสน ไขว้เขวได้ คำพูดที่มักใช้กันบ่อยมี 6 ประเภท ได้แก่ 1.พูดดูถูก เช่น กลัวใช่ไหม, ไม่กล้าจริงนี่นา 2.การโต้แย้งเช่นพูดว่าคนรุ่นใหม่เขาทำกันอย่างนี้ทุกคน ใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น 3.ใช้คำข่มขู่ เช่น ถ้าไม่ทำ เจ็บแน่ 4. การพยายามกลบเกลื่อนมองไม่เห็นปัญหา เช่นพ่อแม่ไม่ว่าหรอก, ไม่มีใครรู้หรอก 5.การอ้างเหตุผลเข้าข้าง เช่น เธอโตแล้วนะ, อย่าเป็นเด็กอยู่เลย และ 6.การพยายามออกนอกเรื่อง เช่นพูดว่า เพิ่งรู้ว่าเวลาเธอโมโหแล้วสวยจัง เป็นต้น ก็ไม่ควรหวั่นไหวหรืออย่าใจอ่อนกับคำพูดเหล่านั้น เพราะจะทำให้ขาดสมาธิได้

ขอให้ยืนกรานการปฏิเสธโดยให้เลือกใช้ 3 เทคนิคอย่างใดอย่างหนึ่งพร้อมบอกลาแล้วเดินจากไปทันที ดังนี้ 1.ปฏิเสธซ้ำโดยไม่ต้องใช้ข้ออ้าง 2.การต่อรองและเบนความสนใจ โดย ชวนเพื่อนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเช่น พูดว่าเรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง หรือ 3.การผัดผ่อนยืดเวลาออกไปเพื่อให้ผู้ชวนเปลี่ยนความตั้งใจ เช่นพูดว่า เอาไว้วันหลังดีกว่า, ตอนนี้ยังไม่ว่าง

เทคนิคการปฏิเสธเพื่อนที่กล่าวมา วัยรุ่นสามารถใช้ในกรณีถูกชวนให้กระทำเรื่องอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง เช่น ชวนเล่มเกมพนัน มีเพศสัมพันธ์ ร่วมแก๊งรถซิ่งได้ด้วย


“สามมิตร”จะเป็นหอกข้างแคร่ ลุงตู่2 ตลอดไป!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378126?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สามมิตร”จะเป็นหอกข้างแคร่ ลุงตู่2 ตลอดไป!

4 กรกฎาคม 2562 – 08:55 น.
สามมิตร,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,รักแผ่นดิน,เก้าอี้นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 4,027 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท   ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

แม้ว่าสามมิตร ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน จะยอมสงบศึก “แย่ง” เก้าอี้รัฐมนตรี ด้วยการออกมาแถลงข่าวพร้อมกับ อุตตม สาวนายน ด้วยบทสรุปง่าย ๆ ว่า “เป็นการสื่อสารผิด ที่ไม่เข้าใจกัน” พร้อมกับคำสัญญา(ที่ไม่รู้เชื่อได้ไหม) ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่า “จะไม่สร้างปัญหาให้นายกรัฐมนตรี”

เบื้องหลังการยอมยุติปัญหาครั้งนี้ มาจากการลงมาแก้ไขปัญหาของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมกับ อุตตม สาวนายน ที่รับปากกลุ่มสามมิตรว่าจะมีการพิจารณาใหม่ในการ “ปรับครม.ครั้งแรก” ที่จะมีขึ้น และกระบวนการจัด ครม.ในการปรับใหม่ จะมาจากมติพรรคไม่ใช่ “ผู้มีบารมีสีเขียว” เหมือนเช่นการตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา

นั่นหมายความว่า “ความคาดหวัง” ของสามมิตร ในคำขู่เดิม ที่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องเป็น รมว.พลังงาน สมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องเป็น รมว.ยุติธรรม อนุชา นาคาศัย ต้องได้รัฐมนตรี ยังอยู่ แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในโผ ครม.ครั้งนี้ แต่เป็น “คำขู่” เพื่อการจัดครม.ใหม่ในการปรับ ครม.ที่ต้องเกิดขึ้นเร็ววัน

สาเหตุที่กลุ่มสามมิตร มั่นใจว่าการปรับ ครม.จะเกิดขึ้นเร็ววัน เพราะเสียง “ปริ่มน้ำ” ของรัฐบาล หากมีการต้องลงมติกฎหมายสำคัญ หรือญัตติไม่ไว้วางใจ ต้องพึ่งเสียงสามมิตร เป็นปัจจัยต่อความอยู่รอดในชีวิตทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะอยู่ใน “กำมือของสามมิตร”

จึงเห็นข่าวเล็ดลอดก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มสามมิตร พยายามเชื่อมการเคลื่อนทางการเมืองกับฝ่ายค้านจากฟากเพื่อไทย เพื่อเป้าหมายกดดันพลเอกประยุทธ์

ดังนั้นการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะ ต่อจากนี้ไป สิ่งที่ต้องระมัดระวังบวก “หวาดระแวง” หาใช่จากการจ้องโค่นอำนาจโดยฝ่ายค้าน หรือการต่อต้านของประชาชนที่เห็นต่าง

แต่จงระวัง “หอกข้างแคร่ อย่างกลุ่มสามมิตรเอาไว้ให้ดี เพราะทั้งกลุ่ม คือผลผลิตของการเมืองยุค “ไดโนเสาร์”ที่อันตรายยิ่ง

สัญญาณบวกเศรษฐกิจยังมี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณบวกเศรษฐกิจยังมี

4 กรกฎาคม 2562 – 08:02 น.
เศรษฐกิจ,รัฐบาล,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 1,953 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2562

        นายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนว่าการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีจะเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม โดยมีทิศทางทำงานสานต่อนโยบายสำคัญที่ดำเนินมาแล้วให้ลุล่วง โดยหลายอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลกซึ่งปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทย 38 ล้านคน ไม่เคยสูงเท่านี้มาก่อน และคาดการณ์ว่าอนาคตตัวเลขน่าจะสูงถึง 40 ล้านคน ส่วนสถิติการลงทุนบีโอไอในประเทศปีนี้ 3 แสนกว่าล้านบาท เป็นการลงทุนใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศและเพิ่มความเข้มแข็งซึ่งหากดูตัวเลขในไตรมาสแรกปีนี้ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ที่สำนักงานบีโอไอเผยตัวเลขขอรับส่งเสริมลงทุนมีโครงการยื่นขอ 387 โครงการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% มูลค่าเงินลงทุนรวม 128,903 ล้านบาท หากนับรวมไตรมาส 2 ก็น่าจะแตะที่ 3 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอาจมีจำนวน 20.1 ล้านคน หรือขยายตัว 7.0% เทียบกับในช่วงครึ่งปีแรกที่คาดว่าจะมีจำนวน 19.7 ล้านคน หรือขยายตัว 1.1% ส่งผลให้ทั้งปี 2562 ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยไว้ที่ประมาณ 39.0-39.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.0-4.0% จากปีก่อน ส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.94-1.97 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามมีปัจจัยตัวแปรในด้านเทรนด์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ประเด็นการแข่งขันด้านราคาจากฝั่งผู้ประกอบการในประเทศ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศอื่นๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยท้าทายและมีผลต่อการเติบโตท่องเที่ยวไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ประเมินว่าจะค่อยๆ ปรับดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 2.8% ทำให้จีดีพีทั้งปีเติบโตได้ที่ 3.3% ซึ่งปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนภาคเอกชนที่ดีขึ้นจากความชัดเจนโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) การบริโภคเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกที่จะเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำในปีก่อนและการย้ายฐานการลงทุนเข้ามาไทยเพิ่มปริมาณการส่งออก แม้ว่าช่วง 5 เดือนแรกมูลค่าการส่งออกยังติดลบต่อเนื่องทุกเดือน และติดลบรวม 4.5% ประเมินว่าจะยังติดลบต่อในเดือนมิถุนายนทำให้ครึ่งปีแรก 2562 ส่งออกยังติดลบต่อ แต่ครึ่งหลังน่าจะเป็นบวกได้ ทำให้การส่งออกทั้งปีโต 0% หรือเฉลี่ยส่งออกเดือนละ 2.0-2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกจากการค้าโลกที่ชะลอตัว

ขณะเดียวกันการจัดอันดับการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติ (UN SDGs) ปี 2019 ประเทศไทยเลื่อนขึ้น 19 อันดับ จากอันดับ 59 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 40 ในปีนี้ และถือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน จากรายงานของเครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network–SDSN) และมูลนิธิ Bertelsmann Stiftung โดยปีนี้ประเทศไทยมีคะแนนตาม SDG Index ที่ 73.0 คะแนนเฉลี่ยภูมิภาค 65.7 โดยคะแนนเพิ่มขึ้นเรื่องการขจัดความยากจน การจ้างงานที่มีคุณค่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในภาพรวมยังมีสัญญาณเป็นบวกที่จะเดินหน้าประเทศต่อไปเพียงแต่รัฐบาลใหม่ต้องวางแผนด้านเศรษฐกิจอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพและต้องขจัดปัญหาความแตกแยกในรัฐบาลผสมให้ได้อย่าให้มาฉุดรั้งประเทศ

แผนสู้เพื่อสุขภาวะ “8กลุ่มเฉพาะ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนสู้เพื่อสุขภาวะ “8กลุ่มเฉพาะ”

3 กรกฎาคม 2562 – 13:25 น.
สุขภาพ
เปิดอ่าน 1,848 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คนชายขอบทั่วไทยกว่า 2,000 คน รวมตัวกันจัดเวทีครั้งใหญ่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หวังให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์ด้านสุขภาพของกลุ่มคนที่มีหลากหลายแตกต่างกัน หรือที่เรียกว่า “ประชากรกลุ่มเฉพาะ” !

วันที่ 12-13 มิถุนายน 2562 “สสส.” เป็นเจ้าภาพจัดงานเวทีภาคประชาชน “เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ Voice of the voiceless: the vulnerable populations” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ใครสนใจงานด้านจิตอาสา หรือชอบกิจกรรมทำประโยชน์เพื่อสังคม หากพลาดไม่ได้ไปงานนี้ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเป็นการรวมตัวกันครั้งสำคัญในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาของกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน เอ็นจีโอ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ฯลฯ มีการจัดแสดงนิทรรศการ งานเสวนาวิชาการ โชว์ศิลปะพื้นบ้าน ห้องอบรมปฏิบัติการเชิงลึกที่ช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เข้าใจสังคมไทยในวันนี้หลากหลายแง่มุม เช่น “อุดมการณ์และความร่วมมือเพื่อสังคมสูงอายุ”, “สุขภาวะมุสลิมไทย”, “การลดความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในชุมชน”, “ปัญหาสถานะบุคคลและชาติพันธุ์”, “ความเป็นธรรมทางสุขภาพในมิติทางเพศ”, “นานาทัศนะต่อคุกไทย: สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่ควรจะเป็น”, “ละครของผู้ไร้เสียง”, “เรื่องเล่าจาก อาสาพาเลิกบุหรี่” ฯลฯ

“ภรณี ภู่ประเสริฐ” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ “สสส.” เล่าว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการร่วมงานกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อมุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรกลุ่มเฉพาะ 8 กลุ่ม ได้แก่ คนพิการ 2.04 ล้านคน ผู้ต้องขังหญิง 1.5 แสนคน ผู้สูงอายุ 13.3 ล้านคน แรงงานนอกระบบ 21.19 ล้านคน ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล/ประชากรข้ามชาติ 3.1 ล้านคน มุสลิม 3.2 ล้านคน คนไร้บ้าน 1,518 คน และผู้หญิง 37.7 ล้านคน กลุ่มคนเหล่านี้มีจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบจาก “ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ” ซึ่งที่ผ่านมามีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะช่วยสร้างกลไกให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ช่วยส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ส่งเสียงในสังคมมากนัก

ในงานดังกล่าวมีการจัด “เวทีส่งเสียงสะท้อนปัญหาสุขภาพของแรงงานในระบบและนอกระบบ” เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์สุขภาพ (Health Literacy) ของกลุ่มคนทำงานภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย โดย “ป้าอรุณี ศรีโต” ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เล่าให้ฟังถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนงานนอกระบบที่มีอยู่มากกว่า 20 ล้านคนในไทย เช่น คนขายส้มตำ แผงกล้วยปิ้ง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนเย็บผ้า แม่บ้านล้างจ้าน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ฯลฯ พวกเขาไม่เคยได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างแท้จริง ตั้งแต่สมัยกองทุนประกันสังคมยังไม่ให้เข้าร่วมเป็น “ผู้ประกันตน” เพราะถือว่าไม่มีนายจ้าง

“แต่พอพวกเราช่วยกันต่อสู้จนมีสิทธิได้ส่งเงินประกันตนตามมาตรา 40 ก็มีเงื่อนไขการส่งเงินเยอะแยะ มีหลายทางเลือก เข้าใจยาก สิทธิไม่เท่ากับคนทำงานในระบบอื่นๆ เกิดความสับสน ทำให้ชาวบ้านไม่อยากเข้าร่วม เช่น มีให้จ่ายเดือนละ 70 บาทบ้าง จ่าย 100 บาทบ้าง รัฐก็สมทบน้อยเหลือเกิน พอพวกเราเจ็บป่วยต้องจ่ายแพง ก็ไม่อยากไปหาหมอ จนอาการหนัก ตอนนี้คงต้องรอให้จัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หวังว่าพวกเราจะเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนทำงานเป็นมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ขอให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิในการรักษาสุขภาพได้จริง” ป้าอรุณีกล่าว

ด้าน “ประทีป โมวพรหมานุช” และ “ธนกิจ สายโสภา” ตัวแทนเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ซึ่งทำงานคลุกคลีกับแรงงานมาหลายสิบปี สะท้อนถึงปัญหาการสร้างความรู้เรื่องสุขภาพในกลุ่มคนงานว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค เช่น คนงานไม่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เช่น ทำงานยกของหนัก ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมีพิษ หลายคนต้องทำโอทีด้วยวันละ 16 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เงินค่าจ้างมากพอที่จะจ่ายค่าเลี้ยงดูครอบครัว

ส่วนใหญ่ผู้ชายในโรงงาน เมื่อทำงานหนักก็อยากผ่อนคลายด้วยการกินเหล้าหรือสูบบุหรี่ ได้เงินมาก็หมดไป เจ็บป่วยก็ไม่อยากไปหาหมอ ต้องรอเจ็บหนักจนทนไม่ไหว เมื่อถึงเวลานั้นต้องพักงานหรือป่วยจนโดนนายจ้างไล่ออก ส่วนคนงานผู้หญิงมีปัญหาพวกโรคเบาหวาน ความดัน ฯลฯ โรคเรื้อรังเหล่านี้ค่อยๆ สะสมในร่างกายของแรงงานมาเป็นเวลานาน สิทธิประกันสังคมหรือประกันสุขภาพบัตรทองบางครั้งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงต้องหยุดพักรักษาตัวที่บ้าน ไม่ได้ค่าจ้างทำงาน

“ภาคภูมิ สุกใส” ประธานสหภาพแรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ เล่าให้ฟังถึงปัญหาเรียกร้องสิทธิด้านต่างๆ ของคนทำงานว่า สถานประกอบการในเมืองไทยมีประมาณ 5 แสนแห่ง แต่มีสหภาพแรงงานแค่ 1,000 กว่าแห่งเท่านั้น โดยสหภาพแรงงานที่มีนั้น แบ่งการทำงานเป็น 3 รูปแบบคือ แบบที่ 1 ปกป้องสิทธิแรงงานเต็มที่ บางครั้งถึงกับต้องยอมชนกับนายจ้างโดยตรง เพื่อเจรจาต่อรองให้คนงานได้ประโยชน์สูงสุด มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์, แบบที่ 2 โอนอ่อนผ่อนตามนายจ้างบ้างเป็นกรณีหรือแล้วแต่สถานการณ์ แบบนี้มีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และแบบที่ 3 คือตามใจนายจ้างทุกอย่าง แบบนี้มีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกล่าวต่อว่า

“ปัญหาตอนนี้คือ แรงงานไม่ได้รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะต่อรองสิทธิต่างๆ ที่ตัวเองควรได้รับ แม้แต่ระบบประกันสังคมที่กำหนดให้สิทธิตรวจสุขภาพฟรีกับคนงานทุกคน หลายโรงงานจ้างทีมตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลมาตรวจที่โรงงานเลย แต่ปรากฏว่า ตรวจแล้วก็แค่แจ้งผลเป็นคนๆ ไป ไม่ได้บอกข้อมูลภาพรวมของสุขภาพคนโรงงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น มีคนป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเท่าไร ความดัน เบาหวาน โรคกระดูกไขข้อ ฯลฯ ข้อมูลสถิติเหล่านี้ถ้าเอามาช่วยกันวิเคราะห์ จะทำให้สถานประกอบการได้ตระหนักว่า คนงานกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรสูงสุด แต่ละแผนกมีความแตกต่างกันอย่างไร เช่น ถ้ามีคนเป็นโรคเบาหวานเยอะมาก โรงอาหารต้องปรับให้มีอาหารผัก อาหารสุขภาพมากขึ้น หรือถ้าแผนกไหนป่วยระบบทางเดินหายใจมาก ก็ต้องปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เรื่องแบบนี้ถ้าร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย สร้างกลไกดูแลสุขภาพร่วมกัน สุดท้ายนายจ้างก็จะได้ประโยชน์เพราะคนงานมีสุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยลาบ่อยๆ”

จากเสียงสะท้อนข้างต้น แสดงให้เห็นว่า “คนที่อยู่ในวัยทำงาน” ทั้งแรงงานในระบบประกันสังคมที่มีนายจ้าง หรือแรงงานอิสระนอกระบบนั้น ต่างมีปัญหาด้านสุขภาพแตกต่างกันไป รวมถึงการเข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล

ที่ผ่านมา “สสส.” คือองค์กรหลักสำคัญของประเทศไทย ในการทำงานผลักดันสร้างกลไกให้คนไทยมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย หรือเรียกรวมๆ ว่า “สุขภาวะ” โดยเฉพาะในกลุ่มคนชายขอบที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ

ดังนั้น การดูแล “ประชากรกลุ่มเฉพาะ” ที่เป็นกลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็น นักโทษในเรือนจำ คนไร้บ้าน แรงงานต่างด้าว ฯลฯ ต้องสร้างกลไก “พื้นที่ต้นแบบการทำงาน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชากรกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ

ล่าสุด “สสส.” เสนอให้มี “แผนพัฒนากลไกดูแลสุขภาพ” 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.พัฒนากลไกช่วยพิสูจน์สิทธิของประชากรเพื่อการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่พึงมี 2.พัฒนากลไกการได้รับสิทธิบริการที่เหมาะสมให้แก่กลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างกัน 3.พัฒนากลไกเข้าถึงความเป็นธรรมทางสุขภาพ และ 4.พัฒนากลไกสื่อสารเพื่อการสร้างความเข้าใจการสร้างเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ

กลไกทั้ง 4 ข้อข้างต้นนั้น หากทำได้ประสบความสำเร็จจริง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ สสส.คงทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมี “แผนสู้เพื่อสุขภาวะ” อย่างเป็นระบบ โดยการอาศัยความร่วมมือของ 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ตัวแรงงานหรือคนทำงานเองว่า หากอยากมีสุขภาพดีต้องร่วมมือที่จะต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ส่วนที่ 2 การร่วมมือกันเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อช่วยกันต่อสู้ผลักดันเรียกร้องรัฐให้ออกนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่วนสุดท้าย คือ การร่วมมือกับกลุ่มภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ต่อสู้ให้บรรลุ “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ”

ยุทธศาสตร์การสร้างแนวร่วมสนับสนุน 3 ส่วนข้างต้น คือแผนสำคัญในการสู้เพื่อสร้างกลไก “สุขภาวะ” อย่างเท่าเทียมและเท่าถึง !

รูปสีไม่ค่อยสวยเพราะแสงไฟในห้องประชุม ฝากปรับด้วยนะคะ

เวทีปัญญาชนปลุก”รวมพลังประชาสังคม”ยุติ”ประชาธิปไตยลายพราง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เวทีปัญญาชนปลุก”รวมพลังประชาสังคม”ยุติ”ประชาธิปไตยลายพราง”

3 กรกฎาคม 2562 – 13:10 น.
เวทีปัญญาชน,ประชาธิปไตยลายพราง
เปิดอ่าน 1,349 ครั้ง

โดย…   ขนิษฐา เทพจร

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในสังคมการเมืองสมัยนี้ คือมุมมองที่ถูกวิจารณ์ว่าแม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเสมือนเป็นกลไกของการก้าวผ่านระบอบปกครองโดยคณะทหารไปสู่การปกครองภายใต้ตัวแทนประชาชน ในลักษณะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังก้าวไปไม่ถึงจุดที่ถูกคาดหวัง

เพราะปัจจัยที่ “เครือข่ายอำนาจทหาร” ​ยังคงแผ่ขยายมายังการเมืองหลังการเลือกตั้ง และยิ่งเป็นจุดที่ถูกวิจารณ์ได้ว่านี่คือ การสืบทอดอำนาจ และการเมืองในประเทศไทยยังคงอยู่ในรูปแบบของ “ประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ทหารยังมีอำนาจนำ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนำประชาธิปไตยที่สังคมคาดหวังไปในทิศทางไหน

จุดที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นสะท้อนมุมมองให้เห็นถึงต้นตอ ปัญหา และทางออกที่ควรจะเป็น ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “จากรัฐบาลลายพรางสู่ประชาธิปไตยอำพราง” ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ชี้ให้เห็นถึงที่มา ปัญหา และทางออก หวังให้การถอดบทเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่พาสังคมไทยก้าวพ้นจากวัฏจักรการเมืองไทยที่ติดหล่ม

เวทีเสวนาเริ่มต้นโดยการฉายให้เห็นถึง “ที่มาของประชาธิปไตยอำพราง” โดย ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพให้เห็นว่าที่มาของมุมมอง “ประชาธิปไตยอำพราง” สะท้อนภาพเห็นชัดจาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีเนื้อหาต่อการสร้างอำนาจนิยมเชิงเครือข่าย ที่มีตัวตั้งจากสถาบันทหารไปสู่สถาบันตุลาการ องค์กรอิสระ ผ่านกระบวนการตัดสินคดีที่มีเป้าหมายร่วมกันในเชิงอุดมการณ์และนำไปสู่การปฏิบัติการร่วมกัน ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกฯ พยายามย้ำว่าให้เป็นไปตามกฎหมาย คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรที่มีหน้าที่พิจารณาตามกฎหมายนั้น ขับเคลื่อนไปตามเป้าหมายด้วยทิศทางเดียวกัน

ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล

“การเลือกตั้งเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นปฏิบัติการร่วมกัน แม้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น ทั้งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกอธิบายซึ่งอยู่นอกหลักการของกฎหมาย, การนับคะแนนเลือกตั้งแบบปัดเศษ, สั่งให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ซึ่งผมมองว่ากระบวนการที่ปฏิบัติการร่วมกัน คือความพยายามสร้างความยอมรับเทียม หรือความชอบธรรมเทียมให้เกิดขึ้น” อ.สมชาย สะท้อนมุมมอง

ขณะที่ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ต่อประเด็นการทำหน้าที่ขององค์กรเลือกตั้ง คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ที่สอดรับกับกลไก เกิดประชาธิปไตยอำพราง ผ่านการเพิ่มจำนวน ส.ส. ที่กลายเป็นเสียงสนับสนุนให้พรรคการเมืองของทหาร ซึ่งเริ่มต้นจากการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่ได้คะแนนเลือกตั้งค่ากลาง ซึ่งเป็นคะแนนที่พึงมีที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. และจากผลการคำนวณที่เกิดขึ้นของ กกต. ทำให้เห็นภาพชัดคือ “ว่าที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช

ต่อเนื่องกับประเด็นที่ถูกฉายภาพ ​ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำว่า กลไกที่ขับเคลื่อนสำคัญของประชาธิปไตยอำพราง คือการให้สิทธิ “ส.ว.” ร่วมโหวตนายกฯ ซึ่งเปรียบเหมือนให้สิทธิ “ส.ว.” ขโมยผลการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ “พรรคการเมือง” ได้คะแนนเลือกตั้งสูงสุดอันดับ 2 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีคะแนนบวกเพิ่มอีก 250 เสียงจาก “วุฒิสมาชิก” ซึ่งมองว่าเป็นความผิดปกติที่ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เสียงข้างมากธรรมดาไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ประชาธิปไตยของไทยที่ตนมองคือประชาธิปไตยสลึงเดียว เนื่องจากองค์กรอิสระและตุลาการมีความเหลื่อมล้ำต่อการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากลัวว่าอาจสร้างแรงกระเพื่อมที่นำไปสู่การปะทะทางสังคมได้

ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

“ตอนนี้มีพรรครัฐบาลแบบผสมรวมกัน 20 พรรค ทำให้รัฐบาลอาจเป็นแบบบุฟเฟ่ต์คาบิเนต เห็นแก่ผลประโยชน์ ต่อรองอยู่ตำแหน่ง ดังนั้นประชาธิปไตยอำพราง เป็นผลมาจากการสร้างเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นใจในรัฐบาล ทั้งนี้ผมมองว่าสิ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในอำนาจได้นานภายใต้ความไม่สมดุลทางอำนาจ ที่เป็นจริงในสังคม คือการจัดสัมพันธภาพใหม่เพื่อรักษาฐานอำนาจที่เป็นปึกแผ่น และเงื่อนไขว่าด้วยสถาบันทหาร” ดร.บัณฑิต ย้ำ

เมื่อเกิด “ประชาธิปไตยอำพราง” แน่นอนว่าผลลัพธ์ต้องมีตามมา เวทีวิชาการสะท้อนมุมของผลกระทบโครงสร้างทางสังคม  เริ่มต้นการฉายภาพ โดย ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จากผลการศึกษาการเมืองจากต่างประเทศภายใต้การปกครองอำพราง ของ “กลุ่มทหาร” ที่สมคบกับ “กลุ่มทุน” หรือ “อุตสาหกรรม” จะพบพฤติกรรมหลัก คือวางระบบผลประโยชน์ผูกขาด ผ่านการทำนโยบายเพื่อเอื้อกลุ่มของตนเอง กลุ่มทุน และมักมีเรื่องคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปราศจากการตรวจสอบ

“ภายใต้ระบบ คสช. 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเคยตรวจสอบว่ามีกลุ่มทุนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสารพัด มีกระบวนการให้ หรือต่างตอบแทน รวมถึงขั้นตอนทางราชการที่เอื้อประโยชน์ เพราะแค่จะนั่งรถไฟไปตรวจสอบยังถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตามผมมองว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถตรวจสอบตีแผ่ได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การดำเนินการใดๆ เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนได้มากที่สุด ทั้งนี้ภายหลังการเลือกตั้งผมมองว่าสภายังไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจยังอยู่ที่ทหารและคสช. ผ่านหน่วยงานที่ถูกถ่ายโอนอำนาจ” ดร.พิชิต ให้มุมมอง

ขณะที่ผลกระทบด้านสังคม ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า จากการออกคำสั่งของ “คสช.” พื้นที่การเจรจาต่อรองของ “ประชาชน” ถูกลดลงไป ซึ่งผลพวงของคำสั่งดังกล่าวยังคงอยู่ไปจนกว่าจะยกเลิกคำสั่ง อย่างไรก็ดีในรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสิ่งที่กังวลคือ “สิทธิเสรีภาพในการรวมตัวของประชาชน” แม้คำสั่งการชุมนุมเกิน 5 คน โดย คสช.จะถูกยกเลิก แต่ยังถูกจำกัดสิทธิการแสดงความเห็นผ่านการแฝงตัวของหน่วยงานความมั่นคงในเวทีเสวนา หรือการแสดงออกทางสิทธิด้านแสดงความเห็นของประชาชน โดยที่ผ่านมาการใช้สิทธิแสดงออกมีประชาชนถูกจับและดำเนินคดีที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย เช่น การเยี่ยมบ้าน การไล่ล่าคนที่เห็นต่างที่ลี้ภัยต่างประเทศ รวมถึงการใช้อำนาจนอกระบบทำร้าย “ประชาชนซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างน้อย 11 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ที่พบสถิติ 12 ครั้ง โดยล่าสุดคือกรณี “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่มุ่งหมายสำคัญคือ “ห้ามคิดต่าง-ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง-ห้ามตั้งคำถาม”

“การสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังทางสังคมยังคงน่ากลัว และต่อไปเชื่อว่าจะเกิดความแตกแยกในสังคมจะมีเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือรัฐบาลลายพรางที่สวมหน้ากากประชาธิปไตย แต่ยังคงความไม่เห็นหัวประชาชนต่อไป แม้จะมีการปฏิรูป หรือมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ดร.เบญจรัตน์ สะท้อนมุมปัญหา

และเมื่อปัญหาเกิดขึ้น “ทางออก” จะยังมีให้เห็นหรือไม่ เวทีวิชาการเชื่อว่าต้องมี ผ่านแรงขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม  โดย อ.นพพร ขุนค้า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มองทางออกของปัญหา “ประชาธิปไตยลายพราง” คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผ่านการตั้งต้น​จาก ​“สภาผู้แทนราษฎร” ​คือคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไข จากนั้นเสนอไปยัง “คณะรัฐมนตรี” ให้ทำประชามติถามประชาชนว่า “ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะแก้บางส่วน หรือแก้ประเด็นใด” ส่วนตัวมองว่าแนวทางนี้จะนำไปสู่ทางออกที่ง่ายกว่าขอเสียงสนับสนุนจาก “ส.ว.” ที่เปรียบเป็น “คณะองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ”

นพพร ขุนค้า

ฟากของตัวแทนฝ่ายการเมือง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ฐานะคณะทำงานประสานงานร่วมพรรคฝ่ายค้าน มองทางออกของระบบประชาธิปไตยไทย คือ “ทำทางใหม่” โดยความเห็นของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เห็นร่วมกันว่าพวกเราจะเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสถาบันการเมืองร่วมกัน ผ่านอุดมการณ์ที่ทำให้ประเทศออกจากระบอบเผด็จการให้ได้ ส่วนที่หลายฝ่ายบอกว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหานั้น การมองมุมใหม่คือเน้นไปที่ประชาชนตระหนักในเรื่องประชาธิปไตยและให้ประชาชนทวงสิทธิของตนเองจาก “รัฐบาล”​และ “ผู้นำประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับรับใช้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ประชาชน ในแง่จริยธรรมถือว่าแย่มาก เพราะหากใครทำเพื่อตัวเองถือว่าไร้เกียรติ ดูอย่างการเลือก ส.ว. ให้กลับมาเลือกตัวเอง ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของ ส.ว. คือต้องเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้นเมื่อ ส.ว.เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ฐานะผู้เลือก ส.ว.มาดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นประเด็นที่จะเอา ส.ว.ออกจากตำแหน่งได้ ทั้งนี้การสืบทอดอำนาจของคสช. ที่สำคัญคือการให้ตำแหน่งแก่บุคคลโดยเฉพาะองค์กรอิสระ” พ.ต.อ.ทวี แสดงทัศนะ

ปิดท้ายในเวทีวิชาการ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน – iLaw เชื่อว่าปัญหาของประชาธิปไตยลายพรางมีทางออกผ่านการลงแรงของประชาชน ต่อการขับเคลื่อนเป็นกระบวนการที่เข้มแข็งของ “ภาคประชาสังคม” ​ส่วนตัวมีข้อเสนอที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเห็น ทั้งแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำสั่งคสช. คือ 1.ยกเลิกหมวดปฏิรูปในรัฐธรรมนูญ 2.ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 3.แก้ไขมาตรา 272 ว่าด้วยอำนาจของส.ว.โหวตนายกฯ 4.เซตซีโร่ “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” และ 5.เสนอให้แก้ไข “วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ

ขณะที่กระบวนการของ “สภา” ต้องอาศัยความร่วมมือกับ “ประชาธิปัตย์” ที่เคยเสนอเจตนารมณ์ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมมีเงื่อนไขว่า หากพรรคพลังประชารัฐและคสช.ไม่ยอมแก้ไข จะ “ลาออก” จากการร่วมรัฐบาล

เอาอย่างไร..ว่ากันมา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาอย่างไร..ว่ากันมา

3 กรกฎาคม 2562 – 13:10 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,พลังประชารัฐ,สามมิตร,อุตตม สาวนายน
เปิดอ่าน 4,764 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตายคลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

จบแล้ว “ละครคณะสามมิตร” แห่งพลังประชารัฐ! หลังกู่ร้องก้องโลกเรียกค่าตอบแทนในการทำงาน…

“อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพปชร. พร้อมกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน สองคีย์แมนกลุ่มสามมิตร แถลงร่วมปิดรอยบาดหมางได้แบบหลายคนงงใจ !

“สีสันทางการเมือง เพราะมันคือวิถีประชาธิปไตย เสียงสะท้อนของผู้แทนฯ คือสิ่งดีๆ ที่แสดงออกมา ไม่ขับเลขาธิการพรรค แต่ปัญหาก็เคลียร์กันได้ ทุกอย่างยุติ เดินหน้าทำงานในครม.กับรัฐสภา และเคารพการตัดสินของลุงตู่ !” คือสาระหลักๆ ที่สามคีย์แมน พปชร.แจ้งไว้

แสดงว่าการต่อรองเก้าอี้ รมต.รอบนี้ยุติและกลุ่มสามมิตรรอการปรับ ครม.ลุงตู่ 2/2 ที่น่าจะเวียนรอบให้คนอกหักได้สมหวังในเร็ววัน…

แต่คนที่งง ! คือ…ทำไมหักมุมไวปานกามนิตหนุ่มเยี่ยงนี้ ? เพราะหลายวันก่อนคนไทยทั่วไปคงได้รับรู้ข่าวสารกันไปแล้ว ดังนั้นน่าจะตรองได้เองว่าอนาคตของ ครม.ลุงตู่ 2 จะทำงานได้คล่องไหม

แน่นอนว่าการตีรวนของคนการเมืองในพลังประชารัฐเกี่ยวกับอาการงอแงหลังส่อแววหลุดโผ ครม. ออกมาในแบบที่ไม่ค่อยบังเกิดในสังคม

เกมนี้เดาใจเลยว่า…ลุงตู่มิปลื้มเลยกับสิ่งที่บังเกิด แต่ก็สะกดใจเอาไว้

และเมื่อพินิจใจความสำคัญสำหรับข้อความที่ลุงตู่ส่งออกมาขอโทษสังคมเกี่ยวกับความวุ่นวายในการตั้ง ครม.ประยุทธ์ 2 มันสะท้อนอะไรบางอย่าง…จนมือลึกลับต้องมีอาณัติสัญญาณลับส่งออกไปตามหลังให้ใครบางคนรับรู้…และสยบ

แต่สิ่งที่บังเกิดนั้นมองข้ามไม่ได้เลยว่าจังหวะพลาดครั้งนี้ส่งผลบวกหลายทวีคูณกับขั้วตรงข้ามลุงตู่โดยพลันทำให้หลายคนยิ้มมุมปากและสั่งเตรียมกำลังพลรอสถานการณ์เดินหาแต้มกันแล้วกับข่าวคราวจากอาคารปานศรีในหลายวันก่อน เพราะรู้แล้วว่าคนงอแงบางขั้วใน พปชร.วางเกมอะไรที่จะตีรวนบนกระดานการเมืองในห้องประชุมสภาผู้แทนฯ และจ่อตรวจงานเสนาบดีที่เป็นคนกันเองจนทำนายได้เลาๆ ว่าลุงตู่อาจจะต้องตกอยู่ในภาวะเป็ดง่อย

แปลว่าฝ่ายค้านไม่ต้องทำการบ้านเยอะ รอจังหวะสวนกลับและรอสัญญาณว่าที่งูเห่าขั้วหนุนลุงตู่จะเดินหมากอย่างไรก็พอ…

แต่ “ขั้วตรงข้ามลุงตู่” ก็ต้องลุ้นว่าพลพรรคสีส้มจะมีชะตากรรมเช่นใดในเพลาอันใกล้นี้…เพราะคีย์แมนหลากพรรคมองว่าเสี่ยเอกแห่งอนาคตใหม่น่าจะหมดอนาคตทางการเมืองไปพักใหญ่ และรอดูว่าผลกระทบที่ข้องเกี่ยวกับพลพรรคสีส้มจะเผยในรูปแบบใด ?

ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งของการเมืองไทย เพราะมีหลากองค์ประกอบที่พัวพันกับหลายปัจจัยทางการเมือง หากมีข้อมูลที่แน่ชัดกว่านี้จะนำมาคลี่ให้สังคมรับรู้ในเพลาหน้า…เพื่อทายทักกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคตกันแต่เนิ่นๆ

ยามนี้ข้อมูลบางส่วนที่สายสืบแคะมาได้นั้น คือ หากลุงตู่กุมสภาพได้ในการตั้ง ครม.ครั้งนี้ แบบไม่ยอมลงให้กับแรงบีบของบางคน และตอนนี้กลุ่มสามมิตรถอยให้เพราะรับทราบบางรหัสลับที่สื่อมาเมื่อค่ำวันจันทร์…และหมอบกระแตไปเมื่อสายวันอังคารแล้ว

ดังนั้นการขึ้นหลังเสือเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. ของลุงตู่น่าจะมาไวขึ้นกว่ากำหนด และใครที่งอแงอาจจะวืดในการลงสนามครั้งหน้า

และสายสืบยังควานพบกระแสข่าวลอยลมลือว่าหากวันข้างหน้าใครบางคนยังทำอะไรมั่วๆ กันแบบนี้อีก…ดาบในมือลุงตู่ที่มีอยู่ที่จะทำให้คนใน พปชร.และหลายพรรคชะงักงันคือยุบสภาก่อนเวลาอันควร

ถามว่า คนการเมืองพร้อมรับแรงกระแทกนี้ไหม ?

คำตอบนั้น คือ หลายพรรคคงไม่สุขใจเพราะปัจจัยที่หว่านลงไปยังไม่งอกเงย หากต้องควักสรรพกำลังกันอีกรอบก็คงจะเหนื่อยกว่าเดิม และไม่ต้องมองไกลเลยว่ายามหน้า พปชร.จะเดินสายแตะขั้วกับพรรคอื่นๆ ได้สะดวกไหม ?

แต่คนที่ดิ้นแน่ๆ คือ ส.ส.สองระบบของ พปชร.และอดีตผู้สมัคร ส.ส. เพราะกระแสพรรคยามนี้ “รุ่งหรือร่วง” นั้น คนใน พปชร. คงหาคำตอบได้เอง…

งานนี้เท่ากับว่า พปชร.ขาดทุนจากการบอมบ์ตัวเองและคนเคียงข้าง โดยมิรับฟังกระแสความที่ลุงตู่ส่งมาเลย แม้ยามถัดมาจะออกมาแก้เกี้ยวไปได้แบบงงใจก็ตาม…

ดังนั้นหากจะตัองปิดเกมเร็วเพื่อวางจังหวะเดินหน้า การสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต บางคราวคงต้องกระทำ…และยิ่งชายชาติทหารที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะพินิจทางเลือกที่เหมาะที่สุดไว้ในใจแล้วกับวิถีประชาธิปไตยที่ลุงตู่คือคนกุมชะตาหากวันนั้นมาถึง…กับหลากเหตุทางการเมือง

เดาใจว่า…ลุงตู่คงไม่อยากให้วิธีเดิมๆ ที่หลายคนมิหวังให้มันกลับมาอีกโผล่มาในห้วงเวลาอันใกล้นี้

ยิ่งมองไปยังใจความที่ลุงตู่สรุปว่า “อย่าต้องให้การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ต้องกลับมาอีก” มันแปลความไปไกลไม่ได้เลยว่าโรดแม็พห้าปีที่ลุงตู่วางไว้กับยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีที่ต้องพัฒนาประเทศอาจยุติหากใครบางคนยังดื้อแพ่งกันเช่นนี้…

คำตอบคงมีเพียงว่า หากจะเอาแบบนี้ ผลลัพธ์จะมาในรูปแบบนี้ ในเมื่อเตือนสติกันแล้วมิสดับรับฟัง…

มันแปลความว่าลุงตู่น่าจะรู้ว่าใครบางคนสั่งหลายกรมกองให้ขัดดาบปลายปืนให้พร้อมสรรพ หากการเมืองในระบบหาทางออกกันไม่ได้

ในเมื่อยังดื้อกันแบบนี้ คำตอบวันนั้นคือตัวใครตัวมันก็แล้วกัน…

อดีตพธม.หนุนปฏิรูปคุกเปิด 5 มุ้งคนดังในเรือนจำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อดีตพธม.หนุนปฏิรูปคุกเปิด 5 มุ้งคนดังในเรือนจำ

3 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
ล่าความจริงพิกัดข่าว,นักโทษลุ้นคุก,เรือนจำ
เปิดอ่าน 2,021 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…   ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังรอการปฏิรูปจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน สำหรับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของบ้านเรา โดยเฉพาะปัญหา “นักโทษลุ้นคุก ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ”

จากข้อมูลการจัดอันดับผู้ต้องขังของ http://www.prisonstudies.org พบว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก ติดอันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรองเพียงแค่จีนกับอินเดียซึ่งมีประชากรสูงกว่าไทยมาก อีกทั้งยังเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับประเทศในแถบอาเซียนด้วยกัน

ที่น่าตกใจก็คือ เมื่อเอกซเรย์ประชากรในเรือนจำแล้ว ปรากฏว่าส่วนใหญ่ก่ออาชญากรรมไม่ร้ายแรง และไม่ว่าประเทศไทยจะเลือกใช้มาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดเพียงใด แต่สถิติอาชญากรรมก็ไม่ได้ลดลง อัตราผู้กระทำผิดซ้ำก็ยังสูงมาก

การแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบถูกพูดถึงมานาน แต่ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ “เสียงดัง” ในสังคม ต้องเผชิญชะตากรรมเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำช่วงหนึ่ง พวกเขาออกมาบอกเล่าประสบการณ์ พร้อมกับคำยืนยันว่า “ไม่ปฏิรูปไม่ได้แล้ว”

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย หรือ สปท. มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ปฏิรูประบบยุติธรรม เสียงสะท้อนจากเรือนจำ” โดย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการ สปท. สะท้อนประสบการณ์จากการถูกคุมขังในคดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุตอนหนึ่งว่า ระบบยุติธรรมไทยยังมีปัญหา เนื่องจากมีนักโทษมากเกินไป และเกือบทั้งหมดเป็นคนยากจน ทำให้โยงไปถึงคำถามที่ว่าทำไมคนจนถึงเข้า-ออกคุกบ่อย

บทสรุปที่ได้จากการสัมผัสเองและศึกษาเรื่องนี้ก็คือ ถ้าระบบยุติธรรมไม่เป็นธรรม มีการเรียกรับผลประโยชน์ ก็จะมีคนจนเต็มคุก คนจนในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะผู้มีรายได้น้อย แต่ยังรวมถึงคนจนที่ไม่สามารถจ่ายได้ด้วย

นอกจากนั้น ปัจจัยที่ทำให้คนจนเข้าคุก คือไม่รู้กฎหมาย ไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว และไม่มีเงินจ้างทนายเก่งๆ มีแค่ทนายอาสา ซึ่งทนายที่ไม่ดีบางคนต้องการปิดคดีเร็ว เพื่อรับเงิน 3,000-5,000 บาทต่อคดี จะได้ไปทำคดีใหม่ ก็พยายามเกลี้ยกล่อมผู้ต้องหาให้ยอมรับสารภาพ ก็ต้องเข้าคุกอีก ขณะที่ตำรวจก็มีปัญหาตั้งข้อหาเกินจริง หรือยัดข้อหา ถ้าปฏิรูประบบสอบสวนให้ดี จะช่วยให้นักโทษหายไปจากเรือนจำถึง 40%

คำถามต่อมาก็คือ คนที่เคยผ่านคุก ออกจากคุกแล้วไปไหนได้ เพราะสังคมตั้งแง่ แม้จะมีการล้างมลทิน แต่ก็ไม่มีความหมาย ยกตัวอย่างเวลาไปสมัครงาน หากไปเขียนในช่องที่ว่าเคยถูกจำคุก ก็ไม่มีบริษัทห้างร้านที่ไหนรับเข้าทำงาน ถือว่าไม่ได้รับโอกาสจากสังคม ก็เสี่ยงกลับไปก่ออาชญากรรมและกลับเข้าคุกอีก

“จากทัศนคติของสังคมที่มองแบบเหมารวม เวลาเข้าไปอยู่ในคุกก็อยู่แบบรวมๆ อย่างพวกผมติดคุกในคดีการเมือง แต่ต้องไปนอนรวมกับผู้ค้ายาเสพติด หรือผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เพราะไม่มีคุกการเมือง ทั้งๆ ที่ควรจะแยกให้ชัด รวมไปถึงกลุ่มที่คดียังไม่ถึงที่สุดแต่ไม่ได้ประกันตัว ก็ต้องกินอยู่หลับนอนอยู่ด้วยกันกับนักโทษเด็ดขาด และไม่เห็นด้วยที่ต้องจับคนที่อายุมากๆ ไปขังในเรือนจำ เพราะบางรายป่วยหนัก นั่งรถเข็น ห้อยสายน้ำเกลือ แม้จะกระทำผิด แต่ก็อยากถามว่าเอาเข้าคุกทำไม” ผู้อำนวยการ สปท.กล่าว

นายสุริยะใส ยังเล่าบรรยากาศตอนถูกคุมขังช่วงหนึ่งด้วยว่า “ระหว่างติดคุกได้พบคนมากมายซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ และผมตั้งเป้าคุยกับทุกคน จนสามารถเดินไปไหนมาไหนได้แทบทุกจุด โดยในคุกจะมีบ้านอยู่ 4-5 หลัง บ้านที่ว่านี้ไม่ได้เป็นหลังๆ แต่เป็น “มุมกำแพง” โดยมุมแรกเป็นเจ้าของสโมสรเพื่อนตำรวจ มุมที่สอง คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ มุมที่สาม คุณสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม มุมที่สี่ อดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ในเรื่องเงินทอนวัด และมุมสุดท้าย คือพวกผม อยู่ตรงใจกลางนักโทษทั้งหมด และคอยเอาของฝากมาแบ่งให้นักโทษคนอื่นๆ”

ขณะที่ นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งต้องเข้าเรือนจำในคดีเดียวกันกับนายสุริยะใส กล่าวทำนองเดียวกันว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่สามารถแก้ไขได้ทันที คือ ผู้ถูกคุมขังอายุมากๆ ไม่ควรต้องถูกขัง แต่ควรใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์แทน รวมถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยที่คดียังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างระยะเวลาฝากขัง ไม่ควรให้อยู่ในเรือนจำ เพราะถือเป็นการเพิ่มปริมาณผู้ต้องขัง ทำให้คนเหล่านี้เสียสิทธิต่างๆ ถ้าสุดท้ายแล้วศาลยกฟ้อง ก็เท่ากับต้องติดคุกฟรี

นอกจากนั้น ระบบสาธารณูปโภค เช่น สุขา ต้องได้รับการปรับปรุง หรือเรื่องเล็กๆ อย่างการดูโทรทัศน์ แม้นักโทษจะมีสิทธิได้ดู แต่ไม่เคยเปิดให้ดูสารคดีอย่างรายการเศรษฐกิจพอเพียง ให้ดูแต่ละครน้ำเน่า ซึ่งถือว่าเป็นพิษภัย แต่ยอมรับว่าสภาพในคุก โดยระบบถือว่าใช้ได้ เพราะอนุญาตให้ใช้เงินไม่เกิน 300 บาทระหว่างถูกจองจำ เหลือเท่าไรก็จะคืนตอนออก

“เจ๊เปี๊ยะ” สะดุด ไม่หยุดเกมยึด อบจ.พัทลุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊เปี๊ยะ” สะดุด ไม่หยุดเกมยึด อบจ.พัทลุง

3 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
เจ๊เปี๊ยะ,นาที รัชกิจประการ,พรรคภูมิใจไทย,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,เนวิน ชิดชอบ,นายเนวิน ชิดชอบ,โกเกี๊ยะ พิพัฒน์,สุพัชรี ธรรมเพชร,การเมืองท้องถิ่น,สจพัทลุง พรรคภูมิใจไทย,สมาชิกสภาจังหวัดพัทลุง
เปิดอ่าน 17,219 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 3 ก.ค.62

*********************

          เมื่อคณะกรรมการ ป..มีมติชี้มูล “นาที รัชกิจประการ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส..บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ปี 2554 กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย เมื่อหลายเดือนก่อน กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในพื้นที่

แม่ทัพ นาที รัชกิจประการ

          หลังประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.โดยยึด เก้าอี้ จาก เก้าอี้ของพัทลุง ก็มีข่าวว่า “เจ๊เปี๊ยะ” มีเป้าหมายยึด อบจ.พัทลุง ซึ่งสมัยที่แล้ว กลุ่มเจ๊เปี๊ยะจับมือตระกูล “ธรรมเพชร” แต่หนนี้คงต้องลุยเองแล้ว

เปลี่ยนตัวทัน

          พลันที่มีข่าว “เจ๊เปี๊ยะ” เจอวิบากเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯ สภากาแฟสวนยางก็ตบเข่าฉาด อย่างนี้นี่เองที่พรรคภูมิใจไทย ต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา จากนาที รัชกิจประการ เป็น “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”

          คนทั้งพัทลุงก็รู้กันดีว่า เจ๊เปี๊ยะเป็นแม่ทัพการเมือง ตั้งแต่เป็น ส..พัทลุง ปี 2549 ก่อนจะผันตัวมาสังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน ดูแลสนามเลือกตั้งภาคใต้ จังหวัดคือ พัทลุงและสตูล ให้พรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้ง 2550

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

          เมื่อ “เนวิน ชิดชอบ” ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย “เจ๊เปี๊ยะ” รับบทแม่ทัพแดนใต้เต็มตัวในการเลือกตั้ง 2554 แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ตัวเธอก็ได้เป็น ส..บัญชีรายชื่อ  

          เจ๊เปี๊ยะ” กับสามี “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” ได้ช่วยกันสร้างเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น “เมืองลุง” โดยเจ๊เปี๊ยะ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดพัทลุง ได้เข้ามาสนับสนุนงานด้านกีฬาของจังหวัด พร้อมทำทีมฟุตบอล “พัทลุง เอฟซี” 

          ชั่วโมงนี้ เจ๊เปี๊ยะ จับมือกำนันสุพัฒน์ มูลเมฆ คนจริงแห่ง อบต.ชัยบุรี มาฟื้นทีมบอลเมืองลุงอีกหน

ชนตระกูล “ธรรมเพชร

          เมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2555 “เจ๊เปี๊ยะ” จับมือ “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” น้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส..พัทลุง หลายสมัย และน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส..พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โดยเอาชนะคู่แข่งขาดลอย

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกฯ อบจ.พัทลุง

          ครั้งนั้น เจ๊เปี๊ยะ ส่ง “ไข่ดำ” ภูมิศิษฐ์ คงมี .อบจ.เขต อ.เขาชัยสน เป็นรองนายก อบจซึ่งเป็นก้าวใหญ่ๆของพรรคภูมิใจไทย ที่จะเบียดแทรกเข้ามาในสนามการเมืองผูกขาดของพรรคประชาธิปัตย์

 ภูมิศิษฐ์ คงมี ส.ส.พัทลุง

          เจ๊เปี๊ยะทราบดีว่า ปชป.พัทลุง มีสองกลุ่มคือ กลุ่มสุพัฒน์ ธรรมเพชร กับกลุ่มนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส..พัทลุง และนริศ ขำนุรักษ์ ส..พัทลุง จึงทำแนวร่วมกับตระกูลธรรมเพชร เพราะเมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2551 สุพัฒน์ ลงสมัครชิงนายก อบจแต่พ่ายแพ้แก่ทีมสานันท์ สุพรรณชนะบุรี ที่มีนิพิฏฐ์ สนับสนุน

          ครั้นฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 มาถึง พรรคภูมิใจไทย ส่ง “ส..ไข่ดำ” ภูมิศิษฎ์ คงมี ชนกับแชมป์เก่า สุพัชรี ธรรมเพชร ค่าย ปชปสู้กันแผ่นดินเดือด “ส..ไข่ดำ” ได้ 40,518 คะแนน ส่วนสุพัชรี ได้ 30,760 คะแนน

          สภากาแฟเมืองลุงมองไปถึงสนาม อบจ.พัทลุง หนีไม่พ้น “ทีมเจ๊เปี๊ยะ” ต้องชนตระกูลธรรมเพชร 

ศึกศักดิ์ศรีคนเมืองลุง

          วันที่ กรกฎาคม 2562 ที่สำนักงานสาขาพรรคภูมิใจไทย ลำดับ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 186/2 .เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง มีทีมสมาชิกสภาจังหวัดพัทลุง นำโดย ประเสริฐ ดำสุดศักดิ์สุริยา เสนาทิพย์สนั่น วิทยาประเสริฐสุนัย คงแก้วสุทธิวงศ์ รักเงินกิตติชัย แสงเพ็ชร พร้อมทีมงานรวมกว่า 10 ชีวิต เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค โดยมี จารึก เพชรด้วง นายทะเบียนสาขาพรรค ต้อนรับ

ทีม สจ.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย

          นี่คือการโหมโรงของภูมิใจไทย พัทลุง ที่จะส่งสัญญาณไปให้กลุ่มการเมืองคู่แข่งได้รับทราบว่า ศึกนายก อบจ.พัทลุง ค่ายเจ๊เปี๊ยะ พร้อมแล้ว

          ด้าน “แหม่ม” สุพัชรี ธรรมเพชร ลูกสาว สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.. 6 สมัยของ จ.พัทลุง ซึ่งไม่ได้เป็น ส.แต่ก็ยังทำหน้าที่ “ผู้แทนนอกสภา” และมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ปชป.ในปัจจุบัน

สุพัชรี ธรรมเพชร

          หากว่า “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” น้าชายยังจะลงสนามรักษาแชมป์ สุพัชรีก็ต้องช่วยทำศึกท้องถิ่น ส่วน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และ นริศ ขำนุรักษ์ ..พัทลุง ก็คงเตรียมทีมผู้สมัครนายก อบจ.ไว้แล้ว

          การเลือกตั้งท้องถิ่นที่เมืองลุง อาจจะเป็นการวัดกำลังของนักการเมืองระดับชาติที่น่าเร้าใจยิ่ง