กำราบแว้น..ผิดซ้ำพ่อแม่นอนคุก!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378019?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กำราบแว้น..ผิดซ้ำพ่อแม่นอนคุก!

5 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็กแว้น
เปิดอ่าน 3,582 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ปัญหาจับเด็กแว้นป่วนเมืองเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สะสมมานาน ยังคงมีการปราบปรามออก “กฎเหล็ก” มาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งแล้วในช่วงของรัฐบาล คสช. ถึงกับงัดมาตรา 44 มาจัดการ เพื่อจัดระเบียบให้สังคมเกิดความสงบสุขและให้เอาผิดกับผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยไม่ตักเตือนบุตรหลาน เพราะการที่วัยรุ่น เด็ก เยาวชน ใช้รถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง ท่อดัง มารวมกลุ่มแข่งรถกันตามถนนหลวง นอกจากจะผิดกฎหมาย เป็นอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่นที่ใช้รถใช้ถนน มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากท่อรถที่ส่งเสียงดัง

แม้จะปรากฏผลการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสัปดาห์ ยึดรถหลายร้อยคัน ควบคุมเด็กเยาวชนหลายร้อยคน ก่อนนำทั้งเด็กและผู้ปกครองไปอบรมละลายพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีเด็กแว้นหน้าใหม่และหน้าเดิมออกมารวมกลุ่มปิดถนนหลวงแข่งรถสร้างความเดือดร้อนรำคาญแบบ “เหิมเกริม” เหมือนเคย เฉกเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ถนนพระราม 4 ช่วงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศก็ยังประสบปัญหาไม่ต่างกัน ที่สำคัญการนัดแนะออกมารวมกลุ่มในยุคสมัยนี้ง่ายแค่ปลายนิ้วผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่ง “หัวโจก” แอดมินเพจหลายคนที่เคยถูกจับเป็นแค่เยาวชน

เช่นเดียวกับที่ จ.ชลบุรี โดยตำรวจดำเนินการกวดขันจับกุมเด็กแว้นป่วนเมืองตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในช่วงสุดสัปดาห์สิ้นเดือนมิถุนายน สามารถยึดรถจักรยานยนต์ได้ถึง 540 คัน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนเกือบ 100 คน ซึ่งเรื่องนี้ต้องเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมาย ทำประวัติให้ครบถ้วน หากออกมาทำผิดซ้ำอีกต้องคาดโทษเอาผิดต่อพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี (ผบก.ภ.จว.ชลบุรี) บอกว่า มีประชาชนหลายพื้นที่แจ้งเบาะแสของกลุ่มเด็กแว้นโดยเฉพาะเรื่องรถจักรยานยนต์ที่เสียงดัง ออกมาขับในเวลากลางวันและกลางคืน โดยมีการเบิ้ลคันเร่งให้เสียงดัง ซึ่งปัญหาของเด็กแว้นเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของชาวชลบุรี สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ทำให้ชาวบ้านไม่ได้หลับไม่ได้นอน และก่อนหน้านี้ประชาชนมีการพยายามว่ากล่าวตักเตือนวัยรุ่นกลุ่มนี้แต่ไม่เป็นผล ไม่มีใครเกรงกลัวต่อกฎหมาย เกรงว่าหากไม่มีการระงับเด็กแว้นเหล่านี้อาจจะพัฒนาตัวเองไปสู่การก่อเหตุอาชญากรรม ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้มีมาตรการป้องกันและปราบปราม มีมาตรการกวาดล้างกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวพร้อมกับรถจักรยานยนต์ โดยประสานกับหน่วยงานหลายพื้นที่เพื่อกวาดล้างและจับกุม นอกจากนี้ยังมีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในคราวเดียวกัน

พล.ต.ต.นันทชาติ อธิบายว่า สำหรับข้อหาและอัตราโทษที่เกี่ยวข้อง คือ 1.ขับรถประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน อัตราโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท 2.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตามอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุด 10,000 บาท 3.เปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ (ดัดแปลงสภาพรถ) ตามอัตราโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท และ 4.ขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

“ในส่วนของผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กหรือเยาวชนออกมากระทำความผิด ต้องมีส่วนรับผิดในข้อหา บิดามารดาหรือผู้ปกครองสนับสนุนปล่อยปละละเลยให้เด็กหรือเยาวชนร่วมกลุ่มหรือมั่วสุมให้แข่งรถในทาง ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 ข้อ 2 อัตราโทษ คือ ตักเตือนทำทัณฑ์บน หรือให้วางเงินประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือเยาวชนกระทำผิดอีก และหากเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดซ้ำอีก บิดามารดา หรือผู้ปกครอง ต้องระวางจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท และริบเงินประกัน” พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวย้ำ

แน่นอนว่าปัญหานี้ต้องแก้ตั้งแต่ระดับครอบครัวช่วยอบรมสั่งสอน ไม่ปล่อยปละละเลย ตำรวจเองก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและชัดเจน หากดื้อดึงทำผิดซ้ำก็ต้องยอมรับผลกรรมที่ได้ก่อ..!!

p42

ลอกคราบ “เต้มดแดง” ผู้ลากไส้สาย “ส้มฉุน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378317?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “เต้มดแดง” ผู้ลากไส้สาย “ส้มฉุน”

5 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
นพพร นามเชียงใต้,เต้มดแดง,ทักษิณ ชินวัตร,ชูธงทวนกระแส,ติ่งส้มฉุน
เปิดอ่าน 60,949 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

ชื่อของ “เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ” หรือ “นพพร นามเชียงใต้” เซเลบแดง ที่โดดเด่นในยุทธจักรสื่อใหม่มานานแล้ว แต่วันนี้ “นพพร” กลับมาเป็นที่โจษขานอีกหน เมื่อเขาใช้เฟซบุ๊กเป็นอาวุธห้ำหั่นกับ “ติ่งส้มฉุน”

ประเด็นร้อนนาทีนี้คือ เรื่อง ส.ส.ป้ายแดงพัวพันยาเสพติด และศึกเมียหลวง-เมียน้อย ถ้าเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของเต้มดแดง หรือนพพร ก็จะมีแต่สเตตัส “คบชู้ มั่วยา” และการตอบโต้ “ติ่งส้มฉุน” แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“เต้มดแดง” ไม่ใช่คนโนเนม ไม่ใช่คนหน้าใหม่ของยุทธจักรนักเคลื่อนไหวฝ่ายไม่เอาเผด็จการทหาร เมื่อ 12 ปีที่แล้ว “นพพร นามเชียงใต้” เป็นหนึ่งในแกนนำคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

ตั้งแต่ต้นปี 2550 “นพพร” ร่วมกับ วราวุธ ฐานังกูร หรือ “สุชาติ นาคบางไทร” และ “ดา ตอร์ปิโด” หรือดารณี ชาญเชิงศิลปกุล จัดการชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวง โจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยา

          ที่สำคัญ นพพร นามเชียงใต้ เป็นนักรบไซเบอร์กลุ่มแรกๆ ของฝ่ายต้านระบอบอำมาตย์ “นพพร” คือหนึ่งในขบวนการจัดตั้งมวลชนบนอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อว่า “กลุ่มคนผ่านฟ้า“ บนเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ห้องราชดำเนิน โดยนามแฝงหลักของเขาคือ “ทัชภูมิ” และ “มดชมพู”

ฝ่ายความมั่นคงได้วิเคราะห์ว่า “มดชมพู” หรือ “ทัชภูมิ” เป็นคนเจ้าอารมณ์ ขาดความสุขุม แววตาลักลั่นไม่มั่นคง มีเพียงความมั่นใจและทะเยอทะยานสูง แต่ไร้ซึ่งความมีสัมมาคารวะและการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่

บุคลิกการแต่งกายคล้ายนักกอล์ฟรุ่นเก่า ใส่เสื้อยืดหรือโปโล กางเกงต้องนุ่งขาสั้น สวมรองเท้าผ้าใบ และสะพายเป้ สันติบาลเฝ้าเกาะติดเขาอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับภัยความมั่นคงได้

แนวทางการเมืองของ “มดชมพู” จะไปในแนวเดียวกับ สุรชัย แซ่ด่าน, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และชูชีพ ชีวะสุทธิ์ แต่มดชมพูจะแตะแค่ “ป๋าเปรม” และ “ตุลาการ” จึงทำให้เขารอดคุกรอดตะรางมาได้

เมื่อกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการสลายตัว เมื่อเกิดขบวนการใหม่คือ นปก. และ นปช. นพพรและเพื่อนๆ ทีมงานไซเบอร์ได้รวมตัวกันทำเว็บไซต์สนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

          ปี 2552 นพพร นามเชียงใต้ ได้เข้าไปร่วมจัดรายการทอล์กการเมืองทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี-สเตชั่น ตอนหลังเปลี่ยนเป็นพีเพิลแชนแนล และเอเชียอัพเดท ซึ่งช่วงนี้เขาใช้นามแฝง “มดแดง” 

หลังพฤษภา 53 นพพรตกเป็นจำเลย ร่วมกับแกนนำ นปช. จากเหตุการณ์นำกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟ พัทยา

ปี 2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นพพรหรือมดแดง จับมือ “นาย จ.เจตน์” จิรปาณ ศรีเนียน ผู้ดำเนินรายการโซเชียลกอสซิป ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเชียอัพเดท เดินเกมกดดันผู้ประกาศข่าว และนักข่าวที่มีแนวคิดไม่ตรงกับพวกเขา โดย จ.เจตน์ บุกเข้าไปถึงสำนักงานใหญ่ของ อสมท กลางดึก เพื่อเข้าพบและยื่นหนังสือประท้วง กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรข่าวประจำรายการ “ข่าวข้น คนข่าว” และ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ของสถานีโมเดิร์นไนน์ ทีวี สมัยโน้น

ส่วน “มดแดง” ใช้ชื่อกลุ่มสมัชชาประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ยื่นแถลงการณ์ต่อผู้บริหารสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 เรียกร้องให้ สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสายการเมือง สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 พิจารณาตัวเอง เพราะมีอคติในการสัมภาษณ์ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเวลานั้น

นี่คือวีรกรรมของมดแดง หรือนพพร ที่กระทำการต่อต้านฝ่ายตรงข้ามกับระบอบทักษิณ แต่การพุ่งเป้าเล่นงานพรรคน้องใหม่อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็อาจทำให้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งงุนงงสงสัย

นักวิเคราะห์ข่าวหน้าจอทีวีของค่ายชินวัตร มองการขยับของเซเลบแดงว่า เป็นอาการอิจฉาริษยาที่รู้สึกว่า พรรคน้องใหม่มาแรง และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคต จึงต้องหาทางเตะตัดขา

          ไม่ว่าจะ “มดชมพู” ในเว็บพันทิป หรือ “มดแดง” ในเฟซบุ๊กและยูทูบ นพพร นามเชียงใต้ ยังเป็นกะเทยนิรนาม ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ ? มาจากไหน ? 

หม่อมอุ๋ยแฉทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย จ้องโค่นผู้ว่าแบงก์ชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หม่อมอุ๋ยแฉทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย จ้องโค่นผู้ว่าแบงก์ชาติ

5 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
มรวปรีดิยาธร เทวกุล,กรุงไทย,ผู้ว่าแบงก์ชาติ,ทุจริต,ปล่อยกู้
เปิดอ่าน 22,816 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ: เนื้อหาบางส่วนของหนังสือเรื่อง “ในหนึ่งแผ่นดิน” ที่เขียนโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 17 อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกเล่าเบื้องหลังกรณีการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศรา

กรณีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อ ในลักษณะที่ชวนสงสัย ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่สองราย คือ บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร และบริษัทในกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ กลายเป็นเรื่องต่อสู้กันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกรุงไทย

          โดยมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวช่วยธนาคารกรุงไทยและโจมตีผู้ว่าการ ธปท. อย่างเต็มที่ รวมทั้งวางแผนที่จะทำให้ผู้ว่าการฯ หลุดจากตำแหน่ง แต่ผมสามารถแก้ไขได้ทันเหตุการณ์ แผนนั้นจึงไม่สำเร็จ

กรณีดังกล่าวเริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ ธปท. เข้าไปตรวจธนาคารกรุงไทยตามวาระ (ซึ่งตรวจทุกสองปี) ตอนปลายปี 2546 และได้พบว่ามีการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ที่ดูไม่ชอบมาพากลสองราย

รายหนึ่งคือ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ในกลุ่มกฤษดามหานคร มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อหลายวงเงินรวม 9,900 ล้านบาท แต่วงเงินที่ดูไม่ชอบมาพากลคือวงเงินกู้ระยะยาว 8,000 ล้านบาท ซึ่งขอกู้เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนหลักประกันจากธนาคารกรุงเทพ ปรากฏว่ามีการจ่ายเช็คให้แก่ธนาคารกรุงเทพ เพื่อไถ่ถอนหลักประกันเพียง 4,445 ล้านบาท ที่เหลืออีก 3,550 ล้านบาทเศษจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น มีทั้งซื้อหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทในเครือ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมจ่าย เงินเข้าบัญชีบุคคลและนิติบุคคลหลายราย เพื่อนำเงินไปเพิ่มทุนให้แก่บริษัทในเครือ และยังมีบางส่วนที่โอนเงินให้พวกพ้องและบุคคลอื่นนอกกลุ่มอีกด้วย เป็นการเบิกจ่ายเงินกู้ผิดจากวัตถุประสงค์ที่ขอกู้อย่างโจ่งแจ้ง

อีกรายหนึ่งคือ บริษัท MW ในกลุ่มของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งขอกู้จำนวน 2,600 ล้านบาท เพื่อนำไปรวมกับเงินกองทุนของ MW จำนวน 200 ล้านบาท เป็น 2,800 ล้านบท ซึ่งจะนำไปซื้อหนี้ของ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ที่ธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้อยู่ พร้อมกับไถ่ถอนหลักประกันมาด้วย

          ปรากฏว่า หลังจากธนาคารกรุงไทยให้กู้แก่ MW ไปแล้ว MW นำไปชำระให้แก่ธนาคารกรุงเทพเพียง 2,190 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 610 ล้านบาทนั้น จ่ายเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของบริษัทและผู้บริหารของ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด รวม 2 คน จึงเป็นการทำผิดวัตถุประสงค์ในการขอกู้โดยนำเงินส่วนหนึ่งจำนวนไม่น้อยเข้าบัญชีส่วนตัว

เมื่อผมได้รับรายงานการปล่อยสินเชื่อสองกรณีที่เบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์ที่ขอกู้และนำเงินไปใช้เพื่อการอื่นด้วยเช่นนี้แล้ว ก็ได้ดำเนินการเชิญประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบของธนาคารกรุงไทยมาชี้แจงให้เห็นว่า คณะกรรมการบริหารของธนาคาร (คนละชุดกับคณะกรรมการธนาคาร) ได้อนุมัติสินเชื่อรายใหญ่สองรายนี้ และปล่อยให้เบิกจ่ายเงินกู้ผิดวัตถุประสงค์อย่างชัดแจ้ง ขอให้ประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบนำไปพิจารณาดำเนินการแก้ไขและลงโทษตามกฎเกณฑ์ของธนาคาร โดย ธปท.ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว

          ปรากฏว่าหลังจากนั้น 1 เดือน ผมได้รับหนังสือจากประธานกรรมการของธนาคารกรุงไทย นำส่งรายงานของประธานกรรมการตรวจสอบ ซึ่งสรุปว่าได้ทำการตรวจสอบรายละเอียดของการอนุมัติและเบิกจ่ายสินเชื่อรายดังกล่าวแล้ว เห็นว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ซึ่งหมายความว่าประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบของธนาคารกรุงไทยในขณะนั้น ไม่ติดใจที่จะเอาผิดผู้ใดเลย 

ประธานฯ สองคนนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในบ้านเมือง ซึ่งผมเคยนับถือว่าเป็นคนมีความสามารถ เมื่อผมได้รับคำตอบมาเช่นนี้ ก็ได้เข้าใจแล้วว่าความสามารถกับความดีมีคุณธรรมนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

เพื่อรักษาความถูกต้อง ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องฟ้องร้องเอาความกับผู้กระทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดเช่นนี้อีก

กรณีบริษัท MW นั้น รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารที่อนุมัติสินเชื่อรายนี้ระบุชัดว่าให้กู้จำนวน 2,600 ล้านบาท เพื่อให้บริษัท MW นำเงินไปซื้อหนี้ของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จากธนาคารกรุงเทพ เท่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการเบิกจ่ายบกพร่องที่ไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ธนาคารกรุงเทพต้องการขายหนี้ในราคาเพียง 2,200 ล้านบาท มิใช่ 2,800 ล้านบาท จึงปล่อยสินเชื่อให้เต็มวงเงิน 2,600 ล้านบาท อันเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำเงินส่วนหนึ่งไปเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของและผู้บริหารได้

ดังนั้น ธปท. จึงเห็นว่าผู้ที่กระทำผิดคือ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลให้เบิกจ่ายเท่านั้น คณะกรรมการบริหารผู้อนุมัติสินเชื่อมิได้ทำผิด ธปท.จึงฟ้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 2 คน และเจ้าของกับผู้บริหารของลูกหนี้อีก 3 คนเท่านั้น

ส่วนกรณี บริษัทโกลเด้นฯ ในกลุ่มกฤษดามหานครนั้น คำอนุมัติของคณะกรรมการบริหารของธนาคารในส่วนของเงินกู้ระยะยาว 8,000 ล้านบาทนั้น ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าให้จ่ายแก่เจ้าหนี้เดิมที่รับจำนองหลักประกันไว้เท่านั้น เปิดโอกาสให้มีการเบิกจ่ายในลักษณะที่ไม่ชอบมาพากลดังที่บรรยายในตอนแรกแล้วได้ ธปท.จึงจำเป็นต้องกล่าวโทษกรรมการบริหารที่สนับสนุนให้อนุมัติสินเชื่อรายนี้ 3 คน และกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเบิกจ่ายและตั้งเรื่องเสนอขอสินเชื่อครั้งนี้ ด้วยอีก 4 คน พร้อมกับกล่าวโทษผู้บริหารของลูกหนี้ด้วย

          ในเบื้องต้น ธปท.มิได้กล่าวโทษคณะกรรมการสินเชื่อของธนาคาร (ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองสินเชื่อรายนี้ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริหารของธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติ) ทั้งนี้ เพราะตามหลักฐานที่ผมเห็นในขณะนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการสินเชื่อเสนอว่าเห็นควรอนุมัติเงินกู้ 8,000 ล้านบาท โดยระบุเงื่อนไขว่าให้จ่ายเงินจากวงเงินนี้แก่เจ้าหนี้เดิมที่รับจำนองหลักประกันอยู่เท่านั้น จังหวะนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สัญญาว่าจ้างผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกรุงไทยหมดอายุลง จำเป็นต้องต่ออายุหรือสรรหาคนใหม่ทำหน้าที่แทน เนื่องจากผู้บริหารสูงสุดเป็น 1 ใน 3 ของกรรมการบริหารที่ ธปท. ต้องกล่าวโทษ ผมในฐานะผู้ว่าการ ธปท. จึงได้ให้ความเห็นไปยังคณะกรรมการธนาคารคัดค้านการต่ออายุผู้บริหารสูงสุดคนเดิม สร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับที่เป็นพวกเดียวกับผู้บริหารสูงสุดคนนั้นมาก

นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเล่าให้ผมฟังว่า เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้เข้าหานายกฯ ขอให้สั่งการให้ผมหยุดกล่าวโทษและยินยอมให้ต่ออายุผู้บริหารสูงสุดคนนั้น ซึ่งนายกฯ ได้ตอบว่าสายไปแล้วเพราะผมได้เข้าพบเสนอเรื่องราวให้ทราบทั้งหมด และได้ตอบไม่ขัดข้องที่ผมจะดำเนินการกล่าวโทษผู้ที่กระทำความผิดไปแล้ว

เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้นั้นไม่พอใจอย่างมากและหลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่จะทำให้เห็นว่าผมทำความเสียหายให้แก่ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในความดูแล

กล่าวคือ ในวันพุธที่ 11 สิงหาคม 2547 ตอนบ่ายมีคนขายหุ้นธนาคารกรุงไทยเป็นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว

ผมตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่ามีผู้ปล่อยข่าวว่าผู้ว่าการ ธปท. สั่งให้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของธนาคารกรุงไทยขายหุ้นเป็นจำนวนสูง ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลย กองทุนฯ ยังถือหุ้นเท่าเดิมทุกประการ ผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงไทยหลายรายกลัวว่าราคาหุ้นจะตก จึงเร่งขายกันและมีผลให้ราคาหุ้นลดลงจริงๆ ตลอดวันนั้น

ในวันรุ่งขึ้นที่ 12 สิงหาคม 2547 เป็นวันหยุดราชการ หนังสือพิมพ์ลงข่าวตามข่าวลือ และหนังสือพิมพ์ฉบับที่เป็นพวกเดียวกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ถูกกล่าวหาก็โจมตีผู้ว่าการ ธปท. อย่างเต็มที่ พยายามขยายความให้เห็นว่าทำให้เกิดความเสียหายมากมายแก่ธนาคารกรุงไทย ผมรู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่าในวันที่ 13 สิงหาคม เมื่อตลาดเปิดคงจะมีการขายโจมตีหุ้นของธนาคารกรุงไทยเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นสมกับที่ได้โจมตีผมไว้ และก็คงจะตามมาด้วยการสร้างเรื่องเพื่อกล่าวหา และ discredit ผมจนผมอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกไม่ได้ ผมจะต้องหยุดความเคลื่อนไหวนี้ให้ได้ด้วยการทำความจริงให้ปรากฏ

   ในตอนเย็นวันที่ 12 สิงหาคุม 2547 ผมนั่งร่างแถลงการณ์เพื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและตอบโต้เรื่องนี้ 

ครั้นถึงเช้าวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2547 ผมไปถึง ธปท. ตั้งแต่เช้าสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมการให้ผมแถลงข่าวในเวลา 10.00 น. โดยขอให้เชิญหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและโทรทัศน์ทุกช่องมาให้พร้อม

ครั้นถึงเวลา 10.00 น. ผมก็เริ่มอ่านแถลงการณ์ที่ร่างไว้อย่างชัดเจน มีข้อใหญ่ใจความว่ากองทุนฟื้นฟู มิได้ขายหุ้นของธนาคารกรุงไทยออกไป ตามที่มีผู้ปล่อยข่าวลือในตลาดแต่อย่างใดเลย หุ้นที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถืออยู่ยังมีอยู่ในจำนวนเท่าเดิม และได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าฐานะของธนาคารกรุงไทยยังมั่นคงแข็งแรง แม้ว่าจะต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติมขึ้นตามมาตรฐานใหม่ที่ ธปท. ประกาศออกไปซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ธนาคารกรุงไทย ก็สามารถปฏิบัติตามได้และยังมีเงินกองทุนเหลือเพียงพอ และยังได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ตรงข้ามกับข่าวลือเล็กๆน้อยๆ อีกมากที่หนังสือพิมพ์บางฉบับจงใจเสกสรรปั้นแต่งเพื่อให้นักลงทุนคิดว่าธนาคารกรุงไทยกำลังมีฐานะอ่อนแอลง

          คำแถลงของผมผ่านโทรทัศน์ถึงผู้ค้าหุ้นในตลาดทุกคนโดยพร้อมเพรียงกัน ตลาดเชื่อในข้อเท็จจริงที่ผู้ว่าการ ธปท.ชี้แจง และหยุดการขายหุ้นธนาคารกรุงไทย หันกลับมาซื้อแทนราคาหุ้นจึงสูงกลับขึ้นมาได้ ผมสามารถหยุดความพยายามที่จะ discredit ผู้ว่าการ ธปท. ในเรื่องนี้ไว้ได้

ในใจผมขณะนั้นนึกถึงอาจารย์ป๋วย ผู้ที่เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องที่ผมยึดเป็นแม่แบบในการทำงานมาโดยตลอด

การต่อสู้ในเรื่องนี้มีผลพลอยได้ที่สำคัญคือ วงการธุรกิจและประชาชนทั่วไปมีความเชื่อมั่นใน ธปท.เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากข้อวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และเมื่อถึงสิ้นปี 2547 ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ศรัทธาใน ธปท. เพิ่มสูงขึ้นเป็น 9% และผู้ที่ยังไม่ศรัทธาลดลงเหลือเพียง 10%

          ในเรื่องความคืบหน้าจากการกล่าวโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของบริษัท โกลเด้นฯ และบริษัท MW นั้น เนื่องจากคดีของธนาคารกรุงไทยเป็นการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ ธปท.จึงส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. บังเอิญเกิดการปฏิวัติขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ก่อนที่ ป.ป.ช.จะฟ้อง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแกรัฐ (คตส.) ซึ่งคณะปฏิวัติตั้งขึ้นใหม่ สนใจในคดีทั้งสองด้วยมีความเชื่อว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อตามคำสั่งของนักการเมือง จึงได้ขอคดีทั้งสองไปจาก ป.ป.ช. แล้ว คตส.ก็ตัดสินใจส่งให้อัยการฟ้องคดีบริษัทโกลเด้นฯ แต่ไม่สั่งฟ้องคดีบริษัท MW โดยส่งคืน ป.ป.ช.ไป

ในการส่งฟ้องคดี บริษัท โกลเด้นฯ นั้น คตส.ได้ดำเนินการให้ ธปท. ขยายการฟ้องให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เกี่ยวข้องมากขึ้น คือ ให้ครอบคลุมถึงคณะกรรมการสินเชื่อจำนวน 10 คน ที่ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการบริหารด้วย กับให้ครอบคลุมถึงนักการเมืองและญาติของนักการเมืองที่ คตส.เชื่อว่าเกี่ยวข้องอีกด้วย

คดีบริษัท โกลเด้นฯ ศาลได้พิพากษาตัดสินไปแล้ว และจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุกมีทั้งกรรมการบริหาร 3 คนที่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อ เจ้าของและผู้บริหารกิจการของจำเลย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เสนอเรื่องและดูแลการเบิกจ่าย และยังรวมถึงคณะกรรมการสินเชื่อที่กลั่นกรองเรื่องเสนอให้คณะกรรมการบริหารพิจารณา

ในความเห็นของผม คณะกรรมการสินเชื่อทั้ง 10 คน มิได้ทำความผิดหนักหนาถึงขนาดที่จะถูกลงโทษจำคุกเลย เพราะคณะกรรมการสินเชื่อเสนอให้อนุมัติวงเงินกู้ดังกล่าวโดยระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า ให้เบิกจ่ายเงินกู้เพื่อชำระเจ้าหนี้เดิมที่รับจำนองหลักประกันไว้เท่านั้น ซึ่งถ้าหากคณะกรรมการบริหารอนุมัติตามเงื่อนไขเดียวกัน ผู้เบิกจ่ายก็จะไม่สามารถเบิกจ่ายเงินกู้นอกเหนือไปจากจำนวนที่ต้องจ่ายให้แก่ธนาคารกรุงเทพในการไถ่ถอนหลักประกันจำนวนประมาณ 4,500 ล้านบาทได้

          ผมมาทราบภายหลังว่าเอกสารรายงานผลการประชุมของคณะกรรมการสินเชื่อที่นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารระบุข้อความที่แตกต่างไปจากมติของที่ประชุม คือ ระบุข้อความว่า อนุมัติวงเงินกู้ 8,000 ล้านบาท โดยไม่มีข้อความที่เป็นเงื่อนไข “ให้เบิกจ่ายเพื่อชำระเจ้าหนี้เดิมเท่านั้น” ได้ทราบมาว่าหลังจากประธานคณะกรรมการสินเชื่อลงนามใบปะหน้าเพื่อนำส่งมติที่ประชุมต่อคณะกรรมการบริหารแล้ว เจ้าหน้าที่ของธนาคารซึ่งดูแลเรื่องนี้ได้เปลี่ยนข้อความในรายงานที่แนบ โดยตัดข้อความส่วนที่เป็นเงื่อนไขออกไป เพื่อให้คณะกรรมการบริหารระบุได้สะดวกว่า “อนุมัติตามที่คณะกรรมการสินเชื่อเสนอ” ศาลจึงจำเป็นต้องตัดสินลงโทษคณะกรรมการสินเชื่อผู้กลั่นกรองเรื่องไปพร้อมกับคณะกรรมการบริหารซึ่งเป็นผู้ที่อนุมัติด้วย

สำหรับกรณีการปล่อยสินชื่อแก่ บริษัท MW ที่ คตส.ตัดสินใจไม่ฟ้องและส่งเรื่องกลับไปให้ ป.ป.ช.นั้น ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าควรฟ้องจึงส่งเรื่องต่อให้อัยการ แต่อัยการยังไม่เห็นด้วยว่าควรฟ้อง จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างผู้แทน ป.ป.ช. กับอัยการ เพื่อพิจารณาร่วมกันว่าควรฟ้องร้องหรือไม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เรื่องเงียบหายไปนานจนถึงปี พ.ศ. 2556 อัยการจึงให้ความเห็นอย่างชัดแจ้งว่า จะไม่ดำเนินการฟ้องคดีนี้ ป.ป.ช.จึงตัดสินใจยื่นฟ้องเองปลายปี 2557 ซึ่งปรากฏว่าสามารถกล่าวโทษได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ของธนาคารสองคนที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมการบริหารอนุมัติ (อายุความสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ 15 ปี) ไม่สามารถกล่าวโทษผู้บริหารของบริษัท MW ได้เพราะขาดอายุความแล้ว (อายุความ 10 ปี)

ผมอดคิดไม่ได้ทำไมอัยการจึงให้ความเห็นว่าจะไม่ฟ้องเรื่องนี้ช้านัก ถ้าให้ความเห็นเร็วกว่านี้สัก 1 หรือ 2 ปี อายุความของเจ้าของและผู้บริหารของบริษัทที่ขอกู้ก็จะยังไม่เกิน 10 ปี ป.ป.ช.ก็จะสามารถฟ้องร้องเอาความผิดได้

 คิดแล้วก็ได้แต่ปลง

มวยถูกคู่ “ธรรมนัส” พบ “4 ส.ส.” สายแรงงาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378322?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มวยถูกคู่ “ธรรมนัส” พบ “4 ส.ส.” สายแรงงาน

5 กรกฎาคม 2562 – 10:33 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,รอธรรมนัส,สุนทร บุญยอด,อัครา พรหมเผ่า,ผู้กองมนัส,รัฐมนตรีแรงงาน,มรวจตุมงคล โสณกุล,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 6,806 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

**************

          โผ ครม.ประยุทธ์ พลิกผันอีกรอบ ปรากฏว่ามีชื่อ “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส..พะเยา จะมานั่งรัฐมนตรีแรงงาน แทน “ม...จัตุมงคล โสณกุล” ตามโผเดิม โดย “หม่อมเต่า” โยกไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

          เดิมทีมีรายงานว่า “อัครา พรหมเผ่า” น้องชาย “ผู้กองมนัส” ขอถอนตัวกลับไปลงสมัคร นายก อบจ.พะเยา และผู้กองมนัสก็น้อมรับการตัดสินใจของนายกฯ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จู่ๆ ผู้กองคนดังกลับมาเป็น รมว.แรงงาน ได้ข่าวว่า “ลุงตู่” พอใจบทบาทการเคลียร์ปัญหากลุ่มต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐ 

ลูกชาวนาเมืองกว๊าน

          ถึงวันนี้ เส้นทางการเมือง ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือว่ามาไกลเกินฝันจริงๆ เพราะ ส..สมัยแรกจากพะเยา ก็จะได้เป็นรัฐมนตรีแรงงาน ซึ่งหลายคนมองว่า ตำแหน่งนี้เหมาะสมกับผู้กองมนัส เพราะเป็นคนใจถึงพึ่งได้

          ผู้กองมนัสเคยเล่าชีวิตในวัยเยาว์ เติบโตมาจากลูกชาวนา พ่อจบ ป.4 แม่อ่านเขียนไม่ได้ แต่พ่อมีลักษณะผู้นำ จึงได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา

          5-6 ปีที่แล้ว ผู้กองมนัสกลับบ้านเกิด ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเจือจุนคนจน คนด้อยโอกาส จึงต้องการเห็นคนพะเยา มีชีวิตที่ดีกว่านี้ 

          “54 ปีแล้ว บางท่านบ้านหลังเก่าก็ยังอยู่หลังเก่า ชีวิตเก่าๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่เราจากเด็กเลี้ยงควายเข้ากรุงเทพฯ มาทำธุรกิจประสบความสำเร็จ กลับไปเห็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูงยังอยู่แบบเก่าๆ แล้วมันน่าหดหู่”

          มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กองมนัสเล่นการเมือง และมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องหวือหวาในสภา ผู้แทนฯ ต้องตอบโจทย์ชาวบ้านให้ได้ว่า จะทำอะไรเพื่อชาวบ้าน ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพราะแสวงหาผลประโยชน์

          รัฐมนตรีแรงงานยุคปัจจุบัน อาจต้องทำงานหนัก เพราะมีผู้นำกรรมกรอยู่ในพรรคฝ่ายค้านเยอะ 

ผู้แทนสายแรงงาน

          น่าจะเป็นสภาผู้แทนฯ ชุดแรก ที่มีตัวแทนผู้ใช้แรงงาน ได้เข้ามาเป็น ส..มากถึง คน ประกอบด้วย วรรณวิภา ไม้สนสุเทพ อู่อ้น และ ทวีศักดิ์ ทักษิณ โดยทั้งสามเป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ส่วน จรัส คุ้มไข่น้ำ ส..ชลบุรี เขต พรรคเดียวกัน

 “สุเทพ อู่อ้น” เคยเป็นประธานสหภาพแรงงานอีซูซุ และเลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย

สุเทพ อู่อ้น

          “วรรณวิภา ไม้สน” มีบทบาทเด่นจากกรณีม็อบไทรอัมพ์ เป็นเลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกรรมการบริหารสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย

วรรณวิภา ไม้สน

          “ทวีศักดิ์ ทักษิณ” ตัวแทนสหภาพแรงงานยานยนต์ และ  “จรัส คุ้มไข่น้ำ”  เคยเป็นประธานสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นผู้ที่ชนะ อิทธิพล คุณปลื้ม ในสนามการเลือกตั้งที่ชลบุรี

จรัส คุ้มไข่น้ำ

          น่าจับตา ผู้แทนของชาวกรรมกร อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสภาไทย

ผู้นำกรรมกรตัวกลั่น

          ในอดีตมีพรรคการเมือง ที่มีชื่อ พรรคแรงงานพรรคกสิกรรมกร และอีกหลายพรรคที่แสดงตัวว่าเป็นตัวแทนผู้ใช้แรงงาน

          ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานในชลบุรีสมุทรปราการสมุทรสาคร และปทุมธานี จึงได้ ส..สายกรรมกรเข้าสภา 

           ผู้นำกรรมกรตัวจริงที่อยู่นอกสภาคือ “สุนทร บุญยอด” ซึ่งมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน 

สุนทร บุญยอด

          สุนทรมีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากสุนทรเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย”

          โดยส่วนตัว สุนทรรู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานอยู่เป็นประจำ

          หลังรัฐประหาร 2549 สุนทร ได้นำกรรมกรจากสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เข้าร่วมชุมนุมต้านเผด็จการ ในนาม “กลุ่มกรรมกรปฏิรูป”

          ผู้นำกรรมกรปฏิรูป อาจกลับมาปรากฏตัวในอนาคตอันใกล้นี้ 

ฤา…ศึกในพปชร.สงบถาวรรัฐนาวาลุงตู่2เคลื่อนทัพสะดวก?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา…ศึกในพปชร.สงบถาวรรัฐนาวาลุงตู่2เคลื่อนทัพสะดวก?

5 กรกฎาคม 2562 – 08:40 น.
พลังประชารัฐ,รัฐบาล,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,781 ครั้ง

ฤา…ศึกในพปชร.สงบถาวรรัฐนาวาลุงตู่2เคลื่อนทัพสะดวก? โดย…  ทีมข่าวการเมือง  เครือเนชั่น

พลังประชารัฐ” พรรคน้องใหม่ที่ระดมพลคนการเมืองจากหลายขั้วหลากพรรคมาชุมนุมส่งลุงตู่คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้ารอบที่สองจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งและเสียงข้างมากของส.ส.และส.ว.นั้น ต้องยอมรับว่ามีข่าวเชิงลบมากกว่าเชิงบวก..

          แม้บางนัยที่ “วิษณุ เครืองาม” คนจำเป็นของหลากรัฐบาลและแมวเก้าขีวิตทางการเมืองที่รัฐนาวาลำใหม่จำเป็นต้องมีไว้เคียงข้างกล่าวไว้แบบไม่ต้องถอดรหัสนั้นคือยามนี้ “เรือแป๊ะ” เปลี่ยนเป็น “เรือเหล็ก” มี “กัปตันตู่” ข้อดี “ไม่รั่ว …แต่เกิดสนิม”

สังคมคงตรองได้เองว่าสนิมบนเรือเหล็กนั้นจะเกิดจากอะไร?เพราะกระแสข่าวเชิงลบทางการเมืองหลายมุมที่ต้นทางมาจากพปชร.นั้นโพลล์หลากสำนักสะท้อนมาหลายวาระ…ที่แปลความว่าสังคมเริ่มไม่เชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐนาวาลำนี้ตั้งแต่ยังไม่ลงน้ำ เหตุหลักมาจากคนการเมืองในพปชร.ออกอาการงอแงกับตำแหน่งแห่งหนที่ทำให้หลายคนอกหักและกว่าจะเคลียร์ใจกันได้นั้น ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเสียรังวัดไปอักโข….

แม้ลุงตู่กับทีมงานจะสยบกระแสร้อนๆ ลงได้…แต่เหตุแบบนี้หากโผล่ขึ้นมาบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะสยบได้ราบคาบทุกกรณี…เพราะบางเหตุนั้นบนพื้นผิวคล้ายยุติ แต่ลึกลงไปอาจสะสมพลังและรอเวลาปะทุ…

ดังนั้น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับการทำหน้าที่ สร.1 ซึ่งจะไร้ ม.44 ในไม่กี่อึดใจข้างหน้านั้น จะรับมือกับแรงป่วนจากคนการเมืองและสังคมภายนอกได้อย่างไร…และยิ่งพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 19 พรรค 254 เสียง หากหักสามเสียงของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไป ลุงตู่จะมี 251 ส.ส.ไว้เป็นกองหนุน และต้องรอติดตามว่าเสนาบดีที่เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะลาออกแล้วเลื่อนอันดับถัดมาหรือไม่ เพราะข้อมูลที่สังคมรับรู้นั้น หลายคนที่มีตำแหน่งหลักในพรรคตัวเองจะไม่ลาออกจากเก้าอี้ผู้แทนราษฎรตรงนี้ต้องรอเคลียร์ใจกันอีกคราวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

         การบริหารเสียงปริ่มน้ำกับภาวะคลื่นลมภายในพปชร.ที่คีย์แมนพปชร.บอกว่ายุติแล้วหากวันหน้ามันบังเกิดอีกและบวกกับบางจังหวะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดินไม่ตรงกันจนมีรอยปริและบานปลายนั้น เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น…หากใครบางคน ไม่เชื่อกับเหตุข้างหน้าขอให้ไปไล่ดูบันทึกการเมืองไทยในอดีตได้เลยว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านพ้นไป “จุดจบ” มาจากเหตุอันใด?

ดังนั้นต้องมาติดตามว่าในเร็ววันนี้…ความอดทนของลุงตู่ที่จะต้องเผชิญความต้องการของคนการเมืองที่มีหลายความต้องการและอาจจะไม่ลงรอยกันแล้วลามบานปลายจนเสถียรภาพรัฐบาลไม่นิ่งนั้น…ลุงตู่จะบริหารจัดการเยี่ยงใด?

หลายคนฟันธงว่าภาวะแบบนี้ลุงตู่น่าจะเหนื่อยและอายุงานของรัฐนาวาลำนี้น่าจะทำงานไม่ครบสี่ปี แต่หากลุงตู่ถือพังงาฝ่าคลื่นลมให้จบภารกิจก็ถือว่าลบคำปรามาส

          แว่วว่าลุงตู่วาง “กติกาเหล็ก” ไว้รองรับการทำงานของครม.ชุดใหม่ไว้ถี่ยิบ และเตรียมชี้แจงกับ 35 ชีวิตให้รับรู้กติกาก่อนเริ่มงาน

และก่อนหน้านี้สังคมจะเห็นจากการคัดกรองเสนาบดีนั้น คนวงในย้ำว่า “ลุงตู่” ตรวจคุณสมบัติแบบละเอียดเพราะรมต.ทุกคนจะเป็นครม.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้งมา ทำงานสนองประโยชน์ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และไร้มลทิน

รวมทั้งลุงตู่เตรียมขันนอตผู้แทนฯ พปชร.ในการทำหน้าที่ส.ส.โดยจะวางเกณฑ์ในการบริหารพรรคให้ทุกคนในพปชร.อยู่ใน “วินัย” มากกว่านี้ และเปิดทางเชื่อมต่อระหว่างครม.-ส.ส.-แกนนำพรรคให้เข้าถึงกันง่ายกว่าเดิม

แต่หากคำสบประมาทของบางคนที่เย้ยมานั้น ยืนบนพื้นฐานและหลักการผนวกกับปัจจัยการเมืองที่จะอุบัติในยามนั้น จนรัฐนาวาลุงตู่ 2 ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ บนเหตุขัดแย้งในครม., รอยแยกใหม่ในพปชร., มีประเด็นร้อนที่ภาคสังคมหรือสภาผู้แทนฯ เจาะความไม่ชอบมาพากลมาตีแผ่และส่งผลกระทบเต็มอัตราต่อรัฐนาวาลุงตู่ 2

อำนาจของหัวหน้าฝ่ายบริหารในการทำงานสี่ปีโดยไรั ม.44 บนภาวะสุดวิสัยจนรัฐบาลลุงตู่ 2 ทำงานได้ไม่สมประสงค์ อาวุธของลุงตู่ในยามหน้าคือ “ลาออกและยุบสภา”

หากมองว่าลุงตู่แสดงสปิริตด้วยการลาออกแล้วให้มีการฟอร์มครม.ขึ้นมาใหม่โดยสภาผู้แทนฯ และพรรคการเมืองยังคงสภาพทำหน้าที่ตามครรลองประชาธิปไตยก็ต้องมาดูว่าใครและพรรคใดจะทำหน้าที่โต้โผตั้งรัฐบาล?

อย่าลืมว่า 250 ส.ว. มีอายุห้าปีในการทำหน้าที่ หากลุงตู่เลือกการลาออก ทำให้ต้องมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย 500 ส.ส.ต้องจับมือ 250 ส.ว.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

กติกาหลักของประเทศวางหลักว่าบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาทั้งหมด หรือ 376 เสียง

ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลคนหนึ่งให้มุมมองไว้น่าคิดว่า “ทราบจากผู้ใหญ่มาว่าลุงตู่น่าจะทำงานได้ยาวกว่าที่หลายคนประเมิน เพราะหากเหตุสุดวิสัยทางการเมืองเกิดขึ้นจนรัฐบาลทำงานไม่ได้ สมมุติว่าลุงตู่ลาออกแล้วให้มีการเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ 250 ส.ว.ก็น่าจะพิจารณาลุงตู่ก่อน และพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะหนุน หรือหากเลวร้ายสุดอาจสลับคนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลมาทำหน้าที่แทนลุงตู่ สิ่งนี้มองบนพื้นฐานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้อยู่ และยากที่ลุงตู่ลาออกแล้วจะเปลี่ยนขั้วให้ฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลเพราะส.ว.คงยากที่จะยกมือให้”

ส่วนการยุบสภามูลเหตุน่าจะมาจากสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตนดั่งที่เนติบริกรชี้ไว้ และสนิมนี้จะมาจากจุดใดนั้น “ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและครม.” น่าจะเป็นปฐมบทของสนิมบนเรือเหล็ก…

ดังนั้น “ยากันสนิม” ที่จะกินรัฐนาวาลำนี้ที่ลุงตู่ต้องใช้คือ ”วินัยเข้มข้น” ตามสไตล์ชายชาตินักรบที่ยามนี้ผันกายมาทำหน้าที่คนการเมืองเต็มสูบและต้องวางแผนรับมือหลากเกมที่คนการเมืองรอบทิศจะงัดมาใช้ในวันหน้าเพื่อให้เรือเหล็กแล่นได้โลดหากยากันสนิมที่ลุงตู่หยิบมาป้องปรามแต่เนิ่นๆ สนิมก็ยากจะกัดกิน

          หากว่ายานี้ใช้ไปแล้วแต่มันเกินเยียวยา “ทางใคร…ทางมัน” คือคำตอบสุดท้ายที่ลุงตู่จะหยิบมาใช้ก่อนที่สนิมจะกินเรือเหล็กหมดลำ…

ประมูลซื้อที่ดินจนท.รังวัดเนื้อที่ผิด:ใครต้องชดใช้ค่าเสียหาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประมูลซื้อที่ดินจนท.รังวัดเนื้อที่ผิด:ใครต้องชดใช้ค่าเสียหาย

5 กรกฎาคม 2562 – 07:13 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,นายปกครอง,รังวัด,ประมูล
เปิดอ่าน 3,283 ครั้ง

ประมูลซื้อที่ดินซึ่งเจ้าหน้าที่รังวัดเนื้อที่ผิด : ใครต้องชดใช้ค่าเสียหาย! คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้..กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

อุทาหรณ์คดีปกครองที่นำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้ เป็นเรื่องของ ผู้ประมูลซื้อที่ดิน ซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จากการขายทอดตลาด ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแก้ไขเนื้อที่ดินทำให้ที่ดินที่ซื้อมามีจำนวนลดน้อยลงอย่างมาก จากที่ขณะซื้อมีเนื้อที่จำนวน 100 ไร่ 35 ตารางวา แต่หลังจากการรังวัดใหม่ เหลือเนื้อที่จำนวนเพียง 5 ไร่เท่านั้น เพราะเดิมได้มีการรังวัดรวมเอาที่ดินของบุคคลอื่นและที่ดินซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อที่ดินตามหนังสือ น.ส. 3 ก. ที่พิพาทด้วย

เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เป็นใครก็ต้องตกใจ !! ใช่ไหมครับ

ผู้ประมูลซื้อที่ดินได้อุทธรณ์คำสั่งแก้ไขเนื้อที่ดินดังกล่าวแต่ถูกยกอุทธรณ์ จึงยื่นฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาให้กรมที่ดินชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

เรื่องนี้ กรมที่ดินอ้างว่า หลังจากผู้ฟ้องคดีประมูลซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. แปลงพิพาท จากการขายทอดตลาด ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระงับจำนองและขายตามคำสั่งศาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งว่าหนังสือ น.ส. 3 ก.ฉบับนี้ อยู่ในข่ายจะถูกเพิกถอนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีรับทราบและได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตรวจสอบประวัติที่ดินก่อนการประมูลซื้อที่ดิน จึงถือว่าผู้ฟ้องคดียอมรับความเสี่ยงภัยเอง และเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมิได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ในการประมูลซื้อที่ดินแปลงพิพาท ผู้ฟ้องคดีจึงมีส่วนกระทำละเมิดด้วย

คดีนี้ กรมที่ดินจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด ? และความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือว่าผู้ฟ้องคดียอมรับความเสี่ยงภัยเองหรือไม่ ! มาดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดกันครับ

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับพิพาท ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้รังวัดรวมเอาที่ดินของบุคคลอื่น รวมถึงที่ดินซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ โดยมีเนื้อที่จำนวน 95 ไร่ 35 ตารางวา รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าว พฤติการณ์ถือเป็นการกระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งได้รับความเสียหายจากการประมูลซื้อที่ดินดังกล่าว

         ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลงพิพาท อยู่ในข่ายจะถูกเพิกถอนตามกฎหมายที่ดินนั้น เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงภายหลังที่ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากการขายทอดตลาด ประกอบกับการแจ้งดังกล่าวเป็นเพียงแนวปฏิบัติงานภายในของหน่วยงาน และเป็นการแจ้งล่วงหน้าโดยไม่ได้ระบุว่าที่ดินอาจถูกเพิกถอนด้วยเหตุใด และยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่อาจถือว่าผู้ฟ้องคดียอมรับความเสี่ยงภัยดังกล่าว

อีกทั้ง ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ อันเป็นเอกสารราชการที่ประชาชนทั่วไปย่อมต้องมีความเชื่อถือว่าเป็นไปโดยถูกต้อง ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่มีส่วนรู้เห็นในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว และสิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นมิใช่ของลูกหนี้ โดยคำพิพากษา (เจ้าของทรัพย์เดิม) ตามมาตรา 1330 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

         นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดียังไม่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของกระบวนการออกเอกสารสิทธิที่ดินแปลงพิพาทก่อนเข้าประมูลสู้ราคา เมื่อความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัด จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี 

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางแนวทางในการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับหน่วยงานทางปกครองรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการออกเอกสารสิทธิที่ดิน จะต้องพิจารณาตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดพลาด อันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการ ซึ่งหากความผิดพลาดเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ในสังกัด หน่วยงานของรัฐก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งซื้อที่ดินมาโดยสุจริตได้

และผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง โดยความสุจริตของผู้ซื้อทรัพย์นั้น พิจารณาจากวันที่ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดเป็นสำคัญ แม้จะยังไม่มีการชำระราคาทรัพย์ครบถ้วนหรือยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม

(ผู้สนใจสามารถอ่านได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.849/2561 และปรึกษาคดีปกครอง ได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

สังคมดูแลกันและกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมดูแลกันและกัน

5 กรกฎาคม 2562 – 06:46 น.
องค์การอนามัยโลก,สังคม,สังคมดูแลกันและกัน
เปิดอ่าน 1,193 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562

สถานการณ์การฆ่าตัวตายกลายเป็นปัญหาใหญ่ให้หลายๆ ประเทศหันมาให้ความสำคัญในการแก้ไขและสร้างความเข้มแข็งในสังคมตนเอง เช่นเดียวกับประเทศไทยมีการประมาณการว่าแต่ละปีมีผู้พยายามทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายประมาณ 53,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน กระจายอยู่ทุกชุมชน ส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน ในปี 2559 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 4,131 คน เป็นชายมากกว่าผู้หญิง 4 เท่าตัว อายุต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 100 ปี ส่วนใหญ่เป็นโสด ต้นเหตุที่มักพบได้บ่อยที่สุดมาจาก 5 เรื่อง คือ ความสัมพันธ์บุคคล สุรา ยาเสพติด สังคม และเศรษฐกิจ ในผู้ชายมักมีปัจจัยความเสี่ยงมาจากปัญหาโรคทางจิต ดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด  ส่วนในผู้หญิงมักมีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์ได้แก่ น้อยใจ ถูกตำหนิดุด่า ผิดหวังความรัก เป็นต้น

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า ทุกๆ ปีจะมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 8 แสนคน เฉลี่ย 1 คนในทุกๆ 40 วินาที โดย 78% เกิดในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะลดอัตราการเสียชีวิตลง 10% ภายในปี 2563 ซึ่งในประเทศไทยการฆ่าตัวตายทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ กระทรวงสาธารณสุขได้คำนวณมูลค่าความสูญเสียในเชิงเศรษฐศาสตร์พบมูลค่าที่ประเทศสูญเสียสูงถึง 16,000 ล้านบาท ซึ่งจากสถานการณ์การฆ่าตัวตายในประเทศไทยมีผู้พยายามทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายกว่าครึ่งแสนคนต่อปีดังกล่าว ทำให้ประเทศต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจในการรักษาผู้พยายามฆ่าตัวตายปีละกว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ การฆ่าตัวตายยังส่งผลกระทบทางสังคมด้านอื่นๆ เช่น กระทบต่อความมั่นคง และปลอดภัยในจิตใจโดยเฉพาะคนใกล้ชิด ที่ยากต่อการประเมินความสูญเสียออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้

หลายประเทศประสบปัญหาประชากรกระทำการฆ่าตัวตายและมีทีท่าที่จะทวีความรุนแรงขึ้น จึงได้มีมาตรการป้องปรามกันอย่างแข็งขัน บางประเทศอย่างสหราชอาณาจักรถึงกับตั้งกระทรวงป้องกันการฆ่าตัวตายโดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการศึกษา ตระหนักรู้ และการสนับสนุนทางสุขภาพจิต รวมไปถึงการตีพิมพ์รายงาน “สภาพการณ์ชาติ” (State of the Nation) ที่จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้ พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือให้โรงเรียนใช้ตรวจวัดสุขภาพจิตของนักเรียน โดยนางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ว่า “เราสามารถหยุดยั้งตราบาปที่บีบให้คนจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในความเงียบงัน เราสามารถป้องกันโศกนาฏกรรมการฆ่าตัวตายที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย สามารถดูแลสุขภาพจิตลูกหลานของเราให้ดีที่สุดได้”

การฆ่าตัวตายทุกเหตุการณ์จะมีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุและเป็นปัจจัยอันสลับซับซ้อนเสมอ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐรวมไปถึงเอกชนและภาคประชาสังคม ต่างให้ความสนใจกับความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกับตัวเองหรือคนที่คุณรัก คนที่คุณห่วงใย การฆ่าตัวตายสำเร็จของคน 1 คน จะมีผลกระทบต่อคนอื่นๆ อีกอย่างน้อย 5 คน ได้แก่ พ่อ, แม่, พี่น้อง, เพื่อนสนิท, คนรัก และพร้อมที่จะหาทางป้องกันแก้ไขปัญหา โดยได้มีการกำหนดลดอัตราการฆ่าตัวตายให้เหลือ 6.0 คนต่อประชากรแสนคนภายในปี 2564 และหากองคาพยพของชาติเดินหน้าไปตามครรลองอย่างเข้มแข็ง สังคมและประชาชนร่วมมือกันเฝ้าระวังปัญหาโดยการสังเกตสัญญาณเตือนของผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือพฤติกรรม หรือจากสัญญาณเตือนจากการโพสต์ลงในโซเชียล เมื่อสังคมดูแลกันและกันเชื่อว่าปัญหาความเลวร้ายจะลดลงได้แน่นอน

หน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378135?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือประชาชน

5 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
หน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือประชาชน,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน,ฝนตก,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 6,335 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีเรื่องด่วนที่จะเสนอให้รัฐบาลทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงฝนตกหนัก-เกิดน้ำท่วมฉับพลันทั้งในกทม.และต่างจังหวัด

ระยะนี้เข้าสู่ฤดูฝนมีพายุดีเปรสชันเข้ามาเป็นระลอก ซึ่งส่งผลกระทบมากต่อชีวิตประจำวันอย่างในเขตกทม.จะเกิดน้ำท่วมหลายเส้นทางและรถติดอย่างหนัก

ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องรถเสียกลางถนนจากน้ำท่วมแล้วเจ้าของรถต้องช่วยตัวเองหรือรอช่างมาช่วย หรือบางคนต้องไปส่งคนเจ็บคนป่วย หรือพ่อแม่ผู้ปกครองต้องไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน

ยิ่งเวลานี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า-รถใต้ดินและซ่อมแซมถนนหลายสายมีเครื่องมือเครื่องจักรขนาดใหญ่และกินพื้นที่พื้นผิวถนนบางส่วนจนเป็นสาเหตุให้รถติด

ไกลออกจากเมืองหลวงไปต่างจังหวัดก็มีปัญหาเช่นกันและเคยมีเหตุการณ์ดินถล่ม-น้ำป่าไหลท่วมบ้านเรือนเสียหาย

ด้วยเหตุนี้จึงขอให้จัดตั้ง ‘หน่วยเคลื่อนที่เร็ว’ ช่วยเหลือประชาชนโดยด่วนเพราะแม้ว่ามีหลายหน่วยงานรับผิดชอบแต่ต่างคนต่างทำไม่มีการประสานงานกัน

ขอให้เริ่มที่กทม.ก่อน โดยตั้ง ‘หน่วยเคลื่อนที่เร็ว’ เช่น ช่างซ่อมรถ-แพทย์พยาบาล-ทีมงานพิเศษคอยอำนวยความสะดวกทุกเหตุการณ์

รวมทั้งมีการเตรียมพร้อมกรณีเกิดเรื่องใหญ่ เช่น ตึกถล่ม เครนล้ม เพลิงไหม้ ฯลฯ ซึ่งจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญเข้าช่วยเหลือพร้อมแบบ 24 ชม.

อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้อย่าประมาทและต้องมีการตรวจสอบตรวจตราทุกพื้นที่ว่ามีจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้อย่างไร

อย่าให้ประชาชนต้องอยู่โดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้งตามยถากรรม!
อ๊อด เทอร์โบ


 10 ก.ค.รอฟังข่าวดี
 ‘แก่งกระจาน’ มรดกโลก

ผมเป็นคนเมืองเพชร อยากจะขอให้พี่น้องชาวไทยทุกคนรอฟังข่าวดีว่าอุทยานแห่งชาติ ‘แก่งกระจาน’ บ้านผมอาจจะได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก มรดกทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังมีการประชุมพิจารณาจนถึง 10 กรกฎาคมนี้

แก่งกระจานเรียกได้ว่าเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นธรรมชาติที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ

จากการนำกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ติดตั้งภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าหายากไว้ได้หลายชนิด เช่น เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ กระทิง สมเสร็จ ช้าง

ในการนำเสนอภาพดังกล่าวเพื่อต้องการให้ทราบถึงการทำงานปกป้องดูแลป่าของเจ้าหน้าที่ประสบผลสำเร็จส่งผลให้สัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ จนมีการเสนอให้เป็นมรดกโลกด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

ป่าแก่งกระจานของประเทศไทยกำลังจะเสนอขึ้นบัญชีมรดกโลกทางธรรมชาติรอบสุดท้ายในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 43 ของยูเนสโก ที่กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

ถ้าหากมติที่ประชุมรับรองแก่งกระจานขึ้นบัญชีมรดกโลก จะถือเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 ของไทย หลังจากมีการขึ้นทะเบียนทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งและกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

ผมเชื่อว่า ‘แก่งกระจาน’ จะได้เป็นมรดกโลกเพราะทุกอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
มนัสชัย (เพชรบุรี)


 ตอบ ‘คุณมนัสชัย’ เพชรบุรี
ผมขอเรียนให้ทราบว่าป่าแก่งกระจานไม่ใช่ของคนเมืองเพชรเท่านั้นแต่เป็นสมบัติของชาติคือเป็นของคนไทยทุกคน จึงขอให้ช่วยกันเอาใจช่วยและรอคอยฟังข่าวดีว่าจะได้เป็นมรดกโลกหรือไม่?

หลายปีมานี้ผมได้ไปแก่งกระจานหลายครั้งเพราะชอบบรรยากาศและความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและมีผู้คนไปไม่มากเหมือนเขาใหญ่ จึงมีความเงียบสงบและได้เห็นสัตว์ป่านานาชนิด

เท่าที่ติดตามข่าวมีปัญหาเรื่องมีผู้อาศัยอยู่ในแก่งกระจานซึ่งเป็นชาวบ้าน ไม่ใช่พวกมีอิทธิพลไปทำรีสอร์ทบุกรุก

รวมถึงกลุ่มชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในพื้นที่ จัดทำแผนผังที่ดินทำกินออกตรวจพื้นที่และนำเสนอเพื่อรองรับตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 เพื่อกำหนดเขตพื้นที่อนุญาตให้บุคคลอยู่อาศัยในลักษณะของสิทธิ์ทำกินไม่ใช่เอกสารสิทธิ พร้อมจัดทำขอบเขตที่ชัดเจน

พื้นที่ชุมชนเคยเป็นที่อยู่อาศัยเดิมเมื่อชาวบ้านอพยพออกมาปัจจุบันสัตว์ป่าได้เข้ามาอาศัยอยู่และมีสภาพเป็นป่าฟื้นตัว นับว่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศของกลุ่มป่าเป็นอย่างมาก

เรื่องนี้ทางการแก้ไขทุกวิธีแล้วคนเราต้องอยู่อย่างเข้าใจกันและมีความเอื้ออาทรต่อกัน
อ๊อด เทอร์โบ


ไทยลีกการเมือง “มาดามเก๋” ฟื้น “เสี่ยแฮงค์” ฟุบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378140?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทยลีกการเมือง “มาดามเก๋” ฟื้น “เสี่ยแฮงค์” ฟุบ

4 กรกฎาคม 2562 – 11:06 น.
ไทยลีก,ไทยลีกการเมือง,ฟุตบอลไทยลีก 2019,ชัยนาท,สุพรรณบุรี,ชัยนาท ฮอร์นบิล,วราวุธ ศิลปอาชา,อนุชา นาคาศัย,สุพรรณบุรี เอฟซี,สุวรรณา ศิลปอาชา,ทีมช้างศึกยุทธหัตถี,บุญชู จันทร์สุวรรณ,ป๋าเติ้ง
เปิดอ่าน 5,490 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 4 ก.ค.62

**************

           เริ่มเลก ของการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 2019 แฟนบอลสุพรรณบุรี และชัยนาท  หายใจไม่ทั่วท้อง ต้องลุ้นกันแบบนัดต่อนัด แถมบนบานศาลกล่าวให้ทีมรักรอดพ้นการตกชั้น

           แม้นาทีนี้ ทีมสุพรรณบุรี เอฟซี จะอยู่รองบ๊วย แต่ “วราวุธ ศิลปอาชา” ยิ้มหน้าบาน เตรียมรับตำแหน่งรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผิดกับ “อนุชา นาคาศัย” ที่อกหักลั่นเขาพลองสเตเดี้ยม เมื่อชวดตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคลัง 

มาดามเก๋”มาแล้ว

           ตอนสายวันเสาร์ที่ผ่านมา “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย แถลงข่าวทวงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และแสดงความไม่พอใจแกนนำพรรคพลังประชารัฐบางคน ที่เล่นเกมใต้ดิน แซะกลุ่มสามมิตรออกจากโผ ครม.ลุงตู่ 

           ตกค่ำ ทีมชัยนาท ฮอร์นบิล ต้องมาเยือนทีมสุพรรณบุรี เอฟซี ที่สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นศึกหนีท้ายตารางทั้งสองทีม เนื่องจากชัยนาทอยู่อันดับ 14 และสุพรรณบุรี อยู่อันดับ 15 

           ปกติ “เสี่ยแฮงค์” จะต้องมาให้กำลังใจที่ข้างสนามบอล แต่หนนี้ เห็นแต่ “อนุรุทธิ์ นาคาศัย” รองประธานสโมสร และผู้จัดการทีมชัยนาท ฮอร์นบิล

ท่าเรือมีมาดามแป้ง สุพรรณมีมาดามเก๋

           ด้านเจ้าบ้านกลับมีความคึกคัก เมื่อ “มาดามเก๋” สุวรรณา ศิลปอาชา ภรรยา “เสี่ยท็อป วราวุธ” ปรากฏตัวที่ข้างสนาม พร้อมยืนให้กำลังใจนักฟุตบอลทีมสุพรรณบุรี ที่เดินเข้าสู่สนาม 

           เกมคู่นี้จบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน แต่ทั้งสองทีมก็ยังไม่พ้นจากโซนอันตราย ถัดมาอีกวันหนึ่ง “มาดามเก๋” โพสต์ให้กำลังใจนักเตะและกองเชียร์ ผ่านเฟซบุ๊ก Kay Silpa-archa “เชื่อมั่นในการเดินทางของคุณ”

           แฟนทีมช้างศึกยุทธหัตถี รู้สึกมีความหวังขึ้นมาโดยพลัน “มาดามเก๋” คือขวัญกำลังใจที่เยี่ยมยอดของนักเตะและกองเชียร์

มาดามแป้ง”มีหนาว

           ทีมสุพรรณบุรี เอฟซี ในช่วงเลกแรกของฤดูกาลนี้ สถานการณ์ของทีมย่ำแย่ มีข่าวลือมากมาย ทำให้แฟนบอลทีมเมืองเหน่อรู้สึกหดหู่หัวใจ 

           นับแต่ฤดูกาล 2554 “บุญชู จันทร์สุวรรณ” นายก อบจ.สุพรรณบุรี ได้เชิญ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาทำทีมสุพรรณบุรี ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของสโมสร และ “ป๋าเติ้ง” ได้มอบหมายให้ “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา เข้ามาเป็นประธานสโมสร ผลักดันทีมให้ขึ้นสู่ไทยลีก

ท็อป วราวุธ มาดามเก๋ และลูกสาว

           ทีมสุพรรณบุรี เอฟซี ภายใต้การบริหารของท็อป วราวุธ ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนได้ติดอันดับท็อปทรีไทยลีกในปี 2557 แต่หลังจากนั้น ทีมช้างศึกยุทธหัตถี ก็ไม่ไปถึงแชมป์สักปี และส่อแววถดถอยลงเรื่อยๆ

           ดังนั้น การที่ “มาดามเก๋” สุวรรณา ศิลปอาชา ออกมากระตุ้นเอฟซีทีมเมืองเหน่อให้ก้าวไปด้วยกัน ก็ทำให้ข่าวลือข่าวร้ายเบาบางไป

           เอฟซีช้างศึกยุทธหัตถี นำภาพ “มาดามเก๋” นั่งอยู่ตรงม้านั่งสำรอง ไปเปรียบเทียบกับ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ แห่งทีมท่าเรือทันที “คลองเตยมีมาดามแป้ง บรรหารบุรีก็มีมาดามเก๋”

มาดามเก๋ แม่ทัพช้างศึกยุทธหัตถี

           มาดามเก๋” นายกสมาคมฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย แถม “น้องเทมส์” ลูกสาวคนโตก็เป็นนักกีฬาของสมาคมนี้ด้วย เธอจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าของแวดวงกีฬา

           พลันที่ “ท็อป วราวุธ” เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ “มาดามเก๋” จึงเข้ามาคุมทัพลูกหนังเมืองเหน่อ ด้วยภารกิจที่ต้องหนีตกชั้นให้สำเร็จ

สปิริตนักบอล

           ในบรรดานักการเมืองที่มาทำทีมลูกหนัง มีอยู่ไม่กี่คนที่เข้าขั้นบ้าบอล นอกจาก เนวิน ชิดชอบ และมิตติ ติยะไพรัช ก็มี “อนุชา นาคาศัย” นายใหญ่ทีมชัยนาท ฮอร์นบิล

           สมัยทักษิณเรืองอำนาจ “เสี่ยแฮงค์ อนุชา” เคยเป็นผู้จัดการทีมไทยรักไทย ยูไนเต็ด ลงแข่งในทัวร์นาเมนต์ VIP Thailand Premier League 2004 ระหว่างทีมคณะรัฐมนตรีทักษิณกับคณะทูตฯ และเจ้าหน้าที่จากทั่วโลก

           นักเตะดาวดังของทีมไทยรักไทยในตอนนั้น อาทิ สมศักดิ์ เทพสุทินเนวิน ชิดชอบจาตุรนต์ ฉายแสง ฯลฯ

           ช่วงปี 2550 เสี่ยแฮงค์ต้องเว้นวรรคการเมือง ปี เขาเลยไปลุยทำทีมชัยนาท เอฟซี ไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับขั้นจากดิวิชั่น ขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น และก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดด้วยลำแข้งของตัวเอง

           ชัยนาท ฮอร์นบิล จะมีวันนี้ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีนักการเมืองที่บ้าบอลเข้าเส้น อย่างเสี่ยแฮงค์ ผู้ปลุกปั้นฟุตบอลชัยนาทที่เริ่มต้นจากศูนย์ 

เสี่ยแฮงค์ คนบ้าบอล

           เมื่อน้องชาย อนุสรณ์ นาคาศัย เป็นนายก อบจ.ชัยนาท ก็จึงสร้างสนามเขาพลองสเตเดี้ยม เป็นรังเหย้า มีแฟนบอลเข้ามาชมแน่นสนามทุกนัด

           ตอนนี้ กลุ่มธุรกิจน้ำตาล “วังขนาย” เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสร ซึ่งเสี่ยแฮงค์ย้ำตลอดว่า วังขนาย คือหุ้นส่วน ไม่ใช่สปอนเซอร์

           ชายร่างสูงโปร่งเฉียด 175 เซนติเมตรคนนี้ เคยให้สัมภาษณ์สื่อสมัยทำทีมไทยรักไทยว่า “ผมนี่สปอร์ตแมนไม่คิดเรื่องแพ้ชนะ อย่างผมยอมเป็นตัวสำรองตลอด ผมไม่จำเป็นจะต้องเป็นตัวจริงนะ”

           เสี่ยแฮงค์ก็ควรเป็นสปอร์ตแมน เสียสละให้รัฐบาลลุงตู่ ไม่ควรตีอกชกลม หลังวืดตำแหน่งเสนาบดี

ทำไม..ห้าม’นักการเมือง’ถือหุ้นสื่อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378129?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไม..ห้าม’นักการเมือง’ถือหุ้นสื่อ

4 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
นักการเมือง,ถือหุ้นสื่อ,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 3,628 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่วมเย็น 

เรื่อง ส.ส.ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อ ตอนนี้พากันเดือดร้อนไปทั่ว

เริ่มจากที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าอนาคตใหม่ ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง ส.ส. และศาลรัฐธรมนูญเห็นว่ามีมูล จึงได้ออกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ไว้ก่อน

ตามมาด้วย “32 ส.ส.พรรครัฐบาล” ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องมาให้วินิจฉัย

ขณะที่ “33 ส.ส.ฝ่ายค้าน”  ก็ถูกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นคำร้องต่อประธานสภาเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติเช่นกัน
รวมทั้ง 21 ส.ว. ถูกนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ  ร้องต่อ กกต.ว่าถือหุ้นสื่อ

ถามว่าเรื่องห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อมีที่มาอย่างไรและทำไมต้องห้าม “นักการเมือง” ถือหุ้นสื่อ

คำตอบก็คือ “นักการเมือง”  นั่นเองทีี่เป็นตัวต้นเหตุ โดยเข้ามายึดครองสื่อและใช้สื่อเป็นเครื่องมือของตนเองในทางการเมือง

หากมองย้อนไปในปี 2550  ที่ประชุมอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 สภาร่างรัฐธรรมนูญในตอนนั้นมีการอภิปรายว่า ที่ผ่านมามีนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อโดยเฉพาะสื่อทีวี และใช้สื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นธรรม และเห็นชอบในหลักการไม่ให้นักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ
นำมาซึ่ง “รัฐธรรมนูญปี 50” เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 48 ที่ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้

โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550   ที่กำหนดให้นักการเมืองแยกออกจากสื่อก็เพื่อให้สื่อมี ‘เสรีภาพ’ ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และประชาชนมีเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยไม่ถูกครอบงำ หรือปิดกั้นจากผู้ที่ถือครองอำนาจรัฐ  เป็นการห้ามไม่ให้มีการแทรกแซงสื่อมวลชนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้สื่อเป็นอิสระ กล้าที่จะวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เพราะสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐแล้วนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบ

ในทางกลับกันหากสื่อกับรัฐมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันสื่อก็จะเป็นเพียงกระบอกเสียงของรัฐที่ทำหน้าที่ในการรายงานข้อมูลข่าวสารอันจะก่อให้เกิดการส่งเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้ดีขึ้นเพียงด้านเดียว กลไกการตรวจสอบความจริงก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในการทำงานของสื่อ

แต่ตอนนั้นเรื่องนักการเมืองถือหุ้นสื่อ รัฐธรรมนูญปี 2550  เขียนห้ามไว้กว้างๆ ลอยๆ  ไม่ได้กำหนดโทษเอาไว้ เช่น ไม่ได้กำหนดไว้ในคุณสมบัติต้องห้ามของส.ส. ว่าถ้าถือหุ้นสื่อต้องพ้นสมาชิกภาพ
ต่อเมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้บังคับในปัจจุบันจึงลงรายละเอียดมากขึ้นและมีโทษชัดเจน โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 98 (3) ที่ระบุคุณสมบัติของผู้สมัครส.ส.ว่า “ห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ”  และมาตรา 101 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของส.ส. สิ้นสุดลงเมื่อ (6 )… มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98
อีกทั้งในพ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561  มาตรา 42 บัญญัติว่าบุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ..(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ
เจตนารมณ์ของการเขียนเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งส.ส.เพื่อป้องกันหรือห้ามไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ใช้ความเป็นเจ้าของสื่อ ใช้สื่อของตัวเล่นงาน กล่าวหา โจมตี บิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ข่มเหง รังแก คู่แข่ง หรือเป็นเครื่องมือสร้างความนิยมให้ตัวเองโดยปราศจากความจริงหรือเกินเลยความเป็นจริง

อย่างไรก็ดีเรื่องห้ามนักการเมืองเกี่ยวข้องกับสื่อก็ยังถูกท้าทายอยู่มากจาก “นักการเมือง” ที่มีแนวคิดว่านักการเมือง พรรคการเมืองต้องสื่อสารกับประชาชนได้
ดังนั้นถ้านักการเมืองรู้สึกว่า “สื่อกระแสหลัก” ทำหน้าที่ได้ไม่ดี สื่อสารไม่ได้อย่างที่เขาต้องการ  “นักการเมือง” ควรมีสิทธิถือหุ้นและเป็นเจ้าของสื่อเพื่อสื่อสารกับประชาชนได้
และยังเห็นว่าขณะนี้ก็มี “นักการเมือง” ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์  ในการสื่อสารอยู่แล้ว  ซึ่ง “นักการเมือง” บางคนมีคนติดตามมากกว่าวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์บางช่องเสียอีกก็ยังทำได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ที่สำคัญไม่ต้องจดทะเบียนประกอบการ ไม่ต้องถูกตรวจสอบจากทางการ ว่าหนังสือบริคณห์สนธิระบุทำสื่อด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดห้ามไม่ให้ ส.ส. เป็น “เจ้าของ” หรือ “ผู้ถือหุ้นสื่อ”  ก็ควรมีการพิจารณาหาทางวางบรรทัดฐานการปฏิบัติในการกล่าวโทษ การตัดสินลงโทษให้ชัดเจน มีเหตุผลรองรับ เกิดความเป็นธรรมและสังคมส่วนใหญ่รับได้
ตั้งแต่การกำหนดกรอบ “ความเป็นเจ้าของสื่อหรือผู้ถือหุ้นสื่อ” ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายว่ามีขอบเขตมากน้อยแค่ไหน ควรตีความข้อความหรือถ้อยคำตามตัวอักษรที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแคบ เคร่งครัด หรืออย่างกว้าง  ความเป็นเจ้าของพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ควรมีสัดส่วนมากหรือน้อยแค่ไหน พิจารณาในความเป็นจริงว่าสามารถใช้อิทธิพลครอบงำ ชี้นำการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนให้เป็นไปตามเป้าหมายของตัวได้ หรือว่า ถือหุ้นเพียงเล็กน้อยหรือเพียงหุ้นเดียวในสื่อก็ผิดข้อต้องห้ามแล้ว
หรือกรณีเป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วนบริษัทที่หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท เขียนวัตถุประสงค์ไว้หลายสิบข้อ ข้อหนึ่งในนั้นมีกิจการสื่อรวมอยู่ด้วย แต่ความเป็นจริงบริษัทดังกล่าวทำธุรกิจอื่น ไม่ได้ทำธุรกิจสื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หรือให้ทางการมีการปรับปรุง “แบบฟอร์มสำเร็จรูป” ไม่ให้มีการจดแจ้งการประกอบการของบริษัทประเภท “ครอบจักรวาล” อีก