De-Talk : ล้างพิษรัฐประหาร คืนอำนาจประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

De-Talk : ล้างพิษรัฐประหาร คืนอำนาจประชาชน

9 กรกฎาคม 2562 – 08:11 น.
De-Talk,รัฐประหาร,คืนอำนาจประชาชน
เปิดอ่าน 1,163 ครั้ง

โดย…   เกศินี แตงเขียว

จากผลของการรัฐประหาร โดย คสช. เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ต่างๆ ตามมา ทั้งการอ้างถึงการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ทั้งภาคการเมือง กระบวนการยุติธรรม สังคม สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนและความพยายามทำให้ประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง แต่ระหว่างทางช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบันกว่า 5 ปีแล้ว สังคมยังไม่ได้เห็นภาพการปฏิรูป ประชาธิปไตยที่ชัดเจน โดยประชาชนยังคงมีความสงสัยกับผลพวงรัฐประหารคสช. และตั้งคำถามมาตลอดว่าปฏิรูปนี้เพื่อใคร..?เพื่อสืบทอดอำนาจต่อ?? หรือคืนอำนาจอธิปไตยแท้จริงให้ประชาชนผ่านกระบวนการประชาธิปไตยต่างๆ อย่างที่ควรมี ซึ่งระหว่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นประชาชนยังต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางความคิด การกระทำเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยภาคประชาชน

ในเวที “De-Talk : ล้างพิษรัฐประหาร ทวงคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน” ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “สุณัย ผาสุข” จากฮิวแมนไรท์ วอทช์  ได้สะท้อนถึงข้อกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างทางการเมืองกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยและลี้ภัยออกนอกประเทศอย่างเต็มตัวหลังการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หนักหนากว่าเมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพราะครั้งนั้นในที่สุดยังมีทางออกที่ทำให้คนไทยที่เคยเป็นผู้ลี้ภัยกลับบ้านได้ แต่ครั้งนี้หลังรัฐประหาร คสช.มา 5 ปีแล้ว ก็มีข้อกังวลว่า..

1.เรายังไม่เห็นทางออกเลยว่าประเทศจะกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้อีกครั้งเมื่อไร
2.เรื่องของการกดขี่บั่นทอนสิทธิเสรีภาพ คิดได้แต่พูดไม่ได้ หรือคิดได้ พูดแล้ว ทำแล้ว กลายเป็นอาชญากรรมถูกดำเนินคดี ซึ่งยังไม่มีวี่แววจะสิ้นสุดเมื่อใด คำสั่งต่างๆ ที่ออกภายใต้มาตรา 44 จนถึงทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะมีคำสั่งใดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจะถูกถอนบ้าง แล้วถ้าจะถอน จะถอนในลักษณะไหน สิ่งที่เรียกว่า ‘เผด็จการต่อยอด’–‘เผด็จการแปลงร่าง’ ยังสืบทอดต่อไป โดยฮิวแมนไรท์วอทช์ มองว่านี่คือสถานการณ์วิกฤติของสิทธิมนุษยชนที่หาทางออกไม่เจอ เราจึงไม่รู้คนไทยที่เป็นผู้ลี้ภัยจะกลับบ้านได้อีกเมื่อไร

3.เมื่อออกไปนอกประเทศแล้วก็ยังไม่ปลอดภัย นี่เป็นความแตกต่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ครั้งนี้ออกนอกประเทศแล้วยังถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า ในลาว 5 กรณี ในเวียดนามอีก 3 กรณี ทั้งหมดไม่มีคำตอบว่าใครเป็นผู้กระทำ เมื่อไม่มีคำตอบเราจึงไม่สามารถหาทางป้องกันได้ ตอนนี้เป็นว่าถ้าหนีลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ รอบบ้านไทย ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เหมือนกับว่าตอนนี้มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในการที่จะทำให้คนเห็นต่างทางการเมืองไม่สามารถลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนกันว่าถ้ามีฝ่ายต่อต้านของรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเข้าในไทย ไทยก็จะส่งกลับให้

และในทางกลับกันหากคนไทยลี้ภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่สามารถหาความคุ้มครองในประเทศเหล่านั้นได้ต้องลี้ภัยไปในประเทศที่ไกลกว่านั้น เช่น ประเทศตะวันตกซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา นี่ก็จะเป็นโจทย์ที่ท้าทายต่อไปว่าสิ่งที่บอกว่าไทยเป็นประธานอาเซียนในวาระหมุนเวียนปีนี้ กลายเป็นว่าไทยเป็นประธานอาเซียนในยุคที่อาเซียนไม่ให้ความคุ้มครองกับคนเห็นต่างทางการเมือง คนที่เป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลแต่ละประเทศในอาเซียนอีกต่อไป จึงเป็นสภาวะของการเป็นผู้นำอาเซียนที่ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจในเชิงสิทธิมนุษยชนในเชิงการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศเลย แล้วนานาชาติจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ซึ่งนานาชาติรวมทั้งประเทศไทยมีพันธกรณีในการห้ามไม่ให้ส่งตัวบุคคลกลับไปเผชิญอันตราย แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าไทยกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ไม่ได้เคารพกติกาข้อนี้เลยมีการกักตัวแลกเปลี่ยนคนเห็นต่างที่มาลี้ภัยโดยตลอด

“ดังนั้นสิ่งที่เหลืออยู่เราหวังว่ามิตรประเทศที่เขาเคารพกติกาสิทธิมนุษยชนจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคนไทยที่พยายามจะขอลี้ภัยให้เขาสามารถออกจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยไปยังประเทศอื่นที่ไกลกว่า มีความปลอดภัยมากกว่าได้ กลไกของสหประชาชาติไม่ว่าจะเป็นสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ UNOHCHR จะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการนำพาคนไทยให้รอดพ้นการประหัตประหาร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคนไทยซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยเราอยากให้เขาสามารถกลับเมืองไทยได้ นี่จึงเป็นที่มาของ De-Talk ถอนพิษ ล้างพิษจากปกครองที่ริดลอดสิทธิเสรีภาพ การปกครองที่ใช้อำนาจเผด็จการไล่ล่าคนเห็นต่างเราต้องล้างพิษนี้ให้ได้เพื่อจะนำพาผู้ลี้ภัยกลับมาประเทศไทย และทำให้คนไทยแสดงออกซึ่งสิ่งที่เขาคิด ออกมาเป็นการกระทำได้โดยที่ไม่ถูกหาว่าเป็นอาชญากรรมอีกต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการเกิดผู้ลี้ภัยซ้ำแล้วซ้ำอีก”
ขณะที่ “เก่งกิจ กิติเรียงลาภ” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ได้พูดถึงนายสยาม ธีรวุฒิ อดีตนักกิจกรรมการเมืองที่ลี้ภัยไปใช้ชีวิตประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ปี 2557 หลังรัฐประหาร จนปัจจุบันสูญหายยังไม่ทราบชะตากรรม ว่าทราบว่านายสยามหนีไปแบบที่หลายคนหนีไปช่วงหลังการรัฐประหาร และมารู้เรื่องราวอีกทีก็เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า เขาถูกจับระหว่างเดินทางเข้าประเทศเวียดนาม และถูกส่งกลับไทยในวันที่ 8 พฤษภาคม แต่จนบัดนี้เราทุกคนก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน

“แน่นอนว่า สยามไม่ได้อยากจะหายไป ไม่ได้อยากจะหนี แต่เพราะผู้มีอำนาจในประเทศนี้ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นภัย ผมนึกสงสัยมากๆ ว่าเพราะเหตุใดลูกชายของช่างแอร์ที่มีความตลก มีความรักมีความฝันต้องจบชีวิตลงแบบนี้ หรือสังคมนี้ไม่ต้องการคนที่มีความฝันและคนที่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับผมสังคมที่ดี คือสังคมที่ทำให้เรามีความฝันได้ แต่สังคมที่จะทำให้เรามีความฝันได้ก็ต้องเป็นสังคมที่อยู่บนเสรีภาพ โดยการมีชีวิตอยู่กับการมีเสรีภาพ ในทางรัฐศาสตร์หากสังคมหรือระบอบการเมืองใดไม่สามารถอดทนหรือปรับตัว ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้อเรียกร้องของสมาชิกในสังคมได้ก็สะท้อนว่าสังคมการเมืองนั้นเจ็บป่วย ผู้ลี้ภัย การอุ้มหาย และการจับกุมด้วยคดีทางการเมือง รวมถึงการทำร้ายร่างกายของ “จ่านิว” ช่วงที่ผ่านมา คืออาการป่วยไข้ของสังคม ก็ต้องหาความจริงกันว่า “สยาม” อยู่ที่ไหนและใครทำให้เขาหายไป แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องทำให้ “สยาม” หายไป ก็คือจุดเริ่มต้นอย่างหนึ่งของการแก้อาการป่วยไข้ของสังคมที่มีพิษ”

“ยิ่งชีพ อัฌชานนท์” ผู้จัดการ iLaw กล่าวว่า เรื่องคนหายมีเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมี 8 คนที่ยังไม่ทราบชะตากรรม คือ เบียร์ ดีเจนักจัดรายการวิทยุ, โกตี๋, สุรชัย แซ่ด่าน, สหายพงษ์ชนะ, สหายกาสลอง ซึ่งสหาย 2 คนสุดท้ายพบศพที่แม่น้ำโขงยืนยันเป็นทางการแล้ว, ชูชีพ ลุงสนามหลวง, สหายบังบลัด และสยาม ทั้ง 3 คนนี้ก็ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากประเทศไหนเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก็ยังต้องเรียกร้องต่อไป ขั้นต่ำที่สุด คือให้รู้ก่อนว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ด้าน “อนุสรณ์ อุณโณ” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ได้กล่าวถึง มหาวิทยาลัยหรือค่ายทหารว่า ทางทฤษฎีสังคมศาสตร์ ลักษณะความเป็นระเบียบมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอาจคล้ายกัน ส่วนสังคมไทยในความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยกับค่ายทหาร มีความสัมพันธ์เรื่องที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิต มากกว่านั้น เพราะหากย้อนไปดูหลังรัฐประหารปี 2557 จะเห็นสภาวะการสิ้นสุดลงของการเคลื่อนไหวบนท้องถนน สิ้นสุดขบวนการมวลชนจัดตั้ง บรรดาแกนนำทั้งหลายก็ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ บางส่วนก็ถอยร่น บางส่วนก็อพยพลี้ภัยไปต่างประเทศ ในแง่นี้มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นพื้นที่สุดท้ายในสังคมที่ผู้คนสามารถมารวมตัวกันแสดงถึงสภาวะใดที่คับข้อง ขุ่นเคือง การแสดงออกทางความคิดที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงเป็นที่ถูกจับตาของฝ่ายทหารพยายามจะเข้ามาจัดการคล้ายๆ กับค่ายทหารมากขึ้น เมื่อตกเป็นเป้าสายตาของทหาร หรือ คสช. ในการกดปราบ ไม่ให้กระด้างกระเดื่อง จนนักวิชาการจำนวนหนึ่งถูกเรียกไปปรับทัศนคติ และการแทรกแซงการสัมมนาทางวิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยในภูมิภาคจะถูกส่งสัญญาณมาจนสุดท้ายต้องยกเลิกสัมมนาไป
“ใน ม.ธรรมศาสตร์เอง ก็ต้องมีขออนุญาต สกรีนตั้งแต่หัวข้อ เราถูกขีดเส้นภายใต้กองทัพจนเราผ่าทางตันในการตั้งหัวข้อ กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่รัฐประหาร แต่แม้มหาวิทยาลัยจะถูกมองเป็นเหมือนหอกข้างแคร่แต่ก็ไม่สามารถปิดสถานบันการศึกษาได้ แต่ก็มีความพยายามแทรกหลักสูตรการศึกษากดดัน หรือการขอความร่วมมือแกมบังคับในการจัดกิจกรรม และเขายังพยายามจะกำกับ ควบคุมการผลิตความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย”
ขณะที่ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักเขียนอิสระ ก็ร่วมพูดถึงอำนาจนิยม รัฐราชการกับการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการทำวิจัยเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่าประเทศไทยพบความท้าทายหลายด้าน โดยความเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนจะรับมือได้ต้องเป็นสังคมที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ และในสังคมไทยที่เป็นพหุนิยม ก็ต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความกังวล
ด้านภาคประชาชน “สุภาภรณ์ มาลัยลอย” มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้พูดถึงสิทธิชุมชนกับการแย่งชิงทรัพยากร ประเด็นสิทธิในทรัพยากรถ้าประชาชนสามารถกำหนดเองได้คงจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือทุกสิ่งล้วนกำหนดโดยรัฐบาลส่วนกลาง และเราอยู่ในรัฐบาลที่มองเห็นเม็ดเงินที่เพิ่มพูนของประเทศนี้สำคัญกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้นทรัพยากรส่วนใหญ่จึงมักถูกจัดสรรให้เกิดการลงทุนและเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งอุตสาหกรรม หรือเกษตรก็จะเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้น้ำ-ที่ดินจำนวนมากและอาจเสี่ยงต่อการก่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เสมือน คสช. แย่งชิงที่ดินประชาชนไปให้นายทุน ที่มีนโยบายให้รัฐนำที่ดินให้เอกชนลงทุนเช่าได้ถึง 99 ปี

ส่วน ณัชปกร นามเมือง จาก iLaw ยังมองเห็นถึงพิษกลายพันธุ์ในประเด็นการสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งและสิทธิเสรีภาพที่ถูกลิดรอนด้วย
ขณะที่ “พูนสุข พูนสุขเจริญ” ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่รับผิดชอบคดีการเมือง ได้กล่าวถึงประเด็นทำไมต้องจัดการกับผลพวงรัฐประหาร ฟื้นฟูศักดิ์ศรีประชาชนว่า 5 ปีที่แล้วเมื่อประกาศยึดอำนาจ แล้วมีคนออกมาชุมนุมหน้าหอศิลป์ มีคนถูกจับ 5 คน เราได้ช่วยเหลือเป็นทนายความ แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการควบคุมตัวได้ในช่วงแรก ที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ ขณะที่ช่วงที่มี สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคสช. ก็มีการออกกฎหมาย 444 ฉบับทั้งผังเมือง-สิ่งแวดล้อม ในเวลา 5 ปี เทียบเฉลี่ยเวลา 1 ปีออกกว่า 100 ฉบับ แล้วเวลาเฉลี่ยพิจารณาออกกฎหมายก็ใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ถึงแม้จะอ้างความหวังดีแต่การออกกฎหมายควรต้องพิจารณารอบคอบใช้เวลาที่มากกว่าส่วนเฉลี่ยนี้ เพราะกฎหมายที่ออกมายังอาจต้องใช้กันไปอีกยาวนานกว่า 10, 20 ปี หรือเหมือนพ.ร.บ.กฎอัยการศึกที่ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2457 ใช้นานสูงถึง 105 ปี มาแล้ว ดังนั้นถ้าเราไม่จัดการกับกฎหมายที่ออกมาโดยไม่รอบคอบก็จะฝังอยู่ในสังคมต่อไป โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเรามีข้อเสนอ 5 ประเด็นในการจัดผลพวงการรัฐประหาร 5 ประเด็น คือ เรื่องการจำกัดอำนาจกองทัพ, เสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การลบล้างผลพวงคำพิพากษาที่ละเมิดสิทธิประชาชน, การจัดการกฎหมายและประกาศคำสั่ง คสช., การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิ 5 ปีที่ผ่านมา

สนิมเรือเหล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนิมเรือเหล็ก

9 กรกฎาคม 2562 – 07:37 น.
สนิมเรือเหล็ก,ฉายาเรือเหล็ก,รัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,688 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562

   ประชาชนชาวไทยรออีกไม่กี่วัน ก็จะได้ยลโฉมรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่ได้รับฉายาเรือเหล็ก อันหมายถึงความแข็งแรงคงทน แต่จะมีปัญหา

ขึ้นมาได้ก็เพราะเกิดสนิม อันเป็นการเปรียบเปรยว่า รัฐบาลชุดนี้จะบริหารงานได้อย่างราบรื่นหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับพรรคร่วมรัฐบาลที่จะทำตัวเป็นสนิมเกิดแต่เนื้อในหรือไม่ โดยเฉพาะกับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ 253 เสียงมากกว่าฝ่ายค้านจำนวน 244 เสียงไม่มากนัก การบริหารจัดการในสภาผู้แทนราษฎรสำหรับพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรคจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งนอกจากต้องอาศัยการประสานงานของวิปรัฐบาลแล้ว ยังต้องพึ่งพิงความสมัครสมานของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนอีกด้วย แต่ก็เป็นที่หวาดหวั่นกันว่า เมื่ออยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ก็อาจจะทำให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลสร้างเงื่อนไขต่อรองและเรียกร้องต่างๆ นานาไม่มีที่สิ้นสุด

มีความจริงอยู่ว่า ถ้าหากคิดตามตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ ฝ่ายค้านจำนวน 244 เสียงก็ไม่มีทางชนะมติฝ่ายรัฐบาลไปได้ ไม่ว่าจะพิจารณาญัตติหรือร่างกฎหมายใดก็ตาม เว้นเสียแต่ว่า จำนวน 253 เสียงของฝั่งรัฐบาลแตกแถวไปลงมติให้ฝ่ายค้านซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย อย่างเช่น การพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี กรณีที่รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงญัตติ ซึ่งก็คือข้อกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านให้กระจ่างหมดข้อสงสัยได้ ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคนที่จะยกมือสนับสนุนหรือขับไล่ และก็มีเหตุผลด้วยว่า เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ยอมจำนนต่อมติพรรคหรือมติวิปรัฐบาลแบบพวกมากลากไป ต่างจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่จำเป็นต้องสนับสนุนเพื่อให้การบริหารประเทศไม่สะดุด

สนิมเรือเหล็กจะเกิดจากเนื้อในได้อย่างไรนั้น สังคมได้รับรู้มาระยะหนึ่งแล้วถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีทั้งเสียงวิจารณ์ในทางลบ และการตอบรับจากภาคเอกชน ที่ต้องการให้ประเทศไทยเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องของอาการกระจองอแงของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีมากเป็นประวัติการณ์ถึง 19 พรรค ย่อมจะมีกลุ่มก๊วนจำนวนมากมาย แม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำรัฐบาลเอง ก็ยังมีแรงกระเพื่อมอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก สำหรับการขับเคลื่อนเรือเหล็กให้สามารถฝ่าคลื่นลม บริหารประเทศได้อย่างราบรื่น

 นอกจากการบริหารจัดการเสียงสนับสนุนจำนวน 253 ผ่านการประสานงานของวิปรัฐบาลแล้ว ในส่วนของฝ่ายบริหารเอง อันประกอบด้วย รัฐมนตรี และตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ทุกคน ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ “ปัญหาเดิมซึ่งต้องแก้ด้วยวิธิการเดิมๆ” อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้ แต่ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยวิธีการเช่นนั้่นแล้ว เพราะเป็นการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาซึ่งฝ่ายค้าน หรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว และการแก้ปัญหาก็มีทางออกตามระบบของมัน คือการลาออก กับยุบสภา ซึ่งฝ่ายบริหารต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับรัฐนาวาและผู้ทำหน้าที่กัปตันเรือ ว่าจะประคับประคองให้เรือลอยลำเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ล่มลงได้อย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของเนื้อในแทบทั้งสิ้น

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378608?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน

8 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
สายตรวจระวังภัย,รถตู้,ปลอดภัย,พตทกฤติพงศ์ รุ่งโรจน์โชติอุดม,ประชาชน
เปิดอ่าน 4,587 ครั้ง

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย… ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ   จ.นนทบุรี

ในยุคที่เศรษฐกิจมีแต่ทรงกับทรุด ประชาชนยังต้องดิ้นรนทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ หลายต่อหลายคนถึงขั้น “ปากกัดตีนถีบ” ทำให้บางครั้งการเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาค่ำคืนอาจเกิดปัญหาและความวิตกกังวล หากรถประจำทางหมดเวลาหยุดให้บริการ จนส่งผลให้ประชาชนที่มีความจำเป็นเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาแบบนี้ได้รับความลำบาก บางคนต้องให้ทางครอบครัวขับขี่รถออกมารับหรือยืนรอหารถแท็กซี่เป็นเวลานาน ขณะเดียวกันก็สุ่มเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทว่าปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเขตพื้น อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของหมู่บ้านจัดสรรที่สลับกับทุ่งนา และพื้นที่เปลี่ยวเสี่ยงภัยตลอดเส้นทางนั้น ได้รับการดูแลแก้ไขจาก สภ.ไทรน้อย ที่มีความห่วงใยและตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก จึงริเริ่มโครงการ “ตำรวจไทรน้อยห่วงใย ส่งความปลอดภัยถึงบันไดบ้าน” ด้วยการจัดรถตู้ของโรงพักบริการรับ-ส่งฟรีให้แก่ประชาชนที่ต้องเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลากลางคืน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.กฤติพงศ์ รุ่งโรจน์โชติอุดม รอง ผกก.ป. สภ.ไทรน้อย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ พบว่าในช่วงเวลาหลัง 22.00 น.ไปแล้ว จะมีประชาชนในพื้นที่ไทรน้อยจำนวนหนึ่งได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากรถสาธารณะประจำทางที่ให้บริการหมดเวลาให้บริการ จึงมีประชาชนจำนวนหนึ่งตกค้างและต้องรอคอย ทาง สภ.ไทรน้อย เกรงว่าประชาชนจะไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หากมีคนร้ายฉวยโอกาสลงมือก่อเหตุชิงทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีแนวคิดที่จะดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ด้วยการจัดรถตู้ของตำรวจมาให้บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-23.00 น.จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 อำเภอไทรน้อย-ถนนบางกรวยไทรน้อย เส้นทางที่ 2 อำเภอไทรน้อย-หนองเพรางาย และ เส้นทางที่ 3 อำเภอไทรน้อย-วัดยอด ซึ่งมีตำรวจระดับรองสารวัตร 1 นายและชั้นประทวน 1 นาย ทำหน้าที่ขับรถและผู้แลผู้โดยสารหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกัน

“หลังโครงการนี้เปิดให้บริการ ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก จนทำให้มีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมในด้านงบประมาณเชื้อเพลิงอีกด้วย เพราะโครงการนี้นอกจากนี้จะสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในยามค่ำคืนแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาอาชญากรรม ตัดโอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายไปในคราวเดียวกัน ถือเป็นการออกตรวจตราพื้นที่ไปในตัวระหว่างที่ส่งประชาชนกลับบ้านพัก และเป็นการเสริมภาพลักษณ์อันดีให้แก่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย” พ.ต.ท.กฤติพงศ์ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึง 31 สิงหาคม หลังจากนั้นจะนำผลตอบรับที่ได้มาสรุปผลรายงานผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินขยายเวลาออกไป เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย แบ่งเบาภาระให้แก่ประชาชนอีกทาง

การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามไปแก้ไขหลังเกิดเหตุ ไหนๆ ตำรวจสายตรวจก็ต้องลงพื้นที่เฝ้าระวังป้องกันเหตุในท้องที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ประชาชนขึ้นรถตู้ตำรวจกลับบ้านยามค่ำคืนย่อมอุ่นใจมากกว่า  เพราะไม่รู้ว่า “คราวซวย” จะมาเยือนเมื่อไร หากมีโจรผู้ร้ายมาก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์ในยามวิกาล..!!

“อภัยภูเบศรโมเดล” ชูกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378609?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อภัยภูเบศรโมเดล” ชูกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์

8 กรกฎาคม 2562 – 13:15 น.
อภัยภูเบศรโมเดล,กัญชา,การแพทย์,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 2,455 ครั้ง

“อภัยภูเบศรโมเดล” ชูกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ โดย… ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

นโยบายกัญชาเสรี” ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเเละเร่งผลักดันพืชเศรษฐกิจตัวใหม่แก้ปัญหาปากท้อง ควบคู่เป็นยาวิเศษ รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลชุดนี้

ไม่กี่วันที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำคณะทำงานพรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เยี่ยมชมการใช้กัญชาทางการแพทย์ แปลงปลูกกัญชา ระบบรากลอยในตู้คอนเทนเนอร์ และบริเวณโดยรอบที่เตรียมสำหรับการปลูกระบบบนดิน การสกัดกัญชาโดยใช้เครื่อง Super critical CO2 extraction และเยี่ยมชมตึกจีเอ็มพี ที่ใช้สำหรับผลิตสมุนไพรและกัญชา

อนึ่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมี “โครงการจำหน่ายกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” และมี “กัญชาอภัยภูเบศรโมเดล” ที่ดำเนินงานครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การผลิต และการใช้ ซึ่งเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดหาให้มีกัญชาที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ภายใต้การรักษาที่มีมาตรฐาน

ซึ่งโรงพยาบาลได้ขออนุญาตจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์และการรักษาผู้ป่วย โดยร่วมมือกับมูลนิธิโรงพยาบาลและวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้โรงพยาบาลยืมใช้สถานที่ปลูกกัญชาและยืมใช้สถานที่ เครื่องมือและบุคลากรในการสกัดสารสำคัญของกัญชา และปรุงเป็นตำรับยาแผนไทยภายใต้การควบคุมและวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเกษตรอินทรีย์บ้านดงบัง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นผู้ปลูกกัญชาภายใต้การควบคุมของโรงพยาบาล

แผนการจำหน่ายและแผนการใช้ประโยชน์จะมีการจำหน่ายให้แก่ผู้ป่วยที่ประสงค์จะใช้ยาจากสมุนไพรกัญชารักษาโรคตามกรณีจำเป็น สำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามที่สำนักงานอาหารและยากำหนดสั่งจ่ายยาโดยแพทย์และแพทย์แผนไทยที่ผ่านการอบรม มีการตรวจ วินิจฉัย ให้ยาและติดตามประเมินผลการรักษาอย่างเป็นระบบในผู้ป่วยทุกรายที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภายหลังจากที่โรงพยาบาลผลิตยาสมุนไพรกัญชาภายใต้วัตถุที่ควบคุมการปลูกเองได้แล้วจะจำหน่ายให้แก่โรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีความพร้อม โดยมีข้อควรระวังในการใช้กัญชานั้น จะต้องไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับ โรคหัวใจขาดเลือด โรคจิตประสาทรุนเเรง

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเเละคณะมาติดตามความคืบหน้าการดำเนินการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่นี่ เพื่อหาองค์ความรู้ผลักดันการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเรื่องนี้จะอาศัยเพียงภาคการเมืองฝ่ายเดียวอาจไม่สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน

“ขอย้ำว่ากัญชาเสรีที่พรรคผลักดันคือเสรีเพื่อการแพทย์เป็นหลักไม่มีการเอื้อทุนธุรกิจใดๆ เด็ดขาด หากสามารถทำนโยบายได้คนไข้ก็จะเข้าถึงกัญชาได้ง่าย พกพาได้โดยที่ตำรวจไม่จับ และเวลาเจ็บป่วยก็ไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาล ทำให้ประหยัดค่าจ่าย การสนับสนุนให้แต่ละบ้านปลูกกัญชานั้นก็เพื่อให้สามารถนำมาใช้ในบ้านและนำมาขายได้ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมและแก้ปัญหาปากท้อง หากทำแล้วได้ผลดีชัดเจนก็จะทำให้เราเป็นผู้ผลิต สร้างรายได้ให้แก่ประเทศในระยะยาว แต่ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป” นายอนุทินระบุ

นายนุทิน กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะร่วมมือกับเราทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชนชาวไทยให้มีสุขภาพที่ดี อีกทั้งยีงเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขให้ประเทศอีกด้วย

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ที่นี่เป็นที่แรกซึ่งใช้กัญชาในการรักษาโรคอย่างถูกกฎหมาย โรคที่กัญชามีประสิทธิภาพในการรักษาคือ ลมชัก อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ซึ่งหลังได้รับยาก็จะติดตามผล หลังจากที่เปิดคลินิกรักษามีคนคิดต่อมามากมาย ในฐานะที่เป็นความหวังของประชาชนโรงพยาบาลเตรียมเรื่องนี้มาเป็นสิบปี เมื่อปฏิบัติจริงต้องยอมรับว่าความรู้เรื่องกัญชาในวงการแพทย์สมัยใหม่ของไทยล้าหลังมาก หวังให้ภาครัฐเปิดช่องกฎหมายให้มีการศึกษาวิจัยอย่างเต็มที่ โรงพยาบาลขอเสนอให้พัฒนาเทคนิคการปลูก พัฒนาศูนย์การสกัด ขยายตลาดทางการแพทย์ พัฒนาศักยภาพการเกษตร วิจัยต่อเนื่อง และดูแลเรื่องราคา” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าว

‘นายกฯ ลุงตู่’ ร่วมรณรงค์งดใช้โฟม-ถุงพลาสติก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378605?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯ ลุงตู่’ ร่วมรณรงค์งดใช้โฟม-ถุงพลาสติก

8 กรกฎาคม 2562 – 13:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นายกฯ,ลุงตู่,โฟม,ถุงพลาสติก
เปิดอ่าน 1,777 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ผมมีข่าวดีแจ้งมาทางจดหมายนี้ว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ร่วมสนับสนุนการเลิกใช้ถุงพลาสติกและโฟมในรูปแบบต่างๆ เพราะสร้างปัญหาในการย่อยสลายและทำลายสภาพแวดล้อมถึงขนาดมีการกำหนดให้ทุกวันที่ 3 กรกฎาคม เป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล

รัฐบาลมีแผนการจัดการขยะพลาสติกปี 2561-2573 ลด ละ เลิก ใช้พลาสติกหันมาใช้สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน โดยในปี 2565 จะเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด คือ ถุงหูหิ้วที่หนาน้อย กล่องโฟม หลอดพลาสติก และแก้วน้ำพลาสติกแบบที่ใช้ครั้งเดียว

เวลานี้หน่วยราชการต่างๆ เริ่มรณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติกกันแล้ว สิ่งสำคัญสุดประชาชนต้องตื่นตัวร่วมมือปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า

รัฐบาลจะตั้งเป้าขยับมาตรการจากลดเป็นงดให้ได้เร็วกว่าแผนปี 2565 อยู่ที่ความร่วมมือของพวกเราเพื่อแก้ปัญหามลพิษทั้งทางบกและทางทะเลของโลก

ขนาดนายกรัฐมนตรีเป็นหัวขบวนแบบนี้แล้วผมเชื่อว่าต่อไปทั่วประเทศก็จะลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมอย่างแน่นอนครับ
เด่นศักดิ์ (กทม.)
ตอบคุณ ‘เด่นศักดิ์’ กทม.
  

จดหมายของคุณตอกย้ำว่าต่อไปประเทศไทยของเราจะลดละเลิกถุงพลาสติกและโฟมอย่างแน่นอนเพราะนายกรัฐมนตรีร่วมมือสั่งการและไม่ได้เป็นการหาเสียงแบบพรรคการเมืองต่างๆ เนื่องจากอยู่เหนือทุกพรรคการเมืองและใช้ระบบทหารสั่งการ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามไม่มีแตกแถว
ผมเองก็ขอร่วมสนับสนุนและปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจและปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมมานานแล้ว โดยเฉพาะโฟม ประสบความสำเร็จตั้งแต่เทศกาลลอยกระทง โดยคนไทยหันกลับมาใช้กระทงใบตองหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติต่างๆ แทนโฟมและพลาสติก

ต่อมาบรรดาร้านค้า-ห้างสรรพสินค้า-ร้านสะดวกซื้อต่างก็มีนโยบายรณรงค์การเลิกใช้พลาสติกและโฟมซึ่งทีแรกก็รู้สึกขัดๆ และทำตัวไม่ถูก

แต่ตอนหลังมีการนำถุงผ้าไปเองซึ่งลดขยะพลาสติกโฟมได้อย่างมาก

เราปรับตัวได้ดีและรวดเร็วจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


นายครับ! จบแล้ว “เฮียเพ้ง” อำลายุทธภพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายครับ! จบแล้ว “เฮียเพ้ง” อำลายุทธภพ

8 กรกฎาคม 2562 – 11:32 น.
สุณีย์ เหลืองวิจิตร,วิม รุ่งวัฒนจินดา,เฮียเพ้ง,พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล,เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์,นายใหญ่,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคไทยรักไทย,งานวันเกิด,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 11,321 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 8 ก.ค.62

*****************

          การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนเลขาธิการพรรคก็น่าจะเป็น น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แต่ที่เป็นข่าวมาสองสามวันแล้วคือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จะได้เป็นประธานพรรคเพื่อไทย

          คอการเมืองรู้สึกเฉยๆ กับข่าวคุณหญิงหน่อย ตรงกันข้ามกรณี “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ขอวางมือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพื่อไทย แถมมีการโยงไปถึง “นายใหญ่” ก็อาจจะเลิกเล่นการเมืองด้วย

ช่วยงาน “นาย” จบแล้ว

          สื่อบางสำนักรายงานข่าวว่า “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จัดเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 69 ปี ที่บ้านพักย่านเหม่งจ๋าย เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ กรกฎาคม แต่จริงๆ แล้ว งานวันเกิดเฮียเพ้ง จัดที่ร้านอาหาร Rose 22 ซอยคู้บอน 22 เขตคันนายาว กรุงเทพฯ

เฮียเพ้ง ฉลองวันเกิดครบ 69 ปี

          ทุกปีที่ผ่านมา เฮียเพ้งมักจะจัดงานวันเกิดที่บ้านพักภายในหมู่บ้านเกศินีวิลล์ ย่านเหม่งจ๋าย แต่ปีนี้ย้ายมาจัดที่ร้านอาหารดัง แถวคู้บอน 

          บังเอิญ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รู้จักกับเจ้าของร้าน เพราะงานวันเกิด วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ปรากฏว่า ร้าน Rose 22 ถึงกับปิดร้าน และยกวงดนตรีไปเล่นในงานนายหัววีระกานต์คืนนั้น

          บรรยากาศในงานเลี้ยงเหมือนงานเลี้ยงรุ่น เพราะผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเพื่อนชาววิศวะ จุฬาฯ โดยกลุ่มนักการเมืองก็มีแค่คนใกล้ชิดและแกนนำ นปช.

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกงานเลี้ยงวันเกิด

          สายเสื้อแดงมากันพร้อมหน้าไล่ตั้งแต่ จตุพร พรหมพันธุ์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อยศวริศ ชูกล่อมสุริยา ชินพันธุ์ และศักดิ์ระพี พรหมชาติ

          “เฮียเพ้ง” ขึ้นเวทีบอกกล่าวกับมิตรสหายว่า ตนเองรักพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทยมาก หลังจาก “นาย” ให้ช่วยงานเลือกตั้งเสร็จก็คิดแล้วว่าจะวางมือ เพราะอายุย่าง 70 ปีแล้ว 

นาทีเฮียเพ้ง เปิดใจอำลายุทธภพ

          ก่อนปิดงานเฮียเพ้งทิ้งท้ายว่า หยุดงานการเมืองแต่มิได้นอนอยู่บ้านเฉยๆ อีกสองสามเดือนข้างหน้าจะไปรับตำแหน่งประธานบริษัทใหญ่ในเมืองจีน

          มังกรปากน้ำโพ ไม่อยากเป็นโรคสมองฝ่อจึงต้องไปลุยต่อที่แผ่นดินใหญ่

เฮียคนนี้..มีแต่ให้

           บนถนนการเมืองของเฮียเพ้งเริ่มจากเป็นคนชอบตีกอล์ฟ จึงเข้าไปอยู่ในก๊วนกอล์ฟนักการเมืองระดับขาใหญ่ ปี 2526 เฮียเพ้ง ช่วย อุทัย พิมพ์ใจชน สร้างพรรคก้าวหน้า จนมีการยุบพรรคก้าวหน้าไปรวมกับพรรครวมไทย พรรคประชาชน และพรรคกิจประชาคม ชื่อพรรคเอกภาพ

          ปี 2542 ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย ได้ชักชวนให้เฮียเพ้งไปร่วมงาน โดยทักษิณมอบให้เขาเป็นผู้อำนวยการพรรค เลือกตั้งปี 2544 เฮียเพ้งมีบทบาทช่วยงานพรรคไทยรักไทยเยอะ แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเขาถนัดทำงานเบื้องหลัง

บรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิด

          ช่วงเวลาที่ “นายใหญ่” ต้องไปอยู่ต่างแดน เฮียเพ้งได้ทำงานอยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองของเครือข่ายนายใหญ่ แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะช่วยบ้าง แต่พรรคเพื่อไทยนั้น ต้องพูดว่าเฮียเพ้งเข้ามาลุยเต็มตัว

          หลายคนไม่ทราบว่าเฮียเพ้งสนิทสนมกับแกนนำ นปชแต่คนวงในตระกูลชินวัตรจะรู้ดีว่าเฮียเพ้งเป็นยิ่งกว่า “เฮียมีแต่ให้” ของขุนพลเสื้อแดง

ทษช.” ภารกิจสุดท้าย

          ในงานฉลองวันเกิดที่ Rose 22 ทั้ง “สุณีย์ เหลืองวิจิตร” และ “วิม รุ่งวัฒนจินดา” คนใกล้ชิดของเฮียเพ้ง ก็ไปอวยพรเฮีย และคอยต้อนรับแขกเหรื่อ

          สำหรับ “สุณีย์” สาวไทดำ อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ที่เฮียเพ้ง ส่งเธอลงรับสมัครเลือกตั้งส..พิจิตร ในนามพรรคก้าวหน้า มาหลายหน แต่สอบตกหมด

สุณีย์ เหลืองวิจิตร วิม รุ่งวัฒนจินดา ประกบเฮียเพ้ง

           ผู้ที่ผลักดันให้เธอเล่นการเมืองคือ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ซึ่งเวลานั้นเฮียเพ้งเป็นกรรมการบริหารพรรคก้าวหน้า และเป็นกองหนุนที่สำคัญของอุทัย พิมพ์ใจชน

           เมื่อเฮียเพ้งมาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย สุณีย์จึงถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.และได้เป็น ส..พิจิตร ติดต่อกันมาหลายสมัย

           พลันที่มีชื่อ สุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นรองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ และวิม รุ่งวัฒนจินดา ก็เป็นกรรมการบริหารพรรค ก็รู้ได้ทันทีว่า เฮียเพ้งอยู่เบื้องหลังพรรคไทยรักษาชาติ

            คนแดนไกลเล่นเกมเสี่ยงจนเกิดอุบัติเหตุการเมือง พรรค ทษช.ถูกยุบ นี่กระมังที่ทำให้เฮียเพ้งสุกงอม ถึงเวลาที่ต้องวางมือเสียที

           ภารกิจไม่สำเร็จ..จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม “งานจบแล้วครับนาย” 

“สุริยะ-ธนาธร”อันตรายใหม่ในการเมืองไทย?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สุริยะ-ธนาธร”อันตรายใหม่ในการเมืองไทย?

8 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
สุริยะ,ธนาธร,จึงรุ่งเรืองกิจ,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 14,752 ครั้ง

รายงาน…

แน่นอนว่าข่าวร้อนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาและจากนี้ไปนั่นคือสองอากับหลานตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่สวมเสื้อนักการเมืองคนละพรรคจะเป็นที่จับตาของสังคมว่าจะเป็นอันตรายอย่างไรต่อการเมืองไทย…

รายการ “เนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.” ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ”สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น, “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสองอาหลานจากสกุลจึงรุ่งเรืองกิจนั้นเป็นปมร้อนทางการเมืองไทยและสองคนนี้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร? โดย

คนที่มีศักดิ์เป็น “อา” สังกัดพรรคพลังประชารัฐ คือ ”สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำกลุ่มสามมิตรที่เคลื่อนไหวหนักในการต่อรองเก้าอี้ รมว. แต่กระแสข่าวที่หลากสื่อยืนยันตรงกันว่าสุริยะอยากได้ รมว.พลังงาน แต่สุดท้ายจะไปเป็น รมว.อุตสาหกรรมแทน

ส่วนหลานชายที่ชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่…ต้องรอลุ้นในการชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด และเป็นเหตุที่ทำให้ธนาธรต้องเผชิญว่าตัวเองจะหลุดจากการเป็นส.ส.หรือไม่เพราะขาดคุณสมบัติ…

“สุริยะ-ธนาธร” อันตรายใหม่ในการเมืองไทย? คือประเด็นที่นำมาเจาะลึกในครั้งนี้

สมชาย วิเคราะห์ว่า “สองคนนี้จะเป็นประเด็นร้อนของการเมืองไทย โดย “สุริยะ” เคยบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่จากนั้นก็มาถอนคำพูด พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีเคยสอนนักการเมืองไว้ว่า ”ก่อนพูด” เราเป็นเจ้านายคำพูด “หลังพูด” คำพูดเป็นเจ้านายเรา ดังนั้นสิ่งที่นักการเมืองพูดอาจไม่ใช่เรื่องจริง ต้องดูที่การกระทำ

สุริยะเข้าสู่การเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษา “มนตรี พงษ์พานิช” อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม และสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 สุริยะได้เป็น รมช.อุตสาหกรรม โควตาพรรคกิจสังคม จากนั้นไปอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม และรมว.คมนาคม จากนั้นสมัยรัฐบาลไทยรักไทย 2 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม

สุริยะมีผลงานทั้งโบแดงและโบดำทางการเมือง ช่วงจัดอันดับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคพลังประชารัฐนั้น แต่เดิมสุริยะคืออันดับหนึ่ง แต่ต้องขยับลงมาให้ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ แกนนำกลุ่มกปปส.ขึ้นแทน เพราะมีข้ออ้างว่าภาพลักษณ์ดีกว่า สุริยะต้องร่นมาอยู่ปาร์ตี้ลิสต์อันดับสอง จากนั้นสุริยะกับณัฏฐพลมีการชิงโควตารมว.พลังงาน ในโควตาพลังประชารัฐ

กว่ายี่สิบปีที่สุริยะอยู่ในวงการการเมือง ข้อสงสัยที่สังคมเคลือบแคลงผลงานของสุริยะคือการแปรรูป ปตท. ที่ตอนนั้นสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและเป็นรัฐวิสาหกิจมาเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) ที่มีการขายหุ้นหมดภายใน 1.17 นาที โดยคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลไทยรักไทย 1 ได้หุ้นตัวนี้ไปมากมาย โดย ทวีฉัตร จุฬางกูร ได้หุ้นปตท.ไปด้วย สุริยะเป็นคนหนึ่งที่วางโครงสร้างกระทรวงพลังงานที่แยกตัวจากกระทรวงอุตสาหกรรมไป

ส่วนกระทรวงคมนาคมนั้นตอนที่สุริยะไปทำงานนี้มีข้อเคลือบแคลงหลายเรื่อง เช่น การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ สิ่งที่เป็นข่าวดังคือเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 จำนวน 26 เครื่องที่มีการอภิปรายว่าซื้อแพงไป แอร์พอร์ตลิงก์ ที่มีการขาดทุนมาตลอด สินบน 1,273 ล้านบาทในการซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยส์ของการบินไทยที่ปปช.สอบสวนอยู่ สัมปทานดิวตี้ฟรี จ้างเหมารปภ.ในสนามบินสุวรรณภูมิสิบปี ทั้งที่ความจริงต้องจ้างสามปีหากผลงานดีจะต่อสัญญาสามปี

แบบนี้สังคมเคลือบแคลงว่าหากสุริยะได้เป็นรัฐมนตรีจะมีผลงานโบดำอีกไหม…ดังนั้นสุริยะจะเป็นตัวอันตรายของความมั่นคงรัฐบาลพลังประชารัฐว่าจะอยู่ได้นานเท่าใด”

บากบั่นอธิบายสายสัมพันธ์ของสองอาหลานและจุดประสงค์ของสุริยะกับตำแหน่งทางการเมืองในวันหน้าว่า “ธุรกิจเครือ ซัมมิทออโต้ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มของสรรเสริญ จุฬางกูร ที่มีเครือข่ายธุรกิจอะไหล่รถยนต์และถือหุ้นนกแอร์ มีสามสิบเจ็ดบริษัทดูแล รายได้ปีละหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท กลุ่มโกมลและสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทำธุรกิจร่วมกัน มีสิบบริษัทดูแล รายได้ปีละสองหมื่นสองพันล้านบาท และสุริยะยังมีบริษัทของตัวเองที่มีรายได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี และกลุ่มพัฒนากับสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ บิดามารดาของธนาธรที่แยกมาตั้งไทยซัมมิทออโต้ รายได้ปีละหกหมื่นล้านบาท

ชื่อของกลุ่มสามมิตรในพลังประชารัฐจึงมีที่มาของชื่อกลุ่มจากธุรกิจในตระกูลนี้

กระทรวงพลังงานมีขุมทรัพย์คืองบลงทุนของปตท.กว่าหนึ่งแสนล้านบาท บริษัทลูกกว่าสี่แสนล้านบาท กฟผ.งบลงทุนห้าหมื่นล้านบาทเศษ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์และส่งเสริมพลังงาน รวมเงินสองกองทุนราวหกหมื่นล้านบาทที่เป็นเงินนอกงบประมาณที่ รมว.พลังงานดูแล

ส่วนโครงการที่รอ รมว.พลังงานคนใหม่ ตัองตัดสินใจคือการอนุมัตินำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี การปรับเปลี่ยนโควตาโรงไฟฟ้าก๊าซที่จ.สุราษฎร์ธานี ให้เอกชนดูแล การให้เอกชนเสนอค่าไฟฟ้าราคาต่ำโดยไม่ต้องประมูล IPP ตรงนี้คือเหตุที่มีการแย่งเก้าอี้รมว.พลังงาน”

วีระศักดิ์ สรุปว่า “สิ่งที่สังคมเคลือบแคลงการทำหน้าที่ของสุริยะในตอนนั้นมีมาก โดยวันนั้นสังคมถามว่าทำไมทวีฉัตร จุฬางกูร ได้หุ้นปตท.2.2 ล้านหุ้นในครั้งนั้น โดยได้หุ้นอุปการคุณ 2.1 ล้านหุ้น ของปตท.ทวีฉัตร มีอุปการคุณกับปตท.อย่างไร และมีข่าวว่านักการเมืองมีหุ้นแบบนี้ได้อย่างไร

ส่วนการตั้งครม.ครั้งนี้ช่วงแรกสุริยะไปต่อรองเก้าอี้รมว.คมนาคม จากแกนนำพรรคภูมิใจไทยแต่ไม่สำเร็จ จึงมาต่อรองเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในพรรคพลังประชารัฐ ตรงนี้ก็มีสิ่งที่หลายคนเคลือบแคลงว่าทำไมสุริยะต้องการไปทำงานตรงนั้น และปัญหาการชิงเก้าอี้รมว.พลังงานในพลังประชารัฐที่เกิดขึ้น แม้ล่าสุดจะมีการแถลงว่าจบแล้ว แต่ความจริงน่าจะเป็นการพักรบ”

ส่วนกรณี “ธนาธร” นั้น สมชายวิเคราะห์ว่า มาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานการเมืองว่าห้ามถือครองหุ้นสื่อ ล่าสุด ธนาธรบอกว่า ตัวเองไม่ผิด หากตัวเองผิด ส.ส.คนอื่นต้องผิดด้วย หากตัวเองผิด แต่คนอื่นไม่ผิด สังคมจะตาสว่างนั้น ตรงนี้มีความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละคนและรอการพิสูจน์ แม้ธนาธรจะบอกว่าเคยไปพบกกต.แล้วสอบถามแต่กกต.ก็ตอบอะไรไม่ได้

ช่วงแรกธนาธรบอกว่าทำสื่อจริงและอ้างว่าโอนแล้ว จากนั้นบอกว่าบริษัทยุติกิจการแล้ว ทำไมพูดกลับไปกลับมาเพราะจากนี้ธนาธรอาจอ้างว่าตัวเองได้รับการตัดสินไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน ตอนนี้พรรคอนาคตใหม่เคลื่อนไหวนอกสภาเพื่อดึงมวลชนมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้และอาจจะเป็นอันตรายต่อการเมืองไทยในอนาคต

หลังวันที่ 8 กรกฎาคม ธนาธรต้องส่งเอกสารไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญหลังขอขยายเวลาเพิ่ม แต่ศาลไม่ให้ขยายเพราะธนาธรเคยขอมาแล้วรวมเวลาสี่สิบห้าวัน รอดูว่าศาลจะตัดสินเลยหรือจะเปิดศาลไต่สวน คาดว่าจะมีการเปิดศาลไต่สวนเพื่อให้ธนาธรมาชี้แจงว่าโอนหุ้นสื่อก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ จริงหรือไม่ เพราะมีเอกสารของกระทรวงพาณิชย์ลงวันที่ 21 มีนาคม ในการโอนครั้งนี้แจ้งไว้ แม้ธนาธรบอกว่าโอนไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมแล้วก็ตาม ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือมารดาของธนาธรที่จะให้การต่อศาลเพราะศาลสามารถซักถามพยานได้เอง”

วีระศักดิ์ให้ความเห็นว่า “กรณีนี้หากศาลไต่สวนธนาธร มารดา ภรรยาและหลานสองคนของธนาธรต้องไปชี้แจต่อศาลด้วยตามที่ธนาธรอ้างไว้เกี่ยวกับการโอนหุ้น เพราะบุคคลเหล่านี้มีการเกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ตามที่มีข้อมูลปรากฏ”

บากบั่นสรุปว่า “กรณีนี้ธนาธรกำลังนำคนในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาธนาธรมั่นใจในการกระทำและต่อมานำเอกสารไปส่งศาลแบบมั่นใจ แต่ทำไมมาขอขยายเวลา แปลว่าธนาธรอาจตอบคำถามไม่ได้ใช่หรือไม่ และจุดตายของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่มารดาของธนาธรในการให้การต่อศาล”

เปิดศาลไต่สวน “ธนาธร” ให้สังคมรับรู้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดศาลไต่สวน “ธนาธร” ให้สังคมรับรู้

8 กรกฎาคม 2562 – 10:00 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร,จึงรุ่งเรืองกิจ,การเมือง,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 32,501 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก 

หมดเวลาสำหรับกำหนดการยื่นคำร้องต่อสู้คดีถือหุ้นสื่อที่ขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. ตามมาตรา 98(3) ของรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ กกต.ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัตินายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังขยายเวลามาแล้ว 30 วัน นั่นหมายความว่า เวลาในการที่ศาลจะเริ่มกระบวนการวินิจฉัยจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นความ “ระทึก!” ต่ออนาคตทางการเมืองของนายธนาธร

หากศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง อุปสรรคทางการเมืองของนายธนาธรจะหมดไปเรื่องหนึ่ง สามารถโลดแล่นในสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่ตั้งใจ แต่หากศาลวินิจฉัยว่ากระทำผิด ขัดคุณสมบัติผู้สมัคร นอกจากจะต้องถูก “เว้นวรรค” องค์กรที่เกี่ยวข้องต้องนำผลคำวินิจฉัยไปดำเนินคดี “อาญา” ต่อนายธนาธรต่อ นั่นหมายถึง “คุก” รออยู่

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาประกาศและสร้างกระแสว่า หากส.ส.ผู้ถูกร้องคนอื่นไม่ผิด ตัวเขาก็ไม่ผิด เฉกเช่นเดียวกับคนอื่น โดยไม่ได้ให้สังคมแยกแยะ “พฤติการณ์” แห่งคดีว่ามีความ “แตกต่าง” กันระหว่างคดีของนายธนาธร กับส.ส.ผู้ถูกร้องคนอื่น

ประเด็นของส.ส.คนอื่นคือบริษัทที่ถูกร้องนั้นต้อง “วินิจฉัย” ว่าเป็นบริษัท “ทำสื่อ” หรือไม่ ซึ่ง “งบการเงิน” ของแต่ละบริษัท จะเป็นหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีบริษัท วี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธร ปรากฏ “งบการเงิน” ตั้งแต่ปี 2551-2561 ว่าเป็นบริษัทประกอบกิจการ “สื่อ”

ประเด็นของคดีนายธนาธร จะอยู่ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการโอนหุ้นที่นายธนาธรครอบครองอยู่ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย ก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 หรือไม่ ที่ผ่านมาในชั้น กกต. และต่อสาธารณะ นายธนาธรต่อสู้ว่าโอนหุ้นให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดา ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 แต่ชั้นการสอบสวนและการลงมติของกกต.นั้น “ไม่เชื่อ” จึงวินิจฉัยว่า นายธนาธรมีคุณสมบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชั้นสุดท้าย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้สังคมเคลือบแคลงและเข้าใจผิดใน “วาทกรรม” ที่นายธนาธร และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายาม “ก่อกระแส” ว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย “สองมาตรฐาน” รับใช้ “การสืบทอดอำนาจ” ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควร “วินิจฉัย” ในทันที หลังครบกำหนดยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา 8 กรกฎาคมนี้ ควรอย่างยิ่งที่จะ “เปิดศาล” ไต่สวน ทั้ง “ผู้ร้อง” ผู้ถูกร้อง และบุคคลในคดี เพื่อให้สังคม “รับรู้” และให้เป็นกรณีศึกษากับ “เหตุแห่งคดี” ก่อนการวินิจฉัย เพื่อให้ “ทุกฝ่าย” ยอมรับและไม่ “บิดเบือน” เอาความจริงบางส่วนไปสร้างกระแส “ผิดๆ” การเปิดศาลไต่สวนจึงน่าจะเป็นหนทางช่วย “ยกระดับ” การรับรู้ของคนไทยทั้งแผ่นดิน

“เจ๊แดง” VS “ธรรมนัส” ชิง “4 นายก อบจ.” ล้านนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378469?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊แดง” VS “ธรรมนัส” ชิง “4 นายก อบจ.” ล้านนา

6 กรกฎาคม 2562 – 11:09 น.
ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,เจ๊แดง,เจ๊แดง เยาวภา,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,นายก อบจเชียงใหม่,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 38,641 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 6-7 ก.ค.2562

การที่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ นำ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ มาแถลงข่าวเปิดตัวชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่ เมื่อ 20 มิถุนายน 2562 บรรดาหัวคะแนน ก็รู้ทันทีว่า “เจ๊แดง” กลับมาแล้ว

ตามมาด้วยเกมเปลี่ยนหัวเพื่อไทย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” จะขยับนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แทน พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์ เพราะเสี่ยสมพงษ์จะต้องเป็นแม่ทัพคุมการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะสนามภาคเหนือตอนบน มีประกาศิตมาแล้ว “ตระกูลชินวัตร ต้องไม่พ่ายตระกูลพรหมเผ่า”

ใบสั่งล้ม“เสี่ยโต๊ะ”

อันที่จริง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ใช้กลยุทธ์ลูกหนังนำการเมืองมาหลายปีแล้ว มอบให้ ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร มาปั้นทีมเจแอล เชียงใหม่ จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นจากไทยลีก 4 ไปเล่นไทยลีก 2

ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

คอการเมืองเชียงใหม่ทราบดีว่า เจ๊แดงวางแผนจะสนับสนุน “ส.ว.ก๊อง” ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ มาหลายปีแล้ว เนื่องจาก “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ขัดแย้งกับเจ๊แดง ถึงขั้นแยกทางกันเดิน

พักหลัง “ส.ว.ก๊อง” ได้สร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ในเชียงใหม่ และดึงตัวนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนเข้ามาเป็นทีมผู้บริหารเจแอล เชียงใหม่ และทุกนัดที่ทีมเจแอล เชียงใหม่ ลงสนามในนัดเหย้า จะมีการประกาศอัดฉีดนักเตะอยู่เสมอ

ภาพลักษณ์ของ ส.ว.ก๊อง อาจเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่ชอบกีฬาลูกหนัง แต่เสี่ยโต๊ะก็ยังมีฐานเสียงในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ และรอบนอก

การเลือกตั้ง 2562 บรรดา ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรมของเสี่ยโต๊ะ ได้ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหลายเขต โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม เสี่ยโต๊ะได้จัดทัพเลือกตั้งท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว โดยจะกลับมาใช้ชื่อ “กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม” แทนชื่อเดิมกลุ่มเพื่อไทยคุณธรรม

พรหมเผ่า” ยึดพะเยา

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ยึดเก้าอี้ ส.ส.พะเยา ได้ 2 เขตคือ เขต 1 “ผู้กองธรรมนัส” และเขต 3 จีรเดช ศรีวิราช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ เป้าหมายต่อไปคือ “ผู้กองธรรมนัส” ปักธงยึด อบจ.พะเยาโดยจะส่งน้องชาย “อัครา พรหมเผ่า” ลงชิงนายก อบจ.พะเยา

ธรรมนัส- อัครา พรหมเผ่า

ย้อนไปเมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ปี 2554 ผู้กองธรรมนัสหนุน “วรวิทย์ บุรณศิริ” ล้ม “ไพรัตน์ ตันบรรจง” และส่ง “อัครา” ไปเป็นรองนายก อบจ.พะเยา

ช่วงเลือกตั้ง “เสี่ยวรวิทย์” ยังเลือกอยู่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย ผิดกับ ไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา ที่ประกาศช่วยเหลือผู้กองธรรมนัส ในการหาเสียง

ยังไม่มีความชัดเจนจากค่ายเพื่อไทยว่า จะส่ง “เสี่ยอี๊ด วรวิทย์” นายก อบจ.คนเก่าลงสนามหรือไม่ หรือตระกูล “ตันบรรจง” ยังจะส่งเสี่ยไพรัตน์ลงสนามอีกหรือไม่

ติยะไพรัช”ผงาด

สนามเลือกตั้งท้องถิ่นเชียงราย คงหนีไม่พ้นคนหน้าเดิมคือ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายก อบจ. เชียงราย ที่อาศัยแฟนเพจ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ด้วยจิตอาสา พัฒนาเชียงราย” ปูทางสร้างฐานเสียงมาตลอด

สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช

สลักจฤฎดิ์คู่ชีวิตของ ยงยุทธ ติยะไพรัช” รับบทแม่ทัพใหญ่รักษาฐานเสียง คู่ขนานไปกับการทำทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยลูกชาย มิตติ ติยะไพรัช” ที่บริหารงานจนประสบความสำเร็จ

คู่แข่งของตระกูลติยะไพรัช ก็น่าจะเป็น รัตนา จงสุทธานามณี” อดีต นายก อบจ.เชียงราย และเมื่อปี 2547, 2551 ในศึกนายก อบจ.เชียงราย “รัตนา” เอาชนะ “สลักจฤฏดิ์” มาได้ แต่ปี 2555 คู่ชีวิตยงยุทธพลิกชนะรัตนาได้

น่าจับตา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม่ทัพภาคเหนือของพลังประชารัฐ จะหาใครมาแข่งกับสลักจฤฎดิ์ ค่ายเพื่อไทย หรือว่าจะต้องใช้บริการตระกูล “จงสุทธานามณี” อีกรอบ

ดาชัย” ขอล้มบ้านใหญ่

แม้ ดาชัย เอกปฐพี” ขุนศึกพลังประชารัฐ จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่แกนนำกลุ่มพลังลำปาง ก็ไม่หยุดหาเสียง โดยประกาศตัวเป็น “ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ลำปาง” ทันที

เมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ปี 2555 ดาชัยในชื่อ “ดาชัย อุชุโกศลการ” แพ้ “สุนี สมมี” แบบมีลุ้น โดยเวลานั้น ดาชัยได้รับการสนับสนุนจากคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม

สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ครั้งใหม่ “สุนี” ที่ได้ตระกูล “โล่ห์สุนทร” อุ้มชูจนนั่งเก้าอี้นายก อบจ.ลำปางมา 3 สมัย อาจมีปัญหาการสนับสนุน เนื่องจากเมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว สุนีไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

อนาคตของสุนี สมมี ย่อมขึ้นอยู่กับ “ป๋าโรจน์” ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย หากว่า ป๋าโรจน์เลือกคนใหม่ลงสนามแทน สุนีก็วุ่นแน่

ส่วน “ดาชัย” กลุ่มพลังลำปางนั้น ยังสังกัดค่ายผู้กองธรรมนัส จึงมีความมั่นอกมั่นใจว่า ศึกนายก อบจ.ลำปางหนนี้ ตัวเขาจะเป็นฝ่ายกำชัย

          ตรวจแนวรบเลือกตั้งท้องถิ่น จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีความชัดเจนว่า จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทย โดยการนำของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่มีเงาของเจ๊แดง ทาบทับอยู่ และพรรคพลังประชารัฐ ที่มีผู้กองธรรมนัส เป็นแม่ทัพใหญ่

จ่านิวโกอินเดีย?เราจะรอดไปด้วยกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จ่านิวโกอินเดีย?เราจะรอดไปด้วยกัน

6 กรกฎาคม 2562 – 06:45 น.
จ่านิว,สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
เปิดอ่าน 24,145 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 6-7 กรกฎาคม 2562

ถ้าจะมีใครสักคนที่เป็นตัวอย่างของ “ชนชั้นล่าง” ที่ต้องดิ้นรนดำรงชีวิต แต่ไม่ยอมจมกับครรลองที่ถูกบอกว่า “ควรจะเป็นแบบนี้ต่อไป” คนชื่อ “จ่านิว” ก็คงเป็นหนึ่งนั้น

   แต่การดิ้นรนของจ่านิวจนทำให้ต้องเจ็บตัว ต่อให้เป็นเรื่อง “หนี้นอกระบบ” หรือ “การเมือง” ก็ล้วนแล้วแต่สร้างคำถามคำโตไปยังผู้ปกครองอยู่ดี

ที่สำคัญ การเคลื่อนไหวของเขา เจ้าตัวบอกจนคอเป็นเอ็นมาตลอด ว่ามันเริ่มจากความยากจน และสถานะของผู้ถูกกดขี่ กับความเจ็บปวดที่มองเห็นว่ารากเหง้าต้นตอว่ามันมาจากตรงไหนกันแน่

  ชนชั้นล่างระดับบน

  สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์  หรือ “จ่านิว” เคยเล่าเรื่องตัวเองไว้ในบทสัมภาษณ์ของประชาไท ทั้งหมดสะท้อนถึงตัวตน วิธีคิด แต่มุมหนึ่งก็อาจทำให้ใครๆ เชื่อในสมมุติฐานที่ว่า จ่านิวเจ็บเพราะถูกกลุ่มทวงหนี้จัดการก็ได้

จ่านิวเล่าว่าตนเองเติบโตมาในครอบครัว “ชนชั้นล่างระดับบน” คือ กลุ่มคนทำงานที่มีรายได้จากงานที่ไม่ใช้ทักษะ มีมาตรฐานการครองชีพเหนือกว่าคำว่า “ยากจน” เล็กน้อยเท่านั้น

พ่อทำงานขนส่งสินค้า แม่รับจ้างทั่วไป เพราะต้องเลี้ยงลูกเล็กๆ ที่เหลือ ซึ่งจ่านิวเป็นพี่ชายคนโตของน้องสาว 3 คน

        เขาพูดประโยคหนึ่งว่า “ผมนี่ย้ายบ้านบ่อยจะตาย หลักๆ ก็อยู่ในกรุงเทพฯ มีนบุรี ลาดกระบัง หนอกจอก ที่ย้ายบ่อยนี่ก็เพราะหนีเจ้าหนี้นั่นแหละ ที่บ้านมีภาระหนี้สินเยอะ ผมไม่ใช่คนรวยอะไร เพิ่งจะอยู่เป็นหลักแหล่งก็ตอนอยู่ ม.ปลาย ก่อนหน้านั้นย้ายเป็นว่าเล่น” (ประชาไท 21 ก.พ. 2558)

เพียงแค่ชีวิตมัธยม จ่านิวต้องเรียนรู้ที่จะหลบเจ้าหนี้ที่มาซุ่มตามโรงเรียนเพื่อตามหาพ่อแม่ที่เป็นลูกหนี้ บางครั้งต้องหลบจนค่ำถึงจะกลับบ้านได้

ชะตาเหมือนแกล้ง ที่สุดพ่อจากไปในปี 2554 จ่านิวกลายเป็นผู้ชายคนเดียวของครอบครัว ในรอยต่อของชีวิตจากเด็กนักเรียนสู่นักศึกษา กับฐานะที่เป็นอยู่จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากยิ่ง

เฟซบุ๊ก Sirawith Seritiwat

จ่านิวพกเงินไม่มากไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ แต่เงินนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงที่ไปเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของหน่วยงานราชการต่างๆ, อาศัยกินฟรีในบางมื้อจากเพื่อนๆ และคนที่รู้จักเห็นใจ รวมไปถึงต้องคอยมองหารถเมล์ฟรีที่รัฐบาลเคยมอบสิ่งดีๆ ให้คนจนเมือง

หากแรงขับของความจน จ่านิวจึงชอบหรือต้อง “อ่าน” เพื่อให้พบช่องทางที่จะหนีให้พ้นไปจากตรงนี้

 กยศ. ต้องสู้

แม้การเป็นนักเรียนทุน “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ กยศ. มีรายงานว่าผู้กู้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางถึง 80% แต่จ่านิวก็ยังโชคดีที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องใช้ทุนนั้น

เด็ก กยศ. อย่างจ่านิว อ่านมามากพอจะรู้ว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของความจน คือการไปไขที่เงื่อนปม ปรากฏว่าแทนที่จะเป็นบรรดาเจ้าสัวสร้างตัว จ่านิวกลับมีไอดอลเป็นนักปฏิวัติ และชอบอ่านงานของ “ฌอง ฌาค รุสโซ” จากเด็กยากจนสู่นักคิดสำคัญ ที่บอกว่า อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม เว้นแต่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมถึงจะมีความชอบธรรม

 นิวบอกเสมอว่า ความใฝ่ฝันของเขาคือ การเป็นนักปฏิวัติสังคม สังคมที่เขาอยากเห็นคือ การเห็นคนเราเท่ากันทุกมิติ ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ

แม้ฟังดูยาก แต่เด็กวัย 20 ต้นๆ ในวันนั้นก็ไม่หยุดที่จะพาตัวเองเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่นลงเลือกตั้งสภานักศึกษาตั้งแต่เป็นเฟรชชี่แห่งคณะรัฐศาสตร์ พอปี 3 มาสอบตกนายกองค์การนักศึกษา

จากนั้นมาตั้งกลุ่ม “สภาหน้าโดม” เพื่อเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้พบปะถกเถียง และเคยเข้าร่วมขบวนพาเหรดล้อการเมือง ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ปี 2558

  ที่ชัดเจนกับความเป็นจ่านิวคือ เขาเคยรณรงค์เรียกร้องเรื่องราคาอาหารในโรงอาหารกลางที่แพงเกินไป เนื่องจากผู้บริหารให้สัมปทานบริษัทภายนอกเข้ามาดำเนินการ

“ตั้งแต่เด็กๆ ผมอยู่ในฐานะที่ต่ำของสังคม ถูกเอารัดเอาเปรียบ เจอแต่เรื่องไม่เป็นธรรม ถูกเขากดถูกเขาทำอะไรมาเยอะแยะ ทุกคนในบ้านก็ต้องดิ้นรน” เขาตอบแบบนี้ทุกครั้งที่เจอคำถามจากสื่อ ว่ามาเคลื่อนไหวทำไม

มาปี 4 จ่านิวเคลื่อนไหวในสเกลที่ใหญ่ขึ้น จนถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากกิจกรรม “การเลือกตั้งที่รัก(ลัก)” และกิจกรรม “กรวดน้ำคว่ำขัน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

หรือที่คนไทยเริ่มรู้จักเขากว้างขวางมากขึ้น คือกิจกรรมนั่งรถไฟไปเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติราชภักดิ์ และเป็นแกนนำการเมืองต่างๆ ทำกิจกรรมที่สวนทางกับรัฐบาล คสช. อีกมากมายตามที่รู้กัน

          การศึกษาเพื่อชีวิต

ครั้งหนึ่ง ผู้คนบนโลกพยายามปลดแอกเพียงเพื่อตนจะได้มีการศึกษา ต่อมาผู้คนได้รับการศึกษา แต่ยังติดในแอกของระบบที่เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำ

หากจ่านิวมองว่าการศึกษา คือเครื่องมือหนีจากการถูกกดขี่ เขาเคยบอกว่าตนเองจึงต้องดิ้นรนอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้อยากรอดอยู่แค่คนเดียว แต่อยากให้คนทั้งสังคมรอดไปด้วยกัน

จึงไม่แปลกที่เขาจะโดนจับในหลายๆ ครั้ง และหลายหนมีรายงานว่าเขาถูกอุ้มไปข่มขู่ ขณะที่ทุกวันนี้ยังมีคดีต่างๆ คาราคาซัังไม่จบสิ้น

หากสิ่งที่แม่ของเขากังวล ไม่แพ้เรื่องอนาคตทางการศึกษา ก็คือเรื่องเงินประกันตัวออกจากคุก เพราะเธอแค่รับจ้างทำงานบ้านรายวัน และเป็นหมอดู

ที่สุด แม้จ่านิวจะยังคงทำกิจกรรมการเมือง แต่คาบเกี่ยวกันเขาก็ร่ำเรียนจนจบเกือบครบ 6 ปี ได้ใบปริญญาสิงห์แดงมาครองช่วงปี 2560 เขาโพสต์เฟซบุ๊กในวันที่ 26 มีนาคม 2560 อย่างภาคภูมิว่า

“หลังจากเคลียร์ภาระหนี้สินกับทางมหาวิทยาลัยด้วยความอนุเคราะห์ของหลายท่าน ก็ได้อนุมัติให้จบอย่างสมบูรณ์ศุกร์ที่ผ่านมา ไม่เคยคิดว่ากว่าจะได้ปริญญานี่ใช้เวลาเกือบหกปี เอาเถิดอย่างน้อยก็จบต้องฝ่าฟันดิ้นรนไม่ใช่น้อย”

เฟซบุ๊ก Sirawith Seritiwat

 จะเห็นว่าทุกๆ ความเป็นไป เรื่องความยากจนจะอยู่ในทุกลมหายใจของเขา กองเชียร์เลยเชื่อว่า ถ้าใครสักคนจะรับเงินมาเคลื่อนไหว คนนั้นคงไม่ใช่จ่านิวแน่ๆ

แม้ขณะที่เขาถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมตี หลังเคลื่อนไหวในฐานะแกนนำกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล เรียกร้องให้ ส.ว. 250 คน งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ มันก็เกิดขึ้นที่ข้างถนนที่เขาเดินอยู่ทุกวัน ไม่ต้องถามเรื่องรถส่วนตัวที่ไหน

เจ็บหนนี้ พัฒน์นรี ชาญกิจ หัวอกแม่จึงให้ข่าวแก่สื่อทำนองว่า “ต้องจบ” เพราะเธอยืนยันว่า หลังประสานว่าขอเลื่อนรายงานตัวแล้ว จากนี้ถ้าลูกฟื้นตัวหายเมื่อไรก็จะให้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อินเดียทันที !

เผื่อใครไม่รู้ จ่านิวในวัย 27 เขาได้โอกาสศึกษาต่อโดยทุนของรัฐบาลอินเดีย เรียนที่มหาวิทยาลัย Savitribai Phule Pune ประจำเมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย และเป็นมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านรัฐศาสตร์และการเมืองพอสมควร

เขาเคยบอกว่าอยากไปเอาองค์ความรู้จากประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาพัฒนาทั้งศักยภาพของตัวเองและการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยบ้านเรา

ชีวิตเหมือนหนังที่มีหลายภาค คนไทยก็คงรอดูจ่านิวในภาคต่อๆ ไป