รธน.60ทำการเมืองไทยล้มเหลวแต่มีบันไดหนีไฟให้รบ.เสียงปริ่มน้ำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รธน.60ทำการเมืองไทยล้มเหลวแต่มีบันไดหนีไฟให้รบ.เสียงปริ่มน้ำ

10 กรกฎาคม 2562 – 10:03 น.
รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ,รัฐธรรมนูญ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 3,654 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร 

ภายหลังการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 เวลาผ่านมาแล้ว 2 ปี ด้วยเงื่อนไขที่วางกลไกไว้ในเป็นพื้นฐานต่อการสร้างประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน จากมือของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปเป็น “สภาผู้แทนราษฎร-ตัวแทนปวงชนชาวไทย” ที่มาจากการเลือกตั้ง

แน่นอนว่าภายใต้เวลา 2 ปีของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมีทั้งสิ่งตรงกับความคาดหวังของสังคมและไม่ตรงกับสิ่งที่ทุกคนวาดฝันเอาไว้ เนื่องจากกลไกที่เขียนไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในเชิงปฏิบัติการนั้น เหมือนถูกวางทางเพื่อให้ “อำนาจ” อยู่กับฝ่ายผู้ครองอำนาจเดิมตั้งแต่ปี 2557

ในงานครบรอบ 60 ปี ของ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จัดงานมุทิตาจิตขึ้นพร้อมจัดเวทีปาฐกถาและเสวนาวิชาการ เรื่อง “การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เดินหน้าหรือถอยหลัง” โดยมีนักวิชาการและฝ่ายการเมืองที่มีประสบการณ์ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสะท้อนมุมมอง

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะอดีต กรธ. ยอมรับกับจุดเริ่มต้นของการทำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 คือสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อนักการเมือง พบการคอร์รัปชั่น ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ฐานะกติกาของบ้านเมือง ต้องวางกรอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง โดยวางเป้าหมายสำคัญให้ได้คนดีเข้าสู่การปกครองบ้านเมืองและทำให้นักการเมืองที่เข้าสู่ระบบแล้วไม่สามารถทำสิ่งไม่ดีได้

          “ช่วงต้นของการยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นผ่านจดหมายจากคุณชวน หลีกภัย ระบุว่า ทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือต้องใจกว้าง ไม่คิดร้ายกับฝ่ายใด ดังนั้นเป็นสิ่งที่ผมยึดถือผ่านความเข้าใจ คือนักการเมืองมีดีและไม่ดี สำหรับนักการเมืองที่มีปัญหาจะต้องควบคุม และการเข้าสู่อำนาจ ผ่านการเขียนไว้ในคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญ ก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงสร้างกระบวนการตรวจสอบและสำคัญคือเขียนให้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ปฏิบัติตามได้ อย่างไรก็ตามต่อให้เขียนรัฐธรรมนูญได้ดี แต่ปัจจัยของความสำเร็จคือขึ้นอยู่กับจริยธรรม จรรยาบรรณและสำนึกของผู้นำกฎหมายไปปฏิบัติใช้”

อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญย้ำด้วยว่า สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 คือสิ่งที่สร้างมิติใหม่ ว่าด้วยการปฏิรูป เพราะที่ผ่านการการเมืองพาประเทศไปในทิศทางต่างๆ จนทำให้เกิดการปฏิวัติหลายครั้ง แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นเผด็จการ หรือประชาธิปไตย สิ่งสำคัญคือการพาประเทศไปสู่เป้าหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงให้นักการเมืองนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาในที่สุด

อย่างไรก็ตามกับประเด็นที่เป็นมิติใหม่ของรัฐธรรมนูญตาม “อดีตกรธ.” ยกตัวอย่างนั้น ถูกโต้แย้งภายใต้หลักการของแนวคิด โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” เพราะตามหลักคิดของการปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญที่สำเร็จได้คือ กระบวนการที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

          “ผมฟันธงว่ารัฐธรรมนูญทำการเมืองถอยหลัง เมื่อเทียบลำดับการพัฒนาและความสำเร็จของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 แม้ไม่ถูกเรียกว่าเป็นการปฏิรูป แต่บางบทบัญญัติเล็กๆ เช่นการกระจายอำนาจ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พบการใช้อำนาจที่ไม่เคารพกติกาในบทบัญญัติ ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่เคยกำหนดแนวทางเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆ ที่ชัดเจนว่า อย่างไร และเพื่ออะไร ส่วนที่เขียนว่าด้วยการปฏิรูปจำนวนมาก ไม่ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปอย่างที่คนคาดหวัง และเมื่อนำไปรวมกับแผนยุทธศาสตร์ชาติคือการสร้างความเข้มแข็งให้รัฐราชการ ทั้งที่แนวทางการปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องใช้ความยืดหยุ่น ไม่ใช่ไม่พอใจในประเด็นใด จึงเขียนไว้ในหมวดปฏิรูป ทั้งนี้การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากความขัดแย้งของรัฐประหารแต่ขาดวิสัยทัศน์ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศที่ชัดเจน”

นอกจากนั้น “อภิสิทธิ์” ยังมองต่อความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ เมื่อถูกพูดถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีปัจจัยที่ซ่อนอยู่อย่างสำคัญ คือ “ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการกำหนดอนาคตการเมืองไทย” และ “ผู้ถือและผู้ใช้อำนาจต้องใช้อำนาจตามหลักธรรมาภิบาล ยึดนิติรัฐ นิติธรรม และต้องตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน”

“ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ คือความขัดแย้งยังมีสูง แม้ผมไม่เห็นด้วยกับที่เขามา แต่พร้อมจะยอมรับได้ หากเขามาสร้างบรรทัดฐานที่ดีเพื่อปูทางไปสู่ประชาธิปไตย แม้ที่มาจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากสามารถพาประเทศเดินหน้าผ่านการใช้อำนาจที่เป็นธรรมผมยอมรับได้ อย่างไรก็ตามกติกาที่ออกแบบต่อการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่า ส.ส.ในสภารู้ว่าใช้เงินซื้อเสียงที่รุนแรง โจ่งแจ้ง และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบขาดการดูแล เหมือนจะเป็นพฤติกรรมที่เกื้อหนุนกัน กับประเด็นที่เกิดขึ้นผมเชื่อว่าหากไม่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2560 จะไม่ใช่ฉบับสุดท้ายของประเทศ และอาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่”

ทั้งนี้ “อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ทิ้งท้ายในความเห็นด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนพาการเมืองไต่บนเส้นลวด และสร้างความกดดันให้สังคม รวมถึงฝืนเจตนารมณ์ประชาชน ฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย หากไม่ทำเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเชื่อว่าความขัดแย้งในสังคมจะถูกยกระดับเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ต่อประเด็นจากมุมมองของ “นักการเมือง” ถูกเห็นพ้องและตอกย้ำผ่านมุมมองของ “ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย” ฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกันที่ว่า รัฐธรรมนูญแม้จะผ่านการทำประชามติ แต่ขาดการยอมรับร่วมกันของประชาชน เนื่องจากมีประเด็นที่ทำให้รัฐธรรมนูญไม่สามารถใช้งานได้ หากนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เทียบกับฉบับอื่นๆ อาจถือว่าถอยหลัง แต่สิ่งที่สังคมต้องพิจารณาลงลึกไปกว่านั้นคือเป้าหมายและทิศทางของประเทศ

“หากใช้รัฐธรรมนูญเป็นกติกา และเปรียบเหมือนเป็นการเล่นกีฬาที่มุ่งไปข้างหน้า เช่น วิ่งแข่ง มุ่งไปทิศทางเดียว และต้องเข้าเส้นชัยเพื่อชนะแบบนั้นรัฐธรรมนูญถือว่าถอยหลัง แต่หากเปรียบเป็นกีฬาฟุตบอล ที่มีคำพูดว่าเกมรับที่ดีที่สุดคือเกมรุก แต่ไม่จำเป็นต้องรุกตลอด ดังนั้นการเมืองต้องมีทั้งรุกและรับ ดังนั้นการสร้างกลไกของรัฐธรรมนูญ คือการสร้างกลไกให้ทุกคนรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ผมเห็นด้วยว่าผู้เล่นเป็นผู้เล่น รัฐธรรมนูญ 2560 มีสิ่งที่เป็นปัญหาคือกรรมการ โค้ช ผู้จัดการ เจ้าของทีม กรรมการ ลงเล่นเกมในสนามด้วย”

กับประเด็นนี้ “ดร.เจษฎ์” ทิ้งท้ายไว้เป็นมุมมองสำคัญว่า “เมื่อกติกาทำให้ทุกอย่างกลืนกันหมดกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นหนทางที่จะแก้ไขได้คือ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยระบบรัฐสภา ไม่ใช่การฉีกทิ้ง หรือใช้วงจรรัฐประหารเพื่อยกร่างกันใหม่”

สำหรับประเด็นสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หลังจากที่ลองใช้กว่า 2 ปี “ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”  ชำแหละจุดอ่อนของเนื้อหา คือ ระบบเลือกตั้งที่ล้มเหลว ที่ทำให้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.จำนวนมาก และกำหนดให้ใช้ผู้สมัครของแต่ละพรรคในต่างเขตได้หมายเลขสมัครเบอร์ ทำให้ประชาชนสับสน จนกลายเป็นปัจจัยทำให้เกิดบัตรเสียจำนวนมาก และด้วยกลไกที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งการประกาศผลเลือกตั้ง คำนวณคะแนน ทำให้หลังเลือกตั้งกว่า 100 วันยังจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้

นอกจากนั้นคือกลไกของ “วุฒิสภา” จำนวน 250 คน ที่มาจากการเลือกของ “คสช.” ดร.ปริญญา มองว่า นี่คือกลไกที่ทำให้ “รัฐบาล” สามารถอยู่ได้ ภายใต้ระบบรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ มีหลายพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่จะช่วยให้ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” เป็นเสียงข้างมาก เพราะมี 250 คนส่วนวุฒิสภาเข้าร่วมผ่านการตีความของร่างกฎหมายที่เข้าข่ายเป็นกฎหมายว่าด้วยปฏิรูป ที่มาของนายกฯ ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ “นายกฯ” ต้องเป็นส.ส. ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” กลายเป็นนายกฯภายใต้กติกาไม่หมือนกับสมัยของผู้นำทหารที่อยากกลับสู่สังเวียนการเมือง และที่มาขององค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่ให้มาจากการ “วุฒิสภา” ดังนั้นปัญหาที่จะถูกตั้งคำถามมากคือ กระบวนการตรวจสอบจะปฏิบัติใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ปิดท้ายของเวทีปาฐกถาและเสวนา “ดร.สมคิด” นำเสนอมุมมองฐานะนักวิชาการ และอดีตผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540-2550 ในประเด็น “รัฐธรรมนูญไทย ร่างอย่างไรให้ได้ดี” โดยย้ำความสำคัญตอนหนึ่งว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ยาก แต่ปัญหาที่ยาก คือทำเนื้อหาให้สอดคล้องสังคมไทย หากทำให้สมบูรณ์แบบ คือ นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องเป็นส.ส. แต่สิ่งที่ตั้งคำถาม คือรัฐธรรมนูญจะไปได้ไกล หรือใช้ยาวหรือไม่ โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้รัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือผู้ที่บังคับใช้และเนื้อหา

          “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 บังคับใช้ยาวนานที่สุด 13 ปี แต่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญหมาเมิน เพราะให้ส.ว.มีอำนาจมาก ผมไม่แน่ใจว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2521 เหมือนหรือต่างกับ 2560 ซึ่งปัจจัยของการใช้รัฐธรรมนูญสั้นหรือยาวนั้น ผมมองว่าเงื่อนไขสำคัญคือการนำรัฐธรรมนูญบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยยุคนั้นคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิไตยกลายเป็นประชาธิปไตยได้ ขณะที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั้นพบการเขียนเนื้อหาที่แก้ไขข้อบกพร่อง อาทิ รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ยกย่องว่าดีและมาจากการมีส่วนร่วมให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง ที่หลังการบังคับใช้พบว่ามีปัญหารัฐบาลตรวจสอบไม่ได้ ส.ว.ปกป้องรัฐบาลมากเกินไป รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เป็นที่พอใจของทุกคน”

ดร.สมคิด ยังพยากรณ์ทิ้งท้ายภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสัมพันธ์กับการวางโครงสร้างอำนาจของ “ฝ่ายบริหาร” ว่า ภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพมากที่สุด เพราะมีเสียงปริ่มน้ำ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภายใต้ภาวะปริ่มน้ำจะพบความพยายามเอาตัวรอด ดังนั้นการยุบสภาจะไม่เกิดขึ้นเร็วเหมือนที่หลายฝ่ายมองว่าจะยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้นรัฐบาลจะอยู่ยาวพอสมควร โดยใช้กลไกสำคัญไม่เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา

“จากประสบการณ์ของผมก่อนปี 2557 ประเทศไทยมีกฎหมาย 1,000 ฉบับ ช่วงปี 2557-2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกกฎหมายมากถึง 500 ฉบับ และโดยภาวะปกติ สภาจะออกกฎหมายไม่เกิน 30 ฉบับเท่านั้น ดังนั้นวันนี้หากรัฐบาลไม่ออกกฎหมายเลยจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้แม้จะลอยคอเพราะเสียงปริ่มน้ำ แต่หากเขาลอยคออยู่เพื่อให้ประเทศเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เขาจะทำแบบนั้น ส่วนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผมเชื่อว่าจะไม่ใช่ฉบับสุดท้ายแม้จะแก้ไขได้ยาก” ดร.สมคิด กล่าวทิ้งท้าย

แม้วมีแต่ให้ “บิ๊กแจ๊ส” ท้าชิง “เสี่ยชาญ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม้วมีแต่ให้ “บิ๊กแจ๊ส” ท้าชิง “เสี่ยชาญ”

10 กรกฎาคม 2562 – 09:51 น.
บิีกแจ๊ส,คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง,ชูชาติ หาญสวัสดิ์,พลตทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง,อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล,มีวันนี้เพราะพี่ให้,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รตอเฉลิม อยู่บำรุง,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายกฯ อบจ,ชิงนายกฯอบจ,พรรคเพื่อไทย,ปทุมธานี
เปิดอ่าน 13,062 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 10 ก.ค.62

*****************

          สนามเลือกตั้ง ส..ปทุมธานี ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมิอาจกวาด ส..ยกจังหวัด ต้องสูญเสีย ที่นั่ง ให้พรรคภูมิใจไทยและน้องใหม่มาแรงอย่างพรรคอนาคตใหม่

          เพื่อไทย มีผู้แทนฯ คนคือ สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไลศุภชัย นพขำชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ และพรพิมล ธรรมสาร ส่วนภูมิใจไทย พิษณุ พลธี และ อนาวิล รัตนสถาพร จากอนาคตใหม่

ลุงชาญ”หืดจับแน่

         ผ่านไปแถวขอบกรุงด้านทิศเหนือ จะเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ มีรูป “ลุงชาญ” พนมมือแต้ เป็นอันรู้กันว่า ได้เดินทางเข้าเขตจังหวัดปทุมธานีเรียบร้อยแล้ว

ชาญ พวงเพ็ชร์

          “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี เพิ่งได้รับข่าวเมื่อ มิถุนายน 2562 เมื่อ คสช.มีคำสั่ง คืนตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ให้

          หลังจากถูกพักงานมานานเกือบ ปี “นายกชาญ” ก็ตั้งใจทำงานในตำแหน่งไปจนมีการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยยืนยันว่า จะลงป้องกันแชมป์แน่นอน “คนปทุมธานีไม่ทิ้งกัน ยืนยันไม่ไปไหน ทั้งหัวใจรับใช้ประชาชน”

          ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ส.. “ลุงชาญ” เป็นแม่ทัพภาคกลางของพรรคภูมิใจไทย แม้จะได้เก้าอี้ ส..ปทุมธานี เป็นครั้งแรก แต่โดยภาพรวมคะแนนของพรรคสีน้ำเงิน ไม่สู้ดีเท่าไร

งานบวชชุกหน่อย ลุงชาญเดินสายทุกวัน

          คงรู้ตัวว่า เจอคู่แข่งที่ใหม่สดจากพรรคส้มหวาน ลุงชาญจึงวิ่งรอกงานบวช ช่วงก่อนเข้าพรรษา วันละหลายๆงาน มินับงานแต่ง งานศพ

          รู้ดีว่า แบรนด์ภูมิใจไทยไม่โดนใจคนปทุมฯ จึงต้องขายความเป็นลุงชาญ “ตัวดำ ทำจริง” 

บิ๊กแจ๊ส” เพื่อไทย

          เปิดตัวมาเป็นปีแล้ว สำหรับ “บิ๊กแจ๊ส” พล...คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เจ้าของสโลแกน “มีวันนี้เพราะพี่ให้” ที่จะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี

          “บิ๊กแจ๊ส” เปิดคลินิกการแพทย์แผนไทย อยู่ที่อาคารมูลนิธิมงคล จงกล ธูปกระจ่าง ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยรักษาผู้ป่วย ด้วยการคิดค่าครูเพียง 19 บาท เพื่อนำไปทำบุญ

บิ๊กแจ๊ส เปิดตัว

          จู่ๆ “บิ๊กแจ๊ส” ได้ประกาศปิดคลินิก หยุดการรักษาผู้ป่วย เมื่อ พฤษภาคม 2562 อ้างว่า เพื่อความสบายใจของกระทรวงสาธารณสุข เพราะก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขบุกเข้าตรวจคลินิกรักษาคนไข้แพทย์แผนไทยหลายครั้ง แต่ไม่เคยแจ้งว่า ผิดเรื่องใด

บิ๊กแจ๊สไปงานวันเกิดชูชาติ หาญสวัสดิ์

          บิ๊กแจ๊สเดินสายออกงานกิจกรรมเพื่อสังคมถี่ขึ้น ดูเหมือนว่า ส..เพื่อไทยทุกคนจะให้การสนับสนุน รวมถึงตระกูล “หาญสวัสดิ์” 

แนวร่วมอนาคตใหม่

          ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อ 21 เมษายน 2555 ผลปรากฏว่า ชาญ พวงเพ็ชร์ ชนะ ร..สุเมธ ฤทธาคนี อดีต ส..ปทุมฯ พรรคเพื่อไทย โดยมีคะแนนทิ้งห่างกันเป็นแสน

          คราวนั้น เพื่อไทยปทุมธานี ไม่มีเอกภาพ เพราะไม่พอใจ ร..สุเมธ ฤทธาคนี ที่ตัดสินใจแบบไม่บอกกล่าว ลาออกจาก ส.มาสมัคร นายก อบจนัยว่า “นายใหญ่” ไม่แฮปปี้

พี่เหลิมของน้องแจ๊ส

          ตรงข้ามกับ “บิ๊กแจ๊ส” ที่ได้ไฟเขียวจาก “นายใหญ่” ให้ลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย แถมได้ ร...เฉลิม อยู่บำรุง คอยเป็นพี่เลี้ยง

          ที่น่าสนใจ “บิ๊กแจ๊ส” พยายามแตะมือกับพรรคอนาคตใหม่ อย่างเมื่อ มิถุนายน ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่จังหวัดปทุมธานี จัดกิจกรรมฟุตบอลกระชับมิตร ครั้งที่ โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมแข่งขันฟุตซอล ระหว่างทีมปทุมธานีกับทีมอนาคตใหม่

ส.ส.อนาวิล อนาคตใหม่ และ บิ๊กแจ๊ส

          ทีมปทุมธานีก็คือ ทีมเพื่อนบิ๊กแจ๊สนั่นเอง ซึ่งนายตำรวจคนดัง ได้ใช้กิจกรรมฟุตบอลปูทางสร้างฐานเสียงมาหลายปีแล้ว

          ต้องคอยลุ้นว่า พรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมฯ หรือไม่เพราะแกนนำพรรคส้มหวานแถลงชัดเล่นการเมืองท้องถิ่นแน่

กรรมออนไลน์ภาคสอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมออนไลน์ภาคสอง

10 กรกฎาคม 2562 – 09:48 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,กรรมออนไลน์ภาคสอง,เสนาะ เทียนทอง
เปิดอ่าน 15,460 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ยามนี้การไล่ตรวจและสืบสาวเรื่องราวของคนการเมืองหลากวาระที่เคยแสดงออกบนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังผุด…

หลากความเห็นของคนทั่วไป นักแสดง นักร้อง คนดังในสังคมถูกนำมาแพร่ต่อและเป็นประเด็นข่าวขึ้นมา

แน่นอนว่า “คนการเมือง” ย่อมเป็นเป้าสายตาของสังคมเพราะเป็นบุคคลสาธารณะ หากดำรงสถานะ ส.ส.-ส.ว. หรือตำแหน่งทางการเมืองแล้วนั้น ไม่ว่าเรื่องใดที่คนการเมืองคนนั้นเคยไปกระทำหากมีการยกขึ้นมาแล้วกระจายข่าวออกไป ไม่ว่าด้านลบหรือด้านบวกบุคคลนั้นต้องรับผลให้ได้

          การขุดเรื่องในวันวานออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ในต่างประเทศก็มีมานานแล้ว และยิ่งข่าวลือ ข่าวลับ ข่าวเชิงลบ รวมทั้งภาพหลุดหลากอิริยาบถของเหล่าคนดัง สังคมยิ่งนิยมเสพและติดตาม

หลายหนที่เรื่องราวเหล่าคนดังในต่างประเทศโดนตีแผ่ บางกรณีคนดังเหล่านี้ต้องยุติบทบาทไปถาวร บางคนยังออกมาแถลงสู้ บางคนฟ้องร้องและชนะคดีกับการละเมิดสิทธิ

แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น “แต้มติดลบ” ตามมาทันทีที่ภาพข่าวเหล่านี้หลุดสู่สายตาสังคม และกว่าจะกู้ภาพบวกกลับมาก็นานอักโข

เมื่อหันมามองคนการเมืองหน้าใหม่บางคนในเมืองไทย ที่ใช้โซเชียลมีเดียแสดงความเห็นและภาพการกระทำอันมิบังควรในหลากวาระที่ผ่านมา และคล้ายว่าจะต้องรับผลในไม่กี่เพลาข้างหน้านั้น การที่จะสู้ให้หลุดบ่วงกรรมที่ตัวเองก่อไว้ จับยามสามตาแล้วพบว่าเหนื่อยและยากยิ่งที่จะทำให้ตัวเองพ้นข้อครหา

          เพราะนัยที่คนการเมืองบางชีวิตก่อไว้เมื่อวันวานนั้น ถามว่าสติสัมปชัญญะ-วุฒิภาวะ พร้อมหรือไม่ก่อนที่จะลงมือกระทำการดังกล่าว…

และเมื่อมาถึงวันนี้ บ่วงกรรมจะมาสนองคืนให้รูปใดนั้น เจ้าตัวน่าจะทราบดีที่สุด

 “เสนาะ เทียนทอง” คนโตแห่งวังน้ำเย็น เคยกล่าวไว้น่าฟังเกี่ยวกับการกระทำของ “คนแดนไกล” ที่คิดใหม่ทำใหม่กับบางสิ่งบางอย่างที่ลงมือเดินเครื่องในยามเรืองอำนาจและหมิ่นเหม่กับการก้าวพลาดแบบไม่ควรจะเกิด

เสนาะเคยตักเตือนคนแดนไกลไว้หลายครั้งเมื่อหลายปีก่อน และสิ่งที่เสนาะได้รับมาคืออาการไม่แยแสคำเตือนดังกล่าว

ความย่ามใจของคนแดนไกลในครั้งนั้น บางเรื่องจริง บางเรื่องโดนใส่ไข่…ก็ว่ากันไป แต่ท้ายสุดแล้วหลากการกระทำของคนแดนไกลนั้น…

          “กรรมออนไลน์” คือวรรคทองของคนโตแห่งวังน้ำเย็น สรุปรวมเกี่ยวกับสิ่งที่คนแดนไกลได้รับผลในวันนั้นและวันนี้

ดังนั้นคนการเมืองบางคนในยามนี้ควรพินิจตัวเองว่า “กรรมในวันวาน สะท้อนการกระทำวันนี้ มีผลในวันหน้า”

“กรรมออนไลน์ภาคสอง” ที่บางชีวิตของคนการเมืองใกล้จะพบพานนั้น ณ ที่นี้ขอเจริญสติเตือนไว้ล่วงหน้าว่า อย่าโทษสิ่งใดๆ เพราะทั้งมวลที่บังเกิด พึงถามตัวเองว่า ได้กระทำจริงหรือไม่…และกระทำไปเพื่อสิ่งใด

การอ้างวัยวุฒิครั้งวันวานว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งที่รู้กติกาจารีตประเพณีของบ้านเมืองเป็นอย่างดีนั้น คงมิอาจบรรเทาโทษได้

          ฉะนั้น…พึงรับผลของกรรมออนไลน์ที่ตัวเองก่อไว้ และอย่าโทษสิ่งอื่นใดเลย บ่วงกรรมจะได้ไม่เกิดขึ้นรอบใหม่กับชีวิตอื่นๆ

โกงข้าวเด็กต้องจัดการเฉียบขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โกงข้าวเด็กต้องจัดการเฉียบขาด

10 กรกฎาคม 2562 – 09:22 น.
อาหารกลางวัน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นักเรียน,โกงข้าวเด็ก
เปิดอ่าน 2,377 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ประเทศไทยของเรานี้มีการทุจริตแทรกอยู่ทุกวงการไม่เว้นแม้กระทั่งการโกงกินอาหารกลางวันเด็กๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า ‘โกงข้าวเด็ก’ เป็นเรื่องเลวร้ายสุดๆ ซึ่งต้องได้รับการลงโทษให้หนักสุดๆ

เรื่องนี้เปิดโปงขึ้นมาจาก ‘ป.ป.ช.’ หรือ “สำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ” ตรวจพบว่ามีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันนักเรียน 4 แห่ง ใน จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยโครงการอาหารกลางวันเด็กนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายของรัฐบาลจัดงบประมาณเลี้ยงดูเด็กโรงเรียนรัฐบาลทั่วประเทศ

หลายปีก่อนมีเรื่องการนำอาหารและนมหมดอายุไปเลี้ยงเด็กและปรากฏว่าท้องเสียยกโรงเรียนเพราะนักเรียนกิน ‘นมบูด’ และ อาหารก็ไร้คุณภาพไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สอบสวนเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งขอสนับสนุนเต็มที่และอย่าให้เป็นมวยล้มหรือจับได้แต่ระดับล่างเพราะต้องขยายผลไปถึงตัวการระดับบิ๊กระดับผู้บริหารของกระทรวงเพราะทำกันเป็นกระบวนการ

แล้วที่ผ่านมาโกงกินกันไปขนาดไหนยังไม่มีใครรู้และคงเป็นเงินไม่ใช่น้อยเพราะโครงการอาหารกลางวันเด็กมีมานานและไม่ค่อยมีใครติดตาม เด็กๆ ของเราก็เลยรับกรรมกินอาหารไร้คุณภาพ

ถ้าปล่อยให้มีการทุจริตแบบนนี้ ป.ป.ช.ต้องเอาผิดตั้งแต่รัฐมนตรีในข้อหา ‘ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่’

สงสารเด็กไทยจริงๆ จะมีข้าวกิน-มีนมดื่ม ยังเจอผู้ใหญ่ใจร้ายคดโกง

ต้องจัดการลงโทษให้เด็ดขาดให้ได้
อ๊อด เทอร์โบ


 มองหาสาเหตุให้ได้
 ‘แก่งกระจาน’ วืดมรดกโลก

ผมเฝ้าติดตามเรื่องการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมาหลายวันและผลออกมาแล้วว่าอุทยานแห่งชาติ ‘ป่าแก่งกระจาน’ เพชรบุรี ของเราไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งขอบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องน่าเสียใจแต่เรายังต้องสู้ต่อไปและมองหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร?

ทีมงานของไทยบอกว่าเราโดนเรื่องชี้แจงสิทธิมนุษยชนไม่กระจ่างชัดเจนเพราะแก่งกระจานมีผู้คนและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่และโดนมองว่าเราเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนได้

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาแม้ไม่ใช่คนเมืองเพชรแท้ เป็นคนไทยคนหนึ่งและมองว่าแก่งกระจานเป็นอุทยานแห่งชาติ เป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ของคนไทยทุกคน จึงต้องช่วยกันดูแลให้ดี เรื่องนี้ไม่มีใครผิดเพราะผู้แทนของไทยทำงานเต็มที่แล้ว ขอให้พวกเราให้กำลังใจและปีหน้าฟ้าใหม่ยังมีและเราต้องแก้ไขประเด็นข้อสงสัยและหาข้อมูลมาชี้แจงอย่างเดียว คือ

1.ให้ดำเนินการเรื่องขอบเขตระหว่างไทยและเมียนมาร์ 2.ให้ไปทำข้อศึกษาเปรียบเทียบเรื่องขอบเขตพื้นที่ลดลงว่ายังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดตามระเบียบข้องที่ 10 ของการขึ้นแหล่งมรดกทางธรรมชาติ 3.ให้ไปทำข้อห่วงกังวลเรื่องชุมชนในพื้นที่

ผมขอสรุปเรื่องราวของแก่งกระจานมาให้ทราบและตราบใดที่มีชีวิตเราก็ต้องมีความหวัง ปีหน้าคงได้ดีใจและเตรียมข้อมูลไปเสนอแก้ตัวอีกที
สมหวัง (ราชบุรี)


เรียนคุณ ‘สมหวัง’ ราชบุรี
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณที่แจ้งข่าวมา ซึ่งคนทั้งประเทศคงทราบแล้วและเป็นจดหมายที่ทรงคุณค่าเพราะให้กำลังใจให้คณะทำงานเพราะผมเองก็หวังลึกๆ ว่าปีหน้าเราคงมีข้อมูลชี้แจงเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือชุมชนที่อาศัยอยู่ในแก่งกระจาน

ท่านที่เคยไปแก่งกระจานเช่นเดียวกับผมย่อมรู้ซึ้งแก่ใจว่าแก่งกระจานของเราเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ แบบไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ขนาดนี้ จึงขอเชิญชวนว่าท่านใดที่ยังไม่เคยไปต้องหาโอกาสไปให้ได้แล้วจะภาคภูมิในความโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยที่มีสิ่งดีๆ ทางธรรมชาติและก็ขนบธรรมเนียมประเพณีมากมาย

ในฐานะของคนไทยที่เฝ้าติดตามลุ้น ‘แก่งกระจาน’ ให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกคนหนึ่ง ก็ขอให้กำลังใจคณะผู้แทนทีมงานที่ได้ทุ่มเทแม้จะพลาด

แต่เหมือนคนล้มแล้วต้องลุกมาสู้ต่อ! อย่ายอมแพ้
อ๊อด เทอร์โบ


 รับน้องโหด-ทารุณ
 ซ้อมทำร้ายร่างกาย
(เจตนาฆ่าคน?)

หลายวันก่อนผมได้อ่านจดหมายที่ส่งมาแสดงความห่วงใยเรื่องการรับน้องใหม่ที่เกิดความรุนแรงทุกปีจนกลายเป็นคดีทำร้ายร่างกายและเรียกร้องให้ป้องกันไว้ก่อนโดยครูอาจารย์รุ่นพี่ต้องร่วมมือกัน

แต่ขณะนี้น่าเสียใจว่าไม่ทันการแล้วเพราะโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่นครปฐม มีรุ่นพี่รับน้องโหดเตะต่อยจนหามส่งโรงพยาบาลอาการวิกฤติ

ผมไม่ต้องการคำตอบทางจดหมายแต่ขอเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีเป็นตัวอย่างในข้อหาทำร้ายร่างกายหรือพยายามฆ่าไม่ให้เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายต่อไป และขอให้ทุกโรงเรียน มหาวิทยาลัย ต้องหาทางป้องกันไว้โดยด่วน!
วันชัย (มหาชัย)


“ตี ต่อย ตบ”..ไม่ได้จบที่จ่ายค่าปรับเสมอไป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตี ต่อย ตบ”..ไม่ได้จบที่จ่ายค่าปรับเสมอไป

10 กรกฎาคม 2562 – 09:10 น.
สายตรวจระวังภัย,จ่าวนิว,ตะลุมบอล,อุดมสุข,วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
เปิดอ่าน 11,633 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนลากมาจนถึงช่วงสิ้นเดือน มีข่าวความรุนแรงที่ทุกสื่อนำมาเผยแพร่ และผู้คนในสังคมต่างให้ความสนใจ เพราะถ้าดูจากภาพเหตุการณ์ดูเหมือนกับผู้ก่อเหตุไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่ยำเกรงอำนาจรัฐ เนื่องจากยกพวกเข้าต่อยตีทำร้ายกัน เริ่มจากเหตุวินรถจักรยานยนต์รับจ้างยกพวก “ตะลุมบอน” ย่านอุดมสุข และเหตุการณ์คนร้ายชายฉกรรจ์ 4 คม รุมทำร้าย “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง ที่ย่านพระยาสุเรนทร์

นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมีการทำร้ายร่างกายของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการวิวาทบนท้องถนนเวลาขับรถเบียดปาดหน้ากัน หรือพฤติการณ์ต่างๆ นานา รวมถึงเมาสุราทะเลาะวิวาทกัน ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว โดยมีหลายคดีเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายจบด้วยการยอมความ จ่ายค่าสินไหม และเสียค่าปรับ

ทว่า “การทำร้ายร่างกาย” ไม่ได้จบที่จ่ายค่าปรับเสมอไป แต่ยังมีโทษถึงขั้นติดคุกเนื่องจากเป็นคดีอาญาที่ยอมความกันไม่ได้ ซึ่งต้องพิจารณาดูว่าการทำร้ายร่างกายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายถึงขั้นไหน โทษเท่าไร?

อาทิ 1.หากตบตีธรรมดาโดยเป็นแผลรอยถลอก ขีดข่วน รอยช้ำบวม แดง “ไม่เป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ก็อาจเป็นความผิดลหุโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (โทษจากเดิมคือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปัจจุบันได้แก้ไขใหม่ โดยเพิ่มโทษปรับเป็นไม่เกิน 1 หมื่นบาท)  2.หากตบตีถึงขั้นเลือดตกยางออก แผลแตก ถือเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนาจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กรณีนี้จะเป็นการทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.หากได้รับอันตรายถึงสาหัส ต้องใส่เฝือก แขน ขาหัก และนอนโรงพยาบาลกว่า 20 วัน จะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โดยจะมีโทษสูงกว่าบาดเจ็บธรรมดา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท

ขณะเดียวกันทนายความอย่าง นายรัชพล ศิริสาคร เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีทำร้ายร่างกายไว้ก่อนหน้านี้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สายตรงกฎหมาย” ว่า เวลาเกิดคดีพวกทำร้ายร่างกายที่ไม่เป็นอันตรายสาหัส หรือพวกคดีที่มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 1 เดืิอน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ตำรวจมักจะปรับคู่กรณี ซึ่งบางครั้งเราอาจจะคิดว่าปรับน้อยไป โดยจริงๆ แล้ว ถ้าเราเห็นว่าตำรวจปรับน้อยไปสามารถโต้แย้งได้ โดยแจ้งตำรวจว่าเราไม่ยินยอม เพราะตำรวจปรับน้อยไป เมื่อเราแจ้งไปแล้วตำรวจจะต้องกำหนดค่าปรับใหม่จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะยินยอม และเมื่อผู้ต้องหาจ่ายเงินแล้ว คดีก็จะถือว่าเสร็จเด็ดขาด ส่วนกรณีที่ตกลงค่าปรับไม่ได้จริงๆ ตำรวจจะต้องส่งฟ้องศาล เพื่อให้ศาลกำหนดค่าปรับต่อไป

การใช้อารมณ์และความรุนแรงตัดสินปัญหาไม่ใช่ทางออกที่ดี ฉะนั้นควรมีสติในการใช้ชีวิต เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงชั่ววูบอาจส่งผลกระทบที่เลวร้ายทั้งครอบครัว..!!

ดาราโพสต์การเมืองโดนรุมถล่มสังคมป่วย…หมกมุ่นโซเชียล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดาราโพสต์การเมืองโดนรุมถล่มสังคมป่วย…หมกมุ่นโซเชียล

10 กรกฎาคม 2562 – 09:01 น.
ดารา,การเมือง,ช่อ
เปิดอ่าน 1,696 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  สลิตา พรรณลึก, อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์

เรื่องราวการโพสต์ในโซเชียลมีเดียของผู้ใช้ “ไอจี” ที่มีชื่อว่า a_adisorn กับข้อความแฮชแท็กสั้นๆ “#ดักตบอีช่อช่อง Arrival” จากนั้นก็มีคนในวงการบันเทิงพากันไปกดไลค์และคอมเมนต์จนกระแสตีกลับไปยังตัวของดาราศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปต่อว่า พร้อมประกาศเลิกอุดหนุนผลงาน

สองวันมาแล้วที่กระแสนี้ถูกพูดถึง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์ออกไป พร้อมติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์จนติดเทรนด์ตลอดทั้งวัน จนในที่สุดผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่มีรายชื่อก็ออกมาชี้แจงและขอโทษกันจ้าละหวั่น ไม่ว่าจะเป็น “พีท พล”, “อีฟ” พุทธธิดา ศิระฉายา และทาทา ยัง

หลังพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป ไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์ข้อความแนะนำคนในแวดวงบันเทิงเกี่ยวกับการวิจารณ์การเมืองว่า “ไม่คุ้ม” โดยเฉพาะวิจารณ์ในเชิงแตกแยก ทำให้แตกความสามัคคี มีแต่จะเกิดความเสียหายสะท้อนกลับ

แต่ก็ยังไม่วายที่ศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง “อุ๊ หฤทัย” ออกมาแสดงความคิดเห็นโต้กลับผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวในเชิงตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยแบบไหนหรือ? ถึงมาห้ามศิลปิน ดารา นักร้อง แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ต้องนักการเมืองเท่านั้นหรือถึงจะพูดเรื่องการเมืองได้ ไม่จำเป็นหรอก! เรื่องที่ทำท่าจะจบ ก็เลยยังไม่จบ…

จะว่าไปกระแสการเมืองบนโลกโซเชียลมีเดียบ้านเราต้องบอกว่ารุนแรงสุดๆ ไม่ใช่แค่วิจารณ์ตอบโต้ด่าทอกันไปมาเท่านั้น แต่ข่าวลือข่าวลวง fake news หรือแม้แต่ไอโอ หรือปฏิบัติการข่าวสาร ยังทะลักล้นเต็มไปหมด ความเห็นของสังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน และก้าวข้ามเรื่องเหตุผลกันไปหมดแล้ว

เหตุนี้เองเมื่อเหล่าคนดัง ศิลปิน ดารา นักร้อง ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นตามช่องทางออนไลน์จึงกลายเป็นข่าวฮือฮา และถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ หลายคนแสดงความเห็นตามหลักการธรรมดาๆ แต่ก็ถูกสร้างกระแสเกลียดชัง กระทบกับงานแสดงหรืออีเวนท์ต่างๆ อยางกรณีของ “ปั้นจั่น” ปรมะ อิ่มอโณทัย ที่เชื่อกันว่าโพสต์การเมืองของเขาเป็นต้นเหตุทำให้ภาพยนตร์ที่เขาแสดงนำอยู่ในภาวะ “เงียบสงัด”

ที่น่าสนใจก็คือดารา นักร้อง นักแสดง มักตกเป็น “จำเลย” ของสถานการณ์และต้องรับผลร้าย ซึ่งบางครั้งก็เกินกว่าการกระทำของเขาเองเสียอีก

แน่นอนว่าประเด็นนี้ต้องแยกเป็น 2 มุม มุมหนึ่งคือการสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ตอกลิ่มให้แตกแยกมากขึ้น แบบนี้ก็ต้องถูกกระแสสังคมพิพากษา แต่สำหรับบางคนที่เสนอความเห็น หรือแสดงจุดยืนทางใดทางหนึ่งแบบธรรมดา ไม่ซับซ้อน และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เขาจำเป็นต้องรับผลที่เกิดขึ้นขนาดนั้นหรือไม่

ประเด็นที่หลายคนไม่เคยถามเลยก็คือ จริงๆ แล้วสังคมไทยกับการใช้โซเชียลมีเดียอยู่ในบรรยากาศที่เคารพกติกา มีมารยาทมากพอหรือไม่ สังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ “ป่วย” หรือเปล่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อสาร พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร บอกกับ “ล่าความจริง” ว่าสังคมไทยตอนนี้กำลังตกอยู่ในภาวะผิดปกติ เรียกง่ายๆ ก็คือสังคมอยู่ในภาวะป่วยจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างหมกมุ่น เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าคนไทยใช้เวลาไปกับการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะการใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งมักใช้เพียงแค่ตอบสนองความบันเทิงและตอบโต้เรื่องราวต่างๆ มากกว่าจะใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต จนกลายเป็นช่องทางที่มีไว้เพื่อแสดงคิดเห็นส่วนตัวจนเกินขอบเขตที่ควรจะเป็นไปตามบริบทสังคม

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องราวดราม่าในวงการบันเทิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหล่าคนมีชื่อเสียงได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความเห็นส่วนตัวจนกลายเป็นข่าวใหญ่โตซึ่งหลายเหตุการณ์ทำให้คนดังหลายคนได้รับผลกระทบจากการโพสต์ข้อความ บางรายออกมาขอโทษสังคมแล้วก็อาจจะได้รับการอภัย แต่บางรายกลับกลายเป็นคดีความ

อย่างเช่น กรณีของดาราชายคนหนึ่งที่มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเมืองจนทำให้ได้รับผลกระทบทั้งงานแสดง การขุดคุ้ยประวัติ ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ มีการเข้าไปแก้ประวัติของดาราชายคนนั้นในวิกิพิเดีย เนื่องจากเกิดจากความไม่พอใจ

“ผมมองว่ามารยาทในการใช้โซเชียลของคนไทยยังไม่ได้มาตรฐาน พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยในตอนนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะป่วยจากการใช้โซเชียล” พันธ์ศักดิ์ กล่าว พร้อมคำเตือนทิ้งท้าย ทุกคนต้องไม่ลืมว่า ข้อมูลที่มีอยู่ในโลกออนไลน์จะไม่มีวันหายไปเพราะโลกอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือน “เครื่องถ่ายเอกสาร” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

นโยบายในโลกจริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378888?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบายในโลกจริง

10 กรกฎาคม 2562 – 08:26 น.
นโยบายในโลกจริง,รัฐบาล
เปิดอ่าน 877 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2562

ช่วงนี้อยู่ระหว่างการประชุมและประสานงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนำนโยบายของแต่ละพรรคที่หาเสียงเอาไว้ในช่วงรณรงค์เลือกตั้งมาปรับเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภา และเป็นแนวทางในการบริหารงานต่อไป จึงเป็นที่จับตากันว่า นโยบายของรัฐบาลจะออกมาสอดคล้องกับที่หาเสียงเอาไว้หรือไม่ จะสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างไร แม้ว่า นโยบายของแต่ละพรรคจะเน้นหนักไปที่เรื่องปากท้องของประชาชน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาคุณภาพชีวิต ประกันราคาสินค้าเกษตร ผลิตสินค้าตัวใหม่ เช่น กัญชาเสรี ทั้งนี้ก็เพื่อลดช่องว่างที่เรียกกันว่า ความเหลื่อมล้ำ อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอีกหลายด้านด้วยกัน นอกจากนั้นก็จะเป็นนโยบายด้านการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้านการศึกษาที่จะต้องเร่งปฏิรูปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุค 4.0 เรียนฟรี สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการหาเสียงนั้น ทุกพรรคก็ต้องพยายามสร้างจุดขาย ประกาศแนวนโยบายที่เข้าถึงประชาชน ยุคสมัยหนึ่งเคยมีคำกล่าวว่า ประชาธิปไตยกินได้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแนวทางประชานิยมจึงเป็นเสมือนเรือธงของทุกพรรค ที่ผ่านมา มีเสียงท้วงติงกันว่า หากทำตามที่แต่ละพรรคบอกกับประชาชนทั้งหมด จะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งมากกว่างบประมาณประจำปีเสียด้วยซ้ำ และกระทรวงการคลังเองก็ได้ออกมาท้วงติงว่า นโยบายที่หาเสียงไว้ทั้งหมดนั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ต้องขึ้นกับวินัยทางการคลังด้วย ดังนั้นการปรับแนวนโยบายของแต่ละพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องยืนอยู่บนโลกของความจริง เพราะขณะนี้บางพรรคการเมืองมีแผนจะต้องใช้งบประมาณมากถึงเกือบ 5 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับนโยบายด้านสังคม การเมือง ก็ต้องอยู่ในกรอบด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี การปัญหาความเหลื่อมล้่ำ อาจจะเป็นแค่วาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น หากว่าไม่สามารถทำนโยบายและบริหารงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” ได้ อย่างเช่น การลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องคำนึงว่า จะสร้างมูลค่าหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างไร เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนอีกชนชั้นหนึ่งหรือไม่ก็น่าคิด เช่นที่เคยมีข้อท้วงติงว่า งบประมาณขนาดนั้นควรนำไปทำถนนให้ดีเสียก่อนจะดีกว่า ขณะที่ในด้านการศึกษาก็ต้องลงทุนอย่างมีแบบแผนและเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่านานาประเทศ ไม่ใช่เบียดบังแม้แต่ค่าอาหารของเด็กอย่างทุกวันนี้

ยังมีแนวนโยบายอีกหลายด้านที่พรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมกันผลักดัน แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ภายใต้แนวทางที่ถูกวางเอาไว้ครอบคลุมทุกนโยบายคือ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการบริหาร ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้ประชาชนไทยมีความเป็นอยู่มั่นคงตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ โดยที่ต้องมีความชัดเจนเรื่องที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ในนโยบายต่างๆ ด้วย และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ การบริหารอย่างโปร่งใส อย่าให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่นโกงกินกับโครงการที่กำลังจะเกิดตามมาอีกมากมาย

นี่คือนักการเมืองเพื่อประเทศชาติหรือตัวเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นี่คือนักการเมืองเพื่อประเทศชาติหรือตัวเอง

9 กรกฎาคม 2562 – 14:15 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สังคมไทยไร้คุณธรรม,การเมือง,ประเทศชาติ
เปิดอ่าน 1,503 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร’ เป็นคำกล่าวที่ยังอมตะนิรันดร์กาลสำหรับการเมืองไทยที่ใช้ได้อยู่เสมอตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันกาล

หลังจากจัดฉากเหมือนละครน้ำเน่าฮึ่มฮึ่มตาขวางเข้าใส่กัน ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปเรียบร้อยด้วยฤทธิ์เดชของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีที่ทุบโต๊ะตาขวางจัดโผรัฐมนตรีเองแบบไม่มีใครกล้าหือเป็นเด็กดีอยู่ในแถว

สรุปว่าในเดือนนี้แจ้งเกิดรัฐบาลพันธุ์ผสมอย่างแน่นอน ส่วนจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็โปรดติดตามผลงาน

มองกราดดูรายชื่อแล้วยังข้องใจว่ารัฐมนตรีหลายๆ คนจะทำงานได้ดีขนาดไหนเพราะส้มหล่น เพราะเป็นไปตามโควตาพรรคและบารมีทางการเมืองของผู้สนับสนุนแรงดันสำคัญ

นักการเมืองบางคนเข้าประเภทอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เพราะมุ่งหวังผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประเทศชาติและมองอนาคตแล้วรัฐบาลที่มี ‘บิ๊กตู่’ เป็นกัปตันจะต้องมีปัญหาแทรกซ้อน

เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วการเมืองเหมือนทะเลที่ปั่นป่วนจะให้ราบเรียบเป็นไปไม่ได้เพราะรัฐบาลจะต้องเจอฝ่ายค้านเจาะยาง

ถ้าถูกโจมตีในสภากลัวกันว่า ‘บิ๊กตู่’ จะหัวร้อนฟิวส์เหมือนระเบิดลง

นาทีนี้ไม่มีใครกลัวกันแล้วเพราะไม่มี ‘ม.44’ เป็นอาวุธพิฆาต!
อ๊อด เทอร์โบ


 จัดระเบียบสังคมไทย
 งานหนักรัฐบาลใหม่

จดหมายจากคุณ ‘อมรพล’ แม่กลอง ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงมีข้อมูลชัดเจนจากการศึกษาวิจัย ซึ่งเราต้องยอมรับความจริง

แม้ว่าความจริงจะทำให้เจ็บปวดแต่ก็ต้องอดทนและปรับเปลี่ยนชีวิตแนวความคิด

โดยเริ่มที่ตัวเองก่อนให้มีความรับผิดชอบโดยมิต้องรับคำสั่งหรือถูกบังคับ!
อ๊อด เทอร์โบ


 สังคมไทยไร้คุณธรรม
 ชี้โกงไม่รู้จักพอ !

ผมมีเรื่องที่อยากแจ้งให้ทราบถึงการศึกษาเกี่ยวกับสังคมไทย-คนไทย ในพ.ศ.2562 ที่กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี จากการศึกษาติดตามของอาจารย์ท่านหนึ่งของ ม.มหิดล แล้วอยากนำมาแจ้งให้ทราบครับ

จากผลศึกษาสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทยปี 2562 พบว่า คนในสังคมไทยมีคุณธรรมระดับปานกลาง และคิดว่าอนาคตคนจะมีคุณธรรมลดลง สาเหตุของการขาดคุณธรรมมาจากความไม่มีวินัย รองลงมาคือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่รู้จักพอ

ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ขาดความรับผิดชอบ ขาดความสามัคคีนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม อีกทั้งการเข้ามาของสื่อโซเชียลก่อให้เกิดปัญหา 5 อันดับคือ การใช้วาจาหยาบคาย หลอกลวงกัน มีความขัดแย้งทางความคิด ความสัมพันธ์เสื่อมถอย และเกิดการเลียนแบบที่ไม่เหมาะสม

ที่น่ากลัวคือพบข้อมูลเกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของประทศ คือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นในระบบราชการไทยมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน

จึงเห็นว่าเวลานี้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ยี่ห้อดังๆ ย้ายฐานการผลิตไปพม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ และนักลงทุนหนีไปตั้งสำนักงานที่สิงคโปร์ ที่มีความสงบเรียบร้อยปลอดภัย ผู้คนข้าราชการทำงานดีไม่โกงไม่เก็บส่วย

นี่คือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่รัฐบาลใหม่ป้ายแดงจะต้องจัดระเบียบหรือสร้างคนไทยให้มีวินัยเป็นคนดีมีคุณธรรมและมีคุณภาพโดยด่วนปล่อยไว้เราจะกลายเป็นประเทศที่เหมือนกับคนเป็นโรครุมเร้า
อมรพล (แม่กลอง)


 ห้องแบ่งเช่า-โรงแรมเถื่อน
 ผิดกฎหมาย-อันตราย

จดหมายของผมไม่ต้องการคำตอบจากคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ แต่อยากให้ตรวจสอบห้องแบ่งเช่าและโรงแรมเถื่อนที่เป็นห้องแถวหรืออาคารบ้านเรือน

มีแค่คำถามว่ามันผิดกฎหมายหรือไม่? แล้วปล่อยไว้ได้อย่างไรถ้าหากเกิดไฟไหม้หรืออุบัติเหตุต่างๆ ขึ้นมาจะช่วยเหลืออย่างไร

เวลานี้มีการดัดแปลงอาคารบ้านเรือนหรืออาคารพาณิชย์เป็นโรงแรม อาจเป็นห้องเช่าเถื่อนมากกว่าเพราะไม่มีบริการอะไรเหมือนโรงแรม ที่เคยเจอมาคิดว่าอันตราย ไม่มีสปริงเกอร์สำหรับพ่นน้ำดับไฟ หากเกิดเพลิงไหม้ไม่มีทางออกฉุกเฉินไม่มีถังดับเพลิง ปล่อยให้แขกสูบบุหรี่ในห้องพักได้ บางแห่งเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าอยู่กันอย่างแออัด ไม่จำกัดจำนวน ขอให้มีเงินจ่ายค่าเช่าก็พอ

บางแห่งก็เหมาเช่าเป็นบ่อนวิ่งแต่ละห้องก็เล่นพนันต่างกัน เจ้าของดูเหมือนจะมีหุ้นกับเจ้ามือด้วย พอลูกค้ามาครบขึ้นป้ายห้องเต็ม

พวกนี้ราคาถูกแต่เสี่ยงอันตรายก็น่ากลัว จะทำอย่างไรให้อาคารพาณิชย์ หรือห้องแถว ที่ดัดแปลงเป็นห้องพักหรือโรงแรมบริการลูกค้ามีความปลอดภัยทุกด้าน

จึงต้องให้ทุกหน่วยงานที่มีมากมายช่วยจัดการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
วิเชียร (บางลำพู)


“เต้น” กลับเพื่อไทย “ตู่” ไปดาบหน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เต้น” กลับเพื่อไทย “ตู่” ไปดาบหน้า

9 กรกฎาคม 2562 – 13:15 น.
เต้น ณัฐวุฒิ,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,พีซทีวี,ตู่ จตุพร,นปช,คนเสื้อแดง,ช่องแดง,สถานีพีซทีวี,ยงยุทธ ติยะไพรัช,พรรคเพื่อไทย,แกนนำนปช,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 66,483 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 9 ก.ค.62

************************

          แรงกระเพื่อมในพรรคเพื่อไทย ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง เพราะกระแสข่าว “คุณหญิงหน่อย” จะขึ้นแท่นประธานเพื่อไทย ก็สร้างความอลหม่านประมาณหนึ่ง

          สำหรับปีก นปชมีความชัดเจนขึ้น เมื่อ “จตุพร พรหมพันธุ์” เตรียมการอพยพออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น ไปอยู่บ้านหลังใหม่ นั่นหมายถึงการหันหลังให้พรรคเพื่อชาติโดยสิ้นเชิง ส่วน “อารี ไกรนรา” ก็ยังเป็น ส..บัญชีรายชื่อ เพื่อชาติ 

บ้านหลังใหม่

          เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา “จตุพร” พร้อมด้วย อารี ไกรนราเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิกสุริยา ชินพันธ์วิโชติ วัณโณ และ ศักดิ์รพี พรหมชาติ ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซอยรามอินทรา 40 (ซอยวัดนวลจันทร์

จตุพร พรหมพันธุ์ และ อารี ไกรนรา

          ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของจตุพร ที่จะอำลาบ้านเก่าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปอยู่ในเนื้อที่ ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างเป็นอาคารชั้นเดียว มีลักษณะคล้ายสตูดิโอขนาดใหญ่

          พร ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล แต่ด้วยความเกรงใจ ที่ได้อาศัยอยู่ในชั้น มานานเกือบสิบปี จึงสมควรแก่เวลา

สถานที่ก่อสร้างสถานีช่องพีซทีวี

          อีกอย่างหนึ่ง พรรคเพื่อชาติก็ตกไปอยู่ในมือ ยงยุทธ ติยะไพรัช เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บ้านของหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ

          เหนืออื่นใด รอยร้าวระหว่าง ตู่ จตุพร กับยงยุทธนั้น ยากจะคืนดีดังเดิมได้

ไม่ยอมทิ้งจอแดง 

          หลังรัฐประหาร 2557 เหลือ “จอแดง” อยู่ ช่องคือ “ทะเว็นตี้โฟร์ทีวี” (TV 24) ที่แปลงร่างมาจาก “เอเชียอัพเดท” ดำเนินการโดยบริษัท เดโมเครซี นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ที่มี วรุธ ทัฬหสุคนธ์ อดีตคนข่าวค่ายวัฏจักร เป็นผู้บริหาร

          ปีที่แล้ว “นายใหญ่แดนไกล” สั่งเลิกกิจการ เพราะดันทุรังทำไป ก็ไม่มีความหมาย เพราะปัจจุบัน คนเสื้อแดงไม่ดูทีวีแล้ว ส่วนใหญ่หันไปดูข่าวทางยูทูบ และเฟซบุ๊ก

          ตรงกันข้าม “ตู่ จตุพร” กลับไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากประธาน นปช.ต้องแบกเพื่อนร่วมงานไว้จำนวนหนึ่ง และช่องพีซทีวี (PEACE TV) เป็นธุรกิจที่ตู่ปั้นมากับมือ ไม่เกี่ยวกับคนแดนไกล

4 สาว พิธีกรช่องพีซทีวี

          เริ่มจากปลายปี 2556 “เดอะตู่” ไม่พอใจค่ายเพื่อไทย จึงทำช่องทีวีของ นปช.เอง ใช้ชื่อ “ยูดีดี ทีวี” ในนามบริษัท รวยทันที จำกัด โดยความเมตตาของอดีตพระอาจารย์เพชร ต่อมา ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพีซทีวี ดำเนินการโดยบริษัท พีซเทเลวิชั่น จำกัด ซึ่งไม่เกี่ยวกับอดีตพระอาจารย์เพชรแล้ว

          เพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนเตือน “เดอะตู่” จะแบกจอแดงไปอีกนานแค่ไหน โลกเปลี่ยนเร็วมาก 

กลับเพื่อไทยดีกว่า

          เวลานี้คนเสื้อแดง ก็เลือกเสพข่าวจาก ค่าย ถ้ารักตู่ จตุพร ก็ติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊ก PEACE TV หรือหากรักเต้น ณัฐวุฒิ ก็ตามที่เพจยูดีดีนิวส์-UDD news 

          ดังเคยเขียนไว้เมื่อเดือนก่อน “ยูดีดีนิวส์” กระบอกเสียงใหม่ของแกนนำ นปช.สายคนแดนไกล นำทีมโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อวีระกานต์ มุสิกพงศ์ธิดา ถาวรเศรษฐเหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง 

          ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แกนนำ นปช.ปีกนายใหญ่ ได้เปิดสำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์” (UDD News) ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์(นิวเวิลด์เดิม.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี

เต้น ณัฐวุฒิ

          ถ้ายังจำได้ มีข่าวลอยลมเรื่อง “เสี่ยเต้น” จะตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่ มาแทนพรรคไทยรักษาชาติ แต่สืบสาวหาต้นตอของข่าวชิ้นนี้ จึงรู้ว่าจับแพะชนแกะ

          มีการพูดคุยเรื่องตั้งพรรคการเมืองใหม่จริง โดย จาตุรนต์ ฉายแสงตู่ จตุพร และเต้น ณัฐวุฒิ แต่ไม่มีข้อสรุปใดๆ เพียงแต่ปรึกษาหารือกัน

          มาถึงวันนี้ มีข่าวเสี่ยเต้นเตรียมกลับพรรคเพื่อไทย เพื่อรอรับงานใหม่จากการปรับโครงสร้างพรรค ส่วนเสี่ยอ๋อย และเสี่ยตู่นั้น ไม่กลับแน่นอน

          เสี่ยเต้นไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ จึงมีสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยได้ ตามแผนผสมผสานคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่

          นัยว่า เสี่ยเต้นจองตำแหน่งโฆษกพรรคไว้แล้ว..จริงไม่จริง อีกไม่นานก็รู้กัน

นักเลือกตั้งแห่ซบ “ส้มหวาน” สัญญาณอนาคตดับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักเลือกตั้งแห่ซบ “ส้มหวาน” สัญญาณอนาคตดับ

9 กรกฎาคม 2562 – 11:05 น.
ส้มหวาน,พรคคอนาคตใหม่,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคพลังธรรม
เปิดอ่าน 52,991 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง

เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ กรณีนักการเมืองเจนสังเวียนตบเท้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่กันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่พรรคส้มหวานเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจการเมืองท้องถิ่นเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ., ส.อบจ., นายกเทศมนตรี,  ส.ท., นายก อบต. และ ส.อบต.

ล่าสุด มีข่าว พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ อดีต ส.ส.นครราชสีมา หลายสมัย เตรียมเสนอตัวลงชิงนายก อบจ.นครราชสีมา  ในสังกัดพรรคอนาคตใหม่

          เชื่อว่า จะไม่มีแค่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ คนเดียว บรรดาอดีต ส.ส.แถวอีสาน และเหนือ ที่สอบตกซ้ำซาก เพราะสู้กระแสทักษิณไม่ได้ ก็แอบหวังที่จะโหนกระแสธนาธรเข้าสภาเหมือนกัน

ชัยชนะแบบว่ายิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา ทำให้นักเลือกตั้งอาชีพ เฝ้ามองอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ใครเลยจะคิดว่า คนหนุ่มสาวโนเนมจะเอาชนะอดีต ส.ส. ที่ผูกขาดการเป็นผู้แทนมานับสิบสมัย

พรรคส้มหวานจึงเนื้อหอม ชวนให้เหล่านักเลือกตั้งอยากเข้ามาสวมเสื้อสีส้มลงสนาม ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

          พรรคอนาคตใหม่ กำลังเดินทับรอย “พรรคพลังธรรม” ซึ่งพรรคคนดีมีคุณธรรมเริ่มต้นด้วยการขายอุดมการณ์ “คุณธรรมนำการเมือง” และอวสานด้วยเกมอำนาจ เมื่อหัวหน้าพรรค “ดี เด่น ดัง” สลายอุดมการณ์ของพรรค

การเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 พรรคพลังธรรม ภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค ได้แปรสภาพเป็น “พรรคนักเลือกตั้ง” เต็มตัว บทบาทของชาวพลังธรรม “สายวัด” ผู้ก่อร่างสร้างพรรคถอยหลบไปอยู่หลังฉาก

หลังเลือกตั้ง พรรคพลังธรรม ได้ 23 เสียง จึงเข้าร่วมกับพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคนำไทย พรรคความหวังใหม่ และพรรคมวลชน สนับสนุนบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อ ส.ส.กลุ่ม 16 และกลุ่ม ส.ส.ปีกเทิดไท(พรรคสามัคคีธรรม) ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ตั้งวงปรึกษาหารือเตรียมการจัดตั้ง “พรรคไทยก้าวหน้า” ปรากฏว่า ทักษิณก็เดินเข้าไปพูดคุยด้วย เพื่อแสวงหามิตรต่างพรรค

“ทักษิณ” ประสบความสำเร็จในการแสวงหามิตรที่เป็นนักเลือกตั้งได้ไม่ยาก อย่างที่ทราบกันดี ก่อนหน้าที่ทักษิณจะกระโดดเข้าสู่วงการการเมืองนั้น ส.ส.จำนวนไม่น้อยถือหุ้นราคาพาร์ของบริษัทชินวัตรอยู่

          เนื่องจากทักษิณ ไม่ใช่สายวัด จึงไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ วาทกรรม “พรรคเทพ-พรรคมาร” ซึ่งเปรียบได้กับคำว่า “ประชาธิปไตย-เผด็จการ” ที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ท่องเช้าท่องเย็น นอนหลับก็ยังละเมอท่อง 

ในสายตาของนักเลือกตั้ง ย่อมคุยกับทักษิณ ชินวัตร ได้ง่ายกว่าพูดจากับพวกสายวัด หรือพวกใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่ผ่านไปถึงการเลือกตั้งปลายปี 2539 พรรคพลังธรรมยุคดาวเทียมไทยคม ก็ถึงกาลอวสาน เมื่อพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นับจากนั้นมา ทักษิณก็ไม่คิดจะสร้างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แข็งตัว เหมือนพลังธรรมสายวัด ฉะนั้นการก่อเกิดพรรคไทยรักไทย จึงผสมผสานทั้งคนหน้าใหม่และคนหน้าเก่า

อาการตั้งตัวไม่ทันของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ย่อมส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมเล็กๆ ในพรรค เชื่อว่า กรณีนักเลือกตั้งอาชีพเมืองโคราช พยายามจะสร้างเครือข่าย 4 จังหวัดอีสานใต้ อาจทำให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่บางกลุ่ม เกิดความระแวง ด้วยเกรงอุดมการณ์บริสุทธิ์ของพรรคจะแปดเปื้อน

พรรคอนาคตใหม่ในภาคอีสาน มีองค์ประกอบมาจากเอ็นจีโอปีกซ้าย และนักเคลื่อนไหวมวลชนสายเสืื้อแดง แม้จะมีอดีต ส.ส.บึงกาฬ พรรคไทยรักไทย อยู่ในรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคส้มหวาน แต่ก็ยังไม่มีบทบาทอะไรมากนัก

จุดอ่อนของอนาคตใหม่ จึงอยู่ที่ภาคอีสาน เพราะมี “อดีต ส.ส.” หรือ “พวกสอบตก” รอคิวมาล่าฝันกับพรรคส้มหวาน รวมทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนจอมกะล่อนที่พร้อมจะลอกคราบ โดยอาศัยกระแสธนาธรฟอกตัวเอง

          อนาคตใหม่จะกลายเป็นอนาคตดับ เพราะการเข้ามาของเสือ สิงห์ กระทิง แรด เหมือนการล่มสลายของพรรคพลังธรรมในอดีตนั่นแล