เรือเหล็กแห่งความหวัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือเหล็กแห่งความหวัง

12 กรกฎาคม 2562 – 07:19 น.
เรือเหล็กแห่งความหวัง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,069 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562

 “สุจริต เสียสละ สามัคคี” คือข้อความที่เขียนไว้ใต้สัญลักษณ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ณ ตึกแดง สำนักนายกรัฐมนตรี มานานแสนนาน…เป็น 3 คำที่ย้ำเตือนให้รัฐมนตรีภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีสถานะประมุขฝ่ายบริหาร หนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ…แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ว่ากี่ยุคสมัยก็ยังไม่มีรัฐบาลชุดใดปฏิบัติได้ตรงตามเป๊ะทุกตัวอักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลจากพรรคการเมืองต่างๆ ยังห่างไกล 3 คำดังกล่าวชนิดไม่เห็นฝุ่น

เป็นความห่างไกล และเป็นความจริงที่ไม่มีรัฐบาลใดปฏิเสธได้…ถึงวันนี้รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศ ได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศวาระที่สองหลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่จริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งนี้ ภายหลัง ครม.ประยุทธ์ 2/1 เผยโฉมเป็นรูปร่างสมบูรณ์แบบตามอัตภาพที่มีอยู่ แม้ในวันนี้จะมีเสียงยี้ไปกับรัฐมนตรีบางคนในพรรคร่วมรัฐบาล แต่สังคมรับรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปฐมนิเทศคณะรัฐมนตรีในทันที เพราะถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อประชาชน

หมดเวลาแล้วสำหรับปัญหาความขัดแย้งต่างๆ คนไทยไม่อยากจดจำภาพการแก่งแย่งที่เกิดขึ้นมากว่า 3 เดือนอีกแล้ว ดังนั้นเรือแป๊ะในวันวานที่กลายสภาพเป็นเรือเหล็กในวันนี้จะต้องฝ่าคลื่นลมและกระแสน้ำที่มาจากหลากทิศทาง เพื่อให้รัฐนาวาลำนี้พาผู้โดยสารคือ “คนไทย” ไปถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้ให้ได้ เพราะความหวังของคนไทยที่มีต่อ ครม.ลุงตู่ 2 นั้นสูงยิ่ง…และสิ่งสำคัญที่ถือเป็นภารกิจแรกของบิ๊กตู่ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ การนำพาเสนาบดีอีก 35 ชีวิตบนเรือเหล็กไม่ให้แตกความสามัคคี และพร้อมใจกันเดินตามโรดแม็พเพื่อนำพาประเทศไปสู่จุดสูงสุดอย่างยั่งยืน

 มาถึงตรงนี้ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์บนเรือเหล็ก ที่ต้องเผชิญภยันตรายในวันข้างหน้านั้นไม่ใช่เวลาที่ยาวนาน เพราะหลากภาคส่วนในสังคมมองว่า ภาวะเรือปริ่มน้ำแบบนี้ “รัฐบาล” น่าจะมีอายุไม่ยืนยาวนัก แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์สามารถนำพาเรือเหล็กลำนี้แล่นต่อไปได้อย่างสุจริต เสียสละ และสามัคคี สังคมก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่หากเกิดเหตุอับปางก่อนเวลาอันควรด้วยปัญหาต่างๆ นั้น คำตำหนิเหยียดหยามจะค้างคา และติดตัวหัวหน้ารัฐบาลไปชั่วกาล…ดังนั้นหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ทำให้คนไทยผิดหวังซ้ำซากอีกต่อไป…อย่าทำให้สังคมผิดหวังกับการนำพาเรือเหล็กที่เต็มไปด้วยความหวังที่คนไทยมอบให้ท่านด้วยใจ…

“ระยะเวลาตามสมควร”ของเจ้าพนักงานที่ดินกรณีออกโฉนดผิดพลาด!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ระยะเวลาตามสมควร”ของเจ้าพนักงานที่ดินกรณีออกโฉนดผิดพลาด!

12 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
เจ้าพนักงานที่ดิน,ออกโฉนดผิด,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 8,836 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง มีคำถามที่น่าสนใจสำหรับผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายกรณีเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง 3 คำถามด้วยกัน คือ

1.เมื่อเจ้าของที่ดินร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ทางเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด

2.การฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวจะต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลาเท่าใด

และ 3.หากวันสุดท้ายของระยะเวลาการฟ้องคดีเป็นวันหยุดทำการจะต้องยื่นฟ้องภายในเมื่อใด

นายปกครองมีคำตอบสำหรับคำถามต่างๆ เหล่านี้จากข้อพิพาทในคดีปกครองครับ…

มูลเหตุของคดีนี้เกิดจากนางส้มได้จดทะเบียนให้ที่ดินแปลง ก. แก่นายหนึ่งซึ่งเป็นบุตร โดยที่ดินแปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดให้ตามที่นางส้มได้ยื่นคำขอ โดยอาศัยหลักฐานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 2 ฉบับ ต่อมา นายหนึ่งได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีเนื้อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และยังทับซ้อนกับที่ดินแปลงอื่น โดย น.ส. 3 ก. ทั้ง 2 ฉบับ ไม่ได้มีเนื้อที่ติดกัน

นายหนึ่งจึงมีหนังสือลงวันที่ 12 มิถุนายน 2560 ถึงเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกโดยคลาดเคลื่อน โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 แต่จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานที่ดินไม่มีหนังสือแจ้งความคืบหน้า หรือมีการดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินดังกล่าว นางส้มและนายหนึ่ง (ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ) จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่พิพาท และให้ น.ส. 3 ก. ทั้ง 2 ฉบับ กลับคืนสถานะเดิม และให้เจ้าพนักงานที่ดินนำที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ที่เป็นประเด็นปัญหาดังกล่าว มาออกเป็นโฉนดที่ดินให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

กรณีพิพาทข้างต้นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่เห็นว่าไม่มีเหตุผล ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาสำหรับการพิจารณาดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดิน กรณีมีการออกโฉนดที่ดินโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าต้องแล้วเสร็จเมื่อใด “ระยะเวลาอันสมควร” ที่เจ้าพนักงานที่ดิน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต้องใช้ในการพิจารณาตรวจสอบเรื่องการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้เสร็จสิ้นและแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ จึงควรมีกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี (ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2560) เมื่อพ้นระยะเวลาอันสมควรดังกล่าวแล้ว หากยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา และประสงค์จะฟ้องคดี จะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดดังกล่าว คือ ต้องยื่นฟ้องคดีภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

แต่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ตรงกับวันอาทิตย์ และวันที่ 11 ธันวาคม 2560 เป็นวันหยุดชดเชยวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงเป็นกรณีที่วันสุดท้ายของระยะเวลา เป็นวันหยุดทำการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลได้ในวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้น คือ ภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ตามมาตรา 193/8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ 20 ธันวาคม 2560 จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา ตามมาตรา 49 ดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 392/2561)

คำพิพากษาของศาลในคดีนี้ นอกจากจะเป็นการวางหลักเกี่ยวกับ “กำหนดระยะเวลาตามสมควร” สำหรับการพิจารณาดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ยังเป็นบรรทัดฐานให้กับหน่วยงานของรัฐอีกหลายแห่ง ในกรณีที่กฎหมายเฉพาะอันเป็นแหล่งที่มาของอำนาจไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้พิจารณาคำขอของประชาชนหรือคู่กรณีในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเพื่อให้ดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควร คือ 90 วันเช่นกัน และหากไม่ดำเนินการภายในเวลาดังกล่าว คู่กรณีก็มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองว่าหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ โดยฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้รับคำขอ ครับ !!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

เส้นทางเรือเหล็กกับภารกิจโหดหิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทางเรือเหล็กกับภารกิจโหดหิน

11 กรกฎาคม 2562 – 14:30 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี,ครม,คณะรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 2,289 ครั้ง

เส้นทางเรือเหล็กกับภารกิจโหด รายงาน…

1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กลับมารับหน้าที่สร.1 ควบสนามไชย 1 คราวนี้ลุงตู่จะไม่มีมาตรา 44 ไว้ในมือเหมือนห้าปีที่แล้วและต้องทำงานกับ 18 พรรคการเมืองที่มาหนุนขั้วพลังประชารัฐและยกมือให้ลุงตู่คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้าวาระที่สอง เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้ลุล่วง งานนี้รอดูว่าลุงตู่จะนำเรือเหล็กฝ่ามรสุมได้หรือไม่…

2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ค่าย 3 ป. คราวนี้ถอยมาเป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคงโดยสังคมรับรู้หลายวันแล้วว่าบิ๊กป้อมเปรยปัญหาสุขภาพมาเป็นระยะๆ และเป็นรมว.กลาโหมมาหลายปีแล้ว แต่บทบาทของผู้จัดการรัฐบาลเงานั้น บิ๊กป้อมยังรับหน้าที่นี้อยู่

3.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายาซาร์เศรษฐกิจวันนี้ยังทำงานกับบิ๊กตู่อีกสมัยในการดูแลฝ่ายเศรษฐกิจของประเทศ เคยผ่านงาน รมว.คลัง, รมว.พาณิชย์ และรองนายกฯ มาแล้วกับบางรัฐบาล และงานจากนี้ไปนายสมคิดต้องร่วมผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตให้ได้อีกครั้ง

 4.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายาเนติกร อยู่ฝ่ายกฎหมายมาหลายรัฐบาลตั้งแต่เป็นข้าราชการและขยับมาเป็นเลขาธิการ ครม. จากนั้นเลื่อนเป็นรองนายกฯ ของบางรัฐบาล มีความรอบรู้ประวัติศาสตร์ กฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติอย่างดี เชี่ยวชาญการอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย ดังนั้นบิ๊กตู่จึงต้องขอให้ผู้ชายคนนี้ทำงานกับรัฐนาวาลุงตู่ 2 ต่อไป

 5.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยทำหน้าที่เสนาบดีมาหลายกระทรวง และหลายสิบปีก่อนก็เคยเป็น รมช.พาณิชย์มาแล้ว คราวนี้อู๊ดด้าควบสองเก้าอี้เพื่อผลักดันนโยบายช่วยเกษตรกรและราคาสินค้าเกษตรที่เคยรับปากชาวบ้านไว้ให้ลุล่วง แต่ต้องดูว่าการร่วมงานกับรัฐบาลชุดนั้นั้น ปชป.จะทำได้ดั่งที่เคยบอกสังคมไว้หรือไม่

 6.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยเป็นรมช.สาธารณสุข และรมช.พาณิชย์มาแล้ว เลือกตั้งคราวนี้ได้เป็นส.ส.สมัยแรกและขึ้นชั้นรองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข เสี่ยหนูจะผลักดันนโยบายของพรรคสีน้ำเงินเรื่องกัญชาเสรีให้ได้อย่างไรแม้กระแสโลกเอนเอียงมาหนุนสายเขียวว่าช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายก็ตาม

7.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พี่รองค่าย 3 ป. และเคยครองตำแหน่ง มท.1 มาห้าปี นักเรียนเก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์และเตรียมทหารรุ่น 10 เคยทำหน้าที่ผบ.ทบ. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง วันนี้บิ๊กตู่ยังคงให้บิ๊กป๊อกคุมกระทรวงคลองหลอดต่ออีกวาระเพราะกระทรวงนี้ดูแลความมั่นคงภายในของชาติ

 8.นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ตัวแทนพรรคสีฟ้า เคยเป็นส.ส.สงขลา และนายก อบจ.สงขลามาแล้ว เจ้าตัวเคยบอกว่าจะเร่งงานกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและเจ้าของรหัสมท.1 เคยบอกแล้วว่า สองรมช.จากพรรคร่วมรัฐบาลนั้นจะได้รับภารกิจต่างๆ ไปดำเนินการร่วมกัน

9.นายทรงศักดิ์ ทองศรี  รมช.มหาดไทย ผู้แทนฯ เมืองบุรีรัมย์หลายสมัย วันนี้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เคยเป็นรมช.คมนาคมมาแล้วครั้งหนึ่ง ตัวแทนคนโตแดนอีสานใต้ที่ได้รับสิทธิ์ในการทำหน้าที่สิงห์คลองหลอดมาสานภารกิจของภูมิใจไทยที่หาเสียงไว้ให้ลุล่วง

10.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม สายตรงบิ๊กป้อม เคยเป็นปลัดกระทรวงนี้มาก่อนและเมื่อสะสางหลายภารกิจจนแล้วเสร็จได้เลื่อนเป็นรมช.กลาโหมกับรัฐบาลลุงตู่ 1 และเมื่อบิ๊กตู่ได้รับความไว้วางใจจากสองสภาในการทำหน้าที่ สร.1 อีกคราวนั้น บิ๊กตู่นั่งควบ รมว.กลาโหม แล้วให้บิ๊กช้างมาเป็นรมช.กระทรวงนี้ต่อไป

11.นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง สี่กุมารของพปชร.ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและชูลุงตู่เป็นแคนดิเดตนายกฯ เคยทำหน้าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรี, รมว.ไอซีที และรมว.อุตสาหกรรม คราวนี้ได้ทำหน้าที่ขุนคลังให้ครม.ลุงตู่ 2 เพื่อผลักดันนโยบายพปชร. ในการฟื้นเศรษฐกิจและสร้างสังคมเข้มแข็ง

12.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง อดีตรมต.หลายสมัย และเป็นส.ส.เพชรบูรณ์หลายครั้ง และเลือกตั้งครั้งนี้พาผู้แทนฯค่ายพปชร.เมืองมะขามหวาน เข้าสภายกจังหวัด คราวนี้ได้ทำหน้าที่รมช.คลังเป็นการปูนบำเหน็จ

13.หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน มีชื่อเข้ามาเป็นครม.ตั้งแต่ต้นๆ อดีตปลัดกระทรวงการคลังและอดีตผู้ว่าฯธปท. วันนี้สวมเสื้อส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ลุงกำนันเป็นโต้โผและเชียร์ลุงตู่เต็มหัวใจ เมื่อห้าเสียงของพรรคนี้โหวตลุงตู่ คุณชายเต่าจึงได้ทำหน้าที่เสนาบดีครั้งนี้เป็นครั้งแรก

14.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   อดีตส.ส.หลายสมัย วันนี้สวมบทหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาที่มีสามส.ส.ไว้ทำหน้าที่ในรัฐสภา ชายคนนี้คือน้องชายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คนการเมืองที่ผ่านประสบการณ์มามาก เทวัญจะสานนโยบายของชพน.ได้สำเร็จในการ่วมรัฐนาวาลุงตู่ 2 หรือไม่ รอติดตาม

15.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ อดีตส.ส.กทม.พรรคปชป.และร่วมขบวนกปปส.มาก่อนที่จะย้ายมาพลังประชารัฐและดูแลสนามกทม. ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ของพรรคที่คราวนี้จะเป็นตัวแทนพปชร.จะเข้าไปทำหน้าที่เสมา 1 ดูแลระบบการศึกษาของไทย เสี่ยตั้นเคยมีชื่อติดโผรมว.พลังงานมาก่อนแต่สุดท้ายมาลงตัวในกระทรวงนี้

16.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ตัวแทนพรรคปชป.และเป็นหนึ่งในขุนพลภาคอีสาน เคยเป็นรมว.วิทยาศาสตร์ฯ มาแล้ว ดังนั้นการมาครั้งนี้คุณหญิงกัลยาสวมบทคุณครูที่ต้องรอว่าเสนาบดีจะมอบการบ้านข้อใดให้ไปดูแล

17.น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลูกสาวของสุนทร วิลาวัลย์ นักการเมืองชื่อดังจากปราจีนบุรี รมช.จากค่ายสีน้ำเงินคนนี้มีรายชื่อแปะไว้แบบนอนมาตั้งแต่ต้นเพราะกนกวรรณ เป็นรองเลขาธิการพรรคภท.และพาสามผู้แทนฯ ปราจีนเข้าวิน เสี่ยหนูจึงวางใจให้สวมหน้าที่ครูโอ๊ะผลักดันนโยบายการศึกษาและปลดหนี้กยศ.

18.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม อดีตหนึ่งในแคนดิเดต รมว.คมนาคม และรมว.พลังงาน แต่ลุงตู่ให้ไปทำงานในกระทรวงที่เคยบริหารเพราะลุงตู่มีการบ้านเยอะจึงมอบให้ชายคนนี้ไปดำเนินการ แกนนำกลุ่มสามมิตรคนหนึ่งที่มีดีกรีรมช.อุตสาหกรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.คมนาคมและรองนายกฯ มาแล้ว เคยทำหน้าที่เลขาธิการพรรคทรท.และเว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง แต่การคืนสังเวียนคราวนี้สุริยะย้ายมาช่วยลุงตู่

 19.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รองหัวหน้าพรรคพปชร.เคยเป็นอดีตรมว.วิทยาศาสตร์ฯ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ชั่วโมงบินไม่ใช่ย่อยในการทำงาน หลายด้าน และวันนี้ลุงตู่ให้ดูแลการสร้างคนเพื่อมารองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

 20.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน อดีตประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยวันนี้เป็นพ่อบ้านพรรคพปชร.เคยเป็นที่ปรึกษารมต.แล้วขยับเป็นรมช.และรมว.พาณิชย์ ลาออกจากครม.ประยุทธ์ 1 มากรุยทางสร้างพรรคพลังประชารัฐจนลุงตู่คัมแบ็ก งานนี้ไปดูแลงานพลังงานของชาติ

 21.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม อดีตส.ส.หลายสมัย เคยทำหน้าที่เสนาบดีหลายกระทรวง ที่ผ่านมาปั้นกลุ่มสามมิตรเป็นหัวหอกทะลวงแต้มให้ลุงตู่และพปชร.แต่เมื่อตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้แล้ว ชายจากลุ่มน้ำยมคนนี้กลับออกอาการงอแงหลายคราวในการเคาะเก้าอี้รมต. สุดท้ายงานนี้ได้ไปคุมกระทรวงยุติธรรม

22.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อดีตส.ส.กทม.ย้ายจากปชป.มาหนุนพปชร.เพื่อเก็บคะแนนเมืองหลวงให้ได้ ทายาทของตระกูลดังการเมืองไทยตระกูลหนึ่ง วันนี้เสี่ยบีได้เป็นรมต.กระทรวงไฮเทค ที่ต้องนำเมืองไทยก้าวทันโลกดิจิทัล

23.นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ตัวแทนจากเมืองชลที่แม้คราวนี้เสี่ยติ๊กจะอดเป็นส.ส.ในนามพปชร. แต่การถอดเสื้อพรรคพลังชลมาใส่เสื้อพลังประชารัฐตั้งแต่หัววันนั้น เสี่ยติ๊กได้ดูแลกระทรวงนี้สืบต่อจากสนธยาและกุสุมล คุณปลื้ม

 24.นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคสีฟ้า อดีต รมว.ไอซีที และอดีตเลขาธิการพรรคปชป. บุตรชายของโกศล ไกรฤกษ์ อดีตรมว.พาณิชย์ วันนี้เสี่ยไก่จะใช้นโยบายสร้างคนสร้างชาติที่หาเสียงไว้มาดูแลคุณภาพชีวิตคนไทย

 25.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคสีน้ำเงิน ตีตราจองราชรถ 1 มาตั้งแต่ไก่โห่ แม้ใครบางคนอยากทวงกระทรวงหูกวางคืนกลับแต่สัญญาใจในการร่วมรัฐบาลเจรจาจบไปนานแล้ว บุตรชายของชัย ชิดชอบ ส.ส.ผูกขาดเมืองบุรีรัมย์ และยังเป็นน้องชายของเนวิน ชิดชอบ คนการเมืองหลากดีกรี คราวนี้เสี่ยโอ๋ได้เป็นรมว.ครั้งแรกในชีวิตและจะผลักดันนโยบายที่ภท.หาแต้มไว้สำเร็จหรือไม่ รอชม

26.นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ตัวแทนจากปชป.มานั่งเก้าอี้รมช.เป็นครั้งที่สอง เพราะคราวแรกเคยไปอยู่กระทรวงคลองหลอดมาแล้ว ครั้งนี้ต้องดูว่าผู้แทนฯ สงขลาหลายสมัยคนนี้จะแก้ไขระบบคมนาคมของไทยและภาคใต้ได้แค่ไหน

27.นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม หนุ่มน้อยจากพปชร. มาในโควตาวิรัช รัตนเศรษฐ ผู้เป็นบิดาเพราะปักป้ายคะแนนในแดนอีสานได้พอสมควร ต้องดูว่านโยบายของพลังประชารัฐด้านคมนาคมที่อธิรัฐจะผลักดันนั้นจะเกิดผลเพียงใด

 28.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ อดีตรมว.แรงงานและอดีตผู้แทนฯ เมืองประจวบ วันนี้เสี่ยต่อคัมแบ็กเป็นพ่อบ้านปชป.รอบสองและไปดีลกับคีย์แมนหลักเจรจาจนประชาธิปัตย์ได้เก้าอี้พญานาค 1 มาดูแล รอติดตามว่าเสี่ยต่อที่มีสาม รมช.จากสามพรรคจะแบ่งงานในกระทรวงนี้อย่างไร

29.ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์  ตัวแทนของพปชร.ที่ตอนแรกจะมอบภารกิจให้น้องชายเป็นเสนาบดี จากนั้นก็ขอสละสิทธิ์ ต่อมามีชื่อลุ้นรมว.แรงงาน แต่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเปรยว่าอยากดูแลชาวบ้านแบบถึงตัว และคราวนี้ลูกชาวนาคนนี้ได้มาช่วยเกษตรกรดั่งปรารถนาแล้ว

  30.น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โควตาของชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี จากภท. ผู้หญิงคนนี้เคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีมาแล้ว วันนี้จะต้องทำหน้าที่และความรับผิดชอบที่มากขึ้นกว่าที่เคยรับผิดชอบ

 31.นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ อดีตส.ส.สุพรรณบุรี และรมต.หลายสมัย จากชาติไทยพัฒนา มาทำงานที่กระทรวงนี้อีกครั้งและคราวนี้หลบให้หลานชายนั่งรมว.แทน

32.นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ตัวแทนจากปชป. เคยเป็นส.ส.ระยองหลายวาระ คราวนี้ได้ขึ้นแท่นรมต.ครั้งแรก และจะไปทำหน้าที่เทเวศร์ 2 ด้วยบทบาทใดนั้น รอเสี่ยหนูแบ่งภารกิจในการสร้างชื่อ

 33.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา  โควตาของพรรคสีน้ำเงิน จะมาเคลื่อนนโยบายบุรีรัมย์โมเดลในการสร้างเมืองท่องเที่ยวและเมืองกีฬาให้ทั่วไทย รัชกิจประการปักธงส.ส.ภาคใต้ได้หลายเขตให้ภูมิใจไทย ดังนั้นการมอบหมายสร้างแต้มจากกระทรวงนี้ให้บังเกิดขึ้นจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าสัวน้ำมันคนนี้

 34.นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ หนึ่งในโควตาพรรคสีน้ำเงินที่ลุ้นยันป้ายสุดท้ายว่าจะเข้าวินไหม? เสี่ยป้อจากเมืองโคราชที่ชำนาญการค้าแป้งมันสำปะหลังมานาน วันนี้ไปปักหลักในกระทรวงสำเภาก็ควรติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด

35.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชาติไทยพัฒนาที่มีสิบส.ส.แต่คว้าได้สองรมต.นั้น วราวุธ มาดูแลกระทรวงนี้ ทายาทมังกรเติ้ง เคยป็นรมช.คมนาคมครั้งหนึ่ง คราวนี้ขึ้นแท่นรมว.ต้องดูว่าเสี่ยท็อปจากเมืองสุพรรณจะใช้นโยบายใดดูแลทรัพยากรของชาติมิให้หมดไปอย่างไร

36.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ อดีตนักการทูตและปลัดบัวแก้ว เคยเป็นรมว.กระทรวงนี้ในยุคลุงตู่ 1 แต่ภารกิจยังไม่ลุล่วงจึงต้องมาสานงานต่อด้วยความไว้วางใจของนายกฯ คนปัจจุบัน

โยก”ดีเอสไอ”ขึ้นนายกฯ สกัด”สามมิตร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379060?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยก”ดีเอสไอ”ขึ้นนายกฯ สกัด”สามมิตร”

11 กรกฎาคม 2562 – 12:40 น.
กระดานความคิด,กลุ่มสามมิตร,ดีเอสไอ,นายกฯ
เปิดอ่าน 7,997 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น

หลังจากชัดเจนแล้วว่า “กลุ่มสามมิตร” ได้โควตากระทรวงยุติธรรม โดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นั่งเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม  ก็มีข่าวตามมาทันควันจากทีมในทำเนียบรัฐบาล เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งโอนย้ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งปัจจุบันสังกัดกระทรวงยุติธรรม มาขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า การที่ดีเอสไอย้ายมาสังกัดสำนักนายกฯ จะสามารถสนองตอบนโยบายรัฐบาลได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากสายการบังคับบัญชาสั้นลง นายกฯ สั่งการได้โดยตรงไม่ต้องสั่งการผ่านรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง แล้วค่อยมาถึงระดับกรม ซึ่งจะทำให้ดีเอสไอ มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปราบปรามอาชญากรรม

อีกทั้งปัจจุบันหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย ที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่บังคับใช้กฎหมายคดีแพ่ง, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่บังคับใช้กฎหมายกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ  แต่ที่ขาดอยู่คือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายคดีอาญา ดังนั้นถ้าย้ายดีเอสไอซึ่งเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายคดีอาญามาสังกัดสำนักนายกฯ อีกหน่วยงานหนึ่ง ก็จะทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์

แต่ในทางการเมืองกลับมองว่าเป็นการกระชับอำนาจ “กลุ่มสามมิตร” ไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป การย้ายดีเอสไอมาขึ้นกับสำนักนายกฯ ก็เพื่อรักษาอำนาจควบคุมงานสอบสวนคดีพิเศษไว้กับนายกฯ ต่อไป และไม่ให้ตกอยู่ในมือ “กลุ่มสามมิตร”

เนื่องจาก ดีเอสไอ เป็นกรมใหญ่ เรียกได้ว่าเป็น “กรมตำรวจ 2″ เลยก็ว่าได้ มีอำนาจในการทำคดีสำคัญระดับประเทศ  คดีผู้มีอิทธิพล  คดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม รวมทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง คดีเกี่ยวกับความมั่นคง

บางยุคบางสมัย ดีเอสไอถูกมองว่า ขาดความเป็นอิสระ นักการเมืองใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ข่าวย้ายดีเอสไอจากกระทรวงยุติธรรมไปอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งโผล่มาในตอนนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่าจริงเท็จประการใด

เมื่อสอบถามเรื่องนี้ไปยังนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่ทราบเรื่อง

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม บอกว่า เรื่องการโอนย้ายดีเอสไอที่ผ่านมาไม่เคยมีการศึกษาข้อดีและข้อเสียอย่างจริงจัง  เคยมีแนวคิดในการยกสถานะดีเอสไอจากหน่วยงานระดับกรม ขึ้นเป็น “ซูเปอร์กรม” เทียบเท่ากระทรวง ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ และเกือบทำสำเร็จแต่ถูกรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อน

จากนั้นมีการเสนอความเห็นจากฝ่ายข้าราชการประจำไปยัง “รัฐบาล คสช.” ว่าเพื่อยกสถานะสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จึงขอให้ย้ายหน่วยงานทั้งสี่จากกระทรวงยุติธรรม ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ทำงานได้อย่างคล่องตัวมากกว่า

แต่ในที่สุด “รัฐบาล คสช.” ตัดสินใจโอนย้ายไปเพียง ป.ป.ท.และ ปปง.เท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องการเห็นผลงานในภารกิจปราบปรามและยึดอายัดทรัพย์คดีทุจริต จึงต้องการใช้อำนาจพิเศษของนายกฯ เป็นข้อสั่งการในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ในช่วงที่มี สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรรมนูญ คสช. (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ก็มีแนวคิดที่จะปฏิรูปดีเอสไอเช่นกัน โดยมีรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ สปช. สรุปออกมาว่า ให้ “ยุบ” ดีเอสไอ และ “โอน” ไปเป็น “แผนก” ชื่อว่า “สำนักงานการสอบสวนคดีพิเศษ” โดยให้ไปขึ้นกับสำนักงานอัยการสูงสุด และยังเสนอให้มี “คณะกรรมการการสอบสวนคดีพิเศษ” ชื่อย่อว่า ก.พ.ศ. โดยมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. โดยมีอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นประธาน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ “ปลอดจากการเมือง” เพราะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างจาก คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในปัจจุบัน ที่มีนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเป็น “ฝ่ายการเมือง” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

ตลอด 17  ปี นับตั้งแต่ดีเอสไอก่อตั้งเมื่อปี 2545 ใน “สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ก็มีข่าวทำนองว่าจะมีการ “สังคายนา” หรือ “ปฏิรูป” อยู่เนืืองๆ แต่ก็เป็นแค่ข่าว ส่วนแนวคิดย้ายดีเอสไอไปขึ้นกับสำนักนายกฯ ที่ผ่านมาก็มีคนค้านว่า ทำให้การแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

มาคราวนี้ก็เป็นข่าวอีกว่าจะย้ายไปอยู่กับสำนักนายกฯ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะเป็นจริงหรือไม่ หรือลงเอยเป็นแค่ข่าวเหมือนทีี่ผ่านๆ มา

เมื่อ”สมศักดิ์-สุริยะ” เป็นรมต.”ตีนลอย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ”สมศักดิ์-สุริยะ”  เป็นรมต.”ตีนลอย”

11 กรกฎาคม 2562 – 11:25 น.
รักแผ่นดิน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สามมิตร
เปิดอ่าน 9,104 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท   ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ไม่ใช่แค่ภาพ “หวานใส่กัน” ระหว่าง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่สร้างภาพโชว์สื่อว่า ยุติความขัดแย้ง หลังแย่งเก้าอี้พลังงาน ถึงขนาดสามมิตร ขุนพลพรรคในกลุ่มออกมาไล่ สนธิรัตน์ ออกจากเลขาธิการพรรค แต่แล้วถอยกันง่ายๆ ด้วยประกาศิตของ “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเกิดภาพ แทบจะจูบปากกัน หลังสนธิรัตน์ ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาจากสหรัฐอเมริกา

แต่ที่น่าสนใจต่อจากนี้ คือ ข้อตกลงภายในของผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ในสถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีอยู่ประการหนึ่ง ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการแก้ปัญหา “การข่มขู่-ต่อรอง” ในเสียงโหวตในสภา ที่หมายถึงความมั่นคงของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อคนใดที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลจะต้อง “ลาออก” จากการเป็น ส.ส. เพื่อเลื่อนลำดับให้ ส.ส. ลำดับถัดไป คือ ตั้งแต่ลำดับที่ 20 เป็นต้นไป

ดังนั้น 5 ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรี อันได้แก่ ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 2 พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 3 สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 4 และ สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 8 ต้องลาออกจากสถานะ ส.ส. และจะเลื่อนลำดับผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มาเป็น ส.ส.แทนได้แก่ พรชัย ตระกูลวรานนท์ ลำดับที่ 20 ยุทธนา โพธสุธน ลำดับที่ 21 ต่อศักดิ์ อัศวเหม ลำดับที่ 22  ชวน ชูจันทร์ ลำดับที่ 23 และภิรมย์ พลวิเศษ ลำดับที่ 24

โดยธรรมชาติและอำนาจการต่อรองทางการเมืองของ “สามมิตร” ที่เคยปั่นป่วนพรรคจะเบาลง เพราะหัวขบวนอย่าง “สมศักดิ์-สุริยะ” หมดสภาพความเป็น ส.ส. อำนาจการต่อรองที่สุ่มเสี่ยงของนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จะดังแทน เพราะหากวันใดที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ปรับ ครม.และใน ครม.ใหม่ ไม่มีชื่อ “สมศักดิ์-สุริยะ” สถานะของทั้งสองหายไปจากคณะรัฐมนตรี และกลับไปเป็น ส.ส.ไม่ได้ ต้อง “ตีนลอย” อยู่ข้างสนาม จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่

ในเมื่อหัวขบวน “ตีนลอย” มีหรือที่ “ซานตาคลอสสีเขียว” ที่เพิ่งกวาดต้อน ส.ส.เข้าคอก เพื่อสลายกลุ่มต่าง ๆ ในพรรคด้วยการ สนับสนุน “ปัจจัย” เป็นรายเดือน จะไม่รุกต่อ เพื่อสร้างความมั่นคงในเสียงพรรครัฐบาลที่อันตรายที่สุด

‘คสช.’แปลงร่างเข้า ‘กลาโหม’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘คสช.’แปลงร่างเข้า ‘กลาโหม’

11 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กลาโหม,บิ๊กตู่,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เปิดอ่าน 8,816 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

หากต้องเผชิญทั้งศึกนอก-ศึกใน อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ การเข้ามาควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาเป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย

เหตุจากปัญหาสุขภาพ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ต้องรับบทหนักดูแลด้านความมั่นคงและงานการเมืองมาตลอด 5 ปี เริ่มส่งสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 หลังเข้ารับการผ่าตัดทำบายพาสเส้นเลือดหัวใจและต้องไปตรวจเช็กสุขภาพตามวงรอบ รวมทั้งอุบัติเหตุจักรยานล้ม ยังส่งผลต่อกำลังขาไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ

การลดบทบาท “บิ๊กป้อม” เหลือเพียงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ยังช่วยลดการตกเป็นเป้าโจมตีจากขั้วการเมืองตรงข้าม แม้ปัญหาสุขภาพไม่ได้ส่งผลต่อสติปัญญา ความจำ และการตัดสินใจ แต่หากต้องเจอสภาวะความกดดัน ความเครียดที่เกิดจากการตรวจสอบแบบเข้มข้นในเวทีสภาของฝ่ายค้าน หรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต ย่อมไม่ส่งผลดี

การเฟ้นหาบุคคลจะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากต้องทำงานสอดผสานกันแล้ว จะต้องเข้าใจกองทัพ ซึ่งในอดีตมี “นายกรัฐมนตรี” ที่เป็นทั้งทหารและพลเรือนควบตำแหน่งนี้มาแล้ว เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, นายชวน หลีกภัย, นายสมัคร สุนทรเวช, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

แต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่อง “การันตี” ว่า “นายกรัฐมนตรี” ควบ รมว.กลาโหม จะไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง หรือ คลื่นใต้น้ำในกองทัพ ดังที่เคยเกิดกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูกรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการททหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

หรือแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีหญิง และ รมว.กลาโหมหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่เชื่อกันว่า ความอ่อนโยนจะสามารถง้างความแข็งกร้าวทหารในกองทัพให้โอนอ่อนผ่อนตามเหมือนต้นไผ่ที่ลู่ไปตามลม แต่สุดท้ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ถูกรัฐประหาร โดย คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้น

การเข้ามารับไม้ต่อ ดูแลงานกระทรวงกลาโหม ของ “พล.อ.ประยุทธ์” จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ในฐานะเคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้บังคับหมวด, ผู้บังคับกองร้อย, ผู้บังคับกองพัน, ผู้บังคับการกรม, ผู้บัญชาการกองพล, แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบก ย่อมคุ้นเคยและเข้าใจกองทัพเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน

อีกทั้งยังส่งผลดีในการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการเมืองและกองทัพ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่ราบรื่น โดยเฉพาะบทบาทของ คสช. ที่ต้องสิ้นสุดลงและไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 เป็นเครื่องมือพิเศษ

ต่อสถานการณ์การเมืองที่เริ่มเห็นเค้าลางความวุ่นวายและการเดินเกมทั้งในและนอกสภา รวมถึงปัญหาความไม่เป็นหนึ่งเดียวของพรรคร่วมรัฐบาลที่เกิดจากความไม่ลงตัวในการจัดสรรตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) อาจส่งผลกระทบในระยะยาว การเข้ามาของ “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะ รมว.กลาโหม นอกจากเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้เก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” แล้ว ยังพยุงเสถียรภาพของรัฐบาลให้มั่นคงยิ่งขึ้น

เปรียบเสมือนการถ่ายโอนอำนาจ จากเก้าอี้หัวหน้า คสช. มาสู่เก้าอี้ รมว.กลาโหม  และใช้กลไกภายใต้การประชุมสภากลาโหม แทนการประชุม คสช. โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมเช่นเดิม

p41

“ธง แจ่มศรี”ผู้ไม่ยอมเปลี่ยน “สี” ธง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379067?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธง แจ่มศรี”ผู้ไม่ยอมเปลี่ยน “สี” ธง

11 กรกฎาคม 2562 – 09:25 น.
ธง แจ่มศรี,นักสู้อินโดจีน,พรรคคอมมิวนิสต์
เปิดอ่าน 5,302 ครั้ง

“ธง แจ่มศรี”ผู้ไม่ยอมเปลี่ยน “สี” ธง รายงาน…

เช้าวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ชมรมมิตรสัมพันธ์ แจ้งข่าวเศร้า “ลุงธง” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนสุดท้าย ได้จากมิตรสหายไปแล้ว เมื่อเวลา 00.30 น. หลังจากมีอาการประสาทหูเสื่อมถอยไม่ได้ยินเสียง ร่างกายจึงพลอยเสื่อมถอย เพราะไม่ได้ขยับมือและร่างกายโต้ตอบกับมิตรสหาย

“ป้าน้ำ” ภรรยาลุงธง และญาติมิตรได้นำศพลุงธงมาตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรม ที่วัดพระประโทนเจดีย์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม

ลุงธงจากไปในวัย 98 ปี ทิ้งอุดมการณ์และภารกิจเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ให้มิตรสหายรุ่นหลัง ตั้งแต่วัยหนุ่มจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต ลุงธงไม่เคยคิดคดทรยศต่อ “อุดมการณ์คอมมิวนิสต์” แม้แต่วินาทีเดียว

++

   นักสู้อินโดจีน
“ธง แจ่มศรี” เป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนาม เกิดวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2464 ที่บ้านดง หมู่ 8 ต.ป่ามะคาบ อ.เมือง จ.พิจิตร บิดาชื่อ หวอตุ่ง มารดาชื่อ ดังกวิ่งแอ็ง สมาชิกขบวนการเอกราชเวียดนาม ที่เดินทางมาเคลื่อนไหวกู้ชาติ โดยใช้บ้านดงเป็นที่พักพิง ซึ่ง “ลุงโฮ” ได้แวะมาอาศัยอยู่ที่บ้านดงระยะหนึ่ง

ช่วงวัยเรียน ธงเข้ารับการศึกษาภาษาไทย และภาษาเวียดนามที่โรงเรียนหนองบัว จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนของสมาคมรักชาติชาวเวียดนาม ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

วิถีของลูกชายนักสู้เวียดนาม ก็เคลื่อนมาที่บางกอก เข้ารับการศึกษาภาษาจีนขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนหัวเฉียว ซึ่งเป็นโรงเรียนในจัดตั้งของคณะกรรมการคอมมิวนิสต์จีน ธงถูกจับกุมในคดีคอมมิวนิสต์ในปี 2479 และเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สยามในปี 2481

เมื่อบิดามารดากลับไปต่อสู้กู้ชาติที่บ้านเกิดเมืองนอน ธงเข้ามาเรียนหนังสือกับหน่วยพรรคและครูชาวจีนที่เป็นผู้สอน จึงตัดสินใจเข้าร่วม พคท.ก่อการปฏิวัติไทย

เดือนมีนาคม 2485 ธงเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ใต้ดินภาษาไทยฉบับแรกของพรรคชื่อ “มหาชน” ก่อนจะมีการประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ธงได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการกลางชุดที่ 1 และได้รับมอบหมายจากพรรค ให้ดูแลงานกรรมกรในโรงงานยาสูบสะพานเหลือง

ช่วงที่ พคท.ยังไม่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ธงบุกเบิกงานชาวนาภาคอีสาน และเดินทางไปเขตจรยุทธ์ประเทศลาว ในช่วงปี 2492–2494

หลังการประชุมสมัชชาพรรค ครั้งที่ 2 ในปี 2495 ธงได้รับเลือกเป็นหนึ่งในกรมการเมือง เดินทางไปศึกษาที่สถาบันลัทธิมาร์กซ–เลนิน สาขากรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

กลับจากปักกิ่ง ธงยังเคลื่อนไหวงานด้านกรรมกร และทำหนังสือพิมพ์มหาชน ในปี 2504 ธงได้สมรสกับกรรมกรหญิงโรงงานทอผ้ากรุงเทพฯ

++

      สู่ดงพระเจ้า
ปี 2504 มีการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 ธงยังได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการกลางและกรมการเมือง ระหว่างนั้น ประเทศไทยตกอยู่ในอำนาจการปกครองแบบเผด็จการ และสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้ามาสร้างฐานทัพในไทย พคท.จึงวางยุทธศาสตร์ “สู่ชนบท” และเตรียมการต่อสู้ด้วยอาวุธ

พคท.ประเมินสถานการณ์ภายหลัง จอมพล ส.ธนะรัชต์ สั่งประหารชีวิตครูครอง จันดาวงศ์ เกรงประชาชนจะสิ้นขวัญกำลัง จึงมีมติส่ง “สหายระดับนำ” ธง แจ่มศรี เข้าไปที่ดงพระเจ้า โดยปักหลักอยู่ที่บ้านเหล่าใหญ่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

ช่วงการเดินทางจากกรุงเทพฯ-ดงพระเจ้า ธงถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์ แต่การประชุมคณะกรรมการกลางชุดที่ 3 ครั้งที่ 3 ที่ปักกิ่ง ในปี 2515 ธงยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในกรมการเมืองประจำ โดยที่เจ้าตัวยังอยู่ในคุก จนถึงปลายปี 2516 จึงได้รับการปล่อยตัว และหวนกลับเข้าป่าอีกในช่วงต้นปี 2517

++

    กลางวิกฤติ พคท.
ช่วงปี 2521-2523 เป็นช่วงวิกฤติภายใน “พรรคพี่น้อง” เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามส่งกำลังทหารเข้ายึดกรุงพนมเปญ และพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดสงครามสั่งสอนกับเวียดนาม

พคท.ได้รับผลกระทบ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน เสนอให้สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เมืองคุนหมิง งดการโจมตีรัฐบาลเกรียงศักดิ์ เพราะจีนต้องพึ่งรัฐบาลไทยส่งอาวุธไปช่วยเขมรแดงรบเวียดนาม

ธงและสหายนำบางส่วนเห็นว่า หากจะให้ลดการโจมตีรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ก็ปิดสถานีไปเลยดีกว่า จึงนำมาซึ่งการปิดสถานีวิทยุที่คุนหมิง

อีกกรณีหนึ่ง “สหพันธรัฐอินโดจีน” ธงไม่เห็นด้วยในข้อเสนอเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่พรรคเวียดนามจะเข้ามาช่วยปลดปล่อยภาคอีสานของไทย ในปี 2520

เนื่องจากการนำกองกำลังติดอาวุธพรรคเวียดนามเข้ามาช่วยปลดปล่อยประเทศไทยนั้น หากประชาชนไม่ยอมรับพรรคเวียดนามก็จะกลายเป็นผู้รุกราน พคท.ก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนทหารต่างชาติให้เข้ามารุกรานประเทศตัวเอง

ปี 2525 ก่อนการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 4 เจริญ วรรณงาม หรือ “สหายมิตร สมานันท์” เลขาธิการ พคท. เสียชีิวิต ในปีเดียวกันนั้น ได้ย้ายศูนย์การนำจากน่าน ไปที่สุราษฎร์ธานี เพื่อเปิดประชุมสมัชชาพรรคและธงได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ พคท. มีนามจัดตั้งว่า “สหายประชา ธัญญไพบูลย์”

ช่วงปลายปีเดียวกัน ธงย้ายมาประจำอยู่ที่เขตงานภาคตะวันตก-ภาคใต้ เนื่องจากที่มั่นทางการทหารในภาคใต้ถูกล้อมปราบอย่างหนัก

++

   ผู้ไม่ยอมจำนน
ระหว่างปี 2526-2533 คณะผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ชุดสมัชชา 4 ถูกจับกุมเกือบหมดในปี 2527 แต่องค์การนำบางส่วนได้ไปยอมรับมาตรา 17 สัตตะ บางส่วนก็ไปอยู่ต่างประเทศกว่า 10 ปี

ธงไม่ได้มอบตัว แต่ใช้ชีวิตอยู่แถวป่าตะนาวศรี จนถึงปี 2536 จึงมาใช้ชีวิตเงียบๆ ที่นครปฐม กระทั่ง พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ ถูกยกเลิกในปี 2542 ธงจึงเริิ่มพบปะผู้คนมากขึ้น และเปิดใจให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกผ่านทีมงานนิตยสารสารคดี

ปี 2551 ธงได้ออกคำแถลงในนามส่วนตัว เนื่องในวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ว่าองค์การนำของพรรคชุดสมัชชา 4 สิ้นสภาพไปแล้ว เมื่อไม่ได้ชี้นำการเมืองใดๆ เป็นเวลานาน ในที่สุดองค์การนำก็สิ้นสภาพ ไม่สามารถนำการปฏิวัติต่อไปได้

ลุงธง สมัยติดคุกลาดยาว

ปี 2553 ธงได้ลาออกจากเลขาธิการพรรค คณะกรรมการกลาง พคท.ที่เหลืออยู่ ได้มีการเลือกสหายวิชัย ชูธรรม เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสหายนำที่ยังศรัทธาเลขาธิการคนเดิม

ด้วยเหตุนี้ มิตรสหายจึงขนานนามให้ ธง แจ่มศรี เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนสุดท้าย เพราะเป็นสหายผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ลัทธิมาร์ซ-เลนิน และไม่เคยคิดจะเปลี่ยนสีธงเหมือนสหายนำกลุ่มอื่น

“คอมมิวนิสต์ไทย”ไม่ถอย ลุ้นศาลชี้ขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คอมมิวนิสต์ไทย”ไม่ถอย ลุ้นศาลชี้ขาด

11 กรกฎาคม 2562 – 09:23 น.
ท่องยุทธภพ,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย,พคท,เลขาธิการ พคท,ธง แจ่มศรี,ธง แจ่มศรีเสียชีวิต,ขุนน้ำหมึก,อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พคท,พรรคการเมือง,จดทะเบียนพรรค,กกต
เปิดอ่าน 7,586 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ก.ค.62

***********************

          แม้จะมีข่าว “ธง แจ่มศรี” อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จากไกลไปตามวัยและสังขาร แต่ชาวคอมมิวนิสต์ไทยกลุ่มหนึ่ง ยังไม่หยุดไฟฝัน

          ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา “ปฐม ตันธิติ” ตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองกับ กกตแต่ กกต.ไม่รับจดทะเบียน พวกเขาได้ยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองกลาง โดยมีรายงานข่าวว่า 23 กรกฎาคมนี้ ศาลจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว 

คอมฯถูกกฎหมาย

         นับแต่ปี 2542 ที่กฎหมายคอมมิวนิสต์ยกเลิกไป สิ่งหลายคนไม่คาดคิด ก็บังเกิดขึ้น เมื่อ “ปฐม ตันธิติ” ได้ขอยื่นจดแจ้งชื่อ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.) ต่อ กกตและไม่มีการรับจดแจ้ง อ้างขัดรัฐธรรมนูญ และผิดกฎหมายพรรคการเมืองชัดเจน

ปฐม วันที่เดินทางไปพึ่งศาลปกครอง

          หลังจากนั้น แฟนเพจ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย – 2485” ได้เผยแพร่คำชี้แจงถึงเหตุผลของ พคทที่ยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองต่อ กกต.ดังนี้

          1.พคทเป็นพรรคการเมืองที่ยึดถือแนวทางสังคมนิยม จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2485 เพื่อร่วมกับประชาชนกอบกู้เอกราชของชาติไทยจากการยึดครองของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น

เอกสารที่ยื่นต่อศาลปกครอง

          2.หลังสงครามโลกครั้งที่ พคท.เป็นพรรคถูกกฎหมาย และมีผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคในรัฐสภาปี 2489 แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร และการจับกุมคุกคาม เข่นฆ่าจากเผด็จการในยุคต่อมา พรรคต้องลงสู่ใต้ดิน สมาชิกพรรคแยกย้ายไปต่อสู้ตามอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งในเมือง ชนบท กระทั่งในเขตป่าเขา

          3.ในปี 2523 รัฐบาลไทยได้มีคำสั่งที่ 66/2523 เปิดโอกาสให้กองกำลังของ พคทยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ดำเนินอยู่ในขอบเขตทั่วประเทศและเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทย ร่วมมือกับทางราชการเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดความเจริญแก่ชาติบ้านเมืองกับประชาชนไทยทุกภาค

          ที่แน่ๆ กลุ่มของปฐม ไม่ได้อยู่ในสายของ ธง แจ่มศรี จึงถูกวิจารณ์จากอีกฝ่ายว่าหลงทิศผิดทาง

คอมฯสองแนวทาง

          นับแต่รัฐประหาร 2549 ชาวคอมมิวนิสต์ไทย ก็แยกเป็น สายคือ สายลุงดิน (ธง แจ่มศรีกับสายลุงชิต (วินัย เพิ่มพูนทรัพย์)

          ปี 2553 ลุงธงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากเลขาธิการพรรค องค์การนำเสียงข้างมากได้ตั้งคณะกรรมการกลางชุดเฉพาะกิจ และแต่งตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ แทน ธง แจ่มศรี

ลุงชิต  ผู้อยู่เบื้องหลังการจดทะเบียนพรรค

          ปรากฏว่า กลุ่มธง แจ่มศรี ที่ไม่ยอมรับองค์การนำชุดวิชัย ชูธรรม โดยมองว่า กลุ่มลุงชิต ไม่มีจุดยืน ไปเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส.

          ฉะนั้น คณะบุคคลที่ก้าวออกมาขอจดแจ้งชื่อ พคทให้เป็นพรรคถูกต้องตามกฎหมายนั้น เป็นองค์การนำชุดปัจจุบัน ที่ตัดสินใจก้าวเดินไปบนหนทาง “รัฐสภา”

          ฝ่ายปีกลุงธง ก็มักจะเหน็บแนมว่า กลุ่มลุงชิต เป็น “คอมมิวนิสต์ รอ.”

ปฐมคือใคร?

          ปฐม ตันธิติ วัย 76 ปี เป็นใคร มาจากไหนจึงมุ่งมั่นที่สานฝันวันเก่า โดยเขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ตอนหนึ่งว่า ช่วงหลัง 14 ตุลา ปฐมเป็นกรรมกร และเป็นผู้ก่อตั้ง “สหภาพแรงงานโลหะและจักรกล” หนุ่มนราธิวาสคนนี้ ก็เริ่มหันไปทางปีกซ้าย

          หลัง ตุลา ปฐมหนีการล้อมปราบในเมือง ไปเข้าร่วมกับ พคท.ในเขตสงขลา ได้รับมอบหมายให้อยู่ในหน่วยผลิต เขาไปทำการเกษตร ไปปลูกผักอยู่บนภูเขาแถวสงขลา แต่อยู่ประมาณปีกว่าๆ ก็กลับออกมา ก่อนที่รัฐบาลจะมีนโยบาย 66/23

วันที่ไปยื่นจดทะเบียนพรรค ที่ กกต.

          เมื่อกลับคืนเมือง ปฐมเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และหางานทำในสายอาชีพเดิมคือเป็นช่างกล ปฐมก็ยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อยู่เสมอ และเคลื่อนไหวมวลชนตามสภาพในเมือง

          ปฐมกล่าวว่า กกต.ตีความคำว่า “คอมมิวนิสต์” ตามความหมายในพจนานุกรม ขณะเดียวกันคนเขียนพจนานุกรมเองก็ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจหรือลึกซึ้งกับคำว่าคอมมิวนิสต์ ในขณะที่โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้วในทางสากลทั่วโลกให้การยอมรับผู้ที่ศรัทธาในอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์มากขึ้น

          เมื่อยื่นหนังสือขอให้ทาง กกตทบทวนการพิจารณาดังกล่าว กกต.ก็ยังไม่อนุญาตให้จดทะเบียนพรรคการเมืองในนามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 

           ด้วยเหตุนี้ ปฐมและชาวพรรค จึงเดินหน้าพึ่งกระบวนการของศาลยุติธรรม

ไปเที่ยวเขาใหญ่ระวัง! ช้างป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/378965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไปเที่ยวเขาใหญ่ระวัง! ช้างป่า

11 กรกฎาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เขาใหญ่,ช้างป่า
เปิดอ่าน 1,301 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอแจ้งข่าวมาให้ทราบสำหรับท่านที่ชอบไปเที่ยวเขาใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงโปรดระวัง ‘ช้างป่า’ ออกมาหากินและที่ผ่านมาได้เกิดช้างป่าชนกับรถยนต์ หรือตื่นตระหนกทั้งคนทั้งช้างจนเกิดอุบัติเหตุ

‘อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่’ แจ้งสถิติว่า เดือนพฤษภาคมมีช้างป่าออกมากินพืชผลและบางทีก็อาละวาดทำให้ทรัพย์สินบ้านเรือนราษฎรและชาวไร่เสียหาย ที่ผ่านมาเดือนพฤษภาคมมี 66 ครั้ง

ด้วยความหวังดี จึงเตือนมายังผู้ใช้รถใช้ถนนขับรถด้วยความระมัดระวัง ถ้าพบเห็นช้างป่าของอุทยานฯ ออกหากินนอกอุทยานฯ โทร.08-6092-6537 หรือที่ว่าการอำเภอปากช่อง 0-4431-1916 จะได้จัดเจ้าหน้าผลักดันกลับอุทยานต่อไป

กรณี ‘ช้างป่า’ นี้ มองด้านดีแสดงให้เห็นว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์คงสภาพธรรมชาติจึงมีช้างและสัตว์อื่นชุกชุม

ขอให้ทาง ‘อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่’ จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลสัตว์ป่าและมีหน่วยช่วยเหลือพร้อมมีคำแนะนำข้อปฏิบัติเมื่อเจอช้างป่าหรือสัตว์อื่นๆ

ไม่เฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงอุทยานแห่งชาติทุกแห่งทั่วประเทศด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ชื่นชม ‘ไทเกอร์ วูดส์’
 คงความเป็นคนไทย

ผมเห็น คุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ นำเรื่องการเมืองวุ่นวายไม่สบายใจมาหลายวันมาแล้วรู้สึกปวดหัวเบื่อหน่ายมากๆ เพราะบอกตามตรงว่าเห็นนักการเมืองไทยหลายๆ คนไม่พัฒนาตัวเองแล้วแบบนี้จะไปทำงานเพื่อประเทศชาติได้อย่างไร

จึงได้เขียนจดหมายนี่มาให้รู้เรื่องราวดีๆ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นักกอล์ฟดังสุดของโลก ‘ไทเกอร์ วูดส์’ พาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนประเทศไทย ซึ่งในโลกออนไลน์เป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลกและเกิดผลดีแก่ประเทศไทยมากๆ

ไทเกอร์ พาครอบครัวลูกเมียมาไทยถึง 13 วัน ไปหัวหิน, เชียงใหม่, ภูเก็ต ซึ่งคุณแม่ของไทเกอร์ ‘กุลธิดา วูดส์’ อยากให้ลูกหลานมีความทรงจำดีๆ

ผมจึงอยากจะบอกว่า ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ไม่ใช่แค่มีคุณแม่เป็นคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีจิตใจเป็นคนไทยและเป็นคนใจบุญ นับถือศาสนาพุทธ ขนาดเมื่อตอนไปถวายสังฆทานที่วัดฉลอง จ.ภูเก็ต ยังนำลูกๆ สวดมนต์ และนำท่องนะโม 3 จบได้ด้วย

กลับไปแข่งกอล์ฟต่อคราวนี้ ไทเกอร์ คงโชว์ฟอร์มได้ดีขึ้นเพราะจิตใจสบายหลังมาเที่ยวและทำบุญทำทานที่เมืองไทย
จักรพันธ์ (ภูเก็ต)


เรียน คุณ ‘จักรพันธ์’ ภูเก็ต
ผมเองก็เป็นกองเชียร์ ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ซึ่งรู้สึกดีใจมากๆ ที่ปีนี้ได้โชว์ฟอร์มดีสุดยอดกลับมาคว้าแชมป์ เดอะมาสเตอร์ส 2019 ซึ่งเป็นรายการใหญ่

จดหมายของคุณผมทราบมาจากทางไลน์ที่เพื่อนส่งมา ซึ่งผมอ่านแล้วสบายใจและชื่นชมที่เขาไม่ลืมความเป็นคนไทยและการมาเที่ยว มาไหว้พระทำบุญทำทานแบบคนธรรมดา แม้จะมาแบบเงียบๆ แต่คนระดับนี้ไปไหนก็เป็นข่าว

นอกจากความเคลื่อนไหวที่แจ้งมาแล้ว ไทเกอร์ ยังนำสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมากไปบริจาคให้ ร.ร.ธรรมจารินีวิทยา และสถาบันคุ้มครองคนพิการ ราชบุรี อีกด้วย

ไทเกอร์ ‘ทำบุญ’ ทำทานแบบคนจิตใจดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และทำแบบเงียบๆ

ขอร่วมอนุโมทนาสาธุด้วยครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 ข้อเท็จจริงเรื่อง ‘แรงทะลุนรก 9’
 เพื่อความเข้าใจถูกต้อง

หลังจากมีข่าวว่าภาพยนตร์เรื่อง ‘แรงทะลุนรก 9’ จะยกกองถ่ายทำมาที่ประเทศไทย ที่กระบี่, ภูเก็ต, พังงา และได้มีสื่อต่างๆ ได้กระจายข่าวอย่างครึกโครม

วันนี้ขออนุญาตนำข้อเท็จจริงจากประธานคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่จะมาถ่ายทำในไทย ‘นริศโรจน์ เฟื่องระบิล’ มาแจ้งให้ทราบ

ขอขอบคุณและมีเบื้องหลังการถ่ายทำอย่างไร โปรดนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะ ‘FF9’ มีแฟนคลับภาพยนตร์รออยู่มากมายทั่วประเทศ
อ๊อด เทอร์โบ


ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับการถ่ายทำ FF9 ในไทย ค่อนข้างสับสน และมีสื่อต่างๆ จับเอาข่าวเก่า ข่าวจากแหล่งอื่นมาจับแพะชนแกะจนมั่วไปหมด

ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย (คณะที่ 2) ของ ก.ท่องเที่ยวฯ ซึ่งเป็นคนพิจารณาอนุญาตให้ FF9 เข้ามาถ่ายทำในไทยได้ ขอสรุปชี้แจงอีกทีนะครับว่า

1.ยูนิตในส่วนของ FF9 ที่ถ่ายทำในไทย มีเพียงประมาณไม่เกิน 20% ของยูนิตทั้งหมดที่ตอนนี้ถ่ายทำอยู่ในหลายประเทศ มีงบค่าใช้จ่ายในส่วนที่ถ่ายทำในไทยประมาณ 304 ล้านบาท

2.จากคำขออนุญาตถ่ายทำทางคณะผู้ถ่ายทำยืนยันว่า ไม่มีดารานำแสดง อย่าง วิน ดีเซล, เจสัน สเตธัม รวมทั้งนางเอกของเรื่องมาเข้าฉากการถ่ายทำในไทย ดารานำทั้งหมดถ่ายทำในยูนิตใหญ่ที่อังกฤษ และสหรัฐ ฉากที่มีบทพูดทั้งหมดในรถถ่ายในสตูดิโอ โดยใช้ CG ช่วย

3.ฉากในส่วนของยูนิตในไทยเป็นฉากการไล่ล่า โดยใช้สตันท์แมนทั้งหมด ทั้งต่างชาติและไทย

4.ที่มีการเอาคลิปจากไอจีของวิน ดีเซล มาอ้างอิงว่าเป็นฉากในไทยนั้น จริงๆ แล้วเป็นฉากที่ วิน ดีเซล ถ่ายในต่างประเทศ ไม่ใช่ที่ไทย

5.ข่าวที่ เจสัน สเตธัม ไปเยี่ยมศูนย์สงเคราะห์สุนัขจรจัดที่พังงานั้น เป็นข่าวเก่าของปีที่แล้ว ตอนที่ เจสัน มาถ่ายทำในไทยของหนังเรื่องนึง ซึ่งไม่ใช่ FF9 สำหรับ FF9 เจสันไม่ได้มาที่ไทย

6.หลังจากที่สื่อต่างๆ นำเสนอข่าวเรื่อง วิน ดีเซล กับ เจสัน สเตธัม ในไทย ผมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางบริษัทผู้ประสานงานในพื้นที่จริง รวมทั้งกับเจ้าหน้าที่ที่ทางคณะกรรมการมีคำสั่งให้ลงไปดูแลควบคุมการถ่ายทำ ทั้งหมดก็ยืนยันว่าไม่มี วิน ดีเซล หรือ เจสัน สเตธัม มาเข้าฉากในไทยแน่นอน

7.สตันท์แมนคนที่แสดงแทนเป็น วิน ดีเซล นั้น ตัวจริงอายุเกือบ 80 ปีแล้ว แต่เป็นคนที่เชี่ยวชาญการขับรถผาดโผนอย่างหาตัวจับยาก ดังภาพในรูปประกอบ

8.ผมเองมีกำหนดที่จะลงไปควบคุมดูแลการถ่ายทำ FF9 ด้วยตัวผมเองในระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคมนี้ แล้วจะเอาเบื้องหลังการถ่ายทำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีครับ
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล


แก้รุนแรง-เกลียดชังในโซเชียล?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379053?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รุนแรง-เกลียดชังในโซเชียล?

11 กรกฎาคม 2562 – 07:31 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รุนแรง,เกลียดชัง,โซเชียล
เปิดอ่าน 1,099 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2562

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลในเชิงการใช้ความรุนแรงอย่างมากในโลกออนไลน์ว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากแม้แต่ตัวเองก็ได้รับผลกระทบจากสังคมโซเชียลมีเดียที่ไม่สามารถจะควบคุมได้มากนัก เพราะจะถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นคนทั่วไปที่เสพโซเชียลจึงต้องเลือกวิธีการเสพข่าวผ่านสังคมโซเชียลเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และยอมรับว่าไม่สบายใจทั้งสองทางเนื่องจากทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรงจนเกิดความเกลียดชังโดยไม่ใช่เรื่องของตัวเองทั้งสิ้น ถือเป็นการแบ่งข้างประชาชนออกเป็นสองขั้ว ทำให้มีโอกาสที่จะลุกลามบานปลายในอนาคต จึงฝากทุกคนให้มีภูมิต้านทานที่ดีและอยู่ที่จิตสำนึก แต่สังคมโซเชียลก็ใช่แต่จะมีแต่ด้านลบอย่างเดียวเพราะสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็มีอยูมาก อยู่ที่ว่าใช้อย่างสร้างสรรค์แบบใดเท่านั้น

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมสภากลาโหม ได้สั่งการติดตามข้อมูลอันเป็นเท็จนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในสังคม โดยให้หน่วยงานติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จซึ่งปัจจุบันมีการตัดต่อเชื่อมโยงข้อมูลรวมทั้งมีการยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง โดยนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งอาจจะสร้างความเข้าใจผิดนำไปสู่การสร้างความรุนแรงในสังคมเหมือนเช่นในอดีต จึงกำชับให้ทุกหน่วยร่วมกันตรวจสอบและหากพบข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรก็ให้เร่งทำความเข้าใจกับสังคม รวมทั้งรณรงค์ใช้วิจารณญาณรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ของโซเชียลมีเดียที่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเครื่องมือโดยมีเป้าหมายทางการเมือง

การสื่อสารที่สร้างความเกลียดชังในออนไลน์เป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ยากเพราะสามารถปกปิดตัวตนของผู้ส่งสารโดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ส่งสาร อีกทั้งไม่ต้องเผชิญหน้ากันเมื่อผนวกกับความเปิดกว้างและรวดเร็วของสื่อออนไลน์ยิ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดการยุยงปลุกปั่นได้ง่ายและกว้างขึ้น ซึ่งเป้าหมายหลักก็เพื่อให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคมและขจัดกลุ่มตรงข้ามออกไป โดยใช้วิธีการหลายรูปแบบ เช่น รณรงค์คุกคามใช้ความรุนแรงอย่างเช่นสร้างประเด็น “ดักตบ” หรือยุยงขับไล่ไม่ให้มีที่ยืนในสังคม ชูปมเรื่องปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายต่างใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือการเมืองทั้งนั้น ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามไซเบอร์ที่ชิงไหวชิงพริบหักเหลี่ยมกันชนิดที่พลเมืองไซเบอร์ทั่วไปคิดกันไม่ถึงแน่นอน

การแก้ปัญหาคงต้องพึ่งพิงการสร้างพลเมืองไซเบอร์ที่มีคุณภาพมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและเคารพต่อกฎหมายตลอดจนสิทธิของบุคคลอื่นและน่าจะเป็นหนึ่งในภารกิจของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบจะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ออกมาให้เป็นผลรูปธรรมมากกว่าพูดๆ กันในที่ประชุม หรือเป็นแค่นโยบายบนแผ่นกระดาษจนผ่านมาหลายปีแล้วยังไม่เห็นความคืบหน้าเพราะสถานการณ์ในโลกออนไลน์ยังไม่มีท่าทีลดความรุนแรงลง แต่กลับก่อเกิดแรงกระเพื่อมดึงเอาชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาในวังวนปลุกปั่นไปหมดทุกอาชีพทุกเพศทุกวัย และโลกเสมือนจริงนี้จะลุกลามไปสู่โลกแห่งความจริงก็เป็นเรื่องไม่ยากเลยเมื่อถึงภาวะสุกงอมเพียงพอ ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังป้องปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งให้ความรู้ต่อสังคมชี้แจงข้อเท็จจริงสร้างเกราะภูมิคุ้มกันเพื่อยับยั้งความรุนแรงในโซเชียล