ไม่มีช่วงฮันนีมูนสำหรับรัฐบาลลุงตู่ 2

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379567?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่มีช่วงฮันนีมูนสำหรับรัฐบาลลุงตู่ 2

15 กรกฎาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล,ลุงตู่
เปิดอ่าน 2,078 ครั้ง

ไม่มีช่วงฮันนีมูนสำหรับรัฐบาลลุงตู่ 2 คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

หากสภาวะการเมืองปกติ หลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีบรรยากาศที่ทางการเมืองเรียกว่า “ฮันนีมูนพีเรียด” หรือช่วงเวลาดื่มด่ำน้ำผึ้ง ที่สังคมและฝ่ายค้านจะให้โอกาสรัฐบาลทำงานห้วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะเพิ่มความเข้มข้นการตรวจสอบจากเบาไปหาหนัก จนถึงกระบวนท่า “ไล่รัฐบาล”

แต่เริ่มต้นของรัฐบาล “ลุงตู่ 2” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกไล่จากฝ่ายค้านและคนในสังคมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ก่อนตั้งรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จึงมีกระแสการตรวจสอบเข้มข้นแบบไม่ให้โอกาส “ทำงาน” แก่รัฐบาลชุดที่ 62 แม้แต่นาทีแรก

ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นรัฐบาลที่มีผู้นำ คือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องมากว่า 5 ปี แม้ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็ตาม แต่เพราะการต่อสู้ที่รุนแรงเพื่อช่วงชิง “อำนาจ” ทั้งก่อนและหลัง ทำให้การเมืองต่อไปนี้ไม่มีบรรยากาศ “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศที่จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้น รัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จะใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพรรคพวกก็พึงระวัง เพราะจะถูกทั้งฝ่ายค้าน และคนในสังคมขึงพืด เผลอๆ คนในฝั่งรัฐบาลจะ “ลากไส้” กันเองในสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำเช่นนี้

ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี ฝ่ายค้านขึ้นบัญชีดำซักฟอกคุณสมบัติ 6 รัฐมนตรี ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 160 หรือไม่ โดยเฉพาะ ในบทบัญญัติ มาตรา 160 (4) ที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า รัฐมนตรีต้อง “(4) มีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์”

โดย 6 รัฐมนตรีที่ถูกขึ้นบัญชีจะถูกขึงพืดในวันแถลงนโยบาย ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์, นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ด้วยข้อกล่าวหาในพฤติกรรมแห่งอดีต ที่ยังต้องรอการพิสูจน์ จากทั้งองค์กรอิสระ และศาล แต่กรณีบางคนแม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์ว่าเขาพ้นความผิดแล้ว ฝ่ายค้านยังลากมาเป็นประเด็น

แม้ว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นราว 24-25 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการอภิปรายที่ไม่ลงมติ และไม่กระทบกระเทือนต่อ “เสียง” ซึ่งเป็นเสถียรภาพหลักของรัฐบาล แต่การ “หลอกด่า” โดยจับเรื่องนโยบายกับตัวบุคคลที่มีพฤติกรรมอันอาจจะไม่เหมาะสม และรัฐมนตรีคนนั้นไม่สามารถชี้แจงแสดงเหตุผลและหลักฐานความบริสุทธิ์ของตัวเอง ก็จะบั่นทอน “เครดิต” ทั้งต่อตัวรัฐมนตรีผู้นั้น และต่อตัวนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล

ตรงกันข้ามหากรัฐมนตรีในบัญชีซักฟอกของฝ่ายค้าน เตรียมตัวมาดี สามารถอธิบายเหตุผล แสดงหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ลบล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเป็นที่ยอมรับของสังคม รัฐมนตรีคนนั้นและรัฐบาลก็จะสอบผ่านด่านแรก ฝ่ายค้านต้องกลับไป “เลียแผลใหม่” เพราะถือว่า “ทำการบ้านได้ไม่ดีพอ”

ดังนั้นวาระแรกของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่การตรวจสอบรัฐมนตรีและรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นการทดสอบฝ่ายค้านด้วยว่า “ทำได้ดีหรือแค่ราคาคุย” เท่านั่น ที่สำคัญ อย่าเอาหลักฐานปลอมมาใช้ในการอภิปราย เพราะหากถูกจับได้ ความน่าเชื่อถือของผู้กระทำ จะหมดไปทั้งชีวิตทางการเมือง และต้องพิสูจน์ฝีมือขุนพลหน้าใหม่ของฝ่ายค้านว่าจะทำได้ดีเท่ากับ “แกนนำ” พรรคที่ไม่ได้เข้าสภาเพราะกลายเป็นส.ส.สอบตกไปหรือไม่ หากทำได้ดี เราก็เกิด “ดาวสภาดวงใหม่” แต่ถ้าไม่ได้เรื่อง นั่นก็ทำให้ “คนรุ่นใหม่เสียรังวัด” ไปเช่นกัน.

ปฏิบัติการสลาย”สามมิตร”กับกฐินซักฟอก”อุตตม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฏิบัติการสลาย”สามมิตร”กับกฐินซักฟอก”อุตตม”

15 กรกฎาคม 2562 – 08:50 น.
ปฏิบัติการสลายสามมิตรกับกฐินซักฟอกอุตตม,อุตตม สาวนายน,กรุงไทย
เปิดอ่าน 2,588 ครั้ง

ปฏิบัติการสลาย”สามมิตร”กับกฐินซักฟอก”อุตตม” 

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 โดย “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น, ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจและ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”ปฏิบัติการสลายสามมิตรกับกฐินซักฟอกอุตตม”

สมชาย กล่าวว่า หลังโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ พรรคฝ่ายค้านจองกฐินหกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคุณสมบัติ เพราะมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี โดยพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการเรื่องนี้หลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้หกรัฐมนตรีคือ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมว.คลัง, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์, นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ตอนนี้สองคนที่โดนวิจารณ์มากคือ อุตตม และ ร.อ.ธรรมนัส

“รมว.คลังโดนวิจารณ์เรื่องธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานคร 9.9 พันล้านบาทในปี 2546 โดยเครือกฤษดามหานครกู้เงินธนาคารกรุงเทพสี่พันกว่าล้านบาท เมื่อกู้ธนาคารกรุงไทยได้ก็รีไฟแนนซ์กับธนาคารกรุงเทพ เงินที่เหลือห้าพันล้านบาทเศษก็ซื้อที่ดินและทำโครงการใหม่ รวมทั้งซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ตอนนั้น รมว.คลังคนนี้เป็นกรรมการของธนาคารกรุงไทย และโดนกันเป็นพยานในคดีนี้ เพราะตอนนั้นเขาค้านว่าทำแบบนี้ไม่ได้ และศาลตัดสินแล้วโดยอุตตมไม่ผิด”

 วีระศักดิ์ ให้ความเห็นว่า “บอร์ดธนาคารกรุงไทยอนุมัติเงินกู้ก้อนนี้ โดยอ้างว่าบิ๊กบอสสั่งการ จากนั้น ธปท.ไปตรวจสอบโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการ ธปท. พบว่าบริษัทลูกของเครือกฤษดามหานครไม่ได้ถูกวิเคราะห์ฐานะและความน่าเชื่อของบริษัท และต่อมามีการประเมินว่าหนี้สงสัยจะสูญและตั้งวงเงินสำรองเต็มจำนวน และ ธปท.พบว่าหลักทรัพย์ที่เครือกฤษดามหานครนำมากู้คือที่ดินสี่พันกว่าไร่ โดยธปท.ประเมินไว้เจ็ดพันกว่าล้านบาท แต่สิ่งที่เครือกฤษดามหานครขอวงเงินกู้ไว้เก้าพันกว่าล้านบาทโดยอ้างว่าที่ดินมีมูลค่าหนึ่งหมื่นสี่พันล้านบาท ทั้งนี้เครือกฤษดามหานครใช้บริษัทในเครือของตัวเองประเมินราคาที่ดิน ขั้นตอนการปล่อยกู้นั้นรวบรัด อุตตมและชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลังที่ไปเป็นกรรมการอิสระของบอร์ดธนาคารกรุงไทยค้านในเรื่องนี้

ผู้ว่าการ ธปท.ไปบอกนายกรัฐมนตรีในตอนนั้นและส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ จากนั้นมีการยึดอำนาจ โดยสำนวนคดีนี้ คตส.นำไปตรวจสอบต่อ และกันอุตตมกับชัยณรงค์ไปเป็นพยาน และไม่ใช่ผู้กระทำความผิด เพราะตอนนั้นสองคนนี้แจ้งธปท.ว่าค้านเรี่องนี้แล้ว ต่อมาคตส.ส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปยี่สิบกว่าคน และมีการตัดสินคดีแล้ว”

บากบั่น สรุปว่า “ธปท.ไปพบว่าที่ดินแปลงนั้นน้ำท่วมและตาบอด ประธานกรรมการในตอนนั้น(สุชาย เชาว์วิศิษฐ)ให้เร่งอนุมัติเพราะบิ๊กบอสสั่ง ตอนนั้นหลายคนในบอร์ดที่ประชุมเรื่องนี้ไม่มีความผิดเพราะค้านเรื่องนี้และไม่ได้ประชุมในวันนั้น และเรื่องนี้บิ๊กบอสเป็นจำเลยที่หนึ่งในคดีนี้ เพราะศาลมองว่าเงินจากกรณีนี้มีเช็คสิบเอ็ดฉบับไปอยู่กับลูกชายรวมทั้งคนรับใช้ของบิ๊กบอส และแตกหน่อในคดีฟอกเงินมาพ่วงออกมาด้วย โดยวันที่ 25 พฤศจิกายน จะตัดสินคดีเช็คนี้”

ส่วน “ปฏิบัติการสลายสามมิตร” นั้น ”วีรศักดิ์” ตั้งคำถามว่า กลุ่มสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐเคยบอกว่ามี ส.ส.สามสิบเอ็ดคน แต่ตรวจสอบแล้วมีสิบเจ็ดคน กลุ่มนี้จะดำเนินการทางการเมืองอย่างไรต่อไปหลังครม.ชุดใหม่จะต้องทำงานแล้ว

“บากบั่น” มองว่า กลุ่มสามมิตรตอนนี้ได้ รมว.ยุติธรรม และ รมว.อุตสาหกรรม วิธีการสลายหรือคุมกลุ่มสามมิตรให้ลดบทบาทลงนั้นจะทำเช่นใด เพราะมีข้อมูลว่าซานตาคลอสสีเขียวกำลังดำเนินการด้วยการใช้ปัจจัยเข้าไปจัดการ

 “สมชาย” กล่าวว่า กลุ่มสามมิตรคือปมปัญหาของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ แม้กลุ่มสามมิตรบอกว่ายุติเรื่องขัดแย้งแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อว่าสงบ เพราะ ส.ส.กลุ่มนี้เคยไล่เลขาธิการพรรค กลุ่มสามมิตรดึง ส.ส.ในพรรคมาลงชื่อด้วยการตกปลาในบ่อคือ ใช้ปัจจัย วิธีสลายกลุ่มนี้นั้นคือ พรรคมีมาตรการว่า ส.ส.คนใดได้เป็นรัฐมนตรีต้องลาออก พรรคนี้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ห้าคนที่ร่วมครม.ชุดปัจจุบัน ดังนั้นต้องลาออก กลุ่มสามมิตรจะไม่มีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่เป็นแกนนำกลุ่ม คือสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม หากสองคนนี้ต้องลาออกจาก ส.ส.เพราะต้องไปทำหน้าที่รัฐมนตรี ภาษาการเมืองเรียกว่า “ขาลอย” เพราะหากปรับครม.รอบใหม่สองคนนี้ไม่ได้ร่วมครม.ก็ไม่มีสถานะส.ส. ตรงนี้จะจัดการสลายกลุ่มสามมิตรได้ง่าย

เมื่อกลุ่มสามมิตรตกปลาในบ่อเพื่อนได้ กลุ่มอื่นในพรรคก็ตกปลาจากกลุ่มสามมิตรได้เช่นกัน เพราะกลุ่มสามมิตรใช้ปัจจัยดูแล ส.ส.เป็นรายเหตุการณ์ ไม่ได้ดูแลรายเดือน ทราบว่ามีซานตาคลอสสีเขียวให้ปัจจัย ส.ส.กลุ่มสามมิตรดูแลรายเดือน เดือนละสองปึก

และช่วงลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลมี 254 ส.ส. หักหนึ่งเสียงของ ชัย ชิดชอบ ที่เป็นประธานการประชุมออกไปหนึ่งเสียง จะเหลือ 253 ส.ส. แต่ชวน หลีกภัย ได้คะแนน 258 เสียง เกินมาห้าเสียงที่เป็นงูเห่า โดยห้าเสียงนั้นลงมติว่า “ชวน” ทั้งที่คนอื่นลงมติว่า “ชวน หลีกภัย” ดังนั้นห้าเสียงที่ลงมติว่า “ชวน” คือใบเสร็จให้ไปรับปัจจัย และสี่เสียงของฝ่ายค้านที่งดออกเสียง รวมแล้วเก้าส.ส.ที่พร้อมเป็นงูเห่า หากซานตาคลอสสีเขียวใช้ปัจจัยไปดูแลเก้าส.ส.เหล่านี้ จะมีจำนวนส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น และมั่นใจในการลดพลังกลุ่มสามมิตรลงได้

กลุ่มสามมิตรคงไม่หายไปจากการอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ แต่กำลังต่อรองจะลดลง รัฐบาลชุดนี้ก็มีความมั่นคงมากขึ้น

“เสถียรภาพรัฐบาลคือ 270-275 ส.ส. แต่วันนี้ซานตาคลอสสีเขียวจะไปดึงงูเห่าให้ได้จำนวนนี้นั้น ทำได้ยากมาก ตอนนี้ทำได้เพียงประคองสถานการณ์” สมชายสรุป

แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์

15 กรกฎาคม 2562 – 07:05 น.
แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์,รัฐบาลประยุทธ์ 2,ความยากจน
เปิดอ่าน 1,279 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2562

รัฐบาลประยุทธ์ 2 เดินหน้าร่างนโยบายเพื่อแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคม หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 16 กรกฎาคม นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทำหน้าที่บริหารประเทศได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสะสางปัญหาของชาติในหลายๆ ด้านทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ที่สะสมคาราคาซังมากว่า 3 เดือนจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล และด้วยความที่เป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค ดังนั้นเนื้อหานโยบายของรัฐบาลจึงเป็นที่น่าจับตาของทุกฝ่ายว่าจะเป็นการตอกย้ำให้ความสำคัญถึงเสถียรภาพและความร่วมมือกันของพรรคร่วมในภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล และจะสร้างความมั่นใจให้แก่ภาพรวมทางเศรษฐกิจและนักลงทุน และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศให้สำเร็จตามความต้องการของพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน

หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงการทำงานในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มาจากหลายพรรคการเมือง แต่ก็ยังให้ความคาดหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายทำงานเพื่อชาติและเชื่ออีกว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ปกติ เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจทุกพรรคใกล้เคียงกันที่จะช่วยเหลือประชาชนฐานรากท่ามกลางอุปสรรคทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงคามการค้าสหรัฐและจีน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ นั่งบัญชาการเป็นคำรบ 2 บนหัวเรือเหล็กที่ลูกเรือออกมาประกาศเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ใช้ได้ และการที่ได้นายกรัฐมนตรีคนเดิม นโยบายด้านเศรษฐกิจคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพราะถือเป็นเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยไปแล้ว

 ขณะเดียวกันปัญหาปากท้องประชาชนก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญซึ่งโพลล์ทุกสำนักก็ว่าได้สะท้อนออกมาทุกครั้งของการสำรวจ โดยล่าสุดสำนักวิจัยซูเปอร์โพลนำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ หรือ แก้ปากท้องก่อน ปรากฏผลโพลล์นี้มีนัยสำคัญว่า ปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาตกงาน งานไม่มั่นคง ปัญหาสิทธิเสรีภาพทางการเมือง และการขาดแคลนทุนการศึกษาของคนในครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองทุกพรรคเอาความจริงของความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นโจทย์ตั้งไว้และแก้ไขให้ตรงโจทย์มากกว่าการตั้งเป้าโจมตีโค่นล้มกัน ถ้าสาธารณชนได้เห็นภาพของการจับมือกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และแกนนำฝ่ายค้าน น่าจะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองและกำลังใจสุขภาพจิตของประชาชนทั่วไปดีขึ้นได้บ้าง

เห็นได้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องรีบเร่งคือการแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนเพราะเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า เศรษฐกิจภายในประเทศถดถอย คนไทยส่วนใหญ่ขาดกำลังซื้อ เศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจาย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาโดยเฉพาะอาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้น ถือเป็นงานหนักที่รออยู่ข้างหน้า จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารจะต้องตระหนักถึงความสำคัญเมื่ออาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ซึ่งมีคำกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ความสำเร็จของนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่ว่าได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาด้วยความยากลำบากเพียงไร แต่อยู่ตรงที่ว่าต่อจากนี้ไปจะสามารถทนรับการโจมตีจากฝ่ายต่างๆ ด้วยความยากลำบากไปได้นานแค่ไหน ถ้าทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศแท้จริง รัฐบาลควรจะนิ่งๆ หนักแน่นมั่นคงไว้ ไม่ลงไปเล่นกับเกมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือให้เปลี่ยนเกมและเข้าควบคุมเกมนั้น

“คนแดนไกล” ตั้งพรรคใหม่ ยก “เพื่อไทย” ให้ “สุดารัตน์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คนแดนไกล” ตั้งพรรคใหม่  ยก “เพื่อไทย” ให้ “สุดารัตน์”

14 กรกฎาคม 2562 – 10:36 น.
พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,ทักษิณ ชินวัตร,คุณหญิงหน่อย,คุณหญิงหน่อย สุดารัต,พรรคไทยรักไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อธรรม,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 98,746 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ 13-14 ก.ค.62 หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

****************

14 กรกฎาคม 2541 เป็นวันก่อตั้งพรรคไทยรักไทย โดย ทักษิณ ชินวัตร และคณะ ได้ยื่นขอจดแจ้งชื่อพรรค แม้ในทางกฎหมายไม่มีพรรคนี้อยู่แล้ว แต่ในทางพฤตินัย พรรคไทยรักไทยก็คือพรรคเพื่อไทย ในวันนี้

12 กรกฎาคม 2562 มีการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดูจากหน้าตาแล้วก็เป็นไปตามความคาดหมายที่มีข่าวช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ว่า “คนแดนไกล” ยกให้ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เข้ามาบริหารจัดการพรรคเพื่อไทย

สาย“หญิงหน่อย”ปึ้ก!

รายชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค และ “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เป็น เลขาธิการพรรค ยังผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ อย่างรองหัวหน้าพรรคประกอบด้วย ปลอดประสพ สุรัสวดี, กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ชูศักดิ์ ศิรินิล, ไพจิต ศรีวรขาน, เกรียง กัลป์ตินันท์, วิทยา บุรณศิริ, สามารถ แก้วมีชัย, วิชาญ มีนชัยนันท์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, ชวลิต วิชยสุทธิ์, ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, ประเสริฐ จันทรรวงทอง, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, นคร มาฉิม และพล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ด้านรองเลขาธิการพรรรคประกอบด้วย ละออง ติยะไพรัช, จตุพร เจริญเชื้อ, จิรายุ ห่วงทรัพย์, ศราวุธ เพชรพนมพร, สุรชาติ เทียนทอง, ขัตติยา สวัสดิผล และเผ่าภูมิ โรจนสกุล

คลี่รายชื่อออกมาดูปรากฏว่า “สายแข็ง” ยังอยู่หลายคน อาทิ เกรียง กัลป์ตินันท์ และ วิทยา บุรณศิริ ส่วนเลขาธิการพรรค อาจจะโชคดีที่มี “เด็กเจ๊ใหญ่เมืองหลวง” อยู่เพียบ

กลัว“อนาคตใหม่”

ส่วนตำแหน่งประธานพรรคเพื่อไทยที่จะเสนอชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เพื่อเข้ามามีบทบาทในการบริหารพรรคยังไม่สามารถเสนอชื่อได้ เพราะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับพรรคใหม่

ฉะนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ยังคงนั่งประธานยุทธศาสตร์พรรค และเสนาะ เทียนทอง ยังนั่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

เหตุที่ “คุณหญิงหน่อย” ต้องการเข้ามาเป็นประธานพรรค เพราะจะเข้ามาปรับเปลี่ยนการทำงานในพรรคใหม่เนื่องจากสัดส่วนกรรมการบริหารพรรคชุดนี้มีลักษณะประนีประนอมของคนสองรุ่น เกรงผู้อาวุโสจะไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ คุณหญิงหน่อยจึงขอ “ดาบ” เข้ามาแก้ไขปัญหา

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย เผชิญหน้า 3 ความท้าทาย คือ 1.ความท้าทายทางการเมือง ต่อสู้กับรัฐธรรมนูญและกติกาที่บิดเบี้ยว  2.ความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำหนักมาก กำลังซื้อภายในประเทศ 3.ความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ความท้าทายข้อที่ 3 เป็นเรื่องภายในพรรค “ถ้าเราปรับตัวไม่ได้ เราจะถูกดิสรัปชั่น ตกยุคทันที”

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยยกทฤษฎี 2 โลกคือ โลกใบแรกคือ ส.ส.ภูธร ไม่ชำนาญเทคโนโลยี ไม่ทันสมัย ใช้ไลน์แค่สวัสดีตอนเช้า ส่วนอีกโลกหนึ่งคือ ส.ส.กทม. และนักเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงชาวบ้านได้มากกว่า

ความกังวลเรื่องดังกล่าว ย่อมมีผลมาจากพรรคอนาคตใหม่ ที่เบียดแทรกเข้าไปถึงส.ส.ได้ในพื้นที่ภาคกลางและบางเขตในเหนือ-อีสาน

คนแดนไกล”รอเวลา

เดิมทีมีรายงานข่าวว่า อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ที่เคยอยู่ในกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.เขต จะคืนสู่เหย้าพรรคเพื่อไทย บางรายอาจได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ถึงวันนี้ก็ไม่มีใครแสดงตัวว่ากลับเพื่อไทยแล้ว

มีรายงานข่าวว่า “คนแดนไกล” ที่ส่งสัญญาณคล้ายจะวางมือในวันเกิดครบรอบ 70 ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ล่าสุดนายใหญ่ยังมีการพูดคุยและให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการพรรคอยู่

“หากอดีตนายกฯ ทักษิณ ประกาศวางมือจริงอาจจะทำให้พรรคระส่ำถึงขั้นแตกได้ เพราะเวลานี้ ส.ส.หลายคนรู้สึกเคว้งคว้าง” แหล่งข่าวกล่าว

          ว่ากันว่า นายใหญ่ประเมินว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังจะไม่มีการแก้ไขในเร็ววัน หากมีการยุบสภา ก็ยังใช้กติกา การที่จะมีแค่เพื่อไทยพรรคเดียวคงเป็นไปไม่ได้ และพรรคเพื่อไทยรีโนเวตยาก มีปัญหาเยอะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งพรรคใหม่ เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา

นัยว่าพรรคใหม่อาจเป็น “พรรคเพื่อธรรม” ที่สำรองไว้อยู่แล้ว ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดูทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

          อดีตสมาชิกไทยรักษาชาติบางส่วนจึงยังไม่กลับเข้าเพื่อไทย คงรอคอยดูท่าทีนายใหญ่อยู่ด้วยใจระทึก

“4 สิงห์เกษตร” แชร์ขุมทรัพย์..กุมรากหญ้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“4 สิงห์เกษตร” แชร์ขุมทรัพย์..กุมรากหญ้า

13 กรกฎาคม 2562 – 08:35 น.
กระทรวงเกษตรฯ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,พรรคประชาธิปัตย์,แบ่งเค้ก,เก้าอี้ รมต,ครมบิ๊กตู่ 21,ชาดา ไทยเศรษฐ์,ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองมนัส,IUU,ลุงตู่,รัฐบาลบิ๊กตู่,รมชเกษตรฯ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 6,255 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพืคมชัดลึก 13-14 ก.ค.62

********************

ร้องกันลั่นประเทศพลันได้ยลโฉมหน้า “4 เสนาบดี” กระทรวงพระพิรุณทรงนาค ปรบมือสิพี่น้อง “เฮียต่อ บ้านใหญ่ปราณบุรี” “เฮียเม้ง โรงสีบ้านไร่” “มนัญญา ดอนหมื่นแสน” และ “ผู้กองมนัส เมืองกว๊าน” ทุกพรรคต่างหวังยึดกุมฐานเสียงรากหญ้า

แต่ไม่ต้องตกใจว่าทำไมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงได้รัฐมนตรีรวมแล้ว “4 คน” เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก อย่างยุคชวน 2 ก่อนสิ้นสุดรัฐบาลเดือนกุมภาพันธ์ 2544 คนไทยเคยมีรมต.เกษตรฯ รวม 4 คนมาก่อน และยังมาจากหลายพรรคเหมือนกัน

          สำหรับครั้งนี้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน นั่งเจ้ากระทรวง พรรคประชาธิปัตย์ส่วนรัฐมนตรีช่วยคือ ประภัตร โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนามนัญญา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคพลังประชารัฐ

งานนี้นอกจากเป็นผลดีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการต้อนรับ จัดเตรียมห้องหับมากนัก (ฮา) เพราะเคยทำมาแล้ว

แต่อีกทางหนึ่งก็มองได้ว่า “ครม.บิ๊กตู่ 2/1” ที่กระทรวงนี้จัดแน่นมา 4 คน แบบนี้ คงไม่มีใครงอนและน้อยใจน้อยหน้ากันอีก

ที่สำคัญแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งที่จะช่วยกันดูแลเกษตรกรได้จบทั่วทุกภาคแถมยังผ่านการสวมหมวกคัดสรรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอย่างดีทั้งสิ้น

เกษตรมั่งคั่ง

ก่อนจะไปดูหน้าตารัฐมนตรี ถามว่ากระทรวงนี้สำคัญตรงไหน ตอบเลยขึ้นชื่อว่า “เกษตร” ยังไงก็คืออาชีพหลักส่วนใหญ่ของคนในประเทศอยู่แล้ว

          ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนโครงการ ‘ประชารัฐ’ ในการอุ้มสินค้าเกษตรหลายอย่างไม่ว่าจะข้าว ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา มีการอัดฉีดงบชนิดทุ่มสุดๆ เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

หากแต่เอาเข้าจริงๆ ในส่วนงบประมาณที่กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรร ตรวจสอบแล้วที่ผ่านมากระทรวงนี้ไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ ของกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรให้มากที่สุด

ดังนั้นการที่คนไทยรู้สึกว่าใครๆ ต่างไขว่คว้า รีบจองโควตาไว้ตั้งแต่ไก่โห่ที่จะได้คุมกระทรวงนี้ คงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณเป็นหลัก แต่อาจมองได้ว่าเมื่อเมืองไทยน้ำท่วม น้ำแล้ง  พืชผลราคาตกต่ำ ใครคุมกระทรวงนี้ก็ใช้อำนาจไปดูแลช่วยเหลือชาวบ้านได้มาก แถมยังตุนคะแนนเสียงไว้ล่วงหน้าเผื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อีก

          พูดง่ายๆ ว่าช่วงเดือดร้อน พรรคไหน คนไหน จะเอาหน้ากับชาวบ้านได้ดีเท่าคนที่คุมกระทรวงเกษตรฯ เป็นไม่มี!

สำหรับปีงบประมาณ 2562 กระทรวงเกษตรฯ ได้มา 108,539.324 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ของงบประมาณรายจ่ายรวม งบในจำนวนนี้ได้ถูกกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ ในกำกับดูแล

ตอนนั้นหน่วยงานสำคัญนอกจาก 1.สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ที่จะได้รับงบ 1,756.01 ล้านบาทแล้ว ยังมี 2.กรมการข้าว 3,138.44 ล้านบาท 3.กรมชลประทาน 65,643.27 ล้านบาท 4.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1,354.42 ล้านบาท 5.กรมประมง 4,096.94 ล้านบาท 6.กรมปศุสัตว์ 6,225.69 ล้านบาท

7.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 2,302.03 ล้านบาท 8.กรมพัฒนาที่ดิน 5,723.70 ล้านบาท 9.กรมวิชาการเกษตร 4,136.47 ล้านบาท 10.กรมส่งเสริมการเกษตร 6,340.56 ล้านบาท 11.กรมส่งเสริมสหกรณ์ 3,101.68 ล้านบาท 12.กรมหม่อนไหม 710.14 ล้านบาท

ที่เหลือยังมีองค์การมหาชนอีก 3 แห่ง รัฐวิสาหกิจอีก 4 แห่ง อยู่ในการกำกับดูแล

         มาปี 2563 มีข้อมูลว่ามีการเสนอของบประมาณไว้ในวงเงิน 246,998 ล้านบาท เพิ่มมาอีกกว่าเท่าตัว ก็คงจะเฉลี่ยจัดสรรไปตามสัดส่วนที่เคยเป็นมา

เฉลิมชัยตัวจริง

แน่นอนงานหลักคือเรื่องปากท้องของประชาชนคนไทย รัฐมนตรีที่คุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีกึ๋นและพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนกลไกของกระทรวงเกษตรฯ นำนโยบายลงสู่ระดับล่างได้ทันทีและทั่วถึง

ถามว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ถึงเป็น เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลาขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอบเลยว่าอาจเป็นไปตามการขอโควตาของ พรรค 53 เสียง” ที่ชัดเจนมาแต่ต้นว่าพรรคเราต้องได้กระทรวงพาณิชย์และเกษตรฯ

เฉลิมชัย ศรีอ่อน

          และเมื่อกระทรวงพาณิชย์มีหัวหน้าพรรคอย่าง “อู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั่งควบเจ้ากระทรวง พร้อมเก้าอี้รองนายกฯ แล้วทำไมที่กระทรวงเกษตรฯ จะไม่ใช่เก้าอี้ของผู้มากบารมีอย่าง “เสี่ยต่อ”!

ในทางหนึ่ง เฉลิมชัยเคยกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ สามารถทำงานควบคู่กันไปได้ในด้านการตลาดและการผลิต เพื่อช่วยเหลือปากท้องเกษตรกรไทย

แต่ทางหนึ่งวิเคราะห์ว่างานนี้ลุงตู่เล็งไกล ให้เสี่ยต่อดูแลแก้ปัญหาราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน ให้กระเตื้องขึ้นมา หลังจากตกต่ำมาหลายปี แถมยังอาจช่วยสกัดม็อบเกษตรที่จะขึ้นมาจากภาคใต้ได้ด้วย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุ เฉลิมชัยในฐานะเจ้ากระทรวงจะดูแล 4 หน่วยงานหลัก คือ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ทำได้เพื่อพรรค

สำหรับ ประภัตร โพธสุทน หรือ เฮียเม้ง” เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องบอกว่าเซอร์ไพรส์เล็กน้อย

ถ้าใครจำได้เขาเคยนั่งเป็นถึงเจ้ากระทรวงเกษตรฯ มาก่อนช่วงปี 2543-2544 ยุค “ชวน 2” (โควตาพรรคชาติไทย) แทนที่ ปองพล อดิเรกสาร ที่ลาออกจากเก้าอี้ไป

 ประภัตร โพธสุทน

          คนทั่วไปอาจมองว่าการกลับมานั่ง รมช. ในกระทรวงเดิมที่เคยว่าการ อาจไม่สมศักดิ์ศรี แต่ประภัตรน่าจะมีวาระที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือนอกจากการทำงานในสายที่เชี่ยวชาญแล้ว แต่สำหรับคนพรรคชาติไทย เรื่องดูแลพี่น้องเกษตรกรเรียกว่าเป็นงานหลักของพรรคมาตลอด

ดังที่รู้ว่านโยบายเด่นของพรรคนี้คือเรื่องการเกษตร อย่าง “ใช้ตลาดนำเกษตร” ส่งเสริมการปลูกพืชรายได้ดี ลดต้นทุนและจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย ฯลฯ

ไม่เช่นนั้น “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา จะไม่พูดมาแต่ต้นว่าพรรคเราชัดเจนที่กระทรวงทรัพย์ฯ และกระทรวงเกษตรฯ

ดังนั้นเพื่อให้ อุดมการณ์และสัญญาใจ” กับชาวบ้านไม่เลือนหาย วันนี้ท็อปนอกจากจะได้เก้าอี้กระทรวงทรัพย์ฯ ตามหวัง ส่วนเฮียเม้งก็ได้เข้าไปนั่งในฐานะรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ

ก็ถือว่าภารกิจด่านแรกสำเร็จแล้วคือจะได้ทำงานเพื่อชาวบ้านเหมือนกัน ไม่มีอะไรให้คาใจอีก

น้องนั่งพี่คุม?

ไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ” เพราะตกรุ่นไปแล้ว วันนี้หมายถึง มนัญญา-ชาดา” สองพี่น้องแห่งตระกูลไทยเศรษฐ์ คนใหญ่แห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

          “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” หรือ เบแหม่ม” ได้มานั่งเก้าอี้รมช.อีกคน เป็นดอกไม้งามท่ามกลางหมู่ชายแห่งกระทรวงเกษตรฯ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเธอก็คือตัวแทนของ ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

เบแหม่มหรือมนัญญา กับ พี่ชายที่แสนดี

ชาดานั้น นอกจากจะเป็นพี่ชายผู้กว้างขวางและคลุกคลีอยู่กับกลุ่มเกษตรกรอย่างเหนียวหนึบ ด้วยความเป็นประธานสมาคมชาวไร่อ้อยไทยเศรษฐ์ จ.อุทัยธานีแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่อง “ม็อบเกษตร” ผลงานเคยนำม็อบชาวนาเดินทางจะมาลุยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557

เบแหม่มคนงาม

          เดิมทีกระแสข่าวว่า ชาดา อาจได้นั่งช่วยว่าการที่กระทรวงมหาดไทย จากนั้นขยับมาที่เก้าอี้ รมช.เกษตรฯ แต่สุดท้ายไม่ถึงฝันเพราะลุงตู่ไม่ปลื้มจากเรื่องภาพลักษณ์ที่เป็นผู้ทรงอิทธิพล หรือบางคนเรียก “เจ้าพ่อ”

แต่หากถามชาวอุทัยธานี กลับมองว่าชาดานี่แหละคนจริง ใจถึง พลังถึง และพึ่งได้ ดูแลคนทั้งจังหวัด

ที่สุดเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของพรรคภูมิใจไทย การที่ผู้ใหญ่จัดแจงให้ชาดาส่งน้องสาวคนสวยลงไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยที่กระทรวงเกษตรฯ แทน ก็ถือว่าโอเคมากแล้วสำหรับ “พี่ใหญ่อุทัยธานี” คนนี้

แซบสุดธรรมนัส

จะว่าไปการเมืองไทยนาทีนี้ระดับปี้ใหญ่เมืองเหนืออย่างผู้กองมนัส “เหมาะแต๊เหมาะว่า” กับเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอยู่แล้ว

ไม่ใช่แค่ผลงานที่ผู้กองมนัสทำไว้อย่างดีเลิศ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ทะลวงฐานเสียงพรรคสีแดงของนายใหญ่ได้หลายพื้นที่

หรือเพราะผลงานมือประสานสิบทิศที่สามารถสยบคลื่นลมจากการต่อรองเก้าอี้รมต.ของพรรคกลาง-เล็ก-จิ๋ว แบบจบสวย ด้วยความเป็นเจ้าพ่อคอนเนกชั่น ที่เรื่องการเจรจาต่อรองติดมือวางอันดับ 1

หรือแม้เดิมทีผู้กองมนัสจะถูกวางตัวไว้ที่กระทรวงแรงงาน แต่การรับหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ของคนใหญ่เมืองพะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ย่อมมีเหตุผลสำคัญ

อย่าเพิ่งคิดในมุมที่เจ้าตัวแถลงไปวันก่อน ตอนที่เคลียร์ข่าวสีเทาๆ ในอดีตทำนองที่ตีความได้ว่า ตนนั้นเป็นกำลังหลักในการจัดตั้งรัฐบาลและหลายเรื่องที่ได้ประสานงานไว้นั้นเป็นความลับที่รู้เพียงคนเดียว

 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

แต่ในทางลึกวิเคราะห์กันว่าการที่ลุงตู่ไว้วางใจให้เป็น รมช.เกษตรฯ ไม่น่าจะแค่ให้ผู้กองมนัสมาดูเรื่องอ้อย ปาลม์ ยาง ข้าว เท่านั้น

        คนไทยคงพอรู้ว่ายังมีเรื่องใหญ่อย่างการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ “ไอยูยู” ที่ต้นปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศปลดธงเหลืองของไทยเราออก ซึ่งนับเป็นงานโบแดงของรัฐบาลลุงตู่ที่คว้าธงเขียวมาได้

แต่เรื่องนี้ยังไงก็ยังไม่จบครบสมบูรณ์ เพราะทุกอย่างยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทานที่ชาวประมงไทยไม่ขานรับด้วยเสียประโยชน์มหาศาล ดังนั้นที่ผ่านมาช่วงหาเสียงพรรคอื่นต่างขายเรื่องรื้อกฎหมายคุมประมงผิดกฎหมายเพื่อเอื้อฐานเสียงประมงไทยทั้งนั้น

ปรากฏว่าก็เป็นพรรคใหญ่ๆ ที่ร่วมรัฐบาลนั่นแหละ งานนี้ลุงตู่คงเกรงว่าถ้าเป็นเช่นนั้น อาจทำให้ไทยกลับมาโดนใบแดงถาวรกันคราวนี้ ที่ทำไว้ก็เรือหายหมด!

          ทีนี้ถ้าคนอย่างผู้กองธรรมนัส การันตีผลงานเคลียร์จบครบทุกค่ายมาเป็นที่ประจักษ์แล้ว เรื่องปัญหาประมงทั้งมิติไอยูยูมิติพรรคร่วมมิติกลุ่มชาวประมง หรือมิติอื่นๆ ก็น่าจะดูแลจัดการได้ไม่ยาก

วันนี้ผู้คนเม้าท์สิบทิศว่ากระทรวงเกษตรฯ ยุคใหม่เป็น กระทรวงผู้กว้างขวาง” ก็พูดเกินไป ให้เรียกว่าเป็นกระทรวงเกรดเอของคนระดับ เอทีม” ก็แล้วกัน

‘ฟิชชิ่ง’..ภัยไซเบอร์ลวงดักเอารหัส!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฟิชชิ่ง’..ภัยไซเบอร์ลวงดักเอารหัส!

12 กรกฎาคม 2562 – 14:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ฟิชชิ่ง ภัยไซเบอร์ลวงดักเอารหัส
เปิดอ่าน 3,884 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในยุคที่มีความทันสมัยของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนลียีการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ทำให้การเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สาระความรู้ ความบันเทิง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนซื้อขายเป็น “ธุรกิจออนไลน์” ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์ สะดวกรวดเร็ว เหมาะกับคนในยุคสมัยนี้

ทว่าประโยชน์ที่มากล้นของเทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังมีโทษภัยตามมาเหมือนเงาตามตัว เพราะเหล่ามิจฉาชีพก็มีพัฒนาการตามเทคโนโลยี อาศัยช่องทางนี้หากินสร้างความเสียหายเดือดร้อนไปไม่น้อย ที่ผ่านมามีคนตกเป็นเหยื่อจาก “โจรไซเบอร์” ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะ อาทิ แฮ็กเฟซบุ๊ก ไลน์ นำข้อมูลไปสร้างเฟซบุ๊กปลอม ไลน์ปลอม เพื่อหลอกยืมเงินเพื่อน การแฮ็กอีเมลเพื่อเอาข้อมูลส่วนตัวไปทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ โดยตำรวจมีการจับกุมไปแล้วหลายคดี ที่ยังล่องหนจับไม่ได้ก็อีกเพียบ และที่สำคัญยังมีทั้งหน้าเก่าที่เคยถูกจับหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ สลับกับมี “โจรหน้าใหม่” ที่พร้อมจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ทุกคนในสังคมได้ตลอดเวลา

ล่าสุดที่เพิ่งเป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานการจับกุมของตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)  จับกุม นายจักรพงศ์ กระแจะจันทร์ และ น.ส.ปนัดดา จิตรากร โจรไซเบอร์ผัวเมีย เนื่องจากมีผู้เสียหายร้องเรียนว่าถูกคนร้ายแฮ็กเว็บไซต์สาธารณะทั่วไป โดยจะเลือกเว็บไซต์ที่ต้องมีการสมัครสมาชิก เมื่อแฮ็กเว็บไซต์เป้าหมายได้แล้วจะนำเอาข้อมูลของสมาชิกของเว็บไซต์ทดลองเข้าอีเมล พอเข้าได้แล้วก็จะสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเข้าสู่เฟซบุ๊ก รวมถึงการเข้าถึงการทำธุรกรรมธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ตำรวจไซเบอร์” ฝากถึงผู้ประกอบการเว็บไซต์ต่างๆ ให้มีการตรวจสอบช่องโหว่ตลอดเวลา ต้องมีการเข้ารหัสพาสเวิร์ดฐานข้อมูลเพื่อป้องกันการโจรกรรมจาก “แฮ็กเกอร์” และพึงตระหนักให้ความสำคัญในความปลอดภัยข้อมูลของลูกค้า ส่วนประชาชนทั่วไปหากต้องการตั้งค่าการทำธุรกรรมทางการเงิน ควรระวังตัวและให้ใช้ otp ทุกครั้ง ซึ่งจะมีข้อความแจ้งเตือน และควรมีการกำหนดวงเงินไม่ให้สูงเกินจำเป็น รวมทั้งการตั้งรหัสผ่านให้ยาก ไม่ควรใช้สิ่งรอบตัวที่เดาได้ง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด หรือเบอร์โทรศัพท์ และที่สำคัญห้ามตั้งรหัสผ่านเหมือนกันในทุกเว็บไซต์ โดยไม่ควรเก็บรหัสไว้ในอีเมล สำหรับอีเมลให้ตั้งยืนยันตัว 2 ชั้น รวมทั้งต้องใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส “มัลแวร์” ที่ถูกกฎหมาย เพื่อจะได้มีการอัพเดทตลอดเวลา และหากต้องการใช้ “ไวไฟฟรี” ตามที่สาธารณะต่างๆ ให้พึงระวังอาจถูกแฮ็กได้ตลอดเวลาอีกด้วย

เช่นเดียวกับตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ที่ออกมาให้ข้อมูลเตือนประชาชนผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” โดยโพสต์จั่วหัว “เตือน ‘Phishing’ ภัยหลอกลวง ดักเอารหัส” ก่อนจะอธิบายว่า “ฟิชชิ่ง (phishing)” คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเพื่อขอข้อมูลที่สำคัญ เช่น รหัสผ่าน หรือหมายเลขบัตรเครดิต โดยการส่งข้อความผ่านทางอีเมล หรือแมสเซนเจอร์ อาทิ การบอกแก่ผู้รับปลายทางว่าเป็นธนาคารหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ และแจ้งว่ามีสาเหตุทำให้คุณต้องเข้าสู่ระบบ ให้ใส่ข้อมูลที่สำคัญใหม่ โดยเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปมักจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเว็บที่กล่าวถึง (หน้าเว็บไซต์ปลอม) โดย phishing แผลงมาจากคำว่า Fishing แปลว่า การตกปลา ซึ่งมีความหมายถึงการปล่อยให้ปลามากินเหยื่อที่ล่อไว้

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับอีเมลเพื่อกรอกข้อมูลยืนยันและคลิกลิงก์ โดยเฉพาะมีธนาคารที่เราไม่เคยเปิดบัญชีส่งข้อมูลแจ้งเตือนมาให้ทำรายการ อย่าตกใจ หรือกังวล ให้ตั้งสติ และอย่าไปคลิกลิงก์กรอกข้อมูลสำคัญ มิเช่นนั้นท่านอาจตกเป็นปลาตัวใหญ่ที่ติดเหยื่อจากโจรแฮ็กเกอร์รายต่อไป..!!

ตัวจริง รัฐมนตรี “โกเกี๊ยะ” เริ่มต้นที่ “อัศวเหม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวจริง รัฐมนตรี “โกเกี๊ยะ” เริ่มต้นที่ “อัศวเหม”

12 กรกฎาคม 2562 – 11:06 น.
โกเกี๊ยะ,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,นาที รัชกิจประการ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รมวกระทรวงท่องเที่ยว,ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม,วัฒนา อัศวเหม,เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,รัฐบาลลุงตู่,PTG Energy,ปั๊มน้ำมันพีที,พีที,พีที ประจวบ เอฟซี,บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด มหาชน
เปิดอ่าน 9,629 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 ก.ค.62

***********************

          รัฐมนตรีป้ายแดงรายหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจ เพราะภรรยาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่กรณีจงใจปกปิดทรัพย์สิน และอาจมองว่า เป็นนอมินี จะรู้เรื่องการเมืองหรือไม่ 

          ถ้าใครได้คลุกคลีกับตระกูล “รัชกิจประการ” จะรู้ได้ทันทีว่า “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีประสบการณ์ทางการเมือง ไม่แพ้การทำธุรกิจน้ำมัน

แนบแน่น “อัศวเหม” 

          สองปีก่อน เนวิน ชิดชอบ ยกทีมบุรีรัมย์ไปเมืองพัทลุง มีทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยพิพัฒน์นาที รัชกิจประการ ต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ที่น่าสนใจคือ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ร่วมขบวนไปด้วย

          “เจ๊เปี๊ยะ นาที” เคยให้สัมภาษณ์สื่อองค์กรปกครองท้องถิ่น เกี่ยวกับแรงบันดาลใจให้มาเล่นการเมืองนั้นมาจากสามี “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” ที่เคยทำงานการเมืองในพรรคราษฎร ของ “วัฒนา อัศวเหม”

นาที เนวิน-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

          เลือกตั้ง 2544 วัฒนา อัศวเหม ตัดสินใจเดินหน้าสู้ทักษิณ ชินวัตร ส่งผู้สมัคร ส..ทั่วประเทศ ด้วยหวังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เฉพาะภาคใต้ “วัฒนา” ได้ร้องขอให้ “โกเกี๊ยะ” ช่วยคัดสรรผู้สมัคร ส..ลงสนาม ในนามพรรคราษฎร

พิพัฒน์ แม่ทัพตัวจริง

          การเลือกตั้งหนนั้น พรรคราษฎรพ่ายแพ้ยับเยิน ได้ ส.. 3 คน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนากับโกเกี๊ยะ ก็ไม่ห่างหาย

          ปลายรัฐบาลทักษิณ เนวิน ชิดชอบ ถูกส่งลงไปทำงานที่ จังหวัดภาคใต้ “วัฒนา” จึงบอกเพื่อนรัก “ชัย ชิดชอบ” ฝากให้เนวินดูแลโกเกี๊ยะ และเครือข่ายเรือประมงที่สตูลด้วย

          โกเกี๊ยะจึงผลักดันให้เจ๊เปี๊ยะเล่นการเมือง และได้เป็น ส..พัทลุง ปี 2549 

น้ำมันการเมือง

          ก่อนลุยการเมือง มังกรปากน้ำ “วัฒนา อัศวเหม” ทำธุรกิจประมง และตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจน้ำมัน เพราะส่วนใหญ่ของต้นทุนในการทำประมง คือต้นทุนเรื่องน้ำมัน เพื่อเป็นการลดต้นทุน วัฒนาและเพื่อนๆ จึงลงทุนในธุรกิจน้ำมัน

          ยุคแรก วัฒนาเริ่มจากเปิดปั๊มน้ำมันสามทหาร แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ตอนหลังได้จัดตั้งบริษัท เอ็มพีปิโตรเลียม จำกัด พร้อมกับเปิดสถานีบริการน้ำมันเอ็มพีทั่วประเทศ

วัฒนา อัศวเหม

          เมื่อทำประมงและค้าน้ำมัน จึงทำให้วัฒนาได้รู้จักตระกูล “รัชกิจประการ” แห่งบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ มาจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นเรือประมง และอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้

          เอ็มพีปิโตรเลียมกับภาคใต้เชื้อเพลิง เป็นพันธมิตรธุรกิจน้ำมัน และพัฒนาเป็นคอนเนกชั่นการเมืองอันลึกซึ้ง

ยุคทองของปั๊มพีที

          เมื่อเอ่ยถึงปั๊มพีทีในวันนี้ ผู้คนก็จะเห็นหน้า “พิทักษ์ รัชกิจประการ” นักบริหารคนเก่งที่พลิกธุรกิจใกล้เจ๊งให้คืนกลับมาโดดเด่นในยุทธจักรค้าปลีกน้ำมัน

          จริงๆ แล้ว ตระกูล “รัชกิจประการ” มีผู้ชายสามคนที่ช่วยกันดูแลธุรกิจของบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด

          คนแรกคือ “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนหน้านั้น โกเกี๊ยะรับบทกุนซือการเมืองให้ภรรยา “นาที รัชกิจประการ”

          คนที่สองคือ “โกโต พิบูลย์” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสตูล สมัย และปัจจุบัน โกโตเป็น ส..สตูล เขต พรรคภูมิใจไทย

นาทีช่วย “โกโต” หาเสียงที่สตูล

          คนที่สามคือ “โกนั้ง พิทักษ์” ผู้บริหารบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชนหรือ PTG Energy มีสื่อหลายสำนักลงรูปผิด โดยนำภาพของโกนั้ง ไปแทนโกเกี๊ยะ 

          ปี 2535 เริ่มทำธุรกิจสถานีให้บริการน้ำมัน โดยตั้งบริษัทลูกคือ บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด จากนั้นในปี 2538 เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเปลี่ยนจากบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด เป็นบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชน)

          ปี 2554 ได้เปลี่ยนชื่อจากบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชนเป็นบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชนเพราะเกรงว่า คนจะเข้าใจว่าเป็นปั๊มน้ำมันของคนภาคใต้ จริงๆ แล้ว ปั๊มพีทีมีมากที่สุดในภาคอีสาน รองลงมาคือ ภาคเหนือ

          ที่แน่ๆ PTG Energy เป็นสปอนเซอร์หลักให้แก่ทีม “พีที ประจวบ เอฟซี” ซึ่งเป็นทีมพี่ทีมน้องกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สถานีต่อไป….โปรดติดตามหกเดือนกับภารกิจบิ๊กตู่และคนการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สถานีต่อไป….โปรดติดตามหกเดือนกับภารกิจบิ๊กตู่และคนการเมือง

12 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
ครมประยุทธ์2
เปิดอ่าน 2,235 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

เห็นหน้าค่าตากันแล้วสำหรับ “ครม.ประยุทธ์2”

ใครเป็นใครมีผลงานเมื่อวันวานเป็นเช่นไรและวันข้างหน้าจะมาบริหารราชการแผ่นดินด้านใดบ้างนั้น…สังคมคงรับรู้กันทั่วแล้ว

“ใจเย็น เหตุผล ค่อยๆ เจรจา” คือคัมภีร์แรกที่ลุงตู่ควรยึดไว้กับการบริหารคนหมู่มากและยามที่สิ้นมาตรา 44 เสียงบ่น…เสียงตำหนิ…เสียงชื่นชม มีมากหลายปะปน…

ท้ายสุดนั้นสังคมต้องเคารพการตัดสินใจของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับภารกิจ สร.1 และ รมว.กลาโหม ในการบริหารราชการแผ่นดินกับการนำเรือเหล็กพร้อมคนการเมืองหลากพรรค ซึ่งลุงตู่ในฐานะกัปตันได้คัดเลือกลูกเรือให้มาทำหน้าที่อันแตกต่างกันไปตามหน้างาน

ย้ำอีกครั้งเพื่อกันเลือนลืมว่าเสนาบดีในกำกับดูแลของลุงตู่ 2 มีใครบ้าง แปะไว้กันจางจากความจำ

• พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
• นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
• นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี
• นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์
• นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข
• นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
• พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหม
• นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.คลัง
• นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมช.คลัง
• นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ
• นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
• นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
• นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
• นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์
• ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
• น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
• นายประภัตร โพธสุธน เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
• นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม
• นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็น รมช.คมนาคม
• นายถาวร เสนเนียม เป็น รมช.คมนาคม
• นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
• นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมว.พลังงาน
• นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมช.พาณิชย์
• พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย
• นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็น รมช.มหาดไทย
• นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็น รมช.มหาดไทย
• นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.ยุติธรรม
• ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็น รมว.แรงงาน
• นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็น รมว.วัฒนธรรม
• นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็น รมว.ศึกษาธิการ
• คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็น รมช.ศึกษาธิการ
• นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็น รมช.ศึกษาธิการ
• นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็น รมช.สาธารณสุข
• นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.อุตสาหกรรม

แปลว่า ครม.ประยุทธ์ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน รวม 39 ตำแหน่ง ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค คือ พลังประชารัฐ 18 คน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี 3 คน, รมว. 11 คน, รมช. 4 คน (นายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม บวกกับโควตา 3ป.) ประชาธิปัตย์ 7 คน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 3 คน, รมช. 4 คน (รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์)

ภูมิใจไทย 7 คน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 3 คน และ รมช. 4 (รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว. สาธารณสุข) ชาติไทยพัฒนา 2 คน 2 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 1 คน และ รมช. 1 คน

รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมว.แรงงาน ชาติพัฒนา 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ห้าปีที่แล้วกับวันข้างหน้า สภาวะแตกต่างยิ่งกับสิ่งที่ลุงตู่จะเจอ เพราะคำสั่งขวาหัน ซ้ายหัน กลับหลังหัน หน้าเดิน ตามระเบียบพัก คงจะใช้ไม่ได้ดั่งใจ

การเลือกคนการเมืองตามสัดส่วนที่มีการเจรจากันไว้ก่อนที่จะลงเรือลำเดียวกันนั้นโดยมารยาททางการเมือง พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลจะเคารพการเสนอรายชื่อบุคคลที่แต่ละพรรคไปคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรี เว้นแต่บางรายหากตรวจสอบแล้วพบลักษณะต้องห้ามก็ต้องตีกลับไป

แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวชิงเก้าอี้กันวุ่นจนน่าเอือมระอา แต่ท้ายสุดนั้น คนการเมืองเหล่านี้มาจากพรรคต่างๆ ต้องส่งรายชื่อมาตามสัดส่วนที่แบ่งงานกันเบื้องต้น และลุงตู่เคาะรายชื่ออีกครั้ง เมื่อเวลานี้กับรายชื่อแจ้งประจักษ์แล้วทุกฝ่ายต้องยอมรับและทำงานต่อ เพราะบ้านเมืองมีหลากปัญหาที่รอการสะสาง

หากมองลึกๆ แล้วการจัดเก้าอี้เสนาบดีคราวนี้ ลุงตู่สวมบท “นักการเมืองเต็มตัว” แล้วที่ต้องบริหาร ”ความขัดแย้งอันท้าทายกับเจตนาของคนการเมืองหลากพรรคหลายมุ้ง” เพราะมองเห็นชัดจากการ “จัดคนให้ตรงกับงานในเพลานี้กับเงื่อนไขที่วางไว้ตรงหน้า” โดยต้องมิมองข้ามว่าวันนี้ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ นานา ย่อมแตกต่างกับเมื่อห้าปีที่แล้วไปพอควร

แว่วว่า “ลุงตู่” เคารพคนที่แต่ละพรรคที่ผ่านสนามหย่อนบัตรมาเป็นตัวแทนชาวบ้านในการเป็นปากเป็นเสียง รวมทั้งเป็นตัวแทนดูแลทุกข์สุขให้มาร่วมงานกัน…บางคนถามว่าการที่ลุงตู่เลือกคนให้เหมาะสมกับงานในคราวนี้ ตรงนี้คือคำตอบแล้วหรือ? แน่นอนว่าบางรายชื่ออาจไม่โดนใจสังคมและลุงตู่เท่าใดนัก…แต่เมื่อพรรคนั้นๆ เสนอมาแล้วก็ต้องให้โอกาสพิสูจน์ฝีมือ…

โดยต้องรอดูว่าเสนาบดีเหล่านี้จะเดินตาม “โรดแม็พ, ไทม์ไลน์ รวมทั้งกติกา” ที่ลุงตู่ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารแจ้งให้ 35 ชีวิตรับรู้แนวทางการทำงานไว้อย่างไรบ้าง ?

เวลากับภารกิจที่มอบหมาย…หาก รมต.คนใดทำดีก็ได้ไปต่อ ถ้าใครทำงานไม่ถึงเกณฑ์หรือมีสิ่งด่างพร้อย รับรองว่า “ป้ายหน้า” คงหมดสิทธิ และลุงตู่จะขยับ “คนอื่นๆ” ที่รอคิวในสถานีต่อไปมาทำแทน

แว่วว่า “หกเดือน” คือเวลาที่ลุงตู่จะให้สิทธิรมต.เหล่านี้ทดลองงานและประเมินผล เพราะ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งการปฏิรูปประเทศบางด้าน” ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เมื่อได้ ครม.ชุดใหม่ที่ผ่านการลงมติจาก ส.ส.และส.ว.เรียบร้อยแล้ว การจับมือทุกภาคส่วนทำงานเดินหน้าเมืองไทยบนกติกาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องปฏิบัติโดยพลัน

เพลาจากนี้ต้องดูว่าหลากพรรคล้วนมีนโยบายที่ใช้หาเสียงไม่ตรงกัน การผสานทุกพรรคให้ตกผลึกนโยบายรัฐบาลผสมให้ไปในทิศทางเดียวกันนั้นไม่ง่าย…แต่ก็ไม่ยาก และรอดูว่าผลจะออกมาเช่นใด

จากนั้นคือการบริหารงานในรัฐสภาเพราะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนั้นความสามัคคีคือสิ่งเดียวที่เรือเหล็กจะฝ่าอุปสรรคไปได้เพราะขั้วต้านลุงตู่จองกฐินกันมาแล้วเพียบ บวกกับการเมืองนอกสภาที่คนการเมืองและภาคสังคมรอวิพากษ์กันแบบไม่เว้นจังหวะให้หายใจ

งานนอกและงานในมันหินมากสำหรับลุงตู่ยามนี้
ความอดทนแเละชี้แจงสิ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดของครม.และรัฐบาลผสมชุดนี้จะดำเนินการดับไฟความขัดแย้งในใจผู้คน การไม่เปิดประเด็นหรือยั่วยุขั้วตรงข้ามแบบไม่สมควรนั้น ทีมหลังบ้านของครม.ชุดนี้ต้องประเมินและตามติดทุกสภาวะ เพราะบางครั้งน้ำผึ้งหยดเดียวจะปลุกกระแสทางสังคมออนไลน์ออกไปแบบไร้การทำนาย

ลุงตู่จะคัดท้ายเรือเหล็กอย่างไร…เชื่อว่าลุงตู่พินิจได้เอง

รถไฟความเร็วสูงไทยตกรางหรือไปต่อ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379266?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถไฟความเร็วสูงไทยตกรางหรือไปต่อ!

12 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
รถไฟความเร็วสูง,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 9,522 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขณะนี้กำลังมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่แต่ยังมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ และมีความสงสัยว่านโยบายต่างๆ และโครงการรัฐบาลเก่าจะทำต่อหรือไม่

โดยเฉพาะ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ที่เงียบหายไปและไม่มีความคืบหน้าจนประชาชนคาดว่าอาจจะล้มเลิกโครงการเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีคมนาคมใหม่ เรียกว่ารถไฟความเร็วสูงตกรางก็ว่าได้ !

ขณะที่รถไฟความเร็วสูงของหลายๆ ประเทศก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะจีนซึ่งมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเครือข่ายมากที่สุดในโลก

ระบบรถไฟจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วจนขณะนี้รถไฟจีนวิ่งได้กว่า 300 กม./ชม. และกำลังมีรถไฟระบบใหม่วิ่งได้ 600 กม./ชม. ซึ่งไม่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ความฝันแต่เป็นไปแล้วและอีกไม่เกิน 10 ปี จะมีแน่ๆ

หันไปดู ‘ชินคันเซ็น’ หรือ รถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นกำลังเปิดตัวรุ่นใหม่ ‘อัลฟา-เอ็กซ์’ ทำความเร็วสูงสุด 400 กม./ชม. ‘อัลฟา-เอ็กซ์’ ของญี่ปุ่นจะวิ่งความเร็วปกติ 360 กม./ชม. เร็วกว่าของจีน ‘ฟูซิงห่าว’ ที่วิ่ง 350 กม./ชม.

ทั้งหมดนี้คือความก้าวหน้าของรถไฟความเร็วสูงจีนและญี่ปุ่นไม่ขอเปรียบเทียบกับไทย

‘ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง’ ต้องทำใจให้สบายอยากขี่รถไฟความเร็วสูงไปจีน-ญี่ปุ่นดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


 ข่าวดีจากกรมบัญชีกลาง
 จ่ายบำเหน็จดำรงชีพ

มีจดหมายจากผู้ได้รับบำนาญส่งมามากมายเพราะได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตยามสูงวัย

ล่าสุดได้รับข่าวดีจากอธิบดีกรมบัญชีกลางว่าเตรียมพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแล้ว โปรดติดต่อและสอบถามรายละเอียดได้

โปรดรีบดำเนินการเพื่อสิทธิของตัวท่านเอง
อ๊อด เทอร์โบ


 ตรวจสอบสิทธิ์ด้วยตนเอง
กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2562

หากผู้รับบำนาญที่เคยขอรับบำเหน็จดำรงชีพในอัตรา 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนที่ได้รับในช่วงอายุ 60 ปี และ 65 ปี ไปแล้ว และยังไม่ครบ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ให้ขอรับเพิ่มได้ในจำนวนที่ยังไม่ครบตามสิทธิ์

ขอรับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญฯ ดังกล่าว ทั้งแบบไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน และแบบมีหนี้บำเหน็จค้ำประกันที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเองหรือโทรศัพท์สอบถามกรมบัญชีกลางได้ที่หมายเลข 0-2127-7000 ต่อ 6214, 4512, 4250 และ 4212

ส่วนภูมิภาคสอบถามได้ที่สำนักงานคลังเขต 1-9 หรือสำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัด!
นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ
(อธิบดีกรมบัญชีกลาง)


 ลอตเตอรี่ขายเกินราคา
 ต้องแก้ที่กองสลาก

ผมเป็นคนขายลอตเตอรี่มาจาก อ.วังสะพุง เมืองเลย ได้อ่านเรื่องราวและมีคำถามว่าทำไมถึงขายลอตเตอรี่หรือหวยรัฐบาลเกินราคาและมีเพื่อนๆ ถูกจับ เดือดร้อน ลำบากมาก

ใครที่ไม่รู้เรื่องราวความจริงก็จะต่อว่าพวกผมคนถือแผงขายหวยว่าทำผิดกฎหมายและเอาเปรียบบางคนก็ขู่ว่าจะไปฟ้องตำรวจ

ผมขอเปิดหัวใจเล่าความจริงแบบตรงไปตรงมาดังนี้ครับว่า เวลานี้คนไทยมีคนจนมากกว่าคนรวยเลยฝากความหวังไว้ที่ซื้อหวยทั้งหวยรัฐบาลและหวยเถื่อน

คนเรานั้นมีความโลภครับอยากถูกหวยรางวัลที่ 1 แบบเป็นสิบๆ ล้านดังที่เป็นข่าวเลยต้องซื้อหวยชุดและนี่เองก็ทำให้หวยชุดราคาแพงและยิ่งชุดใหญ่ยิ่งแพง

หวยชุดต้องแก้ที่กองสลากครับ ผมขายหวยเลยรู้ดีว่าถ้าทางกองสลากไม่ล็อกเล่มให้ยี่ปั๊วก็ไม่มีทางทำได้เพราะผลประโยชน์ล้วนๆ เงินล้วนๆ เลยทำได้

อย่ามาจับคนขายลอตเตอรี่อย่างพวกผมเลยครับ ซื้อมาแพงก็ต้องขายแพง-นี่คือความจริง ใครๆ ก็รู้อย่ามาแกล้งโง่เลย
บุญโชค (เมืองเลย)

 เรียน คุณ ‘บุญโชค’ เมืองเลย
จดหมายของคุณตรงประเด็นแบบไม่ต้องตีความและเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในแวดวงการขายลอตเตอรี่และบางข้อความอาจจะสร้างความเจ็บปวดให้บางคนแต่เราเอามาตีแผ่ให้รู้กัน

ผมเห็นด้วยว่าจะแก้หวยแพงต้องแก้ที่กองสลากก่อนเพราะมีผู้มีอิทธิพลระดับไม่มีใครกล้าแตะต้องเข้าไปจัดระบบหวยชุดและแบ่งผลประโยชน์แบบรวยด้วยกันทุกคน

ว่ากันว่าคนที่ถูกรางวัลที่ 1 ไม่ใช่ผู้โชคดีหรอกครับแต่เป็น ‘เจ้าพ่อ-เจ้าแม่’ กองสลาก

ถูกรางวัลที่ 1 ทุกงวดเลย
อ๊อด เทอร์โบ


“ช่อ-พ่อฟ้า” ตามรอย “โบว์” ไปฟ้องอียู

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ช่อ-พ่อฟ้า” ตามรอย “โบว์” ไปฟ้องอียู

12 กรกฎาคม 2562 – 09:35 น.
สมเด็จฮุน เซน,พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,อลิน สมิธ,อียู,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ณัฏฐา มหัทธนา,โบว์
เปิดอ่าน 6,243 ครั้ง

“ช่อ-พ่อฟ้า” ตามรอย “โบว์” ไปฟ้องอียู คอลัมน์…   ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

ไม่แปลกหรอกที่พรรคอนาคตใหม่ จะต้องบินไปยุโรป และเดินทางต่อไปสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นเกมบังคับของฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตย จะต้องใช้กลยุทธ์ “โลกล้อมลุงตู่ 2”

เหมือน สม รังสี อดีตหัวหน้าพรรคซีเอ็นอาร์พี กัมพูชา ที่พ่ายเกมการเมืองในประเทศต่อสมเด็จฮุน เซน ก็ต้องลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส และใช้เวลาเดินสายไปอียู ไปยูเอ็น เรียกร้องให้นานาชาติกดดันรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน

เมื่อสองเดือนที่แล้ว สมเด็จฮุน เซน ประกาศว่า จีนซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของกัมพูชา ได้ให้คำมั่นว่าพร้อมที่จะช่วยเหลือ หากสหภาพยุโรป(อียู)ตัดสินใจถอนสิทธิพิเศษทางการค้า

สัปดาห์นี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ ยังอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมืองหลวงของสหภาพยุโรป เพื่อพบปะกับนักการเมืองและข้าราชการของสหภาพยุโรป

เป้าหมายการเดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ครั้งนี้ ธนาธรก็หวังยืมปาก อลิน สมิธ สมาชิกรัฐสภายุโรป และหนึ่งในคณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของรัฐสภายุโรป ประจานผลการเลือกตั้งในไทยและรายงานความผิดปกติเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง

อลิน สมิธ สมาชิกรัฐสภายุโรป ยืนยันว่า สหภาพยุโรปจะนำเรื่องความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยหลังเลือกตั้ง รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาพิจารณาก่อนที่จะเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างอียูกับไทย ซึ่งหยุดชะงักมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557

ออกจากเบลเยียม คณะพรรคอนาคตใหม่ ก็ไปลอนดอน เพื่อให้บีบีซีไทยพูดคุยกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ “ช่อ” พรรณิการ์ ผ่าน Facebook Live

ก่อนหน้านั้น “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา เดินทางไปปารีส ฝรั่งเศส ตามคำเชิญของสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน โดยมี จรัญ ดิษฐาอภิชัย เป็นผู้จัดงานประชุมสมัชชาประชาธิปไตย และให้ “โบว์” มาพูดเรื่องสถานการณ์การเมืองไทย

เนื้อหาสำคัญที่โบว์พูดถึงนั้น ประกอบด้วยการพูดถึงระบอบประยุทธ์ หรือระบอบ คสช.ภาคสอง และการนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย เพื่อปิดฉากอวสานให้แก่อำนาจเผด็จการ

นักกิจกรรมสาวไม่วายยกกรณี “จ่านิว” มาขยายความว่า หลังจากจ่านิวถูกทำร้ายแล้ว มีผู้คนเกิดความสะใจนั้น คงเป็นความโกรธแค้นต่อตัวจ่านิว เกิดจากการสร้างเรื่องปั่นกระแสใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกล้มเจ้า ซึ่งสงครามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นนี้ไม่เป็นผลดีต่อสังคม สร้างความเข้าใจผิดโกรธแค้นและจะนำสู่ความรุนแรง

เมื่อจบงานที่ปารีส วันรุ่งขึ้น “โบว์” ก็นั่งรถไฟจากฝรั่งเศสไปเบลเยียม เพื่อพบเจ้าหน้าที่อียู ก็คงหนีไม่พ้นการรายงานเรื่องระบอบมาเฟียทำร้ายจ่านิว

การทำงานของโบว์ กับพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ฟ้องโลกด้วยเรื่องเดียวกันคือ ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แปลงรูปผ่านการเลือกจากรัฐสภา

5-6 ปีก่อน ทักษิณ ชินวัตร กับพลพรรคองค์กรเสรีไทย ส่งคนไปร้องเรียนและรายงานให้องค์การระหว่างประเทศรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับ คสช. แต่พวกเสรีไทยเคลื่อนไหวไปสักระยะ ก็เงียบหาย เพราะไม่มีเสียงตอบรับจากต่างชาติ

การเมืองโลกไม่ต่างจากการเมืองภายในประเทศ นักการเมืองล้วนว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ มากกว่าเรื่องสิทธิประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้น อองซาน ซูจี คงไม่มีแผ่นดินอยู่แล้วกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

เดือนก่อน อองซาน ซูจี ไปเยี่ยมเยือนยุโรปตะวันออก ถ่วงดุลพวกยุโรปตะวันตก ที่พยายามกดดันเล่นงานรัฐบาลของเธอ

ชั่วโมงนี้ ทักษิณถอยฉาก ปล่อยให้ “พ่อฟ้า” และ “น้องช่อ” ออกมาเป็นเป้าล่อทางการเมือง จับตาดูโลกล้อมไทย ภาคใหม่ จะไปได้สักกี่น้ำ