“แม้ว”วางมือ…? เจ๊หน่อยกุมพท. คนตึกชินเร้นกาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แม้ว”วางมือ…? เจ๊หน่อยกุมพท. คนตึกชินเร้นกาย

16 กรกฎาคม 2562 – 10:55 น.
ทักษิณ ชินวัตร,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย,เสนาะ เทียนทอง,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
เปิดอ่าน 8,540 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

   กระแสข่าวว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เปิดบ้านในนครดูไบเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 70 ปีในไม่กี่วันข้างหน้านี้ หลายคนตีความว่าคนแดนไกลจะไม่ใส่ใจการเมืองไทยแล้ว…

          แต่นัยไม่ใช่แบบนั้น..เพราะคนที่ชื่อทักษิณยังคงติดตามจังหวะการเมืองทุกระยะและรู้ว่า “เวลาใดควรถอย ยามใดควรขยับ”

การถอยคราวนี้ที่ส่งข้อความมาถึงมิตรสหายว่าปีนี้งดร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ร่วมกันนั้น มันคือการหมอบชั่วขณะ?

การหมอบชั่วขณะนั้น แว่วเหตุผลมาว่าหลังการเปิดซูเปอร์ดีลจากฮ่องกงในช่วงต้นปีกับบทบาทของพรรคไทยรักษาชาตินั่นเอง ที่ตอนนั้นคนแดนไกลกล้าเล่นไพ่เสี่ยงใบสุดท้ายและโยนออกมา จากนั้นไม่นานคนแดนไกลมารู้ตัวว่า “โยนพลาด”

แปลความการโยนไพ่ใบสุดท้ายได้ไม่ยากสำหรับนักวิเคราะห์การเมืองไทยว่า “ทักษิณพลาดในหมากครั้งสุดท้ายและหมดเวลาแก้ตัว”

เห็นง่ายๆ หลังจากนั้นไม่นาน “รายการ Good Monday” ที่คนแดนไกลจัดรายการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ก็ม้วนเก็บฉาก มินับรวมการโพสต์หลากเรื่องราวของเจ้าตัวในหลากช่องทางก็ค่อยๆ จางไป ส่วนลูกโอ๊คก็เช่นกันเพราะนิ่งไปพักใหญ่แล้วกับการแสดงความเห็นทางสังคมออนไลน์ เหลือแค่น้องปูที่พอจะยังมีจังหวะขยับตัวมาโพสต์บ้างบางคราว

         ดังนั้นการวางมือทางการเมืองคือละครบทหนึ่งที่วางโครงเรื่องไว้ว่าลีลาของคนแดนไกลนั้น เสมือนว่าจากนี้ไปจะอยู่นิ่งๆ แต่จริงๆ แล้วคนแดนไดลเล่นบท “แกล้งตาย” มากกว่า

การแกล้งตายที่น่าจะยาวนานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าตัวน่าจะรู้อะไรบางอย่างมาแล้ว…เกี่ยวกับวิถีในกาลหน้า

แต่หลังฉากแล้วคนแดนไกลยังดูแลลูกชายคนเล็กที่ชื่อเพื่อไทย เพราะมันคือพรรคอันดับหนึ่งที่เป็นหมากตัวหลักของคนแดนไกลและคนแวดล้อม วันนี้เพื่อไทยแปรสภาพจากพลังประชาชนและไทยรักไทยในวันวาน

คะแนนนิยมของเพื่อไทยยังคงเป็นจุดขายที่คนในภูมิภาค (ยกเว้นปักษ์ใต้รวมทั้งกทม.ชั้นใน) ที่ชาวบ้านยอมรับสูงและยากที่พรรคอื่นๆ จะเจาะได้ง่ายๆ

ดังนั้นยากยิ่งที่คนแดนไกลจะดูดายและนิ่งเฉยกับจังหวะของเพื่อไทย แม้วันนี้พรรคสีส้มจะมาแรงและกำลังทาบรัศมีก็ตาม

ที่ผ่านมาคนการเมืองขั้วหัวก้าวหน้าในพรรคเพื่อไทยอยากให้ภาพตระกูลชินวัตรพ้นไปจากพท. เพราะต้องการสร้างพรรคให้โตได้เอง แต่ความพยายามนี้โดนล้มโต๊ะไป จนขั้วหัวก้าวหน้าและคนเสื้อแดงบางส่วนเตรียมแผนตั้งพรรคเองแล้ว

ดังนั้นการแกล้งตายดังกล่าวของคนแดนไกลมิเกี่ยวกับการวางแผนเดินหมากให้พรรคเพื่อแม้วทั้งหลายเพราะคนวงในบอกว่าคนแดนไกลยังร่วมวิเคราะห์และเคาะโต๊ะอยู่และไม่กี่วันข้างหน้านี้จะรู้ว่าพรรคอะไหล่พรรคใหม่ของเพื่อไทยนั้นใครจะไปนั่งทำงานบ้าง…เนื่องจากคนแดนไกลรู้ว่าหากกติกาหลักของประเทศฉบับนี้ยังบังคับใช้…การแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อยต้องนำมาใช้อีก แม้ตอนนี้เจ็ดพรรคต้านลุงตู่จะวางโปรแกรมรณรงค์ให้สังคมตื่นตัวและร่วมหนุนการแก้รัฐธรรมนูญก็ตาม

แต่ความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จนั้นน่าจะเหนื่อยยิ่งกว่าเหนื่อย….

ดังนั้นยามนี้คนแดนไกลคิดเกมแตกเซลล์แยกคนที่ไม่ลงรอยกันออกมาแล้วเตรียมไปขึ้นโครงสร้างพรรคใหม่รวมทั้งวางกลยุทธ์กุมสภาพการเมืองท้องถิ่นให้มาอยู่ในสาแหรกเพื่อไทยให้ได้มากที่สุดก่อนจะเป็นสิ่งสมควรทำในยามนี้และยามหน้า

เนื่องจากภาวะครม.ลุงตู่ 2 แม้ลุงตู่จะมีผนังทองแดง-กำแพงเหล็กไว้ประคอง “เรือเหล็ก” ยามลงไปเผชิญแผ่นน้ำและคลื่นลม แต่ภาวะเสียงปริ่มน้ำและความสามัคคีคนละทางที่สังคมแลเห็นกับรัฐนาวาประยุทธ์ 2 คือการบ้านที่ขั้วต้านลุงตู่ต้องทลายและมันมีโอกาสเป็นไปได้ไม่น้อยเพราะเรื่องเรือล่มปากอ่าวแบบนี้เกิดได้ทุกขณะกับการเมืองไทย

การวางบุคคล พรรค แคมเปญ ไว้รองรับจึงต้องเร่งเคลื่อนโดยน่าจะเห็นผลเบื้องต้นในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

ความจริงแล้วสาแหรกของพรรคเพื่อแม้วนั้นแม้วันนี้ไม่มี ทษช.ในสารบบ แต่ประชาชาติ เพื่อชาติ เสรีรวมไทย ยังมีช่ื่อความเป็นพรรคการเมืองปรากฏอยู่ แต่พรรคเหล่านี้มันก็มิใช่แบรนด์ที่จะใช้เพื่อบอกสังคมว่าพรรคเหล่านี้คือพรรคสาขาของเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ

และอย่าลืม “เพื่อธรรม” ที่เคยฮือฮามาช่วงหนึ่งว่าเป็นพรรคสาขาเบอร์ต้นๆ ของพท. แต่ยามนั้นเพื่อธรรมต้องหมอบให้ทษช.รับบทพรรคสาขาอันดับสองของเพื่อไทยไปแทน

ยามนี้พรรคเพื่อธรรมจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาปัดฝุ่นแล้วผนวกบางส่วนที่ทษช.ขึ้นโครงไว้แล้วเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่เป็นแบรนด์เบอร์สองของเพื่อไทย

ส่วนเกมปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยเพลานี้ชัดแล้วว่าการประสานสิบทิศของขั้วเมืองหลวงที่นำโดย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” กุมสภาพบริหารพรรคเพื่อไทยได้เกือบเต็มตัว ส่วน “คนตึกชิน” คือ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ยอมถอยตัวจากเก้าอี้พ่อบ้านพรรค ทั้งๆ ที่อยู่มาร่วมสองทศวรรษ รวมทั้ง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” ก็ประกาศวางมือทางการเมืองและไปลุยธุรกิจเต็มตัว

ใครต่อใครรู้กันทั่วว่า “พี่อ้วนและเฮียเพ้ง” นั้น อยู่ในขั้นสายตรงคนแดนไกลมิน้อยหน้าเจ๊หน่อย แต่อาการที่เจ๊หน่อยปล่อยให้คนในขั้วออกมาตำหนิการทำงานของใครบางคนในพรรคแบบเย้ยฟ้าท้าดินนั้น รวมทั้งการแสดงพลังในหลากวาระ วันนี้ใครหลายคนยอมถอยให้เจ๊หน่อยแสดงบทนำแบบมิค่อยยินยอม…

เมื่อเจ๊หน่อยสวมบทประธานยุทธศาสตร์พรรคที่อยู่จุดบนสุดเหนือกว่า “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค และเว้นทางให้นักเลงวังน้ำเย็นคือ “เสนาะ เทียนทอง” รับหน้าที่ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอีกทางหนึ่งเพื่อรักษาหน้าและบารมีของป๋าเหนาะไว้

ส่วนองคาพยพที่จะเป็นแขนขาในการปฏิรูปพรรคให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีสัดส่วนมากขึ้นในสังคมไทยและเป็นสิ่งที่พรรคสีส้มตีจุดนี้แตกก่อนพรรคอื่นๆ นั้น ยามนี้คนในเครือเจ๊หน่อยเข้ามาดูแลงานนี้ อาทิ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รับหน้าที่เลขาธิการพรรค น.อ.ศิธา ทิวารี จะสวมบทกุนซือประจำกายเจ๊หน่อย รวมทั้งว่านเครือการเมืองที่เจ๊หน่อยนำมาแทรกในทุกอณูของการกุมสภาพพรรค

          แม้ขั้วเมืองหลวงจะสวมบทนำได้ในพรรคเพื่อไทยราวร้อยละ 70 และแบ่งให้แกนนำภาคอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงวัยเก๋ามารับหน้าที่ด้วยนั้น เพราะคนแดนไกลไม่ปล่อยให้เจ๊หน่อยลุยเดี่ยว ดังนั้นคนแดนไกลจึงส่งตัวแทนภาคต่างๆ มาไว้ในโครงสร้างพรรคคละเคล้าไปเพื่อคานอำนาจ

และใครหลายคนบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่รอดูบทของเจ๊หน่อยวันนี้ว่าจะพาเพื่อไทยถึงฝั่งตามที่แจ้งเจตจำนงไว้และรอยลว่าจะเดินย้ำรอยเดิมเมื่อครั้งเป็นแม่บ้านพรรคพลังผักหรือไม่

   เกมนี้น่าติดตามยิ่ง…

ขุมทรัพย์ตู้คีบตุ๊กตาเครื่องฝึกทักษะ-เกมพนันคิขุ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขุมทรัพย์ตู้คีบตุ๊กตาเครื่องฝึกทักษะ-เกมพนันคิขุ?

16 กรกฎาคม 2562 – 10:45 น.
ตู้คีบตุ๊กตา,เครื่องฝึกทักษะ,เกมพนันคิขุ
เปิดอ่าน 2,677 ครั้ง

ขุมทรัพย์ตู้คีบตุ๊กตาเครื่องฝึกทักษะ-เกมพนันคิขุ? รายงาน…

catch me if you can “แน่จริงจับให้ได้สิ!”

เด็กน้อยแววตามุ่งมั่น ยืนจ้องเจ้าตุ๊กตาผ้าหลากสีในตู้อะคริลิกใสประดับไฟสว่างนวล พลางกระซิบตอบ

“แน่นอน! ฉันรับคำท้าแก”

พลันที่เหรียญกษาปณ์มูลค่า 10 บาท ถูกส่งผ่านเครื่องหยอดเหรียญ เด็กน้อยวางมือบนคันบังคับแล้วค่อยๆ บรรจงควบคุมแขนกลที่ห้อยอยู่ในตู้ให้เลื่อนลงไปคีบเจ้าตุ๊กตาหมีตัวที่หมายมั่นไว้ขึ้นมาช้าๆ

สีหน้าของเด็กน้อยตอนนี้มีอาการเกร็งให้เห็น เพราะกำลังตื่นเต้นและลุ้นว่าจะสามารถพิชิตเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก่อนที่มันจะหลุดมือไปได้หรือไม่

เด็กน้อยตอแยอยู่กับตู้ตุ๊กตาเจ้าเล่ห์นี้สองรอบ แม้ว่าทุกรอบที่หยอดเหรียญเข้าไปไม่เคยคีบตุ๊กตาติดมือออกมาได้เลยสักครั้งเดียว

วันนี้เงินที่แม่ซึ่งเปิดบูธขายของอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ให้มาหมดแล้ว 20 บาท ตามโควตาแต่ละวัน เจ้าหนูจึงตัดใจเดินผละออกจากตู้เกมแสนกลนั่น ปล่อยให้วัยรุ่นชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งมาถึงและส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเข้ามาสนุกกับมันแทน

วัยรุ่นกลุ่มนี้คุยกันถึงวิธีการเล่นเกมคีบตุ๊กตาของพวกเขา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องการแข่งขัน แบบว่า “ใครเจ๋งกว่ากัน” แต่ไม่มีเดิมพันหรือการพนันเกี่ยวข้อง

พนักงานร้านค้าที่อยู่ติดกับตู้ตุ๊กตา บอกว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้ชอบมาแข่งกันคีบตุ๊กตาตอนเลิกเรียน แต่ไม่ได้มาทุกวัน ถ้าวันหยุดคนจะเยอะกว่านี้ บางคนคีบได้ บางคนคีบไม่ได้ บางคนมากับแฟนถ้าคีบไม่ได้ก็จะพยายามคีบให้ได้แม้ต้องหยอดตังค์เพิ่มนับสิบเหรียญ

ประวัติตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญไม่ปรากฏแน่ชัดว่ามีผู้นำเข้ามาให้บริการตั้งแต่เมื่อใด แต่นับจากประเทศเข้าสู่ยุคพัฒนาก็เห็นตู้คีบตุ๊กตาตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยืนคีบเล่นกันอย่างสนุกสนานหลายสิบปีมาแล้ว

เดิมทีตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญมีให้บริการเฉพาะในห้างสรรพสินค้า และหน้าโรงภาพยนตร์ชั้นนำในเมือง แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มแพร่หลายไปตามชุมชน

ที่หน้าร้านสะดวกซื้อจะพบว่ามีตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญตั้งอยู่ทั่วไป บางช่วงเวลาจะเห็นแม่ค้าแผงลอยบริเวณนั้นทิ้งร้านมาจับกลุ่มคีบตุ๊กตาส่งเสียงดังเหมือนเชียร์มวย เพราะมีเดิมพันติดปลายนวมเล็กๆ น้อยๆ พอแก้เซ็งยามลูกค้าทิ้งช่วง

ทว่าหลายวันมานี้หน้าร้านสะดวกซื้อที่เดิมกลับดูโล่งตาผิดปกติ ตู้คีบตุ๊กตาที่เคยเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาสาวกนักคีบถูกยกออกไปหลังมีข่าวสะพัดว่าถูกตำรวจกวาดล้าง

ความจริงตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญเป็นธุรกิจผิดกฎหมายมานานแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ เพราะปกติเห็นตั้งให้เล่นกันโจ่งแจ้งตั้งแต่บนห้างยันข้างถนน ไม่ต้องหลบซ่อนเหมือนตู้เกมพนันชนิดอื่น

กระทั่งวันหนึ่งฝ่ายปกครองนำโดยปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.เมือง จ.อุดรธานี นำกำลังไปจับตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญหน้าร้านขายของชำ ย่านถนนหลังเรือนจำกลาง เพราะได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเด็กว่า ลูกหลานของพวกเขาถูกมอมเมาจากตู้เกมเหล่านี้จนไม่เหลือเงินกินข้าว จึงได้รู้ว่าเจ้าตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญที่ติดป้ายแสร้งว่าเป็น “ตู้ฝึกทักษะ” พวกนี้ ที่แท้คือตู้เกมต้องห้าม ถูกจัดอยู่ในประเภทเครื่องเล่นสำหรับการพนัน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 พ.ศ.2530 ออกตามพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ตามบัญชี ข ลำดับที่ 28 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งต่อมาศาลแขวงอุดรธานี  มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มิภุนายน 2562 สั่งลงโทษปรับผู้ดูแลตู้ 800 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา และให้ริบของกลางทั้งหมด

การจับกุมตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญที่ จ.อุดรธานี ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณกวาดล้างธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาทั่วประเทศอย่างจริงจังครั้งแรก หลังจากเคยมีข่าวการจับกุมสุดท้ายเมื่อปี 2547 และมีการดำเนินคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2547 เป็นคดีตัวอย่างมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทำให้ธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญยังคงเฟื่องฟูมาจนถึงทุกวันนี้

“ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยสั่งห้ามอนุมัติหรือออกใบอนุญาต การตั้งตู้คีบตุ๊กตาในศูนย์การค้าต่างๆ ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชน มิให้ลุ่มหลงอยู่กับอบายมุขอันส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและปัญหาอื่นๆ ตามมา จึงมีหนังสือกำชับแต่ละจังหวัดให้ควบคุมดูแลอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิด”

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ย้ำว่าตามพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 แม้ว่าตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญจะถูกจัดไว้ในบัญชี ข ที่เปิดช่องให้ขออุนุญาตต่อเจ้าพนักงานเปิดให้เล่นถูกต้องตามกฎหมายได้ แต่ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเด็ดขาดไม่อนุญาตให้เปิดเล่นอีกต่อไป

เช่นเดียวกับ สกลธี ภัทธิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าได้มอบหมายให้สำนักงานเขตตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาในกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแม้จะมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม

กระนั้นแม้ว่ากรมการปกครอง กระทรวงมหาไทย รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะแสดงท่าทีจริงจัง แต่ความจริงนั้น ธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาที่เฟื่องฟูอยู่ทุกวันนี้กลับเป็นแหล่งรายได้เสริมของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นกอบเป็นกำมาโดยตลอด

เจ้าของธุรกิจตู้คีบตุ๊กตานับร้อยตู้ให้ข้อมูลว่าเริ่มจับธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาเพียงแค่ 2 ปี ตู้ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน สนนราคาเครื่องละ 40,000-60,000 บาท เสียค่าเช่าพื้นที่ตามห้างตกเครื่องละไม่กี่พันบาท ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็คืนทุน

เจ้าของตู้คีบตุ๊กตารู้ดีว่าการทำธุรกิจพวกนี้ต้องขออนุญาต แต่เขาไม่ได้ขอ เพียงแค่ยอมจ่ายเงินที่เรียกว่าส่วยรายเดือนให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหลายส่วนหลายฝ่ายมาก ถ้าเป็นท้องที่ก็เหมาไปเดือนละ 1 หมื่น ส่วนพวกขอแบ่งกิน ทั้งขาจร ขาประจำ ก็เฉลี่ยกันไป รวมๆ แล้วหลายหมื่นบาท แต่ก็คุ้มค่ากับรายได้ที่เข้ามาอย่างมหาศาล

ปัจจุบันหลังจากกรมการปกครองและตำรวจเริ่มแสดงท่าทีจริงจัง ตู้คีบตุ๊กตาของเจ้าของธุรกิจรายนี้จึงต้องถูกยกออกจากห้างไปเก็บซ่อนไว้ในโกดังเป็นการชั่วคราว เช่นเดียวกับเจ้าของรายอื่นที่บางรายแม้ยังกล้าท้าทาย เพราะมั่นใจในเส้นสายที่หนุนหลัง แต่สุดท้ายต้องจำนนไปตามกระแส

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562  ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย รณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ส่วนกำกับสืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ ร่วมกับ นิติชัย วิริยานนท์ นายอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี ตร.สภ.คลองหลวง นำกำลังไปจับตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญได้อีกที่ตลาดข้างห้างบิ๊กซี นวนคร และตลาดยูสแควร์ ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ได้ของกลางมาเกือบ 30 ตู้

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพหลายแห่ง พบว่ายังมีตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญเปิดให้บริการ ราวกับว่าไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกที่กำลังมีการกวาดล้างกันอยู่

หาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่รีบทำการบ้านให้เสร็จในตอนนี้ อีกไม่นานธุรกิจตู้คีบตุ๊กตาหยอดเหรียญทีี่ทางการตีความว่าเป็นเครื่องเล่นการพนันก็คงได้ฟื้นกลับมาสูบเงินค่าขนมเด็กและสาวกนักคีบอีกแน่นอน

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2547
เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้าอัตโนมัติซึ่งผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ 10 บาท แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา จากนั้นจึงจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา หากคีบได้ถือว่าผู้เล่นเป็นผู้ชนะ ได้ตุ๊กตามีมูลค่ามากกว่าเงินที่ต้องเสียไป เป็นแรงจูงใจให้เข้าเล่น หากคีบไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้จะได้เพียงคูปองไปใช้แลกสิ่งของซึ่งมีมูลค่าไม่เกินราคาเหรียญที่หยอด ดังนั้นถึงแม้จะเล่นคนเดียวก็สามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง เพราะหากผู้เล่นชนะก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเครื่องเล่น โดยสภาพเครื่องเล่นจึงมิใช่เป็นการให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่นเท่านั้น จึงเข้าลักษณะเป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2530) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 อันเป็นการเล่นพนันตามบัญชี ข ลำดับ 28

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องเล่นและได้ประโยชน์จากเงินที่ผู้เล่นใช้หยอดใส่ลงในเครื่องเล่นของกลางก่อนลงมือเล่น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าวขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน

จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าเล่นจะมีความผิดต่อเมื่อทราบว่าเครื่องเล่นของกลางไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นขึ้น เครื่องเล่นของกลางตั้งอยู่ในห้าสรรพสินค้าโดยเปิดเผย บุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าสามารถเข้าเล่นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องเล่นของกลาง จำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิด

เทียบรธน.ปี 60 – ปี 34ฝีมือ “มีชัย” ต้องแก้ไขจริงหรือ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียบรธน.ปี 60 – ปี 34ฝีมือ “มีชัย” ต้องแก้ไขจริงหรือ?

16 กรกฎาคม 2562 – 08:52 น.
มีชัย ฤชุพันธุ์,รัฐธรรมนูญ,รธน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,487 ครั้ง

เทียบรธน.ปี 60 – ปี 34ฝีมือ “มีชัย” ต้องแก้ไขจริงหรือ? รายงาน…

    หลายฝ่ายกำลังจับตาว่าการไม่บรรจุประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าไปในนโยบายรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ทั้งๆ ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ทั้งในพรรคร่วมรัฐบาลเองและสถานการณ์การเมืองทั้งในและนอกสภาหรือไม่

เมื่อวันอาทิตย์มีโพลของนิด้า หรือสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่สำรวจความเห็นประชาชน และพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างที่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนมากกว่ากลุ่มที่ให้ทดลองใช้รัฐธรรมนูญไปก่อนสัก 1 ปีแล้วค่อยแก้ แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมที่ดูจะไม่ค่อยดีอยู่แล้วให้แย่ลงอีกหรือไม่ ขณะที่ท่าทีของฝ่ายค้าน ชัดเจนมานานแล้วว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญแบบด่วนที่สุด (อาจจะเพราะคาดเดาว่ารัฐบาลจะอายุสั้นเลยต้องรีบแก้ ไม่อย่างนั้นเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาเดิมพรรคพลังประชารัฐก็ได้เปรียบเหมือนเดิม)

ต้องยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องวัดใจพรรคพลังประชารัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีข่าวจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในเร็ววันนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะแก้มาตราไหน แก้กันอย่างไร ก็ต้องอาศัยเสียงของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. จำนวน 250 คนที่ตั้งมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี “นายกฯ ลุงตู่” เป็นหัวหน้าด้วยทั้งสิ้น โดยทั้งวาระ 1 และวาระ 3 ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือราวๆ 84 คน จาก 250 คน

ฉะนั้นแม้ล่าสุดเมื่อวาน “บิ๊กตู่” จะออกมาพูดให้ตีความในทำนองเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่การจะแก้ให้สำเร็จก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

เหตุนี้เองประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านนำโดยพรรคอนาคตใหม่ ชูธงแก้ 2 มาตรา คือมาตรา 272 ว่าด้วยอำนาจของ ส.ว.ในการร่วมโหวตนายกฯ และมาตรา 279 ว่าด้วยการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของคสช.และมรดกของคสช.นั้น ประเด็นแก้ไขแบบนี้บอกได้เลยว่าไม่มีทางสำเร็จ เพราะเป็นการลิดรอนอำนาจของส.ว.อย่างชัดเจน แล้ว ส.ว.คนไหนจะยกมือเห็นด้วย

ส่วนข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า เพราะเบื้องต้นจะแก้เพื่อเปิดทางให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้นก่อน จากนั้นจึงค่อยไปตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ โดยรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

สูตรการแก้แบบนี้เป็นสูตรเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่เนื้อหาบางส่วนในรัฐธรรมนูญทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองถึงขั้นนองเลือด กระทั่งได้ผลผลิตออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่หลายคนมองว่า “ดีที่สุด” และเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

มีประเด็นที่น่าสนใจก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่แก้ไขยากมาก กับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่แก้ไขยากไม่แพ้กัน ล้วนเป็นฝีมือการยกร่างของคนคนเดียวกันคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้น หลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนี้ยังคล้ายคลึงกันมากอีกด้วย

เช่นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ยกร่างขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 34 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยกร่างขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 57 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 กลายเป็นชนวนเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 35 เพราะไปเขียนเปิดทางเอาไว้ให้นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง (กลายเป็น 1 ใน 4 ประเด็นสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกร้องให้แก้ไขในขณะนั้น) ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็เขียนเปิดทางให้นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงด้วยเช่นกัน

รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับให้มีส.ว.จากการแต่งตั้ง ทำให้บทบาทของส.ว.กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล โดยในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 มีเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลให้ส.ว.มีอำนาจร่วมลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลให้ส.ว.มีอำนาจร่วมโหวตนายกฯ ได้เป็นเวลา 5 ปี

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่นำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ริเริ่มโดยพรรคการเมืองในฐานะตัวแทนประชาชน ซึ่งก็คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ต้องรอดูว่าพรรคการเมืองไหนจะเสนอตัวเป็นผู้นำ นอกเหนือจากพรรคอนาคตใหม่ แน่นอนว่าตอนนี้สปอตไลท์ฉายจับไปที่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะนอกจากจะมีนโยบายเรื่องนี้ชัดเจนแล้ว ยังมีปูชนียบุคคลของพรรคอย่าง นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภา และประธานรัฐสภาด้วย

แต่หากสุดท้ายไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องรอดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเดินไปสู่จุดใด จะเกิดวิกฤติการณ์การเมืองเหมือนเมื่อปี 35 หรือรัฐบาลประยุทธ์ 2 จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และอยู่กันไปแบบชิลๆ สบายๆ…อีกไม่นานก็คงได้รู้กัน

คารวะ ศ ยรรยง จิระนคร : รำลึกความสำคัญของยูนนาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คารวะ ศ ยรรยง จิระนคร : รำลึกความสำคัญของยูนนาน

16 กรกฎาคม 2562 – 08:47 น.
กระดานความคิด,ยูนาน,ศ ยรรยง จิระนคร
เปิดอ่าน 2,343 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… เอนก เหล่าธรรมทัศน์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ศ ยรรยง จิระนคร หรือ “อาจารย์เจี่ย” ในวัย 89 ปีได้จากพวกเราไปอย่างสงบ ท่านเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนจากหาดใหญ่ที่ไปศึกษาในจีนช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และในที่สุดปักหลักปักฐานอยู่ที่คุนหมิง มณฑลยูนนาน ท่านเป็นนักวิชาการที่สนใจค้นคว้าเรื่องชาติพันธุ์ไท-ไต-ลาว ในยูนนานและจีนมากที่สุดผู้หนึ่งในโลกก็ว่าได้ ผมเคยไปเยี่ยมคารวะที่บ้านท่าน และได้ความรู้หรือแง่คิดจากท่านมากมายเรื่องยูนนาน และเคยเชิญท่านมาพูดถึงความเชื่อมโยงลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ไทกับจีน จัดที่กรุงเทพฯ

ในวันนี้จึงขอคารวะท่านด้วยการพินิจและรำลึกถึงความสำคัญของยูนนานที่ท่านรัก ศึกษา และเป็นบ้านแห่งสุดท้ายในชีวิตท่าน

ยูนนานเป็นมณฑลใต้สุดมณฑลหนึ่งของจีน พื้นที่เป็นเขตภูเขาส่วนใหญ่สูง 2-4 พันเมตร ยอดเขาสูงสุดสูงเกือบ 7 พันเมตร มีที่ราบบ้าง แต่ไม่มาก มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด และด้วยเหตุที่อยู่ติดกับหิมาลัยและทิเบต

จึงมีความสำคัญยิ่งต่อระบบแม่น้ำของจีน แม่น้ำแยงซี ที่ใหญ่และยาวที่สุดในจีน แม่น้ำล้านช้าง (เรียกเช่นนี้ในจีน ซึ่งก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง) ซึ่งครึ่งหนึ่งของความยาวอยู่ในจีนเองก็อยู่ในมณฑลนี้ แม่น้ำจูเจียง (Pearl River) เส้นชีวิตของมณฑลกวางตุ้ง ในตอนต้นก็ไหลออกจากยูนนาน นี่เอง

ที่น่าสนใจสำหรับเอเชียอาคเนย์ คือยูนนานยังเป็นต้นธารของแม่น้ำแดง ที่ไหลส่งน้ำไปให้เวียดนามในตอนเหนือและลงทะเลที่อ่าวตังเกี๋ย ยังมีแม่น้ำโขงที่กล่าวมาแล้ว เมื่อไหลออกจากยูนนานแล้วก็เข้าสู่พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และไปลงทะเลที่เวียดนามใต้ใกล้เมืองโฮจิมินห์ ยังมีแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำอิระวดี มหานทีของพม่าเองก็ไหลลงมาจากทิเบตผ่านยูนนานก่อนเช่นกัน

          พูดง่ายๆ ยูนนานนั้นเป็น “หัวน้ำ” หรือ “ต้นน้า” ของแม่น้ำใหญ่ทั้งในจีน ทั้งในเอเชียอาคเนย์ภาคพื้นทวีป หรือไทยกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีทั้งหมดก็ว่าได้ หากไม่มียูนนาน จีนและเอเชียอาคเนย์ก็แทบจะขาดน้ำ แทบจะขาดชีวิต

ยูนนานมีแนวเขตแดนยาวสี่พันกว่ากิโลเมตร ติดกับพม่า ลาว เวียดนาม สามประเทศ และตอนใต้มีระยะห่างจากไทยวัดเป็นเส้นตรงอยู่ในระดับร้อยกิโลเมตรเท่านั้นเอง สมมุติเล่นครับ หากมหาอำนาจตะวันตกไม่เข้ามาแบ่งรัฐฉาน สิบสองปันนา และสิบสองจุไทออกไป ไทยทุกวันนี้น่าจะมีดินแดนติดยูนนานแล้ว คิดไปแล้วพม่ากับลาวทุกวันนี้ก็เป็นรัฐกันชนกั้นเรากับมหาอำนาจอันดับสองของโลก ไทยกับจีนนั้นแม้จะไม่มีดินติดกัน แต่เรามีน้ำติดกัน ครับ คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินที่ผ่านเรานั้นไหลมาจากจีน มาจากยูนนาน และเรายังต่อหรือติดกับจีนโดยผ่านน้ำทะเล ด้วย กล่าวคือทะเลจีนใต้นั้นต่อติดกับอ่าวไทยของเราครับ

สุดท้ายต้องไม่ลืมว่าในยูนนานเคยมีอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งแม้ชนชั้นนำและผู้ปกครองจะไม่ใช่ไทย แต่ก็มีคนไท-ไต-ลาว อาศัยอยู่ในนั้นน่าจะไม่น้อย และยังมีเมืองสิบสองปันนาที่อยู่ของไทลื้อ ซึ่งพูดจาสำเนียงใกล้เคียงกับคนไทยในภาคเหนือและภาคอีสาน มีเมืองใต้คง (เต้อหง) ซึ่งผู้คนพูดภาษาไต หรือไทใหญ่ ใกล้เคียงมากกับคนไทยหมู่มากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

          ยูนนานในความเห็นของหลายท่านจึงไม่ใช่เอเชียตะวันออกเท่าไร จะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตกอยู่ในแดนจีนเสียมากกว่า ก็ว่าได้ รวมทั้งภูมิอากาศก็ใกล้เคียงกัน แต่ก็พูดไม่เต็มปาก เพราะยูนนานก็มีลักษณะทิเบตปนอยู่ด้วย และยังต่อเชื่อมกับอินเดีย หรือเอเชียใต้ ผ่านพม่าได้ด้วย และทั้งหมดนี้ก็คือความอลังการของยูนนาน

รัฐมนตรีรัฐบาลเรือเหล็ก ‘ประยุทธ์ 2’นักเลงเรียกพี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมนตรีรัฐบาลเรือเหล็ก ‘ประยุทธ์ 2’นักเลงเรียกพี่

16 กรกฎาคม 2562 – 07:55 น.
ประยุทธ์ 2,รัฐบาล,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 4,814 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในที่สุด ครม.รัฐบาล ‘ประยุทธ์ 2’ ก็เปิดโฉมหน้าออกมาแล้วหลังจากสลับสับเปลี่ยนกันอยู่หลายโผกว่าจะลงล็อกลงตัว

แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดามีทั้งอิทธิพลบารมีเงินตรา เหมือนคนในวงการเรียกว่า ‘นักเลงเรียกพี่-รัฐมนตรีเรียกพ่อ’ และต้องให้เวลาทำงานเพื่อความยุติธรรมเพราะคนที่ก้าวมาถึงระดับนี้ต้องครบถ้วนครบวงจรไม่ว่าจะเป็นบู๊หรือบุ๋น

หลังจากนี้ไปนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ จะต้องรับบทหนักเป็นกัปตันเรือเหล็ก! ฝ่าคลื่นลมไปสู่เป้าหมาย

รัฐบาลชุดนี้มีตัวช่วยชั้นดีระดับผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก เพราะ ‘บิ๊กตู่’ นายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีกลาโหมคุมทหารทุกเหล่าทัพ

‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ พี่ใหญ่ เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลความมั่นคงและคุมตำรวจที่เป็นกำลังสำคัญทั่วทุกหัวระแหง

ด้านการปกครองมีรัฐมนตรีมหาดไทย ‘พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา’ รับบทหนักเป็นเสือยิ้มยากรับหน้าที่สมัยที่ 2 แถมด้วยทีมงานด้านเศรษฐกิจครบครัน

รัฐบาล ‘เรือเหล็ก’ จึงมีสรรพกำลังพร้อมสรรพเป็นตัวช่วยตัวขับเคลื่อน

รัฐมนตรีพรรคอื่นๆ เป็นแค่ ‘ตัวประกอบ’ อดทน-เท่านั้นเอง!!

อ๊อด เทอร์โบ


 ส.ว.โดดร่ม 200 คน
 ขาดความรับผิดชอบ

ปกติผมจะไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่คราวนี้ทนไม่ได้จึงต้องขอแจ้งให้ทราบถึงเรื่องที่เป็นข่าวในโลกออนไลน์ที่เพื่อนคนหนึ่งส่งไลน์มาให้ดูแล้วเกิดความรู้สึกเศร้าสลดและมองไม่เห็นอนาคตประเทศไทยเลยจริงๆ

จากการประชุม ส.ว.หรือวุฒิสภา วันก่อน มีภาพที่ประชุมในช่วงบ่ายว่างมากนับได้ 50 คน แสดงว่าโดดร่มหรือหายไปด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ราวๆ 200 คน แสดงให้เห็นว่า ส.ว.ทั้งหลายขาดความรับผิดชอบไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่

บรรดา ส.ว.ผู้ทรงเกียรตินั้นมีวาระ 5 ปี แต่ละท่านมีเงินเดือนและมีทีมงาน ได้เงินที่เอาไปจากประชาชนตาดำๆ รวมแล้ว 260,000 บาท ผมจึงเสียดายเงินภาษีของพวกผมมาก

ส่วน ส.ส.ที่ผ่านมามีแต่ปัญหาที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น การแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกกาลเทศะ หรือการพูดจาหรือการแสดงออกที่ไม่เป็นเรื่อง น้ำเน่าที่สุด

ส.ส.บางคนเคยเข้าสภาหลายหนหลายสมัยแล้ว แต่ไม่พัฒนาตัวเอง ชาวบ้านเห็นแล้วเบื่อหน่าย

ผมคอยดูว่า เวลาอภิปรายอาจจะมีการทุ่มเก้าอี้ใส่กันหรือทะเลาะกันแบบที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เด็กๆ เยาวชนเลย
ไมตรี (กทม.)


เรียน คุณ ‘ไมตรี’ กทม.
ผมเองก็ได้รับข่าว-ภาพ เรื่อง ส.ว.ขาดประชุมนี้เช่นกันและไม่อยากฟังความข้างเดียวจึงอยากให้ทาง ส.ว.ช่วยแจ้งข้อเท็จจริงมาด้วยเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องปล่อยไว้จะเสียหาย

จากการประชุม ส.ว.ที่ผ่านมา ประชาชนมองว่าบรรดา ส.ว.เป็นหางเครื่องจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอันที่จริงแล้วมีบทบาทมากมาย ถ้าทำตัวให้ดี-ทำงานให้เป็น

ส่วนบรรดา ส.ส.นั้นในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งมองว่ายังหาสาระมาตรฐานไม่ดี เห็นยุ่งแต่เรื่องการแต่งตัว ทั้งๆ ที่ส.ส.จะต้องรู้จักเคารพสถานที่ รู้จักกาลเทศะความเหมาะสม สิ่งใดควรไม่ควรย่อมรู้อยู่แก่ใจและอย่าให้สภาเป็นเวทีเดินแฟชั่น!

อนาคตการเมืองข้างหน้ายังยาวไกลจะต้องมีการประชุม-อภิปราย ซึ่งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านจะต้องถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเป็นที่ตั้ง

ทุกฝ่าย-ทุกคนจะต้องมีเหตุผล ยึดถือกฎระเบียบการใช้สำบัดสำนวน-การตีรวน ล้วนแต่จะทำลายศรัทธา กลายเป็นการเมืองน้ำเน่า

อย่าให้มีการตบตีกันทะเลาะวิวาทกันกลางสภาเลย-จะอับอายขายหน้าไปทั่วโลก
อ๊อด เทอร์โบ


ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น

16 กรกฎาคม 2562 – 07:03 น.
ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 1,452 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562

กิจกรรมของพรรคฝ่ายค้าน ที่สังคมสามารถสัมผัสได้ขณะนี้ เน้นหนักไปทางเรื่องการสร้างกระแสด้วยการแสดงออกให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เหมือนใครจะทำอะไรอย่างไรก็ได้โดยอิสระ เช่น การแต่งกายไปร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร การใช้ภาษาในการอภิปราย อันนับเป็นสีสันที่สามารถสร้างวิวาทะทางการเมืองขึ้นมาได้ในระดับที่พวกเขาอาจจะพึงพอใจกับปฏิกิริยา ซึ่งก็เป็นผลสะท้อนจากการทำงานการเมืองในรูปแบบของพวกเขา เหมือนกับการสร้างกระแสในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งยากจะปฏิเสธได้ว่า การใช้สื่อโซเชียลที่เจนจัดนั้น ช่วยเรียกคะแนนนิยมได้ไม่น้อย แต่ถ้าหากจะถามถึงสาระหรือประโยชน์จากกิจกรรมจำพวกนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าห่วงยิ่ง สำหรับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ยิ่งคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ถูกปรามาสในเรื่องภาพลักษณ์อยู่ไม่น้อย ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น จริงจัง

มีข่าวว่า มีรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างน้อย 6 คนที่ถูกขึ้นบัญชีตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติ ตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของรัฐมนตรีเอาไว้ มีบางข้อที่ฝ่ายค้านคงจะนำมาใช้ในการตรวจสอบ อย่างเช่น มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 คือคุณสมบัติของ ส.ส. ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีนับถึงวันแต่งตั้ง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นแต่เพียงการชิมลาง เขย่ารัฐบาลเท่านั้น เพราะจริงๆแล้ว นับจากก้าวแรกที่รัฐมนตรีทุกคนเข้าทำงาน ฝ่ายค้านก็ต้องเฝ้าระวังและติดตามการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เรื่องใดที่เห็นเป็นพิรุธ ไม่น่าไว้วางใจ ก็ต้องสอบถามในสภาผ่านการยื่นญัตติ หรือถ้ามีหลักฐานเพียงพอว่า เกิดการทุจริตคดโกงขึ้น พรรคฝ่ายค้านก็สามารถยื่นอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจได้ ยิ่งในยามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ การดูแลสอดส่องก็ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น พรรคการเมืองบางพรรคได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลในโลกโซเชียล ก็น่าจะใช้ประโยชน์ และความเชี่ยวชาญด้านนั้นเป็นเครื่องมือได้อย่างเป็นระบบ ประสานกับภาคประชาชน และองค์กรตรวจสอบที่เป็นอิสระเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ ใบเสร็จเอาผิด ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ

พรรคฝ่ายค้านที่พูดเสมอๆ ว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็น่าจะทราบดีกว่า ในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเผด็จการและมีอำนาจพิเศษนั้น นอกจากภาคประชาสังคม สังคมและสื่อมวลชนแล้ว ก็ไม่มีเวทีสภา ที่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยได้ แม้แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก็ยังถูกครหาว่า การตัดสินในบางเรื่องสังคมยังคาใจในความเที่ยงธรรม นับจากนี้จึงเป็นโอกาสที่พรรคฝ่ายค้านจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ร่วมสร้างความใสสะอาดให้แก่การเมือง โดยลด ละ เลิก กิจกรรมที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ กับสังคมเสีย พร้อมกันนั้น ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า เป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ ไม่ใช่ฝ่ายแค้น ดิสเครดิตกันทุกเรื่อง หรือมีวาระซ่อนเร้นอย่างที่มีข้อสังเกตกันว่า จะช่วยฟอกคนในวงศ์วานว่านเครือของผู้มีอิทธิพลเหนือบางพรรค

เปิดตัว “จ่านิว” ผู้สืบทอด “ธง แจ่มศรี”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379617?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดตัว “จ่านิว” ผู้สืบทอด “ธง แจ่มศรี”

15 กรกฎาคม 2562 – 13:55 น.
จ่านิว,ธง แจ่มศรี,พรรคคอมมิวนิสต์,เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพคท,พคท,กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยทปท,ประสงค์ อรุณสันติโรจน์,จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์,จ่านิว สิรวิชญ์,เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล,พรรคโดมปฏิวัติ,งานศพ ธง แจ่มศรี,พรรอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 9,312 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15 ก.ค.62

********************

     ผ่านไปแล้ว สำหรับงานฌาปนกิจ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) คนที่ ที่วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม โดยวันฌาปนกิจ มีกิจกรรมรำลึกวางพวงมาลาร้องเพลงสดุดีอ่านบทกวี และรำวงสามัคคี

     ภาพแห่งความประทับใจ ก็เห็นจะเป็นภาพสหายผู้อาวุโส ระดับกรมการเมือง ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันในสถานการณ์เหลืองแดง ก็พยุงสังขารวัย 80-90 ปี มาร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่ใช่คนสุดท้าย

     พิธีกรรมรำลึกสหายอาวุโส “ธง แจ่มศรี” อาจเป็นเรื่องแปลกตาสำหรับชาวบ้านแถววัดพระประโทณฯ นับแต่มีชายและหญิงแต่งกายในชุดทหารปลดแอกฯ เดินถือธงพรรค (ธงค้อนเคียวและธงกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.) เดินนำหน้ารถแห่ศพรอบเมรุ ซึ่งมีผ้าสีแดง ประดับด้วยค้อนเคียวห่มคลุมโลงศพ

ประสงค์ อรุณสันติโรจน์

     เดิมที “ป้าน้ำ” ภรรยาลุงธง ตั้งใจจะจัดงานศพลุงธงแบบเรียบง่าย แต่ภายหลัง “ประสงค์ อรุณสันติโรจน์” อดีตกรรมการกลางพรรคฯ ทราบข่าว ได้สั่งการให้จัดงานศพอย่างสมเกียรตินักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่

     ไม่แปลกที่ ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ จะเป็นผู้อ่านประวัติลุงธงโดยสังเขป และบางเรื่องราวเพิ่งได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกที่หน้าเมรุ

     พิธีการทอดผ้าบังสุกุลนั้น มีตัวแทนสหายจากสถานีวิทยุ สปท., พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาสำนัก 708 .น่านชมรมมิตรสัมพันธ์นพ.เหวงธิดา โตจิราการ และ “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และทอดผ้ามหาบังสุกุล โดยสัมผัส พึ่งประดิษฐ์

     การที่ลุงธง เป็นเลขาธิการพรรคฯ คนที่ ไม่ใช่คนสุดท้าย เพราะ พคท.ในวันนี้ ยังอยู่ในการบริหารงานของฝ่ายลุงขาบ 

เลขาธิการ พคท.คนที่ 5

หลังรัฐประหาร 2549 เกิดความแตกแยกทางความคิดภายในหมู่สหาย ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับผู้นำ ฝ่ายหนึ่งเห็นดีเห็นงามกับการโค่นระบอบทักษิณ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับการยึดอำนาจของทหาร

เนื่องจากมีกรรมการกลาง พคท.บางคน ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ พคท.อีกปีกหนึ่ง โดยเฉพาะลุงธง แสดงจุดยืนชัดเจน สนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชน

บรรดาชาวคอมมิวนิสต์ไทย แตกแยกกันหนัก ถึงขั้นประกาศผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ด้วยมีแตกแยกกันหนัก ธง แจ่มศรี เลขาธิการ พคทจึงออกแถลงการณ์ “ยุบองค์การนำ แต่ไม่ยุบพรรค” ทำให้คณะกรรมการกลาง ชุดสมัชชาพรรค ครั้งที่ ไม่พอใจ และกดดันให้ธงลาออกจากเลขาธิการพรรค

ปี 2553 คณะกรรมการกลางฯฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดยลุงขาบ ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และลุงชิต หรือวินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้เข้ายึดพรรคฯ พร้อมตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ และตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคฯ คนใหม่

วันส่งลุงธงสู่ภพภูมิใหม่ ลุงขาบมาทอดผ้าบังสุกุล แต่ “วิชัย ชูธรรม” เลขาธิการพรรคคนที่ ไม่ได้มาปรากฏตัวที่หน้าเมรุ

คนรุ่นใหม่ในงานศพลุงธง

     คืนวันเสาร์ ในการสวดพระอภิธรรมคืนสุดท้าย เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในนามพรรคโดมปฏิวัติ ได้เข้าเคารพศพลุงธง

จ่านิวอ่านบทกวีสดุดี ธง แจ่มศรี

      ถัดมา บ่ายวันอาทิตย์ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” ก็เดินทางมาร่วมงานฌาปนกิจ โดยจ่านิว ได้ขึ้นอ่านบทกวีหน้าเมรุ

เนติวิทย์ก็มาร่วมคารวะลุงธง

     “แม้ธงไม่ใช่นักปฏิวัติที่ประสบชัยชนะ แม้ธงจะจากไปโดยไม่มีงานศพยิ่งใหญ่ แต่ธงคือนักปฏิวัติคนจริงและเที่ยงตรง..” 

เยาวชนพรรคอนาคตใหม่ อ่านบทกวี

     ผู้อ่านบทกวีอีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาว สวมเสื้อพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นลูกหลานของสหาย ดังที่ทราบกัน อดีตสหายในภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

พี่เจี๊ยบ นครปฐม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

     กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็มากันคึกคัก รวมถึง “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ..บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำพีที สวนตะไคร้ นครปฐม

    แอ็กชั่นสุดท้าย ก่อนควันไฟเหนือปล่องเมรุจะมอดดับ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งร่วมกันชู นิ้วแสดงลักษณ์ต่อต้านเผด็จการทหาร

ดนตรีโลก ข้ามพรมแดนวัฒนธรรมและการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379572?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดนตรีโลก ข้ามพรมแดนวัฒนธรรมและการเมือง

15 กรกฎาคม 2562 – 13:25 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ดนตรี,วัฒนธรรม
เปิดอ่าน 1,823 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและครั้งแรกของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการเป็นเจ้าภาพงานประชุมทางวิชาการสภาดนตรีโลกครั้งที่ 45 (The 45th International Council Traditional Music World Conference หรือ ICTM) ที่จัดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.บุษกร บิณฑสันต์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าภาพหลักในการจัดงานนี้ อธิบายว่า องค์กร ICTM เป็นองค์กรเก่าแก่ก่อตั้งมากว่า 70 ปีแล้วและเลือกมาจัดงานดนตรีนานาชาติที่ประเทศไทยเพราะเห็นว่าเป็นประเทศที่มีความรุ่มรวยวัฒนธรรมด้านดนตรี มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ซึ่งมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางดนตรีที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น สะล้อซอซึง กลองปู่จาของคนเหนือ หนังตะลุง รำมโนราห์ ลิเกฮูลูของคนใต้

“ดนตรีไม่ได้มีไว้แค่การฟังเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น ดนตรีสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น การโฆษณา การตอบสนองความต้องการของตนในด้านการเมือง ความเชื่อทางศาสนา การติดต่อเทพเจ้าอย่าลืมว่าดนตรีถูกสร้างโดยมนุษย์ ดังนั้นดนตรีจึงมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างชัดเจน กินอยู่ หลับนอน เกิดแก่เจ็บตายชัดเจน”

ธีมหลักในการจัดงานครั้งนี้คือการแสดงดนตรีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ เช่น ดนตรีกับการข้ามพรมแดนและข้ามวัฒนธรรม ร้องเล่นเต้นรำและการพัฒนาที่ยั่งยืน โลกาภิวัตน์กับดนตรีชาติพันธุ์ ดนตรีและนาฏศิลป์กับแนวทางจิตบำบัด เป็นต้น “ดนตรีกับการข้ามพรมแดนเป็นหัวข้อที่นักมานุษยวิทยาทางดนตรีหรือนักดนตรีชาติพันธุ์วิทยาให้ความสนใจเป็นพิเศษว่า บริบทของดนตรี เช่น เนื้อหา ทำนอง และองค์ประกอบอื่นๆ นั้นมีบทบาทอย่างไรในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือการจูงใจคน” ศ.ดร.บุษกร กล่าว

การนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับดนตรีกว่า 600 เรื่องครั้งนี้ มีความเป็นสหวิทยาการ คือเชื่อมโยงทั้งด้านรัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ และมีการจัดการนำเสนอรูปแบบฝึกอบรมให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้สัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีของชาติต่างๆ กว่า 80 ประเทศ รวมทั้งการแสดงจากชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะจากผู้เข้าร่วมนานาประเทศ อาทิ African Dance และคอนเสิร์ตจากวงดนตรีจาก ญี่ปุ่น ไต้หวัน ภูฏาน รวมถึงแสดงการแสดงจากไทย เช่น โขนจากกระทรวงวัฒนธรรม และ การแสดงจากราชินีหมอลำซิ่ง “ราตรี ศรีวิไล”

ประเด็นทางวิชาการที่น่าสนใจอีกเรื่องคือการสื่อสารเพื่อส่งผ่านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ บทเพลงที่ถูกใช้เพื่อนำเสนออุดมการณ์ทางการเมือง ในประเทศไทย ดนตรีการเมืองมีบทบาทปรากฏเด่นชัดตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน เช่น รัฐบาลหลังรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ใช้เพลงสะท้อนแนวคิดทางการเมือง

“เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย ไม่ได้สร้างความฮึกเหิม แต่มีลักษณะปลอบประโลมจิตใจคนที่ผิดหวัง คนที่เคยเคียดแค้นชิงชังแตกแยกกันว่าให้ออกมารักกัน ออกมาปรองดองกันนะ บริบทตรงนี้ไม่เหมือนเพลงสมัยปราบคอมมิวนิสต์เมื่อ 40 ปีที่แล้วที่สร้างความฮึกเหิม สร้างความรู้สึกแบบหนึ่ง ถ้าเอาเพลงในอดีตมาเปิดให้คนสมัยนี้ฟัง เขาก็ไม่ฟัง มันไม่เหมาะกับยุคสมัยแล้ว” อาจารย์บุษกรกล่าว

เพลงทางการเมืองมีพลวัตและมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ปัจจุบันดนตรีการเมืองจากภาคประชาชนก็มีส่วนร่วมสร้างสีสัน และแสดงแนวคิดทางการเมืองที่หลากหลาย เช่น การแต่งเพลงของกลุ่มการเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดงในสมัยความขัดแย้งของสีเสื้อ ก็มีการใช้เพลงเร็วเพลงช้าสลับกันไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น สร้างความฮึกเหิมขณะที่ทำการชุมนุม การใช้เพลงช้าเพื่อสร้างบรรยากาศสงบจิตใจ มาจนถึงเพลง “ประเทศกูมี” ก็สะท้อนให้เห็นว่า เป็นเพลงการเมืองที่ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์สังคม “องค์ประกอบสำคัญของดนตรีการเมือง คือต้องสร้างอารมณ์สะเทือนใจ จับใจผู้ฟัง จะพูดถึงสถานการณ์เหตุการณ์ทางการเมืองที่ตนกำลังคิดอยู่ จะเปลี่ยนพลังเชิงลบให้เป็นบวก หรือบวกให้เป็นลบก็ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายกระตุ้นจิตสำนึกที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองนั้นๆ อย่างไรก็ดี กระบวนการศึกษาเรื่องดนตรีในการเมืองไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และยังต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วย” อาจารย์บุษกรกล่าว

งานประชุมทางวิชาการดนตรีโลกครั้งนี้ จะมีจนถึง 17 กรกฎาคม ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากมีการแสดงดนตรีของนานาประเทศที่หาดูได้ยากแล้ว ยังจะได้รับความรู้ทางวิชาการ การลงพื้นที่เพื่อค้นคว้าวิจัยดนตรีในมิติต่างๆ เพื่อเห็นบทบาทของเสียงเพลงและการฟ้อนรำที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในสังคมพหุลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของมนุษย์ต่างๆ จากหลากหลายวัฒนธรรม

เพิ่มทักษะ’พีอาร์’ทีมโฆษกตำรวจนครบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพิ่มทักษะ’พีอาร์’ทีมโฆษกตำรวจนครบาล

15 กรกฎาคม 2562 – 13:20 น.
ทีมโฆษกตำรวจนครบาล,พีอาร์,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 1,297 ครั้ง

เพิ่มทักษะ’พีอาร์’ทีมโฆษกตำรวจนครบาล คอลัมน์…  โดย…ทีมข่าวอาชญากรรม

การประชาสัมพันธ์ (Public relation) หรือ พีอาร์ (PR) คือ การทำงานในการจัดการการสื่อสารระหว่างองค์กรและสาธารณะ การประชาสัมพันธ์นั้นช่วยทำให้องค์กรหรือบุคคลได้แสดงสู่ผู้ชม ผู้อ่าน โดยใช้เรื่องที่สาธารณะสนใจของสาธารณะ และใช้เป็นการรายงานข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยตรง ยิ่งแล้วกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร

ทว่ามีบางหน่วยงานราชการของประเทศไทยที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับงานประชาสัมพันธ์ หรือยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการประชาสัมพันธ์คืออะไร บางรายถึงขั้นเข้าใจผิดว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเพียงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น พอมีหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์ก็จะวางแผนแต่เรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือคอยทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวกับหน่วยงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ เพราะแท้ที่จริงแล้วการประชาสัมพันธ์เป็น “การบริหารจัดการภาพลักษณ์และชื่อเสียง” ซึ่งมีทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการทำกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ การบริการของเจ้าหน้าที่ การดูแลอาคารสถานที่ การจัดกิจกรรมต่างๆ

เช่นเดียวกับองค์กรตำรวจที่งานประชาสัมพันธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันปราบปราม เพราะนอกจากจะเผยแพร่ผลงานการจับกุมคดีต่างๆ แล้ว ยังต้องมีการให้ข้อมูลแจ้งเตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังเกี่ยวกับมิจฉาชีพรูปแบบต่างๆ ตลอดจนจัดกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำความเข้าใจเพื่อลดการกระทบกระทั่งระหว่างตำรวจกับประชาชน เปลี่ยนจากความหวาดระแวงมาเป็นความร่วมมือ แจ้งเบาะแส แต่งานพีอาร์ของตำรวจก็ต้องพึ่ง “นักข่าว” ซึ่งจะทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด เหมือนสุภาษิตที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”

ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) โดย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. จึงเป็นประธานจัดสัมมนาในหัวข้อ “สื่อมวลชนกับการประชาสัมพันธ์ของบช.น.” ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ตามโครงการอบรมด้านการประชาสัมพันธ์แก่ทีมโฆษก รองโฆษก ผู้ช่วยโฆษก และคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ในสังกัด บช.น. เพื่อเพิ่มความรู้ รวมถึงสร้างความเข้าใจทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหน้าโฆษก รวมทั้งการเป็นผู้แทนหน่วยงานที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีผู้แทนคณะทำงานทีมโฆษก บก.น.1-9 บก.สปพ. บก.สส.บช.น. บก.จร. และกก.ดส.บช.น. รวมกว่า 241 คน เข้าร่วม

สำหรับการสัมมนาดังกล่าว มี ดร.อรรจน์ สีหะอำไพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประชาสัมพันธ์ มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเป็นนักประชาสัมพันธ์ เช่น นักประชาสัมพันธ์ที่ดีควรมีทักษะในการเขียน การพูดและเล่าเรื่อง มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม คุณธรรม มีความกระตือรือร้น ใฝ่รู้ อดทน และมีจิตสาธารณะ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมและสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขาทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ เข้าร่วมรับฟัง นอกจากนี้ยังมีตัวแทนผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์ข่าวสด สำนักข่าวเนชั่น และข่าวฮอตนิวส์ ไทยแลนด์ ขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ และถามตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสื่อมวลชนกับตำรวจอีกด้วย

ที่บอกว่านักข่าวกับตำรวจเปรียบเหมือนสุภาษิต “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ก็เพราะ “นักข่าวอาชีพ” กับ “ตำรวจอาชีพ” มีภารกิจหน้าที่เหมือนกันบางเรื่อง แตกต่างกันบางภารกิจ แต่สุดท้ายต้องปฏิบัติงานเป็นคู่ขนานกันไป ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือนักข่าวต่างต้องแสวงหาความจริง นักข่าวเสาะแสวงหาข้อมูลข้อ เท็จจริง ทำความจริงให้ปรากฏมานำเสนอประชาชน เฉกเช่นเดียวกันกับตำรวจที่ต้องสืบสวน สอบสวน แสวงหาความจริงจากคู่กรณีที่เกิดคดีขึ้น หาพยานหลักฐานเพื่อนำผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมาย

หากตำรวจมีความรู้ความเข้าใจในทักษะการประชาสัมพันธ์ ก็จะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบมืออาชีพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน มากกว่าใช้เป็นแค่เครื่องมือให้เจ้านายมาแถลงโชว์ผลงาน..!!

ไทย!อันตรายสวรรค์ผู้ร้ายข้ามแดน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379573?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทย!อันตรายสวรรค์ผู้ร้ายข้ามแดน

15 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไทยอันตรายสวรรค์ผู้ร้ายข้ามแดน,ผู้ร้ายข้ามแดน
เปิดอ่าน 2,375 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ไม่ใช่ ‘เขียนเสือให้วัวกลัว’ หรือหวาดวิตกเกินเหตุ แต่เวลานี้ประเทศไทยของเรามีอันตรายแอบแฝงอยู่และต้องระวังให้หนัก นั่นคือมีโจรผู้ร้ายข้ามประเทศหลบหนีมาอยู่หลายเผ่าพันธุ์-หลายเชื้อชาติ

พูดตามตรงคือไทยเป็นสวรรค์ของผู้ร้ายข้ามแดน บ้างหลบหนีคดีมาและมีอีกมากที่เข้ามาขยายเครือข่ายทำมาหากินอย่างผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างเมื่อวันก่อน ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุมแก๊งยากูซ่าของญี่ปุ่นที่มีประวัติอาชญากรรมโหด-ร้ายแรงมาก มีคดีติดตัว 12 คดี ทั้งข่มขืน, วางเพลิง, ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ

‘ยากูซ่า’ ของญี่ปุ่นไม่ใช่ธรรมดาเพราะมีอิทธิพลและมีสมาชิกหลายแก๊งทั่วญี่ปุ่นแพร่ไปอีกหลายประเทศทั่วโลก-คิดดูว่าพวกโจรร้ายที่เข้ามาอยู่บ้านเราจะอันตรายขนาดไหน !

นอกจาก ‘ยากูซ่า’ แล้วยังมีแก๊งมาเฟียจีนที่เข้ามาขยายกิจการธุรกิจเถื่อนและขู่กรรโชกทรัพย์

พวกโจรแขกปากีสถานที่ลักลอบเข้าเมืองมาตั้งแก๊งธุรกิจเถื่อนและยังไม่นับพวกมาเฟียรัสเซียที่โหดร้ายและฝังรกรากอยู่ตามพัทยาและอีกหลายๆ แห่งมานานแล้ว

พวกโจรผู้ร้ายข้ามแดนเหล่านี้ นอกจากเป็นอันตรายต่อชีวิต-ทรัพย์สินคนไทยแล้ว ยังมาแย่งอาชีพและใครคิดจะเป็นคู่แข่งก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต !

ตำรวจไทยมีหลายหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ โดยเฉพาะ “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” หรือ ‘สตม.’ ซึ่งจะต้องปฏิบัติงานโดยเข้มข้นและเข้มแข็งกว่านี้

ถึงเวลาที่จะต้องกวาดล้างมาเฟีย-ยากูซ่า-โจรข้ามชาติให้หมดสิ้นไป ปล่อยไว้จะกลายพันธุ์ขยายตัวเต็มประเทศ

ที่ต้องจัดการด่วนคือ ตำรวจและเจ้าหน้าที่บางคนที่เห็นแก่เงิน-ผลประโยชน์เข้าไปรับ ‘ส่วย’ ร่ำรวยมหาศาล

นี่แหละประเทศไทย! แตะตรงไหนก็เน่าไปหมด
อ๊อด เทอร์โบ


 น้ำท่วม – ภัยแล้ง
 ปัญหาโลกแตกแก้ไม่ได้

จดหมายจากคุณ “บุญช่วย” สารคาม ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นที่มหาสารคามนั่นคือ ‘แม่น้ำชี’ เริ่มขาดน้ำเพราะฝนทิ้งช่วง และนี่คือสัญญาณว่าเมื่อถึงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงจะเกิด ‘ภัยแล้ง’ อย่างแน่นอน

ขณะที่หลายจังหวัดรวมทั้งใน กทม.และใกล้เคียงเจอปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนัก สร้างความเดือดร้อน เสียหาย การดำเนินชีวิตยากลำบาก

ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการน้ำมากมาย บ้างก็ได้ทุนไปเรียนจบเมืองนอกมา แต่ก็แก้ไขทำอะไรไม่ได้ จึงสรุปได้ว่าวงจรชีวิตของคนไทย จึงต้องเจอ ‘น้ำท่วม’ กับ ‘ภัยแล้ง’ สลับกันไปเป็นปัญหาโลกแตกแก้ไขไม่ได้

ดังจดหมายต่อไปนี้เป็นความรู้สึกของชาวอีสานที่ไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร ก็ได้แต่เขียนจดหมายระบายความทุกข์ยาก เดือดร้อนมาแล้วต้องทนรับสภาพไปตามยถากรรม

ทุกปีประเทศชาติต้องเสียหาย ทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องและทุกรัฐบาลก็ทุ่มเทงบประมาณ มีโครงการมากมายแต่ไม่บรรลุผล

หรือเงินหลวง ‘ลอยหายไปตามกระแสน้ำ’
อ๊อด เทอร์โบ


 สัญญาณ “ภัยแล้ง” มาแล้ว
 “แม่น้ำชี” เริ่มแห้งขาดน้ำ

ผมเป็นคนสารคามหรือเรียกให้เต็มๆ ว่าคนจังหวัดมหาสารคามซึ่งเป็นดินแดนที่กันดารมากที่สุดแห่งหนึ่งในอีสาน และบอกให้ทราบตามตรงว่าผมไม่สนใจหรอกว่าใครมาเป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรี เพราะพวกเราก็ยังยากจนเหมือนเดิม-นี่คือความจริง

ส่งจดหมายมาอยากจะบอกว่าแม่น้ำชีบ้านผมเริ่มส่งสัญญาณภัยแล้งแล้วละครับ เพราะปีนี้ฝนน้อยเห็นใน กทม.น้ำท่วม ฝนตกหนักจึงแปลกใจว่าทำไมไม่มาตกแถวสารคาม

แม่น้ำชีนี่เป็นเหมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตชาวสารคาม แต่เมื่อไม่มีน้ำในเวลานี้ แล้วพอเข้าฤดูร้อน หน้าแล้งจะแห้งขอดแค่ไหน?

จึงอยากจะบอกให้รัฐบาลรู้ว่า ภัยแล้งภาคอีสานจะหนักหนาสาหัสมากที่สุดเลยครับ อ่านข่าวดูบอกว่าจะหนักที่สุดในรอบ 10 ปี แล้วพวกเราจะต้องทำอย่างไร

จะให้แห่นางแมวขอฝนก็จะถูกหาว่าเป็นคนหัวโบราณแต่เราไม่รู้จะไปพึ่งพาขอฝนจากไหนหรือจะให้รอทางรัฐบาลช่วยก็คงชาติหน้า เพราะไม่รู้จะอยู่ถึงฤดูร้อนหรือเปล่า?
บุญช่วย (สารคาม)
