เลี้ยงโต๊ะจีน…แบบไร้เมนู

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลี้ยงโต๊ะจีน…แบบไร้เมนู

15 พฤษภาคม 2562 – 10:30 น.
ชิงขั้วตั้งรัฐบาล,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,อนุทิน ชาญวีรกุล,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,ภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 16,667 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

การชิงขั้วตั้งรัฐบาลจากนี้ไปนั้น การขับเคี่ยวจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในทางการเมืองนั้น ลุงตู่กับพลังประชารัฐยังคุมเกมได้เหนือกว่าขั้วต้านลุงตู่นิดๆ แต่ต้องรอแน่ๆ ว่าจะไปกันทางไหนในช่วงวันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นไป

บิ๊กเนมในค่ายเพื่อไทยยอมรับว่ายามนี้ขั้วต้านลุงตู่เปิดทุกเงื่อนไขให้พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินมาร่วมงาน และจะไม่ต่อรองใดๆ ขอเพียงว่าอย่าไปแตะมือกับขั้วหนุนลุงตู่เท่านั้น

“หากได้สองพรรคจะดีที่สุด อย่างน้อยได้พรรคใดพรรคหนึ่งมา จบ” บิ๊กเนมค่ายยักษ์ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ระบุถึงความหวังในการเตะตัดขาสกัดความหวังของพลังประชารัฐ แม้จะยากยิ่งในความจริง…

เกมนี้ไฟเขียวต้องได้รับอนุมัติจากคนไกลบ้านเสียก่อนจึงจะเคลื่อนได้ และท่าทีตอนนี้จากคนไกลบ้านคล้ายว่าต้องกลืนเลือดยอมเสียเนื้อชิ้นโตให้คู่แค้นวันวาน ซึ่งลูกทีมของคนไกลบ้านไปกล่อมเจ้านายว่า แม้จะต้องยอมเสียไป แต่มันดีกว่าจะยื่นให้คู่แข่งในวันนี้มิใช่หรือ…

แว่วว่า…ดีลนี้บิ๊กเนมในเพื่อไทยยิงข้อเสนอไปยังแกนนำสองพรรคข้างต้น โดย “ประชาธิปัตย์” นั้นมีการประสานไปยังผู้ใหญ่คนหนึ่งในพรรคที่หลายคนยังนับถือ แต่พรรคสีฟ้านี้รายละเอียดในการมาแตะมือกับเพื่อไทยค่อนข้างยากมากที่สุด เพราะระบอบทักษิณที่พรรคสีฟ้าสู้กันมาในช่วงสิบปีเศษนั้น อยู่ๆ จะให้เลี้ยวกลับไปแตะมือแบบไร้เหตุผลที่จะชี้แจงต่อสังคมให้คลายข้องใจมันก็ยากอยู่

แม้กระทั่งให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็น สร.1 เจ้าภาพโต๊ะจีนที่ชื่อว่าเพื่อไทยก็ยินยอม…

อย่าลืมว่าศึกในของ ปชป.นั้นใช่ย่อย เพราะสี่แคนดิเดตที่สมัครเป็นหัวหน้าพรรคนั้น เงื่อนไขของแต่ละคนในการไปแตะมือกับใครในการตั้งรัฐบาลก็มีมากอยู่…แม้ตอนนี้จะเหลือแค่สองชีวิตแล้วที่มีลุ้นว่าใครจะนั่งประมุขพรรคต่อจาก “เดอะ มาร์ค” โดยหนึ่งในนั้นเพื่อไทยมองว่าง่ายกว่าอีกคนหนึ่งหากจะได้ทำหน้าที่กุมบังเหียนพรรคสีฟ้า

แต่ในความจริงมันยากยิ่งนักที่เพื่อไทยจะสมหวังกับพรรคสีฟ้า

ขณะที่ “ภูมิใจไทย” นั้น ทราบว่า คนโตแดนอีสานใต้เป็นคนคุมเกมต่อรองด้วยตัวเอง โดยที่เสี่ยหนูแทบไม่มีบทบาทใดๆ ในการร่วมเคาะสูตรฟอร์มรัฐบาล ซึ่งเพื่อไทยหวังว่าอำนาจเต็มที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือไว้ตามกฎหมายนั้นจะพลิกไปคนละมุมจากที่คนโตแดนอีสานใต้วางไว้ในช่วงท้าย

พรรคสีน้ำเงินนั้นรู้กันดีว่าคนโตแดนอีสานใต้คือผู้จัดการตัวจริงของพรรคนี้ รายชื่อว่าที่เสนาบดีจากภูมิใจไทยนั้น คนโตแดนอีสานใต้จะเป็นคนเคาะว่าใครเหมาะสมไปทำอะไร เงื่อนไขนี้เองที่เพื่อไทยมองว่ามันคือรอยปริที่เสี่ยหนูอาจยอมหักดิบกับคนโตแดนอีสานใต้ และหวังว่าสัมพันธ์ที่เสี่ยหนูมีไว้กับคนไกลบ้านนั้นจะยังพันผูกและยอมมาร่วมงาน

แต่มันก็ยากยิ่งเช่นกัน เพราะหากหักดิบแบบนั้นรับรองเลยว่า เร็ววันนี้เสี่ยหนูโดนคัดชื่อออกจากทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งที่หนึ่งบุรีรัมย์ แบบไม่รู้ตัวเป็นแน่แท้

แม้แต่การจ่อดูดงูเห่าจากอาคารปานศรี เพราะคนในเพื่อไทยรู้ดีว่าสารพัดก๊กในพลังประชารัฐนั้นต่างทวงโควตาหลักกันแล้ว และบางคนส่อแววว่าไม่ได้ดั่งหวัง โดยเริ่มที่เกมชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีการชิงดำระหว่าง วิรัช รัตนเศรษฐกับ สุชาติ ตันเจริญ นั้น เรตราคาต่อรองในช่วงนี้แว่วว่าพ่อมดดำยังตามหลังผักสวนครัว โดยเพื่อไทยก็พร้อมที่จะตลบหลังหนุนคนที่พ่ายเกมนี้ของ พปชร. รวมทั้งยังหวังไปดูดคนใน พปชร. ที่น่าจะพลาดเก้าอี้ รมต.ด้วย โดยให้เจ้าตัวเลือกเลยว่าอยากทำงานตรงไหน เพื่อไทยพร้อมเต็มที่

ดีลทั้งหมดนี้เพื่อไทยคงรู้ว่า หากใครบางคนยินยอมหนุนลุงตู่อาจไม่สมหวังเพราะลุงตู่จะคอนโทรลทุกอย่างด้วยตัวเอง ธรรมชาติของคนการเมืองนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่ยินยอมเท่าใดนักหากต้องทำงานในแนวทางนี้ เพื่อไทยน่าจับจุดนี้ออกจึงเปิดดีลดังกล่าวออกมา

การเคลื่อนเกมแบบนี้คล้ายว่าเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเลี้ยงโต๊ะจีนโดยให้แขกรับเชิญ โดยเฉพาะแขกระดับสุดพิเศษที่ใส่เสื้อสีฟ้าและสีน้ำเงิน รวมทั้งบางชีวิตจากย่านรัชโยธิน สั่งอาหารสุดหรูด้วยตัวเองแบบไม่มีข้อจำกัด ขอเพียงว่าอย่าไปกินโต๊ะกับอีกขั้วหนึ่งเป็นพอ

โต๊ะจีนที่เพื่อไทยเป็นเจ้าภาพซึ่งไร้เมนู หากแต่แขกรับเชิญที่จะมาเยือน หวังที่จะชิมลิ้มรสสิ่งใดใต้หล้า เจ้าภาพจะเร่งสรรหามาให้ได้สัมผัสแบบสุดพิเศษ

ขอเพียงว่าแขกรับเชิญต้องมาตามเทียบเชิญ…เป็นพอ

แต่แลซ้ายชำเลืองขวาแล้วนั้น…เทียบเชิญดังกล่าวยังไม่มีคำตอบส่งกลับมายังเจ้าภาพในขณะที่เวลางวดเข้ามาทุกที…แบบนี้การที่เจ้าภาพตั้งโต๊ะและแต่งตัวรอนั้น…จะเก้อหรือไม่ ติดตามกันต่อ…

จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371689?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน

15 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน,ใบขับขี่,รมควัน,สิงห์นักบิด
เปิดอ่าน 2,168 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้ต้องบอกว่าสีกากีงานเข้า นอกจากเรื่องที่สืบเนื่องจากคลิปฉาวเรียกตรวจใบขับขี่ชายวัยกลางคนที่อ้างว่าเป็นอธิบดีศาล จน ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช หวุดหวิดจะถูกเด้งแล้ว ก่อนหน้านั้นไม่นานยังมีกรณีหนุ่มร้อยเอ็ดฆ่าตัวตาย แล้วเขียนจดหมายลาตายพาดพิงตำรวจเรียกเงินทำคดี 5,000 บาท หลังเข้าแจ้งความที่สน.โชคชัย ให้ติดตามรถที่นำไปจำนำแล้วถูกยักยอกไปด้วย

กรณีคลิปฉาวตำรวจเรียกตรวจใบขับขี่แล้วผู้ถูกตรวจไม่ยอมให้ตรวจ แถมอ้างตัวเป็นอธิบดี จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจว่า ตกลงตำรวจมีอำนาจเรียกตรวจใบขับขี่ หรือเรียกตรวจรถที่ไม่ได้กระทำความผิดได้หรือไม่

คุณผู้อ่านที่ขับรถยนต์ส่วนตัว หรือเป็นสิงห์นักบิด ขับรถอยู่ดีๆ จู่ๆ ถูกตำรวจเรียกตรวจรถ หรือต้องขับเข้าด่าน แล้วตำรวจขอดูใบขับขี่ คงเคยคิดว่าในเมื่อไม่ได้ทำผิดอะไรจะเรียกตรวจทำไม เหตุใดไม่ไปจับโจร หรือหาข่าวมาให้ชัดว่ารถคันไหนทำผิด

จากการตรวจสอบ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 140 ยังพบว่าตำรวจมีอำนาจเรียกตรวจรถ และเรียกตรวจใบขับขี่ รวมถึงยึดใบขับขี่ได้ เฉพาะเมื่อพบการกระทำความผิด ทำให้มีการตีความตามตัวอักษรว่า ถ้าไม่พบการกระทำความผิดก็น่าจะเรียกตรวจรถไม่ได้ เพราะกระทบสิทธิ์ประชาชน

แต่เมื่อไปตรวจสอบพ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 66 จะพบบทบัญญัติว่า ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท นี่เองที่เป็นอำนาจของตำรวจจราจรในการตรวจใบขับขี่ และถ้าผู้ขับขี่ไม่แสดงก็ต้องถูกดำเนินคดี มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ฉะนั้นชายวัยกลางคนในคลิปเมื่อถูกเรียกตรวจใบขับขี่แม้ไม่ได้กระทำผิดอะไรมาก็มีหน้าที่ต้องแสดงใบขับขี่ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากไม่มี หรือไม่ได้พกมา ก็ต้องยอมถูกปรับ ไม่ใช่อ้างตำแหน่งหน้าที่ราชการเพื่อให้พ้นผิด หรือถ้าจะเจรจาขอผ่อนผัน แล้วนำหลักฐานอื่นมาแสดงว่าตนเป็นเจ้าของรถจริงไม่ได้ไปก่ออาชญากรรมมา ก็น่าจะลดหย่อนผ่อนโทษได้

ส่วนการเป่าคดีหนุ่มร้อยเอ็ดแถมเรียกเงินเป็นค่าหยอดน้ำมัน จนเป็นต้นเหตุของการตัดสินใจรมควันฆ่าตัวตายนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า เรื่องของการเรียกรับเงินเป็นค่าสืบคดีของตำรวจบางกลุ่มบางนายนั้น หากว่ากันตามจริงแล้วตำรวจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรทั้งนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดี แม้ผู้เสียหายจะให้เงินเพื่อเป็นสินน้ำใจก็ไม่สามารถรับได้ เพราะอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 โทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

แต่ที่ผ่านมาประเด็นการเรียกรับเงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวนคดีมีให้เห็นมานานพอสมควร ถือเป็นพฤติกรรมของตำรวจบางนาย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีพูดแบบ “หมาหยอกไก่” เช่น อ้างว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางบ้าง ไม่มีค่าน้ำมันรถบ้าง ทั้งที่ค่าใช้จ่ายพวกนี้หน่วยงานต้นสังกัดมีงบประมาณเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว (ปีงบประมาณปัจจุบัน 2562 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับจัดสรรงบ 117,617 ล้านบาท) และหากตำรวจคนไหนไม่มีงบประมาณในการทำงานจริงๆ ก็ควรไปแจ้งให้ผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการ หรือผู้บังคับการทราบ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปขอเงินจากประชาชน

สำหรับช่องทางการทุจริตและเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจบางกลุ่มบางพวกนั้นมีอยู่ 4 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เรียกว่า “4 สายสูบ” คือ

“สายสืบสวน” ส่วนใหญ่เรียกรับเงินจากบ่อนการพนันที่เปิดแบบผิดกฎหมาย และสถานบันเทิงที่เปิดเกินเวลา

“สายปราบปราม” เรียกรับเงินจากการติดตั้งตู้แดงตามบ้าน หรือห้างร้านต่างๆ ซึ่งบางโรงพักใช้การติดตั้งตู้แดงเป็นการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการดูแลตรวจตรา นอกจากนั้นก็มีการเรียกรับเงินจากผู้ต้องหา แลกกับการไม่ถูกจับ

“สายจราจร” เรียกรับเงินตามท้องถนน หรือบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดมากๆ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หรือออกใบสั่งและหวังส่วนแบ่งค่าปรับ

“สายสอบสวน” เรียกรับผลประโยชน์จากการล้มคดี หรือเคลียร์คดี อย่างคดีของลูกชายบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดังที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มีการเคลียร์คดี

อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ ยังแสดงความกังวลว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ ตำรวจไม่อยากรับเรื่องร้องทุกข์ให้เป็นคดีความ เพราะเมื่อรับแล้ว ออกเลขคดีแล้ว จะเข้าสู่สารบบคดีอาญา ต้องสืบสวนสอบสวนทำสำนวนวุ่นวาย และหากคดีมีการฟ้องขึ้นสู่ศาลก็ต้องไปเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ทำให้ปัจจุบันมีการรับแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ แต่ไม่ออกเลขคดี ไม่ทำคดี ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนและไม่มีหน่วยงานไหนตรวจสอบได้

โดยถ้าออกเลขคดี จะมีระยะเวลาการทำงานทุกขั้นตอน เช่น ต้องส่งสำนวนให้อัยการภายในกี่เดือน ถ้าหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ก็ต้องแจ้งอัยการ “งดสอบสวน” หรือที่เรียกว่า “ฟ้องสำนวนขาว” คือจะมีการตรวจสอบถ่วงดุล check and balance ทุกขั้นตอน แต่เมื่อไม่ออกเลขคดี ก็จะไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ในการตรวจสอบ

ขณะที่ภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดูดี เพราะสถิติอาชญากรรมไม่สูงมาก เนื่องจากไม่มีการออกเลขคดี!

เปิดใจ “ไผ่ ดาวดิน” 2 ปี 5 เดือนกับชีวิตหลังกำแพงคุก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ “ไผ่ ดาวดิน” 2 ปี 5 เดือนกับชีวิตหลังกำแพงคุก

15 พฤษภาคม 2562 – 09:00 น.
ไผ่ ดาวดิน,จตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา,นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่,คุก
เปิดอ่าน 8,715 ครั้ง

โดย… สุมาลี สุวรรณกร

“บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริงๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริงๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น”

ชื่อของ ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่ ที่ได้เคลื่อนไหวเป็นปากเสียงให้แก่ประชาชนที่ด้อยโอกาส ทั้งปัญหาป่าไม้ ที่ดิน ปัญหาการถูกแย่งชิงทรัพยากรระหว่างท้องถิ่นกับนายทุน จนกระทั่งถูกจับกุมดำเนินคดี และควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดขอนแก่น และได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนอยากรู้ว่า ชีวิตภายหลังกำแพงเหล็กนั้นเป็นอย่างไร และจากนี้ไปเมื่อได้รับอิสรภาพแล้วเขามีแผนชีวิตอย่างไร

ไผ่ ในเช้าวันที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และมีอิสรภาพพ้นออกจากการคุมขัง สภาพร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โดยเจ้าตัวบอกว่า “ไม่ได้สูบบุหรี่” ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือนจำมีโครงการ “เรือนจำสีขาว” ทำให้อะไรหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยน

ส่วนกิจวัตรประจำวันหลังกำแพงคุก เขาบอกว่า แต่ละวันไม่มีอะไรมากนัก ทุกอย่างเหมือนเดิมซ้ำๆ กัน ตื่นแต่เช้า 05.30 น. สวดมนต์ไหว้พระ ทำกิจวัตรประจำวัน เข้าแถว กินข้าว และทำงานประจำที่ได้รับมอบหมาย โดยไผ่ได้อยู่ในส่วนของหน่วยพยาบาล ทำให้ได้ช่วยทำเอกสาร เพราะเขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็น รู้เรื่องเอกสาร ช่วยดูแลคนเจ็บป่วยและพอมีเวลาว่างก็ได้อ่านหนังสือ เขาบอกว่าชีวิตในนั้น 2 ปีเศษได้อ่านหนังสือเยอะมาก

“ผมอ่านหนังสือเยอะมาก น่าจะเกือบ 50-60 เล่มได้ อ่านหมด ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ ทุกอย่างที่มีอยู่ในห้องสมุด หนังสือดีๆ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น แด่หนุ่มสาว, ปีศาจ, จนกว่าเราจะพบกันอีก, ลูกอีสาน, ข้างหลังภาพ, หนังสือการเมือง, หนังสือสังคม ฯลฯ หนังสือเยอะนะแต่ยังไม่พอต่อความต้องการ เพราะในคุกเวลามีเยอะมาก หนังสือและสิ่งบันเทิงต่างๆ จึงจำเป็นมาก สำหรับคนที่อ่านหนังสือออก หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด บางคนไม่ชอบดูทีวี ก็หากิจกรรมทำ ซึ่งการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่นักโทษชอบที่สุด” ไผ่เล่า

ในเรือนจำยังมีโทรทัศน์ให้ดู ทำให้ได้ดูซีรีส์ดีๆ แต่โทรทัศน์ก็จะถูกควบคุมโดยผู้คุม จะเปิดเฉพาะสิ่งที่อยากจะให้ดู อันไหนที่ไม่อยากให้ดูก็จะไม่มีสิทธิ์ดู โดยจะได้ดูทั้งละครไทย และซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีน ไม่ว่าจะเป็นละครอย่าง ทองเอกหมอยาท่าโฉลง ซีรีส์เกาหลี เรื่อง “เลขาฯ คิม” “ชีวิตเพื่อชาติหัวใจเพื่อเธอ” ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการฆ่าเวลาได้อย่างดีมาก

ส่วนการใช้จ่ายนั้น ในคุกสามารถใช้เงินได้วันละ 300 บาท จะซื้ออะไรก็ได้ โดยไผ่บอกว่า กับข้าวของทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นอร่อยที่สุด อาหารกินอิ่มไม่มีอด และหากใครไม่อยากกินอาหารที่เรือนจำจัดให้อยากจะซื้ออาหารเพิ่มเติมจากที่มีแจกก็สามารถซื้อได้ที่ร้านค้าสวัสดิการในเรือนจำ ราคาอาหารทั่วไปถุงละ 30 บาท ซึ่งชีวิตของเขาเคยติดคุกอยู่ 3 เรือนจำด้วยกันคือ ที่เรือนจำกรุงเทพฯ เรือนจำอำเภอภูเขียว และเรือนจำจังหวัดขอนแก่น โดยหากจะให้คะแนนเขาบอกว่า “เรือนจำขอนแก่นกับข้าวอร่อยที่สุด อยู่ดีกินดีที่สุด”

และด้วยความที่เขาเรียนกฎหมาย สู้เรื่องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่อยู่นอกเรือนจำ พอเข้าไปอยู่ในนั้นก็ได้มีโอกาสช่วยเหลือนักโทษบางคนที่ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเอง ด้วยการบอกให้ฟังว่าเขาควรจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง และได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คุมที่บางทีทำเกินกว่าเหตุว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการละเมิดสิทธิและผู้ต้องขังสามารถฟ้องร้องได้ ทำให้หลายเรื่องที่เคยรุนแรงในเรือนจำเริ่มคลี่คลายและเข้าใจกันดีขึ้น

“บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริงๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริงๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น” ไผ่เล่าในสิ่งที่เขามีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง ในการทำประโยชน์เพื่อคนในนั้น

ส่วนการถูกเลือกให้เป็นผู้นำกล่าวปฏิญาณตนก่อนออกจากเรือนจำ สำหรับผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ไผ่บอกว่า ปกติเวลามีกิจกรรมอะไรในเรือนจำเขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่ากล้าพูด และได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในนั้น ในวันที่ได้รับอิสรภาพเขาจึงเป็นคนที่ถูกเลือกให้พูด โดยเนื้อหาที่พูดทั้งหมดเขาเป็นคนคิดเอง และพูดเอง

สำหรับชีวิตในเรือนจำ ให้บทเรียนแก่เขามากมาย ในฐานะนักกฎหมายได้เห็นความไม่ยุติธรรม ทำให้มุมมองเรื่องสิทธิกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่สิทธิทางการเมือง สิทธิทั่วไป แต่เรื่องสิทธิอื่นๆ ที่ถูกละเมิดก็ได้เห็นกว้างขึ้นเพราะการอยู่ข้างในเห็นชัดว่ามีการละเมิดสิทธิ หน่วยงานหลายแห่งผลักภาระให้เรือนจำ จนมีคำพูดที่พูดติดปากของนักโทษในเรือนจำว่า “สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน รับสารภาพติดพอประมาณ” ซึ่งสะท้อนกระบวนการทางยุติธรรมได้ชัดเจนมากว่า “ถ้ารับสารภาพทุกปัญหาก็จบ”

นอกจากนั้นบทเรียนที่เขาได้รับจากเรือนจำคือ การมองคน หรือตัดสินคน อย่าตัดสินจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะบางคนมีลายสักเต็มตัวแต่พอดูหนังแล้วร้องไห้ก็มี บางคนดูหน้าตาโหดร้ายแต่เป็นคนอ่อนโยน ถูกจับกุมเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี

และเมื่อพ้นโทษมาแล้ว ในฐานะนักกฎหมาย เขาบอกว่า จะเอาบทเรียนในนั้นมาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยมองว่ากระบวนการยุติธรรมต้องแก้ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อไปอยู่ในคุก เจ้าหน้าที่ไม่เคยแจ้งสิทธิเลยว่ามีสิทธิอะไรบ้าง และการสอบสวนที่เอาผู้ต้องสงสัยไปฝากขังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเขายังไม่ได้มีความผิด การจะคุมขังคนได้จะต้องถูกพิพากษาแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะเอาคนไปเข้าคุกเพื่อทดแทนเงินค่าปรับที่ไม่มีจ่ายก็ไม่ควรจะทำเหมือนกัน

ส่วนเรื่องการเมืองนั้น เขาบอกว่า คงต้องเล่น เพราะหากไม่เล่น การเมืองก็เล่นเขาอยู่แล้ว อาจจะไม่ใช่การเล่นในรูปแบบการเมืองแบบตัวแทน แต่จะเล่นในแบบของตนเอง อาจจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนนแบบที่เคยทำมา และยืนยันในการยืนอยู่ฝั่งความถูกต้อง อะไรไม่ดี ไม่ถูกก็จะไม่ยอม เพื่อรักษาเอาไว้ซึ่งสิทธิที่ประชาชนพึงมี และจะไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความอยุติธรรมทั้งปวง และจะยังเคลื่อนไหวเหมือนเดิม

ส่วนนักศึกษารุ่นใหม่นั้น ไผ่มองว่า ยังสนใจปัญหาของสังคมน้อย อยากจะให้นักศึกษารุ่นใหม่สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคมบ้าง หรือแม้แต่สิทธิของตนเองก็ควรจะใส่ใจ สนใจ อย่าให้ใครมาละเมิด อีกทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่เป็นตัวเอง อันไหนไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องยอม และลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้

งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่

15 พฤษภาคม 2562 – 08:52 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,ภาษี,จีน,งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่
เปิดอ่าน 558 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ. คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562

ส่งแรงสะท้านสะเทือนกันไปทั้งโลก หลังจากที่จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐในสงครามการค้าสองประเทศมหาอำนาจของโลก ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 25% ในวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.896 ล้านล้านบาท โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ โดยที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% นับเป็นมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.320 ล้านล้านบาท ส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันควันก็คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง มูลค่าหุ้นหายไป 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 31.675 ล้านล้านบาท อย่างกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่น แอปเปิ้ล และเทสลา ดัชนีหุ้นลดลงไปกว่า 5%

กระทรวงการคลังของจีนให้ข้อมูลว่า มีสินค้าจากสหรัฐจำนวน 2,493 รายการจะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่ปรับเป็น 25% อีก 1,078 รายการจะถูกเรียกเก็บในอัตรา 20% ส่วนที่จะเก็บในอัตรา 10% มีอยู่จำนวน 974 รายการ และอีก 595 รายการจะถูกเรียกเก็บ 5% ขณะที่มาตรการของสหรัฐส่งผลกระทบต่อสินค้าจีน 5,745 รายการ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ที่ส่งออกจากท่าเรือและสนามบินของจีนเข้าไปยังสหรัฐตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันที่่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่จะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำพวกอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ส่งข้อมูลต่างๆ อุปกรณ์แสงสว่างและเครื่องใช้ในครัวเรือน กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า นับเป็นการสร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนจะมีมาตรการตอบโต้ตามความเหมาะสม

สำหรับผลกระทบประเทศไทยนั้น ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เมื่อการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก ทำให้จีดีพีของโลกเหลือเพียง 3% ก็จะส่งผลกระทบถึงไทยแน่นอน จากที่เคยคาดไว้ว่า การส่งออกของไทยจะขยายตัวในระดับ 3.2-4.6% จะลดลงทันที 1% เพราะการส่งออกของไทยไปจีนในปีนี้ขยายตัวเพียง 0.5% ขณะที่เมื่อปีก่อนขยายตัว 2.3% ส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1% เช่นกัน หรือหากในกรณีเลวร้าย การส่งออกของไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5% นั่นก็เท่ากับว่า จีดีพีของไทยจะเติบโตต่ำกว่าประมาณการ หรือน้อยกว่า 3% ปัจจุบันสัดส่วนการค้าของไทยกับจีนและสหรัฐมีมูลค่าการค้ารวมกันถึง 25% และเมื่อกำลังซื้อของจีนลดลง คำสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำไปใช้ผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกกรรมของจีนเพื่อส่งไปขายสหรัฐก็จะลดลงตามไปด้วย

สำหรับความพร้อมในการรับมือกับสงครามการค้าโลกครั้งนี้ สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่นักลงทุนได้ และพร้อมผลักดันนโยบายใหม่ที่เท่าทันเกมระดับโลก เพราะนับจากนี้โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจจะแก้ยากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อมูลค่าการส่งออกของไทยไป 2 ประเทศมีจำนวนมหาศาลต้องหดตัวลงและส่งผลกระทบต่อการส่งออกถึง 1% ขณะที่การหันหน้าไปพึ่งพิงเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างเช่น การท่องเที่ยว ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างจีนที่จะมีกำลังซื้อลดลง เป้าหมายที่ว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนจากเดิม 10 ล้านคนเป็น 11 ล้านคนในปีนี้ก็น่าวิตก ขณะเดียวกันก็มีคำเตือนจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เฝ้าระวังการระบายสินค้าจากสองประเทศที่มีปัญหามายังประเทศไทยด้วย นี่คืองานโหดหินที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแสดงฝีมือ

สนามบิน ‘ต้าซิง’ใหญ่ที่สุดของจีนสร้างแค่ 3 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบิน ‘ต้าซิง’ใหญ่ที่สุดของจีนสร้างแค่ 3 ปี

15 พฤษภาคม 2562 – 08:29 น.
อ๊อด เทอร์โบ,สนามบิน,สนามบินต้าซิง,เครื่องบินไฟไหม้
เปิดอ่าน 1,831 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้จำนวนผู้โดยสารเดินทางโดยทางเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนยักษ์ใหญ่ที่กำลังเป็นมหาอำนาจโลก ทั้งเศรษฐกิจการค้าและทางทหาร

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาแจ้งให้ทราบว่า นครหลวงกรุงปักกิ่งของจีน กำลังจะเปิดใช้สนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง สนามบินแห่งนี้จะมีอาคารผู้โดยสารแบบอาคารหลังเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก “สนามบินต้าซิง” จะรอรับผู้โดยสารกว่า 100 ล้านคนต่อปี มี 2 ชั้น สำหรับการเดินทางขาเข้าและขาออก ซึ่งอาคารนี้มีพื้นที่ 1 ล้านตารางเมตร

รัฐบาลจีนได้ศึกษารอบคอบแล้วจากการประเมินขั้นต่ำภายในปี 2025 จำนวนผู้โดยสารรวมในกรุงปักกิ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านคน

สนามบินป้ายแดง ‘ต้าซิง’ ของนครปักกิ่งจะทำทีเดียวครบวงจร โดยจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองและรถไฟใต้ดิน ในการเดินทางเข้าปักกิ่ง การก่อสร้างเพิ่งเริ่มปี 2016 สนามบินแห่งนี้มีจุดเด่นด้านประหยัดพลังงานหลายเรื่อง เช่น การกักเก็บน้ำฝนได้ 100% พื้นที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาด จะเปิดใช้งานในเดือนก.นยายนนี้

สรุปว่าสนามบินใหญ่ที่สุดในโลก ‘ต้าซิง’ จีนใช้เวลาสร้างเบ็ดเสร็จใช้งานได้ในเวลาเพียง 3 ปี เปรียบเทียบกับสนามบินสุวรรณภูมิของเราที่ใช้เวลานานกว่า 40 ปี

นี่คือความมหัศจรรย์เขย่าโลกที่จีนกำลังทำและจะมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างตามมา
อ๊อด เทอร์โบ


‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายที่มีประโยชน์ ซึ่งแนะนำวิธีอพยพหนีออกจากเครื่องบินที่ไฟไหม้ ซึ่งมีเวลาเพียงเล็กน้อย

จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาให้ทราบและขอบคุณข้อความจากคุณ ‘แอร์’ ซึ่งน่าจะเป็นพนักงานต้อนรับหรือแอร์โฮสเตรสสายการบินแห่งหนึ่ง

เวลานี้การโดยสารเครื่องบินเป็นเรื่องปกติเพราะใครๆ ก็บินได้ตามสโลแกนของ ‘แอร์เอเชีย’ ซึ่งผู้โดยสารเครื่องบินกำลังจะมีมากกว่ารถไฟ หรือ บขส. อยู่แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 หนีตายจากเครื่องบินไฟไหม้
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมได้รับข้อความออนไลน์จากเพื่อนคนหนึ่งส่งมา และเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ได้ทราบ

ระยะนี้มีอุบัติเหตุทางเครื่องบินบ่อย ล่าสุดก็สายการบินของรัสเซียที่เสียชีวิตหลายสิบคน เพราะอะไรโปรดรับทราบสาเหตุ และรับรู้วิธีการหนีตายไว้
วศิน (พญาไท)


 วิธีหนีออกจากเครื่องบินไฟไหม้
 รักษาชีวิตได้อย่างไร

1.เมื่อขึ้นเครื่อง สังเกตจุดที่เรานั่ง ว่าห่างจากทางออกฉุกเฉินหน้าหลัง ซ้ายขวา ฝั่งไหนใกล้สุด และให้ลองนับแถวไปเลยว่าห่างจากจุดที่เรานั่งกี่แถว จดจำเอาไว้ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะหากเกิดเหตุกลางคืนมันมืดจริงๆ หรือไฟไหม้ หมอนควันหนาดำ มองไม่เห็นทาง คุณอาจมองไม่เห็นแถบเรืองแสงตรงพื้น เพราะอาจมีคน/สิ่งของ/สิ่งกีดขวางกองกันอยู่ ทำให้เราอาจต้องใช้การคลำเก้าอี้เอา หรือบางคนก็เหยียบเก้าอี้ออกไปเลย นาทีชีวิตคงไม่มาต่อแถวอย่างเรียบร้อยตรงทางเดินหรอก

2.เก็บเอกสารและของมีค่าไว้กับตัว เช่น พาสปอร์ต กระเป๋าตังค์ ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือสะพายที่ไม่ใหญ่มาก เกิดอะไรขึ้นก็ไปแต่ตัวหรืออย่างน้อยที่สุดกระเป๋าสะพายนั้นไม่ได้ใหญ่จนเป็นอุปสรรคกีดขวางการอพยพ หากกรณีฉุกเฉินและต้องอพยพ ให้รอสัญญาณจากกัปตันหรือลูกเรือก่อน เช่น “Evacuate, Evacuate” (ออกเสียงว่า อีแวคคิวเอท) เมื่อได้ยินแล้วก็ตั้งสติ ไปต่ออย่ารอเลยค่ะ สัมภาระที่เหลือทิ้งไปเลย ชีวิตสำคัญกว่าสมบัติ ถ้าเห็นใครพยายามเอากระเป๋า คุณชนหรือผลักมันออกไปหาทางออกก่อนเลย ไม่ต้องสน เป็นการพาหมู่คนให้เดินไหลไปข้างหน้าหาทางออก

3.หากเป็นการอพยพที่ความเสี่ยงสูงไม่สามารถต่อบันไดจากภาคพื้นดินได้ จำเป็นต้องกางสไลด์อพยพ หากมีสิ่งของที่สามารถทำอันตรายกับแพยางสไลด์ เช่น รองเท้าส้นสูง เข็มกลัด หรืออะไรก็ตามที่เป็นของมีคมแหลม พวกชอบใส่แจ็กเก็ต หรือกางเกงใส่กระดุม หนาม ให้เอาทิ้งไป อย่าใส่ลงสไลด์ สไลด์รั่วคุณเองก็อาจไม่ถึงพื้นอย่างปลอดภัย ความสูงจากสไลด์บนเครื่องห่างจากพื้นดินมากนะคะ อย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 1.8 เมตร ยิ่งพวกเครื่องบินใหญ่ๆ ยิ่งสูงมากกว่านั้นอีก หล่นลงมามีสิทธิ์บาดเจ็บสาหัสถึงตายได้เลย

       วิธีสไลด์ออกจากประตู
รอให้ลูกเรือเปิดประตู และแน่ใจว่าสไลด์กางให้เรียบร้อยก่อน รอสัญญาณจากแอร์ค่อยกระโดด เคยมีคนใจร้อน ผลักแอร์ออกหรือกระโดดลงไปเองก่อน บาดเจ็บสาหัสตายได้นะคะ ต้องรอสไลด์สูบลมก่อนประมาณ 6 วินาทีจึงจะโดดได้ คำสั่งลูกเรือจะบอกเราว่า “Jump and slide” จะไม่โดดก็ได้ คือให้นั่งกอดอกโน้มตัวลงไปข้างหน้าสไลด์ลงไป ถ้าโดดก็ท่าเดียวกัน มีสามท่า

1.ท่ากอดอกแบบหลวมๆ โน้มตัวลง ทำท่าเหมือนกอดตัวเอง ไม่เอามือซุกใต้รักแร้ มือต้องกางออกได้ทัน หลังเท้าแตะพื้น
2.ท่านยื่นแขนออกมาแบบผีจีนกองกอย โน้มตัวลงข้างหน้าด้วยเช่นกันเวลาสไลด์จะได้ไม่ต้านลม ช่วงสไลด์ได้เร็วขึ้นด้วยแรงโน้มถ่วง

3.ท่านอนหงายราบ กอดอกด้วย แต่จะลำบากตอนลุกวิ่งตรงปลายสไลด์ ค่อนข้างอันตรายหากลุกไม่ทัน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ช่าง ออกจากเครื่องไปก่อนด้วยท่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ท่าเอาหน้าลงแบบซูเปอร์แมน คิดสภาพดูเอาหากปักลงพื้นตรงปลายสไลด์แล้วคนอื่นตามหลังมาอันตรายถึงชีวิต

4.เมื่อสไลด์ออกไปได้แล้ว ให้วิ่งทันทีที่เท้าแตะพื้น อย่าหยุดตรงปลายสไลด์ เพราะคนที่สไลด์ตามหลังคุณจะมากองทับถมตรงปลาย ใครโดนทับอาจบาดเจ็บสาหัส กระดูกหักได้ นึกภาพขบวนคนหนีตายสไลด์ลงมาเร็วๆ แรงๆ แล้วทับกันตรงปลาย ดังนั้นเท้าแตะพื้นให้วิ่งออกไปทันที

5.วิ่งไปทางเหนือลม มองหาที่กว้างที่ปลอดภัย หากมีเปลวไฟมาจะได้ปลอดภัยไม่ติดไฟที่ปลิวตามลมและวิ่งไปให้ไกลที่สุด เผื่อไฟไหม้เครื่องแล้วระเบิด

6.สำรวจอาการบาดเจ็บของตัวเอง หรือของผู้อื่นแล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือตามความสำคัญ อย่ามัวแต่เป็นมนุษย์กล้องจนไม่สนใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือความปลอดภัยของตัวเอง

7.“สติ” เท่านั้นที่ช่วยคุณได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้เวลาขึ้นเครื่องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคกับตัวคุณได้ยิ่งดี เช่น ของมีค่าไม่ต้องพกพาไปมาก นอกจากตัวท่านเองและเงิน หรือพาสปอร์ต พวกกระเป๋าสัมภาระที่หนักหรือพะรุงพะรังมากจนเกินไปมันทำให้ท่านลังเลได้ ควรตัดใจทิ้ง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

สูตรขั้วที่ 3 – ปิดสวิตช์ ส.ว.ชิงแต้มต่อ หรือแค่สร้างฝัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371540?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สูตรขั้วที่ 3 – ปิดสวิตช์ ส.ว.ชิงแต้มต่อ หรือแค่สร้างฝัน

14 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
ชิงตั้งรัฐบาล,สูตรขั้วที่ 3
เปิดอ่าน 1,870 ครั้ง

รายงาน…

ผ่านไปแล้วสำหรับการประกาศรับรอง ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ 498 คนของ กกต.

ช่วงนี้จึงเข้าสู่โหมด “ชิงตั้งรัฐบาล” โดยจะมีเกมชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวชิมลางก่อน เพราะจะต้องเปิดประชุมสภานัดแรกภายใน 15 วันหลังจากประกาศรับรอง ส.ส.ครบ 95% ซึ่งนับนิ้วดูจะไปตกวันที่ 23 พฤษภาคม ซึ่งตามประเพณีการปกครองของไทยแล้ว จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี

จากนั้นทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร กับ วุฒิสภา ก็จะนัดประชุมเพื่อเลือกประธานและรองประธานของแต่ละสภา หลังจากนั้นจะมีการเรียกประชุม “รัฐสภา” เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

จะเห็นได้ว่านับจากนี้อีกไม่กี่วันก็จะรู้แล้วว่าขั้วการเมืองไหนรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องมีการโหวตชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ “ประธานรัฐสภา” คุมเกมการโหวตเลือกนายกฯต่อไป

โดยปกติแล้ว พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะส่งคนของตัวเองขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพื่อความสะดวกในการทำงานนิติบัญญัติ มีเพียงบางยุคเท่านั้นที่พรรคแกนนำรัฐบาลไม่ได้ครองเก้าอี้ประธานสภา เช่น ในรัฐบาล ชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 ระหว่างปี 2540-2544

แต่ครั้งนั้นต้องถือว่าเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้การเมืองพลิกขั้ว พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน และต้องอาศัยเสียง “งูเห่า” จากพรรคประชากรไทยมาโหวตให้นายชวนเป็นนายกฯ

ช่วงนั้นมีประธานสภาอยู่แล้วจากพรรคความหวังใหม่ ในฐานะแกนนำรัฐบาลเดิม คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ฉะนั้นแม้นายกฯ จะเปลี่ยนคน เปลี่ยนพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ประธานสภายังคงมาจากพรรคความหวังใหม่ต่อไป

แต่สำหรับการเปิดสภาหนนี้ พรรคที่จะชิงธงตั้งรัฐบาลต้องส่งคนของตัวเองไปแย่งเก้าอี้ประธานสภามาให้ได้ เพราะจังหวะก้าวการเมืองตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีมาจากที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธาน

นี่คือความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาในเกมชิงตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

ฉะนั้นหากพรรคไหนหรือขั้วไหนคว้าเก้าอี้ประธานสภา ก็การันตีได้เกือบ 100% เลยว่า จะได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย เพราะถือว่ารวบรวมเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว

แต่ปัญหาก็คือ การรวมเสียง ส.ส.เพื่อจับขั้วชิงตั้งรัฐบาลจนถึงขณะนี้ยังคงฝุ่นตลบ

เรามาเช็กดูกันอีกสักรอบว่าแต่ละขั้วได้เสียงสนับสนุนเท่าไรกันแน่

เริ่มจากขั้ว เพื่อไทย ถือว่าเป็นขั้วที่นิ่งแล้ว มีพรรคการเมืองที่ร่วมลงสัตยาบันกันไว้ 7 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 136 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 80 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 7 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง และพรรคพลังปวงชนไทย 1 เสียง รวมเสียง ส.ส.ขั้วเพื่อไทย 245 เสียง

ส่วนขั้ว พลังประชารัฐ คัดเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างชัดเจนก่อน มี 3 พรรคด้วยกัน คือ พรรคพลังประชารัฐ 115 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ 5 เสียง และพรรคประชาชนปฏิรูป ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน 1 เสียง รวมเฉพาะ 3 พรรคนี้ได้ 121 เสียง

ขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์กันว่า บรรดาพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้ ส.ส. 1-3 คน จะมาสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐด้วย รวมเสียงพรรคกลุ่มนี้ 16 เสียง (เช่น พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง พรรคพลังชาติไทย 1 เสียง พรรคไทยศิวิไลย์ 1 เสียง ฯลฯ) กลายเป็น 137 เสียง (ล่าสุดพรรคเล็กเหล่านี้ เฉพาะพรรคที่ได้ 1 เสียง รวมตัวกันเป็น “กลุ่ม 11 พรรคเล็ก” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองการเข้าร่วมรัฐบาล)

นอกจากนั้นยังมีพรรคการเมืองที่ยังไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าจะสนับสนุนขั้วไหน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 52 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง และพรรคชาติพัฒนา 3 เสียง รวมเป็น 116 เสียง

การที่พรรคพลังประชารัฐจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็จะได้ตำแหน่งประธานสภาไปด้วย ก็จะต้องจับมือกับพรรคการเมืองนอกเหนือจาก 7 พรรคขั้วเพื่อไทยทั้งหมด รวมแล้ว 20 พรรค ก็จะได้เสียงสนับสนุนทั้งหมด 253 เสียง เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมา 3 เสียง

สูตรการเมืองนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และล่าสุดแกนนำพรรคพลังประชารัฐ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ก็ออกมายอมรับแล้วว่ากำลังรวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลราวๆ 20 พรรค!

แน่นอนว่า “มากหมอก็ยิ่งมากความ” ช่วงปลายสัปดาห์ก็เลยมีข่าวหลุดออกมาเรื่องการรุมทึ้งเก้าอี้กระทรวงเกรดเอ ซึ่งว่ากันว่าแกนนำพลังประชารัฐ 3 กลุ่ม ทั้งกลุ่ม 4 อดีตรัฐมนตรี กลุ่มอดีตแกนนำ กปปส. และกลุ่มสามมิตร พากันจองตำแหน่งสำคัญๆ ไปหมดแล้ว และยังมีตำแหน่งสายตรงนายกฯ อย่าง “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สองพี่เลิฟของ “บิ๊กตู่” อีกด้วย รวมทั้งรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ต้องนั่งคัดท้ายเศรษฐกิจเหมือนเดิมเท่านั้น

แค่พรรคเดียวก็ตีตราจองไปเกือบ 20 เก้าอี้จากทั้งหมด 35 เก้าอี้แล้ว อีก 19 พรรคที่เหลือจะได้กันสักเท่าไร หนำซ้ำยังเหลือแต่กระทรวงเกรดบี

ในช่วงของภาวะฝุ่นตลบ ก็เกิดคนปิ๊งไอเดียตั้งขั้วการเมืองใหม่ คือ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา” ทั้งหมด 113 เสียง เปิดหวูดเชิญชวนให้พรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาพูดคุยเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาล

เข้าทางพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังเปิดแคมเปญ “รวม 377 เสียงปิดสวิตช์ ส.ว.” พอดี ทำให้ “หนุ่มเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาให้ข่าวกำกวมแบบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เหมือน “ขั้วที่ 3” ใกล้เป็นจริง

แต่หากพิจารณาความเป็นไปได้จาก “ตัวเลข” และ “จุดยืนทางการเมือง” ของพรรคที่มีข่าวว่าจะจัดตั้ง “ขั้วที่่ 3” โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตหัวหน้าพรรคคนใหม่ทุกคนพูดตรงกันว่า ไม่มีทางจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยได้

ฉะนั้นหาก “ขั้วที่ 3” ต้องการเสียงเกินครึ่ง ก็ต้องดึงทุกพรรคมาร่วม แล้วโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐเป็นฝ่ายค้าน

แต่เมื่อบวกตัวเลข ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย 136 เสียง กับพรรคพลังประชารัฐ 115 เสียงแล้ว ปรากฏว่าสองพรรคนี้ได้ 251 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลในฝัน “อนาคตใหม่-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” จึงน่าจะเป็นได้แค่ “วิมานในอากาศ”

ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่มีต่อสถาบันหลักของชาติ ยังน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย

ส่วนแคมเปญ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ของพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะการโหวตนายกฯ โดยใช้เสียง ส.ว. 250 เสียงมารวมด้วย ทำให้ต้องการเสียง ส.ส.อีกเพียง 126 เสียง ซึ่งขณะนี้ขั้วพลังประชารัฐมีเสียงในมือแน่นอนแล้ว 121 เสียง ขาดอีก 5 เสียง ซึ่งหาเติมจากพรรคเล็กได้ไม่ยาก โดยเฉพาะพรรคพลังท้องถิ่นไท ที่ “ชัช เตาปูน” ชัชวาลล์ คงอุดม ออกมาประกาศจุดยืนเมื่อวันศุกร์ว่าจะร่วมรัฐบาลกับขั้วการเมืองที่รักษาสถาบันหลักของชาติ นอกจากนั้นยังมีพรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานของ คสช. อีก 1 เสียงด้วย

ไล่ดูหน้าไพ่ ณ เวลานี้ ต้องบอกว่าพรรคพลังประชารัฐยังมีภาษีมากที่สุดที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลผสม 20 พรรค ซึ่งอาจจะมีจำนวนพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมากที่สุดในโลก และเสี่ยงมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพจากสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำก็ตาม

ศึกชิงหัวหน้า ปชป.คนใหม่-วัดอนาคตพรรค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชิงหัวหน้า ปชป.คนใหม่-วัดอนาคตพรรค

14 พฤษภาคม 2562 – 12:50 น.
หนพรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,กรณ์ จาติกวณิช,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,อภิรักษ์ โกษะโยธิน
เปิดอ่าน 979 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

ความสำคัญของการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง คงไม่ใช่แค่การจัดการภายในพรรคเท่านั้น แต่หมายถึงอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย โดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และ ส.ส.ของพรรค จะร่วมกันตัดสินใจ

สำหรับขั้นตอนการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ มีขั้นตอน คือ
1.วันที่ 15 พฤษภาคม จัดการประชุมใหญ่ โดยองค์ประชุมใหญ่ทั้งหมดมี 307 คน
2.เสนอชื่อผู้ที่ประสงค์จะรับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรคต่อที่ประชุม
3.ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแสดงวิสัยทัศน์คนละ 15 นาที
4.ลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

ทั้งนี้องค์ประชุมใหญ่ที่มีสิทธิเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ซึ่งมีทั้งหมด 307 คน ประกอบด้วย 19 กลุ่ม แบ่งเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง ส.ส.ชุดใหม่ ที่ได้รับการเลือกตั้ง จำนวน 52 คน มีน้ำหนักการโหวตถึง 70% จะเห็นได้ว่าให้น้ำหนักกับคนที่ประชาชนเลือกมากที่สุด

ส่วนที่สอง กลุ่มคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า, อดีต ส.ส., อดีตรัฐมนตรี, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, กลุ่มผู้บริหารท้องถิ่นหรือสภาท้องถิ่นที่ลงสมัครในนามพรรค, กลุ่มหัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนจังหวัด, กลุ่มตัวแทนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งชุดล่าสุด จำนวน 25 คน ประกอบด้วย ตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 7 คน และตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.เขต จำนวน 18 คน ซึ่งก็คือพวกที่สอบตกไม่ได้รับเลือกตั้ง ส่วนที่สองนี้รวมทุกกลุ่มแล้ว มีน้ำหนักในการโหวต 30%

และเนื่องจากให้น้ำหนักในการโหวตกับส่วนที่หนึ่ง คือ ส.ส.ชุดใหม่ ที่ได้รับการเลือกตั้งถึง 70% ดังนั้นถ้า ส.ส.ใหม่ออกเสียงไปในทางเดียวกันว่า เลือกใครเป็นหัวหน้าพรรค คนนั้นก็ได้เป็น ส่วนที่สองซึ่งประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ข้างต้น จะไม่มีความหมาย เพราะมีน้ำหนักในการโหวตเพียง 30% เท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริงในส่วนแรกซึ่งเป็น ส.ส.ชุดใหม่ที่ได้รับการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นเอกภาพ ดังนั้นส่วนที่สอง จะมีน้ำหนักในการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคด้วย

สำหรับรายชื่อผู้ที่ลงแข่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้มีอยู่ 4 คนคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค และทั้งสี่คนต่างเคลื่อนไหวหาคะแนนเสียงสนับสนุนตนเอง โดยแต่ละคณะมีการนัดพบว่าที่ ส.ส.และสมาชิกพรรคตามกลุ่มภาคต่างๆ ผ่านการนัดรับประทานอาหารร่วมกัน โดยแต่ละคณะได้แสดงวิสัยทัศน์ นโยบายที่จะขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่การปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงพรรคให้ดีขึ้น หลังจากที่การเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมาพรรคพบความพ่ายแพ้แบบไม่เคยเป็นมาก่อน

สำหรับทั้งสี่คน นายจุรินทร์ อยู่พรรคประชาธิปัตย์ มานานที่สุด รองลงมา นายพีระพันธุ์ ตามมาด้วยนายอภิรักษ์ และนายกรณ์

ทั้งสี่คนนี้ นายจุรินทร์ เก๋าเกมการเมืองมากที่สุด และเป็น “ลูกรัก” ของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค มากที่สุด เพราะอยู่ด้วยกันมานาน และนายชวนชื่นชมการทำงานของนายจุรินทร์ในสภา โดยนายจุรินทร์เคยเป็นผู้สรุปปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมาแล้ว

นายจุรินทร์ มีสมาชิกพรรคภาคใต้ให้การสนับสนุน รวมทั้งกลุ่มว่าที่ ส.ส.สายนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เนื่องจากนายจุรินทร์เคยอยู่ในทีมงานที่ช่วยนายบัญญัติ ซึ่งเป็นตัวแทน “กลุ่มทศวรรษใหม่” แข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เมื่อปี 2546 กับ “กลุ่มผลัดใบ” ซึ่งดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งการห้ำหั่นครั้งนั้นจบลงที่ชัยชนะของนายบัญญัติ และที่ผ่านมานายจุรินทร์ได้เดินสายพบปะโหวตเตอร์ที่มีสิทธิลงคะแนนในการเลือกหัวหน้าพรรคเป็นระยะๆ

ส่วนคนที่จะอยู่ในทีมงานของนายจุรินทร์ เข้าชิงตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค” คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ และอดีตเลขาธิการพรรค โดยนายจุรินทร์บอกว่า ได้ทาบทามนายเฉลิมชัยมาเป็นเลขาธิการพรรค เนื่องจากมีมุมมองต่อปัญหาและแนวทางพัฒนาพรรคไปในทิศทางเดียวกัน และหลังจากประกาศชื่อนายเฉลิมชัย ได้รับการตอบรับจากคนในพรรคเป็นอย่างดี โดยเจ้าตัวได้รับปากแล้วว่าจะร่วมทีม

“ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายเฉลิมชัยมาโดยต่อเนื่องหลายปีแล้วในเรื่องความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนาพรรคหากมีโอกาส ซึ่งนายเฉลิมชัยเป็นบุคลากรคนหนึ่งของพรรคที่มีศักยภาพ มีประสบการณ์ มีความพร้อม และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง และมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกับสมาชิกพรรคได้ดีในทุกภาค”

ส่วนนายเฉลิมชัยก็ยอมรับว่าได้ตัดสินใจเข้าร่วมทีมนายจุรินทร์ เนื่องจากมีแนวทางการทำงานในทิศทางเดียวกัน และได้พูดคุยกันแล้วเห็นพ้องว่า จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นศรัทธาของพรรคให้กลับมาอยู่ในใจของประชาชน โดยแนวทางการทำงานของตนตั้งใจจะลดความขัดแย้ง

สำหรับนายกรณ์  ผู้ลงแข่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกคน บอกว่า ได้ตัดสินใจลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคหลังจากนายอภิสิทธิ์ประกาศลาออก เพราะเคยพูดไว้นานแล้วว่าหากนายอภิสิทธิ์ยังลงแข่งหัวหน้าพรรค ก็จะสนับสนุน แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ลาออก จึงตัดสินใจเสนอตัว

ที่ผ่านมานายกรณ์เต็มที่กับการชิงหัวหน้าพรรคในครั้งนี้ เดินสายพบว่าที่ ส.ส.หลายพื้นที่ เช่น ภาคใต้ที่ จ.นครศรีธรรมราช และกระบี่ ลงพื้นที่ดูแลปัญหาราคาปาล์มตกต่ำและทำโพลล์ว่าประชาชนต้องการอะไร ทั้งยังลงพื้นที่ภาคกลาง มีการนัดรับประทานอาหารร่วมกับสื่อมวลชนอาวุโส หัวหน้าข่าว ผู้บริหารสื่อทีวี สิ่งพิมพ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง

พร้อมกับชูนโยบายบริหารพรรคอย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และทันต่อยุคสมัย และให้โอกาสคนทุกรุ่น ทุกกลุ่ม และทุกภาค รวมไปถึงการเชิญชวนคนมีความสามารถระดับประเทศเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสะพานข้ามความขัดแย้ง และมีทีมเวิร์กที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยกเครื่องพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นเครื่องมือในการทำงานให้แก่ประชาชน

สำหรับนายกรณ์ มีว่าที่ ส.ส. และอดีต ส.ส.ในกลุ่มของนายอภิสิทธิ์กับกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการบางส่วนให้การสนับสนุน  แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า นายกรณ์ กับนายอภิรักษ์ นั้นส่วนหนึ่งมีฐานเสียงเดียวกัน คือ แนบแน่นกับนายอภิสิทธิ์ ดังนั้นเมื่อนายอภิรักษ์ลงแข่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วย ฐานเสียงส่วนนี้จึงแตก

ส่วนคนที่จะมาเป็นเลขาธิการพรรค ให้แก่นายกรณ์ คือ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก และอดีตรองหัวพรรค  โดยนายชัยวุฒิยอมรับว่าได้ตัดสินใจเมื่อวันที่ 29 เมษายน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีเหตุผลหลายอย่างและเป็นเรื่องที่หนักใจมาก เพราะทุกคนที่เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคมีดีเหมือนกันหมด แต่ได้ตัดสินใจทำงานให้แก่นายกรณ์ ซึ่งไม่ขอบอกเหตุผลขอเป็นเรื่องส่วนตัวดีกว่า เพราะเกรงว่าจะกระทบกับหลายฝ่ายแล้วจะไม่ดี แต่ต้องการให้พรรคเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ และอยากให้การดำเนินการเลือกหัวหน้าพรรคเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด ไม่อยากให้มีผลกระทบเกิดขึ้นภายหลัง และไม่ว่าใครชนะก็อยากให้ทุกคนมารวมตัวกันทำงานเพื่อพรรค

ส่วนนายอภิรักษ์นั้น ตอนแรกไม่ชัดเจนว่าจะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่สุดท้าย นายอภิรักษ์ยืนยันว่า ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน เพราะดูจากผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุดและสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เปลี่ยนไป จึงเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องรับฟังกระแสสังคมหรือเสียงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ โดยนายอภิรักษ์ได้เปิดตัวทีมงานมืออาชีพและเชื่อมคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าในพรรคและทุกคนในพรรคต้องกลับมาร่วมแรงร่วมใจทำงานด้วยกัน เพราะพรรคต้องการการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยพร้อมที่จะประชันนโยบายกู้พรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศแข่งกับผู้ที่ลงแข่งในตำแหน่งนี้  เน้นทำงานเรื่องนโยบายสาธารณะ และเห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้

สำหรับคนที่จะมาเป็นเลขาธิการพรรคให้แก่นายอภิรักษ์ คาดว่าจะเป็นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เพราะจะได้เสียงจาก กปปส. และจากภาคใต้สนับสนุนเพิ่มจากฐานเสียงที่นายอภิรักษ์มีอยู่ใน กทม. แต่เมื่อมีการสอบถามไปยังนายสาทิตย์ พบว่ายังแบ่งรับแบ่งสู้

ส่วนนายพีระพันธุ์นั้น ชูนโยบายฟื้นฟูพรรคทำให้เดินหน้าและกลับมาเป็นพรรคหลักของประเทศ ทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่มีการรวบอำนาจให้อยู่ที่หัวหน้า เลขาธิการพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค ในส่วนเลขาธิการพรรค  นายพีระพันธุ์จะไม่กำหนดว่าเป็นใคร โดยให้เป็นเสรีภาพของสมาชิกพรรคที่จะเลือกว่าใครเหมาะสม

เมื่อเปรียบเทียบผู้ลงแข่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทั้ง 4 คน นายจุรินทร์น่าจะได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่มากที่สุด เพราะมีฐานเสียงสนับสนุนแตกต่างจากอีก 3 คน โดยมาจาก ส.ส.ภาคใต้ และการที่มีนายเฉลิมชัย เป็นเลขาฯ ก็จะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ภาคกลางอีกด้วย ขณะที่นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธุ์ ต่างมีฐานเสียงเดียวกันคือ กทม. ก็จะแย่งคะแนนเสียงกันเอง จึงทำให้มีข่าวว่าก่อนหน้านี้นายกรณ์ล็อบบี้ให้นายอภิรักษ์และนายพีระพันธุ์ถอนตัว แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งหากเหลือเพียงนายจุรินทร์กับนายกรณ์ ก็จะสูสี แม้ว่านายจุรินทร์ยังเหนือกว่า

อีกประเด็นหนึ่งคือ ต้องจับตาแรงกระเพื่อมที่ตามมา หลังจากการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เสร็จสิ้นลง ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะขนาดนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้

“อย่าให้เกิดความแตกแยกขึ้น มีความเป็นห่วงปัจจัยภายนอกพรรคเข้ามาครอบงำและชี้นำ การแข่งขันให้พยายามคำนึงว่าเป็นเรื่องภายในพรรค”

และจากประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ เคยถึงขนาดกลุ่มที่แพ้ย้ายออกจากพรรคแล้วไปตั้งพรรคการเมืองใหม่มาแล้ว อย่างเช่น 10 มกราคม 2530 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 4 นายพิชัย รัตตกุล ชนะ นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์  ทำให้ นายเฉลิมพันธ์, นายวีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น แยกไปตั้งพรรคประชาชน เข้าทำนอง เสร็จ “ศึกใน” เลือดไหลออกจากพรรค

ลูกหนังการเมืองสูตร “ชินวัตร-ติยะไพรัช”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371546?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกหนังการเมืองสูตร “ชินวัตร-ติยะไพรัช”

14 พฤษภาคม 2562 – 10:50 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช,ฮั่น,ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช,เสี่ยฮั่น,สิงห์เชียงรายยูไนเต็,กว่างโซ่งมหาภัย,สุโขทัย เอฟซี,สโมสรสุโขทัย เอฟซี,คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร,พจมาน ณ ป้อมเพ็ชร,พยัคฆ์ล้านนา,ไทยลีก
เปิดอ่าน 6,023 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

*************************

ศึกไทยลีกฤดูกาล 2562 ไม่ต่างจากสมรภูมิการเมือง เมื่อกว่าครึ่งหนี่งของสโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดมีนักการเมืองเป็นเจ้าของ เฉพาะภาคเหนือมี 3 ทีม คือ “กว่างโซ่งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี และ “ค้างคาวไฟ” สุโขทัย เอฟซี

กว่างโซ้งกับพยัคฆ์ล้านนานั้น สังกัดค่ายนายใหญ่..คนแดนไกล ส่วนค้างคาวไฟ สายลุงตู่ เพราะเสี่ยสมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังแต่งตัวเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ในรัฐบาลประยุทธ์ภาค 2

ติยะไพรัช” ผงาด

ย้อนไปช่วงปลายปีที่แล้ว “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ สำหรับคนเชียงรายไม่รู้สึกแปลกใจเพราะ 8-9 ปีที่ “บิ๊กฮั่น” ทำทีมลูกหนังก็แสดงออกชัดเจนว่าจะเล่นการเมืองอย่างแน่นอน

8 ธันวาคม 2561 ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ได้มีงานอภิมหาวิวาห์ระหว่าง ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ลูกสาวคนกลางของ ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช อดีตนายก อบจ.เชียงราย กับนายตำรวจหนุ่ม

ครอบครัว ติยะไพรัช -โฮม, ยงยุทธ, ฮาย, ฮั่น และสลักจฤฎดิ์

คืนวันนั้น คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” ให้เกียรติเป็นประธานคล้องพวงมาลัยมงคลสมรสคู่บ่าวสาว สร้างความปีติยินดีแก่ครอบครัวติยะไพรัชเป็นอย่างมาก

เดิมทีมีข่าว “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จะขยับจากรองประธานทีมกว่างโซ้ง ขึ้นเป็นประธานสโมสร สุดท้ายยงยุทธก็เปลี่ยนแผนให้ “โฮม ปิยะรัฐชย์” ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 พรรคเพื่อชาติ

เวลานี้พรรคเพื่อชาติก็ตกมาอยู่ในมือของสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ โดยมียงยุทธ เป็นที่ปรึกษาหลังม่าน และส.ส.เพื่อชาติ 5 คน ก็มี “น้องโฮม” เป็นตัวแทนนั่งอยู่ในสภา

แม่เลี้ยงโฮม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ

ส่วนประธานสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จึงตกเป็นของ “ฮาย” ปวิษรัช ติยะไพรัช ลูกสาวคนเล็กของยงยุทธ-สลักจฤฎดิ์

แม่เลี้ยงฮาย ประธานสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด

          เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ “บิ๊กฮั่น” ตกงาน ต้องไปนั่งขอบสนามช่วยน้องสาวดูแลทีมกว่างโซ้ง รอเวลาได้รับภาระหน้าที่ใหม่จากคนแดนไกล

“บิ๊กฮั่น” คุมพยัคฆ์ล้านนา

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่สนาม 700 ปี เชียงใหม่ มีโปรแกรมไทยลีกระหว่างเจ้าบ้าน เชียงใหม่ เอฟซี กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ปรากฏว่า “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ได้ไปนั่งชมเกมคู่นี้ที่ห้องวีไอพี

          จริงๆ แล้ว “บิ๊กฮั่น” เป็นตัวละครสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสร้างทีม “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี ให้เลื่อนชั้นจากไทยลีก สู่ไทยลีก ฤดูกาลนี้

บิ๊กฮั่น ดูแลทั้งกว่างโซ้ง และพยัคฆ์ล้านนา

สโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี ก่อตั้งโดย “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งบิ๊กฮั่นให้ความเคารพนับถือพ่อเลี้ยงอี๊ด ประหนึ่งพ่อคนหนึ่ง

เมื่อ “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ต้องการเข้ามาทำทีมเชียงใหม่ เอฟซี บิ๊กฮั่นจึงเจรจากับพ่อเลี้ยงอี๊ด จนได้ข้อสรุปว่า ชูชัยจะเป็นประธานคนใหม่ของพยัคฆ์ล้านนา

“ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” เป็นใคร? ทำธุรกิจอะไร? จึงมีเงินถุงเงินถังมาทำทีมลูกหนัง คนเชียงใหม่รู้แต่ว่า “ส.ว.ก๊อง” เป็นทนายความ เรียกกันติดปากว่า ทนายก๊อง

          การเลือกตั้งส.ว.ปี 2551 ทนายก๊องได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

ปี 2559 “ส.ว.ก๊อง” ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารผาลาดตะวันรอน และมีการพลิกโฉมร้านอาหารผาลาดตะวันรอน เป็นอัครสถานบันเทิงครบวงจร ต้นปี 2560 เปิดตัวสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด โดยมี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา

นับแต่ฤดูกาล 2561 ส.ว.ก๊องกับบิ๊กฮั่น ช่วยกันปั้นทีมเชียงใหม่ เอฟซี จนได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพยัคฆ์ล้านนา

ก่อนสงกรานต์ แฟนทีมพยัคฆ์ล้านนาช็อก เมื่อ “ส.ว.ก๊อง” แถลงลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี หลังมีความคิดไม่ตรงกับคณะกรรมการบอร์ดสโมสร

ส.ว.ก๊อง อดีตประธานสโมสรเชียงใหม่เอฟซี

ถัดจากนั้นสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ทีมในศึกไทยลีก 2 ได้แต่งตั้ง “ส.ว.ก๊อง” ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี เข้ารับตำแหน่งประธานสโมสรทันที

สันนิษฐานว่า ส.ว.ก๊อง อาจไม่ลงรอยกับคนของพ่อเลี้ยงอุดรพันธ์ ต่างจาก “บิ๊กฮั่น” ที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อเลี้ยงอย่างสูง

วันนี้เวียงเชียงใหม่ไร้เงาเจ๊แดง แต่ยงยุทธก็ยังมีบารมีเหนือ ส.ส.เพื่อไทย สายเหนือ แถมลูกชายยังคุมทีมลูกหนังทั้งเชียงราย และเชียงใหม่

          ในอนาคต ยงยุทธคงสยายปีกจากเพื่อชาติเข้าไปคุมเพื่อไทย ในฐานะคนใกล้ชิดติดแทบ “นายใหญ่-นายหญิง”

“ปราสาทเรือนแก้ว” ของเล่นใหม่ “เสี่ยแม้ว”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปราสาทเรือนแก้ว” ของเล่นใหม่ “เสี่ยแม้ว”

14 พฤษภาคม 2562 – 10:15 น.
เรือใบสีฟ้า,คริสตัลพาเลซ,แม้ว,ทักษิณ ชินวัตร,บิ๊กฮั่น,มิตติ ติยะไพรัช,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,สวก้อง,ยงยุทธ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 18,379 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เฝ้าลุ้นเกมนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2561-2562 ทีมเรือใบสีฟ้า หรือแมนเชสเตอร์ซิตี สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 6

          บังเอิญวันเดียวกัน มีข่าวว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตเจ้าของสโมสรเรือใบสีฟ้า เตรียมควักเงินซื้อสโมสร “คริสตัลพาเลซ” หรือทีมปราสาทเรือนแก้ว ซึ่งเพิ่งจบอันดับ 12 ของตารางพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

สื่อยักษ์ใหญ่ด้านกีฬาของอังกฤษ ได้เคยรายงานว่า โจชัว แฮร์ริส และ เดวิด บลิตเตอร์ ผู้ถือหุ้นของทีมคริสตัลพาเลซ กำลังจะประกาศขายทีมให้ผู้ที่สนใจเข้ามารับช่วงต่อ

สโมสรคริสตัลพาเลซ เป็นทีมเก่าแก่มีอายุ 113 ปี ถือเป็นสโมสรที่ก่อตั้งตั้งแต่ยุคแรกๆ ของอังกฤษ โดยฉายาสโมสรคือ “ปราสาทเรือนแก้ว” สนามเหย้าของสโมสรคือ เซลเฮิสต์พาร์ก ตั้งอยู่กรุงลอนดอน ความจุ 25,456 ที่นั่ง มีรายงานการประเมินมูลค่าของสโมสรแห่งนี้ มีราคาอยู่ที่ 225 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 9,200 ล้านบาท

หลังรัฐประหาร 19 กันยา “ทักษิณ” สิ้นอำนาจ ต้องพเนจรร่อนเร่อยู่ในต่างประเทศ พยายามดิ้นรนกลับเมืองไทย เมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับ ทักษิณจึงเบนเข็มไปลงทุนด้านธุรกิจลูกหนัง โดยเข้าไปเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี ด้วยเงิน 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,360 ล้านบาท) เมื่อกลางปี 2550

ทักษิณเป็นนักกลยุทธ์ การลงทุนในธุรกิจลูกหนังอังกฤษ ก็มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน เหมือนสมัยที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เดินเกมปล่อยข่าวจะซื้อทีมลิเวอร์พูลมาแล้ว

ครั้งที่เทกโอเวอร์เรือใบสีฟ้า ทักษิณในฐานะประธานสโมสรได้แต่งตั้ง พานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร เข้ามาร่วมบริหารทีม พร้อมกับประกาศขายฝันว่า นักเตะไทยเล่นในพรีเมียร์ลีกได้แน่นอน อันเป็นการหวังผลทางการเมือง

ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า ก่อนตัดสินใจซื้อแมนเชสเตอร์ซิตี้ เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษมากนัก และสนใจทีมลิเวอร์พูล แต่เลือกซื้อแมนฯ ซิตี้ เพราะเป็นทีมหนีตกชั้นที่ราคาไม่สูงมาก

          เพียงแค่ฤดูกาลเดียว ทักษิณก็ขายทีมเรือใบสีฟ้าให้แก่เศรษฐีน้ำมัน กลุ่ม The Abu Dhabi United Group for Development ในราคา 150 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 9,750 ล้านบาท การขายครั้งนั้น ทักษิณฟันกำไรเกือบ 100%

กรณีข่าวทักษิณกับของเล่นชิ้นใหม่ “ปราสาทเรือนแก้ว” ทำไมต้องมีชื่อ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช โผล่เข้ามาในฐานะผู้บริหารทีมคนหนึ่ง ร่วมกับโอ๊ค พานทองแท้

“บิ๊กฮั่น” ประสบความสำเร็จจากการปั้นสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ตั้งแต่อยู่ลีกภูมิภาค จนได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยลีก แม้จะไม่ได้เป็นแชมป์ แต่เชียงราย ยูไนเต็ด ก็คว้าถ้วยเอฟเอคัพ และถ้วยบอลลีกมาครอง

สองปีก่อน “บิ๊กฮั่น” จับมือ “ส.ว.ก๊อง” หรือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นคนสนิทเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาบริหารสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี จนได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นไทยลีกในฤดูกาลนี้

ความสำเร็จของ “กว่างโซ้งมหาภัย” และ “พยัคฆ์ล้านนา” ที่โลดแล่นในลีกสูงสุดของประเทศ ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานของ “บิ๊กฮั่น”

          “ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “ยงยุทธ-สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” ฉายแววเจ๋งในฐานะนักบริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ จนเข้าตาทักษิณ แต่ไม่รู้ทำไมในช่วงเลือกตั้ง กลับถูกเลือกเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เมื่อพรรคถูกยุบเลยต้องกลับไปนั่งข้างสนามบอล

ด้วยเหตุนี้กระมัง เสี่ยแม้วจึงขอเรียกใช้บริการ “บิ๊กฮั่น” อีกครั้ง เหมือนจะเยียวยาความรู้สึกครั้งที่ตกเก้าอี้เลขาธิการพรรค ด้วยการก้าวขึ้นคุมทีมพรีเมียร์ลีกในอังกฤษ

ฝันเสี่ยแม้วจะเป็นจริงหรือไม่ ? โปรดติดตามช่วงปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกนี้ มีข่าวใหญ่จากลอนดอนแน่นอน

พระราชทานเงิน 27 โรงพยาบาลพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371537?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระราชทานเงิน 27 โรงพยาบาลพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกร

14 พฤษภาคม 2562 – 09:05 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า,กรมแพทย์ทหารเรือ,วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก,โรงพยาบาลรามาธิบดี
เปิดอ่าน 841 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงการดูแลรักษาพยาบาลประชนชน จึงพระราชทานเงินสำหรับจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลตำรวจ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ

โรงพยาบาลหัวหิน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และโรงพยาบาลท่าวังผ่า จ.น่าน

ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวาย เนื่องในงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และส่วนหนึ่งเป็นเงินรายได้จากการจัดงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,407,144,487.59 บาท

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้การรักษาทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์และพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย การรักษาพยาบาลที่ดีมีคุณภาพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ

ทรงพระเจริญ


 โรคสมองฝ่อ-ผู้สูงอายุ
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจมากๆ เพราะเกรงว่าจะเป็นคนแก่ที่เป็นภาระลูกหลาน จึงพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้

วันก่อนได้อ่านพบเรื่อง ‘โรคสมองฝ่อ’ ที่ทางคุณหมอ อธิบดีกรมการแพทย์ และอีกท่านเป็นคุณหมอ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา ได้ความรู้ที่น่าในใจ จึงขอนำมาแจ้งให้ทราบว่า

โรคสมองฝ่อเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ สาเหตุหลักคือ การเสื่อมของเซลล์สมองเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อ เช่น การนอนที่ไม่มีคุณภาพ สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด ซึ่งทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายและสมอง

พญ.ไพรัตน์ แสงดิษฐ ผอ.สถาบันประสาทวิทยา ให้ความรู้เรื่อง สมองฝ่อ คือ ภาวะที่ปริมาณเนื้อสมองลดลงเป็นการเสื่อมของอวัยวะในร่างกายตามธรรมชาติ แต่เกิดกับสมองมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุวัย 75 ปีขึ้นไป

โดยมีปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุ เช่น การเสื่อมของสมองตามวัย เกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะกระทบกระเทือนสมอง การรับประทานยาบางชนิด โรคประจำตัวบางชนิด เช่นขาดวิตามินบี 12 โรคติดเชื้อในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสมอง เช่น ภาวะความเครียด พักผ่อนน้อย

ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้ ลืมสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองลดลง ความจำเสื่อม หลงลืม มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

การรักษาโรคสมองฝ่อ หากพบสาเหตุที่แก้ไขได้จะให้การรักษาตามสาเหตุและให้การรักษาตามอาการ ควรหลีกเลี่ยงรับประทานยาที่มีผลต่อการทำงานของสมอง ควรปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยกับการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยกินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ส่วนการป้องกันการเกิดโรคสมองฝ่อ สามารถป้องกันได้หากปรับพฤติกรรมให้เป็นประโยชน์ต่อสมอง อาทิ ฝึกคิด การเล่นหมากรุก ฝึกคิดเลข รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เป็นต้น

ผมจึงขอแจ้งให้ผู้สูงอายุหรืออาจจะไม่สูงอายได้ทราบและป้องกันไว้เพื่อชีวิตร่างกายจิตใจที่ดีครับ

สุรัตน์ (บางแค)


ตอบคุณ ‘สุรัตน์’ บางแค
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีสารประโยชน์ที่ส่งมา ซึ่งผมขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ผู้สูงอายุหรือกำลังจะสูงอายุสูงวัยได้ทราบ และนำไปเป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้เป็นกิจวัตรประจำวัน และทำได้ง่ายๆมาก

เวลานี้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายมากขึ้น และที่สำคัญก็คือต้องเริ่มจากจิตใจดี มองโลกในด้านบวก

สำหรับโรคสมองฝ่อ ฟังดูแล้วน่ากลัวมากแต่ทุกคนที่สูงวัยอาจจะเป็นได้ ซึ่งเราต้องหาทางป้องกันและพยายามปรับปรุงตัวให้ดีดังคำแนะนำจากคุณหมอด้วย

ขอบคุณในความรู้และคำแนะนำเป็นประโยชน์จากคุณหมออธิบดีกรมการแพทย์และท่านผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา ณ ที่นี้ด้วยครับ
อ๊อด เทอร์โบ