แผนรับมือ’เปิดเทอมใหญ่’..การจราจรว้าวุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371470?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนรับมือ’เปิดเทอมใหญ่’..การจราจรว้าวุ่น

13 พฤษภาคม 2562 – 17:40 น.
เปิดเทอมใหญ่,จราจร,รถติด,โรงเรียน
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

โดย… สุริยา ปะตะทะโย / เจษฎา จันทรรักษ์

ปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่รอการการแก้อย่างยั่งยืน โดยเป็นปัญหาสะสมมาอย่างยาวนาน ทุกหน่วยงานและทุกรัฐบาลหลายสมัยพยายามหาแนวทางและกำหนดเป็นแผนงานเพื่อขจัดปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่แก้เท่าไหร่ ออกนโยบายอะไรก็ยังไม่เห็นเป็นมรรคผล อาจเป็นเพราะระบบขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง ความสะดวกสบายและค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางยังไม่ตอบโจทก์เท่ากับการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาการจราจรติดขัดให้หมดไปในเวลาอันใกล้นี้ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งแล้วช่วงเปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ ย่อมมีผลต่อสภาพการจราจรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น โดยเริ่มโหมโรงเปิดเทอมกันไปบ้างแล้ว แต่โรงเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดเทอมในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ การเตรียมพร้อมรับมือการจราจรในช่วงเปิดเทอมจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

เกี่ยวกับการรับมือ แก้ไข และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรคงหนีไม่พ้น “ตำรวจ” ที่จะเป็นแม่งานหลัก ซึ่งความห่วงใยเรื่องนี้ถูกส่งมาตั้งแต่ระดับรัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้นในฐานะ “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงกำชับให้ทุกโรงพักที่มีสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ดูแลอำนวยการจราจรจุดรับส่งหน้าโรงเรียน และสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กัน พร้อมประสานเร่งรัดการคืนพื้นผิวจราจรตามแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังสั่งกำชับในการเพิ่มมาตรการกวดขันวินัยจราจรและอำนวยความสะดวก ขนส่งสาธารณะ การบริหารจัดการจราจรในภาพรวม รวมทั้งการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจรร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมประสานงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในจุดที่เป็นปัญหา เพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กระทั่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรช่วงเปิดภาคเรียนของสถานศึกษา (ภาคต้น) โดยได้แบ่งเป็น 4 หัวข้อสั่งการ คือ 1.การแก้ไขปัญหาการเปิดสัญญา 2.การแก้ไขปัญหาการจราจรในช่วงเวลาเปิดภาคเรียน 3.การคืนพื้นผิวการจราจรตามแนวรถไฟฟ้า และ 4.การใช้พื้นที่จอดรถไม่ให้กระทบการจราจร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมด้วย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กรมการขนส่งทางบก และ กรุงเทพมหานคร

ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. ที่รับผิดชอบงานด้านจราจร อธิบายว่า สถานศึกษาที่อยู่ในซอยแคบมักมีปัญหาจราจรมาก ซึ่งได้เน้นย้ำระบายรถไม่ให้กระทบถนนสายหลัก โดยให้แต่ละพื้นที่แก้ปัญหาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ พร้อมสั่งระดมกำลังตำรวจจราจรเต็มที่ช่วงเดือนแรกของการเปิดภาคเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองคุ้นเคยกับระบบบริหารจัดการจราจร

พล.ต.ต.จิรสันต์ อธิบายอีกว่า ด้วยการแก้ไขปัญหาจราจรเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีข้อสั่งการในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หลัก ๆ อยู่ 9 ข้อ คือ 1.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกนายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผู้บังคับบัญชาระดับ ผู้บังคับการ (ผบก.) และรองผู้บังคับการ (รองผบก.) ต้องลงมากำกับดูแล ร่วมแก้ปัญหากับผู้กำกับ (ผกก.) สถานีตำรวจท้องที่ เมื่อมีปัญหาจราจรติดขัด หรืออุบัติเหตุใหญ่ ส่งผลกระทบไปยังเขตพื้นที่อื่นๆ ในส่วนรองผู้กำกับ (รองผกก.) และสารวัตรจราจร (สว.จร.) ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกครั้ง โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งเด่วนเช้าเย็น

2.ให้สถานีตำรวจในพื้นที่ที่มีสถานศึกษาบูรณาการร่วมกับโรงเรียนและสถานศึกษาในการอำนวยความสะดวกการจราจร เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ขอความร่วมมือในการจอดรถรับส่งบุตรหลาน และการเตรียมความพร้อมของนักเรียนก่อนถึงโรงเรียน โดยตำรวจ ผู้ปกครอง โรงเรียน ต้องร่วมมือกันบริหารจัดการจุดรับส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ 3.ประสานความร่วมมือภาคีเครือข่าย เร่งรัดคืนพื้นผิวการจราจรตามแนวก่อสร้างให้ได้มากที่สุด 4.ให้ทุกหน่วยจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ รถยก หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาการจราจรให้พร้อม กรณีรถของประชาชนเกิดอุบัติเหตุ หรือเสีย ตำรวจจราจรที่อยู่ใกล้เคียงต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาและเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางการจราจรให้เร็วที่สุด เพื่อให้การจราจรลื่นไหลไปได้

5.ให้ทุกโรงพักทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจัดทำแผนอำนวยความสะดวกจราจร หรือแก้ไขปัญหาในพื้นที่รับผิดชอบ จะต้องรายงานกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยการทำแผนขอให้คำนึงถึงสถานกำลังพลตำรวจจราจร และจุดเสี่ยงที่จะวางกำลังประจำจุด ซึ่งขอให้มีการสุ่มตรวจจาก บก., บช.น. และตร. หากออกแผนแล้วไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มีการดำเนินการต้องถูกพิจารณาข้อบกพร่อง 6.ให้ทุกหน่วยนำเทคโนโลยีมาบริการจัดการจราจร เช่น การเชื่อมต่อระบบซีซีทีวีเข้าไปในป้อมตำรวจควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามแยกต่างๆ เพื่อให้เห็นท้ายแถวของรถ แล้วบริหารจัดการเฉลี่ยปล่อยรถในเส้นทาง ซึ่งอยากให้เชื่อมต่อไปยังโรงพักด้วย เพื่อให้ผู้กำกับ หรือผู้บริหารในโรงพักได้ร่วมบริหารจัดการ หรือตรวจสอบการจราจรในพื้นที่ของตนเองได้ตลอดเวลา

7.กำชับการแต่งกายตำรวจจราจรทุกนาย จะต้องแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบ สะอาด สง่างาม ใช้กิริยาวาจาสุภาพ มีจิตใจให้บริการประชาชน และให้ถือปฏิบัติตามที่ ตร. เคยสั่งไว้โดยเคร่งครัด 8.ให้ บก.จร. พิจารณาจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่สร้างภาพลักษณ์ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องของการจราจรและการให้บริการประชาชน ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดหน้าโรงเรียน สถานศึกษา สถานที่สำคัญๆ รวมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วไว้ให้บริการตามแผนที่เตรียมไว้ และ 9.ให้ศูนย์แก้ไขปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (บก.02) ประชาสัมพันธ์ผ่านหมายเลข 1197 เป็นที่พึ่งให้ประชาชนในการแก้ไขปัญหาจราจร เช่น สอบถามข้อมูลจราจร แจ้งรถเสีย หรืออุบัติเหตุ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ สวพ.91 และจส.100 ร่วมกับแชร์ข้อมูลข่าวสารและสร้างเครือข่าวโซเชียลมีเดีย เพื่อรับรู้ข่าวสารทางโซเชียลมีเดียมาวางแผนในการจัดการจราจร แก้ปัญหารถติด รับแจ้งอุบัติเหตุ

อย่าลืมใช้รถใช้ถนนมีน้ำใจ มีวินัย เคารพกฎลดอุบัติเหตุ เพราะจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวเองและผู้อื่น..!!

 วันเปิดเทอมโรงเรียนในพื้นที่การจราจรหนาแน่น
1.กลุ่มโรงเรียน ถนนสามเสน ราชวิถี นครราชสีมา ได้แก่ ร.ร.เซนต์คาเบียล (5,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 21 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.เซนต์ฟรังฯ (2,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.โยนออฟอาร์ค (305 คน) เปิดเทอมวันที่ 14 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.ราชินีบน (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 21 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.เขมะสิริอนุสสรณ์ (1,802 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.สามเสนวิทยาลัย (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 8 พ.ค. (มัธยม) ร.ร.อนุบาลสามเสน (1,200 คน) เปิดเทอมวันที่ 8 พ.ค. (อนุบาล+ประถม)

2.กลุ่มโรงเรียน ถนนเพชรบุรี อโศก สุขุมวิท เพลินจิต ได้แก่ ร.ร.เซนต์ดอมินิก (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.วัฒนาวิทยาลัย (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 13 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.มาแตร์เดอีวิทยาลัย (2,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.สาธิต มศว ประสานมิตร (1,700 คน) เปิดเทอมวันที่ 27 พ.ค. (มัธยม)

3.กลุ่มโรงเรียน ถนนสีลม สาทร เจริญกรุง ได้แก่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน (5,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 14 พ.ค. (ประถม+มัธยม) ร.ร.อัสสัมชัญแผนกประถม (3,000 คน) เปิดเทอมวันที่ 16 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.อัสสัมชัญคอนแวนต์ (2,700 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (มัธยม) ร.ร.เซนต์หลุยส์ศึกษา (600 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม) ร.ร.เซนต์โยเซฟคอนแวนต์ (5,500 คน) เปิดเทอมวันที่ 15 พ.ค. (อนุบาล+ประถม+มัธยม)

อย่าลืมสัญญาแรงงานไทยเรียกร้อง 10 ประการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าลืมสัญญาแรงงานไทยเรียกร้อง 10 ประการ

13 พฤษภาคม 2562 – 11:20 น.
อ๊อด เทอร์โบ,แรงงาน,สัญญา
เปิดอ่าน 746 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 เสียงเรียกร้องจากผู้ใช้แรงงาน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นกรรมกรก่อสร้างหรือเรียกกันให้เสนาะหูว่าคนใช้แรงงาน อยากฝากทวงคำมั่นสัญญาข้อเรียกร้อง 10 ประการถึงนายกรัฐมนตรีดังนี้

1.ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 เรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงานและฉบับที่ 98 เรื่องการเจรจาต่อรอง 2.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนำร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ…. ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านประชาพิจารณ์แล้วเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภาโดยเร่งด่วน

3.ให้รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดเกษียณอายุลูกจ้างอยู่ที่ 60 ปี กรณีลูกจ้างมีอายุ 55 ปี ประสงค์จะลาออกการเป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างอนุญาตให้ลาออกได้ โดยได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างที่เกษียณทุกประการ ให้กระทรวงแรงงานหามาตรการให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 11/1 อย่างเคร่งครัด

4.ให้รัฐบาลปฏิรูปแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสังคมดังนี้ ปรับฐานการรับเงินบำนาญโดยให้มีอัตราเริ่มต้นที่ 5,000 บาท กรณีผู้ประกันตนเกษียณอายุและรับบำนาญแล้ว เมื่อสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อ ให้มีสิทธิรับเงินบำนาญต่อไป และหรือผู้ประกันตนที่รับบำนาญ ให้คงสิทธิ์ไว้ 3 กรณี ได้แก่ การรักษาพยาบาล ทุพพลภาพและค่าทำศพ ในกรณีที่ผู้ประกันตนพ้นสภาพจากมาตรา 33 และประกันตนต่อ มาตรา 39 การคำนวณเดิมค่าจ้าง 60 เดือน เป็นเงินค่าทนแทนต่างๆ ขอให้ใช้ฐานค่าจ้างจากมาตรา 33 เพิ่มสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลผู้ประกันตนมาตรา 40 เหมือนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ขยายอายุผู้ประกันจาก 10-60 ปี ขยายเป็น 15-70 ปี กรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อสร้างแรงจูงใจและลดความเหลื่อมล้ำให้รวมทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 เป็นทางเลือกเดียวกัน

5.ให้รัฐบาลรวมกองทุนเงินทดแทนกับกองความปลอดภัยแรงงาน และยกระดับเป็นกองความปลอดภัยแรงงาน 6.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาต่อรัฐสภาเพื่อเป็นกองทุนของลูกจ้าง ส่งเสริมการออมของลูกจ้างในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์ในทุกสถานประกอบการ 7.ออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบและมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้ 8.จัดระบบสวัสดิการหรือกองทุนสวัสดิภาพของรัฐวิสาหกิจให้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ยังเป็นพนักงานและพ้นสภาพพนักงาน ให้ได้รับไม่น้อยกว่าลูกจ้างภาคเอกชน 9.ให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 74 และ 10.ให้ รมว.แรงงาน แต่งตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี 2562

จดหมายของผมอาจจะยาวไป แต่เป็นสาระสำคัญที่ขอให้รัฐบาลใหม่ แต่อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนเก่า โปรดช่วยเหลือพวกเราด้วยครับ
ประเสริฐ (ดินแดง)


ตอบคุณ ‘ประเสริฐ’ ดินแดง
ผมเองก็ได้ติดตามข่าววันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติไปเป็นประธานและดีใจที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และขอให้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้คำนึงนึกถึงแรงงานที่เรียกว่าเป็นมือที่สร้างชาติ

สำหรับข้อเรียกร้องทั้ง 10 ประการที่แจ้งมานี้เป็นเรื่องใหญ่มากและไม่เป็นการเกินเลย และหากทำได้ก็จะเป็นประโยชน์และทำให้ชีวิตคนแรงงานดีขึ้นและมีหลักประกันมั่นคง

เรากำลังจะมีรัฐบาลใหม่และคาดหมายว่ารัฐบาลจะคงนโยบายเดิมด้านแรงงาน โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา
อ๊อด เทอร์โบ


‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อความที่ส่งต่อกันมาทางโลกออนไลน์ และเห็นว่ามีแนวความคิดดีมาก

จึงขอส่งต่อมาเพื่อพิจารณาปฏิบัติ และโปรดบอกต่อด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ปลูกผลไม้ทางอ้อม
 ทำให้ประเทศไทยเป็นสีเขียว

อีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ของเรา เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด ขนุน ฯลฯ กำลังจะมาเยือนเราอีกเช่นทุกๆ ปี

เมื่อฤดูกาลแห่งผลไม้มาถึง เมื่อพวกเรากินเนื้อของมันหมดแล้วอย่าโยนเมล็ดผลไม้เหล่านั้นลงในถังขยะของคุณ แทนที่การเทลงถังขยะ กรุณานำเมล็ดเหล่านั้นมาล้าง นำไปผึ่งแดดให้แห้ง และห่อเก็บไว้ในหนังสือพิมพ์เก็บไว้ในรถของคุณ และเมื่อใดที่คุณออกไปข้างนอกและพบกับพื้นที่เปิดโล่ง ที่ดินรกร้าง หรือป่าในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นข้างถนนในหมู่บ้าน ป่าข้างทาง บนที่ดินว่างเปล่าให้โยนเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ลงไป เพื่อให้พวกมันงอกและเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ด้วยการทำสิ่งที่เรียบง่ายนี้ เราสามารถเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการเพิ่มสีเขียวให้กับโลก แม้เพียงต้นไม้ต้นเดียวในแต่ละฤดูกาลแก่โลกของเรา ภารกิจของเราในการเปลี่ยนโลกใบนี้เป็นสีเขียวก็จะประสบความสำเร็จ

รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนประชาชนทุกคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายคนผลักดันแคมเปญนี้อย่างจริงจัง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จำนวนไม้ผลในป่าทวีคูณโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

ด้วยความคิดริเริ่มที่ยอดเยี่ยมนี้ พวกเราสามารถช่วยกันเพื่อกระจายความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติ ด้วยวิธีที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพนี้ได้

ไขปัญหาสูตรคำนวณเลือกตั้ง 62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขปัญหาสูตรคำนวณเลือกตั้ง 62

13 พฤษภาคม 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,สูตรคำนวณเลือกตั้ง 62
เปิดอ่าน 542 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จนล่วงเลยมาเดือนเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็เพิ่งจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทั้ง ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อไป พร้อมกับตัวเลข ส.ส.จากพรรคเล็กกว่า 13 พรรคที่ได้เก้าอี้ในสภาเพียงเก้าอี้เดียว ซึ่งสามารถเข้าสภาได้จากสูตรคำนวณของ กกต. ทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ มาจาก 27 พรรค ทำลายสถิติการมี ส.ส. จากพรรคการเมืองจำนวนมากที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม มีความสำเร็จอยู่บ้าง คือการดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่จุดบกพร่องซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สืบเนื่องมาจนถึงขณะนี้คือความผิดพลาดในการบริหารจัดการ และการประกาศผลการเลือกตั้ง

ผลที่ตามมาอย่างที่ปรากฏกว้างขวางในโลกออนไลน์ คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และไม่ไว้วางใจต่อการเลือกตั้ง รวมถึงผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“จุดบกพร่องมีเยอะ ตั้งแต่การนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งไม่มีมาตรฐาน บัตรเสีย บัตรดี ใช้เกณฑ์อะไรทำไมถึงไม่เหมือนกัน แสดงให้เห็นชัดว่าขาดการฝึกอบรมกรรมการประจำหน่วย การนับเองก็มีความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ประชาชนสงสัยว่าถ้านับใหม่คะแนนเหมือนเดิมไหม ยังไม่รวมถึงกรณีบัตรเสียที่ส่งมาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า กกต. ไม่เข้าใจการจัดการการเลือกตั้งเลย”

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการประกาศจำนวนคนมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 75 รวมถึงกรณีบัตรเขย่งที่มีการกล่าวอ้าง ก็สะท้อนได้ชัดเจนว่า กกต.ไม่เข้าใจตัวเลขการเลือกตั้ง ทำให้การรายงานผลที่ออกมามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ขณะที่ สูตรคำนวณเก้าอี้ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ขยายความไม่พึงพอใจของสาธารณชนต่อ กกต. เนื่องจากทาง กกต. ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยปัญหานี้ว่าการใช้สูตรนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ กกต. จึงยิ่งลดลงเข้าไปอีก

อาจารย์สิริพรรณระบุว่า ท่าทีของ กกต. เป็นการสะท้อนว่าต้องการโยนเผือกร้อนให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยเหลือ แต่ศาลกลับวินิจฉัยว่า กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ดังนั้น กกต.จึงมีหน้าที่อธิบายตามขั้นตอนของกฎหมายให้สาธารณะเข้าใจด้วย

“กกต.ชุดนี้สอบตกในเรื่องการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างรุนแรง เรื่องสูตรการคำนวณทำไมถึงไม่ชี้แจงก่อนการเลือกตั้งให้ชัดเจน พอมาวันที่ 8 พฤษภาคมมาประกาศมีพรรคเล็กๆ ได้ที่นั่ง 1 ที่นั่ง คนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ เป็นการบั่นทอนสถาบันการเลือกตั้งในอนาคต ประชาชนยิ่งสูญเสียความหวังต่อการเลือกตั้ง”

อาจารย์สิริพรรณกล่าวว่า ปัญหาของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้นี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีผลเสียตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กกต.อาจจะมีความผิดในแง่ของการบริหารจัดการและการสื่อสารต่อประชาชน แต่ตัวคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ควรออกมารับผิดชอบต่อกรณีนี้ด้วย โดยเฉพาะการใช้สูตรคำนวณที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง และไม่สะท้อนต่อความต้องการของประชาชน ถึงแม้ว่า กรธ.จะระบุว่าคะแนนเสียงจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างที่อ้างไว้ตั้งแต่ทีแรกก็ตาม

“ตัวสูตรมันนิ่งอยู่แล้ว แต่วลีที่เขียนในกฎหมายมันไม่ชัดเจน กรธ.มีการใช้วลีว่า ให้จัดสรรกับพรรคที่ ส.ส.ต่ำกว่าจำนวนที่พรรคจะพึงมี แต่ต้องไม่เกินจำนวน ส.ส.พึงมีได้ ผลปรากฏว่ารัฐธรรมนูญไม่ให้ปัดเลขทศนิยม แต่ให้เกลี่ยให้พรรคเล็กจนครบ 150 ที่นั่ง แม้ว่าจะได้คะแนนไม่ถึง 70,000 เรียกระบบ Loser Bonus System (ให้รางวัลกับพรรคที่ได้เสียงน้อย) เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ส.ส.จะไม่ถึง 150”

กรณีนี้จึงเรียกได้ว่า กฎหมายที่ระบุไว้ไม่ครอบคลุมไปถึงการกำหนดสูตร ทำให้มีความสับสน ไม่ชัดเจน มิหนำซ้ำ ตัว กกต.เองก็ไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนว่านำสูตรมาใช้อย่างไร ไม่มีการยกตัวอย่างในประกาศของ กกต. ตั้งแต่แรก สะท้อนถึงการไม่มีวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร และนำมาซึ่งความสูญเสียวิกฤติศรัทธาต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลต่อสภาพการเมืองไทย ในแง่ของระบบที่เน้นหัวหน้าพรรคมากกว่านโยบายของแต่ละพรรค และการปรากฏตัวของพรรคเล็กๆ จนเกิดกรณีพรรคงูเห่า การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยากและขาดเสถียรภาพอย่างชัดเจน

“การกอบกู้ศรัทธาของ กกต. อยู่ที่การประพฤติตัวต่อจากนี้ ตามจริงการเปิดเผยคะแนนดิบสามารถกอบกู้ศรัทธาได้บ้าง ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามกระทำ แต่ถ้าประกาศไปแล้วไม่ตรงกับความเป็นจริงตอนนี้ กกต.จะยิ่งเละกว่าเดิม และต้องระมัดระวังมากๆ ต่อการให้ใบแดงใบเหลืองใบส้มใบดำพรรคการเมืองต่อจากนี้ด้วย ประชาชนเขารู้หมดนะ” อาจารย์สิริพรรณกล่าวทิ้งท้าย

“ลุงป้อม”จะได้ไปต่อกับครม.บิ๊กตู่2หรือไม่…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงป้อม”จะได้ไปต่อกับครม.บิ๊กตู่2หรือไม่…

13 พฤษภาคม 2562 – 10:55 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช
เปิดอ่าน 952 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สายสัมพันธ์ของพี่, เพื่อน, น้อง ระหว่างขุนพลแต่ละเหล่าทัพนั้น ว่ากันว่าแน่นเหนียวยากที่จะแซะออกจากกันได้ ยิ่งหากเคยเป็นเจ้านายและลูกน้องนับแต่วันวานยันวันนี้ความสัมพันธ์ยิ่งจะทวีความเหนียวแน่นไปแบบทวีคูณและน่าจะทิ้งกันยากยิ่งในช่วงที่ต้องลุยกับเหตุการณ์ลำบาก

พี่ใหญ่ของ “3ป.” คือ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นซีเนียร์ที่คอยค้ำจุนบัลลังก์ให้แก่น้องเล็กคือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. มาตั้งแต่หลังการยึดอำนาจ เพราะหลายสิบปีก่อนบิ๊กตู่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของลุงป้อมเสมอมา และวันที่บิ๊กตู่ต้องอาสามาทำหน้าที่ยุติความขัดแย้งและเตรียมคืนประชาธิปไตยให้คนไทยในเร็ววันนี้นั้น ถามว่ายามนี้จำเป็นที่บิ๊กตู่ต้องอาศัยชั่วโมงบินของลุงป้อมมาช่วยหรือไม่…

หากย้อนเวลาไปในอดีต…หลายต่อหลายครั้งที่ลุงตู่ต้องเผชิญวิกฤติที่ถาโถมเข้ามา …ทว่าพี่ใหญ่แห่งค่าย “3ป.” คนนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้รับหน้าเสื่อและยอมเป็นผู้บาดเจ็บแต่เพียงลำพัง เพื่อให้ “รัฐบาล” เดินไปอย่างมีเสถียรภาพ

การยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้บิ๊กตู่ลุยไปข้างหน้าแบบไม่ต้องพะวงหลังในช่วงวันวานจวบจนวันนี้ ภารกิจของ “ลุงป้อม” ที่โดดเด่นตั้งแต่เริ่มต้น…

คงเป็นเรื่องของการตระเตรียมการคัดสรรสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีทั้งสายคนการเมืองเก่าและสายอื่นๆ เข้ามาร่วมในการร่างและคลอดกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะมี ส.ว. 250 คนเป็นกำลังสำคัญให้แก่รัฐบาลใหม่หลังมีการเลือกตั้ง และเป็นทีมงานซึ่งจะทำให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ตรงนี้เป็นอีกบทบาทสำคัญที่บิ๊กป้อมคอยกุมบังเหียนเพื่อให้น้องตู่ได้ทำงานอื่นๆ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อมุ่งหน้าในการพัฒนาบ้านเมือง

บางครั้งบิ๊กป้อมยังคอยเก็บกวาดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไม่ให้ต้องถึงมือลุงตู่ และยิ่งปัญหาปากท้องของประชาชนในหลากกรณีซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่บิ๊กป้อมสั่งการและลงไปดูแลด้วยตัวเองเพื่อให้ชาวประชารับรู้ว่า เพลาที่ผ่านมา…บิ๊กตู่มิได้นิ่งนอนใจและดูดายสังคม

ไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน, การเอารัดเอาเปรียบของนายทุนต่อลูกหนี้, การคืนสิทธิต่างๆ ที่จะให้ชาวบ้านมีพื้นที่ลืมตาอ้าปากครั้งใหม่หลังเสียรู้นายทุนหน้าเลือดนั้น จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลนี้ดำเนินการเคลียร์ความทุกข์ยากของชาวบ้านด้วยการคืนโฉนดที่ดินและคืนความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านให้ได้กลับไปครอบครองที่ดินอันเป็นมรดกตกทอดในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประชากรในประเทศ และกำลังจะเริ่มครั้งใหม่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

การลุยกับนายทุนที่ทำนาบนหลังคนนั้น…จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะบางกรณีนั้นนายทุนใช้ช่องกฎหมายในการเข้าไปยึดสินทรัพย์ของชาวบ้านที่นำไปเป็นหลักประกันเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแต่ความจริงกลับต้องเสียเปรียบมหาศาล ฉะนั้นการขับเคลื่อนช่วยชาวบ้านในลักษณะนี้ของบิ๊กป้อม มองได้ว่าเป็นการต่อสู้เชิงจรยุทธ์ ที่ต้องอาศัยบารมีเป็นที่ตั้งถึงจะสามารถนำกฎหมายไปสยบนายทุนที่รีดเลือดคนทุกข์ยากได้อยู่หมัด และยอมจำนนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะจะพบว่า หลายพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา แค่มีกระแสข่าวว่าทีมงานปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนที่มีบิ๊กป้อมนั่งหัวโต๊ะจะส่งทีมงานลงไปตรวจสอบและแเก้ปัญหา ก็มีการแจ้งความจำนงว่าขอเจรจาก่อนล่วงหน้าจากนายทุน โดยไม่อยากให้ใช้กำลัง และมีบทสรุปจบลงด้วยการคืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้แต่โดยดี ภายใต้เงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด การบ้านข้อนี้ที่ลุงตู่สัญญาไว้นั้น บิ๊กป้อมรับหน้าที่สางทุกข์นี้ให้หมดไป…

แต่ดูเหมือนยิ่งช่วงโค้งสุดท้ายในการเตรียมตัวตั้งรัฐบาลใหม่ สภาวะวันนี้ดูเหมือนบิ๊กป้อมจะกลายเป็นเป้านิ่งให้หลายฝ่ายนำมาโจมตีเรื่องของความเหมาะสมในการทำงาน

แหล่งข่าวที่สื่อหลากแขนงและคนการเมืองมองกันว่า เป็นข่าวปล่อยที่หวังสกัดพี่ใหญ่แห่งค่าย “3ป.” ให้เข้าหูบิ๊กตู่แบบไม่ต้องไปพบด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วกรณีที่บังเกิดกับสื่อหลายแขนงในช่วงเวลาไม่นานมานี้ หลายคนในวงการการเมืองรู้ดีว่า…เป็นเรื่องการต่อรองให้ได้มาซึ่งอำนาจ ทุกกลยุทธ์ ข้อด้อยหลากกรณีของคู่แข่งทางการเมืองจึงถูกนำมาขุดคุ้ยหวังทำลายชื่อเสียง หรือลดทอนเสถียรภาพของรัฐบาลที่กำลังตั้งไข่

แม้แต่ตัวบิ๊กป้อมเองก็โดนกระหน่ำ เพราะทุกขั้วที่จะมาจับมือกับพลังประชารัฐรู้ดีว่า หากไร้บิ๊กป้อมแล้วนั้น การต่อรองให้ได้โควตาจะง่ายแสนง่าย การที่บิ๊กป้อมรับบทพ่อบ้านในการรับพิจารณาดีลการเมืองแทนบิ๊กตู่เพื่อเป็นเสาค้ำบัลลังก์ให้บิ๊กตู่ในการลุยงานครั้งหน้าแบบสะดวกโยธินนั้น “พี่ใหญ่คนนี้แห่งค่าย 3ป.” จะนิ่งเฉยต่อไปได้อย่างไร เมื่อวันนี้ “ลุงตู่” กำลังถูกขั้วตรงข้ามตอกลิ่มให้คนที่จะมาหนุนลุงตู่เกิดความหวาดระแวงขัดแย้งกันเอง เพื่อสลายความแข็งแกร่งของรัฐบาลทหาร และ คสช.

โดยเฉพาะการเสี้ยมให้พี่ใหญ่กับน้องเล็กค่าย “3ป.” แตกคอกันเองนั้นมีมาหลายเพลาแล้ว

หากถามว่า…ทำไมถึงต้องใช้กลยุทธ์ในการเสี้ยมพี่น้องให้ขัดแย้งกัน คำตอบคือ ก็เพราะว่าชัยชนะของการเลือกตั้งครั้งนี้ใครก็รู้กันเป็นอย่างดีว่า…หากไร้ซึ่งบิ๊กป้อมในการแก้ปัญหาหลังบ้านแล้วไซร้…โอกาสที่ชัยชนะจะเป็นของพลังประชารัฐในการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเห็นทีจะหืดขึ้นคอ

ยิ่งพอมีข่าว 4 กระทรวงหลักในการวางตัวเสนาบดีชุดใหม่…ไม่ว่าจะเป็น มหาดไทย คมนาคม กลาโหม และกระทรวงเศรษฐกิจฯ จะตกเป็นของพรรคพลังประชารัฐ แล้วนั้น… แน่นอนว่าพรรคอื่นๆ ที่จะมาแตะมือหนุนลุงตู่ยากที่จะยอมรับ เพราะใครๆ ก็อยากครอบครองกระทรวงเกรดเอ เนื่องจากไม่เพียงเฉพาะงบของกระทรวงเหล่านี้ที่จะหว่านลงไปเพื่อหวังผลในพื้นที่ต่างๆ ในวันข้างหน้าเพื่อเป็นผลงานของเจ้ากระทรวงที่ขับเคลื่อนนโยบายนั้นๆ แต่ความจริงอีกข้อหนึ่งที่มิควรละเลยคือกระทรวงเหล่านี้เป็นเสมือนขุมอำนาจที่ค้ำบัลลังก์เสถียรภาพของรัฐบาลด้วย

ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญให้หลายฝ่ายร่วมโจมตีพี่ใหญ่แห่ง “3ป.” แบบไม่ยั้งมือ เพราะหากขาดพ่อบ้านที่เจนเกมการเมืองและเข้าใจแรงต่อรองที่คนการเมืองวาดหวัง โดยทำหน้าที่คอยปัดกวาดเช็ดถูให้บิ๊กตู่แล้ว…ถามว่าวันหน้าใครจะเป็นผู้ตามเช็ดล้างปัญหาและรับหน้าเสื่อแทนบิ๊กตู่แบบที่พี่ใหญ่ค่าย ”3ป.” ทำมาแล้ว และควรที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป

ตรงนี้หรือ…คือจุดอ่อนของรัฐนาวาลุงตู่ ที่หลายคนพยายามจะบอก

ทั้งๆ ที่บิ๊กป้อมคือยาสามัญประจำบ้านที่ลุงตู่มิอาจขาดได้ด้วยซ้ำ…

ลอกคราบ “ลุงสนามหลวง” จุดจบแดงไร้เดียงสา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “ลุงสนามหลวง” จุดจบแดงไร้เดียงสา

13 พฤษภาคม 2562 – 10:38 น.
ลุงสนามหลวง,แดงฮาร์,องค์การสหพันธรัฐไท,สหพันธรัฐไท,วิทยุแดงใต้ดิน,วิทยุใต้ดิน,แดงใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,โกตี๋,อุ้มหาย,หายตัว,วิทยุใต้ดินฝั่งลาว
เปิดอ่าน 30,699 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 พ.ค. 2562

****************

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เอาตัวรอด ได้เป็น “พลเมืองฝรั่งเศส” ส่งเสียงโวยวายกรณี “ลุงสนามหลวง” กับสองสหาย อ้างว่าทางการเวียดนามส่งตัวกลับไทยแล้ว โดยไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน

ตรงกันข้าม นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ไม่เคยพูดถึง “พฤติกรรม” ของลุงสนามหลวง และวิธีการปลุกระดม ผ่านยูทูบช่องสนามหลวง 2008 ที่ประกาศตัวเป็นนักปฏิวัติ และไม่สนใจแนวทางรัฐสภา เพราะมีเป้าหมาย “โค่น..ลูกเดียว”

ลัทธิวีรชนเอกชน

ปลายปี 2560 กลุ่มลุงสนามหลวง หรือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบหรือวิทยุใต้ดินให้สมาชิกองค์กร “สหพันธรัฐไท” ที่อยู่ในไทย ออกมา “ป่วน” งานพระราชพิธีสำคัญ

ขณะนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี” ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ถ้าแน่จริง ลุงสนามหลวงต้องกลับมาทำเอง อย่ายุชาวบ้านออกไปตายแทน

ช่วง 5 และ 10 ธันวาคม 2561 ลุงสนามหลวงปลุกให้สมาชิกสหพันธรัฐไท สวมเสื้อดำมาทำกิจกรรมตามจุดต่างๆ และได้มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จริง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวเข้าไปปรับทัศนคติภายในค่ายทหารประมาณ 5 คน

สาวกลุงสนามหลวง ทำกิจกรรมท้าทาย ลงท้ายก็ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ

เสื้อสหพันธรัฐไท ที่สาวกลุงสนามหลวงผลิต

รวมถึง “สหายดาบ” ลัดดาวัลย์ ชีวะสุทธิ์ ภรรยาของลุงสนามหลวง พร้อมลูกชาย ก็ถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหาร 7 วัน ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

          ลุงสนามหลวงได้แต่ส่งเสียงข้ามโขง เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวภรรยาและลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข

จำได้มั้ย “ชีพ ชูชัย”

ระหว่างปี 2517-2519 ลุงสนามหลวง หรือชื่อจริง ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นประธานชมรมนิยมไทย ได้ร่วมเคลื่อนไหวต้านเผด็จการ และเข้าป่าอีสานใต้ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีชื่อจัดตั้งว่า สหายสมชาย”

หลังปี 2524 ชูชีพพาภรรยาคืนสู่เมือง เรียนหนังสือต่อ และประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ยังไปมาหาสู่กับเพื่อนนักศึกษาที่เข้าป่าอีสานใต้ ซึ่งรวมตัวกันในนาม “สโมสร 19”

ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชูชีพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเหล็กเส้น เนื่องจากมีเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวมหิดลนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ชูชีพตั้งตัวเองเป็นประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

ลุงสนามหลวง, ข้าวเหนียวมะม่วง และ ยังบลัด

          ตอนนั้น ชูชีพทำเว็บไซต์ใต้ดิน จัดรายการวิจารณ์สถาบันเบื้องสูงในนาม “ชีพ ชูชัย” พร้อมกับสนับสนุนอดีตสหายอีสานใต้กลุ่มหนึ่ง ผลิตเอกสาร “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง”

20 สิงหาคม 2551 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ภายหลังกล่าวพาดพิงก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกอากาศผ่านทางวิทยุชุมชน และผ่านทางเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต

ชูชีพหนีออกจากไทยไปหลบภัยอยู่ในเมืองจีน โดยหวังจะให้เครือข่าย “นายใหญ่” ช่วยเหลือ แต่ผิดหวัง เขาถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เลยเปลี่ยนแผนหนีมากบดานอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์

          อยู่ว่างๆ เลยเปิดช่องสนามหลวง 2008 ทางยูทูบ จัดรายการวิจารณ์การเมืองฉบับใต้ดิน

อีโก้แถมไร้เดียงสา

ต้นปี 2559 “โกตี๋” หนีจากเขมรมาอยู่ลาว ได้มาร่วมงานกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ทำวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ ในนาม “สถานีไทยเสรีเพื่อสาธารณรัฐไทย” โดยโกตี๋ ในนามแฝงจัดวิทยุว่า สหายหมาน้อย” และชูชีพใช้ชื่อ “ลุงสนามหลวง” เวลานั้น สถานีวิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ที่ส่งกระจายเสียงจากนครหลวงเวียงจันทน์ มีคนเสื้อแดงติดตามรับฟังกันครึกโครม

19 พฤศจิกายน 2559 สถานีวิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ประกาศยุติการกระจายเสียงชั่วคราว เนื่องจากกรมตำรวจสันติบาลลาว ได้ขอให้หยุดการกระจายเสียง

5 ธันวาคม 2559 วิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ กลับมาออกอากาศทางยูทูบอีกครั้ง พร้อมคำประกาศจัดตั้ง “องค์กรสหพันธรัฐไท” เพื่อเป็นหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย

โกตี๋ หรือ สหายหมาน้อย 

          สมาชิกสหพันธรัฐไท มีอยู่ คน ประกอบด้วย 1.ลุงสนามหลวง (ชูชีพ ชีวะสุทธิ์) 2.โกตี๋ (วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ) 3.ขุนทอง ไฟเย็น (ไตรรงค์ สินสืบผล) 4.แยม ไฟเย็น (รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล) 5.สหายร้อยสิบสอง (วัฒน์ วรรลยางกูร) 6.สหายยังบลัด (กฤษณะ ทัพไทย) 7.สหายเผด็จ (สมเจตน์ คงวัฒนะ)

ทุกคนรวมตัวกันอยู่ในบ้านหลังใหญ่ และกลางปี 2560 โกตี๋กับชูชีพทะเลาะกันรุนแรง เรื่องเงินๆ ทองๆ และจบด้วยการแยกกันอยู่ บ้านใครบ้านมัน

สุรชัย แซ่ด่าน และ ขุนทอง ไฟเย็น

ถัดจากนั้นไม่นาน โกตี๋ถูกกลุ่มชายนิรนามอุ้มหายไป ส่วนลุงสนามหลวงหรือชูชีพ ยังเดินหน้าจัดวิทยุใต้ดินต่อไป

          ที่สุด ลุงสนามหลวง อาจประสบชะตากรรมเดียวกันกับโกตี๋ และ สุรชัย แซ่ด่าน ที่หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย

เพื่อไทยปล่อยอนาคตใหม่เคลื่อนไหวชิงธงตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371403?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทยปล่อยอนาคตใหม่เคลื่อนไหวชิงธงตั้งรัฐบาล

13 พฤษภาคม 2562 – 09:45 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ตั้งรัฐบาล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เจ๊หน่อย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 8,798 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ต่างเห็นอาการแปลกๆ ของพรรคเพื่อไทย ที่หยุดการเคลื่อนไหวรวบรวมเสียงที่หลังจากไปผนึกกัน 7 พรรค และได้เสียงนับรวมกัน 245 เสียง ยังไม่ข้ามเส้น “กึ่งหนึ่ง” ของสภาผู้แทนราษฎร แต่แล้วดูเหมือนพรรคเพื่อไทยหยุดเคลื่อนทัพรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลเสียดื้อๆ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ (หลัง 24 มี.ค.-ก่อนสงกรานต์) มีความพยายามของแกนนำเพื่อไทยหลายระดับต่อสายพรรคเล็ก เพื่อหวังดึงมาอยู่ร่วมในการตั้งรัฐบาล แต่หลังประกาศรับรอง ส.ส.ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 7-8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลับไม่เห็นความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลเหมือนก่อนหน้านี้

          เพื่อไทยหันไปสู่เกมการสร้างทางตันหรือล้มกระดาน ด้วยการมุ่งไปฟ้องร้องการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะการประกาศดำเนินคดีการเลือกวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของ กกต. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่หากเป็นไปดังยุทธศาสตร์เพื่อไทย จะนำไปสู่การ “ต้องมีอันเป็นไป” ของรัฐบาลที่กำลังตั้งใหม่ และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในอนาคตอันใกล้ เพราะครั้งนี้ เพื่อไทยสรุปภายในว่า “ยากที่ฝั่งเพื่อไทยจะชิงธงตั้งรัฐบาล” 

ประกอบกับความไม่เป็นเอกภาพในการขับเคลื่อน การนำทัพของพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้ยังไม่แน่ใจว่าคนแดนไกลจะสนับสนุนใคร ระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ ชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นเป็นผู้ท้าชิงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขณะที่มีข่าวลอยออกมาเป็นระยะๆ ว่า “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เริ่มถอยออกจากศูนย์อำนาจของพรรคเพื่อไทย

          ความไม่เป็นเอกภาพนี้ทำให้โอกาสที่จะขับเคลื่อนชิงธงกับ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งรางเลือน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ “หนุ่มห้าว” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขันอาสานำทัพ รณรงค์สกัดกั้นการหวนคืนนายกรัฐมนตรีรอบสองของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งยุทธศาสตร์ ปิดสวิตช์ ส.ว. หวังเอาเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 376 เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเลย 

แน่นอนว่าการจะได้เสียง ส.ส.เกิน 376 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย หากไม่ได้ 2 พรรคนี้เข้าร่วมยุทธศาสตร์ปิดสวิตช์ ส.ว. แนวคิดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ “แท้ง” ทันที

          จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ ธนาธรจะประกาศตนตั้งแต่วันแรกที่ไปรับใบรับรองความเป็น ส.ส. ว่าจะไปเจรจากับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยด้วยตัวเอง ปัญหาอยู่ที่ ทั้งสองพรรคจะตอบรับการเจรจาของ “หนุ่มห้าว” อย่างธนาธร หรือไม่ เท่านั้น

การที่พรรคเพื่อไทย ปล่อยให้ อนาคตใหม่ เล่นบทนำในการชิงธงตั้งรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะประเมินแล้วว่า โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะเล่นบทนำนั้นไม่ประสบผล เพราะเป็นคู่ขัดแย้งเดิม มิใช่การเจรจากับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเท่านั้นที่ไม่เป็นผล เพราะอยู่คนละขั้วกันมานาน แต่เกมนี้เพื่อไทยและอนาคตใหม่วิเคราะห์กันว่า การเจรจาอย่างเดียวไม่เป็นผล จำเป็นต้อง “สร้างกระแส” กดดันสองพรรคนี้ด้วย ถึงจะทำให้การเจรจาเป็นผลได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน “หน้าชก” ใช้อนาคตใหม่สร้างกระแส จะดีกว่า

เหนืออื่นใด สถานการณ์และบรรยากาศ ที่ “ข้อมูลใหม่” เต็มไปหมด กดดันให้เพื่อไทยไม่กล้าเป็นหัวหอกในการเดินเกม เพราะมิอาจประเมินได้ต่อผลกระทบ ที่จะสะท้อนกลับมา จึงต้องเข็นพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังห้าวเต็มที่ในเวลานี้ “ลองของ” เสียก่อน

          นี่คือความเขี้ยวของพรรคการเมืองเก่าที่มีเหนือพรรคการเมืองใหม่ ส่วนนักการเมืองใหม่กำลังร้อน กำลังมัน ลืมเหลียวหลังกลับไปดูว่า “ถูกหลอกใช้นี่หว่า“ กลับมาดูอีกทีอาจ “สายเสียแล้ว”

ล้างวิทยุใต้ดิน ก๊วน “ลุงสนามหลวง” ปิดฉากที่เวียดนาม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371141?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้างวิทยุใต้ดิน ก๊วน “ลุงสนามหลวง” ปิดฉากที่เวียดนาม

11 พฤษภาคม 2562 – 10:48 น.
ลุงสนามหลวง,องค์กรสหพันธรัฐไท,คนเดือนตุลา,แดงฮาร์ดคอร์,วิทยุใต้ดิน,เครือข่ายวิทยุใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,จรัล ดิษฐาอภิชัย,นายใหญ่,เพียงดิน รักไทย
เปิดอ่าน 30,166 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

**********************

3-4 ปีมานี้ ชื่อของ ลุงสนามหลวง” และองค์กรสหพันธรัฐไท ได้รับความสนใจจากฝ่ายความมั่นคงไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากองค์กรนี้ประกาศลั่นยูทูบ จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไทย และปลุกระดมคนไทยให้ก่อการปฏิวัติ       

          คืนวันที่ 28 มกราคม 2562 ลุงสนามหลวง แถลงผ่านรายการสหพันธรัฐไท ขอหยุดการส่งกระจายเสียงทางช่องยูทูบเป็นการชั่วคราว จากนั้นลุงสนามหลวงกับคนใกล้ชิด คน ได้เดินทางออกจากสปป.ลาว เข้าไปพำนักในเวียดนามในฐานะผู้หลบภัย

12 เมษายน 2562 จรัล ดิษฐาอภิชัย ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย ได้พูดคุยผ่านรายการข่าวของจอม เพชรประดับ ถึงข่าวสารจากมิตรสหายว่า ตำรวจเวียดนามจับลุงสนามหลวงกับพวก แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด

ปูดข่าวส่งตัวกลับไทย?

บ่ายวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพียงดิน รักไทย” หรือเสน่ห์ ถิ่นแสน ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แจ้งข่าวด่วน! ผ่านยูทูบช่องมหาวิทยาลัยประชาชน ว่าตำรวจเวียดนามได้ส่งตัวลุงสนามหลวง และพวก ให้ทางการไทยแล้ว

เพียงดิน รักไทย แถลงข่าวจากสหรัฐ

“เพียงดิน” ได้โชว์เอกสารพาสปอร์ตของบุคคลทั้งสาม ประกอบด้วย ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” สหายยังบลัดและสหายข้าวเหนียวมะม่วง มีข้อสังเกตว่ากลุ่มลุงสนามหลวงได้ใช้พาสปอร์ตปลอม ที่มีแก๊งรับจ้างทำอยู่ในลาว

ลุงสนามหลวง หรือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” 

สหายยังบลัด หรือ กฤษณะ ทัพไทย

สยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง

แกนนำแดงใต้ดินในสหรัฐ กล่าวว่า มีความพยามตามล่าบุคคลที่ลี้ภัยทางการเมืองที่อยู่ต่างประเทศ โดยมีการชี้เป้าเพื่อให้มาเฟียท้องถิ่นในการจัดการ พร้อมทั้งยังตั้งคำถามถึงการส่งตัวกลับดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมายเวียดนามและสากลอย่างไรบ้าง

           ฝ่ายความมั่นคงของไทยยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ และอาจจะเป็นแค่ข่าวลือที่ถูกปล่อยมาก็ได้

สหพันธรัฐไทปฏิเสธ

ด้าน จรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะคนต้นเรื่องลุงสนามหลวงถูกจับ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ว่า “ผมขอประท้วงทางการเวียดนามที่ส่งตัวชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และเพื่อนอีก 2 คน กลับประเทศไทย ขัดต่อหลักการสากลห้ามส่งบุคคลกลับไปสู่ที่อันตรายต่อชีวิต ขอเรียกร้องต่อทางการไทยปฏิบัติต่อ 3 คนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและหลักสิทธิมนุษยชน เปิดเผยที่คุมขัง ให้ติดต่อและญาติเข้าเยี่ยมได้”

จรัล ดิษฐาอภิชัย

ดูเหมือนว่าพลพรรคองค์กรสิทธิมนุษยชนเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลครึกโครม ตรงกันข้ามสมาชิกกลุ่มสหพันธรัฐไท กลับสงบนิ่ง

องค์การสหพันธรัฐไท ยืนยันลุงสนามหลวง ยังปลอดภัย 

ตอนเย็นวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 แกนนำสหพันธรัฐไท ได้ออกแถลงการณ์ผ่านยูทูบว่า ข่าวการจับกุมตัวลุงสนามหลวง ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ไม่มีใครติดต่อได้ เนื่องจากลุงสนามหลวงกำลังปฏิบัติภารกิจลับเพื่อสร้างฐานที่มั่นใหม่

          สาวกยังมั่นใจว่าลุงสนามหลวงปลอดภัยและกำลังเดินหน้าภารกิจปลดปล่อยประเทศไทย

ชะตากรรมแดงใต้ดิน

สองเดือนมาแล้วบรรดา “แดงฮาร์ดคอร์” กลุ่มหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเมื่อไม่ได้รับฟัง “วิทยุใต้ดิน” จากฝั่งซ้าย เนื่องจาก “ลุงสนามหลวง” ประกาศพักการออกอากาศรายการสหพันธรัฐไทไปเมื่อปลายเดือนมกราคมนี้

          ลุงสนามหลวงและพวกไม่ใช่ผู้หลบภัยธรรมดาๆ หากแต่ประกาศตัวเป็น “นักปฏิวัติ” มีการจัดตั้งองค์กรสหพันธรัฐไทขึ้นมา ปลุกระดมมวลชนผ่านยูทูบให้รวมตัวกันเป็นหน่วยย่อยๆ ใครทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องรอคำสั่ง

5 ธันวาคมปีที่แล้ว ลุงสนามหลวงสั่งให้สมาชิกสหพันธรัฐไท ที่อยู่ในเมืองไทยออกมาทำกิจกรรมใส่เสื้อดำที่ติดแถบขาวแดง ซึ่งมีกลุ่มสาวกลุงสนามหลวงได้ทำกิจกรรมดังกล่าวในหลายจังหวัด ขณะเดียวกันทางทหารได้เชิญภรรยาและลูกชายของลุงสนามหลวง เข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร 7 วัน

ช่วงที่ “สุรชัย แซ่ด่าน” และลูกน้องสองคน ถูกนักล่านิรนามอุ้มจากบ้านพักไปจนมีการพบศพลูกน้องสุรชัยในแม่น้ำโขง ด้านลุงสนามหลวงยังดำเนินรายการวิทยุใต้ดินตามปกติ กระทั่งมีประกาศยุติการออกอากาศชั่วคราว

          ประวัติ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” หรือลุงสนามหลวงเป็น “คนเดือนตุลา” สายมหิดล หลัง ตุลา เข้าป่าอีสานใต้มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย” จึงรู้จักมักคุ้นกับ “สหายจรัส” และ “สหายใหญ่” คนวงในเครือข่ายชินวัตรเป็นอย่างดี

ลุงสนามหลวง

หลังรัฐประหาร 2549 เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้แบบใต้ดินของชูชีพ จากกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการจนมาถึงกลุ่มสหพันธรัฐไท

ก่อนหายตัวไปลุงสนามหลวงได้จัดรายการวิพากษ์ “นายใหญ่” และวงศ์วานว่านเครือแบบเผ็ดร้อน ทำนองว่าสู้ไม่จริง หรือหลอกใช้คนอื่น โดยคนเสื้อแดงที่ภักดีนายใหญ่รู้สึกไม่พอใจ ก็ตอบโต้ผ่านยูทูบเช่นกัน

          ลุงสนามหลวงรู้สึกผิดหวังที่เพื่อนพ้องน้องพี่ “คนเดือนตุลา” เครือข่ายนายใหญ่ ไม่ดูแลคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในฝั่งลาว

จุรินทร์-กรณ์ ชี้ชะตาพรรคสีฟ้า ร่วมรัฐนาวาลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุรินทร์-กรณ์ ชี้ชะตาพรรคสีฟ้า ร่วมรัฐนาวาลุงตู่

11 พฤษภาคม 2562 – 10:26 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พรรคสะตด,เลือกหัวหน้าพรรค,กรณ์ จาติกวณิช,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ,หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,ปชป
เปิดอ่าน 7,436 ครั้ง

ถามว่าใครจะได้เก้าอี้ผู้นำพรรคสีฟ้า เมื่อ “จุดขาย” ของสองตัวเก็งออกมาโต้งๆแบบนี้

ก็นี่แหละเรื่องที่คนไทยก็จับตามองเขม็ง กับการคั่วตำแหน่งผู้นำพรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์” ที่จะมีการโหวตในวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 ซึ่งสนุกเร้าใจไม่แพ้ตอนที่อดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยฟาดฟันกับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เลยทีเดียว

          หากแต่ความสนุกรอบนี้มิได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะอย่างเดียว แต่ผลของผู้ชนะจะมีส่วนชี้ชะตาทั้งพรรคเอง และยังหมายถึงหน้าตารัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย

วัดราศรีหัวหน้าพรรค

ถึงนาทีนี้แม้ว่าผู้ร่วมชิงชัยจะมี 4 คนด้วยกัน ได้แก่ กรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการรองหัวหน้าพรรค และทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีตผู้ว่าฯ กทม. และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

          แต่ทุกคนรู้ดีว่าขั้วที่คั่วกันจริงๆ มีแค่สองคนเท่านั้นคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และกรณ์ จาติกวณิช

จริงอยู่ที่สองรายนี้หลายคนก็ได้คำตอบแล้วว่าใครมาวิน เพราะมองไปถึงอุดมการณ์ที่สองฝ่ายประกาศตั้งไว้คนละมุม (แม้ว่าบางทีทุกอย่างที่เราเห็นผ่านการเขียนสคริปต์ ซ้อมบท? กันไว้แล้วตั้งแต่ต้นก็ตาม)

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ประสาซื่อ จะเห็นถึงจุดอ่อนจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายไม่ยาก

          “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หรือ อู๊ดด้า” ถ้าเรามองฐานคะแนนเสียงของพรรคนี้ที่มีสองแรง คือ คนกทม.+คนสะตอ หากแต่เอาเข้าจริงๆ ฐานเสียงภาคใต้นับเป็นฐานเสียงหลัก

ดังนั้นมุมนี้ฝ่ายอู๊ดด้าเรียกว่าดีกรีมากกว่า เพราะเขาคือผู้แทนคนใต้ที่เป็นลูกหม้อของพรรคนี้มาเนิ่นนาน จิตวิญญาณเต็มเปี่ยม ทั้งสำเนียงก็ใช่

เป็นระดับอาวุโสที่เข้าสู่วงการเมืองตั้งแต่ปี 2529 เป็น ส.ส. 11 สมัย (ส.ส.พังงา 6 สมัย และส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 สมัย และเคยเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใหญ่หลายกระทรวง

แถมหากมองไปถึงแบ็กอัพอย่างนายหัว ชวน หลีกภัย ที่สำหรับคนใต้ฉายา “เทพเจ้าชวน” ยังคงขายได้เสมอ รวมไปถึงอดีตหัวหน้ามาร์ค และ  บัญญัติ บรรทัดฐาน หรือ โกหยัด อีกหนึ่งตัวพ่อของคนใต้ก็ไม่ธรรมดา

และทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่าจุดยืนของโหม๋เราคนใต้ เอา-ไม่เอาใครกันแน่!

หันมาที่ฝ่าย “กรณ์ จาติกวณิช” ที่เป็น ส.ส.รุ่นน้อง แม้จะเริ่มต้นที่พรรคเดียวกัน แต่เขาเพิ่งทำงานการเมืองช่วงปี 2548

แถมยังเป็น ส.ส.กทม. ที่หากถามความเชื่อมโยงกับคนใต้แล้ว กรณ์ยังห่างจากจุรินทร์ไกลนัก จึงไม่แปลกที่เขาจะเพียรลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อทำความเข้าใจกับคนใต้ในหลายประเด็น

          อย่างไรก็ตามหากวัดกึ๋นทางเศรษฐกิจแล้ว กรณ์ดูจะมีภาษีมากกว่า เพราะภาพของหนุ่มโย่งพูดได้ว่าระดับนานาชาติกับความเป็น “รัฐมนตรีคลังโลก” ที่เคยได้รางวัลมาจากฝรั่งมังค่า

และลีลาของเขาในการนำเสนอประเด็นการแก้ปัญหาปากท้องก็รับฟังได้เพลินๆ ทำให้น่าเชื่อว่าหากเขาได้เก้าอี้หัวหน้าพรรคและเข้าร่วมรัฐบาล นโยบายต่างๆ จะถูกดันให้เกิดมรรคผล

อย่างการอ้าง “โพลล์ยกมือ” จากนักธุรกิจใต้ ขณะไปบรรยายหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทย” ที่โรงแรมปุระนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

           ผลออกมาว่าส่วนใหญ่ยกมือให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ขณะที่เมื่อถามถึงประเด็นฝ่ายค้านอิสระ กลับไม่มีใครยกมือเลย ก็นับว่าเป็นไม้เด็ดของกรณ์

งานนี้ถึงไม่บอกโต้งๆ ว่าเอาด้วยกับพรรคพลังประชารัฐ อาจติดที่เคยพูดว่า “ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” แต่ที่เขาบอกว่า “ผมขอบอกจากใจเลยว่า ผมจะฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก” นี่ก็คือคำตอบ

ทางสองแพร่ง

จากข้างต้นเราได้เห็นทางสองแพร่งที่คนประชาธิปัตย์จะต้องเลือกว่าจะอยู่ข้าง ฝ่ายค้านอิสระ” ซึ่งนำโดย อู๊ดด้า, ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และบัญญัติ บรรทัดฐาน

หรือ ฝ่ายเอาด้วยกับพลังประชารัฐ” ซึ่งนำโดย กรณ์, นิพนธ์ พร้อมพันธุ์, ถาวร เสนเนียม, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และจุติ ไกรฤกษ์

แต่ถ้าวัดพลังจากสองทาง-สองแนวนี้ ก็อาจชัดเจนว่าศึกนี้ “ไม่สูสี” เพราะคำว่า ฝ่ายค้านอิสระ” เวลานี้ก็ถูกปล่อยวาทกรรมว่า เท่ากับหนุนทักษิณ” อันเป็นลีลาคุ้นเคยที่ค่ายนี้ใช้บ่อยๆ ว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่”

นอกจากเพื่อสะกิด “ต่อมเกลียดแม้ว” ของมวลสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่อาจทำให้อู๊ดด้าเสียคะแนนแล้ว หันไปดูหน้าตาทีมแบ็กอัพชนิด “A-list” ของหล่อโย่งอีกที ก็สะท้อนอะไรบางอย่าง

คือ คงไม่ถึงขั้นแมลงสาบแตกรังแบบที่หลายคนเปรียบ แต่ก็พอจะเห็นภาพว่าพลังของนายหัวชวน ลดฮวบอย่างชัดเจนสำหรับคนในพรรค พูดง่ายๆ ว่า ตัวแทนคนสะตอรายนี้กำลัง ขาลง”

ไม่ต้องนับ ถาวร เสนเนียม ที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเอาด้วยกับลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เจ้าของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (หนุนลุงตู่)  ชัดเจนมาตลอด หรือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ก็ชัดเจนว่าไม่เอาหัวหน้ามาร์ค

หากแต่ฝ่าย นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผู้เป็นอดีตเลขาธิการนายกฯ ชวน และอภิสิทธิ์ มานาน แม้แต่ช่วงนกหวีดครองเมือง เขาเองก็เคยยึดแนวทางของนายหัวชวนที่ประกาศให้พลพรรคยึดอุดมการณ์และระบบรัฐสภา ไม่นำไพร่พลลงท้องถนน ปล่อยให้น้องเขยอย่างลุงกำนันฉายไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่ “เสี่ยไก่” จุติ ไกรฤกษ์ ผู้ซึ่งยืนเคียงข้างอดีตหัวหน้ามาร์คมาตลอด ทั้งหมดนี้หันมาเอาด้วยอวยกันกับกรณ์หมด

หรือชัดๆ เลย ขนาดกรณ์เองก็เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับอดีตหัวหน้ามาร์คมาตลอด และแม้แต่อีกสองผู้ลงแข่งขันอย่างอภิรักษ์ โกษะโยธิน และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ว่ากันว่าก็ทีมกรณ์ที่ส่งมาตัดคะแนนอีกฝ่ายทั้งสิ้น

          แต่มุมหนึ่งสิ่งนี้ก็ยังสะท้อนว่ากรณ์เองก็มีกำลังภายในมากพอตัว ทั้งดีกรี ลีลา หน้าตา ที่จะสามารถผสานทุกฝ่ายมารวมกัน ดังที่เขาเพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า

“ผมขอเป็นสะพานข้ามความขัดแย้งที่จะเชื่อมทุกคนไปสู่ก้าวใหม่ เดินหน้าต่อไปด้วยกัน เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ที่เรารัก กลับมาเป็นความหวังของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งให้ได้” ในขณะที่วันเดียวกันนั้น คู่แข่งของเขายังเงียบไม่เคลื่อนไหว

สุดท้ายวันนี้ถามว่าใครจะได้เก้าอี้ผู้นำพรรคสีฟ้าเมื่อ “จุดขาย” ของสองตัวเก็ง สิ่งที่อู๊ดด้ามีคือพลังของฐานเสียงภาคใต้ ผู้ไม่เอา พปชร. และขอเป็นฝ่ายค้านอิสระทั้งดีและหล่อ

          กับหล่อโย่งที่ไม่ต้องบรรยายเยอะ พูดมาคำเดียวว่า “ลุงตู่” ก็จบแล้วเกมนี้

ลุงตู่…ไปต่อ วัดใจนักเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่…ไปต่อ วัดใจนักเลือกตั้ง

11 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,ลุงตู่,บิ๊กตู่,ลงุตู่ไปต่อ,สืบทอดอำนาจ,คสช,พรรคการเมือง,กกต
เปิดอ่าน 3,836 ครั้ง

รายงานพิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2562

********************

ถ้ามองว่าเหลือแค่ขั้นตอนขึงไม้ ตีกรอบ กับภาพวาดหน้าตาของรัฐบาลไทย หลังผ่านการร่างเส้น ลงสี แรเงา ตัดขอบ และเซ็นชื่อกำกับผลงาน ก็คงได้

จากที่ช่วงก่อนนี้ไม่กี่วันคนไทยอลหม่านกับกระแสนายกรัฐมนตรีคนกลางที่จะมาแก้ปัญหา การเมืองเดดล็อก” ถ้า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปต่อไม่ได้

แต่ตอนนี้้หลัง กกต. รับรองส.ส.ครบแล้ว สมการของฝ่ายชนะ น่าจะมาทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ยึดโยงกับขั้วอำนาจปัจจุบันอย่าง คสช.

และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จ่อรอเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย แปลว่า “ลุงได้ไปต่อ” ตามคาด!

ฟ้ากว้างทางเปิด

“เฮ้อ…” อาจเป็นเสียงโล่งใจของใครบางคน จะใช่คนที่เพิ่งพูดว่า “ใจหาย” หรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่คงจำกันได้กับภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงวันที่  7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อันเป็นวันสุดท้ายที่ทำงานร่วมกันในการประชุม ซึ่งครม.ครบเต็มคณะครั้งสุดท้ายก่อนที่บางคนลาออกไป

โดยในส่วนของคสช.จากเดิมมี 15 คน เหลือ 11 คน ในส่วนของครม.เดิมมี 36 คน เหลือ 17 คน รวมถึงบิ๊กตู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ก็ยังมีการประชุมได้ตามปกติต่อไป

วันนั้นบิ๊กตู่กล่าวว่า “5 ปี ไม่ใช่เวลาอันสั้นๆ วันนี้ผมก็รู้สึกใจหาย ได้เห็นหน้าเห็นตากันครบถ้วน ก็หายไปหลายคน”

แน่นอน วันนั้นบิ๊กตู่อาจใจหาย อย่างที่บอกว่า 5 ปี (กับ 10  ซิงเกิล) นั้นไม่สั้นและไม่ง่าย จนหลายคนอดแซวไม่ได้ว่า เพราะตอนนั้นสมการต่างๆ ยังไม่ลงตัวนะสิ!

ยิ่งที่กระแสมาแรงกับคลื่นแทรกคลื่นแซบเรื่องนายกฯ คนกลาง อย่าง “ดร.กบ” อำพน กิตติอำพน ที่รายนี้ก็มีเสียงการันตีจากหลายฝ่ายมาแน่ เพราะเป็นนักบริหารที่ทำงานได้กับทุกรัฐบาล ทุกฟากฝ่าย และยังเลื่องลือว่าเป็นข้าราชการที่ทำงาน มากกว่าแข่งขันเอาหน้าและเล่นพรรคเล่นพวก ทั้งยังผ่านตำแหน่งสำคัญระดับชาติมามากมายเชื่อมือได้ การันตี

สังคมไทยตอนนั้นมองซ้ายมองขวาลุ้นแทนบิ๊กตู่ว่าเอายังไงกันดี!

จนเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรอง ส.ส.ทั้งสองระบบรวมกัน 498 คน โชะ!

ผลปรากฏว่า พรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีเสียงรวมกัน 253 ที่นั่ง จากพลังประชารัฐ 115 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย เสียง ชาติพัฒนา เสียง พลังท้องถิ่นไท เสียง รักษ์ผืนป่าประเทศไทย เสียง ประชาชนปฏิรูป เสียง และหากรวมประชาธิปัตย์ 52 เสียง และภูมิใจไทย 51 เสียง และพรรคขนาดเล็กอีก 11 ที่นั่ง

ขณะที่ฝ่ายประกาศรวมพลังในนามฝ่ายประชาธิปไตยนำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) มีคะแนนรวมกันแค่ 245 เสียง จากเพื่อไทย 136 เสียง อนาคตใหม่ 80 เสียง เสรีรวมไทย 10 เสียง เศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง ประชาชาติ 7 เสียง เพื่อชาติ 5 เสียง และพลังปวงชนไทย 1 เสียง

แปลว่าพรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันที โดยมีบิ๊กตู่คนเดิมเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

 หนทางยิ่งไกลกว่า

แม้เสียงโล่งใจจะดังไปทั้งแผ่นดิน พร้อมๆ กับที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างกรุ้มกริ่มยินดี เมื่อนักข่าวถามความรู้สึกว่า “ก็เป็นเรื่องของ กกต. หน้าที่ของใครก็ของใคร ขอบคุณนะ โชคดีทุกคน”

แต่ทุกอย่างก็คงเป็นไปตามที่บิ๊กตู่กล่าวนั่นแล ว่า “5 ปีนั้นไม่สั้น” (ถามกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ได้) แต่ขวบปีจากนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

กล่าวคือ แม้จะรู้แล้วว่าใบหน้านายกฯ คนใหม่ที่ลอยมาเป็นใคร เพราะอย่างที่รู้ว่าในการจัดตั้งรัฐบาลต้องใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา คือเกินครึ่งจาก ส.ส. 498 คน และส.ว. 250 คน ที่รวมเป็น 748 เสียง คือ 374 เสียง

และอย่างที่รู้อีกว่าในส่วนของส.ว.250 คนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จัันทร์โอชา เป็นผู้นำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นวุฒิสภาขึ้นทูลเกล้าฯ เรียบร้อยแล้ว

ตัวเลขเหนาะๆ ที่พรรคพลังประชารัฐจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็เห็นๆ กันอยู่ว่าประมาณไหน แค่เปิดว่ามีคนนามสกุล “จันทร์โอชา” เป็นหนึ่งใน ส.ว. ก็ชัดเจนไม่ต้องถามซ้ำ

แต่ไม่ว่าจะมั่นใจขนาดไหน เส้นทางหลังจากนี้ต้องดำเนินไปอย่างรัดกุม!

ทั้งนี้ตามปฏิทินการเมืองประเทศไทยคนไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และรัฐบาลใหม่บริหารประเทศภายในเดือนมิถุนายน 2562 แปลว่าไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นระหว่างนี้

ด้านหนึ่งตอนนี้บรรดาผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองการเป็น ส.ส. กำลังทยอยเข้ารายงานตัวรับเอกสารรับรองการเป็นส.ส.ที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เกียกกาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กันคึกคัก

แต่อีกด้านหนึ่งดูเหมือนว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดและสุ่มเสี่ยงที่สุดเวลานี้กลับอยู่ที่การพูดคุยเจรจากันระหว่างพรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาลมากกว่า!

เพราะเรื่องนี้สำคัญชนิดที่ยังไม่ต้องไปว่าไกลถึงการบริหารงานในสภา แต่มันหมายถึงว่าหากเจรจาไม่ลงตัวปัญหาต่างๆ ก็อาจเริ่มก่อตัวขึ้นมาได้ทันที

และการเป็นนายกฯ ของบิ๊กตู่ ที่อาจได้ไปต่อ แต่คำว่า “ต่อ” นั้น ต้องถามว่า “ยาวแค่ไหน!”

ส่องว่าที่รมต.ไทย เก้าอี้ไหน..ใครจอง?

อย่างที่บอก จากนายกฯ คนที่ 29 มาสู่นายกฯ คนที่ 30 คนเดียวหน้าเดิม อาจเหมือนจบ แต่ยังไม่จบ

อย่างที่บอก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงรู้ดีว่าต่อให้พรรคพลังประชารัฐ กับพรรคแนวร่วมมากมายได้เข้าไปเป็นรัฐบาล แต่การบริหารนั้นไม่ราบรื่น ด้วยคำว่า “เสียงปริ่มน้ำ” คำที่ฟังดูเย็นแต่ความจริงคือ “ของร้อน”

ดังนั้นเพื่อสกัดทุกอุปสรรคและทุกจุดอ่อน พรรคพลังประชารัฐต้องเริ่มทำตั้งแต่การตั้งรัฐบาลให้ลงตัวเสียก่อน โดยเฉพาะการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ที่จะต้องมั่นใจว่าไม่ทำให้แนวร่วมเปลี่ยนใจ

อย่างกระแสที่ออกมาช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแบ่งโควตารัฐมนตรีมีว่า พรรคพลังประชารัฐ จะจัดสรรโควตารัฐมนตรีในส่วนของตัวเองไว้ 13-15 ที่นั่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 4 อดีตรัฐมนตรีแถวหน้าอย่าง  อุตตม สาวนายน ที่คาดว่าจะนั่งรัฐมนตรีคลัง, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ, ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีมหาดไทย และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วน กลุ่มสามมิตร ได้ 4 เก้าอี้ คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั้นระบุว่าอยู่ระหว่างตัดสินใจจะรับตำแหน่งเอง หรือให้หลานชายรับแทน, อนุชา นาคาศัย ยังไม่ชัดเจนและมีความเป็นไปได้ว่า อิทธิพล คุณปลื้ม จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สันติ พร้อมพัฒน์ คาดว่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, วิรัช รัตนเศรษฐ

ส่วนโควตารัฐมนตรีในสายของลุงตู่ แน่นอนมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ รัฐมนตรีกลาโหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ขณะที่ยังวางตัว พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิก สนช.เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 เป็น รมต.ด้วย

 ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย แม้ว่าหัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล ยังปฏิเสธว่า ยังไม่ได้อะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ข่าวออกมาว่า พรรคอาจได้รับการจัดสรรโควตา รมต. 7 ตำแหน่ง แต่ยังไม่ลงตัวในการเจรจากระทรวงใหญ่ โดยมีกระแสข่าวคนใหญ่ของพรรคไม่โอเคกับการที่พลังประชารัฐกวาดกระทรวงเกรดเอไปหมด โดยเฉพาะคมนาคม จนแว่วมาว่ามีการต่อสายพูดกับพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ส่วนหนึ่ง ที่ไม่พอใจการแบ่งกระทรวงเช่นกัน จึงหวังร่วมกดดันให้พลังประชารัฐเกลี่ยโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่

ทั้งนี้เดิมทีว่ากันว่า ค่ายกัญชาต้องการกระทรวงหลักๆ เหมือนกัน คือวางตัว อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคไว้ที่รองนายกฯ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีมหาดไทย, สรอรรถ กลิ่นปทุม รัฐมนตรีคมนาคม, นาที รัชกิจประการ รัฐมนตรีสาธารณสุข และยังมีคนอื่นๆ อีก

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเพราะก็ต้องการกระทรวงสำคัญเหมือนกัน ข่าวว่าบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีศึกษาธิการ, กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง, สาธิต ปุติเตชะ รัฐมนตรีเกษตรฯ, และคนอื่นๆ เช่น ถาวร เสนเนียม, อัศวิน วิภูศิริ และจุติ ไกรฤกษ์ ที่รอจ่อเก้าอี้รัฐมนตรีทั้งสิ้น

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา บุคคลที่จะมาเป็น รมต. คือสองพี่น้อง กัญจนา และวราวุธ ศิลปาอาชา ไม่หวือหวา ขอแค่กระทรวงพัฒนาสังคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

จากข้างต้นจะเห็นว่ายังมีเก้าอี้ในบางกระทรวงหลักๆ ที่เห็นชัดว่ายังไม่ลงตัว ต้องแก่งแย่งกันอยู่ โดยเฉพาะกระทรวงคลัง คมนาคม และมหาดไทย

แถมยังมีเรื่องพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องรอผลการแข่งขันลงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ซึ่งจะจบในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ที่น่าแปลกใจว่าในขณะที่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ออกตัวว่าอยู่ข้าง “ฝ่ายค้านอิสระ” แต่ก็ยังมีชื่อเอี่ยวขอนั่งเก้าอี้ รมต.ศึกษาด้วย

ในขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช คู่แข่ง ก็ชัดเจนที่กระทรวงคลัง ซึ่งหากเขาได้โหวตเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องมาต่อรอง ฟาดฟันกับคนอื่นที่ขอเก้าอี้กระทรวงนี้เหมือนกัน

สรุปว่า “บิ๊กตู่” ได้ไปต่อ แต่ขอคิดสักแป๊บ เพราะยังวุ่นเหลือเกิน!

เหตุใด “ปวิน” จิกกัด “ปิยบุตร” ไม่เลิกรา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหตุใด “ปวิน” จิกกัด “ปิยบุตร” ไม่เลิกรา

10 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
ชูธงทวนกระแส,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สมศักดิ์ เจียมสุรกุล,Thai Voice,จอม เพชรประดับ,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เปิดอ่าน 19,996 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

เหมือนดูละครเรื่องรอยรักรอยแค้น เมื่อ “เซเลบแดง” อย่าง “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ไม่ยอมลดราวาศอกให้ “สองแกนนำ” พรรคส้มหวาน อารมณ์ประหนึ่งหญิงสาวถูกชายหนุ่มหักหลัง

ล่าสุดเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ @piyabutr_FWP กล่าวถึงชัยชนะของทีมลิเวอร์พูลในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ว่า

“ชัยชนะของลิเวอร์พูลเมื่อคืนนี้ ก็เหมือนกับการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอให้เราเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ หล่อเลี้ยงด้วยแรงปรารถนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ลงมือทำด้วยความหวัง โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ”

ปวิน และปิยบุตร

หลังจากนั้น ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ได้แชร์ข้อความของ “อาจารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล ผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun พร้อมกับเขียนแคปชั่นสั้นๆ ว่า “เพ้อเจ้อฉิบหาย”

วันเดียวกัน อาจารย์ปวิน ยิงสเตตัสเชิงประชดประชันอาจารย์ป๊อกอีกว่า “เมื่อคืนดิฉันชนะวงป๊อกเด้งค่ะ ชัยชนะครั้งนี้ ก็เหมือนกับการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอให้เราเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ หล่อเลี้ยงด้วยแรงปรารถนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ลงมือทำด้วยความหวัง โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ”

จริงๆ แล้ว ตอนที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เริ่มประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ ปวินก็กระดี๊กระด๊าแสดงตัวเป็นแม่ยกทันที

ปวิน และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

กลางปี 2561 เมื่อพรรคอนาคตใหม่ ประกาศนโยบายพรรค โดยเน้นที่การปฏิรูปกองทัพและชำระล้างมรดก คสช. แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้ไข ม.112 เพราะถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่สมควรที่จะมาบรรจุเป็นนโยบายหาเสียง

          เท่านั้นแหละ อาจารย์ปวินเป็นเดือดเป็นแค้นให้สัมภาษณ์รายการ Thai Voice ของ จอม เพชรประดับ ทันทีว่า กรณีไม่มีนโยบายที่จะแก้ไข ม.112 ทั้งๆ ที่เป็นจุดกำเนิดสำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ความศรัทธาเชื่อมั่นที่ฝ่ายประชาธิปไตยมอบให้พรรคนี้เริ่มต้นจากเรื่องนี้ 

ประโยคที่ว่า “เริ่มต้นจากเรื่องนี้” ปวินหมายถึงเมื่อปี 2554 คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการและร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้ง “คณะรณรงค์ 112” หรือ “ครก.112” เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 1 หมื่นรายชื่อ เสนอแก้ไข ม.112

          “ปิยบุตร” ก็อยู่ในขบวนการริเริ่มแก้ไข ม.112 รวมถึงแกนนำพรรคอนาคตใหม่อีกหลายสิบคนก็เข้าร่วมรณรงค์แก้ไข ม.112 

สมศักดิ์ เจียมสุรกุล อดีตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Somsak Jeamteerasakul ชำแหละพรรคอนาคตใหม่เช่นกันว่า

“ผู้นำอนาคตใหม่ยังไม่ทันใช้ความพยายามอะไร ยังไม่ทันเผชิญอุปสรรคอะไรมากมายใหญ่โต ก็ดร็อปเรื่อง 112 ซึ่งพวกเขาพูดเองหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา…พอคุณเล่นการเมือง คุณไม่เสนออะไรที่จะแก้ปัญหาที่ตัวเองพูดเลย อย่างนี้เป็นซ้ายประสาอะไร หรือถ้างั้นจะเล่นการเมืองไปทำไม ถ้าไม่เสนอแก้สิ่งที่ตัวเองบอกว่าเป็นปัญหา”

ธนาธร และปิยบุตร รู้ดีว่าในวันที่สวมเครื่องแบบ “นักเลือกตั้ง” จะต้องทิ้งเสื้อคลุมนักวิชาการปีกซ้าย เพราะพวกเขาต้องปรับจูนความคิดกับผู้ร่วมก่อการและสมาชิกพรรคที่มาจากหลากหลายอาชีพ นักกฎหมายหนุ่มจากฝรั่งเศสเลือกที่จะซ่อนแนวคิด “แก้ไข ม.112” เอาไว้

ฉะนั้นพรรคส้มหวานจึงหันมาเล่นการตลาดการเมือง จุดกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ขายฝันเรื่องแก้ปัญหาปากท้อง ขายความสดใหม่ของผู้สมัคร ส.ส. ฯลฯ

          พวกเขาคิดแบบนักเลือกตั้งที่คิดถึงแต่ “วิธีการ” อันจะนำไปสู่ชัยชนะ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องอุดมการณ์ ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยอมให้เซเลบแดงด่าดีกว่าแท้งก่อนเกิด