สูตรปาร์ตี้ลิสต์ แจก”พรรคเล็ก”กกต.กระสุนตก-รัฐบาลปวกเปียก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สูตรปาร์ตี้ลิสต์ แจก”พรรคเล็ก”กกต.กระสุนตก-รัฐบาลปวกเปียก

10 พฤษภาคม 2562 – 09:25 น.
กกต,พลังประชารัฐ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,สสปาร์ตี้ลิสต์
เปิดอ่าน 1,715 ครั้ง

สูตรปาร์ตี้ลิสต์ แจก”พรรคเล็ก”กกต.กระสุนตก-รัฐบาลปวกเปียก

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศผลรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 149 คน โดยมี 26 พรรคการเมือง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งในจำนวนนี้ รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กจำนวน 11 พรรคด้วย

การประกาศรับรองผล ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ให้ 11 พรรคการเมืองเล็ก ได้ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 ที่นั่ง ก็เท่ากับว่า กกต.ได้ตัดสินใจใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงค่าเฉลี่ยจำนวนเสียงต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งตกประมาณ 71,000 คะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นผลมาจาก “เศษคะแนน”

ก่อนหน้านี้ มีความเห็นทางกฎหมาย ออกเป็น 2 ทาง เกี่ยวกับสูตรการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ความเห็นแรก เห็นว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง คือ  ประมาณ 71,000 คะแนน ไม่มีสิทธิได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย  โดยต้องถูกตัดทิ้งไปตั้งแต่แรก ทั้งนี้เป็นไปตามที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (5) กำหนดว่าการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใด มี ส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) เนื่องจากได้คะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน

ส่วนความเห็นที่สอง เห็นว่า ตามเจตนารมณ์เรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่กำหนดใน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ต้องการให้ทุกคะแนน “มีค่าไม่ตกน้ำสูญเปล่า” ดังนั้น พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนน ย่อมมีสิทธิได้รับการนำมาคำนวณเพื่อจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ก็มีโอกาสได้รับการปัดเศษเช่นกัน ถ้ามีเศษคะแนนที่เหลือมากกว่าพรรคการเมืองเล็ก จึงไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมืองเล็กเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการปัดเศษคะแนน สูตรนี้จึงเป็นธรรมกับทุกพรรคโดยยึดตามหลักกฎหมายที่ทุกคะแนนถูกนำมาคำนวณหมด การที่อ้างว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนน จะไม่มีสิทธิได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะบางที ส.ส.เขต ที่ชนะเลือกตั้งได้คะแนนแค่ 20,000 คะแนนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อ กกต.เลือกตัดสินใจใช้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ ที่กระจายที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้แก่พรรคการเมืองเล็กด้วย ก็ต้องยอมรับผลพวงที่ตามมา นั่นก็คือ การฟ้องร้องจากพรรคการเมืองที่คิดว่าตนเองเสียประโยชน์จากการตัดสินของ กกต.ในครั้งนี้

อย่างพรรคเพื่อไทย ก็ออกแถลงการณ์มาแล้ว ไม่เห็นด้วยกับ กกต. ที่เลือกใช้วิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบนี้ โดยเห็นว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. และการตัดสินใจดังกล่าว ยังอาจจะส่งผลต่อบริบททางการเมืองภายภาคหน้าอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย และเห็นว่า เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อ กกต.ในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป

ขณะที่ “พรรคอนาคตใหม่” นำโดย “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค พร้อมด้วย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และว่าที่ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ได้แถลงข่าวหลังทราบผลการรับรอง และหลักเกณฑ์การคำนวณที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของ กกต. โดย “ปิยบุตร” ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่เป็นผู้เสียหายโดยตรง โดยที่นั่ง ส.ส.ของพรรค หายไป 7 ที่นั่ง หรือหายไปเกือบ 6 แสนคะแนน

จึงจะใช้สิทธิในการฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ให้ 11 พรรคการเมืองเล็ก ได้ ส.ส.ด้วยของ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

คราวนี้มาดูกันว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วเกี่ยวกับปาร์ตี้ลิสต์ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้วินิจฉัย มีความหมายว่าอย่างไร

หากพิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพียงว่า พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 128 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 เท่านั้น เนื่องจาก พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 เป็นเพียงการกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณคิดอัตราส่วนเพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ครบจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเป็นการขยายรายละเอียดเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงลึกไปถึงที่ว่าสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ถูกต้อง เป็นเช่นไร

และก่อนหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะส่งเรื่อง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กกต.ก็เคยส่งเรื่องนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยให้ เพราะเห็นว่า กกต.ยังไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการใช้วิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบใด

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำร้องขอของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ ว่า พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ก็เป็นวินิจฉัยไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการไต่สวนหลักฐานเพิ่มเติม  มีเพียงแต่การเรียกเอกสารจากการประชุมร่างกฎหมายมาดูเท่านั้น ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงตัดสินไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าว

แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยไปถึงสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ว่าต้องเป็นเช่นไร และชี้ว่า พรป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ทำให้ กกต.สามารถนำมาตรา 128 ของ พรป. เลือกตั้ง ส.ส. มาใช้ในการคำนวนจำนวนปาร์ตี้ลิสต์ได้ และตีความเองว่าจะเลือกใช้สูตรไหน จะเลือกเอาสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่า ต้องให้ที่นั่ง ส.ส.แก่พรรคการเมืองเล็กด้วย หรือจะเอาสูตรที่มีนักวิชาการบางส่วน เห็นว่าต้องให้ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อแก่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนถึงค่าเฉลี่ย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ซึ่งมีเพียง 16 พรรคการเมืองเท่านั้น ก็ได้

ดังนั้นเมื่อ กกต.เลือกเอาสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คือ การแจกที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ให้แก่พรรคการเมืองเล็ก อีก 11 พรรคการเมือง จึงเป็นกลายเป็นการใช้อำนาจของ กกต.ไปแล้ว และเมื่อ กกต.ใช้อำนาจเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียเกิดสิทธิทางศาล ซึ่งตอนนี้ก็มีการประกาศมาแล้ว คือพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่

และหากพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ไปยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ว่าไม่ถูกต้อง คราวนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยลงไปถึงวิธีการคำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ว่าที่ถูกต้องคือวิธีไหนกันแน่ด้วย เนื่องจากมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจของ กกต. ที่ให้กระจายที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองเล็ก เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นไปตามที่ กกต.เลือกใช้วิธีกระจายที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ให้แก่พรรคการเมืองเล็ก ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ คือต้องให้ที่นั่ง ส.ส.แก่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเฉลี่ยถึงประมาณ 71,000 คะแนนเท่านั้น ก็ต้องปรับกันใหม่

ส่วนที่ว่า การที่ กกต.เลือกใช้วิธีคำนวณที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กระจายให้แก่ 11 พรรคการเมืองเล็ก ทำให้ขั้วพรรคพลังประชารัฐ มีโอกาสตั้งรัฐบาลได้มากขึ้นหรือไม่นั้น ก็ต้องตอบว่า มีโอกาสมากขึ้น เพราะเดิมเสียงของขั้วพรรคพลังประชารัฐและขั้วของพรรคเพื่อไทย ก้ำกึ่งกันอยู่  แต่ตอนนี้  11 พรรคการเมืองเล็กที่ได้นั่ง ส.ส.พรรคละ 1 ที่นั่ง ก็ออกมาบอกแล้วว่า จะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตามก็ยังมีตัวแปรอีก เช่น ต้องรอดูเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า การสรรหา ส.ว. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาว่าอย่างไร เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ต้องมาจากการเลือกร่วมกันของ ส.ส. และ ส.ว.  ต้องสมบูรณ์ทั้ง 2 สภา จึงจะเลือกนายกฯ ได้  ดังนั้น ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การสรรหา ส.ว. ไม่ชอบ ก็จะทำให้การมีรัฐบาลล่าช้าไปอีก

สำหรับการที่เลือกใช้วิธีกระจายที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองเล็ก ซึ่งจะทำให้มีพรรคการเมืองในสภาทั้งหมด 27 พรรคการเมือง (รวม ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ไม่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าไปด้วย) ไม่เพียงกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการต่อรองกันสูงของคนในพรรคเดียวกันแล้วยังต่อรองกันสูงในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสิบกว่าพรรคด้วย ส่วนซีกฝ่ายค้าน ก็มีพรรคการเมืองเยอะแยะไปหมด ผลสุดท้าย ไม่ส่งผลดีต่อเสถียรภาพรัฐสภาโดยรวมแต่อย่างใด

‘บริคณห์สนธิ’ตัวชี้ผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371042?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บริคณห์สนธิ’ตัวชี้ผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ?

9 พฤษภาคม 2562 – 14:50 น.
กระดานความคิด,หนังสือบริคณห์สนธิ
เปิดอ่าน 1,388 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   ร่มเย็น 

“ปล่อยผี” ไปก่อน สุดท้ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็รับรอง ส.ส.เขต 349 คน จากทั้งหมด 350 คนและรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คนจากทั้งหมด 150 คน เนื่องจากมีการร้องคัดค้านการเลือกตั้งจำนวนมาก ประมาณ 400 เรื่องยังทำไม่เสร็จ โดยในจำนวนนี้เป็นการร้องว่าผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติ เกือบ 50 เรื่อง อีกทั้ง กกต.มีอำนาจสอยภายหลังได้ภายใน 1 ปี หากพบว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.

สำหรับเรื่องผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติที่ถูกร้องกันมากก็เรื่องถือหุ้นสื่อ  โดนกันหลายพรรคการเมือง

และโทษสำหรับผู้สมัครที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังสมัครนั้น หนักหนาสาหัส เพราะ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 151 ระบุ จําคุก 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาท และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

แถมยังมีการนำไปโยงกับการทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แล้วร้องให้ยุบพรรคการเมืองนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเห็นแย้งทางกฎหมายว่า ในเรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งขาดคุณสมบัติกับการทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นคนละเรื่องกัน จึงไม่อาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้

สำหรับในเรื่องผู้สมัคร ส.ส. ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสื่อนั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร …(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ  และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 ก็บัญญัติในทำนองเดียวกัน

ส่วนผู้สมัคร ส.ส. ที่ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสื่อนั้น จะต่อสู้ในประเด็นที่ว่า ขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้วก่อนสมัครรับเลือกตั้ง หรือสู้ว่าตนเองไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่ว่าในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทระบุว่าทำสื่อด้วยเท่านั้น เพราะแบบฟอร์มของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุวัตถุประสงค์ไว้แบบครอบจักรวาล มีหลายข้อ, บ้างก็ต่อสู้ว่าซื้อหุ้นมาจากตลาดหลักทรัพย์ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหุ้นสื่อ เพราะปกติเวลาซื้อหุ้น ก็ไม่มีใครดูหนังสือบริคณห์สนธิกันว่าบริษัทนั้นจดแจ้งวัตถุประสงค์ไว้อย่างไรบ้าง, บ้างก็ต่อสู้ว่าได้ยกเลิกบริษัทที่ทำสื่อไปแล้ว

สำหรับในประเด็นที่ว่าขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้วก่อนที่จะลงสมัคร ส.ส.นั้น เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงของผู้สมัคร ส.ส. เป็นรายๆ ไป ถ้าผู้สมัคร ส.ส.รายไหน พิสูจน์ได้ว่าขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้วก่อนสมัคร ส.ส. ก็ไม่ผิด

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในเรื่องที่จดแจ้งในหนังสือหนังสือบริคณห์สนธิ ว่าทำสื่อ จะทำให้ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. หรือไม่

ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก “หนังสือบริคณห์สนธิ” ว่า คือ ตราสารจัดตั้งนิติบุคคลชนิดหนึ่ง ที่กำหนดกรอบวัตถุประสงค์ของบริษัท และกำหนดรายละเอียดอื่นๆ ที่สำคัญของบริษัท เช่น เรื่องทุนเรือนหุ้นที่จดทะเบียน ผู้เริ่มก่อการ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาถือหุ้นหรือผู้ที่จะมาติดต่อกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นได้รู้ว่าบริษัทมีขอบเขตธุรกิจแค่ไหน ใครเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้ง มีเงินทุนเท่าใด นอกจากนี้หนังสือบริคณห์สนธิยังเป็นการแสดงเจตนาต่อคนทั่วไปในการจัดตั้งบริษัทด้วย

และคราวนี้มาดูการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ว่าดูจากหนังสือบริคณห์สนธิด้วยหรือไม่  ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้ว เกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส.ที่ถือหุ้นสื่อโดยเฉพาะ

นั่นก็คือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีที่นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 2 จ.สกลนคร ถูกศาลสั่งให้ถอนชื่อ นายภูเบศวร์ ออกจากประกาศรายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สกลนคร ของพรรคอนาคตใหม่

ศาลฯ พิพากษาว่า “เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภูเบศวร์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ​เซอร์วิส ​ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์ นายภูเบศวร์จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ​ตามรัฐธรรมนูญ ​มาตรา ​98 ​(​3​) ​และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ​มาตรา ​42 ​(​3​) ​

ส่วนที่นายภูเบศวร์ อ้างว่า ​ห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิส ​มีวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่ในความจริงไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์ นั้น ฟังไม่ขึ้น ​

แม้ต่อมาวันที่ 6 ​มีนาคม 2562 นายภูเบศวร์ จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิส แล้ว ​แต่เป็นระยะเวลาหลังจากผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ​จึงต้องถือว่า ในวันที่นายภูเบศวร์ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้คัดค้านยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นเจ้าของ ​หรือผู้ถือหุ้น ​ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ​

นายภูเบศวร์ จึงเป็นบุคคลอันมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติดังกล่าวและไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”
“สกัด” ออกมาจากคำพิพากษาศาลฎีกา ได้ว่า
1.ผู้สมัคร ส.ส. ขาดคุณสมบัติหากเป็นเจ้าของหรือถือหุ้น ในกิจการที่ระบุวัตถุประสงค์ว่าทำสื่อ (ซึ่งหลักฐานสำคัญก็คือ “หนังสือบริคณห์สนธิ”)
2.การต่อสู้ว่า ในความจริงไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่ในหนังสือบริคณห์สนธิ ระบุว่าทำสื่อ ฟังไม่ขึ้น
3.การยกเลิกกิจการที่ทำสื่อนั้น ต้องเลิกทำก่อนวันที่ยื่นใบสมัคร ส.ส. หากเลิกทีหลัง ขาดคุณสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.

คำพิพากษาศาลฎีกา เป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับหลักกฎหมายในเรื่องต่างๆ ว่าต้องเป็นเช่นไร

อย่างไรก็ตาม มือกฎหมาย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ กลับมองว่า คดีนายภูเบศวร์ เป็นเรื่องแปลกที่ศาลมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างนั้น แต่อาจเป็นเพราะกรณีนี้ไปเขียนเติมวัตถุประสงค์ในตอนยื่นจดทะเบียนว่าประกอบกิจการสื่อมวลชน ซึ่งรายละเอียดมากกว่าในแบบฟอร์มมาตรฐาน ศาลจึงมองว่ามีความตั้งใจที่จะทำสื่อ แต่ถ้าเป็นรายอื่นที่ถือหุ้นธรรมดาในบริษัทแล้ววัตถุประสงค์ไม่ได้เขียนเติมไป แต่เป็นไปตามแบบฟอร์มมาตรฐาน “วิษณุ” เห็นว่าแบบนี้ไม่น่าเข้าข่าย

ต้องรอดูกันต่อไปว่า แค่แบบฟอร์มมาตรฐานสำเร็จรูป ระบุว่าบริษัทนั้นทำสื่อ จะทำให้ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่

จับจังหวะการเมืองไทยใคร…จะได้ไปต่อในบทใด?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371031?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะการเมืองไทยใคร…จะได้ไปต่อในบทใด?

9 พฤษภาคม 2562 – 14:10 น.
สสปาร์ตี้ลิสต์,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สมชัย ศรีสุทธิยากร,กกต,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พรรคเสรีรวมไทย
เปิดอ่าน 1,399 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

และแล้วศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อ “รัฐธรรมนูญ มาตรา 91”

แล้วการเมืองไทยจะไปอย่างไรต่อ..เมื่อกกต.เคาะว่า “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” นั้น จะมี 27 พรรค และ “มีผลทางการเมืองทันที” เพราะเมื่อเคาะสูตรนี้โดยที่กกต.อ้างว่ายึดแนวทางการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตามสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

“โดยพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 11 พรรคการเมือง และเมื่อรวมกับพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเกินกว่าค่าเฉลี่ยส.ส. 1 คน จะมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 27 พรรค”

งานนี้ไม่ว่ากกต.จะเคาะสูตรออกมาแบบใด ย่อมมีพรรคที่ได้กำไรและขาดทุนในจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากสถานการณ์ออกมาแบบนี้ ชี้เป้าล่วงหน้าเลยว่า กกต.จะโดนฟ้องร้องแน่นอนตามที่ระบุในข้างต้นเพราะสองสูตรคำนวณจากอดีตสองเสือ กกต. คือ โคทม อารียา และสมชัย ศรีสุทธิยากรชี้ว่า จะมีสิบหกพรรคเท่านั้นที่จะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยสมการการเมืองแปรเปลี่ยนทันทีเพราะขั้วหนุนลุงตู่จะพลิกแซงขั้วต้านลุงตู่ที่ยึดสูตร 16 พรรคไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เพียงแค่นี้ก็มองแล้วว่า “ความวุ่นก๊อกสอง” จะตามมาอีกเพียบ…เพราะความขัดแย้งทางการเมืองจ่อที่จะเกิดขึ้นใหม่แบบลูกโซ่ในไม่กี่อึดใจข้างหน้านั้น เนื่องจากพรรคที่มีคะแนนเกินค่าเฉลี่ยต่อส.ส.1 คน หรือพรรคที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 71,057.4980 คะแนนนั้น ไม่ยินยอมแน่นอนที่จะเกลี่ยคะแนนของพรรคตัวเองท่ี่ประชาชนมอบให้มา เพื่อไปให้พรรคที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ข้างต้นได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะคนการเมืองจะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งโดยผ่านการพิสูจน์สิทธิเเละศรัทธาจากประชาชนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา แล้วต้องแสดงความยินยอมกับสิ่งที่กกต.วินิจฉัยและขัดต่อมติที่ประชาชนมอบให้ผู้สมัครส.ส. และพรรคนั้นๆ เพื่อมาทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” แต่ต้องโดนเกลี่ยจำนวนส.ส.ในโควตาตัวเองไปให้พรรคอื่นๆ นั้น “มันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง”

ต้องยอมรับว่าหนึ่งเดือนเศษหลังการหย่อนบัตรเลือกตั้งจบลง จะพบว่าความไม่แน่ชัดของกกต.นั้น ออกมาในหลากมิติรวมทั้งคำชี้แจงแบบที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตและโต้แย้งไปมากจนสังคมแคลงใจกับการทำหน้าที่ของกกต.ชุดนี้ ตั้งแต่วิธีนับคะแนนที่มีการนับใหม่บางเขต การเลือกตั้งในบางหน่วยที่มีคะแนนไม่ตรง การผลิใบสารพัดสีที่วินิจฉัยไม่ทันในช่วงหนึ่งเดือนเศษและมีแนวโน้มจะสอยทีหลังเพราะรับรองไปแล้ว….. เขตจาก 350 เขตที่จะแปรเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคได้กี่คน การตัดทิ้งคะแนนเลือกตั้งจากนิวซีเเลนด์ การตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ส.ส. ที่คุณสมบัติไม่ครบที่มีผลกับคะแนนของแต่ละพรรค การสอบสวนการถือหุ้นสื่อของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งข้อร้องเรียนจากหลายภาคส่วนว่าแกนนำอีกหลายพรรคก็มีการถือหุ้นสื่อเช่นกัน

และเมื่อสภาวะการเคาะส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาแบบนี้ ท่าทีของขั้วไม่เอาลุงตู่ชัดแล้วว่า “กกต.เตรียมโดนสอยแน่และมันจะลามไปยังการเปิดประชุมรัฐสภาและการฟอร์มรัฐบาลใหม่หรือไม่ น่าคิด…” เพราะขั้วไม่เอาลุงตู่ชักธงรบแล้ว เริ่มที่แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ที่ระบุว่า “ตามที่ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 128 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 นั้น พรรคเพื่อไทยขอแถลงว่า

1.พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น

2.ตามที่มีพรรคการเมืองหรือบุคคลแสดงความเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเท่ากับเป็นการรับรองว่าสูตรในการคำนวณส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อนั้นคือ “สูตรที่แจกพรรคเล็ก” พรรคเห็นว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเช่นนั้น

3.พรรคยังคงยืนยันว่าการคำนวณ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องกระทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 โดยเคร่งครัด กล่าวคือการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดได้ที่นั่งส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พรรคจะได้จำนวนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าส.ส.พึงมี (ส.ส.พึงมีหนึ่งคนเท่ากับคะแนนเสียงประมาณ 71,000 คะแนน) ดังนั้นการคำนวณที่ต่างไปจากนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น การจัดสรรที่นั่งส.ส. ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้คะแนนประมาน 30,000 คะแนน จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ”

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่า “คำวินิฉัจฉัยนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปิดไฟเขียวให้กับ กกต.นำสูตรการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แบบที่กระจายให้แก่พรรคเล็ก หรือที่เรียกกันว่าสูตร “27 พรรค” มาใช้ได้ทันที ยืนยันว่าเรื่องพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 นั้น “เป็นคนละเรื่องกัน” กับการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะเมื่อมาตรา 128 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หมายความว่า กฎหมายมาตรานี้จะยังคงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป ซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. นำมาใช้ตีความ

แต่ถ้าตีความจนเกิดสูตร “27 พรรค” และไปขัดกับ มาตรา 91 ก็เป็นกรณีที่ กกต. ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องพ.ร.ป.ขัดรัฐธรมนูญ  การใช้อำนาจของกกต. หากทำให้พรรคอนาคตใหม่เสียหาย 600,000 คะแนน และส.ส. 7 คน หายไป พวกเขาเหล่านี้มีส่วนได้เสียในการที่จะดำเนินการต่อไปกับการใช้อำนาจหน้าที่ที่ขัดรัฐธรรมนูญของกกต. ซึ่งมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา 157 มีโทษตามพ.ร.ป. คณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 69 ซึ่งเป็นบทหนัก รวมถึงขัดกับมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรอิสระด้วย”

และ “แนวร่วมเพื่อการเลือกตั้งเป็นธรรม” ที่เป็นเครือข่ายของพรรคสีส้มก็ไปยื่น” ป.ป.ช. “ให้สอย “กกต.” เเล้วด้วย

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แปลว่าสูตร กรธ.ถูกต้อง

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นการระบุเพียงแค่ว่ามาตรา 128 ของพ.ร.ป.ส.ส. มิได้มีเนื้อความขัดหรือแย้งต่อมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นเพียงการขยายความขั้นตอนวิธีการคำนวณ แต่ไม่ใช่คำตอบว่าสูตร กรธ.ที่ กกต.ตั้งใจใช้จะถูกรัฐธรรมนูญด้วย

คำวินิจฉัยของศาลจึงมีประโยชน์เป็นศูนย์สำหรับ กกต. มิได้มีส่วนสนับสนุนหรือเป็นตัวช่วยใดๆ ให้กกต.เลือกใช้สูตรที่อาจมีคนแย้งว่า เป็นสูตรที่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วจะพ้นผิด ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับกกต. 7 ท่าน จะตัดสินใจใช้สูตรที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือในการคำนวณเพื่อจัดสรรจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เหมาะสม  หากเปรียบ กกต.เป็นวัด คาดว่าหาก กกต.ใช้สูตรผิดคงมีหลายพรรคที่ประกาศจองกฐิน งานนี้คงรับกันไม่หวั่นไม่ไหว  คณะที่ร่วมจองกฐินจะมีกี่คณะ บ่ายนี้ได้รู้กัน”

ไหนจะมีการขอให้นับคะเเนนใหม่ทั่วประเทศจากพรรคเสรีรวมไทยชี้ช่องความผิดพลาดของกกต.ที่เป็นกรณีคลาสสิกอย่างนครปฐม เขตหนึ่งมาเป็นตัวอย่าง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พรรคเสรีรวมไทย มีข้อสงสัยว่า แค่เขต 1 ของ จ.นครปฐม เพียงเขตเดียว ยังมีข้อผิดพลาดมากมายขนาดนี้ นับ 2 ครั้ง คะแนนของผู้สมัครไม่ตรงกันเลย ชวนให้คิดว่าอีก 349 เขตทั่วประเทศ จะเกิดเหตุการณ์เหมือน จ.นครปฐม ได้อีกหรือไม่ ถ้าไม่มีการตรวจสอบจะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือ

พรรคเสรีรวมไทยจึงขอเรียกร้องให้กกต.จัดให้มีการนับคะแนนใหม่ทุกเขตทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของกกต. และที่สำคัญจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ว่า คะแนนทุกคะแนนของประชาชนมีค่า ไม่ควรให้ตกน้ำไปในสถานการณ์ที่ประชาชนผู้ออกเสียงมีความสงสัยและไม่มั่นใจในการทำงานของกกต.สุจริต เที่ยงธรรม แบบนี้”

ขั้วตรงข้ามเล่นแรงเต็มสูบแบบนี้ ความร้อนของการเมืองไทยทวีคูณไปอีกหลายองศาเซลเซียส เเละมีท่าทีจะทวีเพิ่มไปอีกเรื่อยๆ     ใคร…จะได้ไปต่อในบทใดบนเวทีการเมืองไทย จากนี้มิอาจละสายตาได้เลยเพราะมีปรากฏการณ์​ใหม่ๆ บังเกิดได้ทุกนาที

ระวังฝนฟ้าคะนอง-คลื่นลมแรง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371037?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังฝนฟ้าคะนอง-คลื่นลมแรง

9 พฤษภาคม 2562 – 13:55 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ระวังฝนฟ้าคะนอง
เปิดอ่าน 701 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอแจ้งเตือนประชาชนเรื่องพายุฝนฟ้าคะนองตั้งแต่วันนี้-12 พฤษภาคม 2562 โดยกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่า

ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขั้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางพื้นที่

ภาคใต้มีฝนฟ้าตกต่อเนื่องตลอดช่วงและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง รวมถึงฟ้าผ่า ควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

แจ้งมาเพื่อได้ทราบด้วยความปรารถนาดีและเตรียมรับมือในพื้นที่บริเวณดังกล่าว-โปรดอย่าประมาท
อ๊อด เทอร์โบ


 เป็นเบาหวานกินอะไร
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

วันก่อนดิฉันไปเยี่ยมน้องเพื่อนคลอดลูกที่โรงพยาบาลพระราม 9 และได้อ่านนิตยสาร ‘9 ทันโรค’ ที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ที่หน้าห้องจ่ายเงิน-จ่ายยา ชอบมากๆ เพราะมีหลายเรื่องที่น่ารู้น่าอ่านมาก

ที่อยากนำมาบอกต่อคือข้อเขียนของคุณ ‘น้ำทิพย์ ศรีวรานนท์’ นักโภชนาการเกี่ยวกับเรื่องปริมาณผัก-ผลไม้ ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้เป็นเบาหวานมาก จึงขออนุญาตท่านเจ้าของคอลัมน์มาเผยแพร่เพื่อนำไปปฏิบัติ

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีฮอร์โมนอินซูลินแต่ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น โดยอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันนั้นล้วนมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำให้ลดข้าว แป้งและน้ำตาล โดยให้รับประทานผักให้มากและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการคือ บริโภคผักวันละ 3-5 ส่วน (เท่ากับผักสุก 3-5 ทัพพีต่อวัน) ผลไม้วันละ 2-4 ส่วน ซึ่งผักและผลไม้เป็น 2 ใน 5 ของอาหารหลัก 5 หมู่ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิดและสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังเป็นแหล่งของใยอาหารที่ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคมะเร็งต่างๆ รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย

หลักการเลือกรับประทานผักและผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีดังนี้

1.ผักที่ให้พลังงานน้อย มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก (นักโภชนาการเรียกว่าผักประเภท ก) ได้แก่ ผักใบเขียวต่างๆ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาด กะหล่ำปลี บวบ แตงกวา มะเขือเทศ ฟักเขียว ใบกะเพรา เป็นต้น ซึ่งผักกลุ่มนี้สามารถรับประทานได้ไม่จำกัด

2.ผักที่ให้พลังงานมากกว่า (นักโภชนาการเรียกว่าผักประเภท ข) เช่น ฟักทอง แครอท บร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว เป็นต้น ซึ่งผักกลุ่มนี้สามารถรับประทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณเพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้

3.ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรจำกัดปริมาณและเลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัดหรือมีค่าดัชนีน้ำตาลระดับต่ำถึงปานกลาง เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ แก้วมังกร ฝรั่ง เป็นต้น เพราะมีการย่อยและการดูดซึมจะช้าทำให้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันผลไม้ที่มีรสหวาน หรือมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย เงาะ มะม่วงสุก เป็นต้น ก็จะมีการย่อยและการดูดซึมอย่างรวดเร็วทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณเจ้าของคอลัมน์อีกครั้งนะคะ สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานค่ะ
วิมล (กทม.)

ตอบคุณ ‘วิมล’ กทม.
ผมเองก็เป็นโรคเบาหวานตามวัยและต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการมาหลายปีแล้ว เมื่ออ่านจดหมายของคุณแล้วก็ชอบมากๆ เพราะมีข้อแนะนำที่ดี มีประโยชน์และเบาใจไปได้มาก เพราะบางคนระมัดระวังการกินจนเครียดไปหมด

โดยปกติคุณหมอหลายๆ ท่านจะให้คำอธิบายมาแบบเข้าใจยาก แต่ข้อเขียนของคุณน้ำทิพย์นี่เข้าใจง่ายมากๆ และรู้สึกดีว่าคนเป็นเบาหวานยังมีโอกาสรับประทานได้หลายๆ อย่าง

แล้วผักผลไม้ที่แนะนำมาก็เป็นของพื้นๆ ราคาไม่แพงและมีให้เลือกได้หลายชนิด ดีจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 การทางพิเศษชี้แจงข้อเท็จจริง
 ปัญหารถติดด้านเก็บเงิน

ที่ กปส/ข 991
3 พฤษภาคม 256
เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
อ้างถึงหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ฉบับประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2562  คอลัมน์ : อ๊อด เทอร์โบ ดับเครื่องชน : งดใช้โฟม–ถุงพลาสติกอุทยานแห่งชาติ
ตามหนังสือฉบับที่อ้างถึงได้ตีพิมพ์จดหมายจากคุณ “วิโรจน์ (ดินแดง)” เรื่องด่านเก็บเงิน–ปัญหารถติด ดังความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นและขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ดังนี้

กทพ.เปิดให้บริการตู้เก็บค่าผ่านทางพิเศษที่ด่านพระราม 9 รวมจำนวน 4 ตู้ โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนตู้ 1ข2 เป็นตู้ชำระค่าผ่านทางพิเศษด้วยเงินสด ส่วนตู้ 3ข4 เป็นตู้ชำระค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันลักษณะทางกายภาพของทางด่าน ได้มีการขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มช่องทางจนเต็มพื้นที่แล้วไม่สามารถขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มช่องทางได้อีก อย่างไรก็ตามเนื่องจากบริเวณด่านดังกล่าวมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน กทพ.จะได้จัดเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งประสานกับตำรวจทางด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและโปรดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบต่อไปด้วย ทั้งนี้ กทพ.ขอขอบคุณคุณ “วิโรจน์ (ดินแดง)” และหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ที่เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจระหว่าง กทพ.กับผู้ใช้บริการทางพิเศษด้วยดีมาโดยตลอด
ขอแสดงความนับถือ
(นางสาววิภาดา เกษมสุข)
ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์

นายกฯ’ลุงตู่’ อย่าอยู่เกิน 2 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯ’ลุงตู่’ อย่าอยู่เกิน 2 ปี

9 พฤษภาคม 2562 – 13:25 น.
ถอดรหัสลายพราง,พรบนิรโทษกรรม,ทักษิณ ชินวัตร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,456 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง 

หากยังคิดไม่ออก ก็ลองนึกภาพการเมืองสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ปี 9 เดือน 2 วัน การบริหารแผ่นดินช่วงแรกถือว่าราบรื่น แต่มาสะดุดในช่วงสุดท้ายของการทำงาน ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดของรัฐบาลในหลายเรื่อง

โดยเฉพาะการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย เอื้อประโยชน์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปกระตุ้นความรู้สึกเห็นต่างและความแตกแยกที่ฝังลึกในสังคมไทย จนกู่ไม่กลับนำไปสู่วิกฤติการเมืองปี 2556-2557 และการทำรัฐประหาร

ก่อน “ปิดจ๊อบ” คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้าสู่โหมดการบริหารราชการแผ่นดินแบบปกติตามครรลองระบอบประชาธิปไตยว่า ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รับรองผล ส.ส.แบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) การเมืองจะคล้ายคลึงกับปี 2554

มีการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ต่างกันตรงที่ “นายกรัฐมนตรี” คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“ความสงบเรียบร้อย” ยังเป็นเรื่องที่คนไทยคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะนอกจากเป็นปีมหามงคลแล้วประเทศไทยยังต้องทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียน โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ในเดือนมิถุนายน ที่กรุงเทพมหานคร

การสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ คือการทำประเทศให้ปลอดภัย ปราศจากการแทรกแซงการก่อการร้าย ที่เกิดจากความเชื่อทางศาสนาและการเมือง ที่นับวันจะมีศักยภาพและการทำลายสูง แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องไม่ประมาท การกวาดล้างคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ยังต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นตลอดทั้งปี

ปัญหา “การเมือง กับ ม็อบ” ถึงจะเป็นของคู่กัน

แต่จะไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แม้จะมีความพยายามปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง แต่ปฏิกิริยาตอบรับไม่น่ากังวล และ คสช.ยังเชื่อมั่นว่า คนไทยรักความสงบ การกวักมือเรียกคนมาชุมนุมเหมือนในอดีตทำไม่ง่าย เพราะมี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ห้ามยุยงปลุกปั่น, พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือสำคัญ

แต่นั่นไม่ใช่สิ่ง “การันตี” ว่าในอนาคต รัฐบาลผสมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เจอ “ม็อบ” ขนาดใหญ่แม้จะมีจุดแข็งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นและการเทิดทูนสถาบัน แต่ปัญหาที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือ คนใกล้ตัว นายปฐมพล จันทร์โอชา หลานชาย บริษัทที่ถือหุ้นชนะการประมูลโครงการก่อสร้างกองทัพภาคที่ 3 และโครงการอื่นๆ ของภาครัฐเป็นว่าเล่น จนถูกสังคมตั้งคำถาม ใช้เส้นสายหรือไม่ ??

ส่วน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม คือ “สายล่อฟ้า” ที่สามารถเขย่าเก้าอี้นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มเดินหน้าเคลียร์ตัวเอง ด้วยการประเดิมฟ้องร้องเว็บต่างประเทศมีชื่อว่า อินเวสติ้ง เผยแพร่ข่าวมีชื่อติดอันดับเป็นบุคคลร่ำรวยระดับเศรษฐีในทวีปเอเชีย

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” รู้ที่ตั้งของเว็บอินเวสติ้งว่าจดทะเบียนภายใต้ชื่อของใคร แนวทางการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร บุคคลใดเป็นผู้นำเข้า เมื่อข้อมูลมาถึงไทย ใครเป็นผู้ขยายต่อ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ เรียกว่า เตรียม “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อป้องกันการนำเข้าข้อมูลเป็นเท็จอันส่งผลกระทบต่อการเมืองไทย

นอกจากนี้ การเป็น “รัฐบาลผสม” ที่ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง ไม่สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ได้เหมือนรัฐบาล คสช. และเชื่อกันว่า จะเกิดการต่อรองเรื่องผลประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะบุคคลที่เคยอยู่ในกลุ่ม 8 ส.+1ส.พิเศษ อย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน, สนธยา คุณปลื้ม หากคุมไม่อยู่ เสถียรภาพรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีสะเทือน

วิเคราะห์กันว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องการลงจากอำนาจสวยๆ ภายหลังกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อสานต่องาน คสช. ควรบริหารงานไม่เกิน 2 ปี และประกาศยุบสภา เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ การเมืองไทยจะเข้าสู่ทิศทางที่ดีขึ้น แต่ในระหว่างนี้ ต้องประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้พัฒนาไปสู่วิกฤติการเมืองอีกรอบ เพราะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศไว้แล้ว พร้อมจะเล่นการเมืองนอกสภา  หากตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. จากการถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย

ผ่าไส้ใน “13 พรรคจิ๋ว” หนุนหรือต้าน “ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าไส้ใน “13 พรรคจิ๋ว” หนุนหรือต้าน “ลุงตู่”

9 พฤษภาคม 2562 – 11:55 น.
พรรคหนุน,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,สืบทอดอำนาจ,คสช,ผลการเลือกตั้ง,รับรอง สส,กกต,สสแบบบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 6,206 ครั้ง

คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

*******************

ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยึดแนวทางการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะมีพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคะแนน ส.ส. 1 คน ได้รับการจดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 13 พรรคการเมือง

ในจำนวน พรรคจิ๋ว” เหล่านี้ ปรากฏว่า พรรคพลังปวงชนไทย ได้ไปแสดงตัวอยู่ทางขั้วเพื่อไทยแล้ว ส่วนที่เหลือประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชานิยม พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคไทรักธรรม ลองมาไล่เรียงดูว่าพรรคเหล่านี้มีจุดยืนอย่างไร?

กลุ่ม พรรค เสียง

ก่อนสงกรานต์ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้นัดพรรคขนาดเล็ก 8 พรรค ไปปรึกษาหารือกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และที่ประชุมได้ตั้งกลุ่ม “1 พรรค 1 เสียง” โดยมอบให้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย เป็นหัวหน้ากลุ่ม

ถ้ายังจำกันได้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ของ คสช. ได้เปิดตัวพรรคพลังชาติไทยอย่างครึกโครมมาตั้งแต่ปี 2559 ทำเอาสื่อมวลชนนึกว่าเป็น “พรรคทหาร” หรือพรรคการเมืองของฝ่าย คสช. แต่ตอนหลัง “ผู้ใหญ่” ใน คสช.ออกมาเบรก จึงค่อยๆ ลดบาทลง

พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์

“มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีบทบาทตรวจสอบการทุจริตในนาม “ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ” มานานนับสิบปี และสนิทสนมกับ “ผู้การไก่” พ.อ.(พิเศษ) ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

“พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์” หัวหน้าพรรคประชานิยม อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกครั้ง

พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์

“ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์” ลูกสาวเสี่ยติ่ง สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพรรคพลเมืองไทย เสี่ยติ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า รู้จักมักคุ้นกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐเป็นอย่างดี คงอยากอยู่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน

ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์

ส่วนพรรคไทรักธรรม ก็อยู่ในกลุ่ม 1 พรรค 1 เสียง ที่มีมงคลกิตติ์ เป็นผู้ประสานงาน ไม่น่าจะแหกวงล้อมไปยืนอยู่ขั้วเพื่อไทย

สรุปว่า “กลุ่ม 1 พรรค เสียง” สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ภาค อย่างแน่นอน

ขั้วไม่เอาระบอบทักษิณ

ในจำนวนพรรคจิ๋ว 1 ที่นั่ง มีอยู่ 2 พรรค ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องไม่เอาระบอบทักษิณคือ พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคพลังธรรมใหม่

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ที่มีนโยบายน้อมนำคำสอนพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ได้แสดงจุดยืนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่ไหนแต่ไร

ไพบูลย์ นิติตะวัน

ส่วนพรรคพลังธรรมใหม่ นพ.ระวี มาศฉมาดล” เคยร่วมก่อตั้งกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย ก็ไม่น่าจะไปอยู่ฝั่งตรงข้ามขั้วพลังประชารัฐ

สองผู้นำ “ไพบูลย์-หมอระวี” ได้เข้าสภาเที่ยวนี้ รับประกันจิ๋วแต่แจ๋วแน่นอน

นพ.ระวี มาศฉมาดล

พรรคครึ่งบกครึ่งน้ำ

สำหรับพรรคจิ๋วอีก 5 พรรค น่าจับตามอง เพราะผู้นำพรรคต่างมีสายสัมพันธ์อันดีกับขั้วอำนาจเก่า แต่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอาจเปลี่ยนใจก็ได้

พรรคประชาภิวัฒน์มี สมเกียรติ ศรลัมพ์” เป็นหัวหน้าพรรค โดยส่วนตัวสมเกียรติเป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย แต่เลขาธิการพรรคคือ นันทนา สงฆ์ประชา” น้องสาวของบุญธง สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ

พรรคประชาธิปไตยใหม่ที่เคยได้ส.ส. 1 ที่นั่งจากการเลือกตั้ง 2554 และได้ร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สำหรับเลือกตั้งหนนี้ สุรทิน พิจารณ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ได้เข้าสภาสมใจ

สมเกียรติ ศรลัมพ์

พรรคพลังไทยรักไทย หัวหน้าพรรคชื่อไม่คุ้น คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล แต่ประธานยุทธศาสตร์พรรคคือ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิสรางกูร ณ อยุธยา” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม รัฐบาลทักษิณ

พรรคประชาธรรมไทย มี พิเชษฐ สถิรชวาล” อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าพรรค และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน มี “ปรีดา บุญเพลิง” อดีตเลขานุการคุรุสภา เป็นหัวหน้าพรรค ในอดีตปรีดาเป็นผู้นำครูหัวก้าวหน้า รุ่นเดียวกับสุชน ชาลีเครือ ที่มาช่วยงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในเวลานี้

เชื่อว่าน่าจะมี 3 พรรค เสียงในกลุ่มนี้ตัดสินใจหนุน “ลุงตู่” ในนาทีสุดท้าย

ฝ่ายค้านอิสระ = หนุนทักษิณ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371004?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านอิสระ = หนุนทักษิณ!

9 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
กกต,ประชาธิปัตย์,ทักษิณ ชินวัตร,พริษฐ์ วัชรสินธุ,ไอติม,พลังประชารัฐ,ลุงตุ่
เปิดอ่าน 34,030 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งในระบบเขตและระบบบัญชี (ปาร์ตี้ลิสต์) อย่างเป็นทางการ การช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองขั้วการเมือง คือ ขั้ว “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ “ขั้วแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง จนกว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น

แม้นักวิเคราะห์ทางการเมืองฟันธง ตรงกันว่า โหวตนายกฯ จะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบ “นอนมา” เพราะมี 250 ส.ว.ร่วมโหวตให้ด้วย แต่ถึงแม้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่อาจบริหารประเทศไม่ได้ หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร “เกินกึ่งหนึ่ง” ท่ามกลางเสียงที่ปริ่มน้ำทั้งสองขั้ว

จำเป็นอย่างยิ่งที่ ลุงตู่ ต้องรวบรวมเสียงให้มากที่สุด โดยเฉพาะ จากซีกที่ไม่เอา “ทักษิณ” ในขณะที่ขั้ว “ทักษิณ”พยายามมัดกันแน่น ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย ทำทุกมาตรการที่ไม่ให้เกิดเหตุ “งูเห่า”กลับหลังหันไปสนับสนุน “ลุงตู่” ส่วนพลังประชารัฐ ยังไม่มั่นใจในการเจรจาว่า ทุกพรรคในซีกที่ “ไม่เอาทักษิณ” จะมาร่วมกับ “ลุงตู่” อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ด้วยท่าทีของประชาธิปัตย์ ที่อยู่ในระหว่างแข่งขันกันภายในเพื่อชิง “หัวหน้าพรรค” ยังไม่ชัดเจนว่า จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับลุงตู่ หรือ ยึดแนวคิด “ฝ่ายค้านอิสระ” ที่พยายามสร้างกระแสขึ้นภายในพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม

แนวคิด ”ฝ่ายค้านอิสระ” ถูกจุดพลุมาโดยกลุ่ม New Dem ในพรรคประชาธิปัตย์ โดย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งพยายามชี้ชวนให้คนในพรรคเห็นว่า แนวคิดนี้จะสามารถรักษาเสียง 3.9 ล้านที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้และสร้างประชาธิปัตย์ ให้กลับมายิ่งใหญ่ในอนาคต โดยคัดค้านการจะไปร่วมสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

“คบเด็กสร้างบ้าน” เป็นสุภาษิตไทยโบราณ ที่ควรจะเตือนสติ คนในพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างดี กับความล้มเหลวทางการเมืองของ กลุ่ม New Dem ต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา และ คลิป ”ชัดพอไหม” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนทำให้ประชาธิปัตย์ พ่ายอย่างไม่เป็นท่า

สถานการณ์ ทางการเมืองขณะนั้น “แนวคิดฝ่ายค้านอิสระ” ไม่ต่างอะไรกับการสนับสนุน เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ให้ กลับเข้ามามีอำนาจและสร้าง “วงจรอุบาทว์”ทางการเมือง เหมือนช่วง 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมา เพราะหากประชาธิปัตย์ เลือกแนวคิดดังกล่าว ทำให้ขั้ว “ลุงตู่” ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ทำให้ขั้ว “ทักษิณ” อาจจะตั้งรัฐบาลได้ หรือเกิด “ทางตัน” อันเป็นวิกฤติการณ์ ทางการเมืองอีกครั้ง

หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ จึงเป็นภาระของประชาธิปัตย์ ที่จะเลือก หนุนลุงตู่ หรือ หนุนทักษิณ เท่านั้น ฝ่ายค้านอิสระ ไม่มีอยู่จริง เป็นแต่ “มโนของทารกการเมือง” เท่านั้น!

“เดอะตู่” ลาบ้านเก่า ฮึดสู้ตั้ง “พรรคใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370854?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เดอะตู่” ลาบ้านเก่า ฮึดสู้ตั้ง “พรรคใหม่”

8 พฤษภาคม 2562 – 10:13 น.
ตู่ จตุพร,จตุพร พรหมพันธ์ุ,พรรคเพื่อชาติ,แกนนำ นปช,นปช,คนเสื้อแดง,เลือกตั้ง 2562,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,พีซทีวี,ช่องแดง,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,อารี ไกรนรา,เจ๋ง ดอกจิก,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 13,471 ครั้ง

คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

วันมหามงคลของคนไทยทั้งชาติผ่านพ้นไปโดยความสงบเรียบร้อย และเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมด้วย อารี ไกรนรา, วิโชติ วัณโณ, ยศวริศ ชูกล่อม และแกนนำ นปช.อีกหลายคน ในฐานะจิตอาสาเฉพาะกิจ ได้รับหน้าที่ในหมวดงานพระราชพิธี โดยประจำจุดบริเวณถนนเฟื่องนคร ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

อารี ไกรนรา จตุพร และเจ๋ง ดอกจิก

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ห้องประชุมอภิวันท์ วิริยะชัย อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 นปช.สายจตุพร มีการจัดงานสงกรานต์บานฉ่ำ เป็นการอำลาที่มั่นคนเสื้อแดงเก่า ด้วยความอาลัยอาวรณ์ของมวลชน นปช.

เพื่อชาติของ “ติยะไพรัช”

ในที่สุด พรรคเพื่อชาติ ที่เริ่มก่อการจากร้านกาแฟพีซ คอฟฟี่ แอนด์ไลบรารี่ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยผู้ชายสามคนคือ จตุพร พรหมพันธุ์สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช ก็ถึงวันที่ต้องแยกทางกัน

หลังรู้ผลคะแนนเบื้องต้น สงครามและยงยุทธ ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพันธมิตร โดยไม่ปรึกษาหารือ “ตู่” จตุพร แสดงออกกันแบบนี้ ภาษานักเลงก็ว่า “อยู่ด้วยกันยาก”

ยงยุทธ ติยะไพรัช

“จตุพร-สงคราม” นั้นร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานนับ 10 ปี แต่ “ยงยุทธ” เพิ่งโผล่เข้ามาที่อิมพีเรียล เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยมาทำรายการฉุกคิดทางสถานีทีวีดาวเทียม “พีซทีวี”

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์

ฉากสุดท้าย “ยงยุทธ” เก๋าเกมกว่า ยึดพรรคเพื่อชาติไปเรียบร้อย แถมลูกสาว “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย กับพี่สาว-บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติด้วย

          ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 คนของเพื่อชาติ อยู่ในกำมือยุทธ แม่จัน คน..แค่นี้ก็รู้ว่าใครเจ้าของพรรค?

ไม่แตก..แต่แยกบ้านกันอยู่

พูดกันตามตรง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พ.ศ.นี้ แกนนำแต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปทำมาหากินตามวิถีทางของตัวเอง

สายที่เป็นนักเลือกตั้งก็ขยับไปอยู่พรรคพลังประชารัฐบ้าง พรรคอนาคตใหม่บ้าง และส่วนหนึ่งก็ยังอยู่พรรคเพื่อไทย

“เดอะตู่” ได้ย้ำอีกครั้งว่าแกนนำนปช.ไม่ได้มีความแตกแยก ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ สภาพการณ์ของ นปช.เหมือนทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นทหารประชาชน บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกคุมขัง ถูกจับเป็นเชลยสารพัด

“เราคบกันมานาน เรารู้ว่าทองแท้เป็นอย่างไร เรารวมกันเพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม”

ภาพในอดีต แกนนำ นปช. วันเปิดช่องพีซทีวี

ดังนั้น นปช.สายเดอะตู่ พ่วงด้วย ยศวริศ ชูกล่อม, อารี ไกรนรา, วิโชติ วัณโน และศักดิ์ระพี พรหมชาติ ไปไหนก็ไปด้วยกัน

ส่วน นปช.สายป้าธิดา ก็จะมี วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, เหวง โตจิราการ และสมหวัง อัสราษี ก็ย้ายรังไปอยู่แถวห้างเก่าสี่แยกแคราย

          นปช.วันนี้ไม่ใช่กองกำลังสู้รบ และที่สำคัญสปอนเซอร์หลักถอนตัว จำต้องแยกบ้านกันอยู่เพื่อจะยืนระยะให้ได้นานที่สุด

พรรคใหม่” ของเดอะตู่

ชัดเจนว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้ จตุพร จะต้องอพยพเพื่อนพ้องน้องพี่ “พีซทีวี” ไปอยู่บ้านหลังใหม่ คาดว่าน่าจะย้ายไปอยู่แถวย่านวัชรพล

“ไม่ใช่ว่าเจ้าของห้างเขาไล่ เพียงแต่เราเองไม่อยากเป็นภาระมากขึ้น ก็ต้องหาสถานที่ให้มันเล็กลง” จตุพร บอกกล่าวแฟนคลับ

“เรายังจะต้องมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ว่าเราเองก็ต้องปรับวิธีการให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ แล้วเราจึงจะเดินได้”

          คำว่า “ภารกิจที่เราจะยังต้องเดินหน้าต่อไป” ของจตุพรคือ การสร้างพรรคการเมืองใหม่ พรรคของมวลชนอย่างแท้จริง

พิธีกรสาวๆ ของพีซทีวี จะต้องย้ายบ้าน

สถานการณ์การเมืองในวันข้างหน้าหากมีการเลือกตั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” จะมีบทบาทน้อยลง ผู้คนที่รักและศรัทธาเริ่มยอมรับว่า “ยังไง ทักษิณก็ไม่ได้กลับบ้าน”

ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยจะอยู่ในภาวะขาลง ตรงกันข้ามพรรคอนาคตใหม่ ยิ่งจะมีอนาคตที่ดีกว่า และการสร้างพรรคทางเลือกให้ประชาชนก็เป็นภารกิจที่ท้าทาย

          นัยว่า “ตู่” ไม่ได้คิดทำพรรคตามลำพัง หากยังมีนักการเมืองระดับพระเอกใหญ่ แม่ยกเพียบ และพระเอกดาวรุ่ง แม่ยกตรึม! มาร่วมคิดร่วมสร้างด้วย

พระเอกใหญ่และพระเอกดาวรุ่งอกหักจากพรรคเกิดใหม่หรือยานลูกที่เพิ่งถูกยุบไป ครั้นจะกลับยานแม่ก็เกรงตกเป็นเบี้ยล่างเจ๊ใหญ่ เลยไปตายดาบหน้าดีกว่า

          จริงๆ แล้ว เรื่องคิดอ่านตั้งพรรคนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก..แต่เหตุที่ยังไปต่อไม่ได้ก็เป็นเรื่องทุนรอนนั่นเอง

“นายกฯ คนกลาง” การเมืองไทยถึงทางตันแล้วหรือ ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370711?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นายกฯ คนกลาง” การเมืองไทยถึงทางตันแล้วหรือ ?

7 พฤษภาคม 2562 – 11:45 น.
นายกฯ คนกลาง,คำนวณสูตร สสบัญชีรายชื่อ,กกต,คะแนนเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,สสเขต,รัฐธรรมนูญ,รัฐประหาร,ประชาธิปไตย,พลอเปรม ติณสูลานนท์
เปิดอ่าน 1,819 ครั้ง

คอลัมน์ กระดานความคิด โดย บางนา บางปะกง

********************

นับแต่ช่วงหยุดยาวสงกรานต์ มาจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ข่าวลือ “นายกฯ คนกลาง” ยังมีการโจษขานกันผ่านสื่อโซเชียลไม่หยุด สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ และยังไม่มีความชัดเจนจาก กกต. กรณีคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

          กระบวนการปั่นข่าวอ้างว่า สองขั้วการเมือง มีเสียงสนับสนุน “ปริ่มน้ำ” ไม่มีขั้วใดขั้วหนึ่งชนะเด็ดขาด จึงเกิดการเมืองเดดล็อก หมายถึงการจัดตั้งรัฐบาล ผ่านสภาผู้แทนราษฎรท่าจะไปไม่รอด จึงต้องมี “นายกฯ คนกลาง”

          แม้พรรคพลังประชารัฐ แสดงเจตจำนงจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยจำนวนเสียงที่เชื่อว่า ไม่ปริ่มน้ำ แต่คนกลุ่มหนึ่งยังไม่เชื่อ จึงปล่อยข่าวรัฐบาลปรองดอง และนายกฯ คนกลางอย่างต่อเนื่อง

          จะว่าไปแล้ว ระบอบประชาธิปไตยบ้านเรา แตกต่างจากชาติตะวันตก แม้จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. แต่ก็มีนายกฯ คนกลางมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ยกตัวอย่างสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2523-2531

          ลักษณะพิเศษของ รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ได้ปรากฏรูปแบบวิธีการตามระบอบประชาธิปไตยคือ มีรัฐธรรมนูญกฎหมายเลือกตั้งพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา และการถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ แต่นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

          นับตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 เป็นต้นมา รัฐบาลมีข้ออ้างสำหรับความชอบธรรมในระดับหนึ่งว่า การปกครองในระบอบนี้เป็นของประชาชน กล่าวคือ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ อีกทั้งได้ดำเนินการปกครองเพื่อประชาชน

          แม้ พล.อ.เปรม ก็ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองได้รวบรวมเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีมาสามสมัย

          “นายกฯ คนกลาง” ในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า เราคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบไทย” มานานแล้ว ซึ่งเป็นแนวคิดที่หมายถึง รูปการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีของชาติไทยและสอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย

          แท้จริงแล้ว แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทย เริ่มมาจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารทำรัฐประหาร ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501

          จอมพลสฤษดิ์ ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบไทย จึงมุ่งหมาย “ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยที่นำมาจากต่างประเทศทั้งดุ้นเสีย และเสนอว่าจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษและสภาวการณ์ของไทย จะสร้างประชาธิปไตยของไทย ประชาธิปไตยแบบไทย”

          รัฐธรรมนูญตามแบบตะวันตก มักจะให้อำนาจแก่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทยเลย และได้เสนอว่ารูปแบบของการปกครองที่เหมาะสมของประเทศไทย ควรจะเป็นไปในรูปแบบที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายรัฐบาลจะต้องมีอำนาจสูงสุด เป็นรัฐบาลของชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดโดยเฉพาะ

          พูดง่ายๆ ฝ่ายทหารมักมองว่า หากพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากและยึดกุมสภาผู้แทนฯ ย่อมก่อให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา”

          นายทหารใหญ่ที่ก่อการรัฐประหาร 2500 จึงให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยในแง่เนื้อหาสาระเป้าหมาย เช่น ความเหมาะสมกับลักษณะพิเศษของชาติไทย และการสนองความต้องการของประชาชนมากกว่าการให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยในความหมายที่เป็นสากลในแง่รูปแบบวิธีการ

          แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยอีกอย่างคือ การมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ โดยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการยอมรับว่าดำรงอยู่ในฐานะอันสูงสุดของชาติ ซึ่งผู้ใดจะละเมิดมิได้

ศึกแม่บ้าน ปชป. “กุมารจีน” ปะทะ “ต่อพิฆาต”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370707?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกแม่บ้าน ปชป. “กุมารจีน” ปะทะ “ต่อพิฆาต”

7 พฤษภาคม 2562 – 11:40 น.
พรรค ปชป,แกนนำพรรค ปชป,สนามเมืองตาก,ผลการเลือกตั้ง สสปี 2554,เลือกตั้ง 2562,กรณ์ จาติกวณิช,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,อภิรักษ์ โกษะโยธิน,กรรมการบริหาร ปชป,กรรมการบริหาร,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 11,061 ครั้ง

ศึกแม่บ้าน ปชป. “กุมารจีน” ปะทะ “ต่อพิฆาต” : คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

***************

มีความชัดเจนมากขึ้น สำหรับ 4 ผู้เข้าชิงตำแหน่งประมุข ปชป. คือ กรณ์ จาติกวณิช, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

เต็งจ๋าก็หนีไม่พ้น “กรณ์-จุรินทร์” โดยค่ายหล่อโย่ง เปิดตัว ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ว่าที่ ส.ส.ตาก ชิงเลขาธิการพรรค ส่วนค่ายอู๊ดด้า ก็เปิดตัวคนหน้าเก่า “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตเลขาธิการพรรค กลับมาท้าชิงแม่บ้านพรรคอีกหน

กรณ์ จาติกวณิช

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

สิ้นยุค “ไชยนันทน์”

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 สนามเมืองตาก พรรค ปชป.เคยยึดเก้าอี้ ส.ส. 3 ที่นั่ง แต่เที่ยวนี้ เหลือแค่ 1 ที่นั่งคือ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ที่เขต 2 ส่วน เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ เขต 1 และ ธนิตพล ไชยนันทน์ เขต 3 พ่ายคู่แข่งจากพรรคพลังประชารัฐ

ความพ่ายแพ้ของธนิตพล ทายาท “เทอดพงษ์ ไชยนันทน์” นักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองตาก ส่งสัญญาณถึงความราโรยของตระกูลนักเลือกตั้งเก่าแก่

ธนิตพล ไชยนันทน์

30 กว่าปีที่แล้ว การต่อสู้บนสังเวียนเลือกตั้งที่เมืองตาก ก็สู้กันอยู่ 2 ตระกูลคือ เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ (ประชาธิปัตย์) กับ อุดร ตันติสุนทร (สังกัดหลายพรรค)

ตระกูล ไชยนันทน์” ผูกติดกับ ปชป.มายาวนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อ “ปู่เทียม” ที่เริ่มต้นการเมืองที่ตรอกจีน ในตัวเมืองตาก ส่วน “อุดร” นั้นปักหลักอยู่ฝั่งแม่สอด อาศัยที่เป็นลูกเขยตระกูล “พงศ์เรขนานนท์” จึงได้เป็น ส.ส.มาหลายสมัย

“พงศ์เรขนานนท์” สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนรุ่นแรกที่มาบุกเบิกสร้างเมืองแม่สอด พูดถึง “บ้านใหญ่” สำหรับคนแถวนั้น ก็หมายถึงเครือข่ายธุรกิจของตระกูลพงศ์เรขนานนท์

          “ชัยวุฒิ” นักการเมืองท้องถิ่น ได้ช่วยหาเสียงให้อุดรมาทุกสมัย จนฝ่าย “ตันติสุนทร” วางมือ จึงก้าวสู่สนามใหญ่ในสีเสื้อประชาธิปัตย์

กุมารจีน” แห่งแม่สอด

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส.จ.ตาก เขตแม่สอด ในปี 2536 และการเลือกตั้งทั่วไปปี 2539 ชัยวุฒิได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อ ปชป.

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

เล่ากันว่า ชัยวุฒิ ลูกชายจักคิ้ม แซ่ตั้ง ประธานแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล ก็เติบโตมาจากกลุ่มบ้านใหญ่ “พงศ์เรขนานนท์” มีพื้นฐานการศึกษาดี อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลืองานสังคมอย่างต่อเนื่องจนมีฉายาว่า กุมารจีน”

สมัยเล่นการเมืองระดับเทศบาลแม่สอด ชัยวุฒิแสดงภาวะความเป็นผู้นำ ได้ทั้งบุ๋นและบู๊

ชัยวุฒิเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ระยะหลัง กุมารจีนแห่งแม่สอดขยายบารมีครอบคลุม จ.ตาก ทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ทางพรรค ปชป. จึงตั้งให้เขาเป็น “รองแม่ทัพภาคเหนือ”

          สมัยนกหวีดกู้ชาติ “ชัยวุฒิ” เป็นแกนนำ กปปส. ที่ “ลุงกำนัน” ไว้วางใจที่สุดอีกคนหนึ่ง

เสี่ยต่อ” ขอสู้อีกยก

แม้ว่า เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน จะพ่ายแพ้แก่ “นายกบัง” พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พรรคเพื่อไทย 106 คะแนน ก็ไม่ออกมาฟูมฟายอะไร เพราะเจ้าตัวเหมือนรู้ล่วงหน้าว่า สนามเมืองสามอ่าวเที่ยวนี้ มีอะไรผิดปกติหลายอย่าง จึงเรียกร้องให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบหน่อย

สำหรับคนนอก อาจรู้สึกแปลกใจที่ “บ้านใหญ่ปราณบุรี” พ่ายนักการเมืองท้องถิ่น เพราะนับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การเมืองประจวบฯ ก็อยู่ในมือกลุ่ม 16 (หมายถึง 16 ส.จ.) ได้แก่ เฉลิมชัย ศรีอ่อน, มนตรี ปาน้อยนนท์ และ ประมวล พงศ์ถาวราเดช

เฉลิมชัย ศรีอ่อน

เสี่ยต่อสร้าง “ประจวบโมเดล” การเมืองระดับชาติผูกพันอยู่กับระดับท้องถิ่น ด้วยสโลแกน “คำไหน คำนั้น” ไม่แก่งแย่งตัดแข้งตัดขา มีแต่เกื้อหนุนกัน

          เครื่องหมายการค้าของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัยคือ “ใจถึง พึ่งได้” มีเครือข่ายธุรกิจมูลค่านับพันล้านบาท จึงเป็นกำลังสำคัญให้แก่ ปชป.ภาคกลางมาโดยตลอด

ในการเลือกตั้งกรรมการบริหาร ปชป. เมื่อ 6 สิงหาคม 2554 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคอีกสมัย และเลขาธิการพรรคเปลี่ยนจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน ก่อนที่จะลาออกในปี 2556

การเลือกตั้ง 2562 “เสี่ยต่อ” ตั้งกองบัญชาการ “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” อยู่ที่ร้านอาหารบ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ โดยเสี่ยต่อรับอาสาดูแลผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลาง แต่อดีต ส.ส.เหล่านั้น ก็ประสบความพ่ายแพ้เสียเป็นส่วนใหญ่

          เสี่ยต่อขออาสาเป็นแม่บ้านพรรคอีกรอบ ก็ต้องลุ้น 15 พฤษภาคมนี้