ทางสองแพร่ง”พรรคสีฟ้า” ทางเลือก”กรณ์ จาติกวณิช”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางสองแพร่ง”พรรคสีฟ้า” ทางเลือก”กรณ์ จาติกวณิช”

7 พฤษภาคม 2562 – 03:09 น.
กรณ์ จาติกวิณิช
เปิดอ่าน 1,851 ครั้ง

 “อิ่ม”หรือ”หิว” ทางสองแพร่ง”พรรคสีฟ้า” ทางเลือก”กรณ์ จาติกวณิช”          

งวดเข้ามาทุกทีสำหรับการคั่วตำแหน่งผู้นำพรรคสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” ที่จะมีการโหวตกันในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ล่าสุดยืนยันออกมาแล้วว่ามีผู้ร่วมชิงชัยในครั้งนี้ 4 คนด้วยกัน ได้แก่ กรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รักษาการรองหัวหน้าพรรค และทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีตผู้ว่าฯ กทม. และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กรณ์ จาติกวณิช ว่าที่ผู้สมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โชว์ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิบรรจุถุงแบรนด์”อิ่ม”

หากดูหน่วยก้านแต่ละคนต่างมีจุดเด่นไม่แพ้กัน ดีคนละแบบ  เก่งคนละด้าน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองว่าพรรคต้องการใช้คนแบบไหน !

“การเลือกผู้นำพรรค นัั่นหมายถึงการเลือกผู้นำประเทศด้วย ยุคนี้ต้องสู้กันด้วยเรื่องเศรษฐกิจ สู้กันด้วยปากท้องชาวบ้าน ชาวบ้านต้องอิ่มท้องก่อน ประเทศจึงจะเดินหน้าไปได้” แหล่งข่าวระดับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์วิเคราะห์ให้ฟัง

จึงไม่แปลกที่การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คราวนี้ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ “กรณ์ จาติกวณิช” มีือเศรษฐกิจของพรรค ผ่านประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจการคลังมาอย่างโชกโชน เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รั้งตำแหน่งซีอีโอสถาบันการเงินมาไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท เป็นหนุ่มนักเรียนนอกที่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจมากที่สุด เมื่อเทียบกับว่าที่ผู้สมัครอีก 3 คน

แม้กรณ์จะมีความช่ำชองในเรื่องเศรษฐกิจ แต่หลายคนมองว่าเขาเก่งกาจเฉพาะเศรษฐกิจมหภาค แต่เศรษฐกิจระดับรากหญ้าวิชาของกรณ์ยังติดลบ ซึ่งเจ้าตัวเองก็รู้ดีและพยายามปิดจุดบอดตรงนี้ให้ได้

การก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งประธานโครงการเกษตรเข้มแข็งของพรรค ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพยายามรับรู้ปัญหาของชาวบ้านในระดับรากหญ้า ด้วยการลงพื้นที่คลุกอยู่กับชาวนาไม่ต่ำกว่า 5 ปี จนมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับชุมชน จนลบคำครหาที่ว่า “หนุ่มนักเรียนนอกตีนไม่ติดดิน”

“อิ่ม” แบรนด์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์บรรจุถุงแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ของชุมชนบ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสาคาม 1 ใน 5 จังหวัดของพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ที่ผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดีที่สุดในประเทศไทย โดยกรณ์ได้เข้าไปช่วยเหลือและพยายามปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จ เขาใช้เวลากว่า 5 ปีในช่วงว่างเว้นงานการเมืองลงพื้นที่สำรวจปัญหาของชาวนาในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จนพบทางออกของปัญหาชาวนาคือด้านการตลาดและการกู้หนี้นอกระบบมาลงทุน

“ทำมา 5 ปีที่แล้วเริ่มตั้งแต่ช่วง คสช.ยึดอำนาจ ช่วงนั้นมีเวลาว่าง ลงพื้นที่ตลอด ไปๆ มาๆ กรุงเทพฯ มหาสารคาม ทำให้รู้ว่าการแก้ปัญหาชาวนาไม่ใช่เรื่องง่าย มันมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการตลาดและการกู้หนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ส่วนระบบการผลิตของเขาไม่มีปัญหา ที่จริงเขาอยากทำข้าวอินทรีย์ แต่กลับผลผลิตน้อย ไม่มีตลาดรองรับ ราคาขายก็ไม่ต่างจากข้าวเคมี พ่อค้าที่รับซื้อก็ไม่ได้แยกชัดเจนระหว่างข้าวอินทรีย์กับข้าวเคมี ทางแก้ก็คือต้องให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันแปรรูปเพิ่มมูลค่าดีกว่าขายเป็นข้าวเปลือก” กรณ์เผยในวงสนทนากับสื่อมวลชน

กรณ์ ย้ำว่าอันที่จริงชาวบ้านหนองหินนั้นมีแนวคิดที่จะเลิกพึ่งพาสารเคมีและต้องการฟื้นฟูพันธุ์ข้าวท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงติดปัญหาตรงที่กลัวได้ผลผลิตน้อยจนทำให้ขายข้าวไม่ได้ราคา ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการเกษตรเข้มแข็ง ที่ตนเองเป็นประธานก็มีแนวคิดตรงกันว่า

“ถ้าสามารถเลือกพันธุ์ข้าวท้องถิ่น มาพัฒนาด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี พร้อมกับเพิ่มมูลค่าด้วยการทำแพ็กเกจและแบรนด์ดีๆ ก็น่าจะสามารถยกระดับข้าวท้องถิ่นของที่นี่ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียมได้ นำพาให้ ชาวบ้านขายข้าวได้ราคามากขึ้น และมีความกินดีอยู่ดีตามไปด้วย โดยใช้หลักคิด “From Farm to Fork” หรือ “จากนาสู่จาน”

หลังแก้ปัญหาเรื่องการตลาดจนสำเร็จไปอีกขั้นสำหรับข้าวหอมมะลิอินทรีย์บรรจุถุงภายใต้แบรนด์ “อิ่ม” จากนั้นมาลุยแก้ปัญหาการกู้หนี้นอกระบบ โดยผ่านโครงการเกษตรเข้มแข็ง หลังจากวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตแล้วทำให้รู้ว่าต้นทุนการทำนาจริงอยู่ที่ไร่ละไม่เกิน 4,000 บาท จึงปล่อยให้ชาวนาในหมู่บ้านกู้ยืมไปลงทุนก่อนโดยไม่คิดดอกเบี้ยแล้วค่อยหักจากรายได้จากการจำหน่ายข้าวถุง ซึ่งปรากฏว่าข้าว 1 ไร่ ทำรายได้เยอะมากเมื่อนำมาแปรรูปบรรจุถุงจำหน่าย  ส่วนข้าวหักหรือข้าวตกเกรดจะจำหน่ายให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาถวายแด่วัดพระบาทน้ำพุ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประทานข้าวหอมชั้นดี

“ข้าวหอมปลูกได้ปีละครั้งเหมือนกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองทั่วไป ต่างจากข้าวขาวทั่วๆ ไปที่ปลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง เมื่อเขาปลูกได้ปีละครั้งก็ควรจะขายได้ในราคาที่สูงให้สมกับเป็นสุดยอดข้าวหอมมะลิของไทย จึงต้องนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ก็เช่นกัน อย่างข้าวสังข์หยดหรือมะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น” กรณ์ให้มุมมอง

บ้านหนองหินคือตัวอย่างความสำเร็จในการบริหารจัดการเรื่องการตลาดและการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ผ่านโครงการเกษตรเข้มแข็งและยังเป็นต้นแบบให้แก่หมู่บ้านหรือชุมชนอื่นๆ อีกหลายชุมชน ที่ไม่เพียงแค่ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาเท่านั้น หากแต่ข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ เขามองว่าน่าจะใช้ในรูปแบบเดียวกันกับข้าวหอมทุุ่งกุลาฯ ไม่ว่าข้าวสังข์หยดหรือข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นที่ปลูกยากและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยข้าวเหล่านี้ควรจะแยกออกจากข้าวขาวทั่วไป  เนื่องจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า และที่สำคัญชาวนาก็จะมีรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ไม่ใช่แค่ข้าวหอมทุ่งกุลานะ  ข้าวสังข์หยดพัทลุงก็ควรจะแยกออกจากข้าวขาวทั่วไปให้ชัดเจน แล้วก็ต้องยกให้เป็นข้าวเกรดพรีเมียม รวมไปถึงการส่งออกต่างประเทศด้วย ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคจะสับสน เห็นเป็นข้าวหอมก็คิดว่าเหมือนๆ กัน ที่จริงไม่ใช่ ถ้าเป็นข้าวหอมทุ่งกุลาจะหอมกรุ่นมาก เวลาหุงกลิ่นจะหอมมาแตไกล เป็นกลิ่นหอมเฉพาะของข้าวทุ่งกุลานะ”

นอกจากนี้ ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าวหอมนั้น ควรเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่ทุกคนเป็นสมาชิก เพราะกำไรที่ได้ก็จะตกถึงมือชาวนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งยอมรับว่าทุกวันนี้มีหลายสหกรณ์ที่มีความพร้อมในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าวและทำตลาดได้เองแล้ว

“ข้าวประเภทนี้ควรให้กลุ่มสหกรณ์เขาดูแลจัดการกันเอง เพราะปริมาณมีไม่มากเมื่อเทียบกับข้าวขาวทั่วๆ ไป พ่อค้าหรือบริษัทค้าข้าวเอกชนควรจะไปดูข้าวอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณที่มากกว่า” ประธานเกษตรเข้มแข็งให้ความเห็น

ไม่ใช่แค่เพียงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าวเท่านั้น แต่กรณ์ยังลงลึกในการนำทุกส่วนของข้าวมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำเอาซังข้าวหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วมาประดิษฐ์เป็นกระเป๋าถือและตะกร้าเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนที่จะเป็นเศษวัสดุเหลือทิ้ง จากนั้นก็เติมแต่งด้วยเครื่องประดับก็จะทำให้มีมูลค่าขึ้นมาทันที ซึ่งในส่วนนี้ภรรยาของเขาจะเป็นคนรับผิดชอบ

“ซังข้าวหลังเก็บเกี่ยวแทนที่จะทิ้งหรือทำลายก็นำมาใช้ประโยชน์ได้นะ  ภรรยาผมเขาก็นำเอามาทำกระเป๋าถือ ลองเปิดขายทางออนไลน์ดูปรากฏว่ามีคนสนใจเยอะมาก ส่วนราคาขายไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับความพอใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย” กรณ์เผยพร้อมโชว์รูปกระเป๋าถือจากซังข้าวฝีมือภรรยา

การลงลึกสู่เศรษฐกิจรากหญ้าเพื่อศึกษารายละเอียดของปัญหาเป็นอีกมิติหนึ่งในการเตรียมความพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำ ภายใต้สโลแกน “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” หากเป็นไปตามที่วาดหวังจะมีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อให้พรรคแม่ธรณีบีบมวยผมกลับมายิ่งใหญ่และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง

“กระแสมันแรงจริง ทั้งๆ ที่ผู้สมัครของพรรคแต่ละคนลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนมาตลอด แต่ช่วง 2-3 เดือนก่อนเลือกตั้งมีกระแสการแบ่งขั้วการเลือกข้าง กระแสโซเชียลมาแรงมาก คนก็เลือกไปตามกระแส ซึ่งอันนี้เห็นผลชัดเจนมาก” กรณ์กล่าวยอมรับ พร้อมจะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ในพรรคต่อไป โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียล ซึ่งเขาเป็นบุคคลแรกๆ ของพรรคที่หันมาเล่นสื่อประเภทนี้ เห็นได้จากมีคนติดตามทวิตเตอร์ กรณ์ จาติกวณิชย์ มากถึง 6 แสนคนในปัจจุบัน

“ต่อไปจะต้องใช้ทีมสื่อโซเชียลมาเป็นตัวหลักในการสื่อสาร ทีมโฆษกเป็นแค่ตัวประกอบไม่ใช่ตัวหลัก เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายในเวลาที่รวดเร็ว” กรณ์วาดหวังหากก้าวสู่การเป็นผู้นำพรรค พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะต้องสลายขั้วในพรรคและจะรวมทีมเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ โดยเขาย้ำอย่างชัดเจนว่า

“ถ้าสลายขั้วในพรรคไม่ได้ อย่าคิดเลยว่าจะสลายขั้วในสังคมได้” กรณ์ยืนยัน ส่วนพรรคจะร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น เขาสงวนท่าทีบอกเป็นสิทธิ์ของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เป็นผู้พิจารณา แต่ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะเลือกเดินทางไหน สำหรับเขามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

…………………………………………

เมื่อสองหนุ่มนักเรียนนอกจากเมืองผู้ดี มีกีฬาอยู่ในหัวใจ  เมื่อคู่หู “หล่อใหญ่” อดีตหัวหน้าพรรค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แฟนพันธุ์แท้นิวคาสเซิล “หล่อโย่ง” อย่างกรณ์ก็เป็นแฟนพันธุ์อดีตทีมดังอย่าง “ลีดส์ ยูไนเต็ด” มาตั้งแต่อายุ 19  ตั้งแต่ยุคลีดส์รุ่งเรืองในปี 1973 แม้วันนี้ทีมในดวงใจจะตกชั้นไปอยู่แชมเปี้ยนชิพ แต่แฟนพันธุ์แท้อย่างเขาก็ยังเหนียวแน่นกับ “ลีดส์ ยูไนเตฺ็ด” เช่นเดิม

ความพยายามของ “ลีดส์ ยูไนเต็ด” ในการก้าวขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกฉันใด ไม่ต่างจากการนำพา “ประชาธิปัตย์” ก้าวสู่ระดับแถวหน้าการเมืองไทยอีกครั้ง

นี่คือความหวังและความตั้งใจของลูกผู้ชายที่ชื่อ “กรณ์ จาติกวณิช” 

ปัญหา”กองเงิน5พันล้าน”ดูแลสุขภาพคนท้องถิ่น”.!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหา”กองเงิน5พันล้าน”ดูแลสุขภาพคนท้องถิ่น”.!

3 พฤษภาคม 2562 – 11:20 น.
บัตรทอง รักษาทุกโรคฟรี,ประกันสุขภาพ,สปสช
เปิดอ่าน 647 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คนไทยหากเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีเงินหลายกองทุนจากหลายกระทรวงมาช่วยดูแล แต่ที่คุ้นเคยและรู้จักกันดีคือ “บัตรทอง รักษาทุกโรคฟรี” จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่รัฐเหมาค่าจ่ายรายหัวให้ปีนี้คนละ 3,427 บาท จำนวน 48.57 ล้านคน บางคนก็พอใจ บางคนก็ไม่พอใจกับการบริการที่ได้รับ…แต่น้อยคนที่รู้ว่านอกจากเงินก้อนนี้ พวกเรายังมี กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า กองทุนสุขภาพท้องถิ่น ตอนนี้เหลือเงินสะสมเกือบ 5 พันล้านบาท

ย้อนไปเมื่อปี 2545 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 47 ระบุให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องเข้ามาร่วมกันดูแลสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่โดยร่วมทำโครงการต่างๆ เช่น “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด” มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้อยู่ในระยะจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู ให้ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึง แม้อาศัยอยู่ต่างอำเภอหรือในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ใดก็ตาม

โดยแบ่งกิจกรรมกองทุนเป็น 5 ประเภท คือ 1.การจัดหน่วยบริการหรือสถานบริการสาธารณสุข 2.สนับสนุนการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของกลุ่มประชาชนหรือหน่วยงานต่างๆ 3.จัดตั้งศูนย์บริการสาธารณสุขให้แก่เด็กเล็ก ผู้สูงอายุหรือหรือคนพิการในชุมชน 4.กรณีเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติในพื้นที่ต้องช่วยสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขตามความจำเป็น เหมาะสม และข้อสุดท้ายคือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำงานให้อปท.ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินรายรับกองทุน
ดูจากวัตถุประสงค์ของกิจกรรมข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอยากให้ชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เด็กเล็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ได้มีเงินหรือกองทุนเฉพาะที่จะนำมาทำกิจกรรมส่งเสริมดูแลรักษาสุขภาพไม่ต้องไปขอเศษส่วนแบ่งมาจากงบประมาณอื่นๆ ของจังหวัด อำเภอ หรือตำบล
ตัวอย่างโครงการที่นำเงินไปใช้ได้ เช่น โครงการฝึกอบรมความรู้สู้ยาเสพติด โครงการว่ายน้ำปลอดภัย โครงการลดใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร โครงการควบคุมไข้เลือดออกเชิงรุกในชุมชน โครงการคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โครงการอบรมให้ความรู้และตรวจสุขภาพประชาชน โครงการส่งเสริมการออกกำลังกายเต้นแอโรบิก หรือแม้กระทั่งการแจกหน้ากากอนามัยหรือการให้ความรู้ป้องกันฝุ่นควันและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้จากฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ก็สามามารถนำเงินกองทุนส่วนนี้ไปใช้ได้เช่นกัน

โดยเม็ดเงินกองทุนท้องถิ่นข้างต้นมาจาก 2 ส่วนหลักคือ “งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ที่เรียกสั้นๆ กันว่า “งบสปสช.” ตอนนี้จ่ายให้ 45 บาทต่อคนรวมกับเงินสมทบจาก “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่แบ่งเงินช่วยสะสม 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่
1.มีรายได้ต่ำกว่า 6 ล้านบาท สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
2.มีรายได้ 6–20 ล้านบาท สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 40
3.มีรายได้สูงกว่า 20 ล้านบาท สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
ทั้งนี้โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของไทยไทยปัจจุบันแบ่งเป็น อปท.เป็นระดับจังหวัด หรือ อบจ. 76 แห่ง ระดับเทศบาลเมืองและตำบล 2,442 และระดับตำบล หรือ อบต. 5,332 รวมกับส่วนย่อยพิเศษอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 7,852 แห่ง โดย “อปท.” เกือบทั้งหมด ทั่วทุกภูมิภาคจำนวน 7,767 แห่ง ขอสมัครเข้าร่วม

ส่วนตัวอย่างโครงการระดับท้องถิ่นที่ใช้เงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดไปทำโครงการสำเร็จไปแล้ว เช่น อบจ.จังหวัดนครราชสีมา เปิด “ธนาคารกายอุปกรณ์” เป็นศูนย์สาธิตและยืมอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการฟื้นฟูสมรรถภาพที่บ้าน ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน 35 แห่ง ใช้งบประมาณกว่า 11 ล้านบาท รองรับคนพิการ 8 หมื่นกว่าคน ผู้สูงอายุ 4.3 แสนคน นอกจากนี้ยังรองรับผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง หรือผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
เช่นเดียวกับอบจ.ชัยภูมิ ที่จัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดชัยภูมิ” ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อกระจายงบประมาณให้โรงพยาบาลผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยแพทย์แผนไทย โครงการป้องกันผู้สูงอายุพลัดตกหกล้ม โครงการป้องกันความพิการในเด็กธาลัสซีเมีย โครงการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ฯลฯ จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าองค์กรท้องถิ่นหลายแห่งนำเงินกองทุนไปบริหารจัดทำกิจกรรมอย่างเป็นประโยชน์

แต่ปัญหาใหญ่ที่พบขณะนี้คือ อปท.เกือบทั่วประเทศทั้งระดับจังหวัดและตำบลสมัครเข้ามาร่วมแต่ไม่มีโครงการหรือทำกิจกรรมจริงจัง
ตัวเลขปี 2562 มี อปท.สมัครเข้าร่วมกองทุนทั้งหมด 7.7 พันแห่ง ประมาณว่าเกือบทุกอปท.ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยสมัครเข้ามาแล้วแต่จัดทำโครงการจริงจังหรือกิจกรรมจริงมีเพียงส่วนน้อยเพียง 1,912 โครงการเท่านั้น
จนทำให้เงินสะสมเพิ่มขึ้นปีละหลายร้อยล้านบาท เพราะไม่มีใครเบิกจ่ายไปทำโครงการ ข้อมูลปีงบประมาณ 2560 พบว่าเงินในกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นสะสมอยู่กว่า 7 พันล้านบาท และล่าสุดปี 2562 ก็ยังเหลืออีก 4.8 พันล้านบาท
ล่าสุดข้อมูลจากเว็บไซต์ สปสช.www.nhso.go.th ตัวเลขเดือน เมษายนปี 2562 มีเงินคงเหลือในกองทุน 4,839 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 78 มีการเบิกไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เพียง 1,460 ล้านบาท หรืแค่ร้อยละ 22 เท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร? มีเงินแต่ทำไมไม่มีใครอยากใช้?
หนึ่งในปัญหาที่ทำให้อปท.ส่วนใหญ่ไม่กล้าเสนอโครงการ เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดทำระเบียบเบิกจ่ายเงินกองทุนยังไม่ชัดเจน เคยมีปัญหาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบบางโครงการแล้วทักท้วงว่าไม่ตรงกับหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุนท้องถิ่น ซึ่งต้องยึดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย!

หมายความว่าระเบียบกองทุนที่ดูแลโดยสปสช. กับระเบียบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลเงิน อปท.ยังไม่สอดคล้องกันว่าเงินทำกิจกรรมเหล่านี้สามารถเบิกจ่ายอะไรได้บ้าง แม้เคยมีประกาศให้ดำเนินการตามระเบียบของ สปสช.แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ยังเคยมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับ “นิยามกลุ่มเป้าหมาย” เช่น คำว่าคนพิการหมายถึงพิการด้านใดบ้าง หรือความหมายของผู้ป่วยในระยะพึ่งพิงหมายถึงระยะใด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาการจัดทำบัญชีที่ไม่ได้มีมาตรฐานกำหนดไว้ชัดเจน
ปัญหาต่างๆ ข้างต้น ทำให้ อปท.ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการใช้เงินกองทุนของสปสช. เลือกใส่เกียร์ว่าง รอดูว่าโครงการของจังหวัดอื่นหรืออปท.อื่นๆ ทำอย่างไร มีปัญหาการถูกตรวจสอบการเบิกจ่ายใช้เงินของโครงการย้อนหลังหรือไม่

ปัญหาการบริหารจัดการและการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทำให้โครงการดีๆ ที่มีเงินกองทุนรอให้เบิกจ่ายหยุดชะงัก นับเป็นเรื่องน่าเสียดายและเสียโอกาสของเด็ก คนชรา คนพิการ ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล แล้วไม่อาจนำเงินกองทุนนี้มาช่วยพัฒนาฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายได้เต็มที่
“นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา” เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รับทราบและรับรู้ดีว่าปัญหาข้างต้นต้องรีบแก้ไข ล่าสุดมีการประกาศให้ปรับปรุงรายละเอียดของกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน 5 ประการ ได้แก่

1.กำหนด “นิยาม” ความหมายของกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะคำว่าคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วย หมายถึงใครบ้าง 2.จัดทำระเบียบปฏิบัติที่กำหนดให้ อบจ.เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนชัดเจนมากยิ่งขึ้น 3. กำหนดการจัดทำบัญชีและรายงานกองทุนตามรูปแบบที่ สปสช.กำหนด

4.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเพิ่มคณะกรรมการกองทุนจาก 18 คนเป็น 21 คน จากตัวแทนแพทย์ประจำจังหวัด ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนและผู้แทนเครือข่ายคนพิการ และ 5.จัดทำระเบียบการใช้จ่ายเงินกองทุนภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุน
เชื่อกันว่าหากร่างแก้ไข หรือชื่อเต็มว่า “ร่างประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรื่อง หลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด พ.ศ. ….” จัดทำสำเร็จเมื่อไร จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและช่วยเปิดทางให้อปท.เข้ามาเสนอโครงการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้คนในท้องถิ่นมากขึ้น

หากใครติดตามนโยบายหาเสียงของ “การเลือกตั้ง” ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลายพรรคเน้นการหาเสียด้วย “นโยบายสาธารณสุข” หรือนโยบายด้านสุขภาพและการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย
เช่น พรรคเพื่อไทย ประกาศสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทุกคน เน้นปรับระบบลดการรวมศูนย์กลางอำนาจ เปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การกระจายบุคลากรสาธารณสุขมูลฐานในพื้นที่ชนบท การกระจายงบประมาณไปท้องถิ่น หรือ “พรรคพลังประชารัฐ” เสนอแนวคิดพัฒนาระบบสาธารณสุขด้วยโมเดล “ปรับเปลี่ยน เชื่อมโยง ยกระดับ ขับเคลื่อน” โดยเฉพาะการเชื่อมโยง ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน และ พรรคอนาคตใหม่ เสนอให้พัฒนาความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชน และปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจให้โรงพยาบาลสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ในการบริหารทรัพยากร หรือผลิตยาได้เอง

มีการวิเคราะห์กันว่าเมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จลงเมื่อไร แล้วรู้แน่ชัดว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล ในวันนั้น กองทุนหรือกองเงินที่เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะ กองทุนดูแลสุขภาพระดับท้องถิ่น เพราะมีเงินสะสมหลายพันล้านรอให้เอาไปใช้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการกองทุนที่มีภาคประชาชนเข้ามาเพิ่ม จะช่วยกันผลักดันและตรวจสอบการใช้เงินก้อนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างแท้จริง

ไม่หลงกลลวง หัวคะแนนเสียงผู้มีอิทธิพลในชุมชนที่ชอบเอาเงินไปทำกิจกรรมแบบหวังเก็บตุนแต้มคะแนนเสียง รอการเลือกตั้งครั้งต่อไป!

แกนนำส้มหวาน อบอุ่นกลางดง RED USA

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกนนำส้มหวาน อบอุ่นกลางดง RED USA

3 พฤษภาคม 2562 – 10:40 น.
แกนนำพรรคอนาคตใหม่,ชำนาญ จันทร์เรือง,จอม เพชรประดับ,พรรคส้มหวาน,สุนัย จุลพงศธร,พรรคอนาคตใหม่,แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัย แซ่ด่าน,สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เปิดอ่าน 3,301 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

**********************

พ.ศ.นี้ เสียงโฆษณาปลุกระดมจากวิทยุใต้ดิน ฝั่งลาว เงียบหายไป ก็เหลือแต่กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ที่อยู่ในสหรัฐ, ฟิลิปปินส์ และยุโรป ที่ยังส่งเสียงทางยูทูบ และเฟซบุ๊ค

ผู้ที่ขยันจัดรายการวิเคราะห์การเมืองเวลานี้คือ สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และอดีตแกนนำกลุ่ม “3 ส.ตาสว่าง” ที่เดินสายขายแนวคิด “ล้มอำมาตย์” ไปทั่วประเทศ

“สุนัย” เริ่มเคลื่อนไหวใต้ดินมาตั้งแต่ต้นปี 2549 โดยเข้าร่วมประชุมขยายวงระดมความคิดในการจัดตั้ง “พรรคทางเลือกของประชาชน” ที่ร้านอาหาร 13 เหรียญ สาขาถนนรัตนาธิเบศร์ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

สุนัย จุลพงศธร

การประชุมครั้งนั้น สุนัย อดีตสหายแห่งเขตงานตาก และอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ได้รับเชิญมาบรรยายเรื่องสถานการณ์การเมืองให้อดีตสหายจากเขตงานต่างๆ ที่มาถกเรื่องจัดตั้งพรรค เสียงส่วนหนึ่งอยากให้เป็น “พรรคเปิด” อีกจำนวนไม่น้อยขอเป็น “พรรคปิด” เป็นองค์กรใต้ดินแบบเก่า

ช่วงที่มีปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดิน สุนัยได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับ “กลุ่มแดงอิสระ” หรือ “ปีกซ้าย” ของขบวนการเสื้อแดง โดยแกนนำปีกนี้ได้แก่ สุรชัย แซ่ด่าน และสมยศ พฤกษาเกษมสุข

          ปี 2552 สุรชัย แซ่ด่าน ,สุนัย จุลพงศธร และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายทำกิจกรรม “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” เปิดเวทีอภิปรายเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 เรียกตัวเองว่า “กลุ่ม ส.ตาสว่าง” หลังจากสุรชัยและสมยศ ถูกจับในคดีหมิ่นเบื้องสูง การเคลื่อนไหวของ “3 ส.ตาสว่าง” ก็หยุดไป

สุนัยออกจากเมืองไทยไปพร้อมจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ โดยทั้งคู่ร่วมก่อตั้งองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย สุนัยช่วยเชียร์อยู่พักหนึ่ง ก็หมดแรง เลยหันไปทำรายการวิทยุใต้ดินของตัวเอง

ชำนาญ จันทร์เรือง

หลังสงกรานต์ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ “จอม เพชรประดับ” กับสุนัย ร่อนการ์ดเชิญคนไทยในแคลิฟอร์เนียภาคใต้ สหรัฐฯ มาร่วมฟังการบรรยาย พรรคอนาคตใหม่ กับความเป็นไปในการเมืองไทย” จาก “ชำนาญ จันทร์เรือง” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 22 เม.ย.2562 เวลา 12.00 น. ที่ร้าน Thai Nakorn Restuarent ลอสแองเจลิส

จอม เพชรประดับ และชำนาญ จันทร์เรือง ในร้านอาหารคนไทย

เมื่อถึงวันนัดหมาย “ชำนาญ” ก็ไปปรากฏตัวที่ร้านดังกล่าว ท่ามกลางคนไทยกลุ่มหนึ่งที่รอต้อนรับ และวันนั้น สุนัยได้ไลฟ์แฟนเพจเฟซบุ๊ค sunaifanclub โดยมีจอม เพชรประดับ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ โดยอาจารยฺชำนาญ จันทร์เรือง ได้บอกเล่าสถานการณ์การเมืองก่อนและหลังเลือกตั้ง ฟังจากการไลฟ์สดก็ไม่มีการพูดจาที่สุ่มเสี่ยง และล่อแหลม

ส่วนการพูดคุยในวงปิด ไม่มีใครทราบได้ว่า มีเรื่องใดบ้าง แต่ก็เชื่่อว่า ไม่ธรรมดาหรอก เมื่อมีทั้งสุนัย และจอม เป็นคนเปิดประเด็นร้อนๆ

          กรณีรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั่งกลางวงแดงฮาร์ดคอร์ อาจารย์ชำนาญอาจไม่คิดอะไรมาก และเอฟซีแดงยูเอสเอตีปีกดีใจ ที่สามารถดึงพรรคส้มหวานมาเป็นแนวร่วมได้

“กษัตริย์นักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กษัตริย์นักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี

3 พฤษภาคม 2562 – 10:19 น.
เจ้าฟ้านักบิน,กษัตริย์นักบินพระองค์แรก,ราชวงศ์จักรี
เปิดอ่าน 3,862 ครั้ง

“กษัตริย์นักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี

ตลอดระยะเวลาที่คนไทยได้ชื่นชมพระบารมีของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นับแต่ทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ภาพที่ปวงชนชาวไทยเห็นจนเจนตา คือภาพที่ทรงฉลองพระองค์ในเครื่องแบบทหารอากาศ และฉลองพระองค์นักบิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการบินเป็นเอกอุ

สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ ณ ช่วงเวลานั้น พระองค์ยังทรงได้รับการถวายพระสมัญญา “เจ้าฟ้านักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี และเช่นเดียวกันที่จะนับว่า ณ วันนี้พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์นักบิน” ของปวงชนชาวไทยอีกด้วย

แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากว่าพระองค์มิได้สนพระราชหฤทัยเรื่องการบินอย่างจริงจัง โดยทรงมุ่งมั่นทุ่มเทในการศึกษาเล่าเรียนด้านนี้มาตลอดตั้งแต่พระชนมายุเพียง 11 พรรษา จากครั้งที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ จากนั้นจึงทรงศึกษาฝึกฝนศาสตร์ด้านการบิน จนทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในทุกรูปแบบ

สำหรับเส้นทางแห่ง “เจ้าฟ้านักบิน” เริ่มต้นอย่างจริงจังหลังจากที่่ได้ทรงศึกษาต่อทางด้านวิชาทหาร พระองค์ทรงศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งที่โรงเรียนคิงส์ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2519

เมื่อทรงรับการศึกษาทางด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนกระทรวงกลาโหม โดยทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ หลักสูตรการทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง หลักสูตรส่งทางอากาศ และยังทรงเข้าการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ทางด้านการบินอีกมากมาย ทำให้ทรงมีพระประสบการณ์และทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในระดับสูงมาก

พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเริ่มทำการบินตามหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ของโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2522, พระองค์เริ่มทำการบินเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอช และเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอ็น จำนวน 54.4 ชั่วโมง และเฮลิคอปเตอร์แบบ ยูเอช-1เอ็น จำนวน 134.8 ชั่วโมงบิน

เมื่อสำเร็จตามหลักสูตร เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2535 ทรงรับพระราชทานประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของกองทัพอากาศ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชบิดา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2523 ณ โรงเรียนนายเรืออากาศดอนเมือง

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2523 ขณะตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ ทรงเข้ารับการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์แบบ ยูเอช-1 เอช ของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ ฟอร์ท แบรก นอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 3 เมษายน 2523 จำนวน 31.4 ชั่วโมงบิน

จากนั้นทรงเข้ารับการฝึกบินหลักสูตรเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (GUNSHIP) ของกองทัพบก ในระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2523 สำเร็จตามหลักสูตร มีชั่วโมงบิน 54.8 ชั่วโมง

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2523 พระองค์ยังทรงฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินใบพัดแบบ มาร์คเคตตี้ (MARCHETTI) ของฝูงบินฝึกขั้นปลายโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ และสำเร็จตามหลักสูตร เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2524 มีชั่วโมงฝึกกับเครื่องบินแบบนี้ 142.3 ชั่วโมง

จากนั้น ทรงฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินไอพ่น ที-37 ฝูงบินฝึกขั้นปลาย โรงเรียนการบินกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ถึง 10 กรกฎาคม 2524 มีชั่วโมงบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ ที-37 รวม 206.4 ชั่วโมง

ตามด้วย ทรงฝึกบินในหลักสูตรนักบินพร้อมรบขั้นพื้นฐานกับเครื่องบินไอพ่น ที-33 ของกองบิน 1 ฝูงบิน 101 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2524 และทรงสำเร็จหลักสูตรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2525 มีชั่วโมงบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ ที-33 จำนวน 189 ชั่วโมง และทรงฝึกบินหลักสูตรนักบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ เอฟ-5 อีเอฟ ของกองบิน 1 ฝูงบิน 102 เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2525 ไปถึงเดือนตุลาคม 2525 มีชั่วโมงบินในหลักสูตรนี้ 200 ชั่วโมง

ระหว่างปลายปี พ.ศ.2525 ถึงปลายปี พ.ศ.2526 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปฝึกศึกษาด้านการบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ เอฟ-5 อี/เอฟ ที่ฐานทัพอากาศ วิลเลียม รัฐแอริโซนา ในหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นพื้นฐาน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2525 ถึงเดือนพฤษภาคม 2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 97.5 ชั่วโมง และหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูง ระหว่างเดือนมิถุนายน 2526 ถึง กันยายน 2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 41.8 ชั่วโมง

เมื่อเสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบขั้นสูง (Advance Fighter 
Course) กับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง เอฟ-5 อี/เอฟ ที่กองบิน 1 ฝูง 102 อีก จนจบหลักสูตร

ครั้งหนึ่งพระองค์ยังได้ทรงแสดงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบินทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี และทรงชนะเลิศการแข่งขัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2530

หลังจากนั้นยังทรงฝึกศึกษาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ เอฟ 5 อี/เอฟ และทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบชั้นสูง (Advance Fighter 
Course) กับเครื่องเอฟ 5ดี/เอฟ อย่างสม่ำเสมอ  จนทรงพร้อมรบ และครบชั่วโมงบินทุกประเภทรวมกันกว่า 1,000 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532

อีกทั้งยังทรงเข้าร่วมการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศประจำปี โดยทรงทำคะแนนได้สูงตามกติกา กองทัพอากาศจึงทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศชั้นที่ 1 ประเภทอาวุธระเบิดสี่ดาว อาวุธจรวดสี่ดาว และอาวุธปืนสี่ดาว

พระองค์ทรงมีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ ยังทรงพระกรุณาปฏิบัติหน้าที่ครูการบินแก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ แบบ เอฟ 5  อี/เอฟ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกองทัพไทย และปวงชนชาวไทย

และด้วยพระวิริยอุตสาหะ พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจการบินกับเครื่องบินแบบนี้ อย่างสม่ำเสมอ จนทรงมีชั่วโมงบินเฉพาะแบบถึง 2,000 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2540 ซึ่งทางบริษัท นอร์ธรอป ประเทศสหรัฐฯ บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบเอฟ 5 อี/เอฟ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเกียรติบัตรการบิน ทรงทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F ครบ 2,000 ชั่วโมง

ไม่เพียงเท่านั้นตลอดมา ชาวไทยยังได้เห็นอีกมุมของพระปรีชาสามารถทางด้านการบินอีกหลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะกับการทรงขับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ในเที่ยวบินมหากุศลหลายวาระด้วยกัน อาทิ

ในปี พ.ศ. 2552 ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 เครื่องบินโบอิ้ง 737–400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เที่ยวบินที่ ทีจี 8870 (กรุงเทพมหานครถึงจังหวัดเชียงใหม่) และเที่ยวบินที่ ทีจี 8871 (จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร) โดยมีผู้โดยสารวีไอพีจำนวน 80 คน เป็นผู้ร่วมบริจาคเงินสำหรับภารกิจดังกล่าวรายละ 1 ล้านบาท มียอดบริจาคทั้งสิ้น 80 ล้านบาท

ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ทรงนำคณะพุทธศาสนิกชนจำนวน 123 คน กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถาน สถานที่ตรัสรู้ ณ ตำบลพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเป็นเที่ยวบินที่ทีจี 8842 และทีจี 8843 เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อินเดีย

โดยทรงทำการบินในตำแหน่งนักบินที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายบัตรที่นั่งละ 5 แสนบาท และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเพื่อร่วมกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย สมทบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมทบกองทุนพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ (เพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ) มียอดบริจาคทั้งสิ้น 50.5 ล้านบาท

จากนั้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2555 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับเป็นนักบินที่ 1 ในเที่ยวบินพิเศษมหากุศล นำคณะพุทธศาสนิกชนเดินทางไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดป่าวิเวกธรรม อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นการบินไป-กลับ ในเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น จำหน่ายบัตรโดยสารในราคาที่นั่งละ 5 แสนบาท จำนวน 100 ที่นั่ง รายได้สมทบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)

เที่ยวบินมหากุศลครั้งนี้ ใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เที่ยวบินทีจี 8866 และทีจี 8867 มีผู้โดยสาร 113 คน โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำรายได้จากเที่ยวบินมหากุศลขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมทบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) โดยมียอดเงินบริจาคกว่า 50 ล้านบาท

นับเป็นกษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง…

คู่มือการเดินทางร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่มือการเดินทางร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

3 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,คู่มือเดินทาง,แผนที่,คู่มือการเดินทางร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 1,181 ครั้ง

รายงานหน้า…

เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นครั้งนี้ มีการตั้ง กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย และการจราจรงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (กอ.ร.) ตลอดจนเตรียมแผนความพร้อมเรื่องเส้นทางจราจร และการจัดพื้นที่รองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในห้วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เกี่ยวกับเรื่องดูแลจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกประชาชน พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กอ.ร.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแลการจัดการจราจรและเรื่องต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมติดตามการข่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาและปรับแผนงานปฏิบัติตลอด 24 ชั่วโมง จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ สมพระเกียรติ เป็นไปตามพระราชประสงค์ พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานพระราชพิธีครั้งนี้ ซึ่งกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยการจราจรงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) อธิบายว่า ข้อสรุปว่าจะมีการปิดถนน ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2562 จำนวน 47 เส้นทาง เบื้องต้นตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น. และเปิดจุดคัดกรองตั้งแต่เวลา 12.00 น. ประชาชนที่จะไปร่วมพิธีสามารถนำรถไปจอดได้ที่จุดที่ทางการจัดไว้ 4 มุมเมือง 27 แห่ง รองรับรถได้ประมาณ 3,000 คัน อาทิ ทิศเหนือที่เมืองทองธานี, ห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, สโมสรตำรวจ, ทิศใต้ พุทธมณฑลสาย 4 ห้างเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา, ทิศตะวันออก ห้างเมกา บางนา ไบเทค บางนา, ทิศตะวันตก ห้างเซ็นทรัลพลาซา เวตส์เกต และสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ถนนรัชดาภิเษก ทุกจุดจะมีรถรับ-ส่ง ทั้งของ ขสมก. และรถชัตเติลบัส จำนวน 900 คัน วิ่งเข้าไปรอบบริเวณพิธี ส่วนเรื่องอาหารจะมีการตั้งโรงครัวพระราชทานให้บริการแจกจ่ายอาหารที่จุดพักคอยเพื่อรอเข้าสู่จุดคัดกรองที่มีทั้งหมด 21 จุด ทั้งนี้ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมและวางแผนการเดินทางในห้วงเวลาดังกล่าวด้วย

โดยในช่วงพระราชพิธีเบื้องกลาง ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคมนั้น จะปิดถนนดังเส้นทางต่อไปนี้ วันที่ 2 พฤษภาคม เริ่มปิดการจราจร เวลา 00.00 น. เป็นต้นไปในถนน 8 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 ถนนหน้าพระลานตลอดสาย เส้นทางที่ 2 ถนนหน้าพระธาตุ จากหน้าสามเหลี่ยมประตูวิเศษไชยศรี ถึงแยกพระจันทร์ เส้นทางที่ 3 ถนนราชดำเนินใน จากแยกผ่านพิภพถึงแยกป้อมเผด็จ เส้นทางที่ 4 ถนนสนามไชยจากแยกป้อมเผด็จถึงแยกท้ายวัง วงเวียนรด. เส้นทางที่ 5 ถนนหับเผย เส้นทางที่ 6 ถนนหลักเมือง เส้นทางที่ 7 ถนนกัลยาณไมตรีถึงสะพานช้างโรงสี และ เส้นทางที่ 8 ซอยสราญรมย์ ส่วนการจัดการเดินรถทางเดียว 5 สาย คือ 1.ถนนพระจันทร์ จากแยกพระจันทร์ถึงท่าพระจันทร์ 2.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงซอยเศรษฐการ 3.ถนนท้ายวัง จากท่าเตียนถึงแยกท้ายวัง 4.ถนนเชตุพน จากถนนมหาราชถึงถนนสนามชัย 5.ซอยเศรษฐการ จากถนนมหาราชถึงถนนสนามชัย

นอกจากนี้การจัดการจราจรบริเวณรอบพระลานพระราชวังดุสิต จะปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 10.00 น. ในถนน 5 สาย ได้แก่ 1.ถนนอู่ทองใน จากแยกอู่ทองใน ถึงแยกพระลานพระราชวังดุสิต 2.ถนนราชดำเนินนอก จากแยกพระลานพระราชวังดุสิตถึงแยกมัฆวาน 3.ถนนศรีอยุธยา จากพล.1 ถึงแยกวัดเบญจมบพิตร 4.ถนนพิษณุโลก จากแยกวังแดงถึงแยกพาณิชยการ และ 5.ถนนลูกหลวง จากแยกประชาเกษมถึงแยกเทวกรรม โดยเปิดจุดคัดกรองเวลา 12.00 น. เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ขณะเดียวกันการจัดการด้านจราจรในวันที่ 2 พฤษภาคม บริเวณปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า ปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 10.00 น. ในถนน 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนตรีเพชร จากแยกพาหุรัด ถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้า 2.ถนนสะพานพระพุทธยอดฟ้า (ถนนใต้สะพานพุทธยอดฟ้า) 3.ถนนจักรเพชร จากปากคลองตลาด (สะพานเจริญรัช) ถึงทางร่วมหน้าการไฟฟ้านครหลวง (วัดเลียบ) 4.สะพานพระพุทธยอดฟ้า จากฝั่งธนบุรีถึงฝั่งพระนคร โดยเจ้าหน้าที่จะเริ่มเปิดจุดคัดกรองประชาชน เวลา 12.00 น.

ในส่วน วันที่ 3 พฤษภาคม การจัดการจราจรบริเวณพระบรมมหาราชวัง ปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยขยายปิดการจราจรชั้นในเพิ่มเติม เพื่อรองรับจุดคัดกรองในถนน 6 สาย ดังนี้ 1.ถนนราชินีจากแยกผ่านพิภพถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.ถนนสนามไชย จากแยกท้ายวังถึงแยกตัดถนนพระพิพิธ 3.ถนนหน้าพระธาตุตลอดสาย 4.ถนนพระจันทร์ตลอดสาย 5.ถนนมหาราชจากแยกท่าพระจันทร์ถึงซอยเศรษฐการ และ 6.ถนนท้ายวัง ซึ่งจะมีการเปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนเข้าพื้นที่เวลา 06.00 น.

ต่อมา วันที่ 4 พฤษภาคม จะปิดการจราจรต่อเนื่องจากวันที่ 3 พฤษภาคม จำนวน 6 เส้นทาง คือ 1.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.ถนนสนามไชย จากแยกท้ายวังถึงแยกตัดถนนพระพิพิธ 3.ถนนหน้าพระธาตุตลอดสาย 4.ถนนพระจันทร์ตลอดสาย 5.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงปากซอยเศรษฐการ และ 6.ถนนท้ายวัง โดยจะปิดถนนถึงเวลา 24.00 น. เปิดจุดคัดกรองเวลา 06.00 น.

สำหรับ วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งมีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค จะปิดถนนทั้งหมด 34 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนราชดำเนินนอก จากแยกจปร. ถึงแยกผ่านฟ้า 2.ถนนนครสวรรค์ จากแยกผ่านฟ้าถึงแยกจักรพรรดิพงษ์ 3.ถนนหลานหลวง จากแยกผ่านฟ้าถึงแยกหลานหลวง 4.ถนนมหาชัย จากแยกป้อมมหากาฬถึงแยกสำราญราษฎร์ 5.ถนนดินสอ จากแยกกทม. ถึงแยกวันชาติ 6.ถนนประชาธิปไตย จากแยกวันชาติถึงแยกวิสุทธิกษัตริย์ 7.ถนนตะนาว จากวงเวียนสิบสามห้างถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า 8.ถนนสิบสามห้าง 9.ถนนข้าวสาร 10.ถนนรามบุตรี 11.ถนนตานี 12.ถนนไกรสีห์ 13.ถนนพระสุเมรุ 14.ถนนสามเสน จากแยกบางขุนพรหมถึงแยกบางลำพู 15.ถนนจักรพงษ์ 16.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าถึงแยกผ่านพิภพ 17.ถนนบุญศิริ จากถนนอัษฎางค์ถึงถนนบูรณศาสตร์

18.ถนนราชบพิธ 19.ถนนบำรุงเมือง จากสี่กั๊กเสาชิงช้าถึงแยกศิริพงษ์ 20.ถนนเจริญกรุง จากสี่กั๊กพระยาศรีถึงแยกเฉลิมกรุง 21.ถนนบ้านหม้อ จากสี่กั๊กพระยาศรี ถึงแยกบ้านหม้อ 22.ถนนอัษฎางค์ จากแยกสะพานมอญถึงแยกพระพิทักษ์ 23.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงแยกพระพิทักษ์ 24.ถนนพระพิพิธ จากถนนสนามไชยถึงแยกพระพิทักษ์ 25.ถนนพาหุรัด 26.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงแยกปากคลองตลาด 27.ถนนท้ายวัง 28.ถนนเชตุพน 29.ซอยเศรษฐการ 30.สะพานพุทธยอดฟ้า 31.ถนนตรีเพชร 32.ถนนตรีทอง 33.ถนนใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ 34.ถนนจักรเพชร จากปากคลองตลาด ถึงหน้าวัดเลียบ ทั้งนี้จะปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 5 พฤษภาคม เป็นต้นไป

จากนั้น วันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ยังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท แล้วเสด็จออก ณ สีหบัญชร เพื่อให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล จะลดระดับการปิดการจราจรลงเหลือ 33 สาย ได้แก่ 1.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.ถนนราชดำเนินใน จากแยกผ่านพิภพถึงแยกป้อมเผด็จ 3.ถนนสนามชัย 4.ถนนหน้าพระธาตุ 5.ถนนพระจันทร์ 6.ถนนหน้าพระลาน 7.ถนนมหาราช 8.ถนนท้ายวัง 9.ถนนหับเผย 10.ถนนหลักเมือง 11.ถนนกัลยาณไมตรี 12.ซอยสราญรมย์ 13.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าถึงแยกผ่านพิภพ 14.ถนนราชดำเนินกลาง จากแยกผ่านพิภพถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 15.ถนนราชบพิธ 16.ถนนบำรุงเมือง จากสี่กั๊กเสาชิงช้าถึงแยกศิริพงษ์

17.ถนนเจริญกรุง จากสี่กั๊กพระยาศรีถึงแยกเฉลิมกรุง 18.ถนนบ้านหม้อ จากสี่กั๊กพระยาศรีถึงแยกบ้านหม้อ 19.ถนนอัษฎางค์ จากแยกสะพานมอญถึงแยกพระพิทักษ์ 20.ถนนตะนาว จากแยกคอกวัวถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า 21.ถนนเฟื่องนคร 22.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงแยกพระพิทักษ์ 23.ถนนพระพิพิธ จากถนนสนามไชยถึงแยกพระพิทักษ์ 24.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงแยกปากคลองตลาด 25.ถนนท้ายวัง 26.ถนนเชตุพน 27.ซอยเศรษฐการ 28.ถนนพาหุรัด 29.สะพานพระพุทธยอดฟ้า 30.ถนนตรีเพชร 31.ถนนตรีทอง 32.ถนนใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ 33.ถนนจักรเพชร จากปากคลองตลาดถึงหน้าวัดเลียบ

อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้จะจัดการเดินรถทางเดียว 3 สายด้วยกัน ได้แก่ 1.ถนนจักรพงษ์ จากแยกบางลำพูถึงแยกผ่านพิภพ 2.ถนนเจ้าฟ้าจากแยกผ่านพิภพ ถึงถนนพระอาทิตย์ และ 3.ถนนพระอาทิตย์ จากใต้สะพานพระปิ่นเกล้าถึงแยกบางลำพู โดยจะปิดการจราจรในเวลา 06.00 น. และประตูคัดกรองเปิดเวลา 08.00 น.

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานทั้ง ทางรถ ทางราง และ ทางเรือ โดยทางรถจัดจุดจอดรถไว้ 27 จุด อาทิ เมืองทองธานี เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลศาลายา ลานพุทธมณฑลสาย 4 สโมสรตำรวจ เซ็นทรัลเวสต์เกต ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ฯลฯ สามารถรองรับรถจำนวน 35,400 คัน ประชาชนสามารถขับรถมาจอดได้ตามจุดเหล่านี้ รวมถึงจุดจอดรถบัสและรถตู้สำหรับประชาชนที่มาเป็นหมู่คณะ 7 จุด ประกอบด้วย ถนนพุทธมณฑลสาย 1, 2 3, และ 4 ถนนกาญจนาภิเษก ฯลฯ ที่รองรับได้จำนวน 3,400 คัน จากนั้นนั่งรถชัตเติลบัสเข้ามายัง 6 จุดพื้นที่รอบนอกงานพระราชพิธี ได้แก่ บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานพระราม 8 วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารและสะพานพุทธฝั่งกรุงเทพมหานครเพื่อเดินเท้าเข้ามา ทั้ง 6 จุดนี้จะเป็นจุดพักของประชาชนและเป็นที่ตั้งโรงเลี้ยงพระราชทานในการพระราชทานอาหารแก่ประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย

สำหรับ ทางราง หรือ รถไฟ จัดจุดบริการประชาชนไว้ 3 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสถานียมราช และทิศใต้ลงสถานีธนบุรี ส่วน ทางเรือ จัดบริการไว้ 2 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือ ลงที่ท่าเรือธนบุรีหรือท่าเรือกระทรงพาณิชย์ มาขึ้นที่ท่าเรือบางลำภูหรือท่าเรือปิ่นเกล้า ทิศใต้ลงที่ท่าเรือสาทรและท่าเรือวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มาขึ้นที่ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือยอดพิมาน และท่าเรือปากคลองตลาด อีกทั้งสามารถใช้คลองแสนแสบมาขึ้นที่ท่าเรือผ่านฟ้าหรือคลองผดุงกรุงเกษม และจากหัวลำโพงมาขึ้นที่ท่าเรือ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร แล้วเดินเท้าเข้าสู่เขตพื้นที่จัดงานพระราชพิธี

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขยายการปิดการจราจรชั้นนอกเพื่อรองรับประชาชนที่มาเข้าร่วมพระราชพิธีและรอเฝ้าฯ รับเสด็จในเส้นทางเพิ่มเติมอีก 10 สาย คือ 1.ถนนราชดำเนินนอก จากแยกจปร. ถึงแยกพระรูป ร.5 2.ถนนศรีอยุธยา จากแยกพล.1 ถึง แยกวัดเบญจ 3.ถนนพิษณุโลก จากแยกวังแดง ถึงแยกยมราช 4.ถนนลูกหลวง จากแยกประชาเกษมถึงแยกสะพานขาว 5.ถนนกรุงเกษม จากแยกเทเวศร์ถึงแยกกษัตริย์ศึก 6.คู่ขนานลอยฟ้า จากทางลงสิรินธร ข้ามสะพานพระราม 8 ถึงแยกวิสุทธิกษัตริย์ 7.ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ตลอดสาย 8.ถนนจักรพรรดิพงษ์ จากแยก จปร. ถึงแยกแม้นศรี 9.ถนนหลานหลวง จากแยกหลานหลวง ถึงแยกยมราช และ 10.ถนนนครสวรรค์ จากแยกจักรพรรดิพงษ์ ถึงแยกนางเลิ้ง โดยจะจัดเดินรถทางเดียวในถนนสวรรคโลก จากแยกยมราชไปแยกเสาวนีย์

รถไฟฟ้าให้บริการฟรี
บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที ฟรีตลอดเส้นทาง ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ส่วนบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) เปิดให้บริการรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ฟรี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. อีกทั้งยังมีชัตเติลบัส เชื่อมต่อ ณ เอ็มอาร์ที สถานีหัวลำโพง สถานีเพชรบุรี สถานีลาดพร้าว และสถานีตลาดบางใหญ่ ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2562 นอกจากนี้แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ยังร่วมอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนที่จะเข้าร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเปิดให้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 05.30-24.00 น.

“ธนาธร” รู้ยัง? “ตั้น-ทยา” คู่เดือดสะท้านภพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370517?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” รู้ยัง? “ตั้น-ทยา” คู่เดือดสะท้านภพ

3 พฤษภาคม 2562 – 09:38 น.
ตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ทยา ทีปสุวรรณ,สุเทพ เทิอกสุบรรณ,ตระกูลศรีวิกรม์,พรรคประชาธิปัตย์,กปปส,แกนนำ กปปส,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 13,183 ครั้ง

ระดับ “นกหวีดตัวแม่ ตัวพ่อ” วันนี้ท้าเลย ธนาธร มั่นใจก็ฟ้องเอง ถ้านักเลงพอ?

พิษหุ้นสื่อส่อเค้าจะกลายเป็น “ฆาตกรรมหมู่การเมือง” เมื่อต่างฝ่ายต่างก็งัดหลักฐาน “หุ้นสื่อ” มาเล่นกันในสื่อโซเชียล อย่างกรณีของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thanathorn Juangroongruangkit–ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พาดพิงแกนนำ 3 พรรคการเมืองใหญ่

ล่าสุด “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ“ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้ธนาธรทันที “ส่วนตัวผมชัดเจนอยู่แล้วมีบริษัทที่ทำโรงเรียน อีกบริษัททำอสังหาฯ สื่อมวลชนไปตรวจสอบก่อนได้เลย” ตอนท้ายบอกว่า “ธนาธรฟ้องเองเลยนะ อย่าให้ตัวแทนมาฟ้อง สังคมเราเจอแต่ตัวแทนปลอมๆ มาพอแล้ว”

นักการศึกษาตัวจริง

ถ้ายังจำกันได้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 “อีฟ” ทยา ทีปสุวรรณ ควงสามี ตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาหารกลางวัน และการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมเข้าสู่โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School Project ที่โรงเรียนวัดเกาะ (กริ่มกำพล) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

หลายคนอ่านข่าวข้างต้นนี้ต้องนึกถึงเรื่องการเมือง เพราะทยา เคยมีเข้าร่วมเคลื่อนไหวมวลชนระดับ “นกหวีดตัวแม่”  หลายคนคงไม่รู้ว่าเธอเป็นนักการศึกษา เป็นผู้จัดการโรงเรียนศรีวิกรม์ อันเป็นธุรกิจครอบครัวดั้งเดิม

ทยา ทีปสุวรรณ ในบทบาทนักการศึกษา

3 ปีก่อน ทยา ทีปสุวรรณ มีแผนร่วมทุนกับกลุ่มโรงเรียนจากอังกฤษสร้าง Rugby School Thailand ในนามวิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส ซึ่ง Rugby School โรงเรียนเอกชนชั้นนำของอังกฤษ มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี และเป็นจุดกำเนิดของกีฬารักบี้

ปี 2560 “ณัฏฐพล-ทยา” เปิด Rugby School Thailand ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 187 ไร่ ในตำบลเขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งของเขตโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก

          เสี่ยตั้นจึงกล้าประกาศอย่างมั่นใจว่าไม่เคยทำธุรกิจสื่อ ธนาธร มั่นใจก็ฟ้องเอง ถ้านักเลงพอ?

เสี่ยตั้น” แม่ทัพตัวจริง

ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐจะก่อรูปเป็น “พรรคแม่เหล็ก” ที่ดูดอดีต ส.ส.ร้อยพ่อพันแม่เข้ามาอยู่ใต้ร่มธง “ลุงตู่” ผู้ที่เสพข่าวการเมือง อาจจะคุ้นชื่อ “กลุ่มสามมิตร” เพราะมีข่าวเยอะ แต่ผู้ทำหน้าที่ประสานกลุ่มก๊วนต่างๆ แบบเงียบๆ กลับเป็น “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

คนในพรรคพลังประชารัฐจึงไม่แปลกใจที่มีชื่อ “เสี่ยตั้น” อยู่ในลำดับที่ 1 ของบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ เหนือกว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน

          เสี่ยตั้นเข้ามาสู่ชายคาประชาธิปัตย์ โดยการสนับสนุนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ปชป.สมัยนั้น

สุเทพ ผู้ปลุกปั้นเสี่ยตั้นในอดีต 

เลือกตั้ง 2550 เสี่ยตั้น ลงสมัคร ส.ส.เขต 10 กทม. ตอนแรกสอบตก แต่มีเลือกตั้งซ่อมปี 2552 เสี่ยตั้นจึงสอบได้ และมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพรรค ส่วนภรรยา “ทยา” ก็เข้ามารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

สมัย “ตั้น-ทยา” เป็นแกนนำ กปปส.

ทั้งเสี่ยตั้น-ทยา ต่างก็เป็นคนสนิทลุงกำนันในเวลานั้น ช่วงการชุมนุมของมวลมหาประชาชน เสี่ยตั้นได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการ “ม็อบ กปปส.” จนกลายเป็น 1 ใน 4 ทหารเสือค่ายนกหวีด

          หลายคนคงจำได้ “ตั้น-ทยา” กลายเป็นคู่นรกแตกที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและบ้านใหญ่ตระกูลชินวัตรยังหนาว

เขยขวัญ “ศรีวิกรม์”

แม้เสี่ยตั้นจะเข้าสู่วงการเมืองไม่ถึง 10 ปี แต่การที่เป็น “เขยศรีวิกรม์” ทำให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนการเมืองจากพ่อตาแม่ยาย รวมถึงต่อยอดจาก ศรีวิกรม์คอนเนกชั่น”

ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ตระกูลศรีวิกรม์ ไม่เคยห่างหายไปจากการเมืองไทย ยุคหลัง 14 ตุลา คุณหญิงศิศิมา ศรีวิกรม์” ลงสมัครส.ส.กรุงเทพฯ เขตพระโขนง ในสีเสื้อพรรคกิจสังคม ก็สอบตกทั้ง 2 ครั้ง

ส่วน เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์” สามีคุณหญิงศศิมา เข้าสู่การเมืองในสีเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ และได้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ ปี 2529 จากนั้น เฉลิมพันธ์เติบใหญ่ใน ปชป. จนเกิดงัดข้อกลุ่มอนุรักษ์ในพรรคจนต้องแยกตัวออกมาเป็น “กลุ่ม 10 มกรา” และพรรคประชาชน

ยุคหลังเศรษฐกิจฟองสบู่แตกปี 2543 พิมล ศรีวิกรม์” ลูกชายเฉลิมพันธ์-คุณหญิงศศิมา ติดสอยห้อยตามสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาร่วมสร้างพรรคไทยรักไทย

ปี 2550 พิมลช่วยสมคิดก่อตั้งกลุ่มธรรมาธิปไตย ก่อนที่กลุ่มนี้จะสลายตัว แล้วไปร่วมกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

          จะเห็นได้ว่า “ศรีวิกรม์คอนเนกชั่น” เปรียบเสมือนลมใต้ปีก ทำให้เสี่ยตั้นเติบโตทางการเมืองอย่างรวดเร็ว

งดใช้โฟม–ถุงพลาสติก อุทยานแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งดใช้โฟม–ถุงพลาสติก อุทยานแห่งชาติ

3 พฤษภาคม 2562 – 09:05 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อุทยานแห่งชาติ,โฟม,ถุงพลาสติก
เปิดอ่าน 873 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ประชาชนคนไทยนิยมไปท่องเที่ยวทัศนาจรพักผ่อนในเขตอุทยานแห่งชาติมากขึ้น ทั้งชายหาดท้องทะเลและป่าเขาลำเนาไพร ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ

เมื่อมีผู้คนไปมากก็มีปัญหาตามมาคือ การรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัย ซึ่งจะต้องดูแลจัดระเบียบกันเป็นพิเศษ
โอกาสนี้ขอสนับสนุนมาตรการนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่มีแผนการขอความร่วมมืองดและลดการใช้โฟมบรรจุอาหารและถุงพลาสติก

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ยกย่องนโยบายของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา–สตูล ซึ่งเตรียม ‘ปิ่นโต’ บริการให้ยืมฟรี และขอให้อุทยานแห่งชาติทุกแห่งนำ ‘ตะรุเตาโมเดล’ นี้ไปใช้ ซึ่งมีการแจ้งประกาศสรุปได้ว่า

หลังจากที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กำหนดมาตรการลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว และงดใช้โฟมบรรจุอาหารในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2561 เป็นต้นมา

อุทยานแห่งชาติตะรุเตาได้รณรงค์และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในเขตอุทยานอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันลดใช้ภาชนะที่ทำจากโฟมและพลาสติก โดยอุทยานได้จัดเตรียมปิ่นโตให้บริการแก่นักท่องเที่ยวยืมใช้เพื่อใส่อาหารขณะท่องเที่ยวในเขตอุทยาน

หากนักท่องเที่ยวประสงค์นำปิ่นโตมาเอง ทางอุทยานมีความยินดีเป็นอย่างมากกับการมีส่วนร่วมลดถุงพลาสติกและโฟม

นี่คือการทำงานเป็นแบบอย่างที่ดีและขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ด่านเก็บเงิน-ปัญหารถติด
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเพิ่งไปพัทยากลับมาครับ และมีเรื่องร้องเรียนไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและกรมทางหลวงได้รับทราบและหาทางแก้ไขเพราะเป็นปัญหาโลกแตกมานานแล้วแต่ไม่เห็นมีใครสนใจจนทำให้ด่านเก็บเงินกลับเป็นกับดักรถจะผ่านไปต้องใช้เวลา

อย่างผมใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ไปพัทยาต้องเจอปัญหารถติด บริเวณด่านเก็บเงิน จะขึ้นทางด่วนพระราม 9 ก็เจอปัญหารถติดทุกวัน แต่พอไหลผ่านหน้าด่านเก็บเงินทางด่วนก็โล่งแล้ว แสดงว่ามีปัญหาตรงด่าน

จึงขอให้เพิ่มช่องทางจ่ายเงินอีซี่พาส จัดโปรโมชั่นดึงคนมาใช้ช่องผ่านทางอัตโนมัติให้มากขึ้น ถ้าปล่อยแบบนี้ปัญหาก็แก้ไม่จบ แถมลุกลามไปช่องอีซี่พาส กว่าจะถึงจุดช่องผ่านทางก็ติดรถช่องทางจ่ายเงินธรรมดาที่แถวยาว

แล้วมอเตอร์เวย์นี้มีด่านหลายแห่งกลางทางเลยเจอรถติดและที่อยากให้กรมทางหลวงช่วยจัดการคือที่พักกลางทางไปกลับ ตรง กม.50 ที่มีรถเข้าออกมากและหางแถวยาวออกมา เลยเป็นจุดอ่อนที่รถติดบางทีก็มีอุบัติเหตุเข้าไปอีก

เป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดระบบจราจรหรือเพิ่มจุดพักอีกเพื่อลดจำนวนของเก่าที่เดี๋ยวนี้ชักกลายเป็นปัญหาเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด การจราจร ฯลฯ

ขากลับผมใช้เส้นทางบูรพาวิถี ซึ่งสะดวกดีมากแต่ก็เจอเรื่องรถติดหน้าด่านเก็บเงินอีกนี่แหละ จึงขอให้เพิ่มช่องอีซี่พาสจะได้รวดเร็วและมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกเพราะบางทีมีรถหลงเข้าไปผิดช่องจ่ายเงิน

เรื่องแค่นี้ทำไมปล่อยให้เป็นปัญหาโลกแตกหรือจะเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะให้ใช้ฟรีหรือว่าจะเก็บเงินไปอีกสิบชาติเพื่อเอาเงินไปจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์
วิโรจน์ (ดินแดง)

 ตอบ คุณ ‘วิโรจน์’ ดินแดง
ผมชอบจดหมายของคุณที่แจ้งปัญหาแบบเดียวกับที่ผมและอีกมากมายเจอมาและข้องใจว่าการทางพิเศษและกรมทางหลวงปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร

เชื่อว่าหากมีการตรวจสอบและหาวิธีการแล้วจะแก้ไขปัญหาได้แน่ แต่ทุกวันนี้คงเห็นว่าคนใช้มอเตอร์เวย์และทางด่วนไม่มีทางเลือกอยากไปเร็วก็ต้องทนเอาหรืออย่างไร

ถ้ามีรัฐบาลใหม่อยากให้ทบทวนสัญญาเรื่องการเก็บเงินมอเตอร์เวย์และทางด่วนหรือโทลล์เวย์ว่าจะให้ประชาชนได้ใช้ ‘ฟรี’ ได้หรือไม่?

จะเห็นว่าช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ให้ใช้ฟรีไม่มีปัญหารถติดเลย แล้วเงินที่เก็บไปเอาไปใช้เสียค่าโง่จริงๆ หรือ?
อ๊อด เทอร์โบ

มุมมอง ก.ม. ผ่าน”หุ้น วี-ลัค มีเดีย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370386?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มุมมอง ก.ม. ผ่าน”หุ้น วี-ลัค มีเดีย”

2 พฤษภาคม 2562 – 14:05 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,หุ้น วี-ลัค มีเดีย
เปิดอ่าน 2,184 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียบร้อยแล้ว กรณีมีผู้ร้องว่า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 98(3) และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 61 มาตรา 42(3) ที่ระบุว่า บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีหลักฐานเบื้องต้นฟังได้ว่า นายธนาธรเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จำนวน 675,000 หุ้น และแจ้งให้นายธนาธรแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่ กกต.จะมีมติว่านายธนาธรฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่

สำหรับหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย นายธนาธรชี้แจงว่าได้โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่มารดาไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ประมาณ 1 เดือนก่อนยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง โดยนายธนาธรยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. แต่ต่อมามีการตรวจสอบจากสื่อพบว่าหุ้นดังกล่าวมีการแจ้งการโอนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันหลังจากที่นายธนาธรสมัครรับเลือกตั้งไปแล้ว

และหากดูจากที่นายธนาธรชี้แจงตลอดมา จะเห็นว่านายธนาธรเลือกที่จะยืนยันว่าได้โอนหุ้นดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม โดยนายธนาธรนำตราสารโอนหุ้น ลงวันที่ 8 มกราคม 2562 ขึ้นแสดงบนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของเขา ส่วนกรณีที่มีการพบหลักฐานว่ามีการแจ้งการโอนหุ้นดังกล่าวต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 21 มีนาคม 2562 นั้น นายธนาธรชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวไม่จำเป็นต้องยื่นต่อ กกต. เพราะ กกต.ไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นในการสมัครรับเลือกตั้ง

ประเด็น “หุ้น วี-ลัค มีเดีย” จึงอยู่ที่ว่า การโอนหุ้นที่สมบูรณ์ จะยึดเอาตามวันโอนหุ้น หรือวันแจ้งโอนหุ้นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมาถึงประเด็นข้อกฎหมาย กกต.ต้องพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ที่นายธนาธรกล่าวอ้างว่า ได้มีการโอนหุ้นให้แก่มารดาไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ในความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งก็ต้องดูว่ามีหลักฐานซื้อขายโอนหุ้นกันหรือไม่ และลงวันที่เท่าไร มีการจ่ายเงินค่าหุ้นกันหรือไม่ หากจ่ายด้วยเช็ค เช็คลงวันที่สั่งจ่ายวันที่เท่าไร เงินเข้าบัญชีใครและเมื่อไร และต้องดูด้วยว่ามีการทำในลักษณะ “นิติกรรมอำพราง” ลงวันที่ย้อนหลังหรือไม่ ซึ่งถ้าปรากฏว่า การโอนหุ้นทำกันหลังวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันที่นายธนาธร สมัคร ส.ส. นายธนาธร ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.แน่

ในทางกลับกัน หากนายธนาธรพิสูจน์ได้ว่าโอนหุ้นกันในวันที่ 8 มกราคม 2562 ก็ต้องมาตีความกฎหมายกันอีกว่า ยึดวันที่มีการโอนหุ้นกันคือ วันที่ 8 มกราคม 2562 อันเป็นวันก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือยึดวันที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ คือ วันที่ 21 มีนาคม 2562 อันเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้งว่าเป็นวันโอนหุ้นจริง

กฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129

มาตรา 1129 วรรคสอง บัญญัติว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอนมีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้นๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย

หมายความว่าการโอนหุ้น เมื่อมีการทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยาน 1 คนเป็นอย่างน้อย พร้อมระบุหมายเลขหุ้นที่โอนกัน จ่ายเงินชำระค่าหุ้นกัน การโอนหุ้นก็สำเร็จเรียบร้อยแล้ว

วรรคสาม บัญญัติว่า การโอนเช่นนี้จะนํามาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น

หมายความว่าเมื่อมีการจดแจ้งการโอนหุ้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท ก็ใช้การโอนหุ้นนั้นยันกับบริษัทหรือบุคคลภายนอกได้แล้ว ไม่ถึงขนาดต้องแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

แต่มีมุมมองของนักกฎหมายบางคนเห็นว่า เนื่องจาก “วี-ลัค มีเดีย” เป็น “บริษัทจำกัด” สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นถูกเก็บอยู่ที่บริษัท คนอื่นไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ถึงการโอนหุ้นได้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งต่างกับบริษัทมหาชน ที่ต้องรายงานความเคลื่อนไหวของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงตั้งคำถามว่าจะนำเอามาตรา 1129 ประมวลกฎหมายแพ่งฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับระหว่างเอกชนกับเอกชน มาใช้กับคุณสมบัติต้องห้ามการสมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเป็น ‘กฎหมายมหาชน’ ได้แค่ไหน เพียงใด

และถ้าจะยึดถือประมวลแพ่งมาตรา 1129 เป็นเกณฑ์อย่างเคร่งครัด กกต.จะรู้ได้อย่างไรว่า นายธนาธรยังคงถือหุ้นที่มี ‘ลักษณะต้องห้าม’ อยู่หรือไม่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันสมัครรับเลือกตั้ง ในเมื่อทางราชการรับทราบการโอนหุ้นของนายธนาธร เป็นครั้งแรกคือ 21 มีนาคม 2562 หลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้น กกต.จะไปรู้ถึงการโอนหุ้นที่มีการกล่าวอ้างว่าเกิดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 ได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นด้วยว่าการโอนหุ้นในวันนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่

จึงมีคนมองว่า กฎเกณฑ์ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1129 วรรคสาม ไม่น่าจะนำมาหักล้างรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 42(3) ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในการเรื่องการโอนหุ้น เคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 5/2561 กรณี กกต.ขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ สิ้นสุดลงหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า นายดอน ไม่สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากคู่สมรสได้มีการโอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เหลือหุ้นที่ถือครองไม่เกินร้อยละ 5 จึงไม่เป็นเหตุให้การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของนายดอน ต้องสิ้นสุดลง

ข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาวินิจฉัยในกรณีดังกล่าว คือ ประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1129 โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า

“คู่สมรสของผู้ถูกร้องได้โอนหุ้นให้บุคคลอื่นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คู่สมรสของผู้ถูกร้องได้ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นของบริษัท ปานะวงศ์ จำกัด ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2560 และทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นของบริษัท ปานะวงศ์ รีแอลที่ จำกัด ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2560 โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสองได้พิจารณาอนุมัติการโอนหุ้นดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 และวันที่ 30 เมษายน 2560 ตามลำดับการโอนหุ้นของคู่สมรสของผู้ถูกร้องในแต่ละบริษัท จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 แล้ว”

หากแปลความตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ หุ้นโอนไปแล้วตั้งแต่วันทำหนังสือโอนกัน และลงลายมือชื่อในหนังสือโอนต่อหน้าพยาน

กรณี “หุ้น วี-ลัค มีเดีย” จึงขึ้นอยู่กับ กกต. ว่า จะเลือกเดินทางไหน

“ธนาธร”ติดเบ็ด ‘คสช.’ติดเกียร์ว่าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370385?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร”ติดเบ็ด ‘คสช.’ติดเกียร์ว่าง

2 พฤษภาคม 2562 – 13:05 น.
ถอดรหัสลายพราง,คสช,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กกต,รัฐประหาร
เปิดอ่าน 4,623 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ถึงจะพูดไม่เต็มปาก แต่ คสช.เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) สหภาพยุโรป(อียู) แม้ลึกๆ ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวในเวทีโลกของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการบริหารงานรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอีกสมัย

คสช.กำลังสรุปผลงานครบรอบ 5 ปีรัฐประหารหลังเข้ามาแก้ไขปัญหาประชาชนบริหารจัดการและวางรากฐานของประเทศให้มีความก้าวหน้าทั้งในระดับพื้นที่และภาพรวมโดยเตรียมเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบในวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 สอดรับกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) อย่างเป็นทางการ วันที่ 9 พฤษภาคม โดยเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้เป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาล

โดยกลุ่มงานโดดเด่นสุด งานด้านความมั่นคงของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) แม้ในห้วงที่ผ่านมาเกิดการชุมนุมทางการเมืองแต่ยังรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้สถานการณ์ลุกลามนำไปสู่วิกฤติเหมือนเช่นในอดีต ตลอดจนการปราบปรามอาวุธสงคราม ผู้มีอิทธิพลและการบังคับใช้กฎหมายเป็นรูปธรรม สร้างความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน

รองลงมาคือกลุ่มงานเศรษฐกิจแม้จะถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายการเมืองในช่วงต้นว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน แต่ผลงานในภาพใหญ่ของประเทศคือการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ทำให้หลุดจากใบเหลืองและส่งผลให้ไทยขยับอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์จากต้องเฝ้าจับตามองมาเป็นเทียร์ 2 และยังสามารถปลดธงแดงจากปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ ได้สำเร็จ

ในขณะที่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะการคืนโฉนดที่ดินและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศให้ดีขึ้

นอกจากนี้กลุ่มงานฝ่ายสังคมจิตวิทยา ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายกิจการพิเศษ ก็อยู่ในเกณฑ์ดี

เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงท้ายการทำงานของคสช.กลุ่มงานฝ่ายต่างประเทศกลายเป็นจุดด้อยถึงแม้ความสัมพันธ์กับต่างชาติไม่ได้อยู่ในระดับแย่ แต่ก็มีความก้าวหน้าน้อยสุดเมื่อเทียบกับงานด้านอื่นๆ ปัจจัยสำคัญมาจากการเดิมเกมรุกอิงต่างชาติของ พรรคอนาคตใหม่ มีสมาชิกเครือข่ายส่วนหนึ่งมากจากลุ่มเอ็นจีโอ มีความสัมพันธ์ต่อเนื่ององค์การต่างประเทศ

โดยเฉพาะภารกิจทัวร์ยุโรปแต่ละครั้งของธนาธร เมื่อปี 2561-2562 เช่น การประกาศวิสัยทัศน์บนเวทีโลก สหรัฐและแคนาดา การเข้าพบนักการเมืองตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศล เบลเยียม สหภาพยุโรป เยอรมนี ล่าสุดในปี 2562 ไปพบยูเอ็นและองค์กรระหว่างประเทศด้านส่งเสริมมนุษยชน เป็นการโจมตีประเทศไทย กระบวนการเลือกตั้ง และดิสเครดิต คสช.

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ความไม่แน่นอนอนาคตทางการเมืองส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการ ทำงานไม่เต็มสูบเหมือนช่วง 2-3 ปีแรก

คสช.ทำได้เพียงส่งผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศต่างๆ เข้าชี้แจงทำความเข้าใจในระดับกองทัพเท่านั้น แต่ในระดับรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศถูกใส่เกียร์ว่าง

อย่างไรก็ตาม คสช.ยังมั่นใจว่าองค์กรระหว่างประเทศไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งและกิจการภายในของไทยได้อย่างแน่นอนรวมถึงคดีโอนหุ้นสื่อของธนาธรเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42(3)

แต่ยอมรับว่าข้อมูลถูกบิดเบือนอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองไทยในอนาคต โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะสลัดภาพนายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจมาเป็นนายกรัฐมนตรีเลือกตั้ง แต่กระบวนการต่างๆ ของคสช.ที่ดำเนินมาในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยในมุมมองของต่างประเทศ

เกมพิสดาร “ผู้กองปูเค็ม” ลับ-ลวง-เลอะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมพิสดาร “ผู้กองปูเค็ม” ลับ-ลวง-เลอะ

2 พฤษภาคม 2562 – 12:12 น.
ผู้กองปูเค็ม,นักรบนิรนาม,พรคอนาคตใหม่,สมัครสมาชิกพรรค,พรรคประชาธิปัตย์,แกนนำพันธมิตรฯ,กลุ่มพันธมิตรฯ,กปปส,เสื้อเหลือง
เปิดอ่าน 2,548 ครั้ง

ผู้กองปูเค็มกลับมาไลฟ์สด อธิบายความว่าต้องการขอเจรจาสงบศึกและขอสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

***************

บ่ายวันที่ 30 เมษายน 2562 ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ “ผู้กองปูเค็ม” ทำเอาตำรวจเมืองพิษณุโลกต้องมาดูแลที่สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ จ.พิษณุโลก เพราะผู้กองปูเค็ม ทั้งโพสต์เฟซบุ๊กและทั้งทวิตข้อความในทวิตเตอร์ว่า จะมีพลังไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ พิษณุโลก

 ผู้กองปูเค็มไปพรรคอนาคตใหม่พิษณุโลก

เมื่อถึงเวลานัดหมายผู้กองปูเค็มก็ไปพบเจ้าหน้าที่พรรคอนาคตใหม่ ได้นั่งพูดคุยกันตามปกติ เสร็จแล้วผู้กองปูเค็มกลับมาไลฟ์สด อธิบายความว่าต้องการขอเจรจาสงบศึกและขอสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

ทีมงานอนาคตใหม่พิษณุโลก และผู้กองปูเค็ม

พลพรรคส้มหวานส่วนใหญ่ต่างเมนต์ในสื่อโซเชียลทำนองไม่เชื่อว่าผู้กองปูเค็มจะมาแบบจริงใจ และสงสัยว่าเป็นการเล่นเกม ส่วนเอฟซี “ชื่นชูปูเค็ม” ส่วนใหญ่มองว่า เกมนี้ล้ำลึก

นักรบโซเชียล

ชื่อของ “ผู้กองปูเค็ม” ปรากฏขึ้นครั้งแรกในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 หรือยุทธการ 193 วัน เวลานั้น วีระ สมความคิด ได้ชักชวนมาฝึกการ์ดของพันธมิตร เนื่องจาก ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล เพิ่งลาออกจากราชการทหาร

ผู้กองปูเค็มสมัยเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ

ร.อ.ทรงกลด เป็นชาวพิษณุโลก จบเตรียมทหารรุ่นที่ 26 และเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 37 เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เข้ารับราชการในกรมสรรพาวุธทหารบก ประจำจังหวัดพิษณุโลก

          ฉายา “ผู้กองปูเค็ม” มาจากได้ประกอบธุรกิจขายปูเค็ม โดยมีแพปูเค็มที่อยู่ระนองและผลิตปูเค็มแบรนด์ “ชื่นชูปูเค็ม” ภายใต้สโลแกน “อยากกินส้มตำ นึกถึงปูเค็ม”

คนขายปูเค็ม อาชีพหลักของผู้กองปูเค็ม

ตอนอยู่ที่ม็อบเสื้อเหลืองผู้กองปูเค็มมักจะถนัดเล่นทวิตเตอร์โต้ตอบ “เสธ.แดง” ไม่มีบทบาทอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

          กลยุทธ์การเคลื่อนไหวของผู้กองปูเค็มคล้ายลักษณะนักสู้วีรชนเอกชน

กองทัพนิรนาม

ปี 2556 ผู้กองปูเค็ม เริ่มมีกองกำลังเป็นของตัวเอง โดยร่วมกับ “เสธ.อู๊ด” พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เปิดตัว “กองทัพนิรนาม” ที่เมืองเลย

ช่วงเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ผู้กองปูเค็ม กับกลุ่มหน้ากากขาว จัดกิจกรรมต่อต้านการบริหารประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยมีการเดินขบวนเป็นครั้งคราว

เสธ.อู๊ด และผู้กองปูเค็ม ผู้ก่อตั้งกองทัพนิรนาม

7 กันยายน 2556 ผู้กองปูเค็ม นำกำลังเข้าร่วมกลุ่มกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ ซึ่งมีคนเสื้อเหลืองและผู้ที่ไม่เอาระบอบทักษิณเข้าร่วมชุมนุมที่สวนลุมพินี

ครั้น สุเทพ เทือกสุบรรณ นำทัพ กปปส. ลงสู่ท้องถนน ผู้กองปูเค็มได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วยแต่ก็ยังทำตัวแบบนักรบนิรนาม

          เอาเข้าจริงผู้กองปูเค็มก็ยังเป็น “นักเล่นโซเชียล” ไม่ได้มีกองกำลังอะไรมากมายดังที่กล่าวอ้าง

ปูเค็มกับหมอวรงค์

ช่วงต้นปี 2560 ผู้กองปูเค็ม แจ้งให้เอฟซีปูเค็มทราบว่า จะจับมือกับไพบูลย์ นิติตะวัน ก่อการตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ถัดมา “เสธ.อู๊ด” ก็มาชวนผู้กองปูเค็มไปร่วมงานกับพรรคไทยศรีวิไลย์

กลางปี 2561 อดีตนักรบนิรนาม จึงประกาศขอลาออกจากทุกพรรคการเมืองเพื่อมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เพราะกำลังมุ่งมั่นกับการปลูกมันสำปะหลังเพื่อทำพลังงานทดแทน

ระหว่างเลือกตั้ง 2562 ผู้กองปูเค็มกลับมาช่วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พิษณุโลก หาเสียงเลือกตั้ง แต่ “หมอวรงค์” พ่ายแพ้แก่นักการเมืองหน้าใหม่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

          จริงๆ แล้ว ผู้กองปูเค็มเดินหน้าช่วยหมอวรงค์ มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป. เขาแสดงตัวยืนข้างขั้ว กปปส.เดิม และอยู่ตรงข้ามขั้วอภิสิทธิ์ชัดเจน

29 มีนาคม 2562 ผู้กองปูเค็มยื่น กกต.ยุบพรรคอนาคตใหม่และเพื่อชาติ อ้างหมิ่นศาล ครอบงำพรรค ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ชี้ไม่ควรเข้ามาบริหารประเทศ

19 เมษายน 2562 ผู้กองปูเค็มเข้ายื่นหนังสือขอให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติของ 32 ผู้สมัคร ส.ส.จากหลายพรรค รวมถึงพรรคอนาคตใหม่

2 พฤษภาคม 2562 อดีตนักรบนิรนาม แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่าจะไปลาออกจากพรรคปชป. และเตรียมไปยื่นเอกสารสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

ผู้กองปูเค็มจะลาออกจาก ปชป.

ด้านแกนนำอนาคตใหม่ พิษณุโลก แถลงว่า พรรคมีขั้นตอนรับสมาชิก เมื่อผู้กองปูเค็มยื่นเอกสารขอสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ นายทะเบียนพรรคจะพิจารณาด้านคุณสมบัติของผู้สมัครต่อไปว่าเป็นไปตามที่ระบุในข้อบังคับของพรรคหรือไม่ ก่อนอนุมัติสถานะสมาชิกของพรรคต่อไป

          ผู้กองปูเค็มจะลับลวงพรางแบบไหนก็ต้องตามดูละครฉากต่อไป