“ปชป.”ภายใต้ “อภิสิทธิ์” กุมบังเหียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357611?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ปชป.”ภายใต้ “อภิสิทธิ์” กุมบังเหียน

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:36 น.
"ปชป."ภายใต้ "อภิสิทธิ์" กุมบังเหียน
เปิดอ่าน 838 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…   ร่มเย็น

มีโอกาสเห็นรายชื่อ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน  150 รายชื่อ ก่อนที่จะส่งให้กรรมการบริหารพรรคตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ปรากฏว่าหลายคนเป็นคนเก่าคนแก่  คนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, จุติ ไกรฤกษ์ , กรณ์ จาติกวณิช, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู, ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, สุทัศน์ เงินหมื่น, วิฑูรย์ นามบุตร, เทอดพงษ์ ไชยนันทน์, นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์  ซึ่งชื่อคนเหล่านี้คาดการณ์ได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าอยู่ในรายชื่อผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์  จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นอะไร

แต่ที่น่าสนใจก็คือ อร่ามอาชว์วัต หรือ อร่าม โล่ห์วีระ  อดีต รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเป็นอดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นข่าวไปแล้วว่านายอร่ามอาชว์วัต ได้ยกทีมมาเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่ามีชื่อเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานซึ่งเป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดมีฐานเสียงแน่นขึ้น เนื่องจาก อร่ามอาชว์วัต เคยเป็นอดีตส.ส.ชัยภูมิ ถึง 6 สมัย  นอกเหนือจากกลุ่ม สุทัศน์ เงินหมื่น และวิทูรย์ นามบุตร ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คุมอีสานอยู่เดิม
อีกคนที่โผล่ในบัญชีว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ก็คือ  เจือ ราชสีห์ อดีตส.ส.สงขลา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเพิ่งพ่ายแพ้การลงคะแนนเลือกตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. เขต 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ ให้แก่ สรรเพชญ บุุญญามณี  บุตรชายนิพนธ์ บุญญามณี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  จึงต้องกระเด็นมาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์แทน
ในบัญชีว่าที่ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์  ยังปราฏชื่อคนรุ่นใหม่อย่าง สุรบถ หลีกภัย บุตรชายเพียงคนเดียวของชวน หลีกภัย อีกด้วย โดย สุรบถ อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ีรวมตัวกันในนาม “นิวเดม” (New Dem) ซึ่งมีแนวคิดที่ก้าวนอกกรอบ

อย่างไรก็ตามโอกาสที่ สุรบถ จะสอบตกมีสูง เพราะคงได้อยู่ลำดับเกินกว่าลำดับที่ 20  ในบัญชีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดการณ์กันว่าส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์  คงได้ประมาณ 20 ที่นั่ง บวกลบจากนี้ไม่มาก แต่ สุรบถ คงได้ตำแหน่งอื่นทางการเมืองเป็นการตอบแทนซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในถนนการเมืองสำหรับคนที่ลงสมัคร ส.ส.สมัยแรก
แต่ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อไล่เรียงชื่ออย่างละเอียดจากบัญชีรายชื่อว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กลับปรากฏว่าไม่มีชื่อของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่งครั้งนี้เป็นถึงประธานคัดเลือกผู้สมัครส.ส.ระบบเขต  และเคยเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว… งานนี้สงสัย อภิรักษ์ ต้องการทำงานเบื้องหลังช่วยพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนกลุ่มทุนใหม่ที่น่าสนใจในบัญชีรายชื่อว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์  ก็คือ   ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ซึ่งเป็นลูกชายของชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินและอดีตรมว.อุตสาหกรรมสมัย “รัฐบาลอภิสิทธิ์” กับ ผศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ผู้ก่อตั้งและอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  อย่างไรก็ตามไม่ค่อยเห็นกลุ่มทุนในปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์สักเท่าไหร่ ทั้งนี้อาจจะเป็นในลักษณะช่วยกันคนละไม้คนละมือ  และก็มี ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล แต่รายนี้พรรคประชาธิปัตย์ส่งลงสมัครส.ส.เขตมีนบุรี ไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์

และเมื่อมองลึกลงไปในรายชื่อว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์  ก็จะพบว่าการจัดปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ฝ่าย อภิสิทธิ์ เป็นคนจัดทั้งหมด โดยฝ่ายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และถาวร เสนเนียม    ไม่มีส่วนในการจัดเลย  แสดงให้เห็นว่าฝ่ายอภิสิทธิ์ ได้คุมพรรคอย่างเต็มที่หลังจากอภิสิทธิ์ ชนะ นพ.วรงค์  ได้เป็นหัวหน้าพรรคต่อ โดยฝ่าย “หมอวรงค์” ก็ลงส.ส.เขตไป  แต่ฝ่ายอภิสิทธิ์ มีทั้งที่ลงส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และส.ส. เขต ดังนั้นหลังเลือกตั้งส.ส.ฝ่ายอภิสิทธิ์ ในพรรคประชาธิปัตย์มีมากกว่าฝ่าย “หมอวรงค์” แน่   ฝ่าย “อภิสิทธิ์” ก็จะคอนโทรลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างราบรื่นต่อไป
ส่วนภาพรวมของพรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คงได้จำนวนที่นั่งส.ส.ทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2554 ซึ่งได้ทั้งหมดถึง 159 ที่นั่ง เนื่องจากอดีตส.ส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนย้ายไปอยู่พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ส.ส. จังหวัดชายแดนใต้ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายยกทีมถึง 6 คน ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งมีแนวโน้มสูงอย่างยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีส.ส. จังหวัดชายแดนใต้เหลืออยู่เลย ส่วนพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่เหลือก็มีพรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ คอยแซะที่นั่ง อีกทั้งในภาคตะวันออกพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเสียอดีตส.ส.ของพรรค ชนิดยกภาค ไปให้พรรคพลังประชารัฐถึง 8 คน ในขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ยังคงชูอภิสิิทธิ์  เป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งคงไม่สามารถเรียกคะแนนเสียงให้พรรคได้มากกว่าเดิม เพราะชื่อของอภิสิทธิ์ หากเปรียบเหมือนยี่ห้อสินค้า นาทีนี้ก็ขายไม่ค่อยออกเสียแล้ว

อาชญากรรมออนไลน์..ภัยไซเบอร์ที่แรงขึ้นทุกปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อาชญากรรมออนไลน์..ภัยไซเบอร์ที่แรงขึ้นทุกปี

วันที่ 2 มกราคม 2562 – 09:06 น.
อาชญากรรมออนไลน์..ภัยไซเบอร์ที่แรงขึ้นทุกปี
เปิดอ่าน 1,062 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัจจุบัน “อาชญากรรมไซเบอร์” มีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ขณะที่สถาบันการเงินได้หารือกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงข้อกังวลเกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าที่อาจถูกโจรกรรม ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมจึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยมอบหมายให้ดีเอสไอบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ และให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงป้องกันดักหน้าไม่ให้เกิดอาชญกรรมขึ้นอีก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางดีเอสไอได้ประชุมร่วม 7 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ปี 2562 อาทิ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมธนาคารไทย และ กรมประชาสัมพันธ์
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ บอกว่า ที่ผ่านมากองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ได้สืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มคดีอาชญากรรมต่างๆ มักจะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็ว มีการใช้ระบบเก็บข้อมูลใน Cloud เพื่อการปกปิดแหล่งที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย และปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริง ใช้การชำระเงินผ่านระบบ e-wallet หรือเงินสกุลดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ และที่เลวร้ายที่สุดคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว และผู้บริสุทธิ์บางคนเป็นเครื่องมือขององค์กรอาชญากรรม เช่น การถูกแอบอ้างชักชวนให้เปิดบัญชี หรือการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อปกปิดและถ่ายโอนผลประโยชน์

“ที่ประชุมกันเรื่องนี้กับ 7 หน่วยงาน ก็เพื่อผนึกกำลังประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในด้านการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว และคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปมาตรการปิดกั้นเว็บไซต์ การทำงานเชิงรุกเป็นทีม การตัดโครงข่ายของ กสทช. การเปิดเวทีให้เยาวชนมีส่วนร่วม การควบคุมการให้บริการอินเทอร์เน็ต การตรวจสอบ ISP มาตรการในการควบคุมร้านเกมในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน (Log File)” อธิบดีดีเอสไอ ระบุ

พ.ต.อ.ไพสิฐ บอกด้วยว่า ขอแจ้งเตือนประชาชนถึงรูปแบบการกระทำความผิด และวิธีการป้องกันเพื่อให้รู้เท่าทันอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ในปี 2562 เช่น การซื้อขายสินค้า/บริการ การชำระเงิน การโฆษณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ ที่ไม่มีอยู่จริง (Fraudulent) ประชาชนควรใช้ความระมัดระวัง และตรวจสอบการมีอยู่จริงของผู้ขายสินค้าหรือบริการ หากเกิดความสงสัยหรือไม่แน่ใจต้องทำการตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้า หรือให้บริการประเภทนั้นๆ ก่อนตัดสินใจ, การหลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง (Phishing) เพื่อมุ่งหวังเงิน โดยจะหลอกให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางธนาคาร จากนั้นคนร้ายจะนำข้อมูลดังกล่าวไปทำธุรกรรมทางการเงินแทนผู้เสียหาย ดังนั้น ไม่ควรรีบเร่งดำเนินการหรือคีย์ข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการธุรกรรมทางด้านการเงินการธนาคารใดๆ ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ไม่น่าไว้ใจ และตรวจสอบความถูกต้องของระบบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินการธนาคารทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อการขอข้อมูลธุรกรรมง่ายๆ

ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะข้างต้น สามารถติดต่อผ่าน 5 ช่องทาง ดังนี้ 1.การติดต่อด้วยตนเองที่ดีเอสไอ 2.ติดต่อผ่านเว็บไซต์ http://www.dsi.go.th 3.การยื่นหนังสือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ 4.ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1202 (โทรฟรีทั่วประเทศ) และ 5.การติดต่อผ่านศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษทั้ง 10 เขต โดยข้อมูลเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจะถูกเก็บข้อมูลเป็นความลับ
แม้จะมีการจับกุมมากมาย แต่ยังมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอด โดยเฉพาะคดี คอลเซ็นเตอร์ แสร้งรักออนไลน์ แชร์ออนไลน์ แชทหลอกยืมเงิน ฯลฯ ฉะนั้นการระมัดระวังตัวเองไม่หลงเชื่อง่ายๆ น่าจะดีกว่ารอให้เจ้าหน้าที่กวาดล้างอาชญากรไซเบอร์ให้หมด..!!

ส่องตำนานตระกูล “ชินวัตร” บนเวทีการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ส่องตำนานตระกูล “ชินวัตร” บนเวทีการเมืองไทย

วันที่ 2 มกราคม 2562 – 08:50 น.
ส่องตำนานตระกูล "ชินวัตร" บนเวทีการเมืองไทย
เปิดอ่าน 6,311 ครั้ง

คอลัมน์… ขยายปมร้อน โดย… เร้นกาย ไร้เงา

“ชินวัตร” คือสกุลการเมืองจากนครพิงค์ที่ทำงานการเมืองในท้องถิ่นและระดับชาติมาหลายสิบปี
ด้วยกติกาการเมืองในวันนี้ สาแหรกชินวัตรที่เคยยืนเคียงข้างกันมาในพรรคเดียวต้องแยกสายไปคุมพรรคหลักและพรรคสาขาเพื่อคว้าโควตา ส.ส.ให้มากที่สุดในการหย่อนบัตรเลือกผู้แทนฯ คราวนี้ และต้องแข่งขันกับหลากพรรคที่หวังโค่นเพื่อไทย, ไทยรักษาชาติ และพรรคในเครือข่ายให้จงได้

บางคนมองว่าการเมืองไทยหากไม่มีคนในแวดวง “ชินวัตร”

จะก้าวเดินเช่นใด…

คำตอบที่ตรงที่สุดนั้นคือ “หากไม่มีทายาทนายใหญ่ปรากฏใน พท. รวมทั้งทษช. รับรองว่าที่ ส.ส.ร่วงเป็นแถว” อดีต ส.ส.สังกัดเครือข่ายคนหน้าเหลี่ยมให้ข้อมูล รวมทั้งคนในต่างจังหวัด เวลาที่ผู้สมัครเดินแนะนำตัว ชาวบ้านถามคำเดียว อยู่พรรคไหน พรรคของทักษิณและยิ่งลักษณ์ไหม หากไม่ใช่ “ไม่เลือก”

แม้ข้อมูลเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับคนในตระกูลนี้ก็ไม่สามารถลบภาพจำจากใจคนไทยบางส่วนได้ เพียงเท่านี้ก็เป็นคำตอบกลายๆ แล้วว่าการนับแต้มหลังการหย่อนบัตรนั้น บางส่วนของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งสี่สิบสี่ล้านคนเฉลยออกมาแล้ว…

เท่ากับว่า กระแสข่าวที่เคยกระพือในช่วงก่อนหน้านี้ว่า การเมืองวันนี้และวันหน้าจะไม่ปรากฏคนในครอบครัวชินวัตรและเครือข่ายลงสนาม แต่วันนี้ความจริงบังเกิดแล้วว่ากระแสข่าวดังกล่าวนั้น สวนทางกับแนวคิดและการตัดสินใจทางการเมืองของเฮียเหลี่ยมโดยสิ้นเชิง

เพราะ พท.และพรรคสาขา อย่างไรเสีย…ต้องมีเลือดของชินวัตรร่วมในองค์กรเพื่อเป็นหลักประกันในการคว้าคะแนนและคอยกุมบังเหียนในพรรค

หากจะแบ่งเจนเนอเรชั่นของชินวัตรบนเวทีการเมืองไทยแบบพอสังเขปนั้น น่าจะแบ่งได้สามรุ่นคือ

รุ่นแรก “เลิศ ชินวัตร” อดีต ส.จ.และอดีต ส.ส.เชียงใหม่ โดยมี “สุรพันธ์ ชินวัตร” น้องชายที่เป็นอดีตผู้แทนฯ เชียงใหม่หกสมัย และยังเป็นอดีต รมช.คมนาคม คนแรกของตระกูล

รุ่นสอง ทักษิณ ชินวัตร อดีต ส.ส.กทม.พรรคพลังธรรม อดีตรองนายกฯ อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคไทยรักไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 (สองสมัยติดต่อกัน) เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และยังมีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 สามีของเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุตรของเลิศและยินดี

หมายความว่า บุตรของเลิศและยินดี ชินวัตร มีทายาทโดยตรงขึ้นเป็น สร.1 สองคน (เฮียเหลี่ยมและเจ๊ปู) ทายาทจากการสมรส (สมชาย สามีของเจ๊แดง)

เพราะมีฐานจากสามพรรคที่เป็นแกนนำตั้งสี่รัฐบาลคือ พรรคไทยรักไทย(ทักษิณและเยาวภา), พลังประชาชน(สมชาย), เพื่อไทย(ยิ่งลักษณ์) นั้น บางคนอาจนับว่าเป็นยุคที่เติบโตที่สุดในเวทีการเมืองของครอบครัวชินวัตรในช่วงเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา

และยังมี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.สูงสุด และอดีต ผบ.ทบ. ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของทายาทเลิศและยินดี ชินวัตร หลังเกษียณราชการมารับบทที่ปรึกษานายกฯ (เจ๊ปู) และตอนนี้บิ๊กตุ้ยรับหน้าที่ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังปวงชนไทยที่รวบรวมคนเสื้อแดงบางส่วนมาร่วมอุดมการณ์

รุ่นสาม “พานทองแท้ ชินวัตร“ หัวแก้วหัวแหวนของเสี่ยแม้วและคุณหญิงอ้อ ตอนนี้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ส่วนไทยรักษาชาติ “พรรคสาขาของเพื่อไทย” นั้น หลานของเลิศและยินดีคือ ”ฤภพ ชินวัตร” (บุตรของพายัพ) คว้ารองหัวหน้าพรรค, “ชยิกา วงศ์นภาจันทร์” (บุตรีเยาวเรศ ชินวัตร) เป็นนายทะเบียนพรรค

อีกทั้งยังมีกองหนุนในโลกออนไลน์อย่าง “พินทองทาและแพทองธาร” ที่คอยสร้างอารมณ์ร่วมให้แฟนคลับ

แต่ข่าวคราวของรุ่นสามนี้ก็ใช่ว่าจะเคลียร์และไร้ข่าวแง่ลบ…คล้ายว่าดีเอ็นเอจากรุ่นสองจะถ่ายตรงมาแบบแทบครบถ้วน ดีไม่ดีจะลำบากกว่าด้วยซ้ำ ฉะนั้นการก้าวเดินทางการเมืองในช่วงนี้และอนาคต…ไม่รู้ว่ารุ่นสามของชินวัตรจะไปได้สะดวกและจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ที่รุ่นหนึ่งและรุ่นสองสร้างไว้หรือไม่…

2562 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357458?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

2562 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง!

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 11:43 น.
2562 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง!
เปิดอ่าน 455 ครั้ง

คอลัมน์…  ที่นี่ไม่มีความลับ  โดย… เอราวัณ

00 เปิดศักราชใหม่ 2562 ด้วยปี “หมูทอง” ไม่ต้องดูดวงก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านใหญ่ สำหรับประเทศไทย ที่ผู้อ่านทุกท่านควรจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเราๆ ท่านๆโดยตรง 2 ด้านที่ว่า คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่จะเป็นพายุในการเปลี่ยนผ่านวิถีการผลิตแบบเก่ากลายเป็นวิถีการผลิตแบบใหม่

00 ในด้านการเมือง  2562 จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง มิใช่เพียงแค่การเลือกตั้งส.ส. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เท่านั้น หากแต่จะมีทั้งการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับที่จะตามมา ทั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-นายกอบจ.-เทศบาล และ อบต. ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของคณะผู้บริหารประเทศและผู้บริหารท้องถิ่นในทุกระดับ

00 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับ ปี 2020 หลังจากที่องค์กรนานาชาติทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งภาครัฐและเอกชนไทยที่มีวิชัน 2020 มาอย่างยาวนาน และคาดว่าเทคโนโลยีอาจจะเกิดขึ้นในปี 2019 หรือ 2020 นี้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและวิถีชีวิตของมวลมนุษยชาติ รวมทั้งคนไทย ที่หากใครหรือองค์กรใดตามไม่ทัน หรือปรับตัวไม่ได้ จะถูก Disrupt (ทำลายล้าง) อย่างช่วยไม่ได้

00 จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะปรับวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของตน และองค์กร เพื่อให้อยู่รอดในพายุเทคโนโลยี และควรจะใช้เหตุผลนี้ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจ เลือกตัวแทนของพวกท่าน ที่คำนึงถึงการมีแนวทางในการต่อสู้กับพายุลูกนี้ การเลือกตัวแทนหรือผู้บริหารที่คิดไม่เกิน “หัวแม่เท้าตัวเอง” ที่ยังล้าหลังคิดแต่เรื่องการช่วงชิงอำนาจ การแก้กติกา-กฎหมายเพื่อนิรโทษตัวเอง และพวกพ้องให้พ้นผิดเท่านั้น

00 ปี 2562 ปีที่จะมีการเลือกตั้งในทุกระดับจึงเป็นปีที่ดี ที่ทุกท่านจะมีส่วนร่วมในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองทุกคน จงใช้สติ คิดอย่างรอบคอบ ก่อนจะตัดสินใจว่า “เราจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อส่งต่ออนาคตประเทศไทย ให้ลูกหลาน” ในวันข้างหน้า ช่วยกันสั่งสอน “นักการเมืองไดโนเสาร์” ที่มักแต่คิดแย่งชิงอำนาจ โดยไม่คิดถึงอนาคตประเทศ มือของพวกท่านเปลี่ยนแปลงประเทศได้…

เฮฮาสภาโจ๊ก! “ตลก” ตะลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357437?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฮฮาสภาโจ๊ก! “ตลก” ตะลุยเลือกตั้ง

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 11:00 น.
เฮฮาสภาโจ๊ก! "ตลก" ตะลุยเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 4,849 ครั้ง

นี่ไม่ได้มาเล่นๆ ขำๆ นะเอ้า เพราะพวกเขาก็คือคนไทย ที่มีสิทธิ์ทำเพื่อชาติบ้านเมือง เลือกตั้งงวดนี้มีฮา เอ๊ย มีเฮแน่ๆ

สนามเลือกตั้ง 2562 ปรากฏว่า มีผู้คนหลากหลายอาชีพขันอาสาเสนอตัวขอเป็นผู้แทนราษฎร และที่น่าสนใจมีนักแสดงดาวตลกชื่อดังกระโจนลงสนามด้วย

หยอง” ค่ายสีฟ้า

หากกล่าวถึงเขต 4 ลพบุรี (ชัยบาดาล, ท่าหลวง, สระโบสถ์, โคกเจริญ และลำสนธิ) ก็นึกถึงตระกูลการเมืองเก่า “วรปัญญา” ที่ผูกขาดเป็น ส.ส.เขตนี้มานาน

สำหรับเลือกตั้งเที่ยวนี้ หยอง ลูกหยี” หรือ จงรวย สมจิตรนา นายกสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) จะสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.ลพบุรี เขต 4 ด้วย

หยอง ลูกหยี เพิ่งก้าวมารับตำแหน่งนายกสมาคมศิลปินตลกต่อจาก ถั่วแระ เชิญยิ้ม เมื่อต้นปี 2561 นอกจากการรับแสดงหนังและละคร หยองได้เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟริมถนนสระบุรี-หล่มสัก ช่วงก่อนถึงอีซูซุลำนารายณ์ และเปิดร้านขายลาบอยู่แถวสี่แยกม่วงค่อม

แม้การแสดงตลกคาเฟ่ หยองจะพูดลาว แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่คนอีสาน พ่อแม่เขาอพยพจากที่ราบสูงมาตั้งรกรากที่ลำนารายณ์ หรือชัยบาดาล หยองก็เกิดที่ลำนารายณ์ ลพบุรี

ปี 2556-2557 หยองกระโดดขึ้นเวทีม็อบ กปปส. และนี่เป็นต้นทุนการเมือง ทำให้ตลกอาวุโสคนนี้เลือกลงสนามเลือกตั้งเขต 4 ลพบุรี

          แพ้ก็แพ้อยู่แล้ว แต่คงเก็บคะแนนตกน้ำได้ไม่น้อย เพราะหยองมากรุยทางที่ลำนารายณ์หลายปีแล้ว

กล้วย” ค่ายสีน้ำเงิน

          “กล้วย เชิญยิ้ม” ลูกชายหัวหน้าคณะสวรรค์ถาวร อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ เดินตามรอยบิดา ออกตระเวนเล่นลิเกไปกับหลายคณะ จนเริ่มเข้าสู่วงการตลกเมื่ออายุ 26 ปี

เลือกตั้ง 2554 ฐานุพงศ์ ศักดิ์ธนาวัฒน์ หรือ กล้วย เชิญยิ้ม ลงสมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 3 (ลับแล ตรอน พิชัย) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนหน้านั้น “น้ากล้วย” เคยเป็นที่ปรึกษานายก อบจ.อุตรดิตถ์ และผลการเลือกตั้งหนนั้น น้ากล้วยพ่ายแพ้ แต่ได้คะแนน 12,800 คะแนน

ด้วยโปรไฟล์เดิม มีคะแนนดิบหลักหมื่น หนนี้ น้ากล้วยจึงย้ายจากค่ายสีฟ้าไปอยู่ค่ายสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย และคงต้องรอดูว่าตลกการเมืองรายนี้ จะลง ส.ส.เขต หรือบัญชีรายชื่อ

          น้ากล้วยเป็นตลกที่สนใจปัญหาบ้านเมืองและไม่แปลกที่จะเลือกเดินทางสายนี้

เจ๋ง” ค่ายสีแดง

ในวงการตลกทราบดีว่า หยอง ลูกหยี และกล้วย เชิญยิ้ม อยู่คนละขั้วกับ เจ๋ง ดอกจิก” หรือ ยศวริศ ชูกล่อม แกนนำ นปช. โดยน้ากล้วยกับหยอง จัดรายการข่าวทางช่องฟ้าวันใหม่ ส่วนเจ๋งจัดรายการข่าวทางช่องพีซทีวี (จอแดง)

“เจ๋ง” เป็นคนสุราษฎร์ธานี ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รวมตัวกับเพื่อนอีก 3 คน ตั้งคณะตลกขึ้นมาในชื่อ “คณะ 4 ดอกจิก” หลังเรียนจบปริญญาตรี เจ๋งเข้าสู่เส้นทางตลกคาเฟ่เต็มตัวโดยเน้นล้อเลียนการเมืองเป็นหลัก

ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู เจ๋งได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคและเสนอตัวลง ส.ส.ที่บ้านเกิด แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งเกิดขบวนการเสื้อแดง เจ๋งทิ้งคาเฟ่เดินหน้าเป็นดาวไฮด์ปาร์คประจำเวที นปช.

เจ๋งไม่ต่างจากแกนนำม็อบคนอื่นๆ เต็มไปด้วยบาดแผลคดีความต่างๆ เข้าคุกเข้าตาราง แต่เจ๋งยังเชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย

ปลายปีที่แล้วเจ๋งตัดสินใจเข้าร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ ที่มีจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เจ๋งเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อขายฝันขายนโยบายพรรคฝ่ายเป็นกลาง

          เจ๋งคงรับบทกองเชียร์ เหมือนจตุพร..นี่คือวิถีฮาร์ดคอร์แดงที่เลือกเข้าสู่ระบบรัฐสภา

อำลาดุสิตธานี..ปิดตำนาน “ดุสิต 99”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อำลาดุสิตธานี..ปิดตำนาน “ดุสิต 99”

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 00:00 น.
อำลาดุสิตธานี..ปิดตำนาน "ดุสิต 99"
เปิดอ่าน 54,279 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

5 มกราคม 2562 จะเป็นวันสุดท้ายของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดให้บริการมานานกว่า 48 ปี จะมีการปิดปรับปรุงเพื่อสร้างเป็นดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบประสมขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 23 ไร่

เดิมทีโรงแรมดุสิตธานี เป็นบ้านศาลาแดง ของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดย “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ได้ดำเนินการขอเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าว เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงแรมระดับห้าดาวที่หรูหราที่มีความสูง 23 ชั้น แห่งแรกในกรุงเทพฯ

“ท่านผู้หญิงชนัตถ์” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี ได้รับการยกย่องจากนานาชาติให้เป็นบุคคลเกียรติยศผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวและโรงแรมโลก

อีกบทบาทหนึ่งของท่านผู้หญิงชนัตถ์คือการเป็นนักการเมืองหญิงที่มีบารมีคนหนึ่งในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 “สมัชชาแห่งชาติ” ได้รับการแต่งตั้งตามพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนในการวางรากฐานการปกครองแผ่นดิน โดยสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,347 คน ประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 299 คน

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีที่มาที่หลากหลายทั้งอาชีพและการศึกษา และมีนักการเมืองในสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ถึงกระนั้นก็มีการรวมตัวในลักษณะกลุ่มผลประโยชน์เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ต่างมีสถานะทางชนชั้นที่ชัดเจน

ที่น่าจับตาเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วคือ “กลุ่มดุสิต 99” ประกอบด้วย ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการชั้นพิเศษ นักวิชาการ นายธนาคารและนักธุรกิจ

เหตุที่ชื่อ “ดุสิต 99” เพราะใช้สถานที่โรงแรมดุสิตธานีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เป็นที่นัดพบปะพูดคุย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2517

อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวนิช ได้บันทึกเรื่องราวของกลุ่มดุสิต 99 ไว้หนังสือ “ชีวิตที่เลือกได้” ตอนหนึ่งว่า “สมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ชุดนั้นมี 299 คน มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่ม 99 ประกอบด้วยข้าราชการและนักธุรกิจคนสำคัญ มีการประชุมกันที่โรงแรมดุสิตธานี จึงมีชื่อเรียกว่ากลุ่มดุสิต 99 นับเป็นกลุ่มใหญ่มีบทบาทมากในการผ่านร่างพระราชบัญญัติ”

แกนนำกลุ่มดุสิต 99 เป็นอีลิทหรือคนชั้นนำของสังคมไทย อาทิ เกษม จาติกวณิช, น.ต.กำธน สินธวานนท์, แถมสิน รัตนพันธ์, ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, ม.ร.ว.นิติวัฒน์ เกษมศรี, สนอง ตู้จินดา, จรูญ เรืองวิเศษ, เกษม สุวรรณกุล, คุณหญิงเสริมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ และนิสสัย เวชชาชีวะ

นอกจากนี้กลุ่มดุสิต 99 ยังมีสมาชิกที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน เช่น ไพโรจน์ ชัยนาม, อมร จันทรสมบูรณ์, พล.อ.เสริม ณ นคร, พล.อ.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์, อำนวย วีรวรรณ, บัญชา ล่ำซำ, บรรหาร ศิลปอาชา, เกียรติรัตน์ ศรีวิศาลวาจา, ประกายเพ็ชร อินทุโสภณ ฯลฯ

เวลานั้นจึงมีเสียงวิจารณ์ว่ากลุ่มดุสิต 99 เป็นเสมือนรัฐบาลที่สองของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ (ชุดที่ 1) ได้กราบถวายบังคมลาออก และอาจารย์สัญญากลับมารับตำแหน่งอีกครั้งก็มีตัวแทนของกลุ่มดุสิต 99 ได้เป็นรัฐมนตรีถึง 9 คน

เหนืออื่นใด นิสสัย เวชชาชีวะ แกนนำกลุ่มดุสิต 99 ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกฯ สมัยนั้น ถือเป็นคนใกล้ชิดอาจารย์สัญญา มีส่วนสำคัญในการสรรหารัฐมนตรีในรัฐบาลสัญญา 2 และไม่น่าแปลกใจที่สมาชิกกลุ่มดุสิต 99 จะได้เป็นรัฐมนตรีกันหลายคน

หนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายสัปดาห์ ฉบับ 13 มิถุนายน 2517 ได้วาดการ์ตูน “คณะรัฐมนตรีฉุกเฉินของสัญญา” ขึ้นเป็นปก โดยสื่อสารถึงคนอ่านว่า กลุ่มดุสิต 99 มีบารมีมากแค่ไหน

ขอบันทึกตำนาน “กลุ่มดุสิต 99” ไว้ในบรรยากาศแห่งการอำลาโรงแรมหรูระยับแห่งแรกของบางกอก

ดีเอสไอ เปิดทริกตุ๋นออนไลน์ เตือนระบาดหนักปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357435?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดีเอสไอ เปิดทริกตุ๋นออนไลน์ เตือนระบาดหนักปี62

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 08:12 น.
ดีเอสไอ เปิดทริกตุ๋นออนไลน์ เตือนระบาดหนักปี62
เปิดอ่าน 341 ครั้ง

คอลัมน์…  ขยายปมร้อน 

จากการสืบสวนสอบสวนในรอบปีที่ผ่านมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบแนวโน้มคดีอาชญากรรมที่นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด โดยสามารถเข้าไปในบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็ว มีการใช้ระบบเก็บข้อมูลใน Cloud เพื่อปกปิดแหล่งที่ตั้งของแม่ข่าย และปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริงใช้การชำระเงินผ่านระบบ e-wallet หรือเงินสกุลดิจิทัล

เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้ประชาชน รู้เท่าทันอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ในปี 2562 ดีเอสไอจึงประมวลรูปแบบการหลอกลวงที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดหนัก ออกมาแจ้งเตือน

เพจเงินกู้ออนไลน์ ตุ๋นออนไลน์มาแรง-ระบาดหนัก ตีคู่มากับกระแสเศรษฐกิจตกสะเก็ดโดยมิจฉาชีพเปิดเพจอนุมัติกู้เงินด่วน กู้ด่วน เงินฉุกเฉิน เงินหมุนเวียนเพื่อการลงทุน ในโซเชียลมีเดีย โฆษณาการให้สินเชื่อที่อนุมัติง่าย ไม่เช็กเครดิตบูรโรคิดดอกเบี้ยเป็นธรรมในอัตราเดียวกับที่สถาบันการเงิน เงื่อนไขในการกู้ยืมก็ไม่ซับซ้อนแค่ถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับบัตรประจำตัวประชาชนจากนั้นให้โอนเงินค้ำประกันเข้ามายังหมายเลขบัญชีที่เจ้าของเพจกำหนด “กู้หลักแสนค้ำประกันหลักหมื่น กู้หลักหมื่นค้ำประกันหลักพัน” เมื่อเงินค้ำประกันเข้าบัญชี เจ้าของเพจก็จะโอนเงินกู้เข้าบัญชีลูกหนี้ ถือว่าสัญญาสมบูรณ์

จากพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากติดต่อกู้เงิน พร้อมโอนเงินค้ำประกัน บางรายโอนเงินค้ำประกันถึง 2 ครั้ง เพราะเจ้าของเพจอ้างว่าเงินยังไม่เข้าบัญชี โดยพูดหว่านล้อมให้โอนเงินอีกครั้ง หากตรวจสอบพบยอดโอนซ้ำจะโอนคืนเต็มจำนวนพร้อมวงเงินกู้ยืม ปรากฏว่าหลังการโอนเงินค้ำประกันหลักแสน เบอร์โทรที่ให้ไว้ก็ติดต่อไม่ได้ หน้าเพจก็ปิดหนีสำรวจพบกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์ดำเนินคดีเพราะสูญเงินแค่หลักพัน มีเพียงผู้เสียหายหนักโดนตุ๋นเป็นหลักแสนเท่านั้นที่ติดใจ แจ้งความดำเนินคดี

หลอกขายสินค้าไอทีราคาถูก โดยมิจฉาชีพจะผูกบัญชีกับเพจขายสินค้าชื่อดังหลอกขายสินค้าไอทีราคาถูก โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพซึ่งราคาขายหน้าร้านหลายหมื่นบาท แต่โฆษณาในหน้าเพจว่านำเข้าเองจากประเทศผู้ผลิต จึงนำมาตัดขายแบบโละสต็อกหั่นราคา 50-70% เหลือเพียงราคาหลักพันบาท ทำให้มีคนหลงเชื่อโอนเงินสั่งซื้อสินค้า สุดท้ายเปิดกล่องพัสดุได้รับก้อนหิน หรือซากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้งานไม่ได้ ขณะที่ผู้ขายปิดหน้าร้านหนี ติดต่อไม่ได้ทางด้านเพจขายสินค้าก็ไม่รับผิดชอบ เพราะทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเท่านั้น

โรแมนซ์สแกม (Romance Scam) ลวงรักออนไลน์ ตุ๋นสาวขี้เหงา ยังไม่หมดไป ซ้ำยังมีแนวโน้มกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง วิธีการได้ถูกปรับเปลี่ยนไปจากแชทจากทหารปลดประจำการหลอกให้หลงรัก “เลิฟยู เซอร์ไพรส์ยู” ด้วยการส่งแหวนแต่งาน หรือของขวัญมีค่ามาให้แต่ของขวัญติดอยู่ที่ด่านต้องให้ฝ่ายหญิงโอนเงินค่าปรับหรือภาษีเพื่อปล่อยของขวัญผ่านด่าน ซึ่งวิธีการเหล่านี้สาวๆ เริ่มรู้ทัน แก๊งมิจฉาชีพจึงพลิกเกมอุปโลกน์ตัวเองเป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ แชทอวดรวยลวงเหยื่อให้ไว้ใจเมื่อติดเบ็ดก็จะหลอกให้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจและหุ้นส่วนชีวิต เมื่อสาวขี้เหงาหลงเชื่อโอนเงิน กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกก็หมดเงินหลักแสนหลักล้านหรือหลอกให้ส่งยาเสพติดหรือทำสิ่งผิดกฎหมาย

หลอกขายบัตรคอนเสิร์ต เจาะเป้าติ่งศิลปิน หลอกขายบัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างประเทศ ซื้อผ่านช่องทางนี้มีสิทธิพิเศษ ได้เข้าไปใกล้ชิดศิลปินหลังเวทีพบผู้เสียหายนับ 100 ราย แต่สุดท้ายไม่ได้เฉียดใกล้ประตูหลังเวที หรือเจ้าของเพจมีบัตรคอนเสิร์ตไม่ถึง 10 ใบแต่เก็บเงินจองไว้เกือบ 100 ใบ รวมถึงหลอกพรีออเดอร์ซื้อสินค้าที่ระลึกของไอดอลในดวงใจ ซึ่งพบติ่งไอดอลเสียหายนับล้านบาท ผู้เสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่พึ่งพิงเงินจากพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่กระจายไปถึงเหล่าอาจุงม่า เอฟซีวัยคุณป้ากระเป๋าหนัก ดังนั้นก่อนตัดสินใจโอนเงินซื้อ-จอง ขอให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขายก่อนทุกครั้งว่ามีประวัติเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ อย่าผลีผลามโอนเงิน

เว็บดูหนังออนไลน์ฟรี… ความบันเทิงที่ไม่ฟรีเพราะแฝงมากับไวรัสซึ่งจะเจาะเข้าไปในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนบุคคล หรือจะใช้คอมพิวเตอร์ของสมาชิกไปใช้ขุดบิตคอยน์ จุดสังเกตง่ายๆ คือหลังเข้าไปดูหนังคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่เคยประมวลผลเร็ว จะมีอาการเครื่องหน่วง-อืด นอกจากนั้นในระหว่างรับชมจะมีโฆษณาจูงใจให้กู้เงินไปเล่นหุ้น ลงทุนเทรดเงินซื้ออุปกรณ์เซ็กส์ทอย สมัครสมาชิกรับชมคลิป 18+ หรือเล่นพนันกับบ่อนออนไลน์

และเก็บตกปิดท้ายด้วยการชวนซื้อเครื่องขุดบิตคอยน์ อยู่นิ่งๆ ให้อุปกรณ์ไอทีช่วยหาเงิน เร่ขายเครื่องขุดบิตคอยน์ไม่ต้องทำอะไรเลยแค่ลงทุนซื้อเครื่องขุดราคาหลักแสน จากนั้นก็เปิดเครื่องขุดซึ่งทำงานทั้งวันทั้งคืน ได้เงินเป็นกอบเป็นกำผู้ที่เคยลงทุนประเมินแล้วไม่คุ้ม เพราะเครื่องขุดใช้กำลังไฟสูงติดแผงโซลาร์เซลล์ทั้งหลังก็ไม่คุ้มทุน ปิดยอดรายเดือนขายทำกำไรไม่ถึง 5,000 บาทต่อเดือน เจ๊งมาแล้วหลายราย

ในปีใหม่นี้ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังก่อนทำธุรกรรมใดๆ หากสงสัยหรือไม่แน่ใจควรตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแล อย่ากรอกข้อมูลสำคัญให้ใครโดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางธนาคาร เพราะคนร้ายจะนำข้อมูลไปใช้เบิกถอนเงินได้ทันที ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบความถูกต้องของระบบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินการธนาคารทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อง่ายๆ

เขาวงกต “การเมือง” หลังเลือกตั้ง ยังก้าวไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/356986?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เขาวงกต “การเมือง” หลังเลือกตั้ง ยังก้าวไม่พ้น

วันที่ 1 มกราคม 2562 – 00:00 น.
เขาวงกต "การเมือง" หลังเลือกตั้ง ยังก้าวไม่พ้น
เปิดอ่าน 519 ครั้ง

รายงาน…  โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

ในที่สุดการเมืองของประเทศไทยข้ามพ้นปี “หมาหงอย” หลังจากที่ “โรดแม็พเลือกตั้ง” ชัดเจนตามปฏิทินที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 วางเอาไว้

คือ หลังจากที่ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ.2561” มีผลบังคับใช้เมื่อ 11 ธันวาคม 2561 จากนั้นภายใน 150 วัน ต้องถึงคราวจัดการเลือกตั้ง

และ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” เห็นชอบ กับข้อเสนอของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ที่ให้จัดเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยกระบวนการขณะนี้ได้เข้าสู่การวางระเบียบและขั้นตอนที่นำไปสู่ “วันเลือกตั้ง” ที่ว่าไว้

อย่างไรก็ดี หลายคนมองว่า “การเลือกตั้ง” หลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2557 เป็นเพียงการเผาหลอก เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน หาใช่การปรับโฉม!! การเมือง

แต่ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะมีจุดลงเอยอย่างไรกับมุมมองของนักวิชาการ ที่คร่ำหวอด “วงใน” การเมืองยุครัฐประหาร อย่าง “เจษฎ์ โทณะวณิก” นักวิชาการด้านกฎหมาย อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” วิเคราะห์ในปัจจัยที่ส่งผลต่อ “ทิศทางการเมือง” ในยุคปัจจุบัน

เจษฎ์ โทณะวณิก”

“อ.เจษฎ์” ชี้ในประเด็นความระแวงของสังคมต่อความแคลงใจที่ว่า “การเลือกตั้งปี 2562 จะถูกยอมรับน้อยที่สุด” เพราะ “คณะรัฐประหาร” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือทุกอย่าง “เขียนกติกาเพื่อตัวเองและพวกพ้อง” แถมยังทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับ” และ วนสถานะ มาเป็น “ผู้เล่นในสนาม”

“การเลือกตั้งตามที่สังคมมองไว้แบบนั้นต้องแบ่งเป็น 2 ช็อต คือ ก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ประกาศวันเลือกตั้ง และหลังมี พ.ร.ฎ. ซึ่งกรณีช็อตแรกที่ถูกมองโยงกับพรรคพลังประชารัฐว่าเป็นพรรคการเมืองของคสช. ที่ได้เปรียบในเชิงพื้นที่ หาเสียงได้ล่วงหน้า และได้รับประโยชน์แซงหน้าพรรคการเมืองอื่น นี่เป็นเพียงมุมมองที่คอการเมืองไม่สามารถยอมรับได้ เพราะออกสตาร์ทกันแบบทิ้งหลายช่วงตัว แต่อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงมุมมอง ที่เมื่อมี พ.ร.ฎ.แล้วพวกนี้อาจจะถูกละไว้”

ขณะที่หลังมี พ.ร.ฎ.แล้ว นี่แหละคือจุดชี้วัดสำคัญว่าการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่!!

อดีตผู้มีส่วนร่วมเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มองว่ามีอย่างน้อย 3 ปัจจัย คือ 1.การใช้อำนาจของ “คสช.” ที่ต้องลดบทบาทและถอยห่างจากการเลือกตั้งไม่วางอำนาจเหนือองค์กรที่มีหน้าที่ใดๆ 2.กลไกของรัฐ ภายใต้กำกับของรัฐบาลที่ยังมีอำนาจเต็ม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ นั่งแท่นบัญชาการ ต้องไม่ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองให้กับฝ่ายใด รวมถึงต้องไม่ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องกีดขวางของการใช้สิทธิ์ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิไว้ และ 3.การทำหน้าที่ของ “กกต.” ที่ต้องปล่อยให้กลไกขององค์กรอิสระมีอิสระในการทำงาน

ส่วนประเด็นที่ “พล.อ.ประยุทธ์” จะยอมถูกพรรคการเมืองเสนอในบัญชีบุคคลที่พรรคสนับสนุนเป็นนายกฯ ยิ่งเป็นจุดสร้างคำครหาที่สำคัญ ซึ่ง “อ.เจษฎ์” มองว่าจะสร้างความประจักษ์ชัดเจนยิ่งกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านั้นที่ยังไม่ประกาศตัว และอาจเป็นอีกแง่มุมที่ทำให้การเลือกตั้งยิ่งยอมรับได้ยาก

แต่ทางออกจากเรื่องนั้นยังมี เพียงแค่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ดื้อตาใส ปฏิบัติหน้าที่ที่ตามรัฐธรรมนูญบทหลัก รวมถึงไม่ใช้อำนาจที่ถูกตั้งข้อกังขา และหลายคนครหา!!

ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์

ในอีกมุมมองของนักวิชาการด้านการเมืองการปกครองและนักวิจัยการเมืองพื้นที่ภาคเหนือ “ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์” หัวหน้าสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” มองภาพอนาคตการเมืองไทย ผ่านความเคลื่อนไหวการเมืองในพื้นที่ว่า ต้องมี 3 ปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1.รัฐบาล 2.พรรคการเมือง และ 3.ประชาชน

“หลังการเลือกตั้ง สถานการณ์การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ยังเดายาก เพราะต้องมีรายละเอียดและปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องใช้เป็นบทวิเคราะห์ของสถานการณ์ แต่สิ่งที่เห็นในเบื้องต้นจากกติกาทางการเมือง ยังคงเป็นกติกาที่วางอยู่บนฐานของการต่อรอง”

อย่างไรก็ดีแม้การเมืองภาวะปัจจุบันจะมีภาพของการต่อรอง แต่สิ่งที่จะเป็นจุดชี้ว่าการต่อรองจะเกิดขึ้นเพื่ออะไร และนำไปสู่อะไรนั้น คือ “การตัดสินใจของภาคประชาชน หรือผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง”

“ในพื้นที่เชียงใหม่ และพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยอมรับว่ามีความตื่นตัวกับการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเป็นครั้งแรก วัยนักศึกษาและวัยที่เติบโตมากับยุคของการกระจายอำนาจ ความตื่นตัวที่ว่าคือ การให้ความสนใจต่อรายละเอียดและข้อมูลของการเมือง พรรคการเมือง นโยบายที่มีความหมายต่อชีวิต เป็นหลักประกันและความมั่นคงในอาชีพ รวมถึงติดตามข้อมูล และรู้จักนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองมากขึ้น”

แต่การรับรู้ข้อมูลยังไม่ใช่ทิศทางที่ชี้ได้ว่า “การลงคะแนนเลือกตั้งนั้นจะมีคุณภาพ” เพราะนักวิชาการด้านการเมืองจากหัวเมืองเหนือมองว่ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนไปกว่านั้น ทั้งเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่สื่อโซเชียลมีเดีย เข้าไปมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูล–ข่าวสาร และเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง รวมถึงบทบาทของ “พรรคการเมือง” ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง

ซึ่งจากบทบาทที่เกิดขึ้นกลายเป็นความหวั่นใจที่อาจจะมีตัวแปรทำให้การเลือกตั้งรอบนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน และขัดแย้ง

ตัวแปรแรก ที่ “นักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” มอง คือ กติกาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งพรรคการเมืองปรับยุทธศาสตร์ และแนวทางการหาเสียงไปจากรูปแบบเก่า ซึ่งจากการจับจ้องของทุกฝ่าย อาจทำให้การหาเสียงแทนที่จะนำเสนอนโยบายหรือพูด หรือปราศรัย ได้อย่างไม่ต้องกังวล กลับพลิกมุมว่า ระวังตัวไม่ให้การหาเสียงรูปแบบที่เคยทำได้ เข้าข่ายผิดกฎหมาย

ตัวแปรสอง คือ สื่อใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการรับข้อมูลข่าวสารของ “นิวโหวตเตอร์” ในภาวะที่ใครๆ ล้วนเป็นสื่อได้ ทำให้พฤติกรรมการนำเสนอและกระจายข่าวสารเป็นไปในลักษณะที่ใช้การคิดวิเคราะห์และแยกแยะน้อยลง ทั้งที่การเมืองและการตัดสินใจต้องใช้ข้อมูลเพื่อประมวลและเปรียบเทียบ

และตัวแปรสุดท้าย คือ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งต่างจากการออกเสียงรูปแบบเก่า และกรณีกติกากำหนดให้ผู้สมัครของพรรคเดียวกัน แต่ต่างเขตต้องใช้หมายเลขคนละเบอร์ ทำให้กลายเป็นความสับสน

“หากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสับสนเพราะไม่เข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นการออกเสียงที่ไม่มีคุณภาพได้ และผลการเลือกตั้งนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปตามความต้องการจริงหรือไม่”

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอาจจะคาดเดาถึงผลหลังการเลือกตั้งไม่ได้ชัดเจนขณะนี้ แต่ “อ.ไพลิน” มีความคาดหวังว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น และกติกาทางการเมืองได้รับการยอมรับเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นจุดก้าวข้ามความขัดแย้ง

กับอีกมุมมองในประเด็นเดียวกันจาก “นักปฏิรูปการเมือง” อย่าง “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีตประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แม้จะเรียกว่าเป็นผู้ใกล้ชิดในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย แต่เมื่อถามถึงการเมืองหลังเลือกตั้งยังเป็นจุดที่เดายาก เพราะเดาไม่ออกถึงการตัดสินใจและการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน

เสรี สุวรรณภานนท์

“ในแนวคิดของการปฏิรูปการเมืองจริงๆ ต้องการให้การเลือกตั้งนั้นสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศมากที่สุด บนฐานของการแข่งขันเลือกตั้งที่ใช้เหตุและผล ยึดกติกา และข้อกฎหมายเป็นหลัก แต่ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพบว่ามีมิติทางการเมืองที่ลึกพอสมควร ทั้ง การแข่งขัน ต่อสู้บนพื้นฐานของปัญหาที่แตกแยก และวุ่นวาย”

ขณะที่การวางกลไกไว้ในกติกาสูงสุดของประเทศที่ถูกกำหนดให้ “สมาชิกวุฒิสภา” มีส่วนร่วมเลือก “นายกฯ” ประเด็นนี้ ถือเป็นจุดชี้เป็น-ชี้ตาย ของการเมืองไทยหลังเลือกตั้งหรือไม่? “เสรี” บอกว่า ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด เพราะแม้หลังเลือกตั้ง การเลือกนายกฯ ที่ประกอบด้วยเสียงข้างน้อยในสภา บวกกับเสียงส่วนใหญ่ใน ส.ว. 250 คน เลือกนายกฯ ได้ แต่ปัจจัยการบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน

“ผมมองว่าการเมืองหลังเลือกตั้งหากไม่นับคะแนนเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่ชี้ชัดได้คือ การร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผมมั่นใจว่าเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ต้องมีการเจรจาร่วมกัน”

แต่ในท้ายสุดของสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งไม่ว่าจะลงเอยยังไง บนโรดแม็พแบบไหน เชื่อว่าคงก้าวพ้นกรอบของการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวไปสู่ “ประโยชน์ส่วนรวม” ได้ยาก หากยังใช้ทฤษฎีและแนวปฏิบัติเดิม ที่เกมการเมืองยังเป็นเรื่องของการแย่งชิงและการปฏิรูปการเมืองที่ถูกเซตไว้บนอุดมคติของ “คสช.” และเครือข่าย ในเชิงประจักษ์แล้ว ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง

“การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมให้พรรคการเมืองเสนอในบัญชีสนับสนุนเป็นนายกฯ จะสร้างความประจักษ์ชัดเจนยิ่งกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านั้นที่ยังไม่ประกาศตัว และอาจเป็นอีกแง่มุมที่ทำให้การเลือกตั้งยิ่งยอมรับได้ยาก”  “เจษฎ์ โทณะวณิก”

“อาจจะมีตัวแปรทำให้การเลือกตั้งรอบนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน และขัดแย้งคือ 1. กติกาของกกต.ที่พรรคการเมืองต้องปรับการหาเสียง 2.สื่อใหม่ที่มีอิทธิพลต่อนิวโหวตเตอร์ และ 3.ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่แตกต่างออกไป”  “ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์”

“ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพบว่ามีมิติทางการเมืองที่ลึกพอสมควร ทั้งการแข่งขัน ต่อสู้บนพื้นฐานของปัญหาที่แตกแยก และวุ่นวาย” “เสรี สุวรรณภานนท์”