อ่านจากวิกิพีเดียกันเถิดว่าทำไมเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357730?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อ่านจากวิกิพีเดียกันเถิดว่าทำไมเลื่อนเลือกตั้ง

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 08:13 น.
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,เลื่อนเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

คอลัมน์… เด็ดยอด โดย… รักษ์ ปักธงไทย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีเก่าแก่ ซึ่งเป็นงานมหามงคลที่สำคัญต่อคนไทยและประเทศชาติ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีมาแล้ว 11 ครั้ง จากกษัตริย์ 9 พระองค์ ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ห่างกัน 69 ปี โดยจะมีวันฉัตรมงคลวันเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำหรับผู้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เพื่อดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้ทรงทำพระราชพิธีนี้อย่างสังเขป เมื่อปี พ.ศ. 2325 ครั้งหนึ่งก่อน

จากนั้นได้ทรงตั้งคณะกรรมการสอบสวนแบบแผนโดยถี่ถ้วน แล้วตั้งขึ้นเป็นตำรา จากนั้นก็ทรงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบเต็มพิธี ตามตำราอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2328 และได้ใช้เป็นแบบแผนตามตำรากับรัชกาลต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว จะมี “พระบาท” นำหน้าพระนาม โดยหลังประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ในวันที่เดียวกันนั้นของปีถัดไป จะกลายเป็น “วันฉัตรมงคล” วันสำคัญนี้ของในหลวง 2 พระองค์เป็นวันเดียวกัน

สำหรับขั้นตอนการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยขั้นตอนหลักสำคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 พิธีเชิญน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญ มาเสกทำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ เพื่อเตรียมน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ซึ่งตักมาจากแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ และมาตั้งพิธีเสกที่พุทธเจดียสถานและวัดสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย

1.แม่น้ำป่าสัก ณ ตำบลท่าราบ ไปทำพิธีเสกน้ำที่พระพุทธบาท อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในมณฑลประเทศที่ตั้งกรุงละโว้และกรุงศรีอยุธยา

2.ทะเลแก้วและสระแก้ว แขวงเมืองพิษณุโลก ไปทำพิธีในพระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จ.พิษณุโลก อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในโบราณราชธานีฝ่ายเหนือ

3.น้ำโชกชมภู่ น้ำบ่อแก้ว น้ำบ่อทอง แขวงเมืองสวรรคโลก ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุ เมืองสวรรคโลก อันเป็นมหาเจดียสถานโบราณราชธานีครั้งสมเด็จพระร่วง (ปัจจุบันอยู่ในเขต จ.สุโขทัย)

4.แม่น้ำนครไชยศรี ที่ตำบลบางแก้ว ไปทำพิธีที่พระปฐมเจดีย์ เมืองนครไชยศรี อันเป็นโบราณมหาเจดีย์ตั้งแต่สมัยทวารวดี

5.บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสมาไชย บ่อวัดเสมาเมือง บ่อวัดประตูขาว ห้วยเขามหาชัย และน้ำบ่อปากนาคราช ในเมืองนครศรีธรรมราช ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในโบราณราชธานีนครศรีธรรมราช

6.บ่อทิพย์ เมืองนครลำพูน ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย อันเป็นมหาเจดียสถานในแว่นแคว้นโบราณราชธานีทั้งหลายในฝ่ายเหนือ คือ นครหริภุญไชย นครเขลางค์ นครเชียงแสน นครเชียงราย นครพะเยา และนครเชียงใหม่

7.บ่อวัดธาตุพนม ทำพิธีเสกที่พระธาตุพนม เมืองนครพนม มณฑลอุดรอันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในประเทศที่ตั้งโบราณราชธานีโคตรบูรหลวง

นอกจากนี้ ยังได้ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งทำพิธี ณ วัดสำคัญในมณฑลต่างๆ อีก 10 มณฑล ได้แก่
1. วัดบรมธาตุ เมืองชัยนาท มณฑลนครสวรรค์
2. วัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ มณฑลเพชรบูรณ์
3. วัดกลาง เมืองนครราชสีมา มณฑลนครราชสีมา
4. วัดสีทอง เมืองอุบลราชธานี มณฑลอีสาน
5. วัดยโสธร เมืองฉะเชิงเทรา มณฑลปราจีนบุรี
6. วัดพลับ เมืองจันทบุรี มณฑลจันทบุรี
7. วัดตานีนรสโมสร เมืองตานี มณฑลปัตตานี
8. วัดพระทอง เมืองถลาง มณฑลภูเก็ต
9. วัดพระธาตุ เมืองไชยา มณฑลชุมพร
10. วัดพระมหาธาตุ เมืองเพชรบุรี มณฑลราชบุรี

รวมสถานที่ที่ทำน้ำอภิเษกทั้งหมด 17 แห่ง และน้ำอภิเษกนี้ ยังคงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ขั้นตอนที่ 2 พระราชพิธีจารึกดวงพระราชสมภพและพระปรมาภิไธยพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติลงพระสุพรรณบัฏ

ขั้นตอนที่ 3 พระราชพิธีโสรจสรงพระมุรธาภิเษก รับน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ เพื่อสรงสนานพระองค์และสรงสนานพระเศียรด้วยสหัสธารา อันเป็นการชำระและบังเกิดสิริสวัสดิมงคลยิ่งโดยโบราณราชประเพณี

ขั้นตอนที่ 4 พระราชพิธีถวายพระราชสมบัติอันบริบูรณ์ในพระราชอาณาจักร ประมวลเป็นประมาณมาทั้งอัฐทิศแด่พระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงรับไว้อภิรักษ์ และอภิบาลให้เป็นอาณาประโยชน์แก่พสกนิกร

ขั้นตอนที่ 5 พระราชพิธีถวายดวงพระบรมราชสมภพ พระปรมาภิไธย พระมหาราชครูพราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ แสดงพระราชฐานะสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าโดยสมบูรณ์ ทรงรับเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วจึงมีพระราชดำรัสดังพระปฐมบรมราชโองการ

โดยในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ในวันนั้นได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ตรงกับช่วงวันเวลาเดียวกัน คือ 4/5/6 ในปี 2562 …2 รัชกาล ห่างกัน 69 ปี จึงมีวันฉัตรมงคลเดียวกัน

ดังนั้นก่อนวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-5-6 พฤษภาคม 2562 ตามโบราณราชประเพณีต้องมีพระราชพิธีสำคัญหลายขั้นตอน นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน จวบจนถึง 4-5-6 พฤษภาคม 2562 ดังที่กล่าวข้างต้น

ขั้นตอนสำคัญตามโบราณราชประเพณี และพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ควรราบรื่นสมพระเกียรติ และหน้าตาของประเทศ

เลื่อนเลือกตั้งไปสักเดือน คงไม่กระไร ไม่ต้องโวยวายจะเป็นจะตาย มีสติ และเปิดตามองโบราณราชประเพณีของชาติเรา ด้วยหัวใจพองโตกันเถิด จะมีสักกี่หนกันเชียวในตลอดชีวิตของคนไทยคนหนึ่ง…คิดสิคิด

ชลบุรี เขต 4 ศึกสายเลือด”เนื่องจำนงค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357729?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชลบุรี เขต 4 ศึกสายเลือด”เนื่องจำนงค์”

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 08:04 น.
เนื่องจำนงค์,พรรคประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,เพื่อไทย,ชลบุรี เขต4,ศึกสายเลือด,คุณปลื้ม
เปิดอ่าน 2,380 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง  

การเมืองชลบุรีเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ต้องจับตา เพราะเป็นการแข่งขันของ 5 พรรคคือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะเขต 4 อ.บ้านบึง, อ.หนองใหญ่ และ อ.บ่อทอง มีคนในตระกูล “เนื่องจำนงค์” ลงแข่งขันกันเองถึง 3 คน 3 พรรค

การประกาศตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ชลบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง พรรณธฤต เนื่องจำนงค์ หรือ “พายุ” ส่งผลให้สนามเลือกตั้งชลบุรี ถูกจับตาจากคอการเมืองจำนวนมากทั้งในและนอกจังหวัด เพราะจะเป็นการ “ชนช้าง” ของคนในตระกูล เนื่องจำนงค์

พรรณธฤต เนื่องจำนงค์ ทายาทตระกูล “เนื่องจำนงค์” หลานชาย ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ นั้นเป็นลูกชาย พล.ต.ต.ปิยะชาติ เนื่องจำนงค์ กับ สุนัทที โรจน์วณิชชากร น้องสาว “เสี่ยฮวด” พิพัฒน์ โรจน์วณิชชากร อดีตเจ้าพ่อบ้านบึงผู้วายชนม์ เมื่อปี 2552  สุนัทที สะใภ้ตระกูล “เนื่องจำนงค์” ก็ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต

“พายุ” ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โดยมี จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค เปิดห้องวีไอพีต้อนรับสมาชิกซูเปอร์วีไอพี จนเป็นข่าวฮือฮาไปใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ส่วนแชมป์เก่า สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส.ชลบุรี 2 สมัย ปี 2550 และ 2554 ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ โดย สรวุฒิ ก็เป็นลูกชาย ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส.ชลบุรี ปี 2522

สำหรับ ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ ได้ชื่อว่าเป็นคหบดีแสนล้าน เพราะมีที่ดินหลายหมื่นไร่ในเขต อ.บ้านบึง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

พรรคอนาคตใหม่ ที่มาแรงในเมืองกรุงและหัวเมืองในต่างจังหวัด ได้ “ส.ท.ก๊อง” สมชาย เนื่องจำนงค์ นักการเมืองคนดังบ้านบึง เชื่อว่าก็น่าจะได้คะแนนจากแฟนคลับคนรุ่นใหม่ไม่น้อย

อนึ่ง “สมชาย เนื่องจำนงค์” ลูกชาย “ประสงค์ เนื่องจำนงค์” อดีต ส.ส.ชลบุรี ปี 2512 และเป็นหลานชาย ประโยชน์ เพราะ “ประสงค์” เป็นพี่ชาย “ประโยชน์”

สายสืบรายงานว่า ศึกสายเลือด “เนื่องจำนงค์” เป็นที่หนักใจของตระกูล “คุณปลื้ม” เป็นอย่างมาก เนื่องจาก “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม และภรรยา  สติล คุณปลื้ม มีความสนิทชิดเชื้อกับ “หลงจู๊โหยด”  ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ มายาวนาน เช่นเดียวกับ “สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม” ต่างให้ความนับถือ “หลงจู๊โหยด” ทำให้แวดวงการเมืองชลบุรี เกิดความแคลงใจว่า “สนธยา-วิทยา” จะเลือกช่วยใครระหว่าง  “สรวุฒิ กับ พรรณธฤต”…???

นอกจากศึก “อา-หลาน” แล้ว ในตระกูลเนื่องจำนงค์ ในเขต 4 ยังเป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูล “เนื่องจำนงค์” กับ “สิงห์โตทอง” โดย “ส.ส.เป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง นายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ก็ถูกจัดให้เป็นตัวเต็งคนหนึ่งด้วย…!!!

เลือกตั้ง! ต้องสะเด็ดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เลือกตั้ง! ต้องสะเด็ดน้ำ

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 07:58 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์,แม่ทัภาค4,ชายแดนใต้,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 748 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัส ลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

เปิดศักราชใหม่ปีแห่งการรอคอยและคาดหวังว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น หลังตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมืองและรัฐประหารมายาวนาน ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงทุกวันนี้

ชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งจะยังไม่เกิดใน 24 กุมภาพันธ์นี้ ด้วยเหตุผลความจำเป็นต้องขยับเพื่อไม่ให้กิจกรรมทางการเมืองซ้ำซ้อนกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ แต่ยังคงอยู่ในกรอบคือไม่เกินวันที่ 9 พฤภาคม ซึ่งทำให้สองพรรคใหญ่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ออกอาการ ‘หนาวๆ ร้อนๆ’ กับผลพวงที่จะตามมา คือ ส.ส. มีโอกาสย้ายสังกัดพรรคได้อีกระลอก

เนื่องจากหากพิจารณาตามข้อเท็จจริงยังไม่เห็นผู้นำทางการเมืองคนใด มีเสียงตอบรับจากประชาชนได้ดังเท่า พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีจุดแข็ง 2 เรื่อง คือไม่ปรากฏภาพผลประโยชน์ทับซ้อนและการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทย น่าจะเป็นปัจจัยหลักทำให้พลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นพรรคกำลังมาแรงในขณะนี้

หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้ ‘ดุเดือด’ เพราะเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญระหว่างพรรคที่เรียกตัวเอง ฝ่าย ‘ประชาธิปไตย’ ที่กำลังตกเป็นรองฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ‘ฝักใฝ่เผด็จการ’ โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสินแพ้-ชนะจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของแต่ละฝ่าย

เหตุลอบวางระเบิดหลายจุดที่ จ.สงขลา ก่อนสิ้นปี 2561 เพียงไม่กี่วัน คือสัญญาณเตือนรัฐบาลและคสช.ต้องทบทวนแผนรักษาความปลอดภัยอีกรอบ ตั้งแต่มาตรการสกัดกั้นตามแนวชายแดน จุดตรวจ และการดูแลพื้นที่ภายในเขตเมืองควบคู่กับการประกบบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของ คสช.ทั้งหมด

แม้หน่วยงานความมั่นคงจะให้น้ำหนักการก่อเหตุเป็นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะอยู่ระหว่างรอยต่อการพูดคุยสันติสุข ซึ่งฝ่ายมาเลเซียพยายามกดดันฝ่ายผู้เห็นต่างให้เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับไทย แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นการเมือง ทั้งนี้ไม่ว่ามูลเหตุจะเกิดจากกรณีใดก็ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันเพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลและคสช.

พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 4 เพิ่มระดับความเข้มข้นทั้งงานเชิงรับและเชิงรุก ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อดูแลพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ตลอดจนประสานงานด้านการข่าวกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวบุคคลต้องคดีแอบข้ามเข้ามาฝั่งไทย อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยความมั่นคงดูแลพื้นที่รับผิดชอบตลอดในห้วง 6 เดือนต่อจากนี้ให้เกิดความเรียบร้อย โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญ คือ 1.ช่วงเดือนมกราคมจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง รวมถึงการนับคะแนนเลือกตั้ง 2.ห้วงเวลา กกต.พิจารณาข้อร้องเรียน การให้ใบเหลือง-ใบแดงในการเลือกตั้ง และการประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.

และ 3.เปิดการประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งครม. ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อการส่งมอบงานของรัฐบาลเก่าและคสช.ให้แก่ครม.ชุดใหม่ หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ จากนั้นอีก 15 วัน แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะเริ่มการทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ

“พล.อ.ประวิตร เน้นย้ำฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญงานด้านการข่าว บูรณาการทำงานให้มีเอกภาพ เพื่อป้องกันปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอาจส่งผลกระทบการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม ให้กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ต้องทำให้สะเด็ดน้ำในทุกขั้นตอน เพื่อเกิดความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก” แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุ

ขณะบริเวณตามแนวชายแดนให้กองกำลังทั้ง 4 ทัพภาค ประสานข้อมูลงานด้านการข่าวกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและเข้มข้นมาตรการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าอาวุธสงครามตามจุดผ่านแดนและช่องทางธรรมชาติไม่ให้เข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในตลอดจนปฏิบัติการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล ซุ้มมือปืนในทุกพื้นที่

รัฐบาลคสช.หวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการเมืองภายใต้ระบอบรัฐประหาร หรือระบอบเผด็จการทางทหาร เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้เป็นที่ยอมรับของคนภายในและภายนอกประเทศ เพื่อรองรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ ตลอดจนถึงการแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนของไทย

แผนปฏิบัติการ”ชาติไทยพัฒนา”กรุยทาง สู้!!ศึกเลือกตั้ง62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แผนปฏิบัติการ”ชาติไทยพัฒนา”กรุยทาง สู้!!ศึกเลือกตั้ง62

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 00:00 น.
แผนปฏิบัติการ"ชาติไทยพัฒนา"กรุยทาง สู้!!ศึกเลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 421 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

ยังไม่เรียกว่าเป็น “นโยบาย” แต่คือ “แผนปฏิบัติการเร่งด่วน” ที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” จะใช้เป็นแนวทางพิชิตใจประชาชนในศึกเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ใกล้จะถึง

โดย “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา” บอกไว้ตอนหนึ่งในรายละเอียดว่า ถอดรหัสจากการรับฟังความเห็นของประชาชนในถิ่นพื้นที่จังหวัดภาคกลาง ก่อนสังเคราะห์เป็นแผนปฏิบัติการที่เชื่อว่า “จะถูกใจ”

แผนปฏิบัติการเพื่อเกษตรกร “จัดด่วนสวัสดิการเพื่อเกษตร” ประกอบด้วย 6 เรื่องคือ
1.สร้างทายาทเกษตรกร ผ่านจัดให้ “ลูกชาวไร่ชาวนา” เรียนฟรีปริญญาตรีการเกษตร

2.ลดต้นทุนการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างกำไรให้เกษตรกร ไร่ละ 5,000 บาท ทั้งนี้ไม่ใช่การสร้างหลักประกันด้านกำไร แต่คือการพิจารณาส่วนลดต้นทุนที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคำนวณรายได้จากผลผลิต

“เดิมเกษตรกรจะมีต้นทุนในการผลิตที่สูง เช่น ค่าปุ๋ย ค่าต้นกล้า ค่าใช้จ่ายด้านการเก็บเกี่ยว ส่วนนี้จะใช้แนวทางให้เกษตรกรรวมตัวเพื่อสร้างการต่อรองในการซื้อต้นทุน ยกตัวอย่างจากชาวนาที่ปัจจุบันจะขายข้าวได้ เกวียนละ 7,000–8,000 บาทสำหรับข้าวนาปรัง และเกวียนละ 10,000 บาทสำหรับข้าวนาปี พบต้นทุนที่ต้องจ่ายประมาณ 4,000–5,000 บาท หากสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้จะทำให้เกษตรกรมีกำไรได้ โดยส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยปราชญ์ชาวบ้านแนะนำด้วย” วราวุธ ขยายความ

3.ปลดหนี้เกษตรกรที่ร่วมโครงการส่งเสริมของรัฐในอดีต และพบปัญหา “โครงการของรัฐ” สร้างภาระติดลบให้เกษตรกรจนกลายเป็นหนี้สินพอกพูน
4.จัดพื้นที่ทำกินลักษณะแปลงรวม สำหรับผู้ไม่มีที่ดินทำกิน
5.เยียวยาปัญหาความเดือดร้อนผู้ประกอบการประมงผ่านมาตรการทางกฎหมาย และ
6.ให้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นเกษตรกรยุค 4.0 ผ่านกลไกทางเทคโนโลยีช่วยส่งเสริมการขาย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

แผนปฏิบัติการด้านการศึกษา ผ่าน “ปฏิวัติการสอน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ” ซึ่งเริ่มจาก
1.สร้างศักยภาพของศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจให้เด็กช่วงวัย 0-6 ขวบ

2.เรียนฟรี ต้องเป็นจริง ผ่านการกระจายเงินด้านการศึกษาให้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” นำไปบริหารจัดการเพื่อการศึกษาและบุคลากรด้านการศึกษา

3.ในสถาบันศึกษาต้องจัดการเรียนการสอน 2 ภาษา อย่างน้อย ภาษาอังกฤษและภาษาจีน
4.สร้างความมั่นคงด้านนโยบายการศึกษาที่ไม่เปลี่ยนไปตาม “ภาวะทางการเมือง”

“ผมขอเสนอให้แยกระบบการศึกษาออกจากระบบการเมือง อย่างน้อยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาต้องไม่เปลี่ยนไปตามการผ่องถ่ายอำนาจทางการเมือง แต่รูปแบบนั้นต้องใช้วงหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ กำหนดสเปกบุคคลที่จะทำหน้าที่รัฐมนตรี” ประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนาระบุ

แผนปฏิบัติการด้านสังคม ผ่าน “การดูแลผู้ด้อยโอกาส ไม่ทอดทิ้งผู้สูงอายุ” โดยไฮไลท์สำคัญคือสร้างงานให้ผู้สูงวัยที่เกษียณอายุงาน ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี ขณะที่วัยเกษียณจะขยายอายุเป็น 65 ปี เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพสมอง นอกจากนั้นแล้วในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต้องเข้าถึงสิทธิประโยชน์และได้รับความสะดวกตามหลักอารยสถาปัตย์

ขณะที่กลุ่มเพศทางเลือก หรือกลุ่มแอลจีบีทีพลัส จะเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1455 ว่าด้วยการสมรส ที่กำหนดให้ต้องเป็น “ชาย” และ “หญิง” ให้เป็นใช้คำว่า “บุคคล 2 คน” เพื่อเปิดโอกาสให้เพศทางเลือกมีสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 25 และมาตรา 27 กำหนดไว้ และกรณีดังกล่าวจะเพิ่มสิทธิอันชอบธรรมต่อกลุ่มเพศทางเลือกที่สามารถดูแลกันและสามารถทำนิติกรรมที่กฎหมายรับรองได้

แผนปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ผ่าน “การดูแลทุกช่วงวัย เจ็บป่วยรอไม่นาน มีบริการดี” พร้อมสร้างระบบป้องกันโรคภัย ผ่านการออกกำลังกายในพื้นที่โรงพยาบาลสาธารณสุขตำบลทั่วประเทศและเพื่อลดปัญหารอคิวในโรงพยาบาลนาน จะต้องสร้างศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมือง 4 มุมเมืองทุกจังหวัดทั่วประเทศ และที่สำคัญเพื่อดูแล “จิตอาสาสาธารณสุข” หรือ “อสม.” ต้องได้รับสวัสดิการและการดูแล

“ในเบื้องต้นจากที่ฟังเสียง อสม. พื้นที่ภาคกลาง สิ่งที่เขาต้องการคือ การดูแล การรักษาพยาบาล ซึ่งหมายถึงสวัสดิการเพื่อ อสม. แต่ในรูปแบบนั้นยังต้องรับฟังความเห็นจากอสม.ทั่วประเทศ ดังนั้นในเรื่องนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะต้องมีกลไก หรือบัตรสวัสดิการพิเศษเพื่อ อสม. หรือไม่ ขณะเดียวกันในการอำนวยให้การปฏิบัติการจิตอาสาสุขภาพต้องได้รับเครื่องมือ อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเพื่อนำไปดูแลประชาชนในชุมชน” วราวุธ ระบุ

แผนปฏิบัติการด้าน “ท้องถิ่น” ผ่าน “เพิ่มงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สานต่อท้องถิ่นเข้มแข็ง” ไฮไลท์ของแผนปฏิบัติการนี้ คือการจัดสรรงบประมาณให้ “อปท.” ทุกแห่งทั่วประเทศ แห่งละ 10 ล้านบาททุกๆ ปีเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาพื้นที่และชุมชน ซึ่งงบประมาณที่นำมาจัดสรรคืองบก้อนจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

“ปัจจุบันตามกรอบงบประมาณปกติจะมีข้อจำกัด เช่น ใช้งบเพื่อจัดงานวันเด็ก ต้องใช้สำหรับเด็ก ไม่สามารถใช้กับผู้ใหญ่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นแนวคิดนั้น คือการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่แท้จริง ผ่านงบประมาณที่ท้องถิ่นสามารถคิดและนำไปบริหารได้ ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าท้องถิ่นจะทุจริตเหมือนที่เคยเป็นมานั้น เชื่อว่าตามกติกา รวมถึงระเบียบจำนวนมาก และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ตรวจสอบเข้มข้น จึงเชื่อว่าจะเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตได้”

นอกจากนั้นในแผนปฏิบัติการด้านนี้ยังมีแนวทางต่อการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนและสร้างชุมชนจัดการตนเองเพื่อให้การกระจายอำนาจนั้นเป็นวาระหลักที่สร้างความสมดุลให้การบริหารราชการแผ่นดิน

และแผนปฏิบัติการด้านท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเป็นส่วนกระตุ้นและส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ 1.สร้างความเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน และสมดุล ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการยึดเอกลักษณ์ของชุมชนให้เป็นจุดเด่น และ 2.สร้างระบบการคมนาคมให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มครอง และดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

“โดยปัจจัยสำคัญ คือ การเพิ่มกล้องซีซีทีวี และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ให้อำนวยความสะดวกทุกรูปแบบกับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ที่สำคัญคือการสร้างสิ่งแวดล้อมด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น”

ขณะที่การใช้งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการในแผนปฏิบัติการเร่งด่วน “วราวุธ” บอกว่า ไม่ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติม ใช้เท่าที่งบประมาณรายจ่ายของประเทศที่มาจากการเก็บภาษีของประชาชน ดังนั้นขอให้หมดห่วงว่าจะเพิ่มภาระด้านการคลังให้ “รัฐบาล”

อย่างไรก็ตามแม้ “แผนปฏิบัติการของพรรคชาติไทยพัฒนา” ที่นำเสนอ จะมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา
แต่สิ่งหนึ่งที่ “แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา” จะใช้เป็นจุดเรียกคะแนนนอกจากโครงการหลักแล้ว ยังมีนโยบายระดับพื้นที่…. ที่เมื่อเริ่มออกตัวเข้าสู่เกมแข่งขันกันเมื่อไร รับรองว่าจะเห็นอะไรที่มากกว่านี้

‘จิตอาสา’ศูนย์รวมแห่งรักขับเคลื่อนพระราชปณิธาน ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357658?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘จิตอาสา’ศูนย์รวมแห่งรักขับเคลื่อนพระราชปณิธาน  ร.9

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 13:21 น.
'จิตอาสา'ศูนย์รวมแห่งรักขับเคลื่อนพระราชปณิธาน  ร.9
เปิดอ่าน 7,592 ครั้ง

“ในหลวง” ทรงอยากเห็นคนไทยมีความสุข ช่วยเหลือกัน ทรงตั้งจิตอาสา ศูนย์รวมแห่งรัก ขับเคลื่อนพระราชกรณียกิจ ร.9

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราโชบายที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชประสงค์ที่จะเห็น 3 สิ่งที่พระองค์รักอยู่ด้วยกันในประชาชนจิตอาสา และเชื่อในพระราชหฤทัยเสมอมาว่า “คนไทยมีความเป็นจิตอาสาอยู่ในใจทุกคน”

พ.อ.วันชนะ สวัสดี จิตอาสา 904 ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ถึงโครงการจิตอาสา 904 ว่า ตนเองเพิ่งผ่านการฝึกหลักสูตร จิตอาสา 904 “หลักสูตรหลักประจำ” รุ่นที่ 2/61 โดยใช้เวลาฝึก 50 วัน ร่วมกับเพื่อนทหาร และข้าราชการพลเรือนใน 8 กระทรวง โดยการฝึกนั้นต้องการให้จิตอาสา 904 ไปเป็นแกนนำจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ และเป็นแกนนำในการพัฒนาพื้นที่และชุมชนตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และให้เป็นแกนนำในการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาตินั่นคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กับการพัฒนาประเทศและการนำประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติต่างๆ และให้ได้รับรู้ถึงพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง การสืบสาน รักษา ต่อยอด พร้อมนำทฤษฎีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาสู่การปฏิบัติให้เห็นผลโดยรายละเอียดการฝึกมี 3 เรื่องหลัก คือ

1.เรื่องการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามข้อมูลความเป็นจริง ของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับประเทศไทย ผ่านการเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทยและสังคมโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่ามีการเกิดขึ้นและเป็นอยู่อย่างไร 2.เรื่องของการพัฒนา ถือเป็นความรู้ที่จิตอาสาจะต้องศึกษาให้เข้าใจและลองปฏิบัติจริงให้เห็นผลและนำไปขยายผลไปสู่ประชาชนโดยการนำศาสตร์พระราชามาเป็นหลักในการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน รวมถึงการฝึกวิชาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ทำอาหาร ช่างไม้ แม้กระทั่งการอนุรักษ์ ซึ่งวัฒนธรรมแบบไทยคือการร้อยมาลัย เป็นต้น

และ 3.เรื่องภัยพิบัติ ต้องเรียนรู้หลักสูตรการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย การช่วยเหลือ ฟื้นคืนชีพ การปฐมพยาบาล โดยเรียนแบบจริงจัง ปฏิบัติจริง ทำซ้ำ ให้จิตอาสา 904 มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือคนได้จริง หรือมีความเข้าใจจนสามารถรู้ขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นต้นและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่มีขีดความสามารถต่อไป และเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นต้องสามารถปฏิบัติและบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักสากล

พ.อ.วันชนะ เล่าอย่างภูมิใจว่า จิตอาสา 904 จะได้รับพระราชทานเครื่องหมายจิตอาสา 904 โดยมีองค์ประกอบ พร้อมความหมาย ดังนี้
– พระมหาพิชัยมงกุฎ คือ พระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันแผ่ไพศาล
– พระปรมาภิไธย ว.ป.ร. หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
– ดาวเบื้องซ้าย คือข้าราชการ, ดาวเบื้องขวา คือประชาชน และดาวเป็นสีเดียวกัน คือ ไม่แบ่งแยก รวมความหมายแล้วหมายความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการ และประชาชน ไม่เคยแยกออกจากกัน
– ปีก หมายถึง พระบารมีที่ทรงโอบอุ้ม และนำมาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งประเทศชาติ
– ผ้าแพร ประดับด้วยคำขวัญพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” หมายถึง พระราชทานพระราชปณิธาน และความมุ่งมั่นที่จะทำความดี ของทุกคน

จิตอาสา 904 ท่านนี้ ยังบอกอีกว่า พระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความชัดเจน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ซึ่งเราได้เห็นภาพในอดีตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะทรงงาน หากพิเคราะห์ดูให้ดี จะเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเสด็จทุกครั้ง ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงอยู่ในฐานะราชองครักษ์

“นี่คือข้อยืนยันว่า พระองค์ได้ทรงเรียนรู้การทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างเต็มระบบ และทรงรู้ทุกอย่างที่ผ่านมาว่าควรจะทำอย่างไร และอาจกล่าวได้ว่า ทุกย่างก้าวของพระองค์ในขณะดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร เป็นย่างก้าวของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ดังนั้นพระราโชบายของพระองค์ เรื่องการสืบสาน นั้นพระองค์ ทรงสืบสานได้ชัดเจนที่สุด รวมถึงการรักษา และต่อยอด ซึ่งพระองค์กำลังจะนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติให้เห็นผล โดยใช้จิตอาสา เป็นกลไกในการขับเคลื่อน”

สำหรับประชาชนจิตอาสาจะมีสัญลักษณ์เป็น ผ้าพันคอสีเหลือง ซึ่ง “สีเหลือง” คือ สีวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และหมวกสีฟ้า ซึ่ง “สีฟ้า” คือ สีวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผ้าพันคอนั้นมีพระปรมาภิไธย ‘ว.ป.ร.’ ของพระองค์ท่าน อยู่ด้านหลังด้วย

“เมื่อประชาชนใส่หมวกสีฟ้า และผ้าพันคอสีเหลือง พระองค์ได้ทอดพระเนตร เห็น 3 สิ่งที่พระองค์รัก พร้อมกันเสมอ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และพสกนิกรของพระองค์ ทุกขั้นตอนผ่านพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่านทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หมวก และผ้าพันคอ ทำอย่างไรให้ยับยาก ซักแล้วแห้งเร็ว สกรีนไม่หลุดง่ายต้องมีความทนทาน” อันแสดงถึงความรัก และใส่พระราชหฤทัยในพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง”

พ.อ.วันชนะ เปิดเผยต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกองอำนวยการฝึกจิตอาสา 904 ตั้งอยู่ในพื้นที่ กองพันฝึกส่วนหลัง กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เขตพระราชฐานในพระองค์ “วิภาวดี” และศูนย์อำนวยการใหญ่โครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสำนักพระราชวัง สนามเสือป่า โดยระบบของจิตอาสา แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.จิตอาสาพัฒนา เป็นจิตอาสาที่พัฒนาพื้นที่ของตัวเอง ให้เกิดความเรียบร้อย สวยงาม เช่น ขุดลอกคูคลอง หรือโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนา โดยมีข้าราชการในพื้นที่เป็นแกนนำร่วมกับประชาชนร่วมกันพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะกับชุมชน หน่วยงาน องค์กร

2.จิตอาสาภัยพิบัติ เป็นจิตอาสาที่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติ และในกรณีที่เกิดภัยพิบัติแล้ว จะบริหารจัดการอย่างไร เมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว จะฟื้นฟู อย่างไร เพราะฉะนั้นจิตอาสาภัยพิบัติ ก็จะต้องทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่เช่นเดียวกัน

และ 3.จิตอาสาเฉพาะกิจ มีหน้าที่ลักษณะเฉพาะงาน อาจจะเป็นงานที่ถูกกำหนดมาโดยศูนย์อำนวยการใหญ่ ซึ่งจิตอาสาเฉพาะกิจ กำเนิดขึ้นครั้งแรกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และในปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่คือ งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” กล่าวคือมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างชัดเจน โดยที่จิตอาสาทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้ทั้ง 3 ประเภท

พ.อ.วันชนะ กล่าวว่า ปัจจุบันมีจิตอาสาทั่วประเทศประมาณ 5 ล้านคน และการสมัครเป็นจิตอาสานั้นก็เป็นไปตามความสมัครใจไม่มีการบังคับ เพียงแต่จิตอาสาต้องทำความดีด้วยหัวใจ ให้เห็นผลสัมฤทธิ์ และเมื่อเห็นผลแล้ว ผู้รับจะรู้สึกได้ว่าจิตอาสาเป็นประโยชน์จริง เมื่อผู้รับมีความสุขก็อยากส่งต่อความสุขนี้ต่อไป ก็จะสมัครเป็นจิตอาสาเอง เมื่อมีจิตอาสาเกิดขึ้นมากๆ ก็จะมีการส่งต่อการให้และเกิดความสุขอยู่ทั่วไป

นอกจากนี้ พ.อ.วันชนะ ยังกล่าวถึงความเป็นมาของโครงการจิตอาสาว่า พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นถึงความรักและความผูกพันของคนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเหตุการณ์การช่วยเหลือ 13 หมูป่าที่ติดถ้ำ แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความเป็นจิตอาสาอยู่ในตัวทุกคน

“ในอนาคต พระองค์อยากให้คนไทยทุกคนมีจิตอาสาคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งจะนำประโยชน์ให้เกิดกับส่วนรวม ดังที่พระราชทานปรัชญา “ภาพรวม” หรือ “สะเจ” ในโอกาสวันพระราชสมภพ 28 กรกฎาคม 2552 ความว่า

“สะเจ สะรูปะภาโว สุทัสสะนี โสภะโณ สุธัมโม ปะฏิรูโป สัพเพ ชะนา จิรัฎฐิติกะกาเล ถาวะระโต กายะสุขี โหนติ มะโนรัมมา” แปลว่า ถ้าหากภาพรวมสวยงาม ถูกต้อง เหมาะควร ทุกคน ทุกหมู่เหล่า จะได้รับความสุขกาย สบายใจอย่างถาวร ในระยะยาว นี่คือสิ่งที่พระองค์พระราชทานลงมา เตือนใจทุกคน เมื่อเราได้พิจารณาความหมาย เราสามารถรู้ได้ในทันทีว่าพระองค์มีพระราชประสงค์อย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยมีความสุขอย่างถาวร โดยเริ่มจากการมีจิตอาสาการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เริ่มจากการให้ และความมีระเบียบวินัยของคนไทย ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเราและจบที่ตัวเรา”

ท้ายที่สุดกล่าวได้เลยว่า พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ในอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือ ในสมัยโบราณ เราต้องรักษาเอกราชจากการรุกรานแย่งชิงดินแดน พระมหากษัตริย์ในอดีตจึงรวบรวมไพร่พลเพื่อการรบ มาในสมัยปัจจุบันเราต้องรบกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต พระองค์จึงทรงรวบรวมประชาชนจิตอาสาไปทำการรบกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เพื่อรักษาเอกราชในรูปแบบต่างๆ ของชาติไว้ ดังนั้นประชาชนจิตอาสาก็คือ ทหารของพระราชาด้วยเช่นกัน

2 องค์กรอิสระเสื่อม! ‘ป.ป.ช.-กกต.’ อุ้มรัฐบาล?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

2 องค์กรอิสระเสื่อม! ‘ป.ป.ช.-กกต.’ อุ้มรัฐบาล?

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 13:15 น.
2 องค์กรอิสระเสื่อม! 'ป.ป.ช.-กกต.' อุ้มรัฐบาล?
เปิดอ่าน 4,639 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

การให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.-กกต.-และอื่นๆ เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เพื่อหวังให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการเข้ามามีอำนาจและการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองแบบข้าราชการ อย่างมีอิสระปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือปลายกระบอกปืน

แต่น่าผิดหวังกับองค์อิสระ อย่างน้อยสององค์กร คือ ป.ป.ช. และ กกต.ที่มีพฤติกรรมเอนเอียงไปรับใช้อำนาจรัฐมากกว่าการยืนอยู่บนความถูกต้องตามเจตนารมณ์การมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.เสื่อมทรุดหนักหลังมีมติ 5:3 อุ้มบิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พ้นผิดกรณีใส่นาฬิกาหรู ถึง 22 เรือนมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท ด้วยเชื่อว่าเหตุที่บิ๊กป้อมไม่แจ้งนาฬิกาหรูในรายการทรัพย์สินเพราะนาฬิกานั่น เป็นของเพื่อน 5 คนที่ชูจั๊กแร้อุ้มบิ๊กป้อมคือ ปรีชา เลิศกมลมาศ – ณรงค์ รัฐอมฤต – วิทยา อาคมพิทักษ์ – สุรศักดิ์ ศิริวิเชียร และพลเอกบุณยวัจน์ เครือหงส์ ส่วนอีก 3 คนเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้บอกว่าบิ๊กป้อมผิดหรือไม่ แค่อยากให้ตรวจสอบข้อมูลต่อ คือ สุภา ปิยะจิตติ – สุวณา สุวรรณจูฑะ และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง

การมีเสียงป.ป.ช.อีก 3 ให้ตรวจสอบต่อนั้น ย่อมเห็นแล้วว่าข้อมูลหลักฐานยังไม่ครบ ตามข่าวภายในนาฬิกา 22 เรือนที่ร้องเรียน สามารถรู้ที่มาเพียง 10 เรือน ไฉนจึงรีบสรุป หรือเป็นเพราะกลัวอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยน เพราะการเลือกตั้งกำลังมา จึงปิดกรณีสอบสวนนี้ก่อน นี่คือคำถามที่ทุกคนสงสัยต่อการทำหน้าที่ของป.ป.ช.

ส่วน พล.ต.อ.วัชระพล ประสานราชกิจ ประธานป.ป.ช.ขอถอนตัวในการพิจารณากรณี เพราะถูกข้อกังขาว่า เป็นเลขาของ พลเอกประวิตร ก่อนจะลาออกมาเป็น ป.ป.ช. ด้วยเหตุดังนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาพรรคการเมือง องค์กรต่อต้านการทุจริต นักวิชาการ และนักร้องเรียนทั้งหลายจะร่วมสหบาทา ป.ป.ช.ชุดนี้และจะลากไปสู้การล่าชื่อเพื่อขอถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรืออาจจะมีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งหมดต่อไป

ส่วนกกต.นั้น ถูกตั้งข้อกังขาว่า ไม่เป็นกลาง เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของพรรครัฐบาลตั้งแต่การแบ่งเขตการเลือกตั้ง การจะไม่ใส่ชื่อและโลโก้พรรคการเมืองลงในบัตรเลือกตั้ง จนเกิดกระแสต่อต้านและล่าสุด มีท่าทีจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป 1 เดือน ซึ่งคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการเอื้อประโยชน์ให้กับฝั่งรัฐบาล

บทบาทกกต.เช่นนี้ จึงเป็นที่ตั้งข้อกังขาว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม หรือ การเลื่อนออกไปอีก 1 เดือนจะเป็นการเลือกตั้งที่ “โปร่งใสได้อย่างไร” และผลของการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาถึงความชอบธรรมของกรรมการ จะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร

ทั้งสององค์กรต้องทบทวนบทบาทที่กลายเป็นผู้สร้างวิกฤติการเมืองและความขัดแย้งในสังคมอีกครา ชื่อของกรรมการทั้งหมด จะถูกจารึกไว้ในฐานะผู้สร้างบาปให้กับแผ่นดิน ทำให้ประเทศเสื่อมทรุด แต่หากทำให้เป็นที่ยอมรับไม่สร้างวิกฤติซ้ำ ชื่อของพวกท่านจะถูกจารึกในฐานะผู้แก้วิกฤติชาติ เลือกเอาเองว่าจะเป็นคนบาปหรือคนกู้วิกฤติ

กว๊านระอุเดือด! “ธรรมนัส” ปักธงคว่ำ “อรุณี” สายตรงนายใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357625?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กว๊านระอุเดือด! “ธรรมนัส” ปักธงคว่ำ  “อรุณี” สายตรงนายใหญ่

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 10:55 น.
กว๊านระอุเดือด!  "ธรรมนัส" ปักธงคว่ำ   "อรุณี" สายตรงนายใหญ่
เปิดอ่าน 2,489 ครั้ง

 รู้ทั้งรู้ว่าการฝ่ากระแสทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่ง่าย แต่ผู้กองใจบุญก็เชื่อในการปักหลักสร้างฐานมา 4-5 ปี จะเปลี่ยนใจคนพะเยาได้!!

ตระกูล “ชำนาญยา” มาจากครอบครัวเกษตรกร ไม่เด่นดังเท่าตระกูลการเมือง “ตันบรรจง” แต่กระแสประชานิยมทักษิณอุ้ม “อรุณี ชำนาญยา” เป็น ส..พะเยา มา สมัยแล้ว สำหรับศึกเลือกตั้ง 2562 จะเป็นการสู้รบที่หนักและเหนื่อยที่สุดของเธอ เพราะคู่แข่งคือ “ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ผู้มากบารมีเมืองหลวง

เดิมพันแม่ทัพใหญ่

ก่อนวันสิ้นปี “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์ 17 จังหวัดภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ เปิดการแถลงข่าวแนะนำตัวผู้สมัคร ส..พะเยา ทั้ง เขต และ ส..ปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมกลุ่มคนผู้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ

เริ่มจากเขต 1 “ผู้กองธรรมนัส” เขต ธวัช สุทธวงค์ หรือ ส..อาง เจ้าของร้านทองใน อ.เชียงคำ จ.พะเยา และเขต จีรเดช ศรีวิราช นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองดอกคำใต้

..ธรรมนัส พรหมเผ่า

เดิมทีผู้กองธรรมนัส วางตัวน้องชาย “อัครา พรหมเผ่า” อดีตรองนายก อบจ.พะเยา ลงสมัคร ส..เขต แต่หลังจากมีการเช็กเรตติ้งในพื้นที่ ปรากฏว่า “อรุณี ชำนาญยา” เจ้าของพื้นที่ยังแข็งแรง ทำให้ผู้กองคนดังตัดสินใจลงสนามด้วยตัวเอง

พลันที่แม่ทัพพลังประชารัฐภาคเหนือประกาศศักดายึดพะเยา สนามเลือกตั้งเขต ประกอบด้วย อ.เมืองพะเยา และอ.แม่ใจ ก็ได้รับการจับตามองจากคนทั้งประเทศ

พรรคพลังประชารัฐคือทางเลือกใหม่ที่มุ่งเน้นจังหวัดพะเยาเป็นหลัก และสลายสีเสื้อ เพื่อให้ทุกคนหันมามองจังหวัดพะเยา และพัฒนาไปพร้อมๆ กัน” ธรรมนัสย้ำเจตนารมณ์เดิม

รู้ทั้งรู้ว่าการฝ่ากระแสทักษิณยิ่งลักษณ์ไม่ง่าย แต่ผู้กองใจบุญก็เชื่อในการปักหลักสร้างฐานมา 4-5 ปี จะเปลี่ยนใจคนพะเยาได้

พะเยา(อาจ)เปลี่ยน!

.พะเยา แยกจาก จ.เชียงราย เมื่อ 41 ปีที่แล้ว เป็นเมืองเกษตรกรรม ชาวพะเยาปลูกข้าวเป็นหลัก ยาสูบเป็นรอง แต่ “ยาสูบ” กลับสัมพันธ์กับการเมืองจนมีวลีที่ว่า “พะเยา..ใบยาเมืองนี้ สำคัญนักหนา”

ตระกูลการเมืองแห่งพะเยาคือ “ตันบรรจง” สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากโรงบ่มรวมเพียว อ.ปง โดย เพียว ตันบรรจง เป็นส..พะเยา พรรคประชาธิปัตย์ ปี 2519

เพียว” มีบุตรธิดา คน ลงเล่นการเมือง คนคือ วรภัส ธัญกมลภัทร หรือ พวงเล็ก ตันบรรจง อดีตรัฐมนตรีและส..พะเยา สมัย พรรคชาติไทยไพโรจน์ ตันบรรจง ส..พะเยา พรรคเพื่อไทย และไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา

พวงเล็ก ตันบรรจง หรือ พวงเล็ก บุญเชียง เป็น ส..พะเยา มายาวนาน และส่งต่อพี่ชายคนโตไพโรจน์ เป็นส..ปี 2539 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และนับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ตระกูลตันบรรจง ก็ต้องขึ้นรถไฟสายชินวัตรเข้าสภา เมื่อใบยาสิ้นมนต์ขลัง

การเลือกนายก อบจ.พะเยา ปี 2554 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในการเมืองท้องถิ่น ไพรัตน์ ตันบรรจง พ่ายแพ้แก่ “เสี่ยอี๊ด” วรวิทย์ บุรณศิริ หลังผูกขาดตำแหน่งนายก อบจ.พะเยา มาหลายสมัย

ผู้อยู่เบื้องหลังการหักโค่นตันบรรจงคือ ผู้กองธรรมมนัส ประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศลนายกสมาคมชาวพะเยานายกสมาคมกีฬาพะเยา และประธานสโมสรพะเยา เอฟซี

ปี 2556 ผู้กองธรรมนัส ส่งคนใกล้ชิด จุฬาสินี โรจนคุณกำจร เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพะเยา ตามเป้าหมายสร้างพะเยาให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าบุรีรัมย์โมเดล

หาก “พรหมเผ่าแฟมิลี่” ชนะเลือกตั้งส..จริง..แผ่นดินกว๊านพะเยา จะเปลี่ยนโฉมไปทางใด?

..หน่อง” ครองใจแดง

ย้อนไปตั้งแต่ “กองทัพคาราวานคนจน” เคลื่อนทัพมาปกป้องทักษิณ กระทั่งยุทธการแดงทั้งแผ่นดิน พะเยาจัดว่าเป็นฐานกำลังมวลชนคนรักตระกูลชินวัตรที่สำคัญในสายเหนือ

ผู้นำมวลชนที่นำกำลังเสื้อแดงเข้ากรุงประจำคือ อรุณี ชำนาญยา และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สองอดีต ส..พะเยา พรรคเพื่อไทย 

อรุณี ชำนาญยา

กล่าวสำหรับ “หน่อง” หรือ “อรุณี ชำนาญยา” เกิดในครอบครัวเกษตรกร หลังจบปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ที่บ้านเกิดบ้านร่องห้าป่าฉำฉา ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา

เลือกตั้ง 2544 “หน่อง” เกษตรกรรุ่นใหม่สวมเสื้อไทยรักไทย สายวังบัวบาน ลงสนามเขต พะเยา ด้วยกระแสประชานิยมแรงจัด จึงพัดพาเธอเข้าสภาแบบพลิกความคาดหมาย

ปี 2549 อรุณีพาชาวพะเยาหลายพันคนขับรถอีแต๋นเข้ากรุงเทพฯ เพื่อต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล และนั่นเป็นวีรกรรมห้าวๆ ทำให้สื่อมวลชนรู้จักเธอมากขึ้น

ช่วงว่างเว้นการเมือง อรุณีรับบทประธานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดพะเยา ทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านต่อเนื่อง จนถึงวันปลดล็อกการเมือง “ส..หน่อง” จึงเริ่มให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ล่าสุดในเพจ “อรุณี ชำนาญยา พรรคเพื่อไทย พะเยา เขต 1” อดีต ส..หญิงเมืองกว๊าน ได้โพสต์ภาษาคำเมืองว่า “เดือนกุมภาปี๋หน้าว่าอั้น บ่าเมินบ่านานปี้น้อง ขอหื้อหมู่เฮาจ๋วยกั๋นป่าวฮ้อง เลือก ส..หน่องเข้าไป ปั๋นหาปากต๊อง หน่องจ่วยแก้ไข เลือกนโยบายเพื่อไทยเต้าอั้น เพื่อไทยเต้าอั้น”

ทั้งนายใหญ่ นายหญิงวังบัวบาน ก็อยู่ต่างแดน..รอบนี้ อรุณีจะฝ่าพลังสีเขียวเข้าสภาไหวมั้ย?

3พรรคใหญ่ส่งทายาทชิงเก้าอี้เมืองเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

3พรรคใหญ่ส่งทายาทชิงเก้าอี้เมืองเลย

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:54 น.
3พรรคใหญ่ส่งทายาทชิงเก้าอี้เมืองเลย
เปิดอ่าน 1,387 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

ประเดิมศักราชใหม่รับปีหมูทอง จ.เลย พร้อมจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้ง 14 อำเภอ 3 เขต โดยจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคใหญ่ 3 พรรค พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และเพื่อไทย ส่งว่าที่ผู้สมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหน้าเก่าและแชมป์แต่ละเขต นักธุรกิจรุ่นใหม่และทายาทนักการเมืองทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น สืบทอดบรรพบุรุษ

ที่น่าจับตาเห็นจะเป็นเขต 2 อ.วังสะพุง เอราวัณ ภูหลวง หนองหิน ผาขาว และภูกระดึง เริ่มจาก เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.หลายสมัย พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เก่าเขต 3 ที่ทั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึง​รุ่งเรือง​กิจ เดินสายทาบทามด้วยตัวเอง และมาเที่ยวนี้ขอย้ายไปลงเขต 2 พรรคพลังประชารัฐ สลัดพื้นที่ ส.ส.เขต 3 สมัยที่แล้ว ที่เกือบสอบตกหวุดหวิด แต่ที่หนีมาลงเขต 2 ก็ยิ่งมั่นใจเพราะเป็นพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง และในฐานะประธานกลุ่มสตรีเลยยิ่งได้ใจกลุ่มแม่บ้านไปไม่น้อย  ผสมผสานกับบารมีของ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (สามี) ที่ฐานเสียงมั่นคง แน่น หนา ยาวนานและวางฐานเสียงมาตลอดเวลา ทำเอาฮึกเหิมไม่น้อย

ขณะที่คู่แข่งสำคัญ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ เด็กหนุ่มหน้าใหม่มาลงสมัครครั้งแรกไม่เคยผ่านสนามใดๆ มาก่อน ลงในนามพรรคเพื่อไทยสืบทอดเจตนารมณ์ของ ธนเทพ กับ นันทนา ทิมสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่อาจต้องเหนื่อยพอควร น้อยคนจะรู้จัก แต่ได้ฐานเสียงจากพ่อแม่ และอดีต ส.ส. ที่อยู่พรรคเพื่อไทย ที่มีอยู่ไม่น้อย และชาวบ้านที่ยังนิยมพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่เสื่อมคลายเช่นกัน

ช้างชนช้างเขต 2 เมืองเลยนั้น ขณะนี้แข่งกันแค่ 2 พรรค ใหม่แค่ในพื้นที่แต่แบ็กของทั้งคู่ในพื้นที่แล้วไม่ธรรมดา อยู่ที่ใครสายป่านจะยาวกว่ากัน เขตนี้มีพลิก ส่วนพรรคภูมิใจไทย ยังไม่นิ่งกับตัวผู้จะลงสมัคร ยังมีเวลาหาตัวสอดแทรก…แต่ใจต้องถึงๆ หน่อย

หาเสียงบนสื่อออนไลน์ ได้(ไม่)คุ้มเสีย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หาเสียงบนสื่อออนไลน์ ได้(ไม่)คุ้มเสีย?

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:46 น.
หาเสียงบนสื่อออนไลน์ ได้(ไม่)คุ้มเสีย?
เปิดอ่าน 300 ครั้ง

รายงาน…

การหาเสียงผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการด้วยภาษากฎหมายว่า “หาเสียงผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์” ซึ่ง กกต.อนุญาตอย่างเป็นทางการ พร้อมวางหลักเกณฑ์รองรับเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งหนนี้ น่าเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน และมีอิทธิพลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัคร รวมถึงพรรคการเมืองมากพอสมควรทีเดียว

เพราะคนไทยว่างเว้นจากการเลือกตั้งมาหลายปี ประกอบกับคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตง่ายขึ้น และใช้เวลาอยู่กับอินเทอร์เน็ตสูงมากต่อวัน
ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 พบว่าคนไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตถึงวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที และสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ จึงคาดการณ์ได้ว่าสื่อทั้งสามประเภทนี้น่าจะเป็นสื่อที่นักการเมืองจะนำไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม “พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร” ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร เตือนว่า สื่อสังคมออนไลน์รวมทั้งเทคโนโลยีทั้งหลายล้วนมีด้านบวกและด้านลบอยู่คู่กันเสมอ หากนำไปใช้อย่างไม่ถูกที่ถูกทาง อาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน รวมทั้งตัวเองก็อาจจะตกเป็นผู้ต้องหาหรืออาจตกเป็นจำเลยของสังคมก็เป็นได้ โดยปรากฏการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็เช่น

– การสาดโคลนคู่ต่อสู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งการโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เรียกกันว่า “ดิจิทัลดราม่า” และอาจขยายขอบเขตออกไปจนกลายเป็นข้อขัดแย้งในโลกแห่งความจริงได้

– มีความเป็นไปได้ในการใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการเผยแพร่ข่าวเท็จหรือบิดเบือนข้อมูล (Malicious bots)

– การสร้างกระแสความนิยมในพรรคหรือสนับสนุนตัวบุคคลอย่างสุดโต่ง อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ห้องเสียงสะท้อน” หรือ Echo chamber ในโลกออนไลน์ ซึ่งหมายความว่าคนกลุ่มหนึ่งเชื่อในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ปฏิเสธความเห็นที่แตกต่าง แม้ว่าความเชื่อนั้นอาจไม่ใช่ความจริงก็ตาม ทำให้ความเชื่อเหล่านั้นวนไปมาเฉพาะในกลุ่มของตัวเอง

– เหตุการณ์ทางลบที่เกิดจากการหาเสียงบนโลกออนไลน์ต้องใช้เวลาในการแก้ข่าว รวมทั้งต้องใช้ทีมงานจำนวนหนึ่งในการตรวจสอบข่าวเท็จ

– อาจมีการเกิดคดีความจากการฟ้องร้องหมิ่นประมาท หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เกิดตามมาจำนวมาก ซึ่ง กกต.ต้องมีบทบาทในการตรวจสอบที่เข้มข้นและทันต่อเหตุการณ์

พันธ์ศักดิ์ บอกอีกว่า แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็นับว่านานพอสมควร และยังได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมไทย แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียงยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยและนักการเมืองต้องเรียนรู้เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่คนไทยอยากเห็น อย่างน้อยสุดในเรื่องต่อไปนี้

– เกิดการเรียนรู้และยกระดับมาตรฐานของการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยีในการหาเสียง ซึ่งอาจส่งผลไปถึงการยกระดับกฎ กติกา มารยาท ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยทั่วไปด้วย

– พรรคการเมืองได้เรียนรู้และปรับตัวต่อท่าทีของประชาชนที่สะท้อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

– เป็นกรณีศึกษาจากการนำข้อมูลขนาดใหญ่จากสื่อสังคมออนไลน์ไปใช้วิเคราะห์ ที่เรียกว่า Big data analytics เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการเข้าหากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือแม้แต่รัฐบาล

– เป็นกรณีศึกษาถึงจุดเด่นและข้อด้อยของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

พันธ์ศักดิ์ บอกด้วยว่า นอกจากการหาเสียงรูปแบบใหม่แล้ว การใช้สื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งแต่เดิมเคยเน้นแต่นโยบาย และคุณสมบัติของบุคคล ยกระดับไปสู่การแข่งขันในเชิงการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) เพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งหลายประเทศทำสำเร็จมาแล้ว

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้แม้ว่าจะมีนักการเมืองรุ่นใหม่เสนอตัวเข้ามาเพื่อทำงานให้แก่ประเทศชาติจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังมีนักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยที่ยังสลัดพฤติกรรมในอดีตออกไม่หมด และอาศัยความมีชื่อเสียงของตัวเองขับเคี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีเรียกคะแนนนิยมแบบเดิมๆ โดยเฉพาะการใส่ร้ายป้ายสีและสาดโคลน

เชื่อได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่อยากเห็นการหาเสียงเลือกตั้งที่สร้างสรรค์ และใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือให้ได้ประโยชน์สูงสุด มากกว่าใช้เป็นช่องทางในการเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เหมือนที่เคยกระทำกันมาในอดีต !

“คุ้มครองผู้บริโภค”…ซื้อใจโหวตพรรคการเมือง 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“คุ้มครองผู้บริโภค”…ซื้อใจโหวตพรรคการเมือง 2562

วันที่ 3 มกราคม 2562 – 08:43 น.
"คุ้มครองผู้บริโภค"...ซื้อใจโหวตพรรคการเมือง 2562
เปิดอ่าน 1,195 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลังจากรัฐบาล คสช. ใช้ ม.44 ปลดล็อกเปิดทางให้พรรคการเมือง “หาเสียง” ได้ ห้วงเวลานี้นักการเมืองทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่หน้าใหม่และหน้าเก่า ต้องเร่งมองหานโยบายโดนใจประชาชนคนมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคมไทย หนึ่งในนั้นได้แก่การแก้ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคเกือบ 70 ล้านคน…

เช่น ปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ยาราคาแพง รถยนต์ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าชำรุดบกพร่อง สินค้าราคาแพง ธุรกิจผูกขาดเอาเปรียบผู้บริโภค รถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย หนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยสินเชื่อแพง เก็บค่าบริการมือถือเกินจริง ค่าธุรกรรมธนาคาร ฯลฯ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องส่วนบุคคล แต่ถ้าเอามารวมๆ กัน กลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย นั่นคือ การขาดระบบคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในประเทศไทย

ปัจจุบันมีกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอและเครือข่ายประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 200 องค์กรทั่วประเทศไทย พวกเขากำลังรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้จัดตั้งหน่วยงานอิสระระดับชาติทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเหมือนดั่งประเทศอื่นๆ ที่มีการพัฒนาระบบและกฎหมายเกี่ยวกับผู้บริโภคนี้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคใหญ่ๆ ทั่วโลก

แต่ในประเทศไทยนั้น หากย้อนดูนโยบายพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังเน้นหาเสียงเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหรือการบริการสาธารณสุข

เช่น พรรคเพื่อไทย มักเน้นหาเสียงเรื่องโครงการสนับสนุนสาธารณสุขมูลฐานในชนบท สถาบันครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุข การป้องกันโรค เฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ฯลฯ

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นด้านขยายสิทธิประกันสังคม เงินชดเชยเมื่อเจ็บป่วยและชราภาพ หรือเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ปรับปรุงระบบสวัสดิการข้าราชการ ลดค่ารักษาพยาบาล พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน หรือสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน ฯลฯ

สำหรับพรรคเล็กมักเน้นหาเสียงเรื่องการรักษาพยาบาล สุขภาพอนามัยชาวบ้าน เป็นนโยบายหาเสียงที่คล้ายๆ กัน เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา มีโครงการกระจายอำนาจให้บริการสาธารณสุขในชนบทห่างไกล การกวดขันมาตรการคุ้มครองชาวบ้านให้ปลอดภัยจากการบริโภคอาหารและยา ปัญหายาเสพติด สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน ฯลฯ

ในวันนี้ การหาเสียงเป็นโครงการย่อยๆ เพื่อคนป่วย คนจน คนถูกละเมิดสิทธิต่างๆ อาจต้องปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายที่เป็นภาพรวมมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคระดับชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนในประเทศไทยพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งองค์กรลักษณะนี้มานานหลายสิบปีแล้ว แต่นักการเมืองรุ่นเก่าๆ ยังไม่เห็นความสำคัญมากนัก

ย้อนไปสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้จัดตั้ง “องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” ที่ปราศจากผลประโยชน์ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายการเมืองหรือหน่วยงานราชการ แต่ก็เป็นแค่เพียงตัวอักษรในรัฐธรรมนูญเท่านั้น พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลไม่ได้สนใจจริงจัง หรือนำมาเร่งทำเป็นกฎหมายลูกเท่าไรนัก จวบจนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2550 เนื้อหาในนั้นก็กำหนดไว้เช่นเดิมอีกว่า ต้องจัดให้มีองค์การเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดการแก้ปัญหาการละเมิดหรือเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมระบุด้วยว่าให้รัฐมีหน้าที่ในการจัดหาและสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระนี้

ระหว่างนั้น เครือข่ายผู้บริโภคภาคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉย มีความพยายามในการช่วยกันลงชื่อกว่าหมื่นคนเพื่อเรียกร้องให้มีร่างกฎหมายภาคประชาชนที่มีชื่อเรียกว่า “พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” หรือ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ มีหลักการทำงานคล้ายกับ คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรอิสระทำงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคเป็นหลัก โดยเสนอไปที่รัฐสภา แต่ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนก็ถูกเพิกเฉยอีกเช่นกัน อาจเป็นด้วยพรรคการเมืองในสมัยนั้นส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ปีกแห่งอำนาจของเหล่าเจ้าสัว ที่เป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งอาจตกเป็นคู่กรณีกับผู้บริโภคนั่นเอง

ร่างกฎหมายนี้เงียบหายไปหลายปีเพราะมรสุมการเมืองเสื้อเหลืองเสื้อแดง จนกระทั่งช่วงต้นปี 2558 ในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีตัวแทนภาคประชาชนและแกนนำเอ็นจีโอนำร่างกฎหมายนี้มาปัดฝุ่นเข้าเสนอที่ประชุมอีกครั้ง และช่วยกันรณรงค์ให้เห็นความสำคัญจนสมาชิก สปช.สมัยนั้น เริ่มเข้าใจและให้ความสำคัญเพราะรู้ดีว่าเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วย “คุ้มครองผู้บริโภค” และจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการช่วยลดปัญหาขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติกระทบกับคนไทยทุกคนหลายเรื่อง เช่น บริษัทมือถือ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ที่ได้รับสัมปทานแอบคิดค่าบริการโทรศัพท์อย่างไม่เป็นธรรม หรือธนาคารที่ร่วมมือกันคิดค่าบริการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเกินจริง การขายสารเคมีพิษร้ายให้เกษตรกร ฯลฯ

การต่อสู้ครั้งนั้นเกือบประสบความสำเร็จอย่างดี เนื่องจากสมาชิก สปช.กว่า 200 คนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการอภิปรายแสดงความเห็นสนับสนุนอย่างกว้างขวางก่อนลงมติให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค” ไปยกร่างเพื่อจัดตั้งเป็นองค์การอิสระฯ แต่สุดท้ายก็เงียบหายไปอีก…

ล่าสุด รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดในมาตรา 46 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง…บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค…โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ”

ภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. แม้ไม่ได้คัดค้านแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคมากนัก เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องลงพื้นที่หาเสียงกับชาวบ้าน หรือต้องการเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ปัญหาของผู้บริโภคจึงไม่ใช่วาระเร่งด่วน ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ท้ายๆ มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง ในที่สุดวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาในชื่อ “ร่างพ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค”

สาระสำคัญในร่างกฎหมายนี้คือ การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ เป็นนิติบุคคลมีความเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจกำกับดูแลจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ และกำหนดให้มีตัวแทนจากทุกองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชนเข้ามาเป็นกรรมการ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคในการประสานนโยบายและดำเนินงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ในด้านสำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงินและการธนาคารด้านการขนส่งและยานพาหนะ ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ด้านอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ด้านบริการสุขภาพ ด้านสินค้าและบริการทั่วไป ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ด้านบริการสาธารณะ โดยเฉพาะการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภคในคดีฟ้องร้องต่างๆ

“พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการร่างกฎหมายจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติแล้ว เพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และกำหนดให้รัฐจัดเงินสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนรายละเอียดคงต้องรอกันต่อไปว่าจะออกเป็นกฎหมายบังคับใช้เมื่อไร

ร่างกฎหมายของ คสช. กลายเป็นระเบิดลูกใหม่ เพราะมีการหมกเม็ดหรือดัดแปลงจากร่างกฎหมายของภาคประชาชนในหลักการสำคัญหลายประการ…

“สารี อ๋องสมหวัง” ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ยอมรับว่าร่างกฎหมายฉบับของ “ภาครัฐ” นั้น มีความแตกต่างจากของ “ภาคประชาชน” เพราะไปเน้นให้จัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคในด้านต่างๆ ได้ด้วย ไม่ได้เป็นคณะกรรมการชุดเดียวอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพตามที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ยังไม่มีที่มาของงบประมาณในการทำงานที่ชัดเจน มีเพียงกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นทุนประเดิมเบื้องต้น อย่างน้อย 350 ล้านบาท

“ส่วนตัวแล้วพวกเราอยากให้มีกรรมการชุดใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน อาจต้องรอหลังเลือกตั้งว่ารัฐบาลที่มาจากใหม่จะมีแนวคิดอย่างไร เพราะสภาองค์กรผู้บริโภคมีหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิ ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ และผู้บริโภคมากขึ้น จึงควรเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระช่วยให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง” สารี กล่าวแสดงความเห็น แน่นอนว่า การจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติคงไม่อาจสำเร็จได้ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 อย่างแน่นอน ดังนั้น พรรคการเมืองใดที่สนใจ อาจนำไปเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อดึงการสนับสนุนจากเครือข่ายภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ

“รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์” นักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านคุ้มครองผู้บริโภคในระดับประเทศไทยและระดับกลุ่มประเทศอาเซียน กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองไทยจะนำเรื่องผู้บริโภคมาเป็นนโยบายหาเสียงระดับชาติ เนื่องจากปัญหาการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ มีมากขึ้น คนไทยเริ่มมีความรู้เท่าทันมีการส่งต่อข่าวสารกันง่ายขึ้นแต่อุปสรรคคือไม่มีตัวแทนไปช่วยฟ้องร้องหรือสู้คดีในศาล

“ในต่างประเทศประชาชนของเขาให้ความสำคัญกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมาก เพราะเป็นตัวแทนประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม คนธรรมดาทั่วไปคงไม่สามารถไปต่อสู้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่ขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานสินค้าหลอกลวง สินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม หรือการให้บริการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ที่ผ่านมาคนไทยถูกหลอกหรือเสียหายก็ได้แต่จำยอม เพราะไม่อยากเป็นเรื่องเป็นราวมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล พวกผู้ประกอบการนักธุรกิจเลยสบาย ละเมิดสิทธิผู้บริโภคได้เต็มที่ เช่น กฎหมายห้ามนำเข้าสารเคมีเกษตรอันตราย แต่ก็มีคนสั่งเอาเข้ามาขายเต็มร้านค้าไปหมด เพราะไม่มีใครเป็นตัวแทนผู้บริโภคไปจัดการหรือไปเฝ้าระวังปัญหาพวกนี้”

ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคข้างต้นกล่าวแนะนำต่อว่า พรรคการเมืองที่อยากหาเสียงโดยการชูนโยบายสนับสนุนให้มีคณะกรรมการอิสระคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ส่วนตัวแล้วอยากให้เน้นชัดเจนไปเลยว่า ต้องมี 3 เงื่อนไขด้วยกัน คือ 1.ต้องเป็นอิสระทางการเงิน หมายความว่าคณะกรรมการฯ ควรมีงบประมาณเป็นของตนเอง เช่น คำนวณจากหัวประชากรคนละ 5 บาท จะได้ประมาณปีละ 350 ล้านบาท การอุดหนุน “แบบรายหัวประชากร” เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีงบเพียงพอในการทำงานเพื่อการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคไม่ควรให้ฝ่ายรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพราะจะเกิดความไม่แน่นอนผันแปรไปตามเงื่อนไขต่างๆ

2.ต้องเป็นอิสระในการบริหารจัดการ หมายความว่า เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ ไม่ใช่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และ 3.ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายธุรกิจและฝ่ายการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายนักธุรกิจมักเข้ามาขอมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและการแสวงหาหรือต่อรองผลประโยชน์บางอย่าง โดยไม่ได้คำนึงถึงการทำเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

สรุปได้ว่า พรรคการเมืองไหนอยากชนะใจผู้บริโภค คงต้องเร่งหานโยบายหาเสียงที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ทำอย่างไรให้ป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง หรือไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่

  สถิติผู้บริโภคร้องเรียน2561
5 พฤศจิกายน 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) เปิดเผยสถิติเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2561 ได้ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน จำนวน 3,245 เรื่อง

– อันดับ 1 “อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ” เป็นเรื่องร้องเรียนมากที่สุดจำนวน 1,335 ราย คิดเป็นร้อยละ 41 เช่น เครื่องสำอางไม่ปลอดภัย อาหารไม่บริสุทธิ์ การขายยาโดยไม่มีเภสัชกร ฯลฯ

– อันดับ 2 “บริการสาธารณะ” ร้องเรียน 529 ราย (ร้อยละ 16.30) เช่น รถทัวร์ รถรับส่งนักเรียน รถตู้ รถเมล์ รถโดยสารระหว่างจังหวัด ฯลฯ

– อันดับ 3 “บริการสุขภาพและสาธารณสุข” ร้องเรียน 460 ราย (ร้อยละ 14.18)

เช่น การปรึกษา เรื่องการย้ายสิทธิบัตรทอง สิทธิประโยชน์ต่างๆ