ล้านนาไฟต์ “จงสุทธานามณี” ขอล้างตา “แก้วมีชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้านนาไฟต์ “จงสุทธานามณี” ขอล้างตา “แก้วมีชัย”

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 08:53 น.
จงสุทธานามณี,แก้วมีชัย,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 5,183 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

สมรภูมิเลือกตั้งเชียงราย เริ่มมีการเคลื่อนไหวของนักการเมืองหลายพรรค และที่คอการเมืองสนใจคือ เขต 1 เชียงราย อันจะเป็นการทำศึกล้างตาระหว่างตระกูลดังกับแชมป์เก่าค่ายเพื่อไทย

ย้อนไปเลือกตั้ง 2554 สนามเขต 1 อ.เมืองเชียงราย (ยกเว้น ต.ท่าสาย ต.สันทราย ต.ป่าอ้อดอนชัย ต.ห้วยสัก และต.ดอยลาน) คู่เอกคือ “สามารถ แก้วมีชัย” อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เอาชนะ “วันชัย จงสุทธานามณี” พรรคภูมิใจไทย

แม้จะพ่ายแพ้ แต่วันชัย มีคะแนนตุนอยู่ 30,432 คะแนน ฉะนั้น ปีถัดมามีการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ปรากฏว่า วันชัยเอาชนะวิทยา ตันติภูวนารถ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายรักประชาธิปไตย ในเครือข่ายของสามารถ แก้วมีชัย ได้สำเร็จ

เลือกตั้ง 2562 เหมือนศึกล้างตาอีกรอบ เมื่อ “รัตนา จงสุทธานามณี” ภรรยาของวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเขต 1 พบกับแชมป์เก่า “อ้ายมาด” สามารถ แก้วมีชัย

ปลายปีที่แล้ว “รัตนา” ได้ขึ้นป้ายในหลายจุด เน้นข้อความพร้อมภาพ “ไม่ว่าคุณจะเป็นสีไหน …ดิฉันเชื่อว่าหัวใจคุณคือ สีเชียงราย สีแห่งความหวัง และความสมานฉันท์” พร้อมลงรูปภาพประกอบป้าย

“รัตนา” เริ่มทำงานในตำแหน่งเทศมนตรีฝ่ายการศึกษา เทศบาลเมืองเชียงราย หลังจากนั้นได้เป็น ส.ส.เชียงราย 2 สมัย เมื่อกระแสทักษิณยึดครองเชียงราย เธอหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็นนายก อบจ.เชียงราย ก่อนจะพ่ายให้ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ในสมัยต่อมา

ช่วงว่างเว้นทางการเมือง รัตนามีตำแหน่งที่ปรึกษาเทศบาลนครเชียงราย และเป็นที่ปรึกษาในการจัดงานกิจกรรมด้านต่างๆ ของเทศบาลนครเชียงราย เพื่อปูทางสู่สนามเลือกตั้ง

ฐานเสียงของรัตนานั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ในเขต อ.เมือง และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของสามี “วันชัย”

ส่วน “สามารถ แก้วมีชัย” เคยทำงานที่การเคหะแห่งชาติ ก่อนจะลาออกไปเป็นนักธุรกิจก่อนจะเข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่น และเข้าสังกัดกลุ่มยงยุทธ ติยะไพรัช จนได้เป็น ส.ส.เชียงราย สมัยแรกในสีเสื้อไทยรักไทย

“อ้ายมาด” ของชาวเชียงราย ไม่เคยทิ้งทักษิณ และยืนหยัดอยู่ในพรรคเครือข่ายชินวัตรมาอีก 3 สมัย และเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯ แต่วาสนายังไม่ถึงรัฐมนตรี

ศึกเลือกตั้งหนนี้ ไม่ง่ายสำหรับ “อ้ายมาด” เพราะคู่แข่งสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และได้น้ำเลี้ยงดี ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องแตกตัวออกไปเป็นพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ

ขนาด “อ้ายยุทธ” ยังชิ่ง… “อ้ายมาด” จะสู้ไหวมั้ย…เพราะรัตนาเที่ยวนี้ทำการบ้านมาดีเหลือเกิน !

เอาทักษิณกลับบ้าน. ทษช.ไม่พูดเยอะ “เจ็บคอ”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357959?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาทักษิณกลับบ้าน. ทษช.ไม่พูดเยอะ “เจ็บคอ”!

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 08:12 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 9,438 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก 

ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งชัดว่าภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งในการก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) คือการพา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนักโทษหนีคดี กลับบ้าน จะเห็นได้ชัดช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ในระหว่างการเปิดศูนย์ประสานงานพรรค ทษช. ที่ทั้งหัวหน้าพรรคอย่าง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และประธานยุทธศาสตร์พรรค จาตุรนต์ ฉายแสง ไปเปิดงาน ก็จะมีมวลชนจัดตั้งชูป้ายเรียกร้องให้เอา ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน

จึงต้องย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมือง พบว่าวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนหรือใช้พรรคการเมืองเป็นกลไกการเคลื่อนไหว หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาไมว่าการเกิดขึ้นของพรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย ความสำคัญยิ่งยวดของภารกิจคือ “เอาทักษิณ กลับบ้าน”

ทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศ ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไปปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมสหประชาชาติ (UN) จนกระทั่งรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร ก็เร่ร่อนอยู่ต่างแดน และชักใยอยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคพลังประชาชน และผลักดัน สมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทักษิณ ชินวัตร ก็กลับมาพร้อมปฏิบัติการ “กราบแผ่นดิน” เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551 และหนีออกจากประเทศไทยอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีการประมูลซื้อที่ดินกองทุนพื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยมิชอบ

หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบในข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังคงบงการในการก่อตั้งพรรคเพื่อไทย และผลักดัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้นก็ผลักดันให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในขณะนั้น เรียกว่า “พ.ร.บ.สุดซอย” โดยหวังใช้กฎหมายนี้ยกเว้นความผิดทั้งมวลของ ทักษิณ ชินวัตร เพื่อจะให้กลับประเทศได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดีหรือเข้าคุก

จึงพอสรุปได้ว่าแรงจูงใจของทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองจนก่อวิกฤติขึ้นหลายครั้งหลายครา คือกลไกเพื่อเป็น “กุญแจ” เปิดประตูให้ตัวเอง “กลับบ้าน” ดังป้ายที่ชูกันในกองเชียร์พรรคไทยรักษาชาติ “เอาทักษิณกลับบ้าน”

คำถามมีอยู่ว่า ที่หนีคดีไปอายุความหมดแล้วตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2561 ทำไม ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่กล้ากลับบ้าน เพราะกลับมาก็ไม่ต้องติดคุกในคดีที่ดินถนนรัชดาภิเษกที่ถูกคำพิพากษาจำคุก 2 ปีแล้ว เพราะหนีจนหมดอายุความแล้ว

คำตอบคือ มีหมายจับอีก 4 คดี รอศาลพิพากษาอยู่ หากกลับมาก็คงไม่แน่ใจว่าจะ “รอด” หรือต้อง “หนี” อีกหรือไม่

4 คดีที่ยังคงมีหมายจับค้างอยู่ของทักษิณ ชินวัตร คือ 1.คดีเอ็กซิมแบงก์ 4 พันล้านบาท ที่ ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อหาว่าอยู่เบื้องหลังการให้รัฐบาลพม่ากู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาซื้ออุปกรณ์จากบริษัทโทรคมนาคมของตัวเอง 2.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว(หวยบนดิน) 3.คดีแปลงสัมปทานมือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต แทนค่าสัมปทาน 4.คดีอยู่เบื้องหลังธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กลุ่มกฤษดามหานคร กว่า 8,000 ล้านบาท

เมื่อมีหมายจับรออยู่ 4 คดี แม้อยากกลับบ้านแค่ไหน คน “กลัวคุก” อย่างทักษิณ ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง เลือกที่จะใช้การเลือกตั้งเพื่อหวังยึดอำนาจรัฐ และเอากลไกแห่งรัฐแก้ไขปัญหาให้ตัวเองและอาจรวมถึงน้องสาว (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) กลับบ้าน

นี่คือภารกิจหลักที่พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคในเครือข่าย ทักษิณ ชินวัตร ตั้งใจทำ ชนิด “ไม่พูดมาก…เจ็บคอ!”

‘TACTICS Connect’ ผู้ช่วยด้านความปลอดภัยประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘TACTICS Connect’ ผู้ช่วยด้านความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 00:00 น.
TACTICS Connect,สายตรวจระวังภัย,อาชญากรรมไซเบอร์,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… กรกมล อักษรเดช

ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีพัฒนาการขึ้นทุกปี อีกทั้งประชาชนก็หันมาใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้นและแพร่หลาย ฉะนั้นการให้บริการหรือดูแลประชาชนของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่อาจย่ำอยู่กับที่ ต้องยกระดับพัฒนาการปฏิบัติงานให้ทันยุคสมัยไม่ตกเทรนด์ เพื่อจะได้เข้าถึงประชาชนและการบริการที่สะดวกรวดเร็วให้สมกับยุคดิจิทัล หนำซ้ำอาชญากรรมก็พัฒนาการตามเทคโนโลยี จึงทำให้เกิด “อาชญากรรมไซเบอร์” ขึ้นมากมาย ฉะนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ก็ต้องมี “ตำรวจไซเบอร์” ไว้ดูแลความปลอดภัยประชาชนด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ราวปี 2560 ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ชวนประชาชนให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “โปลิศ ไอ เลิร์ต ยู (Police i Lert U)” ติดตัวไว้ใช้เมื่อมีภัย เพราะสามารถแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย หรือพบเบาะแสคนร้ายผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถมาถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการโทรแจ้งผ่าน สายด่วน 191 ที่มีปัญหาการรับเรื่องล่าช้าไม่ทันการณ์ แถมยังมีการโทรเล่นหรือก่อกวน จนตัดโอกาสขอความช่วยเหลือเมื่อประสบภัย การใช้งานถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังต้องมีการพัฒนาต่อ

ล่าสุดเพื่อต้อนรับศักราชใหม่ปี 2562 นายตำรวจคนดังอย่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร. (TACTICS) พร้อมด้วย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. และ พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผบก.ทท.1 ร่วมกันเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “TACTICS Connect” เพื่อใช้เป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของประชาชนผ่านสมาร์ทโฟน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า ศปอส.ตร.มีภารกิจหลักในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการกระทำความผิดทางอาญา การฉ้อโกงหลอกลวงลงทุนต่างๆ ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนชาวไทยในยุคดิจิทัล จึงได้คิดค้นสร้างสรรค์และพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น “TACTICS Connect” สำหรับเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้พี่น้องประชาชนได้เข้ามาร้องทุกข์ ร้องเรียน แจ้งเหตุได้โดยตรงแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยแอพนี้จะสร้างความสะดวกสบายให้พี่น้องประชาชนในการร้องทุกข์ ร้องเรียนผ่านแอพ เป็นการลดขั้นตอนการทำงาน มีความรวดเร็วและปลอดภัย

“นอกจากนี้แอพดังกล่าวยังมีระบบติดตามและแจ้งเตือน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถติดตามเรื่องที่ร้องทุกข์ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือโทรศัพท์สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งสามารถให้คำปรึกษาหรือให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศปอส.ตร. ให้พี่น้องประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันภายในแอพยังมีศูนย์รวมเบอร์โทรฉุกเฉินของทุกหน่วยงาน สามารถค้นหาเบอร์โทรเพื่อโทรออกได้ทันที รวมถึงค้นหาตำแหน่งของสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ตัวท่านและนำทางให้ท่านไปยังสถานีตำรวจที่ท่านต้องการ” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อธิบายเสริม

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกด้วยว่า “TACTICS Connect” ยังจะเป็นช่องทางให้พี่น้องประชาชนติดตามผลการปฏิบัติงานของศปอส.ตร. ข่าวสารต่างๆ ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ พร้อมฟังก์ชันการทำงานอีกหลากหลาย เปรียบเสมือนผู้ช่วยด้านความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ “TACTICS Connect” แอพพลิเคชั่นรับเรื่องราวร้องทุกข์ แจ้งเหตุเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงที่ว่านี้ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา เสมือนหนึ่งเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกคนในยุคดิจิทัล ให้มีผู้ช่วยด้านความปลอดภัยติดตัวไปในทุกที่..!!

ความลับ “ปาบึก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความลับ “ปาบึก”

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:54 น.
ปลาบึก,ปาบึก,พายุโซนร้อน,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,673 ครั้ง

พายุ “ปาบึก” ปลุกภาพจำที่ไม่อยากจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะชาวใต้ เผชิญมหาวาตภัยมาหลายหน ความรุนแรง ความสูญเสีย ไม่มีใครอยากเห็น

แต่หลายคนยังกังขาเรื่องชื่อพายุ พลันสืบค้นจาก “บอร์ดพายุไต้ฝุ่น” จึงรู้ที่มาของ “ปาบึก”?

ขณะที่ “พายุปาบึก” ขึ้นฝั่งอาละวาดที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แม้จะลดกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน จากที่หวั่นเกรงกันว่าจะรุนแรงเป็น “ไต้ฝุ่น” ที่ไม่ต่างจากพายุเกย์ในอดีต แต่ทั้งลมฝนก็กระหน่ำรุนแรงทำเอาคนไทยอกสั่นขวัญผวาไปทั้งประเทศ

อย่างไรก็ดีพายุวนมาทีไรก็ให้สงสัยถึงชื่อเสียงของมันทุกทีว่าทำไมถึงชื่อนั้น ชื่อนี้ แต่ละชื่อก็สุดจะบรรยาย

และงวดนี้กับชื่อ “ปาบึก” ก็ทำให้คนไทยเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกว่าใครหนอช่างตั้ง?

     กำเนิดเกิดนาม

ถามว่าอะไรคือ “หลักเกณฑ์” ในการตั้งชื่อพายุ ตอบเลยว่าไม่มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัวมากนัก เพราะอย่างพายุทุเรียน ก็ไม่ได้หมายความว่า รูปร่างของพายุลูกนั้นจะเหมือนทุกเรียนที่ตรงไหน

แต่ที่มาที่ไปของการตั้งชื่อหากเป็นในยุคปัจจุบันหลักๆ คงเป็นเรื่องของ “ความเสมอภาค” หากแต่ในอดีตกลับมีเรื่องเล่าถึงการตั้งชื่อที่สนุกสนานกว่านี้มาก

เล่ากันว่าการตั้งชื่อพายุนั้นมาบรรดานักเดินเรือ ที่เวลาออกทะเลไปนานๆ ก็มักจะคิดถึงลูกเมียที่บ้าน พอเจอพายุลูกไหนเข้ามาก็มีการตั้งชื่อเรียกตามชื่อภรรยา หรือลูกของตนเอง

ขณะที่บางแหล่งก็ว่ากันว่า ที่ต้องตั้งชื่อผู้หญิงก็เพื่อฟังแล้วจะรู้สึกอ่อนโยนอ่อนหวาน ทำให้ดูรุนแรงน้อยลง

สวนทางกับบางแหล่งที่ว่าการตั้งชื่อแม่นางคนนั้นคนนี้จะช่วยทำให้นึกออกว่าพายุลูกนี้มีระดับความรุนแรงขนาดไหน

จนมาถึงยุคต่อมา แนวคิดการตั้งชื่อพายุถูกจัดระเบียบมากขึ้น หนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่กำหนดแนวทางการตั้งชื่อพายุด้วยชื่อเฉพาะก็คือ “คลีเมนต์ ลินด์ลีย์ แรกกี” นักอุตุนิยมวิทยา

ชายผู้นี้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง “สมาคมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย” มีผลงานจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักอุตุนิยมวิทยาประจำรัฐควีนส์แลนด์

ต่อมาเขาก็เกิดแนวคิดที่จะให้มีการตั้งชื่อพายุด้วยชื่อเฉพาะ โดยครั้งแรกเขามีความคิดจะตั้งตามตัวอักษรกรีก แต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อตามเทวปกรณ์ของชาวโพลีนีเซีย

ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อผู้หญิงที่ให้ความอ่อนโยน และชื่อนักการเมืองที่เขาเปรียบเทียบว่านักการเมืองนำหายนะมาสู่ประเทศไม่ต่างจากพายุร้าย

แต่หลังจากแรกกีเกษียณอายุ แนวคิดนี้ก็เงียบหายไปนานกว่า 60 ปี จนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พี่กันก็โผล่มาเสียบ

โดยนักอุตุนิยมวิทยาในกองทัพอเมริกัน ได้รื้อฟื้นการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนขึ้นมาอีกครั้งด้วยชื่อสตรีตามอย่างอดีต แต่พอหลังสงครามสงบวิธีการตั้งชื่อได้เปลี่ยนไปเรียงตามลำดับตัวอักษร

ที่สุดเมื่อโลกผ่านยุคสมัยมาการตั้งชื่อพายุก็กลายเป็นหน้าที่ของ “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก” แต่ช่วงแรกชื่อพายุก็ยังออกแนวฝรั่งจ๋าไปเสียหมด!

อย่างพายุเกย์ที่เคยขึ้นฝั่งที่ภาคใต้ของไทยเราช่วงปี 2532 ก็มีชื่ออยูในชุดนี้ หากที่จริงแล้วบนโลกใบนี้ยังมีพายุชื่อต่างๆ อยู่อีกมาก เรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่

    ปาบึกคึกคะนอง

กลับมาที่โซนบ้านเรา หรือโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบน และทะเลจีนใต้

ราวปี 2543 สมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก 14 ประเทศ ได้มีข้อตกลงระหว่างประเทศให้ตั้งชื่อพายุแบบใหม่ขึ้นมา

ที่สุดสมาชิกอันมี ไทย กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ-ใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ไมโครนีเซีย (รัฐอิสระอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือหมู่เกาะอินโดนีเซีย) ฟิลิปปินส์ สหรัฐ และเวียดนาม

ก็คิดและส่งรายชื่อพายุในภาษาท้องถิ่นตนเองมาประเทศละ 10 ชื่อ รวมเป็น 140 ชื่อ หมุนเวียนใช้ตามลำดับการเกิด

ชื่อพายุจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 28 ชื่อ โดยเรียงลำดับชื่ออักษรอังกฤษของประเทศ เริ่มจากกัมพูชาและเวียดนามอันดับสุดท้าย ไทยเราอยู่อันดับ 12

เมื่อใช้หมด 1 กลุ่มก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

ที่สุดไทยเราได้ตั้งชื่อพายุตามลำดับดังนี้ พระพิรุณ, มังคุด (เปลี่ยนจากทุเรียน), วิภา, บัวลอย (เปลี่ยนจากรามสูร), เมขลา, อัสนี (เปลี่ยนจากมรกต), นิดา, ชบา, กุหลาบ และขนุน

ลาวก็ได้ชื่อพายุตามลำดับดังนี้ บอละเวน, ปาบึก, ฟานทอง, จำปี (เปลี่ยนจากเกดสะหนา), หีนหนามหน่อ (เปลี่ยนจากนกเต็น), หลี่ผี (เปลี่ยนจากซ้างสาน), ฟ้าใส, จันหอม, น้ำเทิน และปาข่า (เปลี่ยนจากมัดสา)

ต่างก็เป็นชื่อเฉพาะไปตามภาษาและวัฒนธรรมของท้องที่ผู้ตั้งชื่อไปนั่นเอง

อย่างปาบึก แน่นอนหมายถึง “ปลาบึก” แต่สะกดอย่างภาษาลาวที่ไม่มี ล.ลิงควบกล้ำ ก็คือปลาน้ำจืดไร้เกล็ดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งชาวลาวนับเป็น “ราชินีแห่งสายน้ำ” แห่งลุ่มน้ำโขง

ทั้งนี้่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปาบึกเคยว่ายมาทำความเดือดร้อนแก่ชาวโลก ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นพายุไต้ฝุ่นปาบึก ปี 2544 ที่ส่งผลกระทบญี่ปุ่น, พายุไต้ฝุ่นปาบึก ปี 2550 ส่งผลกระทบไต้หวันและจีน, พายุโซนร้อนกำลังแรงปาบึก ปี 2556 กระทั่งมาถึงพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ.2562 อันนับเป็นพายุลูกแรกของปีนี้นั่นเอง

       วัดกำลังพายุ

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าบรรดาชื่อเสียงเรียงนามของพายุนั้น ในอดีตไม่มีแบบแผนตายตัว หากปัจจุบันเป็นเรื่องของความเสมอภาค

ไม่เพียงเสมอภาคในแง่ที่ว่าประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการตั้งชื่ออย่างเท่าเทียมกัน แต่ยังเสมอภาคที่มีการเปิดโอกาสให้ใช้ภาษาของท้องถิ่นตน รวมไปถึงการตั้งชื่อโดยไม่ต้องติดกังวลว่าจะหมายถึงเพศไหน

อย่างไรก็ดีเมื่อพบว่าพายุลูกไหนสร้างความหายนะรุนแรงมากก็จะมีการเปลี่ยนชื่อไปในที่สุดอีกด้วย ในทำนองเหมือนการแก้เคล็ด

แต่แบบแผนที่ควรพูดถึงอีกอย่างน่าจะหมายถึงการเรียกประเภทพายุมากกว่า เพราะนี่คือสิ่งที่แสดงถึงระดับความรุนแรงที่แท้จริง!

กล่าวสำหรับ “พายุหมุนเขตร้อน” สามารถเกิดขึ้นได้หลายแห่งในโลก ทั้งนี้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เจริญเติบโตเต็มที่จะเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาพายุที่เกิดขึ้นในโลกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณตั้งแต่ 100 กม.ขึ้นไป และเกิดขึ้นพร้อมกับลมที่พัดแรงมาก ระบบการหมุนเวียนของลมเป็นไปโดยพัดเวียนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลางของพายุในซีกโลกเหนือ

ส่วนในซีกโลกใต้พัดเวียนตามเข็มนาฬิกา ยิ่งใกล้ศูนย์กลางลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลมและมีความเร็วสูงที่สุด!!

สำหรับการจัดประเภทของพายุยังแตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด หรือบริเวณที่มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นเป็นประจำ

เช่นมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกเรียกว่า “ไต้ฝุ่น” มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือแถวทะเลแคริบเบียนและอ่าวเม็กซิโกเรียกว่า “เฮอร์ริเคน” เช่นเดียวกับโซนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ฝั่งตะวันตกของประเทศเม็กซิโก

ขณะที่โซนมหาสมุทรอินเดียเหนือเรียกว่า “ไซโคลน” เช่นเดียวกับโซนมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย

ไทยเราอยู่ในโซนของ “มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้“ ซึ่งมีการพิจารณาความรุนแรงของพายุ โดยดูที่ “ความเร็วลมสูงสุดที่บริเวณใกล้ศูนย์กลาง” ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

กล่าวคือถ้าเรียก “พายุดีเปรสชันเขตร้อน”  จะมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่ถึง 34 นอต (63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง), ถ้าเรียก “พายุโซนร้อน” ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 34 นอต (63 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป แต่ไม่ถึง 64 นอต หรือ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ส่วน “พายุไต้ฝุ่น” จะมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอต (118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ขึ้นไป

 ชื่อนี้ที่ยากจะลืม

ย้อนความจำเกี่ยวกับพายุร้ายๆ ที่เคยเข้าไทย แน่นอนที่กล่าวถึงกันมากตอนนี้มีสองชื่อก็คือ “พายุไต้ฝุ่นเกย์” และ “พายุโซนร้อนแฮเรียต” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีเส้นทางการเคลื่อนตัวคล้ายกันกับเส้นทางของพายุโซนร้อนปาบึกในขณะนี้

สำหรับพายุไต้ฝุ่นเกย์นั้น นับเป็นพายุไต้ฝุ่นครั้งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายูรอบ 35 ปี แรกเริ่มพายุก่อตัวขึ้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน ในอ่าวไทยตอนล่าง

จนเข้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 ไต้ฝุ่นเกย์เคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนด้วยความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วของพายุไต้ฝุ่นในระดับ 3

มันถล่ม อ.เมือง อ.บางสะพานน้อย และอ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.ท่าแซะ และอ.ปะทิว จ.ชุมพร สร้างความเสียหาย มหาศาลแก่บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม และมียอดระบุว่า รวมประเทศที่ได้รับผลกระทบและไทยแล้วมีผู้เสียชีวิต 1,060 ราย โดยที่ไทยมีจำนวนเกือบครึ่ง!

พายุไต้ฝุ่นเกย์ถือเป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ไทยในระดับไต้ฝุ่น สร้างความเสียหายให้ไทยเรามากที่สุดในรอบ 27 ปี นับแต่พายุโซนร้อนแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุกในปี 2505

ส่วน พายุโซนร้อนแฮเรียต (ซึ่งตั้งชื่อโดยฟิลิปปินส์ ที่จะแยกตั้งชื่อตามเขตรับผิดชอบของตนอีกชุดหนึ่งต่างหาก)

พายุลูกนี้ในอดีตเริ่มก่อตัวขึ้นจากหย่อมความกดอากาศต่ำ เป็นพายุดีเปรสชันก่อนในทะเลจีนใต้ตอนล่างนอกชายฝั่งเวียดนามตอนใต้ช่วง 22 ตุลาคม 2505

จากนั้นเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเข้ามาในอ่าวไทยและทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนนอกชายฝั่งสงขลา

แล้วก็เปลี่ยนทิศทางตรงไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เคลื่อนขึ้นฝั่งในตอนค่ำของวันที่ 25 ตุลาคม 2505 ที่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

ความเร็วลมสูงสุดวัดตอนนั้นคือ 95 กม.ต่อชม. สร้างความเสียหายชนิดแหลมตะลุมพุกราบเป็นหน้ากลองด้วยคลื่นที่สูงกว่า 3 เมตรได้ทำลายบ้านเรือนหมดสิ้นทั้งหมด

คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 900 ราย และอีกนับหมื่นสิ้นเนื้อประดาตัว ไร้ที่อยู่อาศัย ส่วนหนึ่งเพราะการสื่อสารในขณะนั้นยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ชาวบ้านจึงไม่ทันตั้งรับ ว่ากันว่าวิทยุสักเครื่องก็ยังไม่มี!

มาวันนี้ “ปาบึก” กำลังทำให้ภาพจำที่ไม่อยากจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะกับชาวนครศรีธรรมราช ก็ได้แต่หวังว่า ไม่ว่าจะร้ายหรือดี คนไทยจะก้าวไปด้วยกัน

แกะรอย “เจ๊แดง”ขายบ้าน 300 ล้าน?ในหมู่บ้านนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “เจ๊แดง”ขายบ้าน 300 ล้าน?ในหมู่บ้านนักการเมือง

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:48 น.
เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,เจ๊แดง,ทักษิณ,ชินวัตร,จำนำข้าว
เปิดอ่าน 16,137 ครั้ง

อุตส่าห์ทำเป็นเงียบๆ หายไปเงียบๆ แล้วเชียว ยังมีตาดีส่องชีวิตแล้วเอามาป่าวประกาศจนได้

กับข่าวลือลั่นที่ยังไม่คอนเฟิร์มจากเจ้าตัวว่า “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แห่งตระกูลชินวัตร ประกาศขายบ้านในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ ชนิดที่บอกเลยว่าเซลล์แหลกรับพายุปาบึก ในราคา 300 ล้านบาท!!

+++

    เสียงลือเสียงเล่าอ้าง
ชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆ อ่านแล้วงงว่ามันลดตรงไหน เกิดใหม่อีกสิบชาติก็ไม่ต้องหวังที่จะได้มีบ้านราคาขนาดนี้

แต่ในแวดวงมหาเศรษฐีเขารู้กันดีว่า นี่แหละคือราคาลดชนิดหั่นตัวขาดสองท่อนเลย เพราะบ้านหลังนี้มีมูลค่าเดิมอยู่ที่ 600 ล้านบาท…แม่เจ้า!!

ข่าวลือนี้แน่นอนทำเอาคนไทยตาลุกวาว หูผึ่ง ถามทำไมคนระดับเศรษฐีเมืองไทยต้องทำขนาดนี้ จะว่าร้อนเงินก็ไม่ใช่

แต่จมูกคนไทยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเจ้าของบ้านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั่นแหละ

หลังคนเคยสนิทที่ชื่อ บุญทรง เตริยาภิรมย์ หนึ่งในจำเลยคดีจำนำข้าว ที่ว่ากันว่ายอมเปิดปากให้ข้อมูลบางอย่างแก่ป.ป.ช.แล้ว ก่อนที่ ป.ป.ช.จะส่งคำฟ้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา

แม้รายงานจะไม่มีการยืนยันว่า “เจ๊แดง” ไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่เมืองไทยแดนดราม่า เรื่องปะติดปะต่อ มโน มะนาว คนไทยถนัด!

ยิ่งนาทีนี้เรื่องของคดีจะว่าอย่างไรพี่ป้าน้าอาไม่อยากรู้เท่ากับว่าบ้านหลังนี้ที่ว่าเหลือ 300 ล้านบาทนั้น มันอะไรยังไงกันแน่!

ปรากฏพอพลิกไปอ่านอีกที ข่าวยังระบุว่าราคาบ้านในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะนี้ ตกหลังละ 50 ล้านบาทเท่านั้น

แต่ที่ของเจ๊แดงแพงกว่าใครเพื่อนก็เพราะบ้านของเธอหรูหรามีระดับสมศักดิ์ศรีคนใหญ่ โดยนอกจากเนื้อที่ที่กว้างขวางราวกับสนามกอล์ฟแล้ว ตัวบ้านก็ยังอลังการงานสร้าง มีการต่อเติมอาคารเพิ่มเติมมากมาย นั่นเอง

อย่างไรก็ดีเอาเข้าจริงๆ พูดถึงบ้านคนรวยระดับนี้คนไทยก็เข้าใจได้ไม่ยากว่ามันต้องประมาณไหน และเชื่อขนมกินได้เลยว่า คนรวยๆ เขาไม่ได้มีบ้านกันแค่หลังสองหลัง

แต่ในเคสของเจ๊แดง เยาวภา แหล่งข่าวใกล้ชิดคอนเฟิร์มว่า ก็มีตามที่เห็นเป็นข่าวว่ามีอยู่สองที่นั่นแหละ

+++

     บ้านเราแสนสุขใจ
ที่แรกคือบ้านพักเลขที่ 275 ในโครงการเชียงใหม่กรีนวัลเล่ย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่ระบุว่าเป็นเหมือนบ้านพักอาศัยยามที่ขึ้นไปทำกิจธุรกิจ ธุรกรรมต่างๆ หรือบัญชาการทางการเมือง หรือไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เท่านั้น

ส่วนฐานที่มั่นจริงๆ ซึ่งเป็นยานแม่ ก็คือบ้านใหญ่ที่เบเวอร์ลี่ฮิลล์ กทม. ที่ลือกันว่ากำลังประกาศขายนั่นแหละ

สำหรับโครงการเชียงใหม่กรีนวัลเล่ย์ อ.แม่ริม นั้น มีข้อมูลว่าเป็นของตระกูล “เรืองกฤตยา” ตระกูลใหญ่แวดวงอสังหาริมทรัพย์

มีพื้นที่เกือบ 1,000 ไร่ เริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2534 โดยมีการแบ่งแปลงจัดสรรที่ดินเปล่าและสนามกอล์ฟ ที่สำคัญเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังฐานะดี และฐานลูกค้ามากกว่า 80% มาจากกรุงเทพฯ

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เจ้าของบ้านในโครงการนี้จะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงคนไทยรู้จักกันดีอยู่จำนวนมาก

แอบกระซิบว่า นอกจากครอบครัววงศ์สวัสดิ์แล้ว ก็ยังมีบ้านของอดีตนายกฯ ของเราทั้งสองคนพี่น้องแห่งชินวัตรนั่นแหละ โดยอยู่คนละหลังในโซนเดียวกันในหมู่บ้านแห่งนี้!!

พี่น้องที่เหลือก็แยกย้ายกันไป เช่นน้องสาวอีกคนที่ชื่อ มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล ก็มีบ้านพักที่หมู่บ้านคุ้มเวียงพิงค์วิลล่า ถนนเชียงใหม่-เชียงราย ต.ตลาดขวัญ อ.ดอยสะเก็ด

หรือน้องชายอีกคนอย่าง พายัพ ชินวัตร ก็มีบ้านพักอยูในซอยวัดอุโมงค์ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่

ทีนี้มาว่ากันที่บ้านหลังที่ 2 ที่หมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งหากอ้างตามแหล่งข่าวก็พบว่านี่คือบ้านหลักของเจ๊แดง เยาวภา

และจริงๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นศูนย์รวมของครอบครัวก็ว่าได้ เพราะที่นี่พ่อแม่ลูกอยู่อาศัยกับครบทุกคน อบอุ่นสุดๆ

โดยนอกจากเจ้าของบ้านอย่างเจ๊แดงกับสามี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีต นายกฯ อีกคนแล้ว ลูกๆ ก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน

ทั้ง “เชียร์” ชินณิชา อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย “เชน” ผศ.ดร.ยศชนัน์ และ “เชอร์รี่” ชยาภา ที่ไปร่วมหอลงโรงกับ นัม ลีนาล ทายาทนักการเมืองระดับแถวหน้าของกัมพูชา แต่หากกลับมาเมืองไทยทีไร บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์นี่แหละคือรังนอน

+++

   หมู่บ้านนักการเมือง
พูดถึงบ้านเจ๊แดง หากย้อนดูข่าวเก่าๆ บางคนคงจำได้กับข่าวใหญ่ที่มีการเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรร “ชินณิชาวิลล์” เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2546

ค้นไปค้นมา ปรากฏว่าที่จริงแล้วหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะแห่งนี้ ก็คือ “หมู่บ้านชินณิชาวิลล์” นั่นแหละ

วันนั้นทุกคนรับรู้ตรงกันว่านี่คือโครงการบ้านจัดสรรสุดหรูของน้องสาวนายกรัฐมนตรี เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เพราะงานเปิดตัวอลังการไปด้วยคนใหญ่คนโต

ตั้งแต่ “คุณหญิงพจมาน และทักษิณ ชินวัตร” ที่มาในฐานะประธานเปิดงาน และยังมีขาใหญทั้ง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

และแขกระดับวีไอพี เช่น สุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, เนวิน ชิดชอบ, ประยุทธ มหากิจศิริ

ดังนั้นด้วยภาพแบบนี้จึงไม่แปลกที่จากชื่อหมู่บ้านที่ตั้งมาจากชื่อของบุตรสาว คนไทยกลับเรียกขานใหม่ว่า “หมู่บ้านนักการเมือง”!!

แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะชื่อนี้หรือไม่ที่ทำให้ภายหลังหมู่บ้านแห่งนี้ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง

โดยราวช่วงปี 2549 ข่าวจากฐานเศรษฐกิจลงวันที่ 17 กันยายน 2549 (ก่อนรัฐประหารแค่สองวัน) มีข้อมูลระบุว่าโครงการชินณิชาวิลล์ นั้น ไปอยู่ในความดูแลของบริษัท สร้างสินพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่มีเสี่ยใหญ่คนหนึ่งดูแล

ปรากฏว่าเขาได้เล่าความเป็นมาของหมู่บ้านนี้ไว้ว่าเดิมชื่อโครงการ “ทรอปิคานา พาราไดซ์ไอซ์แลนด์ แจ้งวัฒนะ” พัฒนาในนาม บริษัท การ์เด้นซิตี้ ลากูน คลับ จำกัด เริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2539 มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2542 โครงการประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจนกลายเป็น NPL และเจ้าหนี้ได้นำโครงการขายทอดตลาด กระทั่งผู้ถือหุ้นเก่าๆ กลับมาซื้อคืน 25% จากเจ้าหนี้

ที่สุดในปี 2545 ผู้ถือหุ้นของบริษัท การ์เด้นซิตี้ ลากูน คลับ จำกัด ได้ขอให้มือดีคนหนึ่งมาดูแลบริหารโครงการ โดยเป็นบุคคลที่มีความสนิทสนมกับ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อีกด้วย

วันนั้นเสี่ยใหญ่บอกกับฐานเศรษฐกิจว่าเจ๊แดงไม่ได้มีชื่อเป็นเจ้าของโครงการแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้บริหารได้ชักชวนให้มาซื้อที่ดินภายในโครงการ

และขอชื่อบุตรสาวของเจ๊แดงมาเป็นชื่อโครงการซึ่งผู้ถือหุ้นก็ไม่ได้ว่าอะไร จึงทำให้ทุกคนมองว่าเป็นโครงการของเจ๊แดง

วันเปิดตัวช่วงปี 2546 ก็เลยสร้างความฮือฮาด้วยการเชิญนักการเมืองมา ทำให้ถูกมองว่าชินณิชาวิลล์ เป็น “หมู่บ้านนักการเมือง” ไปโดยปริยาย

จนกระทั่งปี 2549 โครงการเรียกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่จึงมีการเปลี่ยนแปลงในผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเห็นว่าภาพลักษณ์โครงการชินณิชาวิลล์ ไม่ค่อยดี และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ๊แดง จึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “หมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ในปัจจุบัน

ประมาณว่า เจ๊แดงและครอบครัว ก็เป็นเพียงลูกบ้านคนหนึ่งเท่านั้น

เรื่องเล่าอาจจบแค่นี้ แต่เรื่องราวยาวกว่านี้นัก อยากรู้ต้องไปหาข่าวเรื่อง “คดีซุกบ้านหรู ชินณิชาวิลล์” ที่เจ๊แดงและครอบครัวต้องเจอช่วงหลังรัฐประหาร 2549 มาไล่อ่านกันดู

อาจถึงกับต้องถามว่า นี่มันซับซ้อนขนาดนี้เชียว!?

“ม็อบดุสิตธานี”อดีตที่ไม่อยากจดจำของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ม็อบดุสิตธานี”อดีตที่ไม่อยากจดจำของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์”

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:38 น.
โรงแรมดุสิตธานี,ม็อบดุสิตธานี,เจ้าพระยายมราช,ปั้น สุขุม,ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย,เทิดภูมิ ใจดี ผู้นำม็อบดุสิตธานี
เปิดอ่าน 16,500 ครั้ง

“แพ็กเกจสุดพิเศษอีกหนึ่งความทรงจำ..คืนวันที่ 4 มกราคม 2562 เท่านั้น..”

ถ้อยคำเชิญชวนให้ผู้คนไปรับประทานอาหารและพักค้างใน “คืนสุดท้าย” ของโรงแรมดุสิตธานี ก่อนจะยุติการเปิดบริการวันที่ 5 มกราคม 2562 และนับจากนี้ไปจะมีการปิดปรับปรุงเพื่อสร้างเป็นดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบประสมขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 23 ไร่

เดิมทีสถานที่ตั้งโรงแรมดุสิตธานี เป็นบ้านศาลาแดง ของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดย “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ได้ดำเนินการขอเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างโรงแรมระดับห้าดาวที่หรูหราที่มีความสูง 23 ชั้น แห่งแรกในกรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 48 ปี โรงแรมดุสิตธานีมีเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าหนังสือพิมพ์มากมายและหนีไม่พ้นที่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี จะเป็นตัวละครเอกในเรื่องนั้นๆ

ม็อบดุสิตธานี ปี 2517

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โรงแรมดุสิตธานี กลายเป็นแหล่งชุมนุมกลุ่มชนชั้นนำของสังคมไทย จนเป็นที่มาของ “กลุ่มดุสิต 99” ที่ทรงพลังทางการเมืองในช่วงรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์

สืบเนื่องมีการแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติ เพื่อคัดเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 299 คน และท่านผู้หญิงชนัตถ์ ได้เป็นสมาชิก สนช.ด้วย

อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวนิช ได้บันทึกเรื่องราวของกลุ่มดุสิต 99 ไว้หนังสือ “ชีวิตที่เลือกได้” ตอนหนึ่งว่า “สมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ชุดนั้นมี 299 คน ได้มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่ม 99 ประกอบด้วยข้าราชการ และนักธุรกิจคนสำคัญ มีการประชุมกันที่โรงแรมดุสิตธานี จึงมีชื่อเรียกว่า กลุ่มดุสิต 99 นับเป็นกลุ่มใหญ่มีบทบาทมากในการผ่านร่างพระราชบัญญัติ”

สมาชิกกลุ่มดุสิต 99 ได้แก่ เกษม จาติกวณิช, น.ต.กำธน สินธวานนท์, แถมสิน รัตนพันธ์, ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, ม.ร.ว.นิติวัฒน์ เกษมศรี, สนอง ตู้จินดา, จรูญ เรืองวิเศษ, เกษม สุวรรณกุล, คุณหญิงเสริมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ และนิสสัย เวชชาชีวะ จึงมีเสียงวิจารณ์ว่า กลุ่มดุสิต 99 เป็นเสมือนรัฐบาลที่สองของประเทศไทย

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เมื่อปี 2517

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ไม่อยากจดจำคือ “ม็อบดุสิตธานี” หรือการชุมนุมนัดหยุดงานของพนักงานโรงแรมดุสิตธานี ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม-13 กันยายน 2517

ปฐมบทของการนัดหยุดงานเริิ่มจาก “เทิดภูมิ ใจดี” พ่อครัวโรงแรมเชอราตัน ได้เคลื่อนไหวรวบรวมพนักงานโรงแรมดุสิตธานี โรงแรมนารายณ์ โรงแรมมโนราห์ และโรงแรมเชอราตัน จัดตั้งสมาคมลูกจ้างโรงแรม

เดือนมิถุนายบน 2517 มีการชุมนุมใหญ่ของผู้ใช้แรงงานหลายหมื่นคนที่ท้องสนามหลวง เรียกร้องให้มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เคยเอาเปรียบกรรมกร

ต่อมาพนักงานโรงแรมดุสิตธานีได้ยื่นข้อเรียกร้องให้บริษัทดุสิตธานี เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนละ 600 บาท และเงินค่าบริการ 85% แต่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องพนักงานจึงนัดหยุดงานและปิดโรงแรมดุสิตธานี

เวลานั้น เทิดภูมิ ใจดี ได้ประสานกำลังจากกลุ่มนักศึกษาและเพื่อนกรรมกรมาสมทบที่หน้าโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งการนัดหยุดงานยืดเยื้อไปถึง 23 วัน จึงยุติลงเมื่อรัฐบาลสัญญา ตั้งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ขึ้นมาพิจารณาข้อพิพาทร่วมกัน

สุดท้ายเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ จึงตัดสินใจปิดกิจการโรงแรมเป็นเวลา 3 เดือน และเมื่อเปิดบริการใหม่ก็ไม่ยอมรับพนักงานเดิม 164 คน กลับเข้ามาทำงาน

เทิดภูมิ ใจดี ผู้นำม็อบดุสิตธานี

การแก้ปัญหาม็อบดุสิตธานีครั้งนั้น สื่อมวลชนบางสำนักได้เขียนถึงท่านผู้หญิงชนัตถ์ไว้ว่า “..เป็นคนเฉียบขาด บางครั้งดูเหมือนเอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย”

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ปิดเป็นปิด ซึ่งภายหลังก็พิสูจน์แล้วว่าการปิดตัวเองนานถึง 3 เดือนไม่กระทบกระเทือนถึงตลาดลูกค้าแต่อย่างใด เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านผู้หญิงชนัตถ์ รู้สึกเสียใจมากที่ไม่สามารถทำอะไรได้

“ดิฉันทนไม่ได้ที่จะเห็นพนักงานที่เราได้เฝ้าอบรมฝึกฝนให้ความรู้ มีระเบียบวินัยของการทำงานในวิชาชีพนี้ แต่กลับแสดงความกร้าวร้าว โหดร้าย ทารุณ ป่าเถื่อน ไม่มีสัมมาคารวะ ดิฉันถือว่าเป็นการทำลายวิชาชีพอย่างไม่สามารถหาสิ่งใดมาลบล้างได้ ดิฉันไม่ต้องการให้เขาเหล่านี้เข้ามาทำลายวิชาชีพนี้อีกต่อไป ถึงตกลงใจไม่เปิดโรงแรมและไม่รับพนักงาน 164 คนที่สไตรค์กลับเข้าทำงาน” ความในใจของท่านผู้หญิงชนัตถ์ที่เคยบอกเล่าผ่านผู้สื่อข่าวนิตยสารบางสำนัก

ส่วนเทิดภูมิ ใจดี จากการเคลื่อนไหวนัดหยุดงานครั้งประวัติศาสตร์ของพนักงานโรงแรมไทย ได้ส่งให้ตัวเขากลายเป็นผู้นำกรรมกรระดับชาติ มีบทบาทผู้นำมวลชน เคียงข้างเสกสรรค์ ประเสริฐกุล และจิระนันท์ พิตรปรีชา

บทบันทึกการเมืองไทยหลัง 14 ตุลา จึงควรกล่าวถึงโรงแรมดุสิตธานี อย่างน้อย 2 กรณีคือ กลุ่มดุสิต 99 และม็อบดุสิตธานี

‘เอกพร รักความสุข’เสนอจุดเปลี่ยนประเทศเปลี่ยนนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอกพร รักความสุข’เสนอจุดเปลี่ยนประเทศเปลี่ยนนายกฯ

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:31 น.
สสปาร์ตี้ลิสต์,เอกพร รักความสุข,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 435 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

พรรคการเมืองที่จะลงสนาม 350 เขต แย่งเก้าอี้ส.ส.และมีผลกับหนึ่งร้อยห้าสิบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ (ในเขตที่แพ้นำแต้มไปคำนวณ) ต่างทยอยเปิดนโยบายที่จะใช้ลงสู้ศึกกับทุกขั้วผ่านการหย่อนบัตร

“พรรคพลเมืองไทย” ที่เปลี่ยนชื่อจาก “พลังพลเมืองไทย” รวมทั้งเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่นำโดย “เอกพร รักความสุข” อดีตส.ส.สกลนครและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมนั้น มีมุมมองการเมืองวันนี้ในฐานะตัวแทนพรรคเล็กและน้องใหม่ ที่มีบุคลากรดีกรีอดีตรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในสภาที่ปรึกษาพรรคร่วมช่วยงานจะลุยสนามเลือกตั้ง

หัวหน้าพรรคพลเมืองไทยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรับหน้าที่หัวหน้าพรรคเพราะอุบัติเหตุ (เดิมเป็นเลขาธิการพรรคพลังพลเมืองไทย) เมื่อเปลี่ยนชื่อพรรคและผู้บริหารพรรคแล้ว ผมได้หารือกับแกนนำพรรคและสมาชิกพรรคในการทำงานตามอุดมการณ์ที่ตกผลึกกันแล้ว กติกาเลือกตั้งครั้งนี้ย้อนไปสมัยผมลง ส.ส.ครั้งแรกเมื่อราวกว่าสามสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นผมย้ายจากส.จ.ลงสมัครส.ส.สกลนคร ชาวบ้านตอนนั้นเลือกคน ไม่ได้เลือกพรรค แม้การเมืองช่วงหลังชาวบ้านจะเลือกพรรคด้วย ผมมองว่าพรรคที่ยังยึดติดแนวคิดในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมมองว่าคำนวณผิดนะ”

กติกาวันนี้เปลี่ยนไปคือ 1.กติกาเลือกนายกฯ จากบัญชีที่แต่ละพรรคเสนอได้สามรายชื่อ 2.กติกาบัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกทั้งคนและพรรค ที่มีความหมาย ทุกคะแนนมีค่า ตอนนี้ทราบว่าผู้สมัครบางพรรคอยากให้ระบบเขตแพ้ เพื่อนำแต้มรวมกับปาร์ตี้ลิสต์ บางเขตหวังให้ตัวเองชนะเลย ตรงนี้เกิดการต่อรองราคาว่าพรรคนั้นๆ จะช่วยผู้สมัครเท่าใด หากไม่พอใจจะย้ายพรรค ผมเจอเรื่องนี้มากับตัว และบอกไปว่าพรรคไม่มีแนวทางแบบนี้ หากไม่ประสงค์จะร่วมงานก็จากกันด้วยดี

3.กติกาการตรวจสอบนโยบายพรรคที่กกต.ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้และการใช้งบประมาณ ตรงนี้หากผู้สมัครบางคนไปหาเสียงและอธิบายอะไรที่เกินไป อาจโดนใบส้ม รวมทั้งบางพรรคที่เพิ่งจัดตั้งระดมทุนและใช้นโยบายรัฐบาลหาเสียง แบบนี้มันเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่เสมอภาค ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลนี้มีที่มาแบบใด พรรคใหม่บางพรรคเกิดจากอะไร แล้วใช้นโยบายที่ตัวเองไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไปหาเสียงแบบนี้ทำได้ไหม

เอกพร ระบุว่า “ขอย้ำว่ากติกาที่คสช.และรัฐบาลกำหนด พรรคพร้อมปฏิบัตินะ เราวางสิบนโยบายไว้หาเสียง หนึ่งในนโยบายที่จะทำคือปฏิรูปนโยบายภาครัฐที่หวังสร้างชาวบ้านแข็งแรง ตอนนี้นโบายรัฐที่วางไว้นั้นกลับทำให้ภาคราชการเข้มแข็ง มันสวนทางกับกระแสโลก พรรคคิดปรับระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ โดยจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป เราจะเสนอให้ปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เราเห็นปัญหาของทุนใหญ่ที่กัดกินระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ โดย 5 ปีที่ผ่านมา ทุนใหญ่ครอบงำรัฐบาลอยู่ ทำให้คนจนต้องเสียเงินให้ทุนใหญ่ทุกรูปแบบ”

เอกพร กล่าวต่อว่า เราเสนอให้ทบทวนให้ร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศจ้างงานคนพิการและคนสูงอายุได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดภาระของรัฐ ซึ่งพวกเขาต้องไปหาแนวทาง รวมทั้งควรปิดหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้หาบเร่ขายได้ เพราะหาบเร่นั้น กทม.บอกว่าต้องงดขายหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ มันจะได้เป็นธรรม

พรรคจะเสนอให้ตั้งกระทรวงอาหารเพื่อขายสินค้าทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ประเทศเจริญแล้วทุกพื้นที่เขาแปรรูปอาหาร ซึ่งอาหารของคนไทยหากเรารณรงค์การแปรรูป ไทยจะมีอาหารเป็นอาวุธ จะเห็นว่าประเทศออสเตรเลียสามารถส่งออกอาหารลำดับต้นๆ ของโลก ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรมากมาย หรืออาหารญี่ปุ่นที่ราคาแพง เกษตรกรอยู่ได้ ตอนนี้ยูเนสโกก็ขึ้นมรกดโลกให้ทับทิมกรอบของไทยแล้ว หากประเทศหันมาวางตำแหน่งทางอาหารให้ดีกว่าเดิม เราสามารถขายอาหารได้ปริมาณมากกว่าเดิม และจะเป็นลำดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากเรามีทรัพยากรมากกว่าประเทศอื่น

“นโยบายอาหารเป็นนโยบายหลักของพรรคพลเมืองไทย เราจะปรับระบบอาหาร จากเดิมกระจายอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่เราอาจจะปรับให้มีวิทยาลัยอาหาร สอนการทำอาหาร เราจะจัดระบบโครงสร้างใหม่หมด เพราะมองแล้วว่ากระทรวงอาหารคืออาวุธที่จะใช้ต่อรองให้ประเทศไทยทัดเทียมกับนานาชาติ”

สำหรับนโยบายด้านการเมือง เอกพร กล่าวว่า เราจะไม่หาเสียงด้วยการแบ่งฝั่ง (เผด็จการและประชาธิปไตย) เนื่องจากเราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อขจัดความขัดแย้ง เราจะไม่นำพาให้ประชาชนต้องเจอกีฬาสีอีก เราหวังใช้สวิตเซอร์แลนด์โมเดล (ประเทศเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด) กับการเมืองไทยในคราวนี้ คนเสื้อแดงหลายจังหวัดมาลงสมัครกับพรรคเรานะ เพราะเหตุรุนแรงหลายปีคนอีสานเบื่อแล้วกับสิ่งแบบนี้

“ส่วนผู้สมัครส.ส. พรรคเปิดโอกาสให้ทุกสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคได้ เราต้องการคนรุ่นใหม่ โดยจะส่งผู้ลงสมัครส.ส.ในนามพรรคประมาณ 250 คน พื้นที่กทม.เราบอกสังคมแล้วว่าเราส่งผู้สมัครส.ส.หญิงทั้งสามสิบเขตและกำลังพิจารณาผู้หญิงที่ประกอบอาชีพกลางคืนมาลงสมัคร เพราะกทม.วันนี้คือเมืองกลางคืน ผู้หญิงที่มาร่วมงานกับพรรคเราจะสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและจะได้วางแนวทางแก้ไขรวมทั้งจะเสนอชื่อคนจนในการสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 74-150 คนจากทั่วประเทศเพื่อให้พวกเขาเป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาให้สังคมรับรู้”

เอกพร บอกด้วยว่า “เราคือพรรคยี่สิบบาทที่ไม่สู้กับพรรคแบงก์พัน เราสู้ตามแนวทางของเรา พรรคนี้คือพรรคครอบครัวที่ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของ เราไม่มีทุนเยอะ เรามีทุนเพียงให้ผู้สมัครนำไปยื่นใบสมัคร อุปกรณ์หาเสียงบ้างที่มีคนสนับสนุน และมีระบบข้อมูลทางไอทีที่วิเคราะห์แต่ละพื้นที่ไว้แล้ว ซึ่งหากพรรคได้ส.ส.เขต 10 ที่นั่ง ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และบวกกับส.ส.บัญชีรายชื่อ มั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคในเขตที่แพ้การเลือกตั้งจะได้คะแนนเกิน 5,000 คะแนนทุกเขต รวม 250 เขต จะได้ 1,250,000 คะแนน นำมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะได้ประมาณ 15 ที่นั่ง รวมทั้งหมด 25 ที่นั่ง”

“เอกพร” กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคพลเมืองไทยจะมีจุดขายคือเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี วันนี้ยังไม่ขอพูดชื่อนายกรัฐมนตรีในโควตาของพรรค เพราะเกรงว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนอีก พรรคจะบอกสังคมว่าพอกันทีได้หรือไม่กับนายกฯ คนปัจจุบันที่ทำงานมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พรรคจะกล้าเปลี่ยนนายกฯ คนปัจจุบันนี้จากผลการเลือกตั้ง พรรคได้ทาบทามบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคไว้สี่คนที่มีประสบการณ์ระดับศาตราจารย์ อดีตส.ส.ที่มีบทบาทสูง รวมทั้งอดีตรองนายกฯ ด้วย และรอความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ที่พรรคจะแจ้งต่อสังคมต่อไป

“ต้องปฏิรูปนโยบายภาครัฐที่หวังสร้างให้ชาวบ้านแข็งแรง ตอนนี้นโบายรัฐที่วางไว้นั้นกลับทำให้ภาคราชการเข้มแข็ง มันสวนทางกับกระแสโลกพรรคคิดปรับระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ โดยจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป”

“พรรคจะบอกสังคมว่าพอกันทีได้หรือไม่กับนายกฯ คนปัจจุบันที่ทำงานมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พรรคจะกล้าเปลี่ยนนายกฯ คนปัจจุบันนี้จากผลการเลือกตั้ง”

ยึดเหนือตอนล่าง ตรวจแถว พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยึดเหนือตอนล่าง ตรวจแถว พปชร.

วันที่ 5 มกราคม 2562 – 11:20 น.
พรรคพลังประชารัฐ,บัตรคนจน
เปิดอ่าน 1,510 ครั้ง

คอลัมน์…  ตลาดนัดนักเลือกตั้ง  โดย… บางนา บางปะกง

ปลายพ.ศ.ที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐ “บัตรคนจน” จุดพลุดังลั่นสนั่นประเทศ แต่ก็ถูกพรรคคู่แข่งโจมตีเยอะเรื่องแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ ฉะนั้น 6 มกราคมนี้ แกนนำ พปชร.จะเปิดนโยบายพรรคภายใต้คอนเซ็ปต์ “สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน”

สำหรับนักรบเลือกตั้งของพปชร. เดินหน้าหาเสียงเต็มสูบ โดยภาพรวมภาคอีสานยังสะดุดกระแสรักทักษิณ แต่ภาคเหนือตอนล่างกลับคึกคัก เพราะอดีต ส.ส.ส่วนใหญ่ มีกลไกระบบการจัดตั้งมวลชนที่เข้มแข็ง

++

   “วราเทพ-สันติ” ทีมแกร่ง
แกนนำพรรค พปชร.สายนักเลือกตั้ง ไม่ได้คาดหวังเก้าอี้ ส.ส.จากภาคเหนือตอนบนมากนัก ยกเว้นสนามพะเยา ขณะเดียวกัน “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ตั้งเป้า “ส.ส.เขต” ไว้ที่สนามสุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร และเพชรบูรณ์

ส่องสมรภูมิเมืองชากังราว “วราเทพ รัตนากร” กุนซือหลังม่านของ พปชร. ได้วางตัวผู้สมัครส.ส.ไว้เรียบร้อย เขต 1 ไผ่ ลิกค์ เขต 2 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เขต 3 อนันต์ ผลอำนวย และเขต 4 ปริญญา ฤกษ์หร่าย

ทั้ง “อนันต์ ผลอำนวย” และ “ปริญญา ฤกษ์หร่าย” อดีต ส.ส.กำแพงเพชรหลายสมัย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงคว้าชัยชนะไปได้อีกสมัย

ที่จะต้องออกแรงมากหน่อยคือ “ไผ่ ลิกค์” และ “ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” เพราะผู้แทนเก่าเมืองชากังราว “นพ.ปรีชา มุสิกกุล” พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานเสียงแน่น และได้แรงหนุนจาก ชัยวัฒน์ ศุภอรรถพานิช นายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร

ข้ามเทือกเขาไปฝั่งเพชรบูรณ์ “สันติ พร้อมพัฒน์” นำทีมออกจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัด พปชร. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพชรบูรณ์ ก็ทำเอาวงการต่อรองเซ็ง เพราะเบอร์ใหญ่มาอยู่ค่ายเสี่ยสันติหมด ได้แก่ เอี่ยม ทองใจสด (อ.วิเชียรบุรี), วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ (อ.ชนแดน), จักรัตน์ พั้วช่วย (อ.หล่มสัก) และสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ (อ.หนองไผ่)

มีรายเดียวที่ไม่ได้เป็นส.ส.มาก่อน คือ  พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ รองประธานสภา อบจ.เพชรบูรณ์ แต่ตระกูล “พรพฤฒิพันธุ์” นั้น ยึดเทศบาลนครเพชรบูรณ์ และส.อบจ.เขตเมืองเพชรบูรณ์ เป็นฐานที่มั่นมายาวนาน

หากสองสนามใหญ่พลังประชารัฐพลาดเป้าก็สมควรที่เสี่ยวราเทพ และเสี่ยสันติจะวางมือเสียที

++

  “เทพสุทิน” ยกจังหวัด
สุโขทัยเที่ยวนี้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” หมายมั่นปั้นมือต้อง “ยกจังหวัด” วางตัวน้องสาว “พรรณสิริ กุลนาถศิริ” นายกอบจ.สุโขทัย ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 โดยมั่นใจในพลังแฟนบอลทีมสุโขทัย เอฟซี จะช่วยเทคะแนนให้จนล้มแชมป์เก่า วิรัตน์ วิริยะพงษ์ จากพรรคประชาธิปัตย์

3-4 ปีมานี้ สมศักดิ์ ชงให้น้องสาว พรรณสิริ มาดูแลทีมสุโขทัย เอฟซี อย่างเต็มตัว และผลงานที่เข้าตาแฟนบอลในบ้านย่อมส่งผลทางการเมืองให้แก่นายก อบจ.หญิง ไม่มากก็น้อย

เขต 2 “ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง” อดีตส.อบจ.สุโขทัย และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อ.คีรีมาศ ซึ่งเคยสมัครส.ส.ในนามเพื่อไทยมาแล้ว โดยพ่ายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย ค่าย ปชป.

ชูศักดิ์สวมเสื้อ พปชร. ได้เปรียบจากการแบ่งเขต เมื่อ “อ.ทุ่งเสลี่ยม” ถูกนำมารวมกับเขต 2 ซึ่งแต่เดิมอยู่ในเขต 3 ที่เป็นพื้นที่ของ “จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล” อดีตส.ส.สายเสี่ยสมศักดิ์ และคะแนนก้อนนี้ย่อมถูกเทให้ชูศักดิ์

ส่วนจักรวาลนั้น ช่วงที่ว่างเว้นการเมืองก็เป็นรองนายกอบจ.สุโขทัย และเสี่ยสมศักดิ์จัดให้ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 เป็นเกมที่ไม่ยากมากนัก

ลงทุนกันขนาดนี้เสี่ยสมศักดิ์ฝันไกลถึงเก้าอี้เสนาบดีเกษตรฯ กันเลยทีเดียว

++

       นักเลง(รุ่นใหญ่)สี่แคว
เป็นครั้งแรกที่นักการเมืองรุ่นใหญ่ 2 คนจับมือกันและลงสนามในสีเสื้อ พปชร. นั่นคือ “ภิญโญ นิโรจน์“ อดีตเจ้าพ่อรถทัวร์สายเหนือ เป็นผู้แทนฯมาหลายสมัย และ “วีระกร คำประกอบ” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของปากน้ำโพ

สำหรับ ภิญโญ นิโรจน์ ลงเขต 1 ที่โชคดีได้ 1 ตำบลจาก อ.ลาดยาว มาช่วยเพิ่มแต้มให้จากการแบ่งเขต และวีระกร คำประกอบ ลงเขต 2 โดยน้องชาย ดิสทัต คำประกอบ อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว เว้นวรรคให้

อีกเขตหนึ่งที่พปชร.คาดหวังว่าจะได้คือเขต  6 นิโรธ สุนทรเลขา อดีต ส.ส.นครสวรรค์ คนดังอำเภอลาดยาว

สนามเมืองลับแล พปชร.ตั้งเป้าไว้อย่างน้อย 1 ที่นั่ง จากเขต 2 วารุจ ศิริวัฒน์ อดีตส.ส.อุตรดิตถ์ น้องชายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ นายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศ

ที่เมืองชาละวัน สมศักดิ์ เทพสุทิน ปักธงไว้ที่เขต 3 “ส.จ.ไก่” สุรชาติ ศรีบุษกร ประธานสภาอบจ.พิจิตร ซึ่งตระกูล “ศรีบุษกร” เคยเป็นหัวคะแนนให้นักการเมืองใหญ่หลายคน รวมทั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

คู่แข่งของ ส.จ.ไก่ ในเขต 3 นั้น ไม่ธรรมดาเลยคือ “เจ๊หนิง” มิ่งขวัญ พุกเปี่ยม พรรคไทยรักษาชาติ สายตรงของสุณีย์ เหลืองวิจิตร แกนนำพรรค ทษช.

เลือกตั้ง 62 จะเป็นหนสุดท้ายของรุ่นใหญ่หรือไม่..ให้จับตามองสนามปากน้ำโพ

“กัปตันหนู” กับเที่ยวบินมฤตยู 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“กัปตันหนู”  กับเที่ยวบินมฤตยู 62

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 10:39 น.
อนุทิน,เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล,เสี่ยหนู,เสี่ยหนู อนุทิน,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเนวิน,เนวิน ชิดชอบ
เปิดอ่าน 1,049 ครั้ง

แว่วว่าคะแนนนิยมของคนพรรคภูมิใจไทย อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ว่าแล้ว “เสี่ยหนู” จึงลุยไม่ยั้ง เลือกตั้ง 2562 นี้ นับเป็นเที่ยวบินไฟลท์สำคัญชี้ชะตาเลยก็ว่าได้!

          00 โบราณกาล ยอดนักการทหารของจีน ล้วนแต่ได้ยึดถือ “ยุทธศิลป์ซุนจื่อ” เป็นหลักในการบัญชาการรบ โดยพลิกแพลง ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ “รบได้ให้แสดงรบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก ใกล้ให้แสดงไกล ข้าศึกแน่นให้เตรียมรับ ข้าศึกแข็งให้หลีกเลี่ยง ให้จู่โจมเมื่อไม่ระวัง ให้รุกรบเมื่อไม่คาดคิด” ส่วนนักการทหารไทยจะยึดถือตำรานี้หรือไม่ไม่ทราบ แต่ก็ “เลื่อนเลือกตั้ง” ออกไปแล้ว

          00 เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ โพลล์ไม่รู้กี่สำนักที่แถลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า คะแนนนิยมของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กับพรรคภูมิใจไทย อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ทั้งที่พลพรรคสีน้ำเงินทำ “สงครามโซเชียล” เต็มรูปแบบ ลองเข้าไปส่องเฟซบุ๊กก็จะพบแฟนเพจพรรคภูมิใจไทยกิจกรรมหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยฉันเชียร์ “ภูมิใจไทย”คนภูมิใจไทย, Ringside การเมือง และน้องใหม่ที่เพิ่งโผล่คือ เพจผมว่าอนุทินมาว่ะ

          00 จะว่าไปแล้ว “ภูมิใจไทย” เป็นแบรนด์เก่าที่ประสบความล้มเหลวจากเลือกตั้ง 2554 แต่ภาพจำของแบรนด์นี้คือ “เนวิน ชิดชอบ” แม้แวดวงกีฬา “ลุงเนวิน” จะเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ แต่ในตลาดการเมือง คำว่า “คนทรยศนายใหญ่” ยังฝังลึกอยู่ในหัวของคนรากหญ้าอีสานและเหนือตอนบน ก่อนวันส่งท้ายปีเก่า แอดมินเพจ “ลุงเนวิน” จึงอัพสเตตัส “ลุงเนวิน ไม่เล่นการเมืองแต่สังกัดพรรคแล้ว” นั่นคือ “พรรคผ่อน” พร้อมโชว์โลโก้พรรคที่คนสายควันคุ้นเคย

      00 ด้วยเหตุนี้ “กัปตันหนู” จึงต้องเร่งสปีดทำสงครามข่าวสาร ขายความเป็น “พรรคตัวแปร” ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พรรคเป็นเอกเทศ เป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็นอิสระ ในทางยุทธวิธี ค่ายสีน้ำเงินส่งครบทุกเขต ตั้งเป้าชนะให้มากที่สุด และคาดโทษผู้สมัคร ส.ใครมีฐานคะแนนต่ำกว่า “หมื่นคะแนน” คือ สอบตก

เนวิน ชิดชอบ สมาชิกพรรคผ่อน

       00 จริงๆ แล้ว พรรคภูมิใจไทยก็พยายามขายนโยบายเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน แต่ยังไม่โดน ทีมงานเบื้องหลังก็ระดมมันสมองหวังปั้น “เสี่ยหนู” ให้เป็นแม่ทัพผู้กอบกู้วิกฤติ เหมือนวันที่ “ทักษิณ ชินวัตร”เปิดตัวพร้อมกับนโยบายประชานิยม 

       00 ถึงภารกิจงานการเมืองจะยุ่งเหยิง แต่ “อนุทิน” หรือ “กัปตันหนู” ไม่ทิ้งงานจิตอาสาขับเครื่องบินเล็กส่วนตัวบินไปรับอวัยวะหัวใจที่มีผู้ป่วยบริจาค เพื่อนำมาให้ผู้ที่รอรับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะต่อไป ซึ่งเป็น “ภารกิจหัวใจติดปีก” วันก่อนลงไปหาเสียงแถวสกลนคร กัปตันหนูนึกสนุกลองขับสามล้อเครื่อง ใน “ภารกิจเอาชนะหัวใจสีแดง” ทำเอาแม่ใหญ่นั่งอยู่ท้ายรถหัวใจจะวาย 

        00 อันที่จริง ความนิยมในตัวว่าที่ผู้สมัคร ส..ภูมิใจไทย ในพื้นที่อีสาน เหนือ กลาง และใต้ ก็ไม่ขี้เหร่ เพียงคนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็น “นักการเมืองท้องถิ่น” ไม่ใช่เซเลบการเมือง ไม่ใช่ดารา จึงไม่อยู่ในสายตากลุ่มตัวอย่างของสำนักโพลล์ทั้งหลาย แต่หากไปสอบถาม “สันติบาลโพลล์” คะแนนดิบของค่ายสีน้ำเงิน เผลอๆ ดีกว่าพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เสียด้วยซ้ำไป 

          00 พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคขนาดกลางที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่ “ยังบลัด” ทิ้งพรรคไป ดึงทายาทหมอบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ กลับบ้านเก่าได้ ปลายปีที่แล้ว มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส..สุพรรณบุรี ก็มากันครบทั้ง ตระกูลคือ ศิลปอาชาประเสริฐสุวรรณโพธสุธน และ เที่ยงธรรม เหมือนทุกอย่างจะราบรื่น แต่เหมือนซ่อน “ระเบิด” ไว้ในพรรค เพราะสองเสือลุ่มน้ำสุพรรณบุรี ยังไม่ญาติดีกัน

          00 ผู้ที่หวานอมขมกลืน คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา“ วัย 84 ปี นั่งดูอยู่ที่บ้านจรัญฯ ไม่ได้ ต้องออกแรงมาเดินเคียงคู่ลูกสาว “กัญจนา ศิลปอาชา” และลูกชาย “วราวุธ ศิลปอาชา” เพื่อสร้างความมั่นใจให้สมาชิกพรรคชาติไทย ตอนที่ “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” ทิ้งไปอยู่เพื่อไทย คุณหญิงแจ่มใสก็เสียน้ำตา มาถึง “เฮียจองชัย” ไปภูมิใจไทย คุณหญิงก็ร่ำไห้อีกรอบ ถ้าบรรหารยังอยู่ คุณหญิงแจ่มใส คงไม่ต้องมาลำบากลำบน เดินสายช่วยลูกๆ หาเสียง และไม่ต้องมาเป็น “กาวใจ” ให้ผู้ใหญ่ในพรรครักใคร่กันเหมือนในอดีต 

          00 เช็กอาการของพรรคชาติไทยพัฒนาในวันนี้ ไม่ต่างจากพรรคชาติไทยตอนเลือกตั้ง 2535/1 ที่มี “พล...สมบุญ ระหงษ์” เป็นหัวหน้าพรรค ในฐานะมือประสานสิบทิศ ตามข้อตกลงลับบางประการ แต่สุดท้ายจะมีชะตากรรมแบบเดียวกันหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

เลื่อนเลือกตั้ง? และบทสรุปที่แน่ชัด..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357737?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เลื่อนเลือกตั้ง? และบทสรุปที่แน่ชัด..

วันที่ 4 มกราคม 2562 – 09:49 น.
เลื่อนวันเลือกตั้ง,วิษณุ เครืองาม,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช,นายกฯ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 549 ครั้ง

โดย…  สำนักข่าวเนชั่น

ช่วงต้อนรับศักราช 2562 มีกระแสข่าวว่าจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ออกไป จนเกิดความสับสนในกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้แสดงความเห็นในมุมมองของตัวเองกันหลากหลาย แต่ผู้ที่มีบทบาทชัดเจนในด้านนี้คือรัฐบาลและกกต.นั้นน่าจะไขคำตอบนี้ได้ชัดที่สุด

ผลการประชุมครม.ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ยืนยันว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะยังไม่ออกภายในวันที่ 2 มกราคม ตามกำหนดการเดิมที่มีการตั้งไว้ และยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อไร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่จะทำให้เร็วที่สุด ในส่วนของรัฐบาลนั้น ยังไม่ได้มีการพูดถึงการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ยังคงเป็นไปตามโรดแม็พเดิมที่วางไว้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคือในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 3 มกราคม วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบในเรื่องนี้ก่อนไปหารือกับ กกต.ว่า “ต้องเข้าใจอย่างนี้ เรื่องการเลือกตั้งอย่างไรต้องอยู่ใน 150 วัน คือไม่เกินวันที่ 9 พฤษภาคม และวันเลือกตั้ง จริงๆ ไม่ได้กระทบอะไรกับพระราชพิธีฯ การหาเสียงก่อนนั้นก็ไม่กระทบอะไร แน่นอนว่าต้องเกิดความสงบเรียบร้อย

แต่พอหลังจากเลือกตั้ง มีกิจกรรมทางการเมืองที่จะต้องทำหลายอย่าง เมื่อลิสต์ออกมา 10 อย่าง แต่ละอย่างจะทำสะเปะสะปะไม่ได้ รัฐธรรมนูญกำหนดเวลาไว้หมดแล้ว พอเป็นอย่างนั้น ต้องดูว่าวันเหล่านั้นไปตรงล็อกกับพระราชพิธีฯ หรือไม่ ถ้าตรงล็อก เราจะขยับพระราชพิธีฯ ไม่ได้ แล้วเราจะขยับวันเวลากิจกรรมทางการเมืองก็ไม่ได้

ฉะนั้นอาจจะต้องยกเอาวันเลือกตั้งออกไปจากเดิมเสีย เพื่อคำนวณกิจกรรมไม่ให้ไปทับซ้อน โดยเราจะทำอย่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเอาปฏิทินวันเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มาวาง แล้วไล่ดูไปว่าจะมีการทำกิจกรรมทางการเมืองอะไรทับซ้อนบ้าง ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้กำหนดเองส่งเดช แต่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทั้งสิ้น ตอนนั้นกำหนดโดยที่เราไม่มีพระราชพิธีฯ บัดนี้ต้องเอาปฏิทินพระราชพิธีฯ ทับลงไปอีก แล้วจะมองเห็นความทับซ้อนเกิดขึ้นทันที

เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะหนีใคร แล้วถ้าอย่างนั้นก็มีปฏิทินแผ่นที่สามทับลงไปว่า ขยับอย่างนี้ได้หรือไม่ แล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรทับซ้อน ดังนั้นขยับแล้ว วันใดเป็นวันที่เหมาะที่สุด ต้องเร็วที่สุดไม่ขยับแล้วช้า และต้องไม่ทับซ้อน ก็เท่านั้น ก็อาจจะไม่ต้องขยับก็ได้ ถ้าสมมุติว่า เมื่อทับลงไปแล้ว กกต.ปรับอะไรบางอย่างได้ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็ต้องมีการขยับ”

เหตุผลทั้งหมดถูกไขออกมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลัง กกต.และวิษณุพบกัน โดยเนติบริกรแถลงว่า ได้นำรายละเอียดขั้นตอนพระราชพิธีฯ มาแจ้งต่อ กกต. เพราะจากเดิมทราบเพียงว่าจะมีพระราชพิธีฯ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม แต่ในรายละเอียดก่อนหน้านั้นประมาณ 15 วัน จะมีพิธีการสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการ รวมถึงหลังพระราชพิธีฯ แล้วก็จะยังมีกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่องอีกประมาณ 15 วันเช่นกัน

“หากยึดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ กกต.ต้องประกาศผลภายใน 60 วัน คือไม่เกินวันที่ 24 เมษายน จากนั้นภายใน 15 วันจะต้องเสด็จฯ ไปทรงเปิดการประชุมสภานัดแรก ซึ่งจะตรงกับวันที่ 8 พฤษาคม เมื่อ กกต.ทราบขั้นตอนต่างๆ แล้วก็จะนำไปประกอบการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสมต่อไป โดยในจุดนี้รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะมีอำนาจเพียงนำพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ซึ่งเดิมคาดว่าจะประกาศในวันที่ 2 มกราคม แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ พ.ร.ฎ.ดังกล่าวกลับลงมา ขณะนี้จึงถือว่าอยู่ในพระราชอำนาจ ซึ่งรัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2561”

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า การที่ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฯ ยังไม่ประกาศในราชกิจจาฯ ทำให้ กกต.ไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะจะทำให้ กกต.มีเวลาเตรียมการได้มากขึ้น ลำพังวันเลือกตั้งจะมีเมื่อไรนั้นไม่ได้มีผลต่อพระราชพิธีฯ แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งต้องมีก่อนพระราชพิธีฯ แน่ เพราะอยู่ในช่วง 150 วันหลังวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ หรือระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2561-9 พฤษภาคม 2562

ส่วนข้อห่วงใยว่าอาจจะมีความโกลาหลทับซ้อน จึงเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปให้พ้นพระราชพิธีฯ นั้นทำไม่ได้ เพราะวันอาทิตย์สุดท้ายคือวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งจัดการเลือกตั้งไม่ได้เพราะตรงกับพระราชพิธีฯ จะเลื่อนออกไปไม่ได้ เพราะจะเกินกรอบ 150 วัน ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“ถ้าจะใช้กำหนดวันเลือกตั้งเดิมคือ 24 กุมภาพันธ์ ก็ไม่กระทบกับพระราชพิธีฯ เรื่องการหาเสียงก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือระยะเวลาหลังการเลือกตั้งที่ยังมีกิจกรรมทางการเมืองอื่น โดยเฉพาะกำหนดที่ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ในวันที่ 24 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการทำน้ำอภิเษก กิจกรรมการเมืองกับกิจกรรมพระราชพิธีฯ จึงต้องไม่ทับซ้อนกัน ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าการประกาศผลรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ที่เหมาะสมควรจะเกิดขึ้นหลังพระราชพิธีฯ คือวันที่ 20 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม หาก กกต.จะยืนยันจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็ทำได้ แต่ระยะเวลาในการหาเสียง ก็จะน้อยลง” รองนายกฯ ระบุ

ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 10 มีนาคม หรือ 17 มีนาคม รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับ กกต. ผมได้บอกรายละเอียดกับกกต.ไป เชื่อว่า กกต.คงมีคำตอบในใจเพื่อจะนำไปหารือกัน เพราะก่อนหน้านี้ กกต.หารือกันแล้วว่าจะเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เมื่อ กกต.เห็นกรอบกระราชพิธีฯ 3 วันยังยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่พอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม กกต.จึงรับไปหารือเพิ่มเติม ไม่กล้าบอก กกต.ว่าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไม่เหมาะสมที่จะจัดวันเลือกตั้ง เดี๋ยวสื่อจะเอาไปพาดหัวว่าผมมาสอนมวย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ กกต.จะต้องไปพิจารณากันเอาเอง แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งจะต้องมีก่อนพระราชพิธีฯ”

แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์หารือเกี่ยวกับวันเลือกตั้งกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า การเลือกตั้งต้องอยู่ในกรอบ 150 วัน ฉะนั้นกิจกรรมทางการเมืองและการเลือกตั้งทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นก่อนวันพระราชพิธีฯ และอย่างน้อย 15 วันก่อนวันพระราชพิธีฯ ไม่ควรมีกิจกรรมใดๆ ทางการเมืองและการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์มีสองแนวทางที่มอบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือและสรุปโดยเร็วที่สุดดังนี้ 1.เลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องและติดตามมา ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ดำเนินการได้หรือไม่ 2.หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยล่าช้าออกไปบ้าง แต่ขั้นตอนต่างๆ ขอให้ดำเนินการเหมือนข้อ 1 ตรงนี้ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือกัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า แนวทางใดที่พอจะดำเนินการได้ให้ดำเนินการ และต้องมี ส.ส.475 คนให้ได้ก่อนเพื่อให้เปิดประชุมรัฐสภาได้ ส่วนกิจกรรมการเมืองและผลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้น ควรเกิดขึ้นหลังกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

ต่างๆ นานาในข้างต้น พอจะอนุมานได้แล้วว่าปฏิทินการเมืองไทยจะออกในรูปแบบใด