คู่ปรับเก่า.. “ศรัณย์วุฒิ-วารุจ”ชิงดำเขต2 อุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358236?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่ปรับเก่า.. “ศรัณย์วุฒิ-วารุจ”ชิงดำเขต2 อุตรดิตถ์

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 09:11 น.
สนามเลือกตั้ง,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 2,198 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง… ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้ง ส.ส.อุตรดิตถ์ ถูกปรับลดจาก 3 เขต เหลือเพียง 2 เขต จะด้วยเหตุผลจำนวนประชากรลดลง หรือจะเป็นเทคนิคทางการเมืองก็แล้วแต่ ทุกพรรคการเมืองก็ยังคงทำงานหนักปรับองคาพยพสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ช่วงชิงฐานคะแนนเสียง ทั้งระบบ ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1  อำเภอเมือง ลับแล และตรอน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 จะกินพื้นที่กว้างและอยู่ห่างไกลกัน ประกอบด้วยอำเภอพิชัย ท่าปลา ทองแสนขัน น้ำปาด ฟากท่า และบ้านโคก เป็นการบ้านในการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อกำชัยชนะ

แม้ยังไม่มี พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองก็ลงพื้นที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครกันแล้ว ซึ่งในเขต 2 เป็นที่จับตามองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน 2 อดีตผู้แทนราษฎรอุตรดิตถ์ วารุจ ศิริวัฒน์ ที่ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาซบพรรคพลังประชารัฐ กับคู่ปรับตลอดกาล ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ พรรคเพื่อไทย

ทั้งสองคนมีอดีตที่ยาวไกล และขับเคี่ยวกันในสนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอุตรดิตถ์กันชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร

ว่ากันว่าในยุค คสช.ครองเมือง บทบาทของศรัณย์วุฒิ ที่่อยู่ตรงข้ามซีกรัฐบาลถูกจับตาเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นอดีต ส.ส.เจ้าของฉายาดัง “เข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้” ก็ยังคงเคลื่อนไหวผ่านทีมงานช่วยเหลือชาวบ้านอยู่เนืองๆ เรียกว่าไม่เคยทิ้งพื้นที่

กอปรกับมีสำนักงานที่เป็นหลักแหล่งแน่นอนใน อ.ท่าปลา เมื่อชาวบ้านมีปัญหายังคงแวะเวียนมาพบปะได้อยู่เสมอ เรียกว่าได้ใจคนเมืองลางสาดไปแบบเนื้อๆ ทำให้กระแสยังคงมีให้พูดถึงต่อเนื่อง

แต่การแบ่งเขตในครั้งนี้กลับเพิ่มพื้นที่ อ.พิชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่รองจาก อ.เมืองอุตรดิตถ์ มาอยู่ในเขต 2 ขณะที่แกนนำในส่วนของพรรคเพื่อไทยเดิมหรือกลุ่มคนเสื้อแดงมีการปรับขบวน หรือพูดง่ายๆ มีการแตกทัพกันจึงทำให้ฐานเสียงพลอยสั่นคลอนไปด้วย

ส่วนวารุจ ว่ากันว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้พกความมั่นใจมาเต็มร้อยภายใต้สีเสื้อ “พลังประชารัฐ” เขาหวังจะมาล้างตาหลังจากพลาดท่าให้แก่ ศรัณย์วุฒิ เมื่อครั้งเลือกตั้งเมื่อปี 2554 โดยมีกุุนซือใหญ่อย่าง พีระศักดิ์ พอจิตร หรืออัยการอ๋อง รองสนช. ที่่ให้การสนับสนุนวางแผนจัดทีมช่วยอย่างเหนียวแน่น เพื่อล้มช้างอย่างพรรคเพื่อไทย คว้าให้ได้ทั้ง 2 เขต

หากยังจำกันได้บทบาททางการเมืองของ พีระศักดิ์ นั้นมิใช่ธรรมดา มาเที่ยวนี้ผนึกกำลังกับ ชัยศิริ ศุภรักษ์จินดา นายก อบจ.อุตรดิตถ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย คนสนิทของ กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ และอดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระดับแม่เหล็กทั้งนั้น

ด้วยปูมหลัง สายสัมพันธ์ทั้งด้านธุรกิจ การเมือง บอกได้คำเดียวว่า…งานนี้ไม่เพียงแต่จะสะเทือนถึงดวงดาว…แต่ยังสะท้านไปถึงฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทย แชมป์เก่าอีกด้วย…!!!

แต่กระนั้นหากจะวัดด้วยผลงานและชัั้นเชิงแล้ว ศรัณย์วุฒิ ถือว่ายังเป็นต่ออยู่เล็กน้อยด้วยการวางตัวให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งพื้นที่ใดมีปัญหาเจ้าตัวจะลงลุยเองโดยไม่ต้องร้องขอ

ก็ไม่รู้ว่าจุดเด่นคุณสมบัติดังกล่าว จะยังครองใจชาวเขต 2 จ.อุตรดิตถ์ ได้หรือไม่ โดยเฉพาะต้องมาต่อกรกับคู่ปรับเก่าอย่าง วารุจ ศิริวัฒน์ ที่วันนี้ได้เปรียบในหลายด้าน

กระนั้นก็ดีหากใครที่เบื่อของเก่าคนเก่า พื้นที่อุตรดิตถ์เขต 2 ยังมีของใหม่ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น ชะลอ เสนานารถ พรรคพลังปวงชนไทย หรือ ภิศิษฐ์ วงศ์ทอง พรรคอนาคตใหม่ ให้เป็นตัวเลือกใหม่อีกด้วย

‘ตชด.’ภารกิจที่ไม่ใช่แค่’ตระเวนชายแดน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตชด.’ภารกิจที่ไม่ใช่แค่’ตระเวนชายแดน’

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 00:00 น.
ตชดภารกิจที่ไม่ใช่แค่ตระเวนชายแดน,ตชด,ตระเวนชายแดน
เปิดอ่าน 516 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายคนคงทราบว่า “ตชด.” ย่อมาจาก ตำรวจตระเวนชายแดน และคงคิดว่าตำรวจหน่วยนี้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนป้องกันราชอาณาจักรตามแนวตะเข็บชายแดนทั่วประเทศ ตามถิ่นทุรกันดารป่าเขา แต่หารู้ไม่ว่าหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หน่วยนี้มีมากกว่าที่หลายคนคิดและรับรู้

ตชด.นอกจากถือปืนป้องกันประเทศตามแนวชายแดนแล้ว ยังเป็นผู้บริการประชาชน เป็นครูสอนหนังสือให้แก่เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งได้ตั้งเป็นโรงเรียน ตชด. ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และเมื่อเกิดภัยพิบัติก็ไม่รีรอที่จะนำกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้านอย่างทันท่วงที

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ซึ่งปัจจุบันมีแม่ทัพคือ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. ได้น้อมรับนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดพายุโซนร้อน “ปาบึก” เข้าในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ทันทีที่ทางการแจ้งเตือน พล.ต.ท.สมพงษ์ ก็สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมระดมสรรพกำลัง ยานพาหนะ เครื่องจักร และสิ่งอุปกรณ์เครื่องมือในการดำรงชีพ และช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเป็นกรณีเร่งด่วน รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เกิดเหตุ และพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

เมื่อพายุ “ปาบึก” เคลื่อนขึ้นฝั่งที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งหลายหน่วยงานเร่งช่วยเหลืออพยพประชาชนไปอยู่ยังที่ปลอดภัยตามศูนย์อพยพต่างๆ ที่ตระเตรียมไว้ เช่นเดียวกับ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 (กก.ตชด.42) จ.นครศรีธรรมราช ก็เร่งระดมกำลัง ตชด.เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยจัดชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 424 จัดรถหกล้อและรถกระบะนำอพยพประชาชนจำนวน 200 คน จากพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อไปอยู่ศูนย์อพยพในที่ปลอดภัยตามศูนย์ต่างๆ ที่ อ.สิชล กำหนดไว้

พายุที่เข้าโหมกระหน่ำสร้างความเสียหาย ต้นไม้หักโค่นทับบ้านเรือน ขวางถนน ฯลฯ พล.ต.ท.สมพงษ์ ก็สั่งการให้ ตชด. ในพื้นที่เส้นทางพายุ “ปาบึก” จัดกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลังสุดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ นำกำลังร่วมกันใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ตัดต้นไม้ที่ล้มปิดเส้นทางการจราจร และจัดรถโมบาย ออกบริการ และช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ

แม้พายุจะพัดผ่านไปแล้ว คลื่นลมสงบ ท้องฟ้าแจ่มใส แต่ฤทธิ์เดชของพายุได้ทิ้งความเสียหายไว้ให้กอบกู้ ฉะนั้นภารกิจช่วยเหลือพื้นฟูของ ตชด. ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งการเคลียร์พื้นผิวถนนให้สัญจรได้ปกติ ช่วยซ่อมแซมเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่หักโค่นทับบ้านเรือนประชาชน โดยทำงานบูรณาการร่วมกันกับหลายฝ่าย พร้อมทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย จนกว่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ

นี่แสดงให้เห็นว่า ตชด. ไม่ได้มีภารกิจแค่ถือปืนป้องกันประเทศตามแนวชายแดน แต่เมื่อใดที่มีภัยพิบัติ กำลังของ ตชด. ที่ฝึกเข้มทั้งทาง บก น้ำ อากาศ ก็พร้อมยกทีมเข้าช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนในยามวิกฤติทุกถิ่นที่ ไม่ใช่แค่แนวตะเข็บชายแดน..!!

“เหลิม” วงแตก! เรตติ้งร่วงพึ่ง “พลังเก้าอี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เหลิม” วงแตก! เรตติ้งร่วงพึ่ง “พลังเก้าอี้”

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 11:19 น.
เฉลิม อยู่บำรุง,เหลิม บางบอน,คนใหญ่ฝั่งธน,รตอเฉลิม,อดิศร เพียงเกษ,พรรคเพื่อไทย,คนเสื้อแดง,หมู่บ้านเสื้อแดง,หาเสียง,สนามเลือกตั้งอีสาน,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 20,210 ครั้ง

อะไรกันนี่ จากที่เคยเดินสายปราศรัย 6 จังหวัดภาคอีสาน แบบคนล้นหลาม วันนี้มาเพียบเหมือนกัน แต่เป็น “มวลชนเก้าอี้” ทำเอาขุนศึกฝั่งธนฯ งงเด้!!

          000 เซียนการเมืองอีสานวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ สนามเลือกตั้งที่ราบสูงนาทีนี้ ไม่ต่างจาก “เทศกาลหาปลาในหนองน้ำ” นักหาปลาช่วงชิงหว่านแหชนิด “แหใครแหมัน” ต่างจากปี 2554 ที่หนองน้ำมีเจ้าของชื่อ “เพื่อไทย” นักหว่านแหค่ายอื่น ทำได้แค่เก็บตกปลาเล็กปลาน้อย

          000 รูปธรรมที่อธิบายความเรื่อง “แหใครแหมัน” สังเกตได้จากเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าเวทีที่มี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หรือ “...เฉลิม อยู่บำรุง” ขึ้นไฮด์ปาร์ค จะพบว่า “มวลชน” มาเต็มโควตา“เก้าอี้” ที่จัดเตรียมไว้ ไม่มีทะลักล้น

          000 เปรียบเทียบสมัยเลือกตั้ง 2554 บรรยากาศเวทีปราศรัยเพื่อไทย ที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปโชว์ตัว คล้ายเวทีม็อบเสื้อแดง ไม่มีเก้าอี้ มวลชนแดงพรึ่บ บางจังหวัดมหาชนเรือนหมื่น ปีนต้นไม้ฟัง “น้องสาวทักษิณ” หาเสียง

          000 สำหรับ “แม่ทัพเฉลิม” เดินสายปราศรัย จังหวัดภาคอีสานช่วงปลายปีที่แล้วบรรยากาศไม่ต่างจากสมัยที่ “เหลิม บางบอน” อยู่พรรคความหวังใหม่ ระดับขุนศึกฝั่งธนฯ ปราศรัย ต้องมาแบบล้นหลาม ไม่ใช่มาแบบ “มวลชนเก้าอี้” อย่างนี้ เสียเหลี่ยมขุนศึกฝั่งธนฯ ไม่ใช่น้อย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินสายอีสาน

มวลชนเก้าอี้กลับมาฮิตในสนามเลือกตั้งอีกหน

          000 ที่น่าสนใจ ตอนแรก “แม่ทัพเหลิม” แถลงใหญ่โตจะมีสองดาวไฮด์ปาร์คร่วมทีมคือ “อดิศร เพียงเกษ” อดีตประธานสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง 24 และ “สุทิน คลังแสง” หัวหน้าคณะรำวงสวรรค์บ้านนา แต่พอเดินสายจริง ก็ทางใครทางมัน

          000 “อดิศร” ได้เป็น ส..สมัยแรก เพราะ “น้าเหลิม” หนุนส่ง แต่มาวันนี้ ลูกชายของ “ทองปักษ์ เพียงเกษ” เป็นดาวฤกษ์ และดาวไฮด์ปาร์คเต็มตัว เพราะตลอด ปีที่ผ่านมา โผล่หน้าทางจอแดงตลอด ขนาดไม่มีทีวีดาวเทียมแล้ว อดิศรก็ยังมี “สถานี ตรงไปตรงมา Facebook Live TV” ไปปราศรัยที่ไหน ก็ไลฟ์กันที่นั่น

          000 ระหว่าง “เหลิม” เดินสายอีสาน “หมอแคนขอนแก่น” โผล่ไปแจมที่บึงกาฬหนเดียว และไม่พลาดที่จะตีรถไปหนองบัวลำภู เพราะ “คุณหญิงหน่อย” บินมาเปิดตัว “สยาม หัตถสงเคราะห์” ลูกชายของ “กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์” เรียกว่าหมอแคน “อดิศร” อยู่เป็น และเลือกจะอยู่กับใคร?

หมอแคน “อดิศร” บินเดี่ยว

          000 หลังสูญเสียน้องสาว “จุรีพร สินธุไพร” แกนนำแดงพัทยาให้พรรคพลังประชารัฐ “นิสิต สินธุไพร” ก็เดินหน้าหาเสียงในเขต ร้อยเอ็ด เปิดตัวลูกสาว “จิราพร สินธุไพร” ลงสนาม ส..เขต นัยว่าทายาทอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน นปชเพิ่งจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ 

จิราพร สินธุไพร ลูกสาวของ นิสิต สินธุไพร ลงเขต 3 ร้อยเอ็ด 

          000 แดงอีสานมีราคาค่างวด แยกย้ายกันไปลงสนามในนามพรรคเพื่อชาติ พรรคอนาคตใหม่ และล่าสุด พรรคประชาชาติก็ใช้บริการ “เสื้อแดงท้องถิ่น” เมื่อไม่กี่วันมานี้ “...ทวี สอดส่อง” เลขาธิการพรรคประชาชาติ ลงไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส..อุดรธานี ทั้ง เขต และในนั้น มี “อฤเดช แพงอะมะ” ประธานคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย ก๊วน “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” และ ส.อบจ.อุดรฯ เขต อ.ทุ่งฝน ลงสมัคร ส..เขต อุดรธานี

อฤเดช แพงอะมะ แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชาติ เขต 3 อุดรธานี

          000 นายใหญ่แดนไกล พยายามจะใช้มุกเก่า “เสื้อแดงปูพรมแอร์วอร์” สร้างกระแสนายกฯ สองพี่น้อง แต่เที่ยวนี้ดูไม่ไหลลื่น ฝ่ายความมั่นคงประกบติด “แกนนำแดง” ขยับตัวลำบาก เราจึงเห็น “ทักษิณยิ่งลักษณ์” มาป้วนเปี้ยนแถวเมืองจีน

พรรคการเมืองเสนออะไร ?…เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคการเมืองเสนออะไร ?…เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 09:48 น.
พรรคการเมืองเสนออะไร เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน,พรรคการเมือง,เลือกตั้ง,นโยบาย
เปิดอ่าน 369 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประชากรหญิงไทยกว่า 23 ล้านคนกำลังจะไปใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “คม ชัด ลึก” อาสาพาไปสำรวจว่าข้อเรียกร้องของตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาชนในวินาทีนี้มีอะไรบ้าง และพรรคการเมืองจะจัดทำนโยบายได้ตรงใจหรือไม่ ?

องค์กรผู้หญิงได้จัดเวทีสาธารณะนัดพบระหว่างกลุ่มคนทำงานระดับรากหญ้ากับนักการเมือง ในหัวข้อ “ตอบโจทย์นโยบายผู้หญิง” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ในการระดมความคิดเห็น เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองให้ส่งเสริมบทบาทและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้หญิงไทยเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนในเวทีนี้กลายเป็นเสมือนคำสัญญาในอนาคตว่า หากพรรคการเมืองของตนได้รับเลือกจะขับเคลื่อนแก้ไขประเด็นปัญหาความไม่เท่าเทียมของผู้หญิงในสังคมไทยอย่างไรบ้าง

“ธนวดี ท่าจีน” มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวถึงข้อมูลผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ หรือความรุนแรงต่างๆ ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 หมื่นคน ถือเป็นปัญหาใหญ่ในเมืองไทยต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี เช่น โดนสามีทำร้าย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาเชิงรุกได้ไม่ดีพอ

“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นมีหลายประเด็นใหญ่ คือ ต้องปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับนโยบาย ให้เกิดการทำงานเชิงรุกทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของกฎหมายฉบับต่างๆ ในวันนี้ พนักงานสอบสวนหญิงทั่วประเทศมีไม่ถึง 400 คน ควรเร่งรัดให้รับสมัครเพิ่ม นอกจากนี้ยังควรควบคุมธุรกิจขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง เพราะเหล้าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้หญิงถูกทำร้าย ผู้ผลิตเหล้าต้องมาช่วยจ่ายค่าเสียหายด้วย ส่วนประเด็นการดูแลสุขภาพผู้หญิงต้องทำครอบคลุมทุกวัย กระทรวงสาธารณสุขควรทำงานเป็นเครือข่ายสุขภาวะทางเพศของผู้หญิง เช่น ให้เด็กได้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือรักษามะเร็งเต้านมฟรีทุกคน หรือกลุ่มผู้หญิงที่ตั้งท้องแต่ยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงลูก ควรมีกลไกรองรับหาอาชีพให้ทำ มีเงินสนับสนุนเลี้ยงดูลูก และกองทุนฉุกเฉินดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทอดทิ้งทารก”

นอกจากนี้ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อนหญิงยังเสนอให้มีมาตรการดูแลผู้หญิงที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านคน ที่กำลังได้รับผลกระทบจากบุหรี่ รัฐควรมีนโยบายเรื่องบ้านปลอดบุหรี่ ให้ยกเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

สอดคล้องกับ “สุชัญญา ยอดคำ” มูลนิธิพิทักษ์สตรี แสดงความเห็นเรื่องภัยร้ายที่ผู้หญิงยุคใหม่กำลังเผชิญจากการถูกล่วงละเมิดผ่านสื่อออนไลน์ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ ควรเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส สนับสนุนงบประมาณทำงานเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้ผู้หญิงรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตร และอยากให้มีการเพิ่มหลักสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับมิติทางเพศหญิงชาย สิทธิความเสมอภาค สร้างกระบวนการทางความคิดให้รู้จักการป้องกันร่างกายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ให้รู้เท่าทันโลกและสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่น

นอกจากประเด็นเรื่องมาตรการป้องกันภัยร้ายที่เกิดกับผู้หญิงแล้ว ยังมีการเสนอมุมมองเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

“อารีย์ คงกลัด” ตัวแทนเครือข่ายอ่าวไทยตอนบนกล่าวถึงปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ทำให้ไม่มีผืนป่า ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีอาหาร ไม่มีโฉนด ทุกวันนี้อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลามีราคาแพงมาก อยากให้มีปรับปรุงกฎหมายหรือมีการทวงคืนแผ่นดิน เพื่อปกป้องชุมชนและชายฝั่งจากการถูกคลื่นกัดเซาะ ควรใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านปกป้องผืนดินและปลูกต้นไม้หรือปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ไม่ให้มีการซื้อขายที่ดินชายฝั่งทะเล ควรจัดให้เป็นผืนดินสาธารณะประโยชน์

“อยากให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นวาระแห่งชาติ มีมาตรการเพิ่มพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน จัดงบประมาณสนับสนุนดูแลชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกองทุนโลกร้อนเพื่อหาวิธีปกป้องชุมชนตนเอง”

ทุกวันนี้ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับผิดชอบแค่เลี้ยงลูกหรือทำงานบ้านเท่านั้น แต่ยังออกไปรับจ้างทำงาน เพื่อหารายได้มาช่วยจุนเจือครอบครัวด้วย

“นลิน อ่ำสวัสดิ์” ตัวแทนฝ่ายแรงงานหญิง ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีลูกจ้าง 38 ล้านคน เป็นผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 17 ล้านคน ส่วนใหญ่กำลังเผชิญปัญหาการเลี้ยงดูลูกและการเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ เจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พวกเขาควรได้รับความคุ้มครองในด้านสิทธิต่างๆ ด้วย แรงงานหญิงที่เป็นลูกจ้างในระบบควรได้รับสิทธิลาคลอดไม่ต่ำกว่า 120 วัน จากที่ได้อยู่ประมาณ 90 วัน และควรได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนระหว่างลาคลอดด้วย พร้อมมีข้อเสนอว่า

“อยากให้รัฐบาลบังคับให้มีมุมส่วนตัวหรือสถานที่ให้นมแม่ในที่ทำงาน หรือศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ แล้วมาทำงานควรมีโอกาสได้ให้นมลูกหรือมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กๆ ระหว่างทำงาน”

“สุจิน รุ่งสว่าง” ตัวแทนสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย กล่าวถึงตัวเลขคนทำงานที่ไม่มีนายจ้างหรือแรงงานนอกระบบว่า มีไม่ต่ำกว่า 21 ล้านคน เป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ แต่กลับได้รับการคุ้มครองไม่เท่ากับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พวกเขาต้องทำงานหนักและสัมผัสสารเคมีอันตรายตลอดเวลา เช่น สารเคมีในแปลงเกษตร ทั้งเกษตรธรรมชาติและเกษตรพันธสัญญา แถมยังได้รับค่าแรงไม่เป็นธรรม

“คนที่รับงานมาทำที่บ้าน ก็คือทำให้บ้านกลายเป็นโรงงาน เช่น คนตั้งท้องก็นั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้านตัวเอง ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของโรงงานหรือบริษัท แต่กลับได้ค่าแรงไม่เป็นธรรม หรือได้ค่าจ้างไม่ต่อเนื่อง เพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบโดยตรง อยากให้ยกระดับการศึกษาแรงงานนอกระบบ และขอให้มีสัดส่วนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ผู้หญิงแรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญพวกเขาควรมีโอกาสได้เข้าระบบบำนาญ อย่างน้อยเกษียณแล้วควรได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณเดือนละ 3,000 บาท”

“พัชรี ไหมสุข” เครือข่ายผู้หญิง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปิดเผยให้ฟังว่า การพูดถึงปัญหาผู้หญิงในประเทศไทยต้องไม่ลืมผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อ่อนไหวด้วย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ผู้หญิงกับเด็กถูกกระทำความรุนแรงทางเพศมากขึ้น และเป็นการกระทำจากสามีด้วย ลูกสาวก็โดนละเมิดมากขึ้น อยากให้มีการพัฒนาความร่วมมือหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะกับผู้นำทางศาสนา รัฐบาลควรสร้างโซนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้หญิงให้ฝ่ายรัฐและกลุ่มก่อการร้ายทำข้อตกลงกันในเรื่องพื้นที่ปลอดภัย เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะต่างๆ

“อยากให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในการเมืองท้องถิ่น มีงบประมาณสนับสนุนสร้างกลไกกลุ่มผู้หญิง จัดกิจกรรมต่างๆ การสร้างสันติภาพ การทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอิสลาม กฎหมายคุ้มครองเด็ก รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาเจ้าสาววัยเด็ก เพราะเด็กผู้หญิงอายุน้อยตั้งครรภ์มักถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน บางคนตั้งท้องโดยไม่รู้ว่านี่คือการท้องจากการถูกข่มขืนจากพ่อของตัวเอง ส่วนคนที่เป็นแม่ก็ทำใจยาก ควรทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชน และป้องกันไม่ให้เด็กหญิงถูกละเมิดทางเพศจนต้องถูกบังคับแต่งงานเป็นเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็ก”

หลังจากฝ่ายตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงร่วมกันเสนอโจทย์หรือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ฝ่ายตัวแทนนักการเมืองหญิงก็ได้เสนอนโยบายของพรรคตัวเองให้รับทราบดังนี้

“ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์” ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า อยากผลักดันบทบาทความเป็นผู้หญิง ความปลอดภัยของผู้หญิง เช่น สร้างรัฐสวัสดิการเป็นรัฐสีขาว เน้นองค์ความรู้ที่มาเสริมสร้างชีวิตผู้หญิงเพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ทั้งบ้านที่อยู่อาศัย และสถานที่ทำงาน มีการรักษาความปลอดภัยในชุมชน ให้มีแสงสว่างเพียงพอ และเห็นด้วยที่จะมีการตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนหรือเด็กอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป มีกองทุนสำหรับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม และกองทุนดูแลผู้หญิงสูงวัยเป็นนโยบายระยะยาว ช่วยกันดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ให้เป็นภาระ

“รัชดา ธนาดิเรก” ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ผู้ชายไม่เกี่ยว ได้แก่ จะเสนอให้มีการลาคลอดได้ 6 เดือน ถ้ามีเด็กเกิดขึ้นมาก็ให้รับสิทธิเป็นจำนวนเงินหลักแสนบาทได้เลย หมายถึงการสนับสนุนดูแลเด็กแรกเกิดจนถึง 8 ขวบ เป็นเงินสนับสนุนให้แม่นำไปซื้อนม อาหารเสริม อุปกรณ์เลี้ยงบุตรต่างๆ ให้มีพนักงานสอบสวนหญิงทุกอำเภอ มีหลักสูตรการสอนเพศศึกษาที่เน้นให้ความเคารพเนื้อตัว หรือสอนให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ในส่วนสาธารณสุขควรพัฒนาศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลตำบลให้มีศักยภาพดูแลคนในพื้นที่ และเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์

“ส่วนปัญหาแรงงานนอกระบบ จะส่งเสริมให้เรียนระดับ ปวส. เรียนจบแล้วมีงานทำ และเพิ่มงบประมาณสร้างสังคมปลอดภัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขับเคลื่อนให้มีกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ”

“ลีลาวดี วัชโรบล” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เสนอว่าจะเร่งแก้ไขกฎหมายล้าหลัง ปลดล็อกให้ศักยภาพผู้หญิงทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี และสนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ให้มีเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต้ำ ไม่เกินร้อยละ 1 บาทต่อปี เพื่อช่วยเหลือสตรีด้อยโอกาส และส่งเสริมบทบาทผู้นำสตรีให้ทัดเทียมผู้ชาย

“จะมีนโยบายป้องกันแม่วัยใส หรือดูแลเด็กผู้หญิงที่เป็นแม่ก่อนวัยอันควร มีการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้หญิงเข้าใจผลกระทบทางเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น นำเงินจากกองทุนต่างๆ มาพัฒนาศักยภาพแรงงานให้มากขึ้น”

“พรรณิกา วานิช” พรรคอนาคตใหม่ เสนอว่าจะมีนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมกันในทุกกลุ่ม จัดทำเป็นนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ตั้งแต่คลอดยันเกษียณอายุ สนับสนุนให้ลาคลอดได้ 180 วัน และให้พ่อมีสิทธิลาคลอดช่วยแม่ได้ด้วย รวมถึงการให้ประกันสังคมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 1,200 บาทต่อเดือน จนถึงวัย 6 ขวบ เพื่อช่วยผ่อนภาระของแม่ สร้างระบบการศึกษาดูแลเด็กตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารที่ดี มีรถรับส่งดี

“จะเสนอแก้ไขกฎหมายให้รัฐเพิ่มเงินสมทบและได้บำนาญเดือนละ 3 พันบาท เพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราเป็นเดือนละ 1,800 บาท ภายใน 5 ปี และค่อยๆ ปรับเพิ่มเป็น 2,500- 5,000 บาท ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิง และการแก้ไขการว่างงานของผู้หญิงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สร้างงานและสร้างเศรษฐกิจ

“ชุมาพร แต่งเกลี้ยง” ตัวแทนพรรคสามัญชน เป็นพรรคเล็กที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ได้เสนอให้เน้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เช่น เสมอภาคทางเพศ ให้เกิดการคุ้มครองยกระดับมากขึ้น เช่น คดีเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศไม่ให้ยอมความกันได้ ไม่หมดอายุความ ต้องยกเลิกกฎหมายทำแท้งทั้งหมด และสร้างความปลอดภัยให้ผู้หญิง ส่วนการลาคลอดให้ได้ค่าจ้างเท่าเดิมได้งานเดิม ผู้ชายต้องลาเลี้ยงดูบุตรได้และดูแลคนในครอบครัวได้ ควรมีการการเยียวยาเด็กผู้หญิงในทุกมิติ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การส่งเสริมอาชีพ และเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในทางการเมือง

เมื่อฟังเสียง “โจทย์” หรือข้อเรียกร้องของฝ่ายเครือข่ายผู้หญิง กับ ฟังเสียง “นโยบาย” จากตัวแทนพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่าแต่ละพรรคมีนโยบายไม่แตกต่างกันมากนัก
มีความพยายามตอบโจทย์พอสมควร ทั้งเรื่อง กฎหมาย สุขภาพ ค่าแรง ความเสมอภาค สวัสดิการลาคลอด เลี้ยงบุตร ฯลฯ สุดท้ายก็เหลือแต่ว่า พรรคไหนจะนำมาสร้างเป็นนโยบายหาเสียงที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากกว่านี้ หรือกล้าทำเป็น “สัญญาประชาคม” เลยว่า “จะทำจริง” หากพรรคได้รับเลือกเป็นรัฐบาล

ขออย่าเป็นเพียงลมปากหาเสียงเหมือนที่ผ่านมา…เพราะผู้หญิงที่มีสิทธิเลือกตั้ง 23 ล้านคน พร้อมเทคะแนนให้พรรคที่จริงใจและจริงจังอย่างแน่นอน !?!

“อยากให้รัฐบาลบังคับให้มีมุมส่วนตัวหรือสถานที่ให้นมแม่ในที่ทำงาน หรือศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ แล้วมาทำงานควรมีโอกาสได้ให้นมลูกหรือมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กๆ ระหว่างทำงาน”  “นลิน อ่ำสวัสดิ์”

ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศหรือความรุนแรงต่างๆ รัฐต้องทำงานเชิงรุก ต้องปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับนโยบาย ให้เกิดการทำงานเชิงรุกทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมทางกฎหมายเพื่อบูรณาการร่วมกัน “ธนวดี ท่าจีน”

“อยากขอให้มีสัดส่วนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ผู้หญิงแรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญพวกเขาควรมีโอกาสได้เข้าระบบบำนาญ อย่างน้อยเกษียณแล้วควรได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณเดือนละ 3,000 บาท”  “สุจิน รุ่งสว่าง”

“เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ควรทำความเข้าใจทั้งกฎหมายไทยและอิสลาม กฎหมายคุ้มครองเด็ก รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาเจ้าสาววัยเด็ก เพราะเด็กผู้หญิงอายุน้อยตั้งครรภ์มักถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน บางคนตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าถูกพ่อข่มขืน”  “พัชรี ไหมสุข”

เขต 1 เมืองกล้วยไข่ อะไรก็เกิดขึ้นได้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358086?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขต 1 เมืองกล้วยไข่ อะไรก็เกิดขึ้นได้!!

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 08:31 น.
ไผ่ ลิกค์,ไผ่ วันพอยท์,พรรคเพื่อไทย,สสกำแพงเพชร,เรืองวิทย์ ลิกค์,พานทองแท้ ชินวัตร,เสี่ยซือ,เกียรติชัย  ติรณศักดิ์กุล
เปิดอ่าน 3,123 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างขนช้าง  โดย… พิพัฒน์ จงมีความสุข

ไล่เลาะขอบสนามเลือกตั้งไป จ.กำแพงเพชร แต่เดิมแดนดินถิ่นกล้วยไข่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย แต่การเมืองยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 หลายสิ่งหลายอย่างได้มีการเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นศึกของคนกันเอง..???

ที่น่าจับตาเห็นจะเป็นเขต 1 อ.เมืองกำแพงเพชร ประกอบด้วย 15 ตำบล ได้แก่ ลานดอกไม้ หนองปลิง ทรงธรรม นาบ่อคำ ท่าขุนราม คลองแม่ลาย อ่างทอง วังทอง นครชุม เทพนคร คณฑี ธำมรงค์ และนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล

สงครามกาบัตรเที่ยวนี้ไฮไลท์ฉายส่องไปที่ ไผ่ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2554 ที่วันนี้เปลี่ยนสีเสื้อมาอยู่พรรคใหม่ “พลังประชารัฐ” กับอดีตสหายร่วมค่าย เกียรติชัย  ติรณศักดิ์กุล หรือเสี่ยซือ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่วันนี้หันมาสวมสีเสื้อ “ภูมิใจไทย”

ในแวดวงการเมืองกำแพงเพชร ไผ่ ลิกค์ หรือ “ไผ่ วันพอยท์” เดินตามรอยผู้เป็นพ่อ กระโดดลงสู่สนามการเมืองซึ่งเป็นพื้นที่หินที่มีคู่ต่อสู้ตลอดกาลอย่างคนในตระกูล “มุสิกุล” จากพรรคประชาธิปัตย์

ย้อนหลังไป เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง กับ นพ.ปรีชา มุสิกุล ห้ำหั่นกันบนเวทีเลือกตั้งผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ล่วงเลยมาถึงรุ่นลูกปี 2554 ไผ่ได้รับการเลือกตั้งสมใจ โดยเอาชนะ “สุขวิชชาญ มุสิกุล”

ไผ่ วันพอยท์ ถือเป็นเพื่อนสนิทของ “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ที่ผ่านมา เขาเคยโพสต์ในอินสตาแกรม paionepoint พร้อมภาพถ่ายคู่ โดยมีข้อความระบุว่า “คือเพื่อนกันเพื่อนตายตลอดไปปปปป #

เมื่อเป็นเช่นนั้นการย้ายมาใส่สีเสื้อใหม่แถมยังเป็นไม้เบื่อไม้เมาของคนเสื้อแดงฐานเสียงเดิมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า…เป็นการตัดสินใจที่ยาก เพราะบ้านเมืองมีรอยร้าวมานาน เราจึงต้องข้ามความขัดแย้งไปให้ได้…!!!

หันมาดูคู่แข่งในสนามกำแพงเพชร เขต 1 จากพรรคภูมิใจไทย ชื่อชั้นก็ไม่ธรรมดา “เสี่ยซือ” เกียรติชัย  ติรณศักดิ์กุล  อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร เจ้าของโชว์รูมรถยนต์ค่ายนิสสัน มาสด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ และรถจักรยานยนต์ ค่ายฮอนด้า ที่วันนี้ลงสู้ ส.ส.เขต โดยให้ทายาท คุณปิน ติรณศักดิ์กุล ลงบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยแทน

การเลือกตั้งหนนี้ เสี่ยซือ ซึ่งมีเครือข่ายทางธุรกิจที่หนาแน่นรับบทแม่ทัพใหญ่กุมบังเหียนเลือกตั้ง จ.กำแพงเพชร ทั้ง 4 เขต โดยมีการติดป้ายใหญ่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทยที่สี่แยกถนนสายพิจิตรหน้าโชว์รูมสยามนิสสัน

พื้นที่กำแพงเพชรจึงเป็นอีกสนามที่น่าจับตาของคนกันเอง หากจะพูดถึงความเก๋าชื่อชั้นนามสกุลสั้นๆ “ไผ่ ลิกค์” ยังคงเป็นที่น่าเกรงขาม ด้วยฐานเสียงและบารมีพ่อที่ยังเหนียวแน่นโดยเฉพาะพื้นที่นอกเมือง อีกทั้งยังได้แบ็กอัพอย่างอดีต รมช.คลัง วราเทพ รัตนากร หนุนหลังเบาใจไปอีกเปลาะ

ส่วนเสี่ยซือ เกียรติชัย ฐานเสียงใช่ย่อยด้วยเส้นสายทางธุรกิจที่เหนียวแน่นคาดว่าจะได้คะแนนจัดตั้งอย่างเป็นกอบเป็นกำในเขตตัวเมือง และคงต้องทำงานหนักเพื่อขอแบ่งเสียงชาวบ้านรอบนอกจากคู่แข่ง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เปิดตัวแน่ชัดว่าจะส่งใครลงสู้ศึกเลือกตั้งเขต 1 นี้ แต่ข่าวแว่วมาว่าอาจจะเป็น ธิติ มหบุญพาชัย เจ้าของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภักดีพาณิชยการและเทคโนโลยี กำแพงเพชร ดีกรีดอกเตอร์จากเมืองนอก ที่ติดสอยห้อยตามตระกูลมุสิกุล หาเสียงมายาวนาน ลงชิงชัย

คงต้องรอดูทีเด็ดของแต่ละฝ่ายที่จะงัดกันออกมาประลองหลังปี่กลองการเลือกตั้งดังขึ้น…!!!

ยังไง! ลุงตู่ก็ขาด “พยัคฆ์ป้อม” ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยังไง! ลุงตู่ก็ขาด “พยัคฆ์ป้อม” ไม่ได้

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 08:24 น.
พรรคพลังประชารัฐ,กระดานความคิด,พยัคฆ์บูรพา,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,ลุงตู่,ลุงป้อม,พลอประวิตร
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนาห้าสิบหก 

เชื่อว่าโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2562 พรรคคู่แข่งของพรรคพลังประชารัฐ จะต้องชูกลยุทธ์สร้างกระแสเลือก พปชร. “ได้ลุงตู่แถมลุงป้อม” หรือ “เลือกตู่ก็เหมือนเลือกป้อม”

เนื่องจาก “ลุงป้อม” เป็นจุดอ่อนในกลุ่ม “พยัคฆ์บูรพา” โดยเฉพาะประเด็นยืมนาฬิกาเพื่อน จะต้องเป็นมุกหาเสียงของฝ่ายตรงข้ามทุกเวที

ลุงป้อม มีบุคลิกใกล้เคียงกับ “นักการเมืองยุคโบราณ” มากที่สุด ถ้าเปรียบรุ่นเก่าหน่อยก็คล้าย “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นมือประสานสิบทิศ มี “พวกเยอะ” เหมาะสมกับระบอบการเมืองอุปถัมภ์แบบไทยๆ
ลุงป้อมเป็น ผบ.ทบ.แค่ปีเดียว แต่เหตุใดจึงมากด้วยคอนเนกชั่นต่อสายได้ทุกชั้นชน ซึ่งต้องยอมรับ “ทหาร” ในยุคทักษิณ ชินวัตร มักจะเป็น “ทหารพาณิชย์”
ในสภาพแวดล้อมการเมืองแบบประชานิยม ลุงป้อม ได้สร้าง “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” มีสำนักงานอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.)
พลิกไปดูรายชื่อคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดชุดปัจจุบัน นอกจาก พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิ ก็ยังพบ “บิ๊กเนม” หลายคน
ในมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อุดมด้วย “เซ็นคาเบรียลคอนเนกชั่น” คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กับ ศิริธัช โรจนพฤกษ์ ผู้บริหารคอม-ลิงค์คนหนึ่ง ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นน้ำเงิน-ขาว ตามมาด้วย “เสี่ยคราม” ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ อดีตผู้บริหารองค์การโทรศัพท์ และผู้บริหารคอม-ลิงค์ บริษัทที่เคยวางระบบเคเบิลใยแก้วให้องค์การโทรศัพท์

“เสี่ยคราม” เป็นเพื่อนสุดรักของลุงป้อม และเป็นผู้ครอบครองนาฬิกาหรูที่ให้ลุงป้อมยืมใส่ แม้วันนี้เสี่ยครามจะจากไป แต่นาฬิกาทั้งหมดก็อยู่ในการดูแลของทายาท

“บ้านป่ารอยต่อ” ในค่ายทหารใจกลางเมืองหลวง เคยเป็นเซฟเฮ้าส์ในการจัดตั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์” มาแล้ว และช่วงก่อนรัฐประหาร 2557 บ้านหลังนี้ก็เป็นศูนย์รวม “เพื่อนประวิตร” ที่มาช่วยคิดช่วยวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจชาติ

มิเพียง “บ้านป่ารอยต่อคอนเนกชั่น” เท่านั้น ลุงป้อมยังแผ่บารมีไปยัง “สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” ที่กำเนิดขึ้นมาจากความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนกับกองทัพไทย

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ก็เคยเป็นนายกสมาคมไทย-จีน คนที่ 2 รวมถึง พินิจ จารุสมบัติ เป็นตำแหน่งนายกสมาคมคนที่ 4 แม้ตอนหลังเสี่ยพินิจ จะแยกตัวไปตั้งสมาคมใหม่ แต่ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เสี่ยพินิจเป็นแขกขาประจำ

ที่น่าสนใจ ไพศาล พืชมงคล อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งต่อมาไพศาลเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง)

“สมาคมไทย-จีนคอนเนกชั่น” นี่แหละ ทำให้สมคิดได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาคสช.ยุคแรกๆ ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ

ถึง “หม่อมอุ๋ย” หัวโจก “เซ็นคาเบรียลคอนเนกชั่น” จะมีอาการไม่พอใจลุงตู่ แต่ลุงป้อมก็เข้าใจเพื่อน และไม่กังวลความสัมพันธ์ เพราะทั้ง “บ้านป่ารอยต่อ” และ “สมาคมไทย-จีน” ยังเป็นฐานกำลังให้กลุ่มพยัคฆ์บูรพา

ด้วยพลานุภาพของ “บ้านป่ารอยต่อคอนเนกชั่น” และ “สมาคมไทย-จีนคอนเนกชั่น” จึงเป็นไปไม่ได้ หากว่าลุงตู่จะอยู่ต่อโดยไม่มีลุงป้อมเป็นกองหนุน

‘สีกากี’ไม่เลือกข้าง..ความสงบเลือกตั้ง’บิ๊กปู’คุม(อยู่)!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สีกากี’ไม่เลือกข้าง..ความสงบเลือกตั้ง’บิ๊กปู’คุม(อยู่)!?

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 08:20 น.
สีกากี,เลือกตั้ง,พลตอศรีวราห์,ผบตร
เปิดอ่าน 362 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ

หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “ปลดล็อก” ให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ นั่นหมายถึงการ “ลั่นระฆัง” ส่งสัญญาณนับถอยหลังเข้าสู่การ “เลือกตั้ง” ที่ประเทศไทยว่างเว้นประชาธิปไตยมานานมากกว่า 4 ปี ซึ่งเดิมทีรัฐบาลมีการวางโรดแม็พวันหย่อนบัตรเป็น 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ถึงกระนั้นช่วงรอยต่อของปีกลับมีกระแสแพร่สะพัดเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเลื่อนหรือไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง แต่บรรดาผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ “ส.ส.” ของแต่ละพรรคแต่ละเขต ก็เตรียมเดินหน้าหาเสียง งัดนโยบาย ขายกลยุทธ์เพื่อเรียกคะแนนเสียง ทั้งลงพื้นที่จริง หรือแม้แต่เคลื่อนไหวในโลกโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นช่องทางเข้าถึงง่ายทุกเพศวัย หนำซ้ำเป็นช่องทางการสื่อสารที่สังคมยุคปัจจุบันนิยมเสมือนหนึ่งเป็นปัจจัยที่ 5 ของการดำรงชีวิต

จะว่าไปแล้วทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ระหว่างการหาเสียงมักมีคดีความเกิดไม่มากก็น้อย ทั้งการป้ายสี สาดโคลน หวังดิสเครดิตซึ่งกันและกัน จ้องจับผิดการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งต่างๆ นานา ลามไปถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ชนิดที่เรียกได้ว่า “เด็ดปีก” หัวคะแนนคู่แข่ง กลายเป็นคดีอาชญากรรมรุนแรง

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า “ศึกเลือกตั้ง” ครั้งนี้น่าจะมีความดุเดือด เข้มข้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม “ตำรวจ” ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย และปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชนจึงต้องมีแผนรับมือ โดยทันทีที่ “ปลดล็อกเลือกตั้ง” แม่ทัพสีกากีอย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ไม่รีรอ มอบหมายให้ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่ดูแลงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ เป็นผู้ควบคุมสั่งการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งทั้ง ส.ว.และ ส.ส.

ภายหลังรับมอบคำสั่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เปิดศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) โดย “บิ๊กปู” นั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายสอดรับกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนที่จะร่อนหนังสือคำสั่งไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (ภ.1-9) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด​​ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 4 ส่วน คือ 1.การลงพื้นที่หาข่าวตรวจสอบข้อมูลที่กระทบการเลือกตั้ง การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 2.อำนวยความสะดวกการรักษาความปลอดภัย 3.การอำนวยการด้านจราจร และ 4.ติดตามก่อน ขณะ หลัง การเลือกตั้ง การหาเสียง การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เตรียมพร้อมศึกษาอำนาจการสอบสวน ว่าเรื่องใดเป็นของ กกต. เรื่องใดเป็นของตำรวจ

แน่นอนว่าภารกิจของตำรวจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเน้นย้ำเฝ้าระวังการซื้อสิทธิ์ขายเสียง..! ตามที่ กกต.ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือให้ช่วยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เอนข้าง เอียงฝ่าย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทั้งส่วนตัวและหน้าที่ความรับผิดชอบ ถ้าพบใครกระทำความผิดต้องดำเนินการจับกุมทันที

เกี่ยวกับประเด็นนี้ทาง ผบ.ตร.ก็ได้ย้ำหนักแน่นว่า ตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การไปติดตาม ใกล้ชิด นักการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. ว่าที่ผู้สมัครต่างๆ ต้องดูด้วยว่าไปเพื่ออะไร ไปหาข่าวหรือไปทำอะไร โดยหลักการไปได้ แต่ย้ำว่าการไปต้องวางตัวเป็นกลาง หากทำอะไรสุ่มเสี่ยงก็ต้องพิจารณาลงโทษทั้งทางวินัยและอาญา !

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ ในฐานะ ผอ.ศลต.ตร. เคยบอกว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2562 ศลต.ตร.จับตาพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ ที่อาจใช้จังหวะช่วงเทศกาล จัดเลี้ยงต่างๆ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม กกต.เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่ตำรวจก็ต้องสืบสวนหาข่าว ยอมรับว่าพบมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มเคลื่อนไหวในช่วงปีใหม่ ซึ่งกำลังจับตาดูอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมอนิเตอร์มาตลอด อะไรที่เป็นความผิดก็ดำเนินการทางคดีได้เลย อะไรที่ต้องรอการร้องทุกข์จาก กกต. ก็จะมีกระบวนการดำเนินการ ประชาชนก็ไปศึกษากฎหมายดีๆ ว่าอะไรทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ตำรวจก็สร้างการรับรู้ เพิ่มความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นนัยสำคัญว่าจะมีการชุมนุม เชื่อว่าตอนนี้เข้าโหมดหาเสียงแล้ว ทุกคนจะเลือกใช้พื้นที่หาเสียงอย่างถูกต้อง ในส่วนสันติบาลก็ลงพื้นที่หาข่าวความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยไม่ไปจำกัดสิทธิของนักการเมืองและประชาชน และทราบว่านักการเมืองมีการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียรณรงค์หาเสียงมากขึ้น

จากนี้ต้องรอชมว่าทีมงาน “บิ๊กปู” ที่คอยมอนิเตอร์นักการเมืองในห้วงเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ผ่านมาจะมีใครเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ การเลือกตั้งที่คาดว่าดุเดือดตำรวจจะเอาอยู่ขนาดไหน..!?

“อนาคตใหม่” ห้าว! เดิน “สองขา” ปูทางล้ม คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357969?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ห้าว! เดิน “สองขา” ปูทางล้ม คสช.

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 11:31 น.
พรรคอนาคตใหม่,นายธนาธร จึงรุ่งเรือ,บ่าววี หรือ วีรยุทธ์ นานช้า,่บ่าววี,โรม รังสิมันต์,ณัฏฐา มหัทธนา,โบว์ ณัฏฐา,คนอยากเลือกดั้ง,เลื่อนเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 1,144 ครั้ง

ไม่บอกก็รู้ว่า กลุ่มการเมืองที่เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็คือสองขาเป็นหนึ่งเดียว!!

000 เริ่มศักราชใหม่ ด้วยความร้อนแรงทางการเมือง เมื่อ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ฉวยจังหวะ “เลื่อนเลือกตั้ง” ปลุกมวลชนชูป้าย “ไม่เลื่อน” ยกแรกที่สกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อาทิตย์ที่ มกราคม ที่ผ่านมา โดยการนำของตัวละครหน้าเดิมๆ อานนท์ นำภา, “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ซึ่งปลายปีที่แล้ว แกนนำกลุ่มนี้ได้จัดกิจกรรมดนตรีต้านเผด็จการมาแล้ว เป็นการอุ่นเครื่อง

          000 จริงๆ แล้ว “แกนลับ” คนหนึ่งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คือ “อานนท์” ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ผู้ทำคดีสลายการชุมนุมปี 2553 และผู้ก่อตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และอานนท์เป็นคนชักชวนให้สาวนักการตลาด “โบว์ ณัฏฐา” เข้ามาร่วมขบวนการประชาธิปไตยประชาชน ในนามกลุ่มพลังมด

อานนท์ นำภา กุนซือคนอยากเลือกตั้ง

          000 สำหรับแกนนำหลัก “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” หนีไม่พ้นผู้ชายคนนี้ “โรม” รังสิมันต์ โรม ที่ก่อตั้ง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นเรือธง แสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ต้าน คสชเมื่อปี 2558 ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า “โรม” เป็นเด็กปั้นของกลุ่มอาจารย์หัวก้าวหน้า “คณะนิติราษฎร์” และเป็นศิษย์รักของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” นักวิชาการหนุ่มที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองในวันนี้

          000 ฤดูเลือกตั้งมาถึง “โรม” สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และมีตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการพรรค “ปิยบุตร” จึงไม่น่าแปลกใจ หากสถานะของ “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จะไม่แตกต่างจาก “พรรคเพื่อไทย” กับ “กลุ่ม นปช.” ในช่วงการเลือกตั้ง 2554 แม้จะไม่ประกาศยุทธศาสตร์ “สองขา” แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันในหมู่นักเคลื่อนไหวปีกซ้ายใหม่

          000 ไม่น่าแปลกใจ เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “ปิยบุตร” จะควงแขนลูกศิษย์ “โรม” มาทำกิจกรรม “ไม่เลื่อน” ที่สกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเกมอุ่นเครื่องต้าน คสชคงสร้างความคึกคักในกลุ่มการเมืองที่เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่น้อยเลย

รังสิมันต์ โรม จากม็อบคนอยากเลือกตั้ง สู่พรรคอนาคตใหม่

          000 นอกจากตัวละครในเครือข่ายนักวิชาการสายไม่เอาทหาร ก็ยังมี “คนเสื้อแดง” อายุระหว่าง 40-60 ปี มาร่วมทำกิจกรรมอยู่เนืองๆ นำโดย “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” หรือ “อนุรักษ์ เจนตวนิชย์” ที่แยกตัวออกจาก นปชมาตั้งกลุ่มเส้นทางสีแดง จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้านทหาร และเชิดชู “ทักษิณยิ่งลักษณ์” ดุจวีรบุรุษวีรสตรีในดวงใจแดง

          000 ปัจจุบัน “ฟอร์ด” ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่ม “เรดยูเอสเอ” (Red USA) ที่มี เชาว์ ซื่อแท้ เจ้าของกิจการนวดแผนไทยเป็นแกนนำ ซึ่งกลุ่มเรดยูเอสเอ ก็ร่วมมือกับ “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” โดย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณจักรภพ เพ็ญแขสุนัย จุลพงศธร และจรัล ดิษฐาอภิชัย ทำกิจกรรมต้านเผด็จการ ภายใต้ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

          000 ขณะเดียวกัน มีสายข่าวรายงานว่า กุนซือหลังม่านของกลุ่มฟอร์ด ก็คือ สมยศ พฤกษาเกษมสุข แห่งกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และขบวนการตาสว่าง ที่เพิ่งพ้นโทษในคดีหมิ่นประมาท พล..สะพรั่ง กัลยาณมิตร โฆษก คมช.สมัยโน้น

          000 การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” รอบใหม่ เปรียบเสมือนลมมรสุม ที่อาจกลายเป็น “ไต้ฝุ่นการเมือง” ในวันข้างหน้า สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่จบคือ การช่วยเหลือชาวบ้านหลังวาตภัย “ปาบึก” ซึ่งตอนนี้ ได้แปรสภาพเป็น “เวทีหาเสียง” ไปแล้ว

          000 ควันหลงจากปักษ์ใต้ กรณีวิวาทะ “นักร้อง” กับ “นักการเมือง” สืบเนื่องจาก “บ่าววี” หรือ “วีรยุทธ์ นานช้า” ศิลปินเพลงชาวตรัง อ่านข่าวอดีตนายกฯ “ชวน หลีกภัย” ทำบุญปีใหม่ จึงโพสต์เฟซบุ๊กทำนองยังรักนายชวน แต่อยากเห็นการแข่งขัน ไม่งั้น บ้านเราไม่เจริญ “ผมไม่มีพรรคแต่ผมมีพวก” จึงขอสนับสนุนคนพัฒนาเมืองตรัง พรรคไหนก็ได้

 บ่าววี” หรือ “วีรยุทธ์ นานช้า”

          000 ฝ่ายผู้แทนคนบ้านเดียวกัน “นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์” อดีต ส..ประชาธิปัตย์ ก็โพสต์โต้ตอบเสียยาวยืด สรุปสั้นๆ ว่า “บ้านเราดีกว่าที่อื่นเยอะ” แถมติดแฮชแท็ก “อยากให้บ่าววีมาลง ส..จัง” เท่านั้น กองเชียร์บ่าววี ในโลกออนไลน์ก็ถล่ม “หมอสุกิจ” เสียเละเทะ

หมอสุกิจ อดีต ส.ส.ตรัง ออกหาเสียงช่วงปีใหม่

          000 จะว่าไปแล้ว “บ่าววี” ก็เป็นนักร้องใต้ที่ชอบการบ้านการเมือง ถ้าติดตามเฟซบุ๊กเขา ก็จะพบการแสดงความเห็นทางการเมืองซุกซ่อนอยู่ “บ่าววี” ดังมาจากเพลง “ขอนไม้กับเรือ” แต่วันหน้า อาจได้ฟังเพลง “เสาไฟฟ้ากับเรือผุๆ” ก็เป็นได้

ถอดรหัสเเละโอกาสปักธงส.ส. เสรีรวมไทยมีโอกาสเพียงใด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัสเเละโอกาสปักธงส.ส. เสรีรวมไทยมีโอกาสเพียงใด?

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 09:12 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พรรคเสรีรวมไทย
เปิดอ่าน 3,805 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

หลังจากที่ “พรรคเสรีรวมไทย” ประกาศความพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.สามร้อยห้าสิบเขตเเละหนึ่งร้อยห้าสิบปาร์ตี้ลิสต์ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะได้ส.ส.เเปดสิบที่นั่ง เเละยืนยันว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะฝ่ายยึดอำนาจเเน่นอน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีจำนวน 350 คน แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวน ส.ส. 1 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคราวนี้ราวห้าสิบล้านคนที่มีสิทธิกาบัตรหนึ่งใบเลือกคนเเละพรรคในคราวเดียว ตรงนี้จะเป็นการวัดใจไปเลย ไม่ต้องเลือกพรรคที่ชอบใบหนึ่ง เลือกคนที่ใช่ (จากคนละพรรค) อีกใบหนึ่ง

ตรงนี้ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายสำหรับทุกพรรคหากคนเเละนโยบายไม่โดนใจขาวบ้านในเขตนั้นๆ โอกาสคะเเนนหายไปที่พรรคอื่นหรือชาวบ้านกาช่องไม่ลงคะเเนนเเละกาบัตรเสียก็มีความเป็นไปได้

เเปลความง่ายๆ ผู้สมัครต้องโดน นโยบายต้องดี ผู้นำพรรคต้องน่าเชื่อถือ รวมทั้งจุดยืนทางการเมืองเเละสามรายชื่อบัญชีว่าที่นายกฯ ของพรรคนั้นๆ ต้องเรียกศรัทธาจากสังคมได้

หากทำได้เช่นนี้..โอกาสของพรรคนั้นๆ จะเปิดกว้างทันที

หันไปพินิจสิ่งที่เดอะตู่ระบุไว้ข้างต้น เท่ากับว่าเสรีรวมไทยหวังที่จะมีสัดส่วน ส.ส.1:8 (80 ส.ส.จาก 500 คน) เเละมีสิทธิติดอันดับหนึ่งในสี่ว่าที่พรรคเเกนนำตั้งรัฐบาล….เเต่ความฝันนี้ของ “เดอะตู่” จะบังเกิดหรือไม่นั้น ขุนพลของเสรีรวมไทยในภาคเหนือเเละปักษ์ใต้ร่วมประเมินโอกาสที่จะสานฝันเดอะตู่เเละพลพรรคว่าจะเป็นไปได้เพียงใด

ภาคเหนือเดิมมีส.ส.36 คน ตอนนี้เหลือ 33 คน (เชียงใหม่ แพร่ และอุตรดิตถ์ ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง)

“พิทักษ์​ สันติวงศ์สกุล” ประธานสาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคเหนือ ประเมินสถานการณ์ว่าวันนี้ชาวบ้านในภาคเหนือตอบรับพรรคดี ส่วนตัวมั่นใจว่าทุกเขตเลือกตั้งในภาคเหนือผู้สมัครส.ส.ของพรรคจะต้องติดอันดับ 1-5 ส่วนจะให้บอกว่าคาดหวังว่าเขตใดจะชนะ ตอนนี้ไม่สามารถตอบได้เเต่เชื่อมั่นว่าอย่างน้อยในภาคเหนือ พรรคจะมีส.ส.เเบบเขตเเน่นอน พรรคนี้ทำการเมืองมิติใหม่ ไม่มีกระสุน

 “ภาคเหนือพรรคจะมีส.ส.เเบบเขตเเน่นอน พรรคนี้ทำการเมืองมิติใหม่ ไม่มีกระสุน”  

“พิทักษ์​ สันติวงศ์สกุล”

“ผมอยู่มาทั้งสองพรรค (ประชาธิปัตย์เเละไทยรักไทย) ผมมองว่าหากยังอยู่กับสองพรรคนี้ต่อความขัดเเย้งเเละกีฬาสีจะจบไหม? ปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมาหลายคนรู้ดีว่ามันเกิดจากอะไร? ใครอยู่เบื้องหลังการล้มสองรัฐบาลเเละใครร่วมมือบ้าง? หากเเบบนี้มันยังวนอยู่บ้านเมืองไม่สงบเเน่นอน เเละเมื่อก่อนการเลือกตั้ง เพื่อนๆ ในสองพรรคมาทาบทามให้ผมกลับไปในร่วมงานในการเลือกตั้งครั้งนี้ เเต่ผมมองว่าหากกลับไปที่สองพรรคข้างต้นปัญหาบ้านเมืองไม่จบ

ผมเคยรับราชการเป็นนายอำเภอ ช่วงที่เว้นว่างทางการเมืองก็ไปสอนหนังสือ ผมทำเเบบนั้นชีวิตมีความสุขมากกว่า เเต่หัวหน้าพรรคมาทาบทามให้มาช่วยงานเพื่อก้าวพ้นความขัดเเย้ง ผมตอบรับเพราะศรัทธาหัวหน้าพรรค

วันนี้หัวหน้าพรรคได้บอกนโยบาย 6 หยุดไว้เเล้วที่จะเป็นทางออกของชาติ หัวหน้าพรรคเป็นคนที่รักษาคำพูด เครดิตที่ทำมาในช่วงรับราชการนั้น ชาวบ้านรู้จัก การเมืองไทยวันนี้ต้องการคนเเบบนี้ที่จะมาสู้กับฝ่ายยึดอำนาจ เพราะลองไล่เรียงฝ่ายประชาธิปไตยดูเลยว่าหัวหน้าพรรคคนไหนที่กล้าโต้ตอบคสช.เเบบหัวหน้าพรรคบ้าง เพราะหัวหน้าพรรคพูดเรื่องจริงที่ทำให้เเกนนำคสช.ตอบไม่ได้

สิ่งที่คสช.ทำมาทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมาเเละวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเอาไว้ในกฎหมายเเบบนี้ ถามว่ามันทำได้จริงไหม? ใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ต้องเดินตามเเนวทางที่คสช.วางไว้ ถามต่อว่าเเล้วใครจะกล้าตรวจสอบบ้าง? หากรัฐบาลใดไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติก็มีความผิด? งบประมาณที่คสช.ลงทุนไปใครจะตรวจสอบ? ของเเบบนี้สังคมรับรู้กันดีนะ ฉะนั้น สังคมควรเลือกคนที่กล้าจะชนกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องเเละไม่ควรให้โอกาสสืบทอดอำนาจ

จำรัฐบาลหอยได้หรือไม่? ที่บอกว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ใช้เวลา 11 ปี เเล้วอยู่ได้ไหมโลกวันนี้ไปเร็วมาก เทคโลโลยี 1-2 วันก็เปลี่ยนเเล้ว ฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันต้องเเก้”

“มหวรรณ กะวัง” เเกนนำคนเสื้อเเดง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเสรีรวมไทย (เพื่อนร่วมรุ่นบัวเกี๋ยง โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ประเมินการเเข่งขันในจังหวัดที่ถือว่าเป็นฐานของคนเสื้อเเดงในภาคเหนือ

“คนนำประเทศได้ช่วงนี้คือหัวหน้าพรรคที่จะยุติสงครามสีเสื้อได้ คืนความเป็นธรรมให้สังคม”  “มหวรรณ กะวัง”

“ผมยืนยันว่าวันนี้ผมยังเป็นคนเสื้อเเดงนะ เเม้คนเสื้อเเดงจะลงสมัครกันเยอะในหลายพรรค เเต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำไว้คือปกป้องประชาธิปไตยเเละยืนในเเนวทางนี้ เมื่อมาร่วมงานกับพรรคเเละหัวหน้าพรรค เชื่อว่าชาวบ้านในพื้นที่จะให้การยอมรับเเละสนับสนุนเสรีรวมไทย ผมมองโลกจากความจริง คนนำประเทศได้ช่วงนี้คือหัวหน้าพรรคที่จะยุติสงครามสีเสื้อได้ คืนความเป็นธรรมให้สังคม ทุกวันนี้เเทบไม่มีเลยผู้นำเเบบพี่ตู่

พรรคใหญ่ๆ ที่ผมจะต้องเเข่งขันด้วยนั้น ผมไม่กดดัน เพราะเชื่อมั่นเเนวทางที่หัวหน้าพรรคประกาศไว้ วันนี้คนในพรรคเสรีรวมไทยมาจากทุกขั้วทุกสี เเต่มีเป้าหมายเดียวกันคือพ้นความขัดเเย้ง เพราะมันทำลายชาติมานานเเล้ว คสช.ทำงานมากี่ปี ชาวบ้านได้อะไร นโยบายรัฐที่บางพรรคนำไปใช้ เเละบางคนในรัฐบาลทำอะไรไม่ชอบธรรมเเบบนี้จะปล่อยไว้? สังคมควรพิจารณาว่าจะเลือกเเบบใด”

ส่วนพื้นที่ด้ามขวานนั้นภาคใต้เดิมมี ส.ส.53 คน ปัจจุบันเหลือ 50 คน (นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง ลดลงไปจังหวัดละ 1 ที่นั่ง)

“สมพงษ์ สระกวี” ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะอดีตสปท.เเละอดีตส.ว.สงขลา ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ไว้ว่า “ปัญหาภาคใต้ตอนนี้คือเศรษฐกิจเเละปากท้องเหมิอนภาคอื่นๆ การตอบโจทย์ในพื้นที่นี้คือ ยางพารา ปาล์ม ประมง ท่องเที่ยว หากตอบโจทย์สี่ข้อนี้ได้ รับรองว่าพรรคใหม่ๆ รวมทั้งเสรีรวมไทยจะได้ส.ส.

ตอนนี้พรรคเก่าเเก่ในภาคใต้รวมทั้งพรรคใหญ่บางพรรคที่หวังจะชิงพื้นที่มาหลายสมัยนั้น วันนี้โอกาสมันเปิด เพราะชาวบ้านพูดเสียงเดียวกันว่าเลือกผู้เเทนฯ จากพรรคเก่าเเละพรรคใหญ่ ที่ผ่านมาไม่มีอะไรเปลี่ยน กติกาที่วันนี้เขียนขึ้นบวกกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมมองว่ามันเป็นโอกาสของพรรคอื่นๆ นะ ไม่มีการผูกขาดเเล้ว

“ยางพารา ปาล์ม ประมง ท่องเที่ยว คือวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ ใครตอบ 4 โจทย์นี้ได้ ก็ได้รับเลือก” “สมพงษ์ สระกวี”

สี่เหตุผลที่ผมบอกข้างต้นคือวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ หลายปีที่คสช.ดูเเลประเทศ ถามว่าสี่เหตุผลดังกล่าวมีอะไรดีขึ้นบ้าง? ที่เคยพูดว่าบางพรรคส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก หรือเลือกพรรคนาย…เท่านั้น วันนี้ความเชื่อเหล่านี้เปลี่ยน ชาวบ้านมีโอกาสติดตามข่าวสารมากขึ้นเเละมองข้อเท็จจริงในการทำงานของผู้เเทนฯ ช่วงที่ผ่านมา ผมไม่ได้บอกว่าพรรคเสรีรวมไทยจะชนะเท่านั้น พรรคอื่นๆ ก็มีโอกาสเท่ากันที่จะชนะ เเละยังมองว่าพรรคเก่าเเก่จะเหลือส.ส.ไม่ถึงครึ่งหนึ่งในภาคใต้

พรรคหวังว่าสิบเอ็ดเขตในภาคใต้ (3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้ 3 เก้าอี้ สงขลาเเละสตูล 3 เก้าอี้ พัทลุงเเละอันดามัน 3 เก้าอี้ สุราษฎร์ฯ เเละชุมพร 1 เก้าอี้ นครศรีฯ 1 เก้าอี้) พรรคน่าจะชนะ อันนี้พูดตามความจริงเพราะประเมินจากคุณสมบัติผู้สมัครของพรรคในเขตนั้นๆ เเละกระเเสที่สังคมให้คะเเนนพรรคต่างๆ ผมเชื่อว่าชาวบ้านต้องการสิ่งเปลี่ยนเเปลงให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น ตรงนี้คือโจทย์ที่พรรคต้องทำให้ได้”

การตลาดออนไลน์ปี 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/357963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การตลาดออนไลน์ปี 2562

วันที่ 7 มกราคม 2562 – 08:57 น.
การตลาดออนไลน์ปี 2562
เปิดอ่าน 434 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

สังคมไทยก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2562 กับความเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องโดยเฉพาะกระแสธุรกิจที่เข้าสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกับการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อทำการตลาดในรูปแบบใหม่ที่ต่างจากเดิม รวมถึงกฎหมายการเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์ที่จะเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้มากขึ้น

รู้ลึกกับจุฬาฯ อาทิตย์นี้ พูดคุยกับ ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวในด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการธุรกิจและผู้บริโภคในบริบทของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

“อันดับแรกคือรูปแบบการใช้โซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลง ณ ขณะนี้ไม่ใช่แค่ใช้สื่อสาร แจ้งเตือนพูดคุยกับลูกค้าอย่างเดียว แต่สามารถใช้เป็นหัวใจหลักของการทำแบรนด์ได้ กลายเป็นตัวหลักของธุรกิจได้แล้ว”

โซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีหลายช่องทาง เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นและลดลงของจำนวนผู้ใช้แล้ว ยังมีการแบ่งซอยย่อยในเชิงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และมีความเฉพาะเจาะจงตามความสนใจของผู้บริโภคที่หลากหลาย

อาจารย์วิเลิศกล่าวว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต การเชื่อมต่อในโลกเทคโนโลยีเริ่มต้องการการแสดงออกมากขึ้น หรือที่เรียกว่าทัชโนโลยี (Touchnology) โดยเฉพาะการแสดงออกทางด้านความรู้สึก หรืออารมณ์ต่างๆ ของสินค้าบริการที่กำลังบริโภค

“แค่การกดไลค์กดแชร์ไม่เพียงพอ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการการบริโภคผ่านอารมณ์ หรือคุณค่าทางอารมณ์ของแบรนด์นั้นๆ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม AI ถึงยังทดแทนความสามารถของมนุษย์ไม่ได้เต็มร้อย เพราะแม้ว่า AI จะเข้ามาทำงานเชิงจัดการหรือจัดระเบียบฟังก์ชั่นได้ แต่ด้านคุณค่าทางอารมณ์ที่จะตอบสนองการใช้งานของลูกค้ายังทำไม่ได้”

ธุรกิจนับแต่นี้ต่อไปจะไม่สามารถแยกโลกเสมือนจริง หรือโลกออนไลน์ และโลกความเป็นจริง หรือโลกออฟไลน์ ออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เพราะผู้บริโภคจะเชื่อมโยงเข้าทั้งสองรูปแบบในมิติเดียว ทำให้ระบบออฟไลน์ หรือการมีหน้าร้าน และระบบออนไลน์หรือช่องทางติดต่อในโลกดิจิทัล แยกออกจากกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากภาษีผู้ค้าขายออนไลน์ที่กำลังจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2563 จะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวขนานใหญ่ โดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางขายของ ก็จะต้องเข้าระบบเพื่อเสียภาษี

“กฎหมายภาษีออนไลน์ทำให้คนขายของออนไลน์ถูก track ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเมื่อก่อนคุณขายของลอยนวลไม่เสียภาษี ต่อไปจะไม่ได้แล้ว คุณต้องปรับตัว ส่วนลูกค้าหรือผู้บริโภคเองก็ควรรู้ไว้ด้วยว่าความเป็นส่วนตัวของคุณจะหายไปมากขึ้นอีก”

เนื่องจากนโยบายของทางภาครัฐในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National E-Payment จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของผู้บริโภคเป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งยังรวมไปถึงข้อมูลการบริโภคแบบใช้อารมณ์ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นความจริง

“ข้อมูลเหล่านี้อาจมีการหลุดรั่วได้ และน่าจะนำไปสู่การ track หรือติดตามดูความต้องการของลูกค้า โดยอาศัยฐานจากการประมวลข้อมูลที่เกี่ยวกับโปรไฟล์การบริโภคและการแสดงออกในโซเชียลมีเดียที่ผ่านมาและกำลังดำเนินอยู่ ต่อไปเราจะไม่เห็นพวกงานวิจัยที่ยืนแจกแบบสอบถาม การตลาดบ้านๆ แบบนี้อีกแล้ว มันจะล่มสลายไปเพราะข้อมูล Real time ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์มันทำให้เราเห็นชัดว่าผู้บริโภคต้องการอะไร”

อาจารย์วิเลิศมีคำแนะนำว่าผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเข้าใจผู้บริโภคให้มากกว่าผู้บริโภคเข้าใจตัวเอง ต้องเข้าใจ Lifeline หรือเส้นทางชีวิตของลูกค้าทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ จึงจะจับกลุ่มเป้าหมายได้ถูกเป้า

ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระของตนเองที่มีต่อสังคม ซึ่งรวมไปถึงการเสียภาษี สำหรับผู้ที่ค้าขายออนไลน์ ก็ควรแสดงความรับผิดชอบและตระหนักถึงภาระหน้าที่ของตนเองด้วยการเสียภาษีให้ถูกต้อง

“รวมถึงการรับมือคู่แข่งรายใหม่ๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเราด้วย ผมยกตัวอย่างธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ณ ตอนนี้คู่แข่งเขาไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อยี่ห้ออื่น แต่เป็นธุรกิจส่งของอย่างไลน์แมน ลาลามูฟ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ข้ามสายพันธุ์มา ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันแต่มาแข่งขันกันได้ ดังนั้นก็ต้องปรับตัว”

ขณะเดียวกัน อาจารย์วิเลิศเตือนด้วยว่าผู้บริโภคจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่า แรงจูงใจในการซื้อของออนไลน์อาจเป็นผลจากการตลาดที่ดึงดูดความสนใจของเราผ่านระบบประมวลผลของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูล และการแสดงออกใดๆ เผื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดออนไลน์