เมืองทะเลภูเขา วัดพลังความแข็งแกร่ง “คนรุ่นใหม่-เก่า”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองทะเลภูเขา วัดพลังความแข็งแกร่ง “คนรุ่นใหม่-เก่า”!

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:31 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,ภูมิใจไทย,วันชัย บุษบา
เปิดอ่าน 2,218 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

การเลือกตั้งพื้นที่จัังหวัดเลยถูกจับจ้องจากกองเชียร์ตั้งแต่แกนนำสำคัญกลุ่มสามมิตรเดินสายทาบทามบุคลากรเข้าร่วมงาน จนเกิดกระแสดูดกันยกพวงทำให้คาดหวังกันว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้พื้นที่เมืองทะเลภูเขาจะเป็นการชิงชัยกันอย่างสนุก

นับแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบัน สนามเลือกตั้งเมืองเลยมี 3 ตระกูลที่ผูกขาดการเป็น ส.ส.มายาวนานที่สุดคือ เร่งสมบูรณ์สุข, ทิมสุวรรณ และสังขทรัพย์ แต่ละเขตเป็นสงครามตัวแทนของแต่ละตระกูลพูดได้ว่าอยู่ในระดับช้างชนช้างก็มิผิด

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย อำเภอเมือง นาด้วง เอราวัณ และปากชม ดูจะถูกกล่าวขวัญไม่น้อย เมื่อหัวเรือใหญ่ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ย้ายสีเสื้อจากเพื่อไทย มาพรรคใหม่ “พลังประชารัฐ”

จึงเกิดคำถามถึงบารมีที่เคยมีในพืื้นที่จะหนุนนำให้เครือข่ายมีโอกาสเดินตามเข้าสู่สภาหินอ่อนได้อีกหรือไม่..???

ไฮไลท์จับจ้องไปที่ วันชัย บุษบา พรรคพลังประชารัฐ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เก่า ซึ่งมีฐานเสียงเจาะพอสมควรจากผู้สนับสนุนผู้นำชุมชน หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบ ส.ส.ติดดินเป็นทุนเดิม ที่สำคัญสีเสื้อใหม่จะเป็นปัจจัยหนุนนำให้ขึ้นสู่ฝั่งหรือไม่คงต้องรอดู
อีกคนที่่น่าจับตาคนหนุ่มไปแรงที่ฐานเสียงไม่ธรรมดา เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ว่าที่ผู้สมัคส.ส.จากพรรคเพื่อไทย อดีตนายก ทต.วังสะพุง ภูมิลำเนาที่เขตเทศบาลเมืองเลย วงศ์ตระกูลเป็นเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตัวแทนขายทั้งในเมืองเลยและจังหวัดใกล้เคียงหลายสาขาด้วยกัน

ไม่เพียงแต่สายสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจของตระกูลเท่านั้น เลิศศักดิ์ ยังกระโดดเข้ามาร่วมในวงการกีฬาอีกด้วย โดยเขายังเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเมืองเลย ยูไนเต็ด จึงทำให้ฐานเสียงจะได้มากจากคนรุ่นใหม่ เยาวชน นักกีฬาแฟนคลับเข้าบรรยากาศและกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเรียกว่าสายป่านแข็งและยาวกว่าคนอื่น

แต่ที่กล่าวขวัญกันทั้งเมืองเลยเห็นจะเป็นการกลับมาของอดีตนักการเมืองดังในวัย 63 ปี ทศพล สังขทรัพย์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้หลุดคำสาปทางการเมืองคืนเวทีเลือกตั้งในสังกัดพรรคเดิม เรียกได้ว่างานนี้ขอพี่เล่นเองหลังจากให้ศรีภรรยาและหลานลงสนามเป็นตัวตายตัวแทน
ด้วยความที่ห่างเวทีมานาน หลายคนจึงมองว่างานนี้ ลูกชายของวีรบุรุษภูขี้เถ้า คงต้องเหนื่อยหน่อยกับการฟื้นฐานเสียงเดิม และคงต้องดูแรงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยว่ามีมากน้อยแค่ไหนในการผลักดันให้อดีตส.ส. 8 สมัยผู้นี้ ผงาดในพื้นที่เมื่องเลยอีกครั้ง

บทสรุปเขต 1 จังหวัดเลย  เมืองท่องเที่ยวสำหรับคนรักป่า ภูเขา และอากาศหนาวนี้  เป็นการชิงชัยที่น่าสนใจเมื่อมีคนใหม่ตระกูลนักธุรกิจและผู้สมัครหน้าใหม่อย่าง  พัฒนชัยกุล ตระกูลนักการเมืองมืออาชีพ สังขทรัพย์ ที่มาจาก 3 พรรคใหญ่ พลังประชารัฐ เพื่อไทย และภูมิใจไทย เข้าร่วมประลองยุทธ์

เมื่อนกหวีดการเมืองถูกเป่าขึ้นบัตรเลือกตั้งในคูหาเขต 1 เมืองทะเลภูเขาแห่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าใครจะแข็งแกร่งและเก่งกว่ากัน!!!

ไม่ใช่ “บิ๊กตู่” กองทัพปรับบทบาท พลเรือน อย่า!ล้ำเส้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358489?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ใช่ “บิ๊กตู่” กองทัพปรับบทบาท พลเรือน อย่า!ล้ำเส้น

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:28 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,รัฐประหาร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปไตย,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัส ลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

ถ้าเป็นไปตามที่คาดหวัง ภายหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย บทบาทและทิศทางกองทัพคงไม่น่าห่วง เพราะต่างฝ่ายต่างเกื้อหนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นโควตา ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่ง และอีก 194 คน มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) น่าจะมีสัดส่วนจาก ผบ.หน่วย ทหารที่ใกล้เกษียณอายุราชการในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะช่วยค้ำบัลลังก์รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

หากสมการเปลี่ยน ‘นายกรัฐมนตรี’ คือฝ่ายที่เรียกตัวเอง ‘ประชาธิปไตย’ กองทัพต้องปรับตัว เตรียมแผนตั้งรับ เพราะวิเคราะห์แล้วว่า เกมที่รัฐบาลพลเรือนจะเล่นคือ ผ่าโครงสร้างปฏิรูปกองทัพ ในรูปแบบโยนหินถามทาง เช่น การรับสมัครระบบการเกณฑ์ทหาร ที่พยายามเสนอแนวคิดคัดเลือกทหารเกณฑ์เป็นรูปแบบสมัครใจ ตลอดจนเข้ามาควบคุมและตัดงบประมาณที่เคยตั้งเป้าเอาไว้ทั้งงบกลาง หรือระยะยาว เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้างรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง

ที่ต้องระวังคือ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลพลเรือน มุ่งเน้นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งแก้ปัญหาปากท้อง รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ ดังนั้นช่วงสองปีแรก ‘กองทัพ’ ต้องนิ่ง เพราะแผนพัฒนาโครงสร้างกองทัพที่กำลังดำเนินการอยู่สามารถลดความหวาดระแวงฝ่ายการเมืองได้ เช่น การย้ายหน่วยทหารกำลังรบออกนอกเมือง

แต่สิ่งหนึ่งที่ กองทัพ จะได้รับในปี 2562 หลังมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของมิตรประเทศโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ที่ใช้ข้ออ้างรัฐประหาร ตัดความสัมพันธ์ในการให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณทางทหารด้านทุนการศึกษา หรือการพัฒนาเทคนิคหรือการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ จะทำให้กองทัพสามารถยกระดับคุณภาพมาตรฐานได้

ขณะที่ “รัฐบาลพลเรือน” ไม่ควรล้ำเส้น หรือเอาคืนกองทัพด้วยการก้าวก่ายแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เพราะบทเรียนในอดีตเคยมีการปะทะทางความคิดหรือทางอำนาจ ของผู้บัญชาการกองทัพที่ไม่ยอมรับการแทรกแซงของรัฐบาลพลเรือน

นอกจากนี้ ยังมีทหารสวมหมวกเป็นนักการเมืองในตำแหน่งวุฒิสมาชิกสามารถอภิปรายออกมาเสนอความเห็น ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้ด้วย

“สมมุติว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่ผู้นำฝ่ายกองทัพตามที่คาดหวัง คิดว่าสัดส่วน รมว.กลาโหม หรือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงน่าจะเป็นอดีตนายทหารเข้ามารับหน้าที่กำกับตรงนี้ หรือนายทหารที่นิยมประชาธิปไตย ที่ไม่ได้ไปสังกัดพรรคของพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจะมีทหารอีกขั้วการเมืองคิดว่าสายใยพี่น้อง ความเป็นเตรียมทหารด้วยกัน จะลดแรงปะทะ หรือการเผชิญหน้าระหว่างผู้นำรัฐบาล กับกองทัพได้” แหล่งข่าวจากกองทัพ ระบุ

การทำ ‘รัฐประหาร’ แม้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก จะไม่รับประกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเมืองไทย แต่โอกาสที่จะเกิด ‘ยาก’ ขึ้นเรื่อยๆเพราะ “พลวัต” การใช้อำนาจของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก ลดลงตามลำดับ

หากย้อนอดีตการทำรัฐประหารในแต่ละห้วง พบว่า เมื่อ 28 ปีที่แล้ว รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ยึดอำนาจ นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ. โดยอายุผู้ทำรัฐประหาร อยู่ในวัย 57-58 ปี และเมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. มีอายุราชการ 1 ปี ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลา 4 ปี หมายความว่า การสะสมพลังอำนาจ ของ ผบ.ทบ.ไม่หนาแน่นเหมือนในอดีต

การทำ ‘รัฐประหาร’ แต่ละครั้ง นอกจากต้องอาศัยองคาพยพ ความร่วมมือจาก ผบ. เหล่าทัพอื่นแล้ว ต้องได้รับคำชี้แนะจากอดีต ผบ.ทบ. หรืออดีต ผบ.เหล่าทัพ หลายคนมาช่วยปูทางในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ หากอดีต ‘ขุนศึก ขุนทหาร’ ไม่เห็นด้วย ก็ถือว่ายากแล้ว แต่คงไม่เท่ากระแสต่อต้านจากสังคมที่มีเงื่อนไข ปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้ ‘รัฐประหาร’ เกือบเป็นศูนย์

โอกาสที่จะเห็น ‘ทหาร’ หันหลังให้การเมืองยังมีอยู่ แต่คงไม่เกิดในเร็ววันนี้ เพราะอนาคตมีตำแหน่งวุฒิสมาชิกรองรับเพื่อให้เกิดการต่อรองและผลักดันให้กองทัพยกระดับมาตรฐานตัวเอง สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาหล่อเลี้ยงเกิดความมั่นคง เช่นเดียวกับต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณของประเทศอย่างที่ฝ่ายกองทัพใช้วิธีการยึดอำนาจแล้วจัดสรรงบประมาณเข้าตัวเองอีกต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อกองทัพได้งบประมาณที่ถูกต้องและเป็นไปตามครรลอง ก็จะกลับเข้า ‘กรมกอง’ มุ่งเน้นภารกิจของตัวเอง โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 52 ได้วางบทบัญญัติให้กองทัพเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ โดยบทบาทสำคัญคือ แก้ไขปัญหาความยากจน เพราะมีเครื่องมือกำลังพลที่สามารถช่วยเหลือในหน่วยงานราชการหรือรัฐบาลได้เป็นอย่างดี จะสามารถพัฒนาประเทศได้เต็มสูบ

‘กองทัพ’ หลังการเลือกตั้ง ต้องวางตัวเองในมิติเชิงสร้างสรรค์ ลดแนวคิดการปะทะ หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แม้จะมี หมวกวุฒิสมาชิก สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า ระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง โดยเฉพาะ นักการเมืองกับผู้นำเหล่าทัพ จะต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด

มิเช่นนั้น จากการเมืองเสื้อ 2 สี ในอดีต จะนำไปสู่ การเมือง 2 สถาบัน คือพรรคการเมือง กับ กองทัพ !

ลึกสุด “คุณหญิงอ้อ-ยงยุทธ” เพื่อชาติ-เพื่อใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358365?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลึกสุด “คุณหญิงอ้อ-ยงยุทธ” เพื่อชาติ-เพื่อใคร?

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:52 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช,ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช,พรรคเพื่อชาติ,พรรคไทยรักษาชาติ,คุณหญิงอ้อ,พจมาน ชินวัตร,ทักษิณ,นปช,ตู่ จุตพร
เปิดอ่าน 13,427 ครั้ง

ภาพ “คุณหญิงอ้อ” ในงานมงคลสมรสคืนนั้น ให้คำตอบประเด็นหนทางการเมืองของตระกูลติยะไพรัชได้หมด ทำไม “เสี่ยฮั่น” เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ 

000 ฤดูหาเสียงปีนี้ เกิดอาการแปลกๆ หลายอย่าง พรรคเก่าที่ครองแชมป์สนามบ้านนอก กลับทำตัวเยี่ยง พรรคยาจก” มีเวทีปราศรัยน้อยมาก รถแห่ก็หายาก สายข่าวแอบกระซิบ กระสุนขัดลำกล้อง” ใครอยากหาเสียงต้องดูแลตัวเอง

000 กล่าวถึงพรรคน้องใหม่สาย นปช.(ปีกสายกลาง) ต้องโฟกัสไปที่ ยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานฝ่ายเชียร์พรรคเพืื่อชาติ ที่ไปปราศรัยแถวพิษณุโลก ทำนองว่า จะนำ “ทักษิณ” กลับบ้าน แต่ภายหลังเจ้าตัวโพสต์เฟซบุ๊กอธิบายความยาวยืด ได้ข้อสรุปว่า หาเสียงจะพาทักษิณกลับ 3 ครั้งแล้ว ก็ทำไม่ได้ ส่วนครั้งที่ 4 “ยงยุทธ” เสนอเปิด พื้นที่พูดคุย” และคุยกับทักษิณนั่นเอง

ยงยุทธ ในวันหาเสียงที่พิษณุโลก

000 บนถนนการเมืองที่ว่างเว้นสภาผู้แทนฯ มา 4-5 ปี “ยุทธ แม่จัน” ไม่เคยหายหน้าไปจากจอทีวี เขามาคลุกคลีตีโมงอยู่กับ จตุพร พรหมพันธุ์” และ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ที่ตั้งสถานีทีวีดาวเทียม “พีซทีวี” จึงเกิดพรรคเพื่อชาติขึ้น

000 ส่วนที่เชียงราย สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายก อบจ.เชียงราย คู่ชีวิตของยงยุทธ รับบทแม่ทัพใหญ่รักษาฐานเสียง คู่ขนานไปกับการทำทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยลูกชาย มิตติ ติยะไพรัช” บริหารงานจนประสบความสำเร็จ และวันนี้ “เสี่ยฮั่น” มาเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ฉะนั้น ทุกย่างก้าวของ “ยุทธ แม่จัน” จึงต้องจับตามองใกล้ชิด

000 ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตระกูล ติยะไพรัช” จัดงานฉลองมงคลสมรสให้ลูกสาว “น้องโฮม ปิยะรัฐชย์” กับนายตำรวจหนุ่ม ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และที่สร้างความตื้นตันใจให้แก่ครอบครัวยงยุทธคือ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” ให้เกียรติเป็นประธานคล้องพวงมาลัยมงคลสมรสคู่บ่าวสาว ซึ่ง “สลักจฤฎดิ์” ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณ “คุณหญิงป้าของลูกๆ ที่ได้เมตตากับครอบครัวติยะไพรัช”

คุณหญิงพจมานถ่ายภาพร่วมกับตระกูลติยะไพรัช

000 ภาพ คุณหญิงป้า” ของยงยุทธ-สลักจฤฏดิ์ ในงานมงคลสมรสคืนนั้น ให้คำตอบประเด็นหนทางการเมืองของตระกูลนี้ได้หมด ทำไม “เสี่ยฮั่น” เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และ ทำไม “ยงยุทธ” จับมือ “จตุพร” สร้างพรรคเพื่อชาติ สร้าง “เกาะกลาง” เปิดพื้นที่การเจรจากับนายใหญ่ที่พเนจรกินอุ่นนอนอิ่มอยู่ต่างแดน

000 เบื้องหลังมวลชนหลายพันคนมาฟังการหาเสียงของพรรคเพื่อชาติ ที่ตลาดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ต้องให้เครดิตผู้ชายคนนี้ ปัณณวัฒน์ นาคมูล” หรือชื่อเดิม “จเร นาคมูล” นักกิจกรรมรามคำแหง รุ่นเดียวกับจตุพร พรหมพันธุ์ สมัยแดงทั้งแผ่นดิน ปัณณวัฒน์รับบทประธาน นปช.อุตรดิตถ์ สร้างเครือข่ายคนเสื้อแดงจนเป็น กองกำลังหลัก” ให้ นปช.ส่วนกลาง

การปราศรัยของพรรคเพื่อชาติที่อุตรดิตถ์

000 วันนี้ ปัณณวัฒน์” ตัดสินใจร่วมงานกับ “พรรคอนาคตใหม่” เพราะเหตุผลส่วนตัวบางประการ เมื่อ มิตรสหาย นปช.” มาเยือนเมืองพระยาพิชัยดาบหัก จึงต้อนรับอย่างอบอุ่น แม้จะอยู่คนละพรรค แต่อุดมการณ์ นปช.ยังคงอยู่เหมือนเดิม

000 ขบวนการหน้าเดิมๆ ยังเดินหน้าจัดกิจกรรม “ต้านเลื่อนเลือกตั้ง” พ่วงไล่ คสช.ล่วงหน้า “จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องยูทูบของ “จอม เพชรประดับ” ว่า ไม่ควรจะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดแสดงออกผ่านโลกโซเชียล เพราะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงเรียกร้องให้มารวมพลังกัน “บนท้องถนน” เป็นเรือนแสนถึงจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

จ่านิวแกนนำคนอยากเลือกตั้ง

000 พรรคสามัญชนขานรับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ทันที เมื่อ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์” หัวหน้าพรรคสามัญชน แถลงชัดว่า ถ้าหากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ 24 กุมภาพันธ์ เราจะเดินเท้า จากขอนแก่นเข้าสู่ กรุงเทพฯ” ถ้ายังจำกันได้ ต้นปีที่แล้ว “เครือข่ายประชาชน People Go Network” ได้จัดกิจกรรมเดิน 8 แสนก้าว จากกรุงเทพฯ ถึงขอนแก่น ซึ่งแกนนำเครือข่ายประชาชนกลุ่มดังกล่าว กับคนก่อการตั้งพรรคสามัญชน ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน

พรรคสามัญชนเตรียมเดินค้านเลื่อนเลือกตั้ง

000 วาทกรรม รวมพลังโค่นเผด็จการ” ถูกโยนมาให้สื่อโซเชียลตลอดเวลาที่ คสช.ปกครองประเทศ ระหว่างทางมีการเคลื่อนไหว “ทดสอบกำลัง” เป็นระยะๆ และมาถึง พ.ศ.นี้ ดูเหมือนเงื่อนไข “เลื่อนเลือกตั้ง” กำลังจะถูกจุดชนวนให้เหมือน “พฤษภาโมเดล” แต่ขณะที่บางฝ่ายรู้สึกได้กลิ่น “6 ตุลาโมเดล” โชยมาในยามฟ้าฝนหลงฤดู

เปิดวิสัยทัศน์-นโยบาย “6พรรคการเมือง” เพื่อ “เยาวชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358363?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดวิสัยทัศน์-นโยบาย “6พรรคการเมือง” เพื่อ “เยาวชน”

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:25 น.
กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ,พรรคอนาคตใหม่,พริษฐ์ วัชรสินธุ,ไอติม,ประชาธิปัตย์,ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,พรรคเพื่อไทย,มาดามเดียร์,วทันยา วงษ์โอภาสี,พรรคพลังประชารัฐ,ดรโต้ง,สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ,พรรคภูมิใจไทย,ชยิกา วงศ์นภาจันทร์,พรรคไทยรักษาชาติ
เปิดอ่าน 500 ครั้ง

โดย… ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อการเมือง เรื่องวันเลือกตั้งยังไม่ทราบแน่ชัดในตอนนี้ว่าจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะปรับลงล็อกวันที่ไหนกันแน่

แต่ความแน่นอนในตอนนี้ “คนการเมือง” ต่างพร้อมที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งแล้ว โดยประเด็นสำคัญที่ถูกไฮไลท์จากสังคมวันนี้ คือ พรรคการเมือง จะมีนโยบายที่สอดรับความต้องการของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่

และในจำนวนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ว่านั้น กลุ่มที่ถูกพุ่งเป้ามากที่สุด คือ “กลุ่มนิวโหวตเตอร์” ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 ที่อายุระหว่าง 18-26 ปี กว่า 8.3 ล้านคนทั่วประเทศ ดังนั้นสิ่งที่จะนำไปสู่การตัดสินใจออกไปเลือกตั้งคือ “นโยบายของพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับตัวเอง”

ด้วยความสำคัญต่อนโยบายของพรรคการเมืองกับผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนาสาธารณะ เรื่อง “เปิดวิสัยทัศน์พรรคการเมืองไทย จะทำอะไรเพื่อสื่อของเด็ก” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพรรคการเมือง นำเสนอ ประเด็น-นโยบายที่เกี่ยวข้อง
     ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่
ระบบการศึกษากับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ไม่ควรทำเฉพาะเด็กเท่านั้น เพราะผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็กถือเป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะครูผู้สอน เพื่อทำหน้าที่บูรณาการ การรู้เท่าทันสื่อภายในห้องเรียน ที่ครูผู้สอนต้องรู้เท่าทันสื่อยุคใหม่ รวมถึงผู้ปกครอง ที่ต้องรู้เท่าทันสื่อยุคใหม่ ผ่านการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่ออกคำสั่งหรือบังคับเด็ก

สิ่งที่อยากเห็นคือการสร้างพื้นที่ชุมชนเชิงสร้างสรรค์ให้เด็กสามารถฝึกใช้สื่อได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นองค์กรสื่อทุกระดับควรให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงการผลิตสื่อ ที่มีคุณภาพและหลากหลาย ส่วนสื่อกระแสหลักควรจัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง

“องค์กรสื่อทุกระดับควรให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงการผลิตสื่อที่มีคุณภาพและหลากหลาย ส่วนสื่อกระแสหลักควรจัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง” 

“กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ” 

    ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์
สิ่งที่ต้องทำเกี่ยวกับ “สื่อเพื่อเด็ก” คือ การเพิ่มคุณภาพและปริมาณสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนโดยรัฐไม่แทรกแซงและมีมาตรการปกป้องเด็กไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสื่อ ทั้งฐานะผู้ชม หรือผู้ร่วมผลิต

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ตั้ง 7 เป้าหมายสำหรับการพัฒนาเด็ก แต่โลกความเป็นจริงพบว่ามีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะด้านความน่าสนใจ และตอบโจทย์การเรียนรู้ของเยาวชน ทั้งนี้ยอมรับปัจจุบันมีรายการเนื้อหาที่ดีทางโทรทัศน์และวิทยุ แต่ได้รับความสนใจจากเยาวชนน้อย เมื่อเทียบกับสื่อในโซเชียลมีเดีย หรือโลกออนไลน์ ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ คือรัฐต้องปรับบทบาทจากการควบคุม แทรกแซงหรือปิดกั้น ไปเป็นการส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีความเสรีด้านผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ

“ควรปรับกติกาและรายละเอียดให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในกองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์โดยเฉพาะกรรมการกองทุนที่มีสัดส่วนภาครัฐเป็นส่วนใหญ่”  

“พริษฐ์ วัชรสินธุ”

สำหรับนโยบายที่อาจผลักดันได้ คือ การปรับกติกาและรายละเอียด ว่าด้วย กองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกรรมการกองทุนที่มีสัดส่วนภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นควรปรับให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม นอกจากนั้นควรกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ผลิตสื่อสำหรับเด็กและเยาวชนที่ตอบโจทย์และตรงเป้าหมายเพื่อสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก ขณะที่การคุ้มครองเด็กและเยาวชนฐานะคนดู ควรสร้างมาตรฐานกับการจัดเรตติ้ง ขณะที่เยาวชนฐานะผู้ร่วมผลิตสื่อต้องให้ความคุ้มครอง เช่น ให้นักจิตวิทยาเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนการแสดงบทบาทหรือแสดงอารมณ์ในบทบาทการแสดง เพราะที่ผ่านมาพบว่าเมื่อต้องการให้เด็กร้องไห้ ต้องใช้การหลอกเพื่อให้รู้สึกเศร้าและร้องไห้ตามบทบาทการแสดง เป็นต้น
    ต้อย-ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย
ยอมรับว่าปัจจุบันสังคมไทยล้มเหลว เรื่องสื่อสร้างสรรค์และสื่อที่ดี เพราะมีจุดเริ่มจากการทำนโยบายที่ผิดพลาดของ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม” หรือ กสทช. ที่เน้นการแข่งขัน การประมูลคลื่นความถี่ราคาสูง มากกว่าการสร้างพื้นที่สื่อที่สร้างสรรค์ เพราะบทสรุปที่ได้จากนโยบายที่ผิดพลาด คือสื่อไม่สามารถอยู่ได้และล้มหายตายจาก นอกจากนั้นในการสร้างพื้นที่สื่อเพื่อสังคมได้จริง พรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอให้ “รัฐ” เข้ามากำกับเพื่อลดการผูกขาดกลุ่มผู้สนับสนุน-ซื้อโฆษณาบนพื้นที่สื่อ
ขณะที่ปัญหาของการผลิตสื่อเพื่อเยาวชน ส่วนตัวมองว่ามาจากจิตสำนึกของ สื่อ ผู้ผลิตสื่อ และผู้สนับสนุนสื่อ ที่คำนึงเฉพาะกำไรและผลประโยชน์มากกว่า การผลิตรายการเพื่อพัฒนาเด็ก เพราะยอมรับว่ารายการเพื่อเด็กนั้นอาจสร้างรายได้ให้สื่อได้น้อย ทั้งนี้จะเปลี่ยนจิตสำนึกเรื่องนี้ อาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม้แก่ดัดยาก

“ในการสร้างพื้นที่สื่อเพื่อสังคมได้จริง พรรคเพื่อไทย มีข้อเสนอให้รัฐเข้ามากำกับ เพื่อลดการผูกขาดกลุ่มผู้สนับสนุน-ซื้อโฆษณาบนพื้นที่สื่อ  

“ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์”

ดังนั้นสิ่งที่เป็นตัวช่วยได้คือใช้มาตรการทางกฎหมายและบังคับใช้อย่างเข้มงวด หากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ขณะที่สื่อรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังใหม่ ควรเน้นสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เด็กมีส่วนร่วมด้านการผลิต เพื่อประโยชน์ของเด็ก และที่สำคัญคือ การส่งเสริมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อให้สิทธิของประชาชนได้รับการเคารพ เพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชน

       มาดามเดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ
การแก้ปัญหาของ “สื่อ” สำหรับเด็ก ต้องใช้การแก้ไขแบบองค์รวมตั้งแต่ภาครัฐ หน่วยงานรัฐ รวมถึงเอกชน โดยจุดเริ่มต้นคือการสร้างจุดร่วมที่จะสร้างสื่อที่มีความน่าสนใจสำหรับเด็ก รัฐบาลเป็นแกนนำจัดตั้งกองทุน รวบรวมเครือข่ายทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มสื่อของภาคเอกชน ที่ได้รับงบประมาณเพื่อผลิตสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก แทนการนำงบประมาณเพื่อใช้สำหรับโครงการซีเอสอาร์ด้านสังคมเท่านั้น

“หากมีกองทุนที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนและมีนโยบายชัดเจนเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อการปลูกจิตสำนึกของผู้ผลิตสื่อที่มีจริยธรรมและมีคุณธรรมได้”  

“วทันยา วงษ์โอภาสี”

“ยอมรับว่าระบบทุนนิยม วังวนเรตติ้ง ทำให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ ไม่สามารถปลีกตัวไปทำรายการที่ไม่สร้างกำไรได้ อย่างไรก็ดีหากมีกองทุนที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนและมีนโยบายชัดเจน เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ ต่อการปลูกจิตสำนึกของผู้ผลิตสื่อที่มีจริยธรรมและมีคุณธรรมได้ นอกจากนั้นสื่อสำหรับเยาวชนที่นอกเหนือจากสื่อกระแสหลัก ควรสนับสนุนสื่อนิทรรศการที่เป็นคลังความรู้ให้แก่เด็ก ปัจจุบันพบว่าหอจัดนิทรรศการต้องปิดตัวลง ดังนั้นภาครัฐต้องผลักดันด้านกฎหมาย หรือกติกา ที่สนับสนุนหอจัดนิทรรศการด้วย ส่วนการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา ควรให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิดเด็กและเยาวชน”

          ดร.โต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย
ภาพรวมของปัญหาสื่อสำหรับเด็ก คือภาครัฐมีอำนาจมากเกินไป ดังนั้นต้องลดอำนาจรัฐต่อการกำกับหรือผลิต และเพิ่มอำนาจประชาชนให้ประชาชนมีบทบาทเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของอนาคต
“ที่ผ่านมารัฐเข้ามากำกับมากเกินไป การผลิตรายการเด็ก คือให้เด็กมีเวทีแสดง ให้เด็กมาโชว์ แต่ผมว่าต้องเปลี่ยนแปลง เพราะจากแนวคิดของประเทศญี่ปุ่นใช้การ์ตูนสอนเด็ก แต่ในประเทศไทยผู้ปกครองมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผู้ปกครองกลับดูละครหลังข่าว ดังนั้นหากจะทำสื่อสอนเด็กอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำสื่อสอนผู้ปกครองด้วย เพราะจากประสบการณ์พบว่าเด็กต้องการดูละครหลังข่าวที่จัดเรตติ้งว่าต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง แต่ปัจจุบันเด็กไม่ต้องการคำแนะนำเนื่องจากดูรายการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นผู้ปกครองต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากการกำกับ เป็นการส่งเสริม”

“เด็กดูละครหลังข่าวที่จัดเรตติ้งว่าต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง แต่ปัจจุบันเด็กไม่ต้องการคำแนะนำ เนื่องจากดูผ่านโทรศัพท์มือถือ ผู้ปกครองต้องรู้เท่าทัน เปลี่ยนจากการกำกับ เป็นส่งเสริม”  

“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”

สำหรับ พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายที่เกี่ยวกับแชริ่ง ยูนิเวอร์ซิตี้ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาไทย ที่เน้นการเรียนในห้องเรียน และเรียนตามหลักสูตรที่สถาบันการศึกษาจัดให้ โดยนโยบายดังกล่าวปรับให้เข้ายุคสมัยใหม่ ให้ประชาชนมีทางเลือกเรียนตามความสนใจและเรียนได้ทุกที่

  แซน-ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติ
หากโจทย์เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คือให้เป็นประชากรโลกที่มีทักษะรู้ทัน เท่าเทียมเพราะในศตวรรษที่ 21 ประชากรต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี มีภูมิต้านทาน รวมถึงมีทักษะ คิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ว่าสื่อไหนดีหรือไม่ดีได้ด้วยด้วยตนเอง ดังนั้นการพัฒนาเด็กผ่านสื่อควรปรับสื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กตามช่วงวัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัยช่วงอายุ 0-3 ขวบ และ 3-8 ขวบ
“สิ่งที่ต้องเน้นในด้านพัฒนาสื่อ ต้องเน้นการพัฒนาผู้ปกครองเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพ สิ่งที่อยากเห็น คือกระทรวงศึกษาธิการต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลเด็กปฐมวัย จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด รวมถึงใช้การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในทศวรรษที่ 21 หรือโลกดิจิทัล ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความเสี่ยง”

“ต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในทศวรรษที่ 21 หรือโลกดิจิทัล ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความเสี่ยง”  

“ชยิกา วงศ์นภาจันทร์”

สำหรับข้อเสนอจากตัวแทน “ไทยรักษาชาติ” คืองดใช้แท็บเล็ตในเด็กอนุบาล ขณะที่เด็กวัย 8-12 ปี ต้องให้เตรียมความพร้อมเป็นพลเมืองดิจิทัลของโลก โดยใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะที่ “รัฐ” ต้องส่งเสริมและพัฒนารายการสำหรับเด็กในสถานีโทรทัศน์และวิทยุรวมถึงอุดหนุนด้านงบประมาณ เพื่อไม่ให้รายการสำหรับเด็กถูกผูกติดเฉพาะเรตติ้งเท่านั้น และที่สำคัญ “รัฐ” ไม่ควรปิดกั้น หรือใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุม เพราะเชื่อว่าจะเป็นอุปสรรคในด้านการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
อย่างไรก็ดีในเวทีเปิดวิสัยทัศน์ของ “ฝ่ายการเมือง” ยังมีเสียงสะท้อนจากสมาคมวิทยุและสื่อสำหรับเด็กและเยาวชน ที่ส่งผ่านตัวแทน 6 พรรคการเมือง เพื่อการสร้างสรรค์สื่อที่เหมาะสมต่อเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย โดยไฮไลท์สำคัญของข้อเรียกร้องคือ รัฐ องค์กรด้านสื่อ ผู้ประกอบการสื่อและผู้ผลิตสื่อ ให้ความสำคัญต่อการสร้างสื่อเพื่อเยาวชนที่หลากหลายและมีคุณภาพ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์

เทียนทองบุรี เขต 1 “หลานในไส้” ชน “หลานนอกไส้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358360?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียนทองบุรี เขต 1 “หลานในไส้” ชน “หลานนอกไส้”

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:09 น.
สังเวียนเลือกตั้ง ช้างชนช้าง,เทียนทอง,พรรคพลังประชารัฐ,ตรีนุช เทียนทอง,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 2,666 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง 

ตระเวนไปแถวชายแดนบูรพา สนามเลือกตั้งสระแก้วมีความชัดเจน  2 เขตคือ “ตรีนุช เทียนทอง” ลูกสาวกำนันขวัญเรือน และพิเชษฐ์ เทียนทอง (เสียชีวิตแล้ว) พรรคพลังประชารัฐ ชน พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น อดีต ส.ว.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย

ส่วนเขต 3 “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีตส.ส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย เจอคู่แข่งพรรคพลังประชารัฐ สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และนักการเมืองท้องถิ่น มีฐานเสียงใน อ.อรัญประเทศ และ อ.ตาพระยา

เรื่องตลกของคนสระแก้วทุกเวทีที่ “ป๋าเหนาะ” พาลูกชาย “สรวงศ์” และหลานชาย “สนธิเดช” ไปหาเสียง จะต้องบอกย้ำชาวบ้านว่าตระกูลเทียนทอง มี 2 ฝ่ายคือ พวกในไส้ กับพวกนอกไส้

สนธิเดช เทียนทอง พรรคเพื่อไทย 

ที่คนสระแก้วกำลังลุ้นกันตัวโก่งคือ เขต 1 (อ.เมืองสระแก้ว) จะเป็นศึกช้างชนช้างหรือไม่? เมื่อ “เสนาะ เทียนทอง” ส่งหลานชาย “สนธิเดช เทียนทอง” อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลวัฒนานคร ลงสนาม

สำหรับ “สนธิเดช เทียนทอง” จบปริญญาโทนิติศาสตร์/รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นบุตรชายของ “เอื้อ เทียนทอง” พี่ชายคนโตของป๋าเหนาะ (เสียชีวิตเมื่อ ก.ค.2552)

ว่ากันตามจริง “เอื้อ” เป็น 1 ใน 3 เสือแห่ง หจก. ส.เทียนทอง ธุรกิจตั้งต้นของตระกูล ร่วมกับ เสนาะ และพิเชษฐ์ เทียนทอง (ในบรรดาพี่น้อง 5 คน) งานหลักของ ส.เทียนทอง ดำเนินธุรกิจอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่มีอยู่ทั่วทั้งสระแก้ว ลานมัน โรงสีข้าว สัมปทานสุรา ไปจนถึงธุรกิจหลักสำคัญคือรับเหมาก่อสร้าง

มีข้อน่าสังเกตว่า “ป๋าเหนาะ” แบ่งพื้นที่การเมืองให้ลูกหลานเล่น อย่าง “สนธิเดช” กับพี่ชาย “แสงประทีป เทียนทอง” คุมเทศบาลตำบลวัฒนานคร

ฐานิสร์ เทียนทอง  พรรคพลังประชารัฐ

ทายาทของวิทยา เทียนทอง คุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ส่วนลูกของพิเชษฐ์ เทียนทอง เล่นการเมืองระดับชาติคือ ฐานิสร์ เทียนทอง และตรีนุช เทียนทอง

เลือกตั้งเที่ยวนี้ “ฐานิสร์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว เขต 1 หลายสมัย ที่หอบหิ้วน้องสาว “ตรีนุช” ไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะลงสนามเอง หรือส่งตัวแทนสู้ศึก

วันที่ “ฐานิสร์” ไปสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐนั้น ได้พา กฤษณ สุนทรกิจพาณิชย์ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระแก้วมาด้วย จึงมีข่าวว่า ฐานิสร์ จะส่ง “ครูกฤษณ” ลงสนามแทน แต่ก่อนสิ้นปี 2561 มีข่าวว่า ฐานิสร์ ตัดสินใจชน “สนธิเดช”

จนถึงชั่วโมงนี้พรรคพลังประชารัฐ เขต 1 ยังไม่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ดูคล้ายจะเล่นเกมลับ ลวง พราง จนถึงวันเปิดรับสมัคร ส.ส.ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามคนในเขต อ.เมืองสระแก้ว ก็ยังเห็น “ฐานิสร์” ออกงานสังคมไม่ได้ขาด ทำตัวเหมือนสมัยเป็นผู้แทนฯ ฝากเนื้อฝากตัวกับชาวบ้าน

ป๋าเหนาะ  พาหลานชาย สนธิเดช  มาแนะนำตัวกับชาวบ้าน

ล่าสุด 7 มกราคม 2562 ที่บ้านคลองอีแตก อ.เมืองสระแก้ว “ฐานิสร์” นักการเมืองหัวใจลูกทุ่งได้ไปเป็นประธานกล่าวอวยพรนาคและเปิดการแสดงหมอลำ

ฐานิสร์เป็นขวัญใจชาวสระแก้ว ด้วยบุคลิกคนติดดิน สมัยหนึ่งเคยสนับสนุนเด็กสระแก้วจนกลายเป็นแชมป์นักร้องลูกทุ่งระดับประเทศ ถ้าตัดสินใจลงสนามเอง ฐานิสร์ย่อมมีภาษีดีกว่าสนธิเดชแน่นอน หรือแม้แต่ส่งครูกฤกษณ ลงแทนก็ยังเอาชนะได้

สำคัญว่านาทีนี้ลูกชายกำนันขวัญเรือนคิดอะไรอยู่? และป๋าเหนาะไปตกปากรับคำใครมา? เหมือนว่ายังเคลียร์กันไม่จบในตระกูลเทียนทอง

หากฐานิสร์คิดป้องกันแชมป์ก็ต้องชนสนธิเดช..ไม่มีการเล่นละครตบตาชาวบ้าน

รถหาเสียงเคลื่อนที่ของ ป๋าเหนาะ  ซึ่งไม่ค่อยทำแบบนี้มาก่อน 

คนไม่เชื่อมั่น เลือกตั้งครั้งนี้”สุจริต เที่ยงธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไม่เชื่อมั่น เลือกตั้งครั้งนี้”สุจริต เที่ยงธรรม”

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:05 น.
รัฐธรรมนูญ,เลือกตั้ง,กระดานความคิด,เที่ยงธรรม,คสช,กกต
เปิดอ่าน 263 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

ไม่น่าเชื่อว่า…ย่างเข้าปี 2562 แล้ว ยังไม่แน่ชัดว่าจะเลือกตั้งกันเมื่อไร ทั้งที่น่าจะชัดเจนไปตั้งนานแล้ว

ตอนนี้มีประเด็นใหม่ขึ้นมาเกี่ยวกับมาตรา 268  ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน  นับแต่วันที่ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ซึ่งก็คือภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

แต่ปัญหาเกิดจากตีความที่ต่างกัน ว่าอะไรคือการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วเสร็จ แค่วันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง หรือรวมไปถึงการประกาศผลรับรองการเลือกตั้งด้วย

“วิษณุ เครืองาม” มือกฎหมายของรัฐบาลจึงแนะนำว่า เพื่อความปลอดภัย กกต.ก็ดำเนินการทุกอย่าง คือ ทั้งการลงคะแนนเลือกตั้ง และประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็จบไม่มีปัญหาตามมา

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ กกต. และตอนนี้มีพรรคการเมืองมองข้ามช็อตหวั่นเกรงว่า หากเกิดกรณี กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไม่ทันภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะมีการไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะทำให้ “รัฐบาล คสช.” อยู่ยาวต่อไปอีก และมีคนมอง(ในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า)ว่าอาจเป็นแผนของรัฐบาลตั้งแต่ต้น ที่ต้องการทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น นำไปสู่การเป็นโมฆะ

และเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแถลงผลการสำรวจครั้งที่ 2 ของสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาว่า ประชาชนเกินครึ่งคิดเป็นร้อยละ 53.5 ยังไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 86.8 ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้

ดูผิวเผินเหมือนจะขัดกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น และผลสำรวจที่ออกมาน่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง

เรามาดูประเด็นแรกกันว่า ทำไมประชาชนเกินครึ่งยังไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม หาก “วิเคราะห์” สาเหตุหนึ่งก็มาจากการเลื่อนไทม์ไลน์เลือกตั้งอยู่เรื่อย เลื่อนแล้วเลื่อนอีกและไม่ชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งเสียที ทำให้คนคิดไปได้ว่า มีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่หรือ

รวมทั้งวิธีการเลือกตั้งครั้งนี้ แปลกแตกต่างออกไปจากเดิมที่มีบัตรให้ลงคะแนนเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยเลือกได้เพียง ส.ส.เขต แต่กลับมีผลถึงจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ทำให้มองว่ามีการอำพรางและสามารถทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา

อีกทั้งมีคนมองว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งของ คสช. และ คสช.คุม กกต. ทำให้มีความไม่เชื่อมั่นในความอิสระของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้ง และความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นกับคนทุกระดับ รากหญ้าก็พูดกัน วงการเมือง ระดับคนทั่วไปก็พูดกัน และมีการมองไปถึงการใช้กลไกอำนาจรัฐของหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ทำให้มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่โปร่งใส

สรุปก็คืิอ ตั้งแต่ตัวรัฐธรรมนูญ, กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง, วิธีการเลือกตั้ง, การเลื่อนเลือกตั้ง เลื่อนไป-เลื่อนมา และการใช้อำนาจรัฐ ทั้งหมดนี้ ทำให้คนไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรม

แล้วทำอย่างไร…คนส่วนใหญ่ถึงจะยอมรับได้ในผลการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าที่เปิดเผยออกมา ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ในผลการเลือกตั้งครั้งนี้้ คือ ร้อยละ 35.6 บอกว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต.ที่สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความยุติธรรม, ร้อยละ 11.6 บอกว่า ผลการเลือกตั้งตรงตามที่ประชาชนเลือก สะท้อนความต้องการของเสียงส่วนใหญ่, ร้อยละ 10.6 บอกว่า ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนมากและการมีส่วนร่วมของประชาชน, ร้อยละ 6.1 ตอบว่า ความเป็นกลางของรัฐบาล, ร้อยละ  4.3 ตอบว่า ได้คนดี รัฐบาลดี นโยบายดี

ส่วนสิ่งสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จากผลการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ร้อยละ 31 ตอบว่า การทุจริต มีการโกงเลือกตั้ง, ร้อยละ 18.1 ตอบว่า การซื้อสิทธิขายเสียง แจกเงินหรือสิ่งจูงใจเพื่อชนะเลือกตั้ง, ร้อยละ 5.5 ตอบว่า การใช้อำนาจหรืออิทธิพลแทรกแซงการเลือกตั้ง, ร้อยละ 4.2 ตอบว่า พรรคการเมืองแข่งขันกันแบบเอารัดเอาเปรียบ

ประเด็นที่สอง… แล้วทำไมคนอยากไปเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งที่ไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะสุจริต เที่ยงธรรม

ประเด็นนี้ “วิเคราะห์” ได้ว่า สาเหตุอาจเนื่องมาจากถูกครอบงำมานานจากระบบที่มีมาตรา 44 ครอบอยู่ และประชาชนเกิดความเบืิ่อที่อยู่ในระบบที่ไม่ได้เลือกมานาน (เลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2554 ไม่นับการเลือกตั้งในปี 2557 ที่เป็นโมฆะ) จึงอยากให้มีการเลือกตั้งจะได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ดังนั้นการที่คนอยากออกไปเลือกตั้งกันมาก ก็คงมาจากการที่ต้องการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีผลดีในการที่จะเข้าสู่ระบบปกติ พูดได้ วิจารณ์ได้ อยากเห็นได้ ไม่ต้องมีอำนาจพิเศษมาตรา 44 คอยบังคับอยู่

และจากการเปิดเผยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายพรรค

ตรงนี้น่าชื่นใจ… การที่ประชาชนเลือก ส.ส. จากนโยบายของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล เพราะว่าโดยหลักการของประชาธิปไตย ก็คือให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยดูจากนโยบายของพรรคการเมือง ไม่ใช่เลือกตัวบุคคลเพื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้คะแนนเลือกตั้งมากๆ จะได้เข้ามาบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคการเมืองนั้นได้ ถ้าบริหารประเทศไม่ดี ประชาชนก็ไม่เลือกพรรคการเมืองนั้นอีก

แต่ทว่ารัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก รวมทั้งวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันกลับไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนมากโดยเด็ดขาด โดยทำให้พรรคการเมืองได้คะแนนกระจัดกระจาย นำไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” คำถามคือ เป็นการสวนทางความต้องการของประชาชนหรือไม่

วันเลือกตั้ง? ‘รัฐบาล-กกต.’ อย่าทำชาติพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358357?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันเลือกตั้ง? ‘รัฐบาล-กกต.’ อย่าทำชาติพัง!

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 08:59 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เลือกตั้ง,กกต,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 765 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท  ที่มา… หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างความคาดหวังกับประชาชนเมื่อ 7 ธันวาคม 2561 ว่าการเลือกตั้ง ส.ส.จะเกิดขึ้น ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จึงวาง time line ว่า เปิดศักราชใหม่ 2 มกราคม 2562 จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง แต่เมื่อมีหมายกำหนดการจากสำนักพระราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คนไทยทุกคนเข้าใจและยอมรับได้ หากว่าจำเป็นต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้ทับซ้อนกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ

แต่รัฐบาลและ กกต.ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกัน กำหนดความชัดเจนในการเลือกตั้ง ต้องมีความชัดเจนได้แล้วว่า จะคืนอำนาจให้กับประชาชนได้เมื่อใด ไม่ใช่ออกอาการยื้อซ้ายที-ขวาที เช่น กรณี วิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของรัฐบาล ที่ไปเจรจากับ กกต. ระบุว่า อยากให้ 24 หรือ 31 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้ง แต่ กกต.ก็มีเหตุผลว่า ควรเป็น 10 มีนาคม เพื่อป้องกันปัญหาการเลือกตั้งจะสะดุดลง หากมี “คนหัวหมอ” ยื่นฟ้องว่า การเลือกตั้งมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะการรับรอง ส.ส.ไม่ควรล่าช้าเกินวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 หรือ 60 วันนับแต่วันหย่อนบัตร

ผ่านพ้นศักราชใหม่ ด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี 2 นัด ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งออกมา ซึ่งการกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นอำนาจร่วมกันของ ครม.-กกต. แต่เมื่อยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้ง การนับหนึ่งแห่งการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงไม่แปลกใจ ที่พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล และภาคประชาชนทั่วไป รวมทั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” กำลังก่อกระแสคัดค้านการทำงานของทั้งรัฐบาลและ กกต.ในความไม่ชัดเจนต่อการกำหนดเลือกตั้ง

ความอึมครึมนี้ มีคำถามจากนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศเหมือนกัน คือ “จะมีการเลือกตั้งหรือไม่และเมื่อใด” เพราะความไม่ชัดเจนที่ถูกกระทำขึ้นมาจากผู้มีหน้าที่กำหนดสององค์กร คือ รัฐบาลและ กกต.ไม่ทำหน้าที่ที่ถูกต้องของตนเอง หมดเวลาที่ ทั้งรัฐบาลและ กกต.จะยื้อและสร้างความไม่ชัดเจนในการเลือกตั้งให้ปกคลุมประเทศนี้ เพราะความอึมครึมที่เกิดขึ้นทำลายทั้งบรรยากาศการลงทุนและบรรยากาศประชาธิปไตยในประเทศ

“จงอย่าทำชาติพังเลย!” ถ้าแค่ตกลงกันแล้วกำหนดวันเลือกตั้งไม่ได้ ท่านทั้งหลายอย่าเป็นเลย รัฐบาลหรือกกต. เพราะเป็นไปก็ “เปลืองเวลาประเทศ” วันนี้ไม่มีทางอื่นแล้ว เราต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และเตรียมตัวส่งมอบการบริหารให้กับรัฐบาลที่มาจากอำนาจของประชาชน ที่อาจจะเป็นรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไปหรือไม่ก็ได้ ไม่มีใครรู้ได้ นอกจาก “ประชาชน” จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ดังนั้น รัฐบาลและ กกต.จงเลิก “ยื้อ” เวลาเสียเถิด เพราะถ้ายังไม่ชัดเจน อาจจะไม่มีเวลาให้ท่าน “ยื้อ” อีกต่อไป!

เชือด “เด็กเก่าเนวิน” ถิ่นพนมรุ้งพลุ่งพล่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชือด “เด็กเก่าเนวิน” ถิ่นพนมรุ้งพลุ่งพล่าน

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 10:55 น.
เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,ค่ายสีน้ำเงิน,อีสานใต้,จบุรีรัมย์,เมืองปราสาท,คนเสื้อแดง,พรรคเพื่อไทย,เลืกตั้ง 2562,เด็กเนวิน,เด็กเก่าเนวิน,ถิ่นพนมรุ้ง
เปิดอ่าน 4,040 ครั้ง

มาดูความเคลื่อนไหวแถบสนามอีสานใต้กันบ้าง ตอนนี้กำลังฟัดกันนัวระหว่างคนเคยคุ้นกันทั้งนั้น บอกเลย ต้องงัดพลังมาสู้กระแสทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ กันสุดๆ!

         000 อิทธิพลพายุ “โรคเลื่อน” ส่งผลให้ “นักเลือกตั้งหน้าใหม่” บางพรรคที่ฝันหวานเห็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ไหลโจ๊ก กลายเป็นแล้งฝันเมื่อมีการปิดท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ แต่ยังปล่อยไหลไปในพื้นที่ “เป้าหมาย” ระดับตัวเต็งอยู่ 

         000 โครมครามจากถนนสาย 24 ไม่ใช่ไฟไหม้ร้านข้าวขาหมูนางรอง แต่เป็นข่าวรวบตัว “พรชัย ศรีสุริยันโยธิน” อดีต ส..บุรีรัมย์ และว่าที่ผู้สมัคร ส..เขต บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งภายหลัง พล...สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตมแจงว่า เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามเงินกู้นอกระบบ ได้เข้าตรวจค้นบริษัทลิซซิ่งที่ออกเงินกู้หลายแห่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และที่บริษัท แสงสว่างลิซซิ่ง ที่มีการอ้างว่าเป็นของ “พรชัย” เป็นการจับกุมตามหมายจับในเรื่องหนี้นอกระบบ ฉ้อฉลกลโกง เพราะมีการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ไม่ใช่เรื่องการเมือง

         000 บังเอิญวันดังกล่าว “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นำทีมเดินสายปราศรัยหลายจุดในบุรีรัมย์และแวะปราศรัยที่ อ.นางรอง จึงมีภาพ “..หมวย” พุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ส.อบจ.บุรีรัมย์ ขึ้นเวทีร่ำไห้ และสวมกอดคุณหญิงหน่อย 

พรชัย และ สจ.หมวย

         000 คนนางรองรู้ดีว่า “เสี่ยแก๋ พรชัย” ทำลิสซิ่งมานานแล้ว จนวันหนึ่ง อาศัยที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านร้านตลาดจึงเล่นการเมืองท้องถิ่น ว่ากันในทางการเมือง พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ก็คือ ส..เก่าที่อยู่ใน “กลุ่มเพื่อนเนวิน”และเคยลงสมัคร ส..บุรีรัมย์ สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่เจอใบแดง “กรุณา ชิดชอบ” นายก อบจ.บุรีรัมย์ สมัยนั้น ได้แต่งตั้งให้ “พรชัย” เป็นรองนายก อบจ.บุรีรัมย์ กระทั่งก่อนการเลือกตั้ง 2554 พรชัยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และหันไปสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย 

         000 สาเหตุที่พรชัยต้องทิ้ง “ค่ายเนวิน” เนื่องจากการเมืองใน อ.นางรอง เมื่อ “บ้านใหญ่โรงโม่หิน” เลือก ไตรเทพ งามกมล อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนางรอง อ.นางรอง ลงสมัคร ส..ในสีเสื้อภูมิใจไทย ซึ่งมีพี่ชาย อภิชาต งามกมล อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ อยู่เบื้องหลังด้วย

         000 เมื่อพรชัยสวมเสื้อเพื่อไทย “อดีตสหายอีสานใต้” สายเสื้อแดงบุรีรัมย์มาเป็นเสนาธิการหลังม่านช่วยเสี่ยแก๋เต็มที่ ปรากฏว่าคลื่นสีแดงแรงจัด ทำให้ “พรชัย” และ “หนูแดง วรรณกางซ้าย” ค่ายเพื่อไทยเบียดค่ายสีน้ำเงินเข้าป้าย เขต คนเสื้อแดงอีสานใต้สะใจในชัยชนะ หลังจากนั้นไม่นาน สหายอีสานใต้อีกคนหนึ่ง “ประกิจ พลเดช” อดีต ส..รุ่นลายครามที่สอบตก ตัดสินใจทิ้งค่ายเนวินกลับไปซบเพื่อไทย

สจ.หมวย และ ประกิจ พลเดช

         000 เลือกตั้งเที่ยวนี้ “ค่ายสีน้ำเงิน” จัดทีมเรียบร้อย เขต ตั้งเป้า “ยกจังหวัด” ส่วนเพื่อไทยในสนามเดิมที่เคยชนะเขต 6 “เสี่ยแก๋ พรชัย” ลงสนาม และเขต ประกิจ พลเดช ลงแทนหนูแดง ที่เจอศาลสั่งเว้นวรรคการเมือง ปี

         000 จากดินแดนภูเขาไฟไปสู่แดนไดโนเสาร์ เขต 10 ขอนแก่น กลายเป็นสนามประลองกำลังของ พรรคใหญ่ อย่างพรรคพลังประชารัฐ ก็คว้าตัว “เจริญ แซ่เต็ง” อดีตนายกเทศมนตรี ต.บ้านโต้น อ.พระยืน ที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นที่รักของชาวบ้าน มาเป็นตัวยืน ไม่หวั่นแชมป์เก่าเพื่อไทย ที่ขี่กระแสทักษิณยิ่งลักษณ์

เจริญ แซ่เต็ง พปชร. เขต 10 ขอนแก่น

         000 หลังปีใหม่ “เจริญ” วางกลยุทธ์ ปราศรัยทุกหมู่บ้าน“ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อเป็นเวทีปราศรัย โดยชูภาพตัวบุคคล “คนของเฮา ไทยบ้านเฮา เป็นผู้แทนของเฮา เข้าสู่สภา เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้เฮา” เพราะรู้จุดอ่อนคู่แข่งเป็น “เสาไฟฟ้าที่มีลมหายใจ” เลยอาศัยลูกขยันเอาชนะใจชาวบ้าน

         000 เมื่อ มกราคม ที่ผ่านมา “เนวิน ชิดชอบ” พาทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะบอลการกุศลกับทีมขอนแก่น เอฟซี ที่สนามโรงเรียนบ้านไผ่ โดยมี “..แม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไปทีมขอนแก่น เอฟซี เป็นแม่งานใหญ่ มีแฟนบอลเข้าไปชมแน่นขนัด ระหว่างพักครึ่ง “เนวิน” ได้ฝากให้ชาวบ้านไผ่ (เขต 10 ขอนแก่นช่วยเลือก “..แม็ค” ด้วย เพราะเขาเป็นผู้สมัคร ส..พรรคภูมิใจไทยในเขตนี้

เนวิน เปิดจัว สจ.แม็ค เขต 10 ขอนแก่น

         000 เบื้องหลัง “บอลการเมือง” หนนี้ มีเรื่องเล่ากันในสภากาแฟขอนแก่น กลางปีที่แล้ว “เจริญ แซ่เต็ง” ถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส..พรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อ “เอกราช ช่างเหลา” ยกทีมไปสังกัด พปชรเจริญก็ตามมาด้วย จึงเป็นมูลเหตุของรายการอุ่นเครื่องลูกหนังที่บ้านไผ่นั่นแล 

ไฟใต้…ฉายหนังเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358238?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้…ฉายหนังเก่า

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 09:18 น.
บูคอรี หลำโส๊ะ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ไฟใต้
เปิดอ่าน 514 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริงพิกัดข่าว  โดย…  ปกรณ์  พึ่งเนตร 

ที่เห็นในภาพประกอบบทความ คือโฉมหน้าของ “บูคอรี หลำโส๊ะ” ที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็นผู้บงการก่อเหตุคาร์บอมบ์ลูกล่าสุดใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา ต.ท่าม่วง อ.เทพา เมื่อช่วงเช้ามืดวานนี้

คาร์บอมบ์ลูกนี้เป็นลูกแรกของปี 62 ซึ่งเพิ่งผ่านเทศกาลปีใหม่มาได้เพียงแค่ 8 วัน และเป็น “คาร์บอมบ์” ลูกที่ 55 แล้ว นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ไฟใต้มาตั้งแต่ปี 47
“ศูนย์ข่าวอิศรา” รวบรวมสถิติระเบิดในรูปแบบ “คาร์บอบม์” เอาไว้ ตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์ความไม่สงบเมื่อต้นปี 47 เป็นต้นมา มีเหตุ “คาร์บอมบ์” เกิดขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น 54 ครั้ง ไม่รวมครั้งล่าสุดนี้ โดยเหตุคาร์บอมบ์ลูกสุดท้ายก่อนเกิดที่ อ.เทพา เมื่อวาน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ปี 60 เป็นคาร์บอมบ์หน้าบ้านพักตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี

รถที่ใช้ทำคาร์บอมบ์ในครั้งนั้นถูกปล้นมาจากเต็นท์รถมือสอง “วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี จ.สงขลา คนร้ายปล้นรถกระบะ 6 คัน ขับหนีกระจายแยกกันไปทำคาร์บอมบ์ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่ก็ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ วางแผนก่อเหตุกันเหมือนในภาพยนตร์ เหตุปล้นรถกระบะ 6 คันไปทำคาร์บอมบ์ ก็มีชื่อ บูคอรี หลำโส๊ะ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุ

ข้อมูลจากแฟ้มประวัติของฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า บูคอรี เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบคนสำคัญที่เคลื่อนไหวในอำเภอรอยต่อของ จ.สงขลา กับปัตตานี ภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ที่บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีประวัติก่อเหตุรุนแรงครั้งแรกเมื่อปี 48 โดยร่วมกับพวกใช้ท่อนไม้ทุบตีครูในพื้นที่บ้านควนหรันจนได้รับบาดเจ็บ โดยขณะก่อเหตุเขาอายุเพียง 18 ปี

จากนั้น บูคอรี ถูกจับกุมโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายครูจริง แต่ประวัติหลังจากนั้นไม่แน่ชัดว่าถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือว่าโดนดำเนินคดีแล้วพ้นโทษออกมา เพราะในช่วงสิบกว่าปีมานี้มีคดีความมั่นคงหลายคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลา รวมถึง อ.โคกโพธิ์ กับอำเภอใกล้เคียง และอ.เมืองปัตตานี ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของบูคอรีและพวก
คดีใหญ่ๆ ที่มีชื่อของบูคอรี เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากคดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถมือ 2 ใน อ.นาทวี แล้ว ยังมีคดีคาร์บอมบ์หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 60 ด้วย โดยในครั้งนั้นคนร้ายใช้วิธีปล้นรถกระบะ ฆ่าเจ้าของรถ ก่อนนำรถไปบรรทุกระเบิดและขับไปก่อเหตุที่หน้าห้างบิ๊กซี เช่นเดียวกับเหตุปล้นฆ่าสามีภรรยาแล้วโยนร่างทิ้งแม่น้ำเทพา เพื่อชิงรถกระบะไปทำคาร์บอมบ์ช่วงต้นปี 60 ซึ่งก็มีชื่อของทีมงานของบูคอรี เป็นผู้ก่อเหตุเช่นกัน

บูคอรี มีพ่อเลี้ยงเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง มีภรรยาเกี่ยวข้องกับคนในขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง และยังมีน้องชายชื่อ รอซาลี หลำโส๊ะ เคยก่อเหตุรุนแรงมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน แถมยังเคยถูกจับกุมเข้ากระบวนการซักถามอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ เช่น เหตุการณ์ชิงรถรับส่งนักเรียนและฆ่าเจ้าของรถก่อนนำไปก่อเหตุยิงและวางระเบิดอาคารเทศบาลตำบลมะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 57

นี่คือประวัติของบูคอรีและพวก จากแฟ้มข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง ต้องบอกว่ารู้ลึกรู้ละเอียดจริงๆ เขาเริ่มก่อเหตุมาตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ผ่านมาแล้วเกือบ 15 ปี ยังจับกุมไม่ได้ ทำให้น่าคิดว่าคนเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงรอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่มากมายเหมือนตาสับปะรดไปได้

หรือเขาซุกตัวอยู่ใต้ปีกใคร?

ปะเหมาะพอดี…เหตุคาร์บอมบ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นช่วงเวลาก่อนการแถลงข่าวของ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เพียง 1 วัน

พล.อ.อุดมชัย มีคิวเปิดแถลงข่าวต่อสื่อไทย สื่อต่างประเทศ และภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตนี) ในวันนี้ หลังจากดีเดย์เริ่มกระบวนการพูดคุยรอบใหม่เมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวาระ 15 ปีเหตุการณ์ปล้นปืน 15 ปีไฟใต้

พล.อ.อุดมชัย ตั้งใจสร้างภาพจำใหม่เกี่ยวกับวันที่ 4 มกราคม โดยกำหนดให้เป็น “หมุดหมาย” เริ่มต้นกระบวนการพูดคุยสันติสุข แทนที่จะเป็น “วันเสียงปืนแตก” แบบที่จดจำกันมาเกิน 1 ทศวรรษ แต่ถัดจากนั้นเพียง 4 วันก็มีคาร์บอมบ์เขย่าขวัญขึ้นที่ อ.เทพา

หรือมีใครที่ไม่อยากให้สันติสุขบังเกิด?

อ่านจังหวะเหลิม บางบอนกับเกมกระดานใหม่..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านจังหวะเหลิม บางบอนกับเกมกระดานใหม่..

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 09:14 น.
รตอเฉลิม อยู่บำรุง,เหลิม บางบอน,ประชาธิปัตย์,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,166 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

นาทีนี้ขุนพลฝีปากกล้าที่จะโกยแต้มให้เพื่อไทยตามเวทีต่างๆ น่าจะไม่พ้น “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” คนโตย่านบางบอน เพราะคนการเมืองที่มีฝีปากและวาจากระแทกใจชาวประชาให้เลือกพท.นั้น นาทีนี้ถือว่าน้อยมาก…

เจ้าของฉายาดาวสภาและดาวดับคนนี้ ออกโรงยามนี้ ถือว่า เหลิม บางบอน เป็นคนอ่านจังหวะรุก-รับการเมือง “ขาด” คนหนึ่ง โดยเฉพาะยามที่ พท.ต้องการขุนพลฝีปากกล้า และจำต้องยอมการอ่านเกมและการขึ้นเวทีเรียกแต้ม

“ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” (อยู่กลาง)

เหลิม บางบอน หย่อนตัวเองไปในพื้นที่ที่พท.ต้องคว้าชัยแบบชัวร์ๆ ดีกว่าไปในพื้นที่เหนื่อยฟรี เพราะพูดอย่างไรชาวบ้านก็ไม่เอา

เกมนี้คนโตบางบอนเดินสวนจังหวะเจ้าแม่เมืองกรุง เพราะขานั้นต้องแล่นไปเกือบทุกหัวระแหง

แม้เจ๊หน่อยจะเดินสายมาหลายวันก่อนที่พ่อของโต้ง/หนุ่ม/ชาย จะลงสนามสร้างสีสัน ว่ากันว่าใครหลายคนในเพื่อไทยขอคิวคนโตบางบอนให้ไปย้ำหัวหมุดมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

“เหลิม บางบอน” เคยบอกสังคมหลายครั้งว่าไม่ฝันจะเป็น สร.1 ดังนั้นมิต้องตีความว่าขัดแย้งกับใครในพรรคเพื่อหวังผลอะไร ?

เพราะสิ่งที่คนโตบางบอนหวังไว้หากเพื่อไทยคว้าอันดับ 1 ในการหย่อนบัตรช่วงนี้ เหลิม บางบอน คงจะสบช่อง มท.1 หรือครองเก้าอี้ สร.2 ดูแลแวดวงสีกากีตามวิถีที่ถนัด และดันทายาทให้เป็นผู้แทนฯ บางบอนและหนองแขมให้ได้

คราวนี้ เหลิม บางบอน ออกมาขยับอวัยวะแบบนี้แสดงว่า มีความมั่นใจแล้วว่า วิ่งแล้วไม่เสียเที่ยว ยามที่พบสื่อ เหลิม บางบอน มั่นใจว่าเพื่อไทยจะมีผู้แทนฯ เกือบ 300 คน เพราะกระแสสังคมที่ทนลำบากมาหลายปีในยุคที่ คสช.บริหารนั้น คำตอบมันชัดนักว่า ชาวบ้านคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์ช่วงลุงตู่ดูแล

ยิ่งนาทีนี้แกนนำหลายคนแตกตัวไปทำงานให้พรรคสาขา…แต่ความจริงบนกระดานการเมืองบอกแล้วว่า ชาวบ้านมีสองพรรคในใจที่จะหย่อนแต้มให้

“พรรคอื่นๆ ไม่มีแต้ม แข่งกันแค่ปชป.กับพท. วันหน้าจะบอกบนเวทีว่า ปชป.ทำงานแบบใดเละทำไมจะไร้โอกาสชนะเลือกตั้ง ให้สังคมนำไปคิด บางพรรคที่เคยมี ส.ส.วันนี้อาจน้อยกว่าเดิม ชาวบ้านรู้แล้วว่าควรเลือกพรรคใด พรรคใหม่เละพรรคของคสช.จะไร้คะแนนอย่างไร ประวัติศาสตร์การเมืองเขียนไว้และมันจะกลับมา ผมพูดเตือนหลายครั้งแล้วว่า คสช.เล่นแบบนี้เสี่ยงแค่ไหน หาก คสช.วิเคราะห์ได้ มันจะเป็นผลดีว่าควรหยุดหรือจะเดินต่อ แต่จะเจอสวรรค์หรือนรก พิจารณาเอาจากสิ่งที่ผมบอกไว้หลายครั้งแล้ว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ตอนนี้เพื่อไทยได้เจ้าของฉายา “รมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” มาเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ กระแสมาทันทีที่เพื่อไทย งานนี้เพื่อไทยลอยลำ เว้นแต่จะมีบางอย่างมากระตุกให้จังหวะสะดุด” คนโตบางบอนกล่าวไว้กับคนแวดล้อม

คนการเมืองที่แล่นบนเวทีมาหลากพรรค เป็น รมต.หลากกระทรวง เคยลี้ภัยไปต่างแดนเพื่อหลบบางอำนาจในอดีต เคยสอบตกในการเป็นผู้แทนฯ เคยลงสมัครพ่อเมืองกรุงเทพฯ แต่แพ้กระจุย

ประสบการณ์เหล่านี้ที่ เหลิม บางบอน สะสมไว้และรอจังหวะที่เพื่อไทยไร้ขุนพลนำทัพต้องส่งเทียบเชิญมาให้นำทีม

“สื่อตีความว่าผมขัดแย้งกับใครบางคนในพรรค หากใครมีช่องทางรบกวนไปบอกสื่อทุกแขนงด้วยว่าผมไม่ขัดแย้งกับใครในพรรค ผมทำงานตามหน้าที่ ไม่หวังเป็นนายกฯ แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าผมทำอะไรให้พรรค ใครที่ระแวงผม เลิกคิดเลย”

สิ่งที่ เหลิม บางบอน บอกไว้แบบนี้ นัยไม่ต้องถอดความให้วุ่นเลย เพราะรู้กันดีว่า เหลิม บางบอน กับเจ้าแม่เมืองกรุงนั้น ยามนี้ใครมีราคากว่ากันยามไปขอแต้มชาวบ้านและมันส่งผลในอนาคตอันใกล้ด้วยว่า เฮียเหลี่ยมจะวางใครให้มีบทบาทนำในพรรคและว่าที่รัฐบาลใหม่ ?

แว่วมาว่า ยามที่คนหน้าเหลี่ยมและน้องปูโฉบมาย่านเอเชีย คนโตบางบอนแวะไปพบเพื่อนเก่าที่รู้จักกว่าสี่สิบปีให้อ่านเกมให้ขาดว่าจะโยนดาบอาญาสิทธิ์ให้ใครกุมสภาพการนำทัพ

“เลือกคนนี้จะได้ผลแบบนี้ เลือกคนนั้น จะได้ผลด้านนี้ พิจารณาเอา”

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เสียงที่คนโตบางบอนส่งไปให้เฮียเหลี่ยมและน้องปูรับฟังและรอการกดปุ่มในช่วงหลังรู้ผลว่าใครจะมาทำงานแทนครอบครัวชินวัตร เพียงแค่นี้สังคมมองเห็นลางๆ แล้วว่า ว่าที่ สร.1 ที่จะมาจากพท.นั้น คือใคร? และไม่ใช่คนที่ เหลิม บางบอน หวังใจให้คว้าเก้าอี้นี้เสียด้วย