“ผู้กองจอย” ดอกไม้ใต้ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ผู้กองจอย” ดอกไม้ใต้ไฟ

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:50 น.
ผู้กองจอย,ไฟใต้,ความรุนแรง,สามจังหวัดชายแดนภาคใ,สงขลา,ทหารหญิง
เปิดอ่าน 1,894 ครั้ง

เช้ามืดของวันที่ 8 มกราคม ขณะที่หลายคนยังคงหลับใหล แต่ที่หน่วยเฉพาะกิจสงขลา ฐานของ ตชด.43 ยังคงเกิดหลักฐานว่าความรุนแรงของพื้นที่ปลายด้ามขวานยังมีอยู่เสมอ

เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในพื้นที่เหมือนกลับมาร้อนแรงมากขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ในเคสของเช้าวันที่ 8 มกราคม ยังมีมุมดีที่วันนั้นไม่มีใครเสียชีวิต แต่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย หากหนึ่งในนั้นได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นพิเศษ คือ “ผู้กองจอย” ร.ต.อ.หญิง สินีนาถ คงพุทธ ผู้บังคับหมวดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 สังกัดหมวดแพทย์ ช่วยราชการฝ่ายการพยาบาล ฉก.สงขลา ที่ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าอกซ้าย ได้รับบาดเจ็บต้องส่งตัวไปรักษายัง รพ.ยะลา

แน่นอนจากข่าววันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ผู้กองจอยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุขอบคุณทุกความห่วงใยที่มีให้ ซึ่งแปลว่าเธอปลอดภัยแล้ว

แต่ลึกๆ เราต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ที่ผู้หญิงคนนี้ต้องเผชิญ มันคงไม่จบแต่เพียงเท่านี้

  เพราะเธอเพิ่งยืนยันว่าจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม เฉกเช่นคนในพื้นที่ ซึ่งหาก “บ้านเกิด” จะหมายถึง “เรือนตาย” ก็คงต้องให้มันเป็นไปเช่นนั้น !

ผู้กองยอดหญิง

ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่านอกจากความเป็นผู้หญิงในเครื่องแบบ ที่ดึงดูดความสนใจแล้ว ใบหน้าที่สะสวยของผู้กองจอย ยังทำให้คนไทยอดที่จะติดตามและอยากรู้จักเธอมากขึ้นไม่ได้

จนกระทั่งเมื่อได้เห็นจากหน้าข่าว ยิ่งพบว่าผู้กองจอยคือผู้หญิงแกร่งคนหนึ่ง

พราะผู้กองจอยนั้นเป็นชาว จ.ปัตตานี โดยกำเนิด เรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนสายบุรี(แจ้งประชาคาร) ถ.สายบุรี ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

จากนั้นมุ่งหน้าเรียนพยาบาลที่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคใต้ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

โดยการมาทำงานเป็นพยาบาล ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ก็เป็นความสมัครใจของตนเอง แรกเริ่มเธออยู่ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช อ.ทุ่งสง ที่กองกำกับการ 8 กองบังคับการฝึกพิเศษ-ค่ายศรีนครินทรา

ชีวิตการทำงานตอนนั้น มีการออกหน่วยแพทย์พบปะเยี่ยมเยียนชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเกิดความรู้สึกอยากที่จะมาช่วยประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นกัน

ไม่เพียงใจที่แข็งแกร่ง บนใบหน้าที่สวยคมแล้ว ผู้กองจอยยังมีสายเลือดนักสู้อยู่ในตัวเต็มเปี่ยม เพราะเธอเป็นบุตรของ ด.ต.สถาพร คงพุทธ ผบ.หมู่ ป.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี

 และที่ต้องเน้นคือ บิดาของผู้กองจอย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่ไฟในพื้นที่ โดยเขาและน้องชายของผู้กองจอย หรือ ด.ช.พัชรพล คงพุทธ อายุ 14 ปี ถูกคนร้ายลอบยิงที่ปากซอยหน้าบ้าน หรือบริเวณริมถนนท่าเสด็จ ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมีข้อมูลในเฟซบุ๊กของเธอระบุว่าช่วงปี 2556 เธอได้เริ่มงานใหม่ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

ผู้กองจอยบอกว่า “ที่ผ่านมาก็คิดอยู่ตลอดว่าสักวันหนึ่งอาจจะเจอเหตุการณ์ด้วยตนเอง เพราะว่าเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อไรก็เกิดขึ้นได้ มันอยู่ที่สติ ถ้าเรามีสติเราก็จะควบคุมทุกอย่างได้”

 “เราก็ใช้อาชีพของเราซึ่งเป็นพยาบาล คุณพ่อซึ่งเป็นตำรวจ ได้ทำหน้าที่สองหน้าที่คือหน้าที่ที่เรารัก และหน้าที่ที่พ่อรัก”

เป็นครั้งแรกที่ได้มีการส่งอาสาสมัครทหารพรานหญิง นาวิกโยธิน จำนวนกว่า 100 นาย เข้าร่วมในภารกิจรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นักรบหญิงแกร่ง

ในสมรภูมิชายแดนใต้ มิได้มีเพียง “ตำรวจหญิง” เท่านั้น หากแต่ยังมี “ทหารพรานหญิง” สังกัดกรมทหารพรานที่ 41-49 กองทัพภาคที่ 4 และทหารพรานหญิง สังกัดกรมทหารพรานจากกองทัพภาคที่ 1-3 ที่ขึ้นทางยุทธการกับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมแล้ว 9 หมวดทหารพรานหญิง นอกจากนี้ ยังมี “ทหารพรานนาวิกโยธินหญิง” สังกัดกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ

 ทหารพรานหญิง มีบทบาทในการทำหน้าที่ ในเนื้องานที่มีความละเอียดอ่อน การดูแลเอาใจใส่และสร้างความเข้าใจ สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในภารกิจหลักของทหาร

การฝึกอาสาสมัครทหารพรานหญิง ก็จะฝึกหลักสูตรทหารพรานเบื้องต้น เช่น การเฝ้าระวัง การประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ยังจะต้องฝึกทางยุทธวิธี เหมือนกับทหารพรานผู้ชายทุกประการ แต่อาสาสมัครทหารพรานหญิงยังจะต้อง “ฝึกหลักสูตรพิเศษ” เช่น การทำคลอด, การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล

ทหารพรานหญิงปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่แพ้ชายใด คุณสมบัติสำคัญของพวกเธอ คือเป็นคนในพื้นที่ สามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ และพูดภาษาไทยควบคู่กันไป ด้วยอัธยาศัยท่าทีที่อ่อนโยน อ่อนหวาน ละเอียดอ่อน

มวลบุปผาในดงแดน

บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้หญิงในชายแดนใต้ ย่อมแตกต่างจากข้าราชการในภูมิภาคอื่น ทุกวินาทีคือความเป็นความตาย ดังบทความเรื่อง “ดอกไม้ใต้ไฟ” จากเฟซบุ๊กของ ถนอม ขุนเพชร์ สื่อมวลชนอิสระที่เป็นคนในพื้นที่ ได้เล่ามุมหนึ่งของเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ

เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งที่ต้องเดินทางเก็บข้อมูลสารคดีเกี่ยวกับ “มะโย่ง” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านมลายูที่กำลังสูญหาย โดยต้องไปดูการจัดแสดงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งแถวชายแดนสะบ้าย้อย

แต่การเดินทางเข้าพื้นที่ไม่ปลอดภัย จึงได้ประสานความร่วมมือเจ้าหน้าที่อำเภอสะบ้าย้อยคนหนึ่งอาสาพาไป

 ทางอำเภอจึงจัดรถนำทางพร้อมกำลังอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง พร้อมอาวุธ และแน่นอนที่เจ้าหน้าที่จะมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย !

“รถกระบะแบบแค็บที่ผมนั่งรวมสามคน นอกจากเจ้าหน้าที่อำเภอผู้หญิง คนขับตำรวจตระเวนชายแดนก็ผู้หญิง เธอไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เป็นคนผิวเนียนสวยเท่ ผมนั่งหน้าข้างคนขับ ได้คุยกันจึงรู้ว่าชีวิตคนทำงานพื้นที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของความเสี่ยง ไว้ใจใครยาก”

 “คุ้นกันบ้างแล้วเธอจึงแนะนำว่าในรถมีปืนอยู่ทั้งหมดกี่กระบอก ทั้งปืนสั้นพก ปืนยาว ของหลวง ปืนส่วนตัว ประจำลิ้นชักหน้ารถ หลังเบาะ ซอกมุมต่างๆ มากขนาดนี้ สองสตรีต่างเย้ากันว่าจะชักออกมายิงทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจไม่ทันขยับหากโดนถล่ม หันมาทางผม ส่งสัญญาณว่าควรจะต้องช่วยเธอลั่นไกบ้างสักกระบอก พูดเป็นเล่น ผมกลัวขึ้นสมองมาจริงๆ ทำใจดีสู้เสือแอบคิดหนักจนเหงื่อตก เรียน รด. ยิงปืนมาไม่กี่นัด ยิงเป้างานวัดไม่เคยถูก ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นแค่ขำๆ”

จากมุมนี้ เราอ่านแล้วอาจยิ้มขัน หากทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ตรงนั้นก็คงหัวเราะไม่ออก

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด คือเจ้าหน้าที่หญิงเหล่านั้น แม้จะพูดเรื่องความเป็นความตายได้อย่างรื่นรมย์ หากในความจริงพวกเธอกลับตั้งรับ และตื่นตัวตลอดเวลา

ภาพจากเฟซบุค Joy Sinee

วันนั้น นักเขียนของเรา จึงได้ชื่นชมการแสดงมะโย่งคณะสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่สมใจ ท่ามกลางการอารักขาอย่างดีและปลอดภัยกลับบ้านพร้อมข้อมูลที่ตามหา

 แต่เขารู้ดีว่าความตายและอันตรายไม่เคยจบลง และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อได้ยินข่าวเหตุโจมตีในเส้นทางที่เขาใช้ในหนนั้น มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต !

ถึงตรงนี้ จะว่าไปแล้ว สถานการณ์ที่ผู้หญิงในพื้นที่ต้องแบกรับ ความเสี่ยง ความตาย นักสิทธิฯ หรือบทความงานวิจัยมีออกมามากมายไม่เคยหยุด พอๆ กับความรุนแรงที่ไม่เคยจบ

 จนเมื่อมาเกิดเหตุกับกลุ่มของ “ผู้กองจอย” เราก็ได้เวลามานั่งเขียน นั่งขบคิดกันอีก เหมือนถูกใครกดปุ่ม

แต่การที่เราชาวกรุง เหมือนไม่ได้ตระหนกตกใจมากมายอีกแล้วนั้น เพราะเราหมดหวัง หรือเราชาชินกันแน่ ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ สำหรับคนในพื้นที่ มันไม่ใช่ !

////////

ขอบคุณบทความจากเฟซบุค ถนอม ขุนเพชร์

ติิดตามอ่านทั้งหมดได้ที่ลิงค์นี้

15 ปี สงครามไม่จบ อุตสาหกรรมไฟใต้เติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358655?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

15 ปี สงครามไม่จบ อุตสาหกรรมไฟใต้เติบโต

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:45 น.
ไฟใต้,สามจังหวัด
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

  เปิดศักราชใหม่มาไม่กี่วัน สถานการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้ทักทายเราด้วยเลือดอีกครั้ง

ไฟใต้ระลอกนี้ บางคนอาจมองว่านี่คือสัญญาณว่า ต่อให้เจรจากันกี่ครั้งก็ไร้ผล คงจำกันได้ธันวาคมปีก่อน ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็มาเยือนไทยและมีการพูดถึงเรื่องนี้ แนะโน่นนี่นั่น ตามฟอร์ม (อ่าน http://www.komchadluek.net/news/foreign/356283)

แต่แล้ว ก็มีการส่งท้ายปลายปีด้วยเหตุบุกยึดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส มีการเปิดฉากยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่

 จากนั้น จัดข้ามปี วันที่ 8 มกราคม กับเหตุ “คาร์บอมบ์” ใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา เคสของผู้กองจอยตามข้างต้น โดยเจ้าของรถถูกปล้น และถูกฆ่าพบเป็นศพแขวนคอภายในบ้าน (อ่าน http://www.komchadluek.net/news/scoop/358238)

ตามติดด้วยระเบิดทหารพรานชุด รปภ.ครู ขณะลาดตระเวนเดินเท้ารักษาความปลอดภัยครูในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำให้ ส.ต.ศราวุธ อะมะมูล อายุ 28 ปี ได้รับบาดเจ็บ และมีรายงานว่านักเรียนได้รับบาดเจ็บด้วย

จากนั้น  10 มกราคม คนร้ายบุกยิงเจ้าหน้าที่ อส.ชุดคุ้มครองตำบลประจัน ที่ ร.ร.บ้านบูโกะ หมู่ 5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานีี มี อส.เสียชีวิต 4 ราย แถมยังปล้นอาวุธปืน HK-33 จำนวน 4 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนประจำกาย อส.ที่เสียชีวิตหลบหนีไปด้วย

ถึงตรงนี้ ความหวังใดๆ ที่มีมา เลยต้องพับเก็บ เพราะไม่มีสัญญาณใดเลยที่ยืนยันว่า เรื่องนี้จะคลี่คลายได้

หากยังไม่ลืม 15 ปีก่อน ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ได้เกิดเหตุปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ค่ายปิเหล็ง” ใน ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง

(อ่าน http://www.komchadluek.net/news/scoop/356943)

ครั้งนั้น คนไทยนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่ต่อเนื่องยาวนานมาจนวันนี้ และเรียกวันนั้นว่า “วันเสียงปืนแตก”

วันนั้นมีทหารเสียชีวิต 4 นาย ขณะที่คนร้ายได้อาวุธปืนไป 413 กระบอก ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ยึดคืนมาได้ 94 กระบอก

  ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเกี่ยวกับการปล้นปืนไปล่าสุดอย่างไร แต่ที่แน่ๆ 15 ปีมานี้ พบเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 9,985 เหตุการณ์ ยอดตายทะลุ 4,000 ในจำนวนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์กว่าครึ่ง และงบดับไฟใต้ทะลุ 3 แสนล้านบาท !

มันก็คงเป็นฉากเดิม ในบริบทเดิม ที่ไม่จบง่ายๆ

“ปู” สาวเขมร เล่นกลแปลงร่าง ตั้งบริษัทปริศนาท่าเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358651?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปู” สาวเขมร เล่นกลแปลงร่าง ตั้งบริษัทปริศนาท่าเรือ

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:00 น.
ยิ่งลักษณ์,ท่าเรือซัวเถา,ทักษิณ,ฮ่องกง,จีน,กัมพูชา,ปูซื้อบริษัท,ตระกูลชินวัตร
เปิดอ่าน 5,019 ครั้ง

คนไทยรู้แล้วว่าดราม่านี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้ตรงไหน แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร บอกเลยร้อนแรงไปหลายแว่นแคว้นจริงๆ

ข่าวลือของพี่น้องชินวัตร มาได้เรื่อยๆ วันก่อนพี่ขายบ้าน? มาวันนี้น้องซื้อบริษัท?

ชอตแรกที่ “เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ประกาศขายบ้านหรูที่หมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ แบบขาดทุนราบ ก็มิเห็นมีใครออกมาคอนเฟิร์มสักแอะ

ชอตสองที่ “ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปซื้อหุ้นในบริษัทท่าเรือแห่งหนึ่งที่ซัวเถาโพ้นทะเล ก็ยืนยันจากคนใกล้ชิดว่า ไม่ได้ซื้อเพราะตังค์ถูกยึดหมดแล้ว แต่ขายประสบการณ์และความสามารถ

แถมดราม่ายิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อทั้งสื่อจีนและสื่อไทย พากันคุ้ยหาข่าวจนลามไปถึงกัมพูชา !

ภาพจากเพจ กรุงเทพ กรุงเทพ

เส้นสนกลข่าว

อย่างที่รู้ ต้นข่าวมาจากเฟซบุ๊ก “กรุงเทพ กรุงเทพ” เพจเสื้อแดงแจ๋ ที่โพสต์การเดินทางไปเยือนถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษต้นตระกูลชินวัตร ของสองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ที่เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจว ช่วงต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

จากนั้นก็บรรเลงข่าวดีว่าอดีตนายกฯ หญิงของไทยรับเป็นประธานของ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด หรือ “เอสไอซีที” บริษัทบริหารท่าเรือในเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน

แน่นอน เรื่องนี้คนไทยย่อมไม่เชื่อง่ายๆ ว่าคนเก่งซัวเถาหมดแล้วหรือไร หรือนี่จะเป็นดีลลวงช่วงหาเสียงเลือกตั้งของพรรคนายใหญ่อะไรสักอย่าง

แต่เมื่อมีการคุ้ยหารอยต่อก็พบข้อมูลว่า เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ฮ่องกง ได้รายงานว่า ช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา อดีตนายกฯ หญิงชาวไทย ได้ใช้พาสปอร์ตกัมพูชา เป็นหลักฐานในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในฮ่องกง (ย่านจิมซาจุ่ย) ซึ่งมีชื่อว่า บริษัท พี.ที. คอร์เปอเรชั่น คอมปานี

ภาพจากเพจ กรุงเทพ กรุงเทพ

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2561 หรือครบปีพอดีที่ยิ่งลักษณ์บินหายไม่มาฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวที่ศาลช่วงปี 2560

สื่อไทยเห็นตรงนี้ ก็คุ้ยต่อจนพบว่า บริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่นฯ ซึ่งยังไม่เปิดเผยว่าทำธุรกิจประเภทใดในฮ่องกง หากแต่ในไทย ก็มีบริษัทชื่อเดียวกันนี้ที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ พินทองทา คุณากรวงศ์ และ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่มาของ “พี.ที”

และสถานะของ พี.ที.คอร์ปอเรชั่นที่ไทย ก็ไม่ใช่บริษัทห้องแถวไก่กา โดยพบว่าบริษัทนี้จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2524 ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและดำเนินงานทางธุรกิจ

รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ 30 เมษายน 2561 พานทองแท้ ชินวัตร, พินทองทา คุณากรวงศ์, แพทองธาร ชินวัตร ถือหุ้นใหญ่เท่ากันคนละ 30% คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ถืออยู่ 10%

เจาะไส้ในเอสไอซีที

ทีนี้พอกลับมาที่เอสไอซีที ก็แปลว่าหลังจากยิ่งลักษณ์ก่อตั้ง พี.ที. คอร์ปอเรชั่น ได้เพียง 4 เดือน เธอก็เข้ามาบริหารที่เอสไอซีทีต่อทันที

โดยข้อมูลระบุว่าชื่อผู้บริหารของที่นี่ได้เปลี่ยนจาก “หลินต้าฉี” เป็น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา

สำหรับเอสไอซีทีนั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2537 ทุนจดทะเบียน 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัท ฮ่องกง อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินัลส์ (ซึ่งเป็นหน่วยงานของ บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท โฮลดิ้งส์ อันมีเจ้าของคือ ลี กา-ชิง เศรษฐีของฮ่องกง) และ สำนักกิจการท่าเรือซัวเถาได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา

ภาพจากเพจ กรุงเทพ กรุงเทพ

ปัจจุบันเอสไอซีทีมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ต ซัวเถา จำกัด (ฮ่องกง) 70% และอีก 30% เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ไชน่า เมอร์ชานท์ พอร์ท ดีเวลลอปเม้นท์(เสิ่นเจิ้น) จำกัด และคณะกรรมการสินทรัพย์ซัวเถา

ซึ่งถ้าถามถึงความยิ่งใหญ่ ก็รู้กันดีว่าท่าเรือซัวเถานั้นเป็น 1 ใน 25 ท่าเรือหลักของประเทศตามแนวชายฝั่งของจีนและเป็น ใน ท่าเรือฮับสำคัญในมณฑลกวางตุ้ง

อย่างไรก็ดี หลายคนสะดุดหูกับชื่อ ลี กา-ชิง ผู้ที่เรารู้กันดีว่า เขาคือมหาเศรษฐีลำดับ 2 ของเอเชียรองจาก “แจ็ก หม่า”!

พอถึงตรงนี้ ความซับซ้อนยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะในสื่อไทย และสื่อจีน วิเคราะห์ออกมาแตกต่างกันคนละมุม

ภาพจาก http://www.scmp.com

ข้างฝ่ายไทยถอดสมการว่า ดีลนี้พี่ชายจัดการให้น้องสาว อย่างที่รู้ว่านอกจากดูไบแล้ว ฮ่องกงก็เหมือนรังนอนรังตายของทักษิณ แล้วคนระดับนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องพบปะเจรจากันเป็นปกติ

จนเมื่อสืบค้นกลับไปก็พบว่า ปี 2550 ทักษิณได้ซื้อบ้านหรูที่ฮ่องกง ราคาราว 945 ล้านบาท บนยอดเขา “วิคทอเรีย พีค” ซึ่งข่าวระบุชัดเจนว่า “ลี กา-ชิง” ได้จองบ้านหลังนี้ไว้เพื่อเป็นเรือนหอให้แก่ลูกชายคนเล็ก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นของเจ้าพ่อจากเมืองไทยที่ชื่อแม้ว

   ดังนั้น การที่ลี กา-ชิง ประกาศวางมือทางธุรกิจช่วงพฤษภาคมปีที่แล้ว และให้ “วิกเตอร์ ลี” ลูกชายคนโตรับไม้ต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไร้อำนาจ ที่จะขยับสับเปลี่ยนอะไรในเอสไอซีที นั่นเอง

อย่างไรก็ดี หันไปที่สื่อจีน กลับพบว่าพูดอีกอย่าง ซึ่งมุมนี้ฝั่งเสื้อแดงออกมาระบุอ้างบทความของสื่อจีนที่ว่า ยิ่งลักษณ์-ทักษิณก็เหมือนญาติมิตรกับจีน

เพราะนอกจากมีบ้านเกิดของพ่อที่ซัวเถาแล้ว ภาพรถที่ยิ่งลักษณ์นั่งในจีน ก็มีโลโก้ของหน่วยงานรัฐบาลจีนติดอยู่บนรถอีกด้วย

ที่สำคัญสื่อจีนยังระบุว่า ที่จริงแล้วการให้ยิ่งลักษณ์เข้าบริหารท่าเรือครั้งนี้ ยังเพื่อขัดคอ ลี กา-ชิง เพราะอย่างที่รู้ว่าเศรษฐีฮ่องกงรายนี้่มีความพยายามขายหุ้นให้สิงคโปร์ เด็กน้อยของอเมริกา ทั้งๆ ที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกากำลังฟัดกันนัวขนาดไหน

จีนจบ กัมพูชาวุ่น

แน่นอนแม้ว่ามุมหนึ่ง คนไทยพอเดาออกว่า ที่สุดแล้วการเข้ามานั่งในเอสไอซีทีของหญิงปู น่าจะมาทางรัฐบาลจีน มากกว่าทาง ลี กา-ชิง อย่างที่รู้ว่า “ใครใหญ่” ในประเทศนี้

แต่ความซับซ้อนใหม่ที่เกิดขึ้นคือ การที่สื่อจีนไปคุ้ยเจอว่าพาสปอร์ตที่ปูใช้สมัครงานที่นี่ “ออกโดยกัมพูชา”  ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ยิ่งลักษณ์จะหนีออกจากไทยทางกัมพูชา ทั้งฝ่ายเขมรปฏิเสธแข็งขันมาตลอด (อ่าน https://www.scmp.com/news/hong-kong/politics/article/2181359/former-thailand-prime-minister-yingluck-shinawatra-does-have?fbclid=IwAR3kRY3bQXui0y_qWPr_yw3v1uYD54jRWLTf8azErMVyS2KFYJYca5sbhxc)

ภาพหนังสือเดินทางยิ่งลักษณ์ที่ออกโดยกัมพูชาจากการแฉของสื่อจีน เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ 

ที่สุด เมื่อข่าวนี้กระจายออกมา ปรากฏว่าในสื่อจีนข่าวดังกล่าวก็ปลิวหายไปกับสายลมทันที

ทางหนึ่งแน่นอนเพราะจีนเกรงใจพลเมืองของตนเอง เนื่องจากข่าวที่ยิ่งลักษณ์มานั่งเป็นประธานบริษัทในจีน ย่อมสร้างทั้งกระแสบวกและลบต่อจุดยืนของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน” อยู่แล้ว ดังจะเห็นข่าวว่าโลกโซเชียลของจีนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้หนาหู

ดังนั้น ทางการจีนเมื่อมองทิศทางลมแล้วไม่ดี เลยต้องให้เงียบไปจากหน้าข่าว

  ขณะที่อีกทางหนึ่ง ยังเพื่อช่วยมิตรสนิทอย่างกัมพูชาด้วย เพราะเรื่องนี้ทำให้กัมพูชาเหมือนโป๊ะแตกสุดๆ จนกระทั่งต้องเร่งแก้ข่าว เพื่อไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ 

โดยช่วงวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธรายงานของสื่อฮ่องกงดังกล่าวกันพัลวัน ทั้ง พล.อ.เหมา จันดารา อดีต ผอ.กรมข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ช่วงที่ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ ออกมายืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้แก่ยิ่งลักษณ์ และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นของปลอมก็ได้

เช่นเดียวกับ ปาย สีปาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมารับลูกว่ากระทรวงมหาดไทยได้สืบค้นรายการหนังสือเดินทางที่เคยออกให้แก่ประชาชนแล้ว แต่ไม่พบชื่อยิ่งลักษณ์ เลย

ส่วน ผอ.สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของราชวิทยาลัยกัมพูชา ระบุว่าสื่อต่างประเทศบางครั้งก็มั่ว และต่อให้ยิ่งลักษณ์ได้หนังสือเดินทางกัมพูชามาจริง มันก็อาจมาจากการสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่ทุจริต ที่ออกหนังสือเดินทางให้ยิ่งลักษณ์อย่างลับๆ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองนั่นเอง

ก็ว่ากันไป แต่คนไทยอ่านดูก็รู้แล้วว่าดราม่านี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้ตรงไหน แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร บอกเลยร้อนแรงไปหลายแว่นแคว้นจริงๆ

โทษที “บังยี” ไม่ว่าง ขอลุยเลือกตั้งแป๊บ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358542?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โทษที “บังยี” ไม่ว่าง ขอลุยเลือกตั้งแป๊บ!

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 00:00 น.
วรวีร์ มะกูดี,บังยี,้เลือกตั้ง,วันมูหะมัดนอร์ มะทา,พรรคประชาชาติ,สมาคมบอลไทย
เปิดอ่าน 710 ครั้ง

“ฮ้าดเช้ย!!” ไม่ได้มีใครโดนนินทาแต่ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หนึ่งในอดีตคนกีฬาที่หวนกลับไปเอาดีทางการเมือง ตอนนี้ต้องรักษาสุขภาพมากๆ เดี๋ยวจะป่วยก่อนเลือกตั้ง

อย่าง “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตประมุขลูกหนังไทย ที่เปิดตัวกับ “พรรคประชาชาติ” ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

อย่างที่รู้ว่า พรรคประชาชาติ นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรค ล้วนแล้วแต่เป็นคนใหญ่สายมุสลิม ขวัญใจชาวใต้ที่คนไทยรู้จักกันดี

ส่วนบังยีเอง เห็นความเคลื่อนไหวตอนนี้เรียกได้ว่าลุยแหลก ค่าที่เป็นแม่ทัพเมืองหลวง

แต่ไม่รู้ทำไมพอมีข่าวอะไรเกี่ยวกับบอลไทย และสมาคมบอลไทย คนไทยก็ต้องนึกถึงบังยีทุกที

อาจจะเป็นเพราะความที่บังยีนั้น นั่งคุมสมาคมบอลไทยมายาวนาน 4 สมัย และยังเป็นคนไทยมุสลิมคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้นี้ ขณะที่สีสันช่วงที่อยู่ ก็หลากรส ทั้งสุข เจ็บ คละเคล้า

พอมาวันนี้ กับข่าวที่บิ๊กอ๊อดกำลังถูกไล่บี้ให้ลุกไปจากเก้าอี้ที่บังยีเคยนั่ง ก็ทำเอาคนไทยอีกกลุ่มอดคิดถึงบังยีไม่ได้

เพียงแต่งานการเมือง มันต้องเอาจริง ทุ่มตัว ดังนั้นบังยีคงไม่ว่างมาดราม่ง ดราม่าด้วยเท่าไร

ล่าสุดก็เพิ่งเดินสายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หญิงพรรคประชาชาติไปสดๆ ร้อนๆ ที่เขต 6 จ.นนทบุรี แถมยังไปย้อนความจำกับงานกีฬา ด้วยการเป็นประธานในการเปิดสนามแข่งขันฟุตบอล ร.ร.นูรุลอิสลามคัพ ครั้งที่ 3 อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

แต่แม้จะทุ่มเทเหนื่อยยาก แต่สำหรับบังยียิ่งต้องนับว่ามาถูกทาง

ดังที่เจ้าตัวเคยบอกว่า การทำการเมืองครั้งนี้ ก็คงจะมุ่งงานที่่ถนัด คือด้านกีฬา ซึ่งมุ่งหวังให้เยาวชน และประชาชนหันมาใส่ใจกีฬา

และที่จริงเรื่องการเมืองไม่ใช่ของใหม่สำหรับอดีตประมุขลูกหนังไทย บังยีผ่านมาแล้ว ทั้ง ส.ก.กรุงเทพฯ, พรรคสีฟ้า หรือพรรคสีแดง

ดังนั้น ถ้าบังยีแจ้งเกิดอีกครั้งในสภา คนที่คิดถึงบังยีในลีลาคนกีฬา ก็คงได้หายคิดถึงกันแน่ๆ เพราะเขาก็คงไม่ห่างหายไปจากขอบรั้วสนามเท่าไรนัก

นี่จึงเป็นการได้หวนคืนลู่วิ่งที่เคยทำ-กับงานที่ชื่นชอบ ทั้งการเมืองและกีฬา สองสิ่งที่ไม่เคยแยกจากกันได้เลยในชีวิตคนชื่อ “บังยี”

เอาไง? “บิ๊กอ๊อด” จะลาหรือต้องโห่ไล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาไง? “บิ๊กอ๊อด” จะลาหรือต้องโห่ไล่

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 00:00 น.
สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง,บิ๊กอ๊อด
เปิดอ่าน 9,828 ครั้ง

ถูกเบรกเสียจนคนไทยแทบจะหัวทิ่มกันเลยทีเดียวกับบทความจาก  www.soccersuck.com  ที่จั่วหัวว่า “10 เหตุผลที่  “บิ๊กอ๊อด”  ไม่ควรถูกไล่เมื่อบอลไทยแพ้”

ร่ายยาวถึงคุณงามความดีของ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” หรือ บิ๊กอ๊อด นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หลังทำคอบอลไทยผิดหวังที่ทีมไทยไปพ่ายแพ้พลังโรตี จบเกมกับอินเดียไปด้วยสกอร์ 1-4 ประเดิมเอเชียน คัพ 2019

ซึ่งแน่นอน ที่หลังเกมนี้คนไทยจะรวมพลังกันถล่มยับตั้งแต่ โค้ช, นักเตะ ไปจนถึง “นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ” หรือบิ๊กอ๊อดของเรานี่แหละ

และต่อให้บิ๊กอ๊อดจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศยุติสัญญาการทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยของ “มิโลวาน ราเยวัช” พร้อมทีมงานสตาฟฟ์โค้ชของเขาบางส่วน ชนิดมีผลทันทีไปแล้ว

หรือต่อให้บิ๊กอ๊อด ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อกราบขอโทษแฟนบอลชาวไทยยังไง

สุดท้ายแล้ว มันก็ยังไปไม่สุดทางใจของคนไทย เพราะหลายคนมองว่านี่คือการทำพลาดชนิด “ซ้ำซาก” และคนที่ต้องรับผิดชอบอันดับแรกก็คือคนที่นั่งเก้าอี้นายกสมาคม นั่นแหละ

    ซ้ำรอยเจ็บ

เอาจริงๆ ถามใจคนไทยที่ผิดหวังในครั้งนี้ ไปหาอ่านได้เลยในโลกโซเชียล คอมเมนต์รุนแรงแสบไส้ บางคนถึงกับใช้คำว่า “ล้มละลายทางเครดิต” ไปแล้วสำหรับบิ๊กอ๊อด !

แต่ถ้าว่ากันเนื้อๆ ที่ผลงานในช่วงที่บอลไทยอยู่ในเงาของนายกสมาคมผู้นี้ ก็พอเข้าใจคนไทยได้ว่ามันเจ็บสักเพียงไหน !

เจาะเวลาหาอดีตคร่าวๆ เช่น ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี (U16) ช่วงปีที่แล้วทำได้เพียงรองแชมป์อาเซียน เพราะแพ้อินโดนีเซีย ในนัดชิงชนะเลิศ

หันไปดูทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี (U19) ยิ่งเครียด เพราะไปตกรอบรองชนะเลิศ โดยแพ้เมียนมา แถมไปชิงอันดับ 3 ก็แพ้อินโดนีเซียอีก ทำได้เพียงแค่ที่ 4 ในอาเซียน

มาถึงทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี (U 23) ก็ฟอร์มเดียวกัน คือ “ตกรอบแรก” เอเชี่ยนเกมส์ ที่อินโดนีเซีย แถมยังนับเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีอีกด้วย ผลงานหนนี้คือเสมอ กาตาร์ 1-1, เสมอ บังกลาเทศ 1-1, แพ้ อุซเบกิสถาน 1-0

ส่วนทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็เพิ่งตกรอบรองชนะเลิศ “ซูซูกิ คัพ” ในบ้านตัวเอง ฉีกดวงใจแฟนบอลไทยทั่วประเทศย่อยยับไปกับตา ทั้งๆ ที่เป็นแชมป์เก่าแท้ๆ

และก็ล่าสุดงวดนี้แหละ ศึกเอเชียน คัพ 2019 ที่มาพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอินเดีย ชนิดหมดรูป 4-1 ในนัดแรก แถมยังถูกตอกหน้าด้วยการถูกจารึกลงประวัติศาสตร์ว่า เป็นการแพ้ต่ออินเดีย ในรอบ 33 ปีเลยทีเดียว !

ไม่ต้องหันไปมองฟุตบอลหญิง ทางนั้นก็แพ้รูดกราว 3 นัดในเอเชี่ยนเกมส์ ไล่ตั้งแต่ แพ้ญี่ปุ่น 2-0, แพ้เวียดนาม 3-2 แม้ว่าจะทำผลงานได้เข้ารอบ 2 ก็ข้ามไม่ถึงฝั่ง เพราะโดนพี่จีนถล่มราบ 5-0 ตกรอบกลับบ้าน !

แบบนี้แล้ว จะไม่ให้คนไทยเดือดยังไงไหว แถมลองนึกดีๆ ก็เป็นบิ๊กอ๊อดเองนั่นแหละที่เคยพูดไว้ว่า “ถ้าอยู่กันแบบนี้ไม่เป็นไร ถ้าเป็นผม ผมอาย” ที่มันวนเวียนกลับมาย้อนรอยให้คนไทยได้ถามหาความรับผิดชอบจากบิ๊กอ๊อดอีกครั้งว่า “แล้วเฮียจะอยู่ทำไมครับ !!”

งานนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าบิ๊กอ๊อดไม่พูดเยอะ เก็บคอไว้เจ็บหน้าหนาวบ้าง ก็คงไม่ทำให้คนไทยของขึ้นแรงขนาดนี้ !

   เก็บรอยสร้าง

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ว่าบทความของ “SS บอลไทย” ซึ่งยกเหตุผล 10 ประการที่แฟนบอลไทยควรรู้เกี่ยวกับบิ๊กอ๊อดซึ่งทำเอาคนที่กำลังก่นด่าอาจมีสะอึก !

เพราะนอกจากข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้ “มโน” แล้ว อ่านๆ ไป ก็มีมุมฉุกคิดเหมือนกันว่า แท้จริงแล้วเราจะอยากจะเลือกนายแบบไหนกันแน่ ?!

คร่าวๆ ที่นับว่า “บิ๊กอ๊อด” ทำไว้หลังรับเก้าอี้นายก ส.บอลไทย นอกจากประเดิมปีแรกด้วยการทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ในที่สุด ณ อาคาร 40 ปี ในการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ จากนั้นบิ๊กอ๊อดก็ยังมีผลงาน (ทางด้านที่ไม่เกี่ยวกับสกอร์ในเกมฟาดแข้ง) ออกมาเรื่อยๆ

ที่เด็ดๆ ซึ่งน่าจะเข้าเส้นคนไทยมากที่สุด ก็คงเป็นเรื่องตัวเลข เพราะจากข้อมูลที่บทความดังกล่าวเล่าไว้ ระบุว่าบิ๊กอ๊อดนั้นใช้เวลา 2 ปี ปลดหนี้กว่าสามร้อยล้านบาทให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทั้งหนี้สรรพากร และหนี้อื่นๆ ที่เกิดก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหาร

หรืออะไรที่เกี่ยวกับ “ความโปร่งใส” ทางการเงิน ที่คนไทยตั้งคำถามมานานแล้วว่าสมาคมบอลไทยมันก็ “แดนสนธยา” เราดีๆ นี่เอง บิ๊กอ๊อดเคลียร์จบ !

เช่น การสร้างระบบการเงินที่มั่นคงให้แก่ฟุตบอลลีกอาชีพได้อย่างรวดเร็ว การมอบเงินสนับสนุนแก่สโมสรสมาชิกในทุกระดับ

หรือที่จี๊ดๆ ที่ระบุว่า บิ๊กอ๊อดไม่เคย “อมเงิน” นักเตะทีมชาติไทย เช็กได้เลยทุกชุดได้เงินรางวัลตามสัญญาอย่างรวดเร็วทุกสลึง

ยาวไปถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของนักกีฬาที่กินอิ่ม นอนอุ่น รวมไปถึงดูแลทุกการเดินทางอย่างดี

ไหนจะการบริหารจัดการเรื่องบัญชีรายรับ-รายจ่ายชัดเจนเป็นครั้งแรก !!! โดยมีการแยกประเภทเรียบร้อยเสร็จสรรพ เช่น บัญชีเงินจากฟีฟ่า, บัญชีเงินจากเอเอฟซี, บัญชีเงินจากเอเอฟเอฟ, บัญชีเงินจากค่าปรับไทยลีก และอื่นๆ ที่บอกเลยพร้อมชี้แจงเงินเข้า-ออกได้อย่างไม่มีติดขัด !

และคงจำกันได้กับข่าวใหญ่ช่วงปี 2560 กับประเด็น “ล็อกผลบอล” ที่บิ๊กอ๊อดจับได้ จนมีการแถลงข่าวเปิดโปงขบวนการที่ประกอบด้วยนายทุน นักฟุตบอล กรรมการ และผู้บริหารทีม งานนี้ได้รับการยกย่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ และมีการเชิญเจ้าหน้าที่สมาคม ไปให้คำแนะนำในงานสัมมนาที่ฝรั่งเศส

หรือประเด็นที่ “บิ๊กอ๊อด” เดินหน้าทวงถามผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฟุตบอลฯ ชุดเก่า กับจำนวนเงินกว่า 1 พันล้านบาทที่หายไป !!

ทั้งหมดนี้ แน่น่อนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บิ๊กอ๊อดสร้างไว้ ซึ่งถ้าไม่โกรธแค้นกันมากมายมาแต่หนไหน ก็ช่วยกันจด ช่วยกันจำบ้างก็ยังดี !
แต่ถ้าขนาดนี้ยังดีไม่พอ หันไปข้าง FC ของบิ๊กอ๊อดบางคน ก็คงอยากถามฝั่งไล่ส่งเหมือนกันว่า แล้วจะเอาแบบไหน ระหว่างบริหารงานโปร่งใส แต่ผลงานฟุตบอลต้องทำใจว่า “มีขึ้นมีลง” กับบริหารแอบๆ แต่ผลงานงั้นๆ ก็ลองคิดกันดู

นี่ไม่ได้ว่าใคร แต่ก็ต้องติงนิดหนึ่งว่า สรุปมีให้เลือกแค่นี้เองใช่มั้ย ?

วันที่รอคอยของ… “วัน อยู่บำรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันที่รอคอยของ…  “วัน อยู่บำรุง”

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 00:00 น.
พรรคเพื่อไทย,รตอเฉลิม
เปิดอ่าน 16,227 ครั้ง

“ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือ เดินเข้าห้องประชุมสภา เเล้วกล่าวต่อที่ประชุมว่า ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย”

“อยู่บำรุง” คือตระกูลการเมืองย่านฝั่งธน (หนองเเขมเเละบางบอน) ที่สองพี่น้อง (ร.ต.อ.เฉลิมเเละเนาวรัตน์) ครองพื้นที่มายาวนานในการเป็นส.ส.เเละส.ก.เมืองกรุง

ตระกูลนี้เเข่งขันกับตระกูลอื่นๆ ในพื้นที่กันมาหลายสิบปี มีเเพ้มีชนะตามกระเเสเเละข่าวสารในช่วงนั้นๆ เเต่ “อยู่บำรุง” ก็ยังหวังว่าจะมีทายาทเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสืบสานเจตนาของครอบครัวต่อไป

เจ้าของมอตโต้ “ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม” ซึ่งพ่อของ “อาจหาญ, วัน, ดวง อยู่บำรุง” บอกว่า “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” เป็นผู้เขียนถึงอดีตสารวัตรกองปราบปรามคนนี้ที่ผันกายลงเล่นการเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน

“สารวัตรเฉลิม” บอกเล่าเรื่องราวนี้ด้วยความระลึกถึงข้อเชียนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่เขียนไว้เเละเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่ปราชญ์ของเเผ่นดินกล่าวขานถึงคนการเมืองไฟเเรงยามนั้น เเละส่งผลให้ทายาทอยากรับหน้าที่นี้ต่อไป

“ขุนศึกฝั่งธน” ที่ยามนี้เป็นเสมือนทัพหน้าที่นำว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยตะลุยเก็บเเต้มเพื่อก้าวขึ้นเป็นว่าที่พรรคอันดับหนึ่งในการหย่อนบัตร โดยหวังว่าชาวบ้านทั่วไทยจะไว้วางใจให้เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เเละอีกหนึ่งภารกิจของชายคนนี้ต้องสานฝันให้เป็นจริงให้ได้นั่นคือ ทำให้บุตรชายคนรองก้าวเข้าสู่ห้องประชุมสภาผู้เเทนฯ ในฐานะส.ส.กทม.เขตบางบอนเเละหนองเเขมให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่เคยลงสนามมาสองครั้งเเล้วทำได้เพียงเเค่ได้ “ลิ้มประสบการณ์เเละเกือบชนะ”

พรรคเพื่อไทยจะส่ง “วัน อยู่บำรุง” หรือหนุ่มนักเรียนเก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่นที่ 110 ลงปะทะกับนักเรียนเก่าชมพูฟ้า รุ่นที่ 105 จากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อคว้าโควต้าส.ส.บางบอนเเละหนองเเขม

โดยทายาทคนที่สองของร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า “คราวนี้เเข่งกับ พ.ต.อ.นพ.สามารถ ม่วงศิริ รุ่นพี่โรงเรียนเดียวกัน ผมเกือบชนะตระกูลนี้ในครั้งที่เเล้ว คราวนี้ผมขอเกือบเเพ้รุ่นพี่เเล้วกันในการเลือกตั้งครั้งนี้”

     0 คุณพ่อทำงานการเมืองเสี่ยงหรือไม่?
เสี่ยงเเต่ทุกคนในครอบครัวยอมรับ มันเป็นสไตล์การทำงานของคุณพ่อ คิดอย่างเดียวทุกอย่างที่เกิดขึ้นฟ้าดินกำหนดมา เเต่เชื่อไหมเอาทิงเจอร์ไปราดข้างหลังคุณพ่อรับรองไม่มีผลเพราะคุณพ่อไม่มีเเผล ไม่มีความเจ็บปวดเจ็บเเสบ เพราะคุณพ่อวิจารณ์ทุกฝ่ายที่ทำไม่ถูก เมื่อไม่ถูกใจใคร ทำอะไรท่านไม่ได้ก็ลงที่พวกผม (หัวเราะ)

สมัยที่พวกผมยังเป็นวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวสนุกก็มีเรื่องมีราวบ้างเพราะโดนคนอื่นหาเรื่อง บางครั้งเชื่อไหม? ทะเลาะกันเเวบเดียว ไม่กี่นาทีนักข่าวมาถึงที่เลย มันเป็นเเบบนี้หลายรอบ จนพวกผมสงสัยกันเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า? เเต่วันนี้ผมโตเเล้ว สิ่งที่ผ่านมามันคืออดีต พวกผมเคยทำผิดพลาดในเรื่องส่วนตัว เเต่ย้ำว่าอยู่บำรุง ไม่เคยสร้างความเสียหายให้ประเทศ

          0 ลงเลือกตั้งครั้งนี้ครั้งที่เท่าใด?
ครั้งที่สาม ครั้งเเรกสมัยอยู่พรรคความหวังใหม่เมื่อปี 2544 ได้ 17,074 คะเเนน เเต่ผมได้คะเเนนมากที่สุดนะสมัยพรรคความหวังใหม่ที่ส่งส.ส.ในกทม. ตอนนั้นคุณพ่อให้ลงสนามหาประสบการณ์ ครั้งที่สองสมัยพรรคเพื่อไทยปี 2554 ได้ 40,465 คะเเนน เกือบชนะ ลงสมัครคราวนั้นเตรียมตัวสามเดือน ตอนเย็นคะเเนนผมนำโด่งจนเเกนนำพรรคประชาธิปัตย์โทรศัพท์มาเเสดงความยินดี เเต่ช่วงดึกคะเเนนบัตรเสียในเขตนี้มีเเปดพันใบ เเต่บัตรเสียเฉลี่ยในกทม.ทุกเขตราวสองพันใบ

ตอนนั้นลงพื้นที่ชาวบ้านสอบถามว่า เลิกเกเรหรือยัง? ไม่มีเลือกตั้งไม่เห็นหน้าเลย? ผมตอบว่าเลิกเเล้วครับ โตเเล้ว คำเเนะนำของชาวบ้านในพื้นที่ผมรับมาพิจารณาเเละขออภัยในสิ่งที่กระทำในอดีต เชื่อไหมตอนนั้นลงพื้นที่เเจกบัตรเเนะนำตัว ผมเดินสะดวก เพราะชาวบ้านเเหวกทางให้เดิน (หัวเราะ) บางครั้งเเนะนำตัวเสร็จชาวบ้านเอาบัตรเเนะนำตัวของผมที่เพิ่งให้ไปทิ้งเลย (หัวเราะ) พูดง่ายๆ ชาวบ้านเมิน ผมเสียใจนะในตอนนั้นเเต่ไม่ท้อ

เจ็ดปีเศษตั้งเเต่วันนั้นยันวันนี้ ผมทำการบ้านเเละตั้งกลุ่ม “ใจถึง พึ่งได้” มาช่วยสังคม โดยบุคลากรที่ชอบวิธีการทำงานของผมมาช่วยงานทำสิ่งดีๆ ให้สังคม เเฟนคลับของกลุ่มนี้มีทั่วโลกเเละทั่วไทยราวหนึ่งเเสนเเปดหมื่นคน ผมอยากให้เเฟนคลับอยู่ในเขตบางบอนเเละหนองเเขมมากในตอนนี้ (หัวเราะ) ผมเชื่อเลยว่าไม่มีใครมีเเฟนคลับเป็นกลุ่มเป็นก้อนเเบบผม

ตอนนี้ผมลงพื้นที่เสมอ ชาวบ้านยอมรับผมมากขึ้น เเละหวังว่าเลือกตั้งคราวนี้ผมคงจะเกือบเเพ้ (หัวเราะ) คราวที่เเล้วคะเเนนที่ผมได้มานั้นมาจากกระเเสพรรคเเละคะเเนนของคุณพ่อ คราวนี้ผมทำงานมาหลายปี มีเเฟนคลับเเละชาวบ้านในพื้นที่ยอมรับมากขึ้น เชื่อว่าผมจะได้รับโอกาส

       0ทำไมอยากลงการเมือง?
พี่น้องสามคน (อาจหาญ, วัน, ดวง) มีผมชอบการเมืองคนเดียว พี่ชายไปทำธุรกิจ น้องชายรับราชการ (ทหาร) ความฝันของผมตั้งเเต่เด็กคืออยากเป็นส.ส.เพราะไปช่วยคุณพ่อหาเสียง คุณพ่อบอกเสมอว่า การเมืองไม่ใช่มรดก จะยกให้เอ็งง่ายๆ นั้นมันทำไม่ได้ เอ็งอยากได้ต้องสร้างเอาเอง ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปนั่งในหัวใจชาวบ้าน

คุณพ่อทำงานการเมืองตั้งเเต่เป็นส.ส.เเละเป็นรัฐมนตรี ผมไปช่วยงานตลอด เรียนรู้การทำงานมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า “อยู่บำรุง” ต้องมีทายาทรุ่นต่อจากคุณพ่อเเละคุณอา (เนาวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.กทม.) คนไทยรู้จักอยู่บำรุงเพราะทั้งสองท่าน อย่าลืมว่าทั้งสองท่านไม่เคยโดนอภิปรายหรือข้อหาทุจริตนะ ผมต้องรับหน้าที่นี้ต่อจากทั้งสองท่านโดยต้องเป็นผู้เเทนฯ ให้ได้

ผมทำงานการเมืองมาห้าตำเเหน่งเเล้วนะ (เลขานุการรมช.สาธารณสุข รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมช.คมนาคม ที่ปรึกษา รมช.คมนาคม สองสมัย) ประสบการณ์ไม่ถือว่าน้อย ขาดเพียงการเป็นผู้เเทนฯ เท่านั้น

“ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือเดินเข้าห้องประชุมสภาเเล้วกล่าวต่อท่ี่ประชุมว่า “ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย” ตรงนี้เป็นเกียรติในชีวิตของผมเลยนะ ผมหวังว่าผมต้องเป็นส.ส.ให้ได้ในช่วงก่อนที่คุณพ่อจะวางมือทางการเมือง”

ลิเกหลงโรง นางเอก “น.หนู” เสกเรตติ้งแข่ง “ช.ช้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลิเกหลงโรง นางเอก “น.หนู” เสกเรตติ้งแข่ง “ช.ช้าง”

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 11:35 น.
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,คุณหญิงหน่อย,คุณหญิงหน่อยหาเสียง,พรรคเพื่อไทย,ปราศรัย,คสช,เลือกตั้ง 2562,พรรคประชาิปัตย์,จุมพล
เปิดอ่าน 8,603 ครั้ง

แอบเล่าว่า งานนี้ “คนเพื่อไทย” พลาดกันเอง เรื่องใช้สนามปราศรัยที่พะเยา เลยต้องพลิกเกมโยนไปที่ “ผู้มีอำนาจ” ขัดขวาง เรียกคะแนนสงสาร ดราม่าหาเสียงไปตามเรื่อง!!

          000 ปรมาจารย์พิชัยสงครามของจีน เคยกล่าวไว้ว่า “อันสงครามนั้น คือการใช้เล่ห์เพทุบาย” หมายถึงสถานการณ์สงคราม ย่อมมากไปด้วยเล่ห์หรือวิถีแห่งกุศโลบาย ทำนองเดียวกัน ในสมรภูมิเลือกตั้งย่อมมากไปด้วย “เล่ห์” และ “กล” ยิ่งวันนี้สื่อโซเชียลแพร่ระบาด “นักข่าว” ส่วนกลางบางคน ตามไม่ทันก็ตกเป็น “เหยื่อ” กลเกมนักเลือกตั้ง

          000 อุณหภูมิการเมืองพะเยาร้อนฉ่าโดยพลัน เมื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง และคณะ ไม่สามารถเข้าไปใช้เวทีปราศรัยในสนามกีฬากลางองค์การบริหารส่วนจังหวัด อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เนื่องจากทาง อบจ.พะเยา ไม่อนุญาตให้ใช้ ทำเอาบรรดากองเชียร์เพื่อไทยโวยวายกันใหญ่

          000 เรื่องนี้มีอะไรแปลกๆ คนพะเยาทราบดี “อบจ.พะเยา” อยู่ในกำมือของ “เสี่ยอี๊ด“ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา ซึ่งเป็นน้องชายของวิทยา บุรณศิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย แม้วันนี้ตัวเสี่ยอี๊ดจะเจอโดน ป...สอบสวนอยู่ แต่ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการนายก อบจ.อย่าง “สวัสดิ์ หอมนาน” รองนายก อบจ.พะเยา และนายกสมาคมไตลื้อ จ.พะเยา ก็เป็นคนสนิทของ “ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย

เสี่ยอี๊ด“ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา

          000 ปัจจุบัน ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ในฐานะนายกสมาคมไตลื้อแห่งประเทศไทย ก็ทำงานร่วมกับ สวัสดิ์ หอมนาน นายกสมาคมไตลื้อ จ.พะเยา เพราะ “ไตลื้อคอนเนกชั่น” สิบปีก่อน “ลดาวัลลิ์” จึงส่ง “สวัสดิ์” ลงชิงนายก อบจ.พะเยา ในสาย “เจ๊แดง เยาวภา” แต่ก็พ่าย “ตระกูลตันบรรจง” ที่ได้รับการหนุนช่วยจากพินิจ จารุสมบัติ (สมัยที่ยังสังกัดไทยรักไทย

          000 คนริมกว๊านแอบเล่าว่า งานนี้ “คนเพื่อไทย” พลาดกันเอง ตอนวางแผนใช้สนามกีฬา อบจ.พะเยา ลืมนึกถึงระเบียบการใช้สถานที่ราชการในการทำกิจกรรมทางการเมือง นึกว่ามีอำนาจดูแล อบจ.อยู่ ทำอะไรก็ได้ เมื่อถูกทางจังหวัดเบรกก็ต้องพลิกเกมโยนไปที่ “ผู้มีอำนาจ” ขัดขวาง เรียกคะแนนสงสาร ดราม่าหาเสียงไปตามเรื่อง

ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์

          000 พักหลัง “คุณหญิงหน่อย” ขยันมาก ดำเนินกลยุทธ์ “รบเร็ว ถอยเร็ว” เช้าโผล่นครศรีธรรมราช บ่ายมาแถวนนทบุรี อย่างสัปดาห์นี้บินตรงมาเชียงราย และพะเยา นัยว่านับแต่เกิดกระบวนการปั้นดาวดวงใหม่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ภายในพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้กองเชียร์ “คุณหญิงหน่อย” รู้สึกหวาดหวั่น เหมือนมีแรงกดดัน จึงต้องขยับกระชากเรตติ้ง

          000 วกกลับมาที่เมืองพะเยา คู่แข่งพรรคเพื่อไทย อย่าง “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” เดิมทีก็ช่วย “เสี่ยอี๊ด” โค่น ไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยาหลายสมัย พร้อมส่งน้องชาย “อัครา พรหมเผ่า” เป็นรองนายก อบจพลันที่ “ผู้กองธรรมนัส” ประกาศเป็นขุนศึกพรรคพลังประชารัฐ เสี่ยอี๊ดในฐานะนายก อบจ.พะเยา ได้ลงนามปลดน้องชายอัครา ออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ กันยายน 2561

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หาเสียงวันเดียวกับพรรคเพื่อไทย

           000 กระจอกข่าวบางสำนักปล่อยข่าวมั่วๆ “จุฬาสินี โรจนคุณกำจร” คนใกล้ชิด “ร..ธรรมนัส” เป็นนายก อบจ.พะเยา จึงห้ามเพื่อไทยหาเสียง อันที่จริงไม่เกี่ยวข้องกันเลยเพราะแท้จริงแล้ว “จุฬาสินี” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพะเยา 

จุฬาสินี โรจนคุณกำจร นากยเทศมนตรีพะเยา

          000 ล่องใต้ไปชุมพร “ชุมพล จุลใส” ร่อนแถลงการณ์ยืนยันการเป็นว่าที่ผู้สมัครส..เขต ชุมพร และแสดงจุดยืนทางการเมืองว่า “ประโยชน์ของประชาชนและประโยชน์ของพรรคต้องมาก่อนประโยชน์ของครอบครัว”หลังเคลียร์ใจกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จบ “ลูกหมี ชุมพล” จึงร่อนแถลงการณ์ฉบับนี้ถึงพ่อแม่พี่น้อง พร้อมจะหาเสียงช่วย “ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์” คนพรรคเดียวกันที่เขต แข่งกับพี่ชาย “สุพล จุลใส” พรรครวมพลังประชาชาติไทย 

มาร์ค-ลูกหมี

           000 ตระกูล จุลใส“ มีจุดกำเนิดจากบ้านเขาน้อย ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร โดย “ผู้ใหญ่เหมง” บุญธรรม จุลใส เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ และเป็นคนสร้าง “ลูกช้าง” และ “ลูกหมี” ให้เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และขยับขึ้นระดับชาติ ในวันประชุมสมาชิกพรรคปชป.ชุมพร “ผู้ใหญ่เหมง” ก็ยืนเคียงข้างลูกหมี 

           000 ทำไม “หัวหน้ามาร์ค” ยอมให้ลูกหมีลงสนาม ทั้งที่ “ธีระชาติ” กับ “สราวุธ อ่อนละมัย” สองอดีตส..ชุมพร ไม่เอา เพราะ “จุลใสแฟมิลี่” นั้นมากบารีทั่วชุมพร และคนอย่าง “ลูกหมี” ไม่ใช่ “เจือ ราชสีห์” หรือ “ศุภชัย ศรีหล้า” เพราะเป็นยิ่งกว่าดาวฤกษ์

ภาค ปชช. ชงรัฐเลิกระบบ”สงเคราะห์คนจน” เป็น “รัฐสวัสดิการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภาค ปชช. ชงรัฐเลิกระบบ”สงเคราะห์คนจน” เป็น “รัฐสวัสดิการ”

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 10:10 น.
สงเคราะห์คนจน,รัฐสวัสดิการ
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

โดย… พรทิพย์ ทองดี

ในช่วงที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเริ่มเสนอนโยบายหาเสียงต่อประชาชน ด้านเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) ก็ได้จัดเวทีสาธารณะเรื่องการจัดรัฐสวัสดิการและระบบบำนาญถ้วนหน้าในระดับภาคขึ้นมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้ง 4 ภาค รวม 260 คน ยื่นข้อเสนอการจัดรัฐสวัสดิการและระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าต่อพรรคการเมือง โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวโน้มความเป็นไปได้ในการนำไปจัดทำเป็นนโยบายร่วมกันกับเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการทั้งสิ้น 7 พรรค ประกอบด้วย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคสามัญชน พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคเกียน ที่โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) เป็นการรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่าย People go Network และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการเห็นการยกระดับให้เกิดรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าที่เข้มแข็งขึ้นในประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและแก้ปัญหาความยากจนของคนในชาติ

“จอน อึ๊งภากรณ์” ได้อธิบายถึงระบบรัฐสวัสดิการว่า ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบโครงสร้างทางสังคมที่รัฐทำหน้าที่ดูแลกำกับให้ประชาชนทุกส่วนมีหลักประกันด้านคุณภาพชีวิต ในระดับที่พออยู่พอกินตั้งแต่เกิดจนตาย หรือตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน โดยมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสิทธิ์ ซึ่งโดยหลักแล้วจะประกอบด้วย หลักประกันถ้วนหน้า ในเรื่องของที่อยู่อาศัย เรื่องของสุขภาพ การศึกษา ด้านรายได้ และด้านบริการทางสังคมต่างๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิต

“ระบบรัฐสวัสดิการนั้นมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบการสงเคราะห์คนยากคนจน เช่น ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยจุดที่แตกต่างกันนั้นคือ ระบบรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันของทุกคนไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ไม่ใช่บัตรเพื่อคนจนอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) ระบุว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และที่สำคัญคือ คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและถูกทดแทนด้วยระบบสังคมสงเคราะห์

“เสนอว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมต้องใช้ระบบรัฐสวัสดิการ ไม่ขอเอาการสงเคราะห์จ่ายเงินแบบชั่วคราวแล้วไม่มีหลักประกันอย่างที่ผ่านมา เพราะประชาชนส่วนหนึ่งต้องเจอกับสภาวะที่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน รายได้ก็ไม่พอใช้จ่าย หรือพอใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนแต่ก็ไม่มีศักยภาพในการออม จึงทำให้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ”

ทางเครือข่ายจึงได้มีข้อเสนอต่อการจัดรัฐสวัสดิการและระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าที่ยื่นต่อพรรคการเมือง ดังนี้
1.เสนอให้มี “การประกันรายได้ โดยการจัดระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า”
– เปลี่ยนการให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าสำหรับทุกคน โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เส้นความยากจน หรืออย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน

– ผลักดันให้เกิดกฎหมายระบบบำนาญแห่งชาติให้เป็นหลักประกันทางรายได้เมื่อสูงวัย ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ประกอบด้วยระบบบำนาญพื้นฐานโดยเสมอภาค การส่งเสริมการออมเพื่อบำนาญ เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศสำหรับประชาชนแต่ละอาชีพ ทั้งแรงงานในระบบ ข้าราชการ และแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงเกษตรกร

– ให้มีคณะกรรมการกลางที่มีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการจัดทำนโยบายและแผนพัฒนาระบบบำนาญแห่งชาติให้เป็นระบบเดียวกัน บูรณาการกฎหมาย และหน่วยงานต่างๆ ที่จัดการเรื่องบำนาญในปัจจุบัน เพื่อสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการ การกำกับดูแล โดยองค์กรกำกับดูแลต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

– รัฐสนับสนุนให้ประชาชนออม เพื่อได้รับบำนาญเมื่อสูงอายุ โดยรัฐร่วมจ่ายสมทบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออม และเพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าสู่การออมได้

2. เสนอให้มี “การจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า”
– สวัสดิการสำหรับเด็กและนักเรียน รัฐช่วยค่าเลี้ยงดูบุตรให้เด็กไทยทุกคน ในอัตราที่เท่ากับสิทธิประโยชน์ผ่านกองทุนประกันสังคม คือคนละ 600 บาทต่อเดือนจนถึงอายุ 6 ปี มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนทุกคนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

– ด้านการศึกษา จัดให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี โดยเพิ่มค่าครองชีพเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนที่ยากจน เพิ่มระดับคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันมากขึ้น

– สวัสดิการสำหรับคนวัยทำงาน การมีหลักประกันรายได้สำหรับทุกคน รัฐจัดสวัสดิการรายได้ให้ทุกคนขั้นพื้นฐานที่ 3,000 บาทต่อเดือน
– สวัสดิการด้านสุขภาพ ทุกคนได้รับหลักประกันสุขภาพ โดยควรปรับให้เป็นระบบเดียว บริหารจัดการร่วมกัน และจัดให้มีสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพที่เท่าเทียม

3. เสนอให้เปลี่ยนนโยบายด้านการพัฒนาคนที่เป็นลักษณะของการสงเคราะห์ “โดยยกเลิกนโยบายสวัสดิการที่ใช้วิธีจ่ายเงินแบบชั่วคราว เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ปรับระบบให้มีการจัดสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็น ยั่งยืน และเพียงพอแบบถ้วนหน้า ให้ทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน คือ อย่างน้อยต้องมีระบบหลักประกันสุขภาพ หลักประกันรายได้เลี้ยงดูเด็กเล็ก หลักประกันการศึกษา หลักประกันเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย และหลักประกันรายได้เมื่อสูงวัย-บำนาญถ้วนหน้า

4. เสนอให้มี “การปฏิรูปโครงสร้างภาษี รวมทั้งการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น” เช่น ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีหุ้น และทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปพร้อมกัน การสร้างความยั่งยืนของระบบสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า เช่น การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การลดสิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน การพิจารณาจัดเก็บภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของทรัพย์สินและทุน เป็นต้น

และได้ออกแถลงการณ์ มีใจความว่า เราคือประชาชนธรรมดาที่ยากจนหรือเกือบจน เป็นแรงงานรับจ้าง เป็นเกษตรกร ทั้งคนเฒ่าชรา คนหนุ่มคนสาว และลูกหลานของเรา ที่ยิ่งขาดโอกาสเข้าถึงหลักประกันใดๆ ในชีวิต

เมื่อกล่าวถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตรอด ประชาชนต้องได้รับการดูแลโดยเสมอหน้ากัน มีสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนยามชราภาพก่อนสิ้นอายุขัย ข้ออ้างที่ผู้นำและนักการเมืองพร่ำพูดเสมอว่ารัฐมีเงินไม่มากพอที่จะจัดสวัสดิการ เป็นคำพูดที่ง่าย ปัดภาระออกจากตัวโดยไม่คำนึงถึงภาระหน้าที่ที่ตนเองอาสาเข้ามาเป็นรัฐบาล

รัฐจัดสรรงบประมาณเต็มที่ในการจัดบำนาญให้ข้าราชการ จำนวนบำนาญข้าราชการนับว่าสูงที่สุด รัฐส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชน นายจ้าง ลูกจ้าง ให้มีระบบประกันสังคมที่มีระบบบำนาญในจำนวนไม่สูงมากนัก และรัฐผลักภาระบำนาญของประชาชนทั่วไป ให้เป็นการออมด้วยตนเอง โดยรัฐเพียงสนับสนุนเล็กน้อย

นับเป็นความเหลื่อมล้ำในระบบบำนาญของรัฐไทย เมื่อประชาชนส่งเสียงดังขึ้นถึงความไม่ยุติธรรมนี้ รัฐก็เพียงแต่เลือกหนทางที่ง่ายที่สุดในการจัดการปัญหา ด้วยการลงทะเบียนคนจน เพื่อจะได้อ้างว่างบที่มีจำกัด ควรจัดสรรให้เฉพาะคนจนเท่านั้น

เราขอยืนยันว่า การจัดสวัสดิการเพื่อหลักประกันในการดำรงชีวิต เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเสมอหน้ากัน

เราขอเรียกร้องให้บูรณาการระบบบำนาญของทุกกลุ่มคนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน นั่นคือมีบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า ในอัตราไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือเริ่มต้นบัดนี้ด้วย 3,000 บาทต่อเดือน ยกเลิกระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เปลี่ยนมาจัดสรรงบประมาณบำนาญพื้นฐาน ยกระดับรายได้ของประชาชน หรือมีหลักประกันรายได้ให้แก่คนทำงานทุกคน เพื่อจะได้มีกำลังสะสมออมเพื่อบำนาญของตนได้ เป็นส่วนเสริมจากบำนาญพื้นฐานที่แต่ละคนมีอยู่แล้ว

เราประชาชนธรรมดา ขอแถลง ณ ที่นี้ว่า เราต้องการให้รัฐนี้สร้างหลักประกันยามชราภาพให้ทุกคน โดยการจัดสรรทรัพยากร งบประมาณอย่างเป็นธรรม กระจายความมั่งคั่ง ปฏิรูประบบภาษี และเชื่อมั่นว่าประชาชนมีศักยภาพ มีศักดิ์ศรีเมื่อได้รับการจัดสวัสดิการถ้วนหน้ากัน

จากข้อเสนอของทางเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) ที่มีความต้องการจะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง “เปลี่ยนเบี้ยยังชีพ เป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” นั้น ในแต่ละพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรค ที่เข้าร่วมต่างก็มีความคิด เป้าหมาย และนโยบายที่คล้ายคลึงกันอยู่กับทางเครือข่ายที่สามารถจะช่วยผลักดันข้อเสนอดังกล่าวได้ ในรูปแบบของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งก็ได้มีการพูดถึงการผลักดันทางด้านกฎหมาย และมีข้อเสนอที่สำคัญคือการปฏิรูประบบภาษีในส่วนต่างๆ ใหม่ รวมถึงการปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลง เพื่อจะได้มีเม็ดเงินมาสร้างระบบสวัสดิการทั้ง 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.การศึกษา 2.พยาบาล 3.ที่อยู่อาศัยและที่ดิน 4.งาน รายได้และประกันสังคม 5. ระบบบำนาญแห่งชาติ 6.สิทธิทางสังคมและพหุวัฒนธรรม และ 7.การปฏิรูประบบภาษี

ก็คงติดตามกันดูว่าแต่ละพรรคจะมีนโยบายในเรื่องของรัฐสวัสดิการออกมาอย่างไร

แล้ว “เลือกตั้งครั้งนี้…รัฐสวัสดิการต้องมา” ตามหัวข้อที่เวทีสาธารณะครั้งนี้ตั้งไว้ ในความเป็นจริงจะมาหรือไม่ต่อไป

แม่ทัพใหญ่ “เอกราช” มั่นใจล้ม “เสาไฟฟ้า” ขอนแก่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม่ทัพใหญ่ “เอกราช” มั่นใจล้ม “เสาไฟฟ้า” ขอนแก่น’

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:38 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,เอกราช ช่างเหลา
เปิดอ่าน 1,357 ครั้ง

โดย…  สุมาลี สุวรรณกร

ดังที่ทราบกัน พรรคเพื่อไทยเป็นแชมป์ยึดครองสนามเลือกตั้งภาคอีสานไว้เกือบเบ็ดเสร็จ แต่การเลือกตั้งครั้งใหม่ การปรากฏตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทำให้สมรภูมิที่ราบสูงมีความคึกคักและเข้มข้นขึ้นมากทีเดียว

โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ที่มีเก้าอี้ ส.ส.ถึง 10 ที่นั่ง ซึ่งเดิมพรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งเรียบ แต่พอมาถึงการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ก็หวังเก้าอี้ ส.ส.เช่นกัน โดยมี “เอกราช ช่างเหลา” หนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน เป็นทั้งแม่ทัพและเสนาธิการ วางแผนสู้รบทุกรูปแบบ

ชื่อชั้นของ “เอกราช” ไม่ต้องพูดถึง การที่นั่งเก้าอี้ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่นมาอย่างยาวนาน ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของแวดวงครูและนักการเมืองเป็นอย่างดี

รวมถึงการลงทุนสร้างสโมสรฟุตบอล “ขอนแก่น ยูไนเต็ด” ที่โด่งดังในไทยลีก 3 จนมีฐานแฟนคลับทั่วขอนแก่น ผลงานของทีมจงอางผยอง ขอนแก่น ยูไนเต็ด ดีวันดีคืน

   ชูคนทำงานสู้เสาไฟฟ้า
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เอกราชบอกว่า ค่อนข้างมั่นใจว่านโยบายหาเสียงของพรรคที่ชูผลงานรัฐบาล ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือเด็กแรกเกิดหัวละ 600 บาท รวมถึงบัตรต่างๆ จะทำให้ได้ใจคนทุกระดับ โดยเฉพาะคนในระดับฐานรากที่เป็นฐานเสียงสำคัญ และการออกไปพบปะประชาชนก็จะใช้วิธีถามไถ่ใกล้ชิด และติดดินเพื่อให้ประชาชนรู้จักจำได้ เพื่อลบล้างภาพการเมืองเก่าๆ ที่ผู้แทนจะมาพบชาวบ้านเฉพาะตอนเลือกตั้งเท่านั้น แต่หลังจากนั้นหายหัวไปเลย

“เราพยายามติดตามผลงานที่ทางนายกรัฐมนตรีทำมาตลอดและผลงานคือ เน้นดูแลประชาชนระดับรากหญ้า มันสื่อถึงกันได้ว่าไม่ได้พูดอย่างเดียวแต่สามารถทำให้เป็นจริงด้วย ไม่ได้ทำโฆษณาชวนเชื่อแต่เน้นความจริงใจต่อประชาชน ตอนนี้ประชาชนเข้าใจมาก โดยเฉพาะพี่น้องได้รับความทุกข์ร้อนต่างๆ รัฐบาลชุดนี้ดูแลให้หมด และเราเน้นทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่พูดจาสร้างความแตกแยก เราจะปรองดองและรวบรวมพี่น้องให้รักและสามัคคีกัน” เอกราช เน้นวิธีการทำงาน ก่อนฤดูกาลเลือกตั้งจะมาถึง

ส่วนการช่วงชิงที่นั่ง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยนั้น เอกราช กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีคำพูดที่ว่า “เอาเสาไฟมาลงก็ได้” คำพูดแบบนี้เป็นการดูถูกประชาชนมากเกินไป ทุกวันนี้ประชาชนเขาไม่ได้โง่ เพราะการสื่อสารโลกออนไลน์เข้าถึงได้หมด ประชาชนรู้ว่าใครดี ใครแค่เพียงลมปาก เหมือนภาษิตอีสานที่ว่า “ไฟไหม้ป่าจั่งเห็นหน้าแลน เวลาสิลงผู้แทนจั่งเห็นพี่น้อง” พรรคเราจะไม่ให้เป็นแบบนั้น

เอกราชรู้ว่ากระแสพรรคพลังประชารัฐเป็นรอง แต่ก็เอาผลงานตัวบุคคลเข้าสู้ และเชื่อมั่นในการทำงานช่วยเหลือชาวบ้านต่อเนื่องมานานกว่า 4-5 ปี

“ผมมั่นใจว่า ยุคนี้ประชาชนเขาเปลี่ยนความคิดแน่นอน ไม่ได้เลือกผู้แทนเพราะเคยเลือก ไม่ได้เลือกผู้แทนเพราะชอบ แต่จะเลือกเพราะผลงาน เลือกเพราะทำให้บ้านเมืองพัฒนา ทุกวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองที่พูดจาไม่รักษาคำพูด การสร้างวาทกรรมเพื่อมาทำร้ายกัน ต่อไปนี้พี่น้องไม่เชื่อแล้ว” เอกราช บอก

ส่วนนโยบายของพรรคนั้น หากได้รับที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่และได้เป็นรัฐบาล สิ่งที่อยากจะทำเพื่อพัฒนาจังหวัดขอนแก่นคือ การพัฒนาแก่งน้ำต้อน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ขนาดหลายพันไร่ ที่ถูกปล่อยทิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยพรรคพลังประชารัฐจะนำมาพัฒนา โดยทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นทะเลเทียม มีชายหาด มีเครื่องเล่นครบครัน มีศูนย์โอท็อป มีที่ให้ชาวบ้านค้าขาย และจะทำเป็นแหล่งน้ำจืดที่สามารถเอาน้ำไว้ใช้ในดูแล้งได้ด้วย รวมถึงจะทำเป็นแก้มลิงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะที่ ต.ท่าพระ ซึ่งน้ำท่วมทุกปี

  วางตัวครบคนครบเครื่อง
ส่วนการวางตัวผู้สมัครนั้น ทางพรรควางตัวเอาไว้หมดแล้วทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยตัวเขาเองดูแลหลายจังหวัดในพื้นที่ ประกอบด้วย ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ โดยมีการทำโพลล์สำรวจพื้นที่ เพื่อรู้จุดอ่อน จุดแข็ง ไม่ได้ดูถูกคู่แข่ง และไม่ประมาท เพื่ออยากจะดูแลพี่น้องประชาชนจริงๆ

สำหรับพื้นที่ขอนแก่นนั้น ได้วางตัวผู้สมัครประกอบด้วย เขต 1 ดร.ภพธร แก้วขัน อดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่น เขต 2 วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายของเอกราช เป็นรองนายก อบจ.ขอนแก่น และเป็นประธานสโมสรฟุตบอลขอนแก่นยูไนเต็ด เขต 3 จิตติ คำแก่นคูณ นักธุรกิจและเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลวังชัย อ.น้ำพอง มีฐานเสียงแน่นอยู่ในพื้นที่ เขต 4 นายพิชิต สุรพล เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงาน และเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วย

เขต 5 วิบูลย์ เรืองประเสริฐกุล เป็นอดีต ส.จ.อำเภอภูเวียง เวียงเก่า ฐานเสียงแน่นซึ่งพรรคคาดหวังสูง เขต 6 สมพงษ์ ปู่เพ็ง เป็นอดีต ส.จ. ในการเลือกตั้งครั้งก่อนปี 2554 แพ้เพื่อไทยเพียง 6,000 คะแนนเท่านั้น เขต 7 สมศักดิ์ คุณเงิน อดีต ส.ส.ทีมงานแน่น และมีฐานเสียงแน่นเช่นกัน เขต 8 คงฤทธิ์ อัศวพัฒนากูล อดีต ส.จ.ในพื้นที่ ครั้งก่อนลงภูมิใจไทยได้คะแนน 2 หมื่นกว่า เป็นคนที่อยากลงเพื่อแก้มือในครั้งนี้ และขยันลงพื้นที่หาเสียงตลอด

เขต 9 วาสนา ชัยศึก เป็นอดีต ผอ.โรงเรียนหนองสองห้อง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ แม้เขตนี้จะมีคู่แข่งเบอร์ใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ และพงศกร อรรณนพพร พรรคเพื่อไทย

ส่วนเขต 10 เจริญ แซ่เต็ง นายกเทศมนตรีบ้านโต้น อ.พระยืน คนนี้เป็นทีเด็ด มีผลงานชัดเจน อยู่ในพื้นที่ตลอด และมีฐานเสียงเยอะ และพื้นที่บ้านโต้นถือเป็นพื้นที่โชว์ผลงานของขอนแก่น

“ถึงวันนี้ผมมั่นใจว่า พลังประชารัฐจะกวาดที่นั่งส.ส.ทั้ง 10 เขต เพราะเราทำการบ้าน เราลงพื้นที่ พบปะประชาชน และมั่นใจในนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนรากหญ้าและคนจนให้มีสวัสดิการที่ดีขึ้น เราใช้วิธีการเข้าใจ เข้าถึง และเชื่อใจมั่นใจ จึงค่อนข้างมั่นใจว่า เราจะได้ ส.ส.ทุกเขต” เอกราชย้ำถึงความมั่นใจ

นับแต่ทักษิณ ชินวัตร นำทัพไทยรักไทย สนามขอนแก่น ก็ถูกยึดครองโดยพรรคเครือข่ายทักษิณมาทุกการเลือกตั้ง และหนนี้ คนขอนแก่น กำลังเฝ้าลุ้นว่า แม่ทัพเอกราชจะเจาะไข่แดงของเพื่อไทยได้สักกี่เขต

ตม.ไทยคาด “ยิ่งลักษณ์” พลเมืองกิตติมศักดิ์กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตม.ไทยคาด “ยิ่งลักษณ์” พลเมืองกิตติมศักดิ์กัมพูชา

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:34 น.
ทักษิณ,ชินวัตร,ยิ่งลักษณ์,ตม
เปิดอ่าน 2,454 ครั้ง

คอลัมน์…  เด็ดยอด  โดย… รักษ์ ปักธงไทย 

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ยอมรับว่า เป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาลกัมพูชาที่จะออกหนังสือเดินทาง หรือ “พาสปอร์ต” ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีออกจากประเทศหลังต้องคำพิพากษาจำคุกในคดีจำนำข้าว

เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยสื่อฮ่องกงที่ระบุว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีหนังสือเดินทางของกัมพูชา และอาจใช้หนังสือเดินทางเล่มนี้ในการหลบหนีออกจากประเทศไทยเมื่อปี 2560 ช่วงที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีจำนำข้าว

หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ คือ เอกสารการตั้งบริษัทในฮ่องกง โดยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ใช้หนังสือเดินทางของกัมพูชา จดทะเบียนเป็นกรรมการบริหารแต่เพียงผู้เดียวของ บริษัท P.T. Corporation Company เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทางการกัมพูชาที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้แก่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ช่วงที่หายไปจากประเทศไทย และมีข่าวว่าเธอเดินทางผ่านกัมพูชาเพื่อบินต่อไปยังดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฐานที่มั่นของพี่ชาย อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีหมายจับและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกัน

นายตำรวจระดับสูงจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. บอกว่า เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศต้นทางที่จะออกหนังสือเดินทางให้ใครก็ได้ แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศตนเองก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องนี้อยู่ที่เจ้าของประเทศหรือรัฐบาลประเทศนั้นๆ จะอำนวยความสะดวกให้แก่ใคร ก็สามารถมอบหนังสือเดินทางให้ได้ในฐานะพลเมืองกิตติมศักดิ์ ขณะที่บางประเทศก็มอบสถานะพลเมืองให้แก่ชาวต่างชาติที่เข้าไปลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่ประเทศนั้นๆ กำหนด คล้ายกับกรณีรัฐบาลมอนเตเนโกร ให้สัญชาติมอนเตเนโกร และหนังสือเดินทางให้แก่อดีตนายกฯ ทักษิณ ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปได้อย่างสะดวกสบาย

“ตระกูลชินวัตร” มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับนักการเมืองกัมพูชา โดยเมื่อปี 2556 ลูกสาวคนเล็กของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวและน้องเขยของนายทักษิณ เข้าพิธีสมรสกับลูกชายนักการเมืองชื่อดังของกัมพูชา ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่จัดอย่างยิ่งใหญ่นั้น อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็เดินทางไปร่วมงานด้วย เช่นเดียวกับ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา