“ชินวัตร” เป๋าตุง รากหญ้า “เป๋าแบน” แฟนทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358923?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชินวัตร” เป๋าตุง  รากหญ้า “เป๋าแบน” แฟนทิ้ง

วันที่ 15 มกราคม 2562 – 09:45 น.
พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธ,พรรคพลังประชารัฐ,ลุงตู่,สุริยะ จึงรุ่งเรืองก
เปิดอ่าน 6,993 ครั้ง

นานทีปีหนจะได้ยิน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ออกมาสวนกลับ ไปยังนายหัวดูไบ งานนี้ใครเป๋าตุง ใครเป๋าแฟบกันแน่!

000 สีสันการหาเสียง หนีไม่พ้นการคิดคำคมๆ สำหรับแคมเปญเลือกตั้ง แต่ก็หนีไม่พ้นต้องมี วลีใต้ดิน” ปล่อยของกันเป็นเรื่องปกติ ยามนี้หัวคะแนนเพื่อไทยก็ท่องจำคำว่า “อยู่เพื่อไทยกระเป๋าตุง อยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ” ทำให้แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ต้องออกมาตั้งคำถามจริงหรือไม? เวลานี้ราคา “ข้าวหอมมะลิ” พุ่งสูงมากเป็นประวัติการณ์ และชาวนายังได้ค่าเกี่ยวข้าวไร่ละ 1,500 บาท (ไม่เกิน 12 ไร่) รวมแล้วรับค่าเกี่ยวข้าวครัวเรือนละ 18,000 บาท

000 นานทีปีหนจะได้ยิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำภาคอีสานของพรรคพลังประชารัฐ จะพูดดังๆ ได้ยินถึงเมืองดูไบ บนเวทีหาที่โคราชว่า สมัยยิ่งลักษณ์ชาวนากระเป๋าแฟบ แต่คนที่กระเป๋าตุงคือนายทุน และนักการเมืองผู้มีอำนาจบางคน

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน

000 เบื้องหลังทัพหลวงพรรคเพื่อไทย เคลื่อนพลไปร้อยเอ็ดช่วยหาเสียงให้ ฉลาด ขามช่วง” เขต 2 และ “นิรมิต สุจารี” เขต 3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็หวังตัดหน้า “ทัพใหญ่” พรรคพลังประชารัฐ ที่จะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด “รัชนี พลซื่อ” เขต 2 และ เอกภาพ พลซื่อ” เขต 3 ช่วง 14-15 มกราคมนี้ ซึ่งพื้นที่เป้าหมายของพรรค

รัชนี พลซื่อ ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด ภรรยาของ เอกภาพ พลซื่อ 

000 ร้อยเอ็ดก็ไม่ต่างจากอุดรธานีและขอนแก่น เปรียบเสมือนเมืองหลวงของคนเสื้อแดง แต่เลือกตั้ง 2562 พรรคพลังประชารัฐ ตั้งใจเจาะ “ที่มั่นแดง” ให้ได้ โดยปักหมุดไว้ที่เขต และเขต โซนด้านเหนือของร้อยเอ็ด โดยมีคนการเมืองตระกูล “พลซื่อ” แห่ง อ.โพนทอง เป็นทัพหน้า และอดีตผู้แทนร้อยเอ็ด ชาวโพนทองเช่นเดียวกันอย่าง สุรพร ดนัยตั้งตระกูล” กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เป็นทัพหนุน

000 เพื่อสร้างความมั่นใจ ทีมพลังประชารัฐจึงได้ดึงแกนนำแดงตัวพ่อตัวแม่ เวียง วรเชษฐ์” อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และ “จุรีพร สินธุไพร” แกนนำ นปช.พัทยา มาลงบัญชีรายชื่อ ช่วยเดินสายปราศรัยไปทุกเขต แม้กระแสพรรคเป็นรอง แต่พลังประชารัฐร้อยเอ็ด ก็จะอาศัย คะแนนนิยมส่วนบุคคล” มาสู้ ทั้งเอกภาพ-รัชนี ไม่เคยทิ้งพื้นที่ และมีฐานนักการเมืองท้องถิ่น คอยเติมเต็ม ก็แอบหวังลึกๆ ที่จะเบียดแชมป์เก่าเพื่อไทยได้

จุรีพร สินธุไพร อดีตแกนนำแดงพบปะชาวบ้าน

000 ที่สำคัญ “เอกภาพ พลซื่อ” ในฐานะสมาชิก “กลุ่มวังพญานาค” ยังมีพี่เลี้ยงใจถึง พินิจ จารุสมบัติ” คอยช่วยเหลืออยู่ นัยว่า “เสี่ยพินิจ” เทหมดหน้าตัก ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง “เอกภาพ” จึงตัดสินใจลงส.ส.เขต หวังกลับมาเป็นขวัญใจไทบ้านโพนทองอีกครั้ง

000 พรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยปิดบังเรื่องการสนับสนุน กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” เนื่องจากสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนใหญ่มาจากคนเสื้อแดง อย่างกรณี อัมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” แกนนำพรรคอนาคตใหม่ นครปฐม ฉายา พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ได้เข้าร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ย้อนไปปี 2557 “อัมรัตน์” ยังแต่งดำในนามกลุ่มสันติภาพนครปฐม ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์และต้านกลุ่ม กปปส. ซึ่งในเมืององค์พระรู้ดีว่า “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เป็นลูกสาว “กำนันหัวโต” แห่งบ้านนาสร้าง ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม

พี่เจี๊ยบ นครปฐม แกนนำคนอยากเลือกตั้งนครปฐม

000 นี่ก็อีกราย จุมพิตา จันทรขจร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 5 นครปฐม ออกมาโวยว่า มีตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้ว เข้ามาพบที่บ้าน โดยมีการสอบถามประวัติของตนเองและคนในครอบครัวด้วย บังเอิญว่านามสกุล “จันทรขจร” เกิดไปตรงกับ นักการเมืองนอกสภา” สายเพื่อไทย และได้ชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับ “มิ้ง-อ้วน” จึงถูกฝ่ายความมั่นคงจับตามองใกล้ชิด

จุมพิตา จันทรขจร

000 หายไปแล้วครบ 1 เดือน ยังไม่มีใครได้ข่าว สุรชัย แซ่ด่าน” และผู้ติดตามอีก 2 คน ส่วนคนที่เหลืออยู่ตกอยู่ในสภาพหนีตายอยู่ทางฝั่งซ้าย ยกเว้น ลุงสนามหลวง” หรือชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หัวหน้าองค์การสหพันธรัฐไท ที่หลบไปอยู่เวียดนาม จึงสามารถส่งเสียงทางช่องยูทูบได้ตามปกติ

000 วันวาน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้นำตัวหญิงสูงวัย สองพี่น้องชาวเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่โพสต์แชร์เชิญชวนกลุ่มคนให้เข้าร่วมเดินขบวนกับ องค์การสหพันธรัฐไท” เมื่อ 5 ธันวาคม 2561 มาสอบปากคำ และจะควบตัว 2 ผู้ต้องหาฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ในข้อหามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ และข้อหาอั้งยี่ซ่อนโจร นี่เป็นตัวอย่างของผู้หลงเชื่อ “ลุงสนามหลวง” ที่ปลุกระดมอยู่นอกประเทศ

000 สถานการณ์บ้านเมืองยังมีม่านมลพิษปกคลุม ไม่สดใสเหมือนหลายคนคิด เนื่องจาก “สงครามข่าวสาร” ในโลกออนไลน์ มีการกระจายข่าวสารผิดๆ และความคิดสุดโต่ง โดยคนไทยบางกลุ่มยังเสพข้อมูลแบบนี้อยู่

เลิกดันทุรังเถอะ “คนอยากล้มเลือกตั้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358919?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลิกดันทุรังเถอะ “คนอยากล้มเลือกตั้ง”

วันที่ 15 มกราคม 2562 – 08:26 น.
กระดานความคิด,ไม่เลื่อนเลือกตั้ง,จ่านิว,ณัฏฐา มหัทธนา
เปิดอ่าน 2,580 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนาง บางปะกง

เปรียบเทียบจำนวน “ผู้ชุมนุม” ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ระหว่าง 8 มกราคม ที่สกายวอล์ก แยกราชประสงค์ กับ 13 มกราคม ที่แยกราชประสงค์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

จำนวนผู้เข้าร่วมทำกิจกรรม “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และลดลงเท่ากับ “คนหน้าเดิมๆ” ที่เป็นเอฟซีโบว์ เอฟซีจ่านิว

ด้วยความเชื่อในทฤษฎีการเมืองเก่าๆ พลังประชาชนจะโค่นล้มเผด็จการ โดยดูตัวอย่างจาก 14 ตุลา และพฤษภา 35 เป็นโมเดล อานนท์ นำภา, จ่านิว, โบว์ และคนเสื้อแดงสูงวัย จึงเดินหน้าปลุกพลังมวลชน ไม่เลิกไม่รา

สถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่าง คสช. กับกลุ่มนักศึกษา-นักกิจกรรมนั้น เริ่มเมื่อกลางปี 2558 มีกลุ่ม “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นเรือธง โดยก่อตัวขึ้นในวันครบรอบหนึ่งปีการทำรัฐประหาร และพวกเขาได้ออกมาแสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ทั้งที่ขอนแก่น และกรุงเทพฯ

24 มิถุนายน 2558 ตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับนักเคลื่อนไหวต้าน คสช. 14 คน ในข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. มาตรา 116

ต่อมา แกนนำ 14 คน ถูกนำตัวไปฝากขังในเรือนจำ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนให้ปล่อยตัวหนุ่มสาวเหล่านั้น ในที่สุด พวกเขาได้รับการปล่อยตัวออกมาโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อ 8 กรกฎาคม 2558

ปี 2561 มีกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” มาแทนขบวนการเดิม แต่แกนนำหน้าเก่าคือ “รังสิมันต์ โรม” และเพื่อนๆ หน้าใหม่อีก 4-5 คน เหมือนฉายหนังม้วนเดิม มีการเปลี่ยนหน้า “ตัวละคร” ไปบ้าง

ตลอดปีที่แล้ว กลุ่มคนอยากเลือกตั้งทำกิจกรรมบ่อยมาก และยกระดับ “เดินขบวน” คราวครบรอบปีการยึดอำนาจ มวลชนที่เข้าร่วมไม่เยอะ เพราะทดสอบการชุมนุมมา 5-6 ครั้งแล้ว พวกเขาตัดสินใจเดินหน้า และยอมให้ถูกจับกุม แต่ไม่เลือกเล่น “เกมแรง” เพราะต้องการกระแสความรู้สึกเห็นใจจากผู้คนทั่วไป

หลังแกนนำคนอยากเลือกตั้งถูกจับ นักเลือกตั้งก็ดาหน้ามา “โหนกระแส” ปลุกระดมต้าน คสช. ผ่านสื่อออนไลน์อย่างหนัก แถมมีเพลงแร็พ “ประเทศกูมี” โด่งดัง ก็เลยโหมกระแสกันใหญ่

ตกปลายปี แกนนำคนอยากเลือกตั้งหลายคน ถอยออกไปเล่นการเมืองในสีเสื้อ “พรรคอนาคตใหม่” อย่างรังสิมันต์ โรม และปิยรัฐ จงเทพ ยุทธการ “ค้านการเลื่อนเลือกตั้ง” รอบนี้ จึงนำโดย “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา

แม้ผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมจะลดลง แต่จ่านิวประกาศนัดชุมนุมบนท้องถนน หากไม่มีการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 การแสดงออกในท่าทีที่แข็งกร้าว เหมือนจงใจยั่วยุฝ่ายรัฐบาล

ตรงกันข้าม “อานนท์ แสนน่าน” แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง ที่เพิ่งกลับมาทำกิจกรรม “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” ใช้กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือหาเสียงทางอ้อม ไม่ใช่การชุมนุมสร้างความปั่นป่วน

ก่อนสิ้นปี 2561 อานนท์เดินทางไปพบทักษิณที่สิงคโปร์ และกลับมาพร้อมกับโครงการ “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในฐานะภาคประชาชนอยากเลือกตั้ง และต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็เปิดเว็บไซต์ส่วนตัว นำเสนอความคิดความเห็นทุกวันจันทร์ โดยเริ่มต้นที่เรื่องเศรษฐกิจโลกในปี 2019 และ 2020 ที่จะกระทบกับธุรกิจรายย่อย ปากท้องและคุณภาพชีวิตของคนไทย

แสดงว่าฝ่ายพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาชนในเครือข่ายชินวัตรเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แต่ฝ่ายกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และพรรคอนาคตใหม่ ยังเลือกจะเล่นเกมท้องถนน

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังเหตุนองเลือดหลายครั้ง และผู้ที่ได้ประโยชน์ทางการเมืองคือ กลุ่มชนชั้นนำ(ขุนนาง นายทุน) ส่วนประชาชนก็เป็นแค่เหยื่อ หรือแมลงเม่าระเริงไฟ

“เช็ง สุพรรณ” เห็นชื่อนี้ “เก่ง” ก็หนาวแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เช็ง สุพรรณ” เห็นชื่อนี้ “เก่ง” ก็หนาวแล้ว

วันที่ 15 มกราคม 2562 – 08:22 น.
เก่ง การุณ,พรรคเพื่อไทย,อี้ แทนคุณ,ประชาธิปัตย์,เช็ง สุพรรณ,เซียนพระชื่อดัง,เชง ธัญญ์นิธิ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 7,775 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

เขตดอนเมือง เปรียบไปก็เหมือนสนามมวยลุมพินี หรือราชดำเนิน เพราะเลือกตั้งคราใด มีศึกไทยไฟท์เกิดขึ้นทุกที ปี 2554 “อี้ แทนคุณ” (ปชป.) ปะทะ “เก่ง การุณ” (เพื่อไทย) สู้กันถึงโรงถึงศาล จบด้วยการถอนฟ้อง

ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยสิ้น “มวยดี มีฝีมือ” ส่งเซียนพระชื่อดัง “เช็ง สุพรรณ” หรือ “เซ็ง สุพรรณ” (ฉายาในวงการพระเครื่อง) ลงสนาม ส่วนค่ายเพื่อไทย ยังใช้บริการตระกูล “โหสกุล” เหมือนเดิม

สองวันก่อน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยกทีมแกนนำ ปชป.ไปเปิดสำนักงานพรรคที่เขตดอนเมือง ของ “เช็ง สุพรรณ” หรือ “ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ”

ในสนามการเมือง “ธัญญ์นิธิ” อาจเป็นคนหน้าใหม่ แต่ในสนามพระเครื่อง “เช็ง สุพรรณ” อยู่มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ตั้งแต่เรียนมัธยมจนจบมหาวิทยาลัย

พื้นเพของ “เชง” (พ่อแม่เรียกแบบนี้) อยู่ที่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เหตุที่เสียงไม่เหน่อ เพราะพ่อเป็นคนนครสวรรค์ จบประถมก็มาเรียนมัธยมในกรุงเทพฯ สนใจในความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ ซื้อหนังสือพระเครื่องมาอ่านทุกวัน วันหนึ่งอยากได้พระเกจิคือ หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ เลยขอเงินแม่เช่าพระเป็นเหรียญแรก จากนั้นก็สะสมมาเรื่อยๆ และเริ่มเช่าแลกเปลี่ยน

เรียกว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้ขอเงินพ่อแม่เลย พอเรียนจบทำงานแบงก์อยู่พักหนึ่ง ก็หันมาเปิดร้านพระเครื่อง ทุกวันนี้ เช็ง สุพรรณ มีร้านพระอยู่ 2 แห่งคือ ชมรมพระเครื่องมณเฑียรพลาซา ถนนสุรวงศ์ เขตบางรัก และที่ชมรมพระเครื่องมรดกไทย ชั้น 3 ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน

ในทางการเมือง “เช็ง สุพรรณ” หรือ “เชง ธัญญ์นิธิ” ช่วยงาน “อี้ แทนคุณ” ในพื้นที่เขตดอนเมืองมานานแล้ว และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองโฆษกพรรค ปชป. รับผิดชอบเรื่องการบริหารงานและกลุ่มคนรุ่นใหม่

“เชง ธัญญ์นิธิ” วัย 39 ปี บุคลิกเงียบเรียบร้อย พูดน้อย ดูไม่เหมือน “เซียนพระ” แต่เป็นคนใจถึง พึ่งได้ ขยันลงพื้นที่ รับปากใครก็ช่วยเหลือหมด

สำหรับคู่แข่งของ ปชป.เขตดอนเมือง ก็คือตระกูล “โหสกุล” ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะส่ง “พิมชนา โหสกุล” ภรรยาของ “เก่ง การุณ โหสกุล” ลงหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะลงสนาม ผู้บัญชาการเลือกตั้งตัวจริง ก็คือ “เก่ง การุณ” เจ้าของพื้นที่ดอนเมือง

ชีวิต “เก่ง การุณ” ยิ่งกว่าละครวิทยุในอดีต เก่งเป็นลูกแม่สุบรรณ โหสกุล แม่ค้าขายส้มตำหาบเร่ เก่งเติบโตในย่านชุมชนแออัดดอนเมือง พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เก่งอายุ 7 ขวบ

เก่งจบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ยึดอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับรับจ้างส่งเอกสารตามบริษัทขนส่งสินค้า ไม่รู้ชีวิตพลิกผันยังไง ได้เข้าทำงานบริษัท และกลายเป็นเจ้าของบริษัทขนส่งสินค้า จนร่ำรวย

บนถนนการเมือง เก่งเป็นหัวคะแนนของห้างทอง ธรรมวัฒนะ พรรคประชากรไทย ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเขตดอนเมือง และประธานสภาเขตดอนเมือง ต่อมาเป็น สมาชิกสภากรุงเทพฯ เขตดอนเมือง ในนามพรรคชาติไทย

เลือกตั้ง 2550 เก่ง การุณ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก และเลือกตั้ง 2554 ก็ชนะเลือกตั้งอีกหน ก่อนจะถูกศาลตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เมื่อปี 2556

ส่องเฟซบุ๊กการุณ โหสกุล ช่วงต้นปี 2562 เก่งถ่ายภาพเหมือนเตรียมตัวลงสมัคร ส.ส. และออกเดินหาเสียงเต็มที่

รับประกันศึกเลือกตั้งเขต 10 คู่เอก “เช็ง สุพรรณ” กับ “เก่ง ดอนเมือง” ยิ่งกว่าไทยไฟท์คู่หยุดโลก !

‘โพลล์สันติบาล’..หรือแค่งานข่าวกรอง’สีกากี’​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘โพลล์สันติบาล’..หรือแค่งานข่าวกรอง’สีกากี’​

วันที่ 15 มกราคม 2562 – 08:15 น.
สายตรวจเลือกตั้ง,โพลล์สันติบาล
เปิดอ่าน 1,542 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร อินทะเกตุ 

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังไม่ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน หลายฝ่ายยังใจจดใจจ่ออยู่กับการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง จนถึงนาทีนี้ก็คงแน่นอนแล้วว่าไม่ใช่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 อย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ถึงกระนั้นบรรยากาศการเมืองไทยในห้วงนี้ต้องบอกว่าคึกคัก พรรคใหม่ พรรคใหญ่ พรรคอะไหล่สำรอง หรือบรรดาพรรคเล็ก ต่างออกมาเคลื่อนไหว แสดงวิสัยทัศน์ กำหนดนโยบายหวังโกยคะแนนเสียง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านเพื่อซื้อใจกันเอิกเกริก

ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) ที่เป็น “หน่วยข่าวกรอง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และในทางปฏิบัติ “สันติบาล” ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจโดยตรงสำหรับ “เกาะติดเลือกตั้ง” สืบสวนหาข่าว ดูความเคลื่อนไหวกลุ่มหนุน ป่วน ต้าน รวมถึงผู้สมัครทุกพรรคการเมืองทั่วประเทศ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาภารกิจที่ว่านี้ได้นำมาสู่การประเมินผลเลือกตั้งล่วงหน้า หรือที่แวดวงการเมืองเรียกว่า “โพลล์สันติบาล”..!

หากเอ่ยถึง “โพลล์สันติบาล” คอการเมือง หรือแม้แต่นักข่าวทั้งสายการเมืองและสายตำรวจ ต่างให้การยอมรับ เพราะมีความใกล้เคียงความเป็นจริง เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยมากเมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งที่สรุปออกมาอย่างเป็นทางการ นั่นเพราะตำรวจสันติบาลทั้งในและนอกเครื่องแบบ กระจายกำลังในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภารกิจที่ปฏิบัติเน้นให้รู้สถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ แนวโน้มการทำผิดกฎหมาย หรือแนวโน้มจะมีความขัดแย้งระหว่างผู้สมัครอย่างรุนแรง เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาวางแผนจัดกำลังควบคุมสถานการณ์รักษาความสงบเรียบร้อยได้ทันท่วงที ประกอบกับตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดชีวิตประจำวันของประชาชนแต่ละพื้นที่มากที่สุด จึงรู้ข้อมูลความเป็นจริงเกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้งของประชาชนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็แล้วแต่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง และมีการกล่าวถึง “โพลล์สันติบาล” ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งทุกครั้ง ว่า “โพลล์สันติบาล” ไม่มีจริง ตำรวจไม่ทำโพลล์ เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ “แม่ทัพสันติบาล” พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผบช.ส. ก็ตอกย้ำว่า สันติบาลไม่ได้ทำโพลล์ และไม่เคยทำ แต่การเลือกตั้งสันติบาลมีหน้าที่ มีภารกิจหลักที่ต้องลงพื้นที่สืบสวนเก็บข้อมูล ตรวจสอบ ดูแลความเรียบร้อย เฝ้าระวังการกระทำความผิด โดยเฉพาะการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ส่วนแวดวงการเมืองหรือสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวการเลือกตั้งและให้ความสำคัญกับ “โพลล์สันติบาล” นั้น อาจเป็นเพราะในอดีตสันติบาลเป็นหน่วยงานเดียวที่ลงทำภารกิจทำข่าวกรองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไปสังเกตการณ์ทั้งหมด ทั้งตัวผู้สมัคร การตั้งเวทีปราศรัย มีประชาชนเข้าฟังเท่าไร มีนโยบายอะไร ประชาชนเกิดการรับรู้ คล้อยตามขนาดไหน ก่อนที่จะรายงานข้อมูลเหล่านี้เข้ามาที่ส่วนกลาง เพื่อประเมินสถาณการณ์ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายข้อใดบ้างหรือไม่

“โพลล์กับการประเมินสถานการณ์ ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะเห็นได้จากโพลล์ต่างๆ แค่ไปถามไปสำรวจความคิดเห็นประชาชนหน้าหน่วยเลือกตั้ง แล้วก็รายงานผลแบบคาดเดา ซึ่งพอผลออกมายังมีความคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อมูลที่ทำโพลล์มา แต่สิ่งที่สันติบาลทำอยู่เป็นรูปแบบหน่วยข่าวกรอง เราจะมีข้อมูลที่ลึกกว่านั้น แต่ไม่ใช่โพลล์ หลักๆ คือป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งพรรคการเมือง ประชาชนและผู้สมัคร ส.ส. ขอย้ำว่าเราไม่เคยทำโพลล์ แต่ส่งกำลังไปประกบพรรคการเมือง ประกบผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งลงพื้นที่หาเสียง เราส่งไปทุกพรรค ไม่ได้เน้นแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคใหญ่พรรคเล็กต้องประกบหมด และการทำงานของสันติบาลก็จะแตกต่างไปจากตำรวจท้องที่” พล.ต.ท.สราวุฒิ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ทั้งนั้น “แม่ทัพหน่วยข่าวกรองสีกากี” ยังบอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีอะไรน่าห่วง การข่าวยังสงบเรียบร้อยดี โดยเชื่อว่าทุกคนทุกฝ่ายอยากเลือกตั้ง ตนก็อยากเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ล้วนอยากเลือกตั้ง เพราะต้องการนำประเทศเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย พร้อมให้ความมั่นใจว่าสันติบาลปฏิบัติหน้าที่เป็นกลาง ไม่เข้าข้างเอียงเอนไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ภารกิจที่ทำจะต้องใกล้ชิดนักการเมืองก็ตาม

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 นี้ สันติบาลเข้าไปมีบทบาทอีกครั้ง ต้องจับตาดูว่า “โพลล์สันติบาล” ที่ถูกร่ำลือ หรือเป็นแค่งานข่าวกรองที่ตำรวจบอก จะออกมาในรูปแบบไหน..!!

“เจ๊แดง” ไฟเขียว ทัพแดงอีสานหนุน “เจ๊หน่อย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358801?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊แดง” ไฟเขียว ทัพแดงอีสานหนุน “เจ๊หน่อย”

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 11:44 น.
คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย,เจ๊หน่อย,หญิงหน่อย,พรรคเพื่อไทย,คนเสื้องแดง,เกรียง กัลป์ตินันท์,สนามเลือกตั้งอีสาน,เลือกตั้ง 2562,พรรคพระชาธิปัตย์,สนามเลือกตั้งเมืองจันท์,จันทบุรี
เปิดอ่าน 2,896 ครั้ง

เห็นภาพ “เจ๊หน่อย” กับ “เกรียง กัลป์ตินันท์” คนสนิทของเจ๊แดงเคียงบ่าเดินหาเสียงแล้ว เป็นสัญญาณยิ่งกว่าพลุตะไลไฟพะเนียง ว่าหญิงหน่อยมาแน่ๆ!!

          000 สโลแกนในฤดูเลือกตั้งถูกประดิษฐ์ขึ้นมารับใช้การหาเสียงอยู่เสมอ สิบปีก่อนคงเคยได้ยิน “ไม่เลือกเขา เรามาแน่” แต่หลังเทศกาลปีใหม่ พรรคเพื่อไทยจุดพลุวลีการเมือง “อยู่กับเรากระเป๋าตุง อยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ”หวังกลบกระแสบัตรคนจน นัยว่าช่วงปลายปี หัวคะแนนพรรคพลังประชารัฐ เขย่าขวัญด้วยท่อนฮุก “เผด็จการกินได้” จนแชมป์เก่าอกสะท้านหวั่นไหว เกรงชาวบ้านจะเปลี่ยนใจ

        000 การเดินสายหาเสียงของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” สุดสัปดาห์นี้ จากอุบลราชธานี ไปยโสธร และร้อยเอ็ด มีความคึกคักเป็นพิเศษสมกับเป็น “เขตแดงเข้มข้น” แต่เหตุการณ์ที่ต้องขีดเส้นใต้ เส้นก็คือ การพบกันระหว่าง “เจ๊หน่อย” กับ “เกรียง กัลป์ตินันท์” คนสนิทของเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งวันนี้ “เกรียง” เป็นแม่ทัพใหญ่อุบลฯยโสธร

เจ๊หน่อย กับคนเสื้อแดงเลิงนกทานับหมื่นคน

          000 ถ้ายังจำกันได้ตอนที่พรรคเพื่อไทยแต่งตั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค “เสี่ยเกรียง” ยื่นใบลาออกจากพรรคทันที ไปปรากฏตัวอยู่พรรคไทยรักษาชาติ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เสี่ยเกรียงก็กลับมาพรรคเพื่อไทยและจัดทีมผู้สมัคร ส..อุบลฯ และยโสธร

          000 วันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ร้านกาแฟในตัวเมืองอุบลฯ ภาพ “เจ๊หน่อย” นั่งคู่ “เสี่ยเกรียง” ปรึกษาหารือกะหนุงกะหนิง แทบจะลบภาพ “เกรียง ศิษย์เจ๊แดง” ไปได้เลย และฉากสำคัญของการสัญจรเมืองบั้งไฟคือมวลชนเรือนหมื่นมาฟังการปราศรัยของ “เจ๊หน่อย” ภายในลานตากข้าวของโรงสีไชยกุลพานิช อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร

เกรียง ขุนพลเจ๊แดง เคียงข้างเจ๊หน่อย

          000 เบื้องหลังภาพคลื่นมหาชนราวกับม็อบเสื้อแดงนั้น เป็นผลงานของเสี่ยเกรียง ที่สนับสนุน “ธนกร ไชยกุล” อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ลงสมัคร ส..เขต ยโสธร สำหรับ “ธนกร” หรือชื่อ “สุพัฒน์” เป็นคนเลิงนกทา และเป็นเครือญาติของ “สุพจน์ ไชยกูล” เจ้าของโรงสีไชยกุลพานิช ที่ใช้เป็นสถานที่จัดการปราศรัย

โปรดสังเกตป้ายหาเสียง มีชื่อเกรียง ธนกร และเจ๊หน่อย

          000 ก่อนสิ้นปี 2561  มีคลิปเรื่องทำบัตรคนจนควบบัตรสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เป็นประเด็นร้อนว่อนสื่อโซเชียล ซึ่งเหตุเกิดที่บ้านหวาย ต.สามัคคี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร โดยผู้ที่กลายเป็นตำบลกระสุนตกคือ “พิกิฏ ศรีชนะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส..เขต ยโสธร พรรคพลังประชารัฐ 

         000 อดีตผู้แทนเมืองบั้งไฟ “พิกิฏ” เป็นตัวเต็งในเขต และได้รับการหนุนช่วยจาก “สุชาติ ตันเจริญ” ประมุขบ้านริมน้ำ ก่อนหน้านี้ พิกิฏ จับมือ “สถิรพร นาคสุข” นายก อบจ.ยโสธร พยายามดึง “เสื้อแดง” ส่วนหนึ่งมาช่วยเชียร์ แต่ก็ยังเจาะไม่ถึงแกนนำแดงในพื้นที่ เนื่องจาก อ.เลิงนกทา เป็นฐานใหญ่ของคนเสื้อแดงมาตั้งแต่ปี 2552 

พิกิฏ ศรีชนะ ยังเดินหาเสียงปกติ

          000 กลับมามองในภาพรวม การเดินสายอีสานเที่ยวล่าสุด ทำให้อัตราต่อรองในตลาดเลือกเบอร์หนึ่งนายกฯ เพื่อไทย ของ “เจ๊หน่อย” ขยับเหนือ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ขึ้นมาทันที ยิ่งทุกเวทีมีแต่เสียง “นายกฯ หญิงๆๆๆๆๆ” กระหึ่ม ก็หนาวไปบ้านริมคลอง บางบอน

           000 แนวรบบูรพาเที่ยวนี้ พรรคพลังประชารัฐปะทะพรรคประชาธิปัตย์ ดุเดือดเลือดพล่านแน่ ไล่มาตั้งแต่ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี แม้อดีตส..ประชาธิปัตย์ “ธวัชชัย อนามพงษ์” และ “ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา” จะย้ายไปพลังประชารัฐ “หัวหน้ามาร์ค” ก็เปิดตัว “คนหน้าใหม่” ทั้ง เขต ได้แก่ ปวีณา จริยฐิติพงส์ อดีตรองนายก อบจ.จันทบุรี เขต ชาติชาย วรพิพัฒน์ กำนันดังแห่งนายายอาม เขต และชรัตน์ เนรัญชร เจ้าของธุรกิจการเกษตร เขต 

          000 จริงๆ แล้ว “พงศ์เวช เวชชาชีวะ” อดีตส..จันทบุรี ที่ต้องเว้นวรรคการเมือง ปี ไม่ได้ย้ายตาม “สิงห์เฒ่า” ธวัชชัย อนามพงษ์ โดยพงศ์เวชอาสาเป็น “เสนาธิการหลังม่าน” ประสานแม่ทัพบูรพาของปชป.อย่าง “สาธิต ปิตุเตชะ” หลังเลือกตั้ง 2550 และ 2554 ปชป.ชนะยกจังหวัดมาแล้ว

พงศ์เวช เวชชาชีวะ (ซ้ายมือ) รับบทพี่เลี้ยง 3 ผู้สมัครหน้าใหม่ ปชป. เมืองจันทบุรี

          000 สำหรับ “พงศ์เวช” เป็นลูกชายของประภัทรพงศ์ เวชชาชีวะ ด้วยอานิสงส์บิดาเป็นเกษตรกรผู้มีชื่อเสียงทำให้ “พงศ์เวช” เป็น ส..เขต อ.ขลุง แถมพงศ์เวช ยังเป็นลูกเขยของ “ฤทธี กิจกาญน์” อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าใหม่ ซึ่งฤทธีเป็นบิดาของ “ธนภณ กิจกาญจน์” นายก อบจ.จันทบุรี สมัย จึงไม่แปลกผู้สมัคร ส..หน้าใหม่ของปชปจึงมาจากค่ายตระกูลกิจกาญจน์ถึง คน

จันท์ฮิ…เที่ยวนี้ พิสูจน์กระแส ปชป.กับคนหน้าใหม่

         000 เซียนการเมืองกระซิบ อย่าประมาท “กระแสพรรค ปชป.” ในภาคตะวันออก อาจมีรายการ “ล้มช้าง” ในหลายเขต หลายจังหวัด ยี่ห้อมาร์คยังขายได้ ยิ่งชูคำขวัญไม่เอาพรรคสายสีเขียว ยิ่งโดนใจกองเชียร์จำนวนไม่น้อยเลย

ดนตรีคลาสสิก ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดนตรีคลาสสิก ไม่ยากอย่างที่คิด

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 08:39 น.
ดนตรีคลาสสิก,งานดนตรีในสวน
เปิดอ่าน 840 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เปิดศักราชใหม่ปี พ.ศ.2562 นี้ “งานดนตรีในสวน” ย้ายจากสวนลุมพินีมาจัดการแสดงที่อุทยาน 100 ปี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้ตลาดสามย่าน โดยวง Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) หรือวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ซึ่งจัดการแสดงคอนเสิร์ตในสวนสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม

งานดนตรีในสวน เป็นความพยายามเติมเต็มความขาดแคลนพื้นที่ทางศิลปะในใจกลางเมือง ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาพสังคมกรุงเทพที่มุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางวัตถุ สะท้อนวิถีชีวิตคนเมืองที่แข่งขันวุ่นวาย จนก่อให้เกิดความโหยหาที่พักพิงใจ และเกิดความต้องการกิจกรรมที่สร้างความจรรโลงใจให้คนในเมืองใหญ่สามารถผ่อนคลายในยามว่าง งานดนตรีในสวน จึงเป็นกิจกรรมบันเทิงที่หลายคนเฝ้ารอที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสฟังเพลงที่คุ้นเคยและเพลงใหม่ๆ ที่ไม่เคยฟัง เป็นการนำพลังของงานศิลปะเพื่อช่วยสร้างความหรรษา ตลอดจนฟื้นฟูจิตใจที่อ่อนล้าให้กลับมาแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเสพศิลปะสำหรับชีวิตคนเมือง

แต่ความพยายามข้างต้นไม่ใช่เรื่องง่ายสักทีเดียว เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องวัฒนธรรมการชมดนตรีนอกสถานที่ การบริหารจัดการพื้นที่และงบประมาณ และสภาพอากาศที่บางครั้งไม่เอื้ออำนวย แต่ปัญหาหลักคือรสนิยมการฟังเพลงคลาสิกที่จำกัดเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทย คนไทยไม่คุ้นชิน และไม่ได้รับการปลูกฝังให้สนใจดนตรีสากลตั้งแต่ปฐมวัย

ผศ.ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้อำนวยเพลงของ RBSO อาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งขอสังเกตว่ามีปัจจัยหลายประการที่ทำให้การฟังดนตรีในพื้นที่สาธารณะยังไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก

“ในวัฒนธรรมฝรั่ง ดนตรีในสวนต้องออกมาฟังตอนหน้าร้อน เป็นกิจกรรมที่ใหญ่โตและเป็นที่นิยม พ่อแม่พาลูกมานั่งฟัง สร้างความผูกพันด้วยกัน ของไทยเราเพิ่งทำจริงจังมา 20 ปีนี้ ผู้ฟังยังน้อยมาก เป็นแต่คนในเมือง”

สำหรับคนทั่วไปการเข้าถึงดนตรีคลาสสิกดูเหมือนต้องปีนบันไดฟัง แต่ในทัศนะของ อ.นรอรรถ การเสพเพลงคลาสสิกไม่ใช่เรื่องยากหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากผู้ฟังสามารถเข้าถึงงานดนตรีจากประพันธกรระดับโลก จาก Youtube หรือเว็บไซต์ฟังเพลงฟรี

“ไม่จริงเลยในการเสพเพลงคลาสสิกแล้วบอกว่าแพง ทุกวันนี้เราเข้าถึงง่ายมาก งานดนตรีที่จัดก็ฟรีเพราะต้องการให้คนเข้าถึงเยอะขึ้น คอนเสิร์ตต่างๆ ที่มีจัด ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาเข้ามาฟังก็มีส่วนลด ประเด็นที่คนไม่ฟังเพราะเขาไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องฟัง แต่ถ้าไม่ฟังชีวิตก็จะขาดสุนทรียะอะไรบางอย่าง เปรียบเทียบกับว่าเราไม่กินอาหารให้ครบทุก ชนิดเราก็ยังอยู่ได้ แต่ชีวิตจะขาดรสชาติอะไรไป”

ความท้าทายข้อหนึ่งคือความพยายามในการสร้างฐานผู้ฟังและนักดนตรีเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานสำหรับการเสพดนตรีคลาสสิก การทำให้ผู้ฟังสนใจจึงต้องอาศัยการให้ความรู้แก่ผู้ฟัง ควบคู่ไปกับการสร้างนักดนตรีมืออาชีพด้วย

“ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าการเป็นนักดนตรีคลาสสิกต้องเรียน ต้องลงทุนสูง ใช้เวลายาวนาน แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คนไม่เสพดนตรี หรือสนใจดนตรีคลาสสิกได้ เพราะปัจจัยจริงๆ อยู่ที่ครอบครัวหรือสภาพแวดล้อมว่าพ่อแม่มีความสนใจแบบไหน และจะสร้างเสริมทักษะนิสัยให้ลูกแบบใด ลูกจะแค่ชอบฟังหรือจะอยากเป็นนักดนตรีในอนาคตก็มีทางเลือกได้ทั้งนั้น”

การสร้างกลุ่มคนฟังโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง ปัญหาตั้งต้นที่ทำให้คนไม่เสพดนตรีคลาสสิกคือการไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านดนตรีตั้งแต่ปฐมวัยคือ เป็นที่มาของการไม่ให้ความสำคัญ หรือคุณค่าของศิลปะทุกแขนง การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะในการแสดงออกทางศิลปะรูปแบบต่างๆ ก็เป็นผลจากความเชื่อว่าคนไทยไม่เสพงานศิลปะ เลยไม่จำเป็นต้องมีศิลปะในพื้นที่สาธารณะ

“ถ้ามีคนฟังแล้วต่อให้มีคอนเสิร์ตที่ไหนเขาก็จะไปฟัง แต่การสร้างคนฟังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังการมีพื้นที่อย่างเดียวคงไม่พอ ถ้าไม่มีคนฟังเลย ดนตรีคลาสสิกก็จะอยู่ไม่ได้”

งานดนตรีในพื้นที่สาธารณะจึงถือเป็นช่องทางการแสดงดนตรีเพื่อดึงดูดความสนใจรูปแบบหนึ่งและเป็นจุดนัดพบของนักดนตรีเพลงคลาสสิก นักดนตรีรุ่นใหม่ของไทยจึงได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถจนมีคุณภาพ การงานเปิดพื้นที่ให้คนคนที่ชื่นชอบดนตรีหรือชาวกรุงเทพฯ ที่สนใจเข้ามาร่วมฟังการแสดงของนักดนตรีและนักร้องมืออาชีพทั้งในและต่างประเทศ

ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้ทำหน้าที่เป็นวาทยากรประจำวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ สลับกับ วานิช โปตะวนิช และผู้อำนวยเพลงที่มีชื่อเสียงระดับโลก รับเชิญเป็นผู้อำนวยเพลงเป็นครั้งคราว ในขณะที่ยังเน้นการแสดงประเภทซิมโฟนีออร์เคสตรา บรรเลงเพลงคลาสสิก แต่สร้างความหลากหลายด้วยการนำเสนอเพลงบรอดเวย์ เพลงไทยสากล และเพลงร่วมสมัย โดยศิลปินไทยและนานาชาติ

“ในฐานะนักดนตรี ผมเห็นว่างานดนตรีในสวนเป็นงานที่มีความต่อเนื่อง สม่ำเสมอตลอด แสดงถึงความตั้งใจที่จะจัดทำพื้นที่ให้คนมาฟังดนตรี ผมรู้สึกผูกพันกับงานนี้ ได้เห็นความเติบโตของนักดนตรีของเราและของผู้อื่น ทั้งอายุ วุฒิภาวะ งานนี้จึงเป็นงานที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำด้วยความรักจริงๆ”

งานดนตรีในสวน โดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ครั้งที่ 26 ที่จัดขึ้นนี้ ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์ 2562 เวลา 17.30 น. ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ จึงเป็นอีกความตั้งใจหนึ่งที่ต้องการสร้างพื้นที่ศิลปะในสถานที่สาธารณะ จะพิสูจน์ว่าดนตรีเป็นสิ่งสวยงามและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ไม่มีขอบเขตการแบ่งแยก ไม่มีลำดับชั้น ใครสามารถมาฟังก็ได้ไม่มีข้อบังคับใดๆ

ผู้สนใจงานดนตรีในสวน สามารถเข้าชมฟรี สอบถามเพิ่มเติมโทร.0-2255-6617-8, 0-2254-4954 หรือ http://www.bangkoksymphony.org

นักการเมืองต้องฟัง!…เสียงดังๆ จากเว็บฮิต Change.org !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358774?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองต้องฟัง!…เสียงดังๆ จากเว็บฮิต Change.org !

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 08:37 น.
Changeorg,นักการเมือง,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 469 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้คนไทยกำลังอยู่ในกระแสคำถามว่า “ไปเลือกตั้งใครดี?” “พรรคไหนดี?” “นโยบายใครเจ๋งบ้าง?” หลายคนยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองชัดๆ กับ 3 คำถามยอดฮิตนี้ เพราะไม่มีใครหรือพรรคไหนมีนโยบายที่โดนใจเอาเสียเลย!?!

แล้วจะทำอย่างไรให้เรื่องที่เราสนใจหรือนโยบายที่อยากได้ ..“ส่งเสียง” ไปถึงพรรคการเมือง?

เว็บไซต์รณรงค์ชื่อดัง “Change.org ที่ระดมรายชื่อสร้างแคมเปญเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจต่างๆ จนมีผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 267 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ใช้ไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน ล่าสุดได้ออกโพลล์สำรวจความคิดเห็นคนไทยเกี่ยวกับเลือกตั้ง 2562 ที่กำลังจะมาถึงในหัวข้อ ‘YOUR VOICE:ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศ’

โดยเปิดเป็นโพลล์สำรวจความคิดเห็นว่าผู้ใช้งานเว็บไซต์ Change.org มีความสนใจอยากให้พรรคการเมืองมีนโยบายเรื่องอะไรบ้าง ถ้าได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นรัฐบาล โดยใช้ข้อความดึงดูดใจเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่า

“เราคิดว่าการส่งเสียงครั้งนี้สำคัญ เพราะไหนๆ เราก็จะได้เลือกตั้งกันแล้ว คุณคงหวัง จะได้รัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชน เพราะฉะนั้นเราน่าจะส่งเสียงให้ดังกันตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ผู้สมัครรับรู้ว่าปัญหาไหนที่เราคิดว่าสำคัญ โดยเราจะรวบรวมทุกความคิดเห็นแล้วนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ของ Change.org และนำเสนอต่อกลุ่มผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากพรรคต่างๆ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการกำหนดนโยบายต่อไปหากได้รับเลือกเข้าไปทำงาน”

โพลล์ระดมความเห็นของ change.org ได้นำเสนอหัวข้อคำถามที่น่าสนใจในหลายประเด็นสำคัญ เช่น คำถามว่าคนไทยอยากให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งแจกแจงนโยบายเวลาหาเสียงเรื่องอะไรบ้างใน 17 ประเด็น โดยให้กดเลือกได้เพียง 5 ประเด็น ได้แก่

สิทธิมนุษยชน (เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเรียกร้อง) ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ความรุนแรงต่อผู้หญิง, การกีดกันบุคคลที่หลากหลายทางเพศ (LGBT), สิทธิและสวัสดิภาพของผู้พิการ, จัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน, ความเป็นธรรมทาง

กฎหมาย/กระบวนการยุติธรรม, ลูกจ้างแรงงานถูกละเมิด, พัฒนาคุณภาพการศึกษา, เศรษฐกิจ (รายได้ ปากท้อง), ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (รวยกระจุก จนกระจาย), สิทธิและสวัสดิภาพสัตว์, ความปรองดองของคนในสังคม, ความมั่นคงของประเทศ, ความโปร่งใส คอร์รัปชั่น, สุขภาพ และปรับปรุงระบบบริการสาธารณสุข, ผู้ลี้ภัย, ปรับปรุงสาธารณูปโภค (ทางเท้า รถไฟฟ้า รถประจำทาง ฯลฯ), หรือถ้าใครมีประเด็นอื่นต้องการเพิ่มเติมจาก 17 ด้านข้างต้นก็สามารถเสนอได้

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งประเด็นด้านที่สำคัญเป็นหัวข้อย่อยให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปกดเลือกอีกด้วย เช่น ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา ฯลฯ

ด้าน “สุขภาพและระบบบริการสาธารณสุข” มีประเด็นที่เสนอเป็นหัวข้อให้กดเลือก ว่ามีความสำคัญมากที่สุดและอยากให้รัฐบาลสมัยหน้าแก้ไขคือ เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์, เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน เช่น โรงพยาบาลชุมชน, จัดการปัญหาโฆษณาอาหารและยาเกินจริง ผู้บริโภคถูกหลอกลวง, ระบบเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายทางการแพทย์ โดยไม่ต้องฟ้องหมอ หรือโรงพยาบาล, ตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล มีระบบราคากลางสำหรับโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชน, ระบบบริการสาธารณสุขที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสิทธิ์ (บัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ) ไม่มีความเหลื่อมล้ำ, สิทธิการเข้าถึงยาที่จำเป็นสำหรับโรคร้ายแรง, พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการรักษาพยาบาล และการแพทย์ฉุกเฉิน

ด้าน “การศึกษา” มีประเด็นที่เสนอเป็นหัวข้อให้กดเลือกดังนี้ ปรับหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย, เพิ่มปริมาณคุณครูคุณภาพ, ต่อยอดเรียนฟรี (ปัจจุบันเรียนฟรี 12 ปี จากอนุบาล 1-ม.3), ลดภาระครู คืนครูสู่นักเรียน, เน้นการเรียนรู้เพื่อชีวิต มากกว่าการสอบวัดระดับ, กลไกตรวจสอบการใช้งบประมาณของโรงเรียนต้องโปร่งใส, โภชนาการที่ได้มาตรฐานในโรงเรียนทุกระดับ, จริงจังกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ส่วนด้าน “สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและความยั่งยืน” มีประเด็นที่เสนอเป็นหัวข้อให้กดเลือก คือ ปัญหาภาวะโลกร้อน, น้ำท่วม การจัดการทรัพยากรน้ำ, มลพิษทางอากาศ PM2.5 (ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจและกระแสเลือด), โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขื่อน ท่าเรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ, ประเด็นเกี่ยวกับป่าไม้ ที่ดิน, สวัสดิภาพสัตว์และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

เห็นได้ว่าด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนไทยมีความสนใจเข้าไปร่วมลงชื่อสนับสนุนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวจำนวนมาก เช่น หัวข้อ “เราช่วยกันได้ครับ#เสือดำต้องไม่ตายฟรี” มีผู้ไปร่วมลงชื่อสนับสนุนถึง 1.6 แสนคน และในหัวข้อ “กรณีของเสือดำที่ [ร่วมกันบอยคอตบริษัทอิตาเลียนไทย] คดีล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวรของประธานบริษัท 6 ข้อหา” มีผู้ไปร่วมลงชื่อสนับสนุน 9.3 หมื่นคน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวข้องกับสิทธิผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองกับการเมือง เนื่องจากปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีสัดส่วนผู้หญิงเพียงร้อยละ 5 จึงมีคำถามว่าคนไทยอยากเห็นสัดส่วนของผู้หญิงเพิ่มขึ้นหรือไม่? มีตัวเลือกจำนวน 6 ข้อ ได้แก่เพิ่มขึ้นให้ถึง 10%, เพิ่มขึ้นให้ถึง 20%, เพิ่มขึ้นให้ถึง 30%, เพิ่มขึ้นให้เกิน 51%, หรือเท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว, ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ

มีการรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในหลากหลายมิติที่อยากให้พรรคการเมืองนำมาทำเป็นนโยบายพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ได้แก่ ท้องไม่พร้อม แม่วัยใส ความรุนแรงในครอบครัว การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน และที่สาธารณะ การนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงผ่านสื่อ เช่น ความรุนแรงต่อผู้หญิง มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ ฯลฯ, แนวทางการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง และการฟื้นฟูให้กลับสู่สังคม แก้ปัญหาผู้หญิงติดคุกจำนวนมาก ปฏิรูปตำรวจ เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิง เพื่อให้ผู้ถูกกระทำทางเพศเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น ยกระดับความสามารถผู้หญิงให้เป็นผู้นำในทุกมิติ รวมทั้งในที่ทำงาน โครงการเชิงสวัสดิการและเศรษฐกิจให้แก่หญิงตั้งครรภ์ หญิงสูงอายุ
เว็บไซต์ change.org ยังรวบรวมแคมเปญรณรงค์ที่มีผู้สนใจเข้ามาร่วมลงชื่อสนับสนุนเกิน 2 หมื่นคน ในช่วงระหว่างปี 2560-2561 เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าคนไทยมีความสนใจหรือให้ความสำคัญในปัญหาเรื่องอะไรบ้าง โดยคัดเลือกมาทั้งหมด 12 เรื่อง เพื่อให้ร่วมลงคะแนนอีกครั้งว่าหัวข้อไหนสำคัญมาก ได้แก่

ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ปิดถนนขึ้นเขาใหญ่ช่วงกลางคืน ลดอุบัติเหตุกับสัตว์ป่า ลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจาก “สินค้าต้องห้าม” เป็น “สินค้าควบคุม” เพิ่มบทลงโทษคนขับรถแข่งบนทางสาธารณะแล้วชนคนตายให้เท่ากับเจตนาฆ่าคนตาย หยุดการหลอกให้จ่ายค่าบริการ SMS ผ่านค่ายมือถือ ขอให้ภาครัฐงดทำสัญญากับบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทย และบริษัทที่ไร้ธรรมาภิบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกเลิกการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าปรับจราจรให้ตำรวจ อยากให้ห้างร้าน (เช่น 7-11 TescoLotus Big C) คิดเงินค่าบริการถุงพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะ ยกเลิกสอบเข้า ป.1 ขอคัดค้านไม่ให้ กทม. มาบริหารจัดการหอศิลป์กรุงเทพ#freebacc, ลดปริมาณโซเดียมลง 10% ในผงปรุงรสของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อภายในปี 2562 เปิดเสรีทรงผมนักเรียนไทย

การร่วมลงชื่อเสนอนโยบายที่ประชาชนอยากได้ผ่านทางเครือข่ายเวบไซต์และสื่อสังคมออนไลน์นั้น สามารถใช้ได้ผลในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝั่งยุโรปในบางประเทศ หากมีผู้มาร่วมลงชื่อจำนวนมากในหัวข้ออะไร นักการเมือง รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักจะไม่นิ่งเฉย แต่รีบนำมาจัดการแก้ไขหรือทำตามข้อเรียกร้องอย่างเร่งด่วน

เช่น ในประเทศอังกฤษ ถ้าประเด็นไหนมีการล่ารายชื่อหรือร่วมลงนามร้องเรียนผ่านแคมเปญรณรงค์ในสื่อออนไลน์แล้วรวบรวมผู้ลงชื่อสนับสนุนเกิน 10,000 คน เรื่องเหล่านี้จะถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาจัดการทันที ส่วนฝั่งประเทศอเมริกาก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์ในชื่อว่า “We the People” รองรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ถ้าแคมเปญหรือหัวข้อไหนมีผู้สนับสนุนเกิน 1 แสนคนภายใน 30 วัน เรื่องนั้นจะถูกนำไปพิจารณาและรายงานผลสรุปความคืบหน้าออกมาให้เห็นอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน

วริศรา ศรเพชร ผู้อำนวยการด้านการรณรงค์ Change.org ประเทศไทยให้เล่าถึงเบื้องลึกของหัวข้อการรณรงค์นี้ว่า วิธีการคัดเลือก “หัวข้อ” และ “ตัวเลือกในแต่ละหัวข้อ” นั้น มาจากเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมาร่วมลงชื่อในเว็บไซต์

“ปกติหัวข้อจะมีหลากหลายมาก เราพยายามจับกลุ่มที่ใกล้เคียงกันและนำแตกรายละเอียดลงไปอีกหน่อยสำหรับประเด็นที่กว้างมาก เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เคยทำงานร่วมกันมาว่าช่วยกันคิดว่ามีประเด็นหลักอะไรบ้างที่คิดว่าสำคัญ หรือพบบ่อยจากประสบการณ์การทำงาน”

ทีมงานจะนำผลสำรวจที่ได้นี้ส่งไปให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อนำไปอธิบายแจกแจงตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมาก หรือจะมีนโยบายชัดเจนอย่างไรในการลงมือทำงานในเรื่องนี้อย่างจริงจังหากได้รับการชนะเลือกตั้งเข้าไปเป็น ส.ส.

“เรามองว่าการส่งเสียงของผู้ใช้เว็บไซต์ครั้งนี้สำคัญ เพราะนอกจากเป็นการสื่อสารให้ผู้สมัครได้รับรู้ว่าปัญหาไหนที่ประชาชนคิดว่าสำคัญแล้ว ยังเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนต้องการตัวแทนที่รับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ และมีภาระรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกผู้แทนเข้ามา ส่วนการตอบรับของผู้สมัครก็จะเป็นการแสดงท่าทีเช่นกันว่า นักการเมืองเปิดกว้างพร้อมรับฟังเสียงประชาชนแค่ไหน ใครคือผู้แทนยุคใหม่ที่จริงจังต่อการทำงานตามที่สัญญาไว้ และมีความจริงจังและโปร่งใสกับการทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงแค่ไหนด้วย”

พร้อมยกตัวอย่างนักการเมืองที่ฟังเสียงประชาชนจนประสบความสำเร็จชนะเลือกตั้งว่า

Change.org ที่ประเทศฝรั่งเศสเคยทำแบบสำรวจความคิดเห็นลักษณะนี้ช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2560 เพื่อชวนให้ผู้สมัครมาสร้างโปรไฟล์และสามารถตอบสนองข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ประชาชนส่งถึงตัวเองได้โดยตรง โดยบทสนทนาทั้งหมดอยู่บนพื้นที่ออนไลน์ ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้และส่งตรงถึงทุกคนที่ลงชื่อในเรื่องรณรงค์นั้นๆ ปรากฏว่าโปรเจกท์นี้ได้รับการตอบรับจากผู้ลงสมัครเป็นอย่างดี เพราะนักการเมืองต้องการเสนอตัวว่าเป็นผู้รับฟังเสียงและรับผิดชอบต่อประชาชน

“หนึ่งในผู้มาสร้างโปรไฟล์ก็คือ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนปัจจุบัน หลังได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ยังเข้ามาตอบข้อเรียกร้องบนแคมเปญรณรงค์ต่างๆ เราก็หวังจะเห็นภาพการสื่อสารสองฝั่งแบบนี้ในประเทศไทยบ้าง โดยมีโปรเจกท์ Your Voice นี้เป็นจุดเริ่มต้น”  วริศราในฐานะตัวแทน Change.org ประเทศไทยกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง
ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารแบบออนไลน์ในปัจจุบัน ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ไอจี ยูทูบ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นตัวช่วยขจัดช่องว่างหรือความเหินห่างระหว่างการส่งเสียงจาก “ราษฎร” ไปถึง “ผู้แทนราษฎร” อยู่ที่ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเข้ามามีส่วนร่วมในการนำ “เสียง” เหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แค่ไหนกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
ที่สำคัญคือ “เสียงสัญญา” ที่ให้แก่ประชาชนจะไม่กลายเป็นแค่ลมปากลอยๆ เพราะสื่อสังคมออนไลน์จะช่วยประชิดติดตามตรวจสอบว่า ทำได้จริงตามที่พูดแค่ไหน!?!
  “การส่งเสียงของผู้ใช้เว็บไซต์ครั้งนี้สำคัญ เพราะนอกจากเป็นการสื่อสารให้ผู้สมัครได้รับรู้ว่าปัญหาที่ประชาชนคิดว่าสำคัญแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนต้องการตัวแทนที่รับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ”  “วริศรา ศรเพชร”

ปลุกผีทักษิณ & คสช.สืบทอดอำนาจ อะไรน่ากลัวกว่า ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุกผีทักษิณ & คสช.สืบทอดอำนาจ อะไรน่ากลัวกว่า ?

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 08:13 น.
ทักษิณ ชินวัตร,ไทยรักษาชาติ,ยงยุทธ ติยะไพรัช,ยุทธตู้เย็น,รัฐประหารซ้อน,พลอสนธิ บุญรัตกลิน,คสช
เปิดอ่าน 4,024 ครั้ง

คอลัมน์…   กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปี 

“เราพยายามให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 4″ นี้คือคำปราศรัยของยงยุทธ ติยะไพรัช หรือยุทธตู้เย็น หนึ่งในตัวแทนที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ไว้ใจมากที่สุดและปัจจุบันถูกส่งไปกุมบังเหียนพรรคเพื่อชาติ (หนึ่งในพรรคเครือข่ายชินวัตร) เป็นคำปราศรัยที่เกิดขึ้นในการเปิดสถาบันพัฒนาการเมืองพิษณุโลกของพรรคเพื่อชาติ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 เป็นการส่งสัญญาณต่อจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) ประกาศก่อนหน้านั่นว่า “เอาทักษิณ กลับบ้าน” นี่คือการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่ากลไกแห่งพรรคการเมืองที่ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย คือกลไกที่มีภารกิจในการพาเขากลับบ้านโดยไม่เสี่ยง “ชีวิต-คุก” และต้องกลับมาอย่างผู้มีชัยชนะไม่ใช่ผู้มีคดีติดตัว

คำประกาศของยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นสิ่งยืนยันความพยายามมาตลอดกว่าทศวรรษแห่งการ “หนี” ของทักษิณ ชินวัตร อย่างน้อยก็ 3 ครั้ง ที่คนโดยทั่วไปทราบกันดี คือการกลับมากราบแผ่นดินเมื่อปี 2551 ในครั้ง สมัคร สุนเวช เป็นนายกรัฐมนตรี หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งยึดอำนาจรัฐมาได้ อีกครั้งคือความพยามให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ความผิดของตัวเอง เพื่อเปิดทางกลับบ้าน จนกระทั่งถูกประชาชนขับไล่ทั้งรัฐบาล

อีกครั้งที่น้อยคนจะรู้ แต่ยงยุทธ ในฐานะมือขวาทักษิณ ชินวัตร รู้ดีนั่นอาจจะหมายถึงความพยายาม “รัฐประหารซ้อน” ของนายทหารรุ่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร (รุ่น 10) ที่มีการวางแผน ยึดอำนาจคืนจาก พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หลัง 19 กันยายน 2549 และความพยายามใช้กลไกทางการเมืองทั้งผ่านการเลือกตั้งและไม่ผ่านการเลือกตั้งที่จะเอา “ทักษิณ กลับบ้าน” ได้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งในสังคมไทยมาตลอดในห้วงกว่าทศวรรษมี่ผ่านมา ในขณะที่สังคมไทยเรียกร้องให้ “ก้าวข้าม” ทักษิณ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคม เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่พรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ กลับ ปลุกผีทักษิณ และผีแห่งความขัดแย้งให้กลับมาอีก?

อีกด้านหนึ่งพรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ลามไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ พยายามปลุกกระแสต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคสช. หรือทหาร ซึ่งแน่นอนว่าหาก คสช.หรือทหารผ่านการตั้งพรรคพลังประชารัฐ ภาพจึงออกมาว่าระหว่าง “ผีทักษิณ-ผีสืบทอดอำนาจ” ใครน่ากลัวว่ากัน นี่คือความรู้สึกของสังคมที่เป็นเงื่อนไขต่อการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง ความรู้สึกในสังคมแบบนั้นจะเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ หรือใครสร้างขึ้น มิอาจชี้ชัดได้ แต่พรรคการเมืองหนึ่งที่ “นั่งตีขิม” บนกระแสความรู้สึกของสังคมแบบนี้ คือประชาธิปัตย์ (ที่ปกติก็ไม่ทำอะไร รอลูกเข้าทางเท่านั้น) แต่ประชาธิปัตย์ก็อย่าประมาท นั่งตีขิมโดยไม่ทำอะไรเพียงอย่างเดียวเพราะความรู้สึกที่ว่า “กลัวอะไรมากกว่า” ระหว่างทักษิณกับคสช. นั่นแปลว่าว่าเขา “ก้าวข้ามประชาธิปัตย์” ไปแล้ว และจะเลือกอยู่กับคนที่น่ากลัวน้อยกว่า มิใช่อยู่กับพรรคที่ “ทำอะไรไม่เป็น”

ตำนาน “เงินผัน” ประชานิยมสุดคลาสสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358652?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำนาน “เงินผัน” ประชานิยมสุดคลาสสิก

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 10:30 น.
เงินผัน,มรวคึกฤทธิ์ ปราโม,คึกฤทธิ์ ปราโมช
เปิดอ่าน 1,282 ครั้ง

ยุคหนึ่ง “พรรคกิจสังคม” ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายเศรษฐกิจก้าวหน้าที่สุด กับนโยบายที่ชาวบ้านรัก และ รอคอย แต่ก็ไม่ถึงฝั่ง

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปลายปี 2517 สภาพทางการเมือง พ.ศ.นั้น ถือว่าเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนา และขบวนการนักศึกษา ที่นิยมความคิดและอุดมการณ์สังคมนิยม

กระแสลมบูรพาแดงพัดแรง หลายพรรคจึงใช้นโยบายสังคมนิยม รัฐสวัสดิการนิยม เป็นหลักในการหาเสียงเรียกคะแนนจากประชาชน

สำหรับ พรรคกิจสังคม” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายเศรษฐกิจก้าวหน้าที่สุด เพราะได้นายธนาคารหนุ่มใหญ่นามว่า บุญชู โรจนเสถียร” มาเป็นเลขาธิการพรรค

นโยบายของพรรคกิจสังคม มุ่งเน้นประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก เช่น ให้ประชาชนทุกคนมีงานทำอย่างทั่วถ้วน, ปรับมาตรฐานครองชีพของประชาชนในกลุ่มรายได้ต่ำให้ขึ้นสู่ระดับปานกลางภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี, ให้ผู้มีรายได้น้อยขึ้นรถเมล์ฟรี และรักษาพยาบาลฟรี

“หม่อมคึกฤทธิ์” ชูแนวคิดการเศรษฐกิจจะต้องกระจายออกจากนครหลวงไปยังชนบท หันความสนใจไปชนบทให้มากที่สุด จึงเรียกนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ว่า นายทุน-สังคมนิยม” หมายถึงเศรษฐกิจเสรีและกระจายโภคทรัพย์แบบสังคมนิยม

ดังที่รู้กัน หม่อมคึกฤทธิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ในวันที่ 17 มีนาคม 2518 ซึ่งพรรคกิจสังคม มีที่นั่งในสภาเพียง 18 ที่นั่งเท่านั้น

          ผลงานรัฐบาลคึกฤทธิ์ที่โด่งดัง และเป็นตำนานการเมืองที่คนไทยยังจดจำไม่มีวันลืมคือ โครงการเงินผันสู่ชนบท !!

“เงินผัน” หรือนโยบายผันเงินจากงบประมาณรายจ่าย เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสร้างงานในชนบท เป็นการยกระดับทางเศรษฐกิจของชาวชนบทให้ดีขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาสภาตำบลอย่างจริงจัง

ชาวนาพิษณุโลกกอดขาหม่อมคึกฤทธิ์ร้องขอให้ช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน

5 เมษายน 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เสนอนโยบายเงินผันต่อรัฐสภาแล้ว เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคเกษตรสังคม ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาล กรณีที่จะเอาเงินคงคลังจำนวน 2,500 ล้านบาทไปใช้ในกิจการสภาตำบล โดยไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ถือเป็นการผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

25 เมษายน 2518 นายกฯ คึกฤทธิ์ สั่งแก้เกมโดยสั่งการให้มีการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และได้แถลงถึงวัตถุประสงค์ต่อสภาว่า ต้องการให้สภาตำบลได้นำเงินไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ตามความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว

นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยให้ประชาชนมีงานทำบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะต่อสู้กับ สงครามความยากจนของราษฎร” ที่กำลังผจญอยู่ โดยขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ให้รัฐบาลใช้เงินเพื่อพัฒนาสภาตำบลไปพลางก่อน เป็นจำนวนเงิน 2,500 ล้านบาท

ฝ่ายค้านสมัยนั้น ได้ทักท้วงเรื่องการเงินคงคลังมาใช้จ่าย เพราะเงินคงคลังมีอยู่เพียง 6,900 ล้านบาท และในจำนวนนี้ เป็นเงินฝากของหน่วยราชการ 4,091 ล้านบาท จึงเหลือเงินคงคลังประมาณ 2,800 ล้านบาท

นายกฯ คึกฤทธิ์ แจกแจงว่าจะต้องใช้เงินคงคลังเพื่อการนี้จริงๆ เพียง 1,500 ล้านบาท อีก 1,000 ล้านบาท ใช้จากยอดเงินงบประมาณ ในปี 2518 ที่ตัดมาจากยอดใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น

4 พฤษภาคม 2518 หลังจากที่พระราชบัญญัติผ่านสภาในวาระแรก สภาให้รัฐบาลจ่ายเงินไปก่อนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย รัฐบาลได้สั่งผันเงิน 2,500 ล้านสู่ชนบท ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม และผู้ดำเนินการตามโครงการของตำบลต่างๆ จะขอเงินทดรองจ่าย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการได้ 20% ทันที

วันที่สภาฯ โหวตผ่าน ร่างพรบ.เงินผัน ปี 2518

รัฐบาลคึกฤทธิ์ได้สรุปโครงการผันเงินสู่ชนบทในช่วง 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน) ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ช่วยให้สภาตำบล 5,026 แห่ง ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน คลอง ทำนบ สะพาน ฯลฯ จำนวน 41,141 โครงการ ประชาชนนับสิบล้านได้รับการจ้างงานและมีรายได้

          จากการประเมินผล พบว่า ประชาชนร้อยละ 96 มีความพึงพอใจต่อโครงการเงินผันของรัฐบาล

แม้การเดินทางของนโยบายเงินผันในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมามีชีวิตชีวาระดับหนึ่ง ทว่า รัฐบาลคึกฤทธิ์ ก็มีอายุเพียง 9 เดือนเศษ มิสามารถอยู่จนครบวาระ

สโลแกนพรรคกิจสังคม

เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเวลานั้น มีกลุ่มพลังทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเกิดขึ้นมากมาย มีการประท้วงรายวัน ประกอบเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เกิดข้อขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์มากมาย หม่อมคึกฤทธิ์จึงตัดสินใจยุบสภา

โครงการเงินผันก็ยุติลงแค่นั้น เพราะรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ไม่ใช่พรรคกิจสังคม ทั้งที่รัฐบาลคึกฤทธิ์เตรียมการที่จะผันเงิน 3,500 ล้านบาทไปสู่ชนบทในงบประมาณปีต่อไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

           ด้วยความรุนแรงทางการเมือง ส่งผลให้การหาเสียงของพรรคกิจสังคม ที่ชูนโยบายเงินผันพร้อมสโลแกน “เราทำได้ และจะทำต่อไป” ไม่ประสบความสำเร็จ

“เนวิน” หาเสียงเนียนๆ “ลูกหนังนำการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เนวิน” หาเสียงเนียนๆ “ลูกหนังนำการเมือง”

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:56 น.
สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เนวิน ชิดชอบ,โกเกี๊ยะ,เจ๊เปี๊ยะ นาที,โต๊ะมีนา,ภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 1,180 ครั้ง

คอลัมน์…   ตลาดนัดนักเลือกตั้ง  โดย…  บางนา บางปะกง

ช่วงปิดฤดูกาลไทยลีก สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลับมีโปรแกรมเตะ “กระชับมิตร” พร้อมทำบุญทำกุศลถี่กว่าทุกปี และมีข้อสังเกต จังหวัดที่ทีมปราสาทสายฟ้าไปเยือนนั้น เป็น “พื้นที่เป้าหมาย” ของพรรคภูมิใจไทย

จะว่าไปแล้ว เนวินใช้กลยุทธ์ “ลูกหนัง” เป็นเรือธงสร้างพันธมิตรมานานแล้ว การยกทีมไปเตะกับทีมใด ย่อมสันนิษฐานได้ว่า ทีมนั้นย่อมเป็นเครือข่ายอาณาจักรปราสาทสายฟ้า ในรอบปีที่ผ่านมา บุรีรัมย์ได้ไปเตะอุ่นเครื่องกับทีมกระบี่ เอฟซี, พีทีประจวบ เอฟซี, นราธิวาส เอฟซี และหนองบัวลำภู

     พัทลุง-เจ๊เปี๊ยะ
วันที่ 20 ตุลาคม 2561 “เนวิน ชิดชอบ” พาทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะกระชับมิตรกับทีมพัทลุง ออลสตาร์ นำโดย “นาที รัชกิจประการ” เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย และผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ “อีแอ่นเหินฟ้า” พัทลุง เอฟซี

“เจ๊เปี๊ยะ นาที” อดีต ส.ว.พัทลุง และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โลดแล่นบนถนนการเมืองมานับสิบปีแล้ว ทั้งสนามท้องถิ่นและระดับชาติ

เบื้องหลังแม่ทัพปักษ์ใต้คนนี้คือ “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เจ้าของกิจการน้ำมันพีที ซึ่งแผ่บารมีไปถึงฝั่งอันดามัน

การเก็บ “คะแนนตกน้ำ” เป็นเป้าหลักของภูมิใจไทยภาคใต้ แต่ก็คาดหวัง “ส.ส.เขต” ที่ชายแดนใต้ และฝั่งอันดามันที่สตูลและระนอง

กระแสพรรคอาจสู้ ปชป.ไม่ได้ แต่ “อาวุธหนัก” ไม่เป็นรองพรรคไหนเลย

      ปัตตานี-โต๊ะมีนา
วันที่ 22 ธันวาคม 2561 ทีมปราสาทสายฟ้ายกพลไปเยือนสนามเรนโบว์ สเตเดียมของ “ปืนใหญ่พญาตานี” ปัตตานี เอฟซี ปรากฏว่า มีชาวปัตตานีแห่มาชมเกมนับหมื่นคน “ลุงเนวิน” กลายเป็นขวัญใจของเด็กๆ

อันที่จริง ปัตตานีไม่ใช่เป้าหมายของเนวิน แต่สถานการณ์ที่นราธิวาสเปลี่ยน เมื่อ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส เปลี่ยนใจไปซบพรรคพลังประชารัฐ

สุดท้าย “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” จึงหันไปจับมือ “เด่น โต๊ะมีนา” อดีต ส.ส.หลายสมัย เมืองปัตตานี จัดทีมภูมิใจไทยปัตตานี

ศึกเลือกตั้งหนนี้ “เด่น” คงส่งลูกสาว “พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา” ลงสนาม ซึ่ง “หมอจอย เพชรดาว” เคยลงสมัคร ส.ว.ปัตตานี แต่ไม่ได้รับเลือก

ด้วยความเป็นทายาทนักการเมืองอาวุโส และหลานสาว หะยีสุหลง โต๊ะมีนา โต๊ะอิหม่ามที่เป็นผู้นำปัญญาชนของชาวไทยมุสลิม จึงทำให้หมอจอยขอฮึดสู้อีกครั้งในสนามเลือกตั้ง ส.ส.

โต๊ะมีนา วันนี้อาจราโรย…ลุงเนวินจึงขยับมาช่วยปลุกกระแสวัยรุ่นคลั่งลูกหนัง

 ขอนแก่น-ส.จ.แม็ค
วันที่ 5 มกราคม 2562 มีแข่งขันฟุตบอลการกุศลเพื่อโรงพยาบาลบ้านไผ่ ระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ ทีมขอนแก่น เอฟซี ที่สนามโรงเรียนบ้านไผ่ มีคนหนุ่มสาวเข้ามาชมนับหมื่นคน นับเป็นปรากฏการณ์พิเศษ

ก่อนเกม “ลุงเนวิน” ถือไมค์พูดกลางสนาม ฝาก “ส.จ.แม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไป “เดอะทีเร็กซ์” ขอนแก่น เอฟซี ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจคนบ้านไผ่

“ส.จ.แม็ค” เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และอยู่ในเครือข่าย “หมอกระแส ชนะวงศ์” อดีตผู้แทนขวัญใจคนบ้านไผ่-เมืองพล และวันนี้ ส.จ.แม็คประกาศลงสนามเลือกตั้งเขต 10 ขอนแก่น ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย

เมืองขอนแก่น มีทีมบอล 2 ทีมคือ ขอนแก่น เอฟซี (ภูมิใจไทย) และขอนแก่น ยูไนเต็ด (พลังประชารัฐ)

เขตนี้ยิ่งกว่าศึกชนช้าง เพื่อไทยแชมป์เก่ายังกระแสดี ค่ายสีเขียวก็มาแรง ค่ายสีน้ำเงินสู้ไม่ถอย

        สตูล-ตระกูล“โก”
วันที่ 9 มกราคม 2562 ที่สนามองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบกับ “หมอผี” คาเดนซ่า สตูล ยูไนเต็ด แชมป์ออมสิน ลีก โซนภาคใต้ ในฟุตบอลการกุศลหารายได้ให้ รพ.สตูล

ทีมคาเดนซ่า สตูล ยูไนเต็ด “วรศิษย์ เลียงประสิทธิ์” เพิ่งลาออกจากผู้จัดการทีม ไปสมัคร ส.ส.เขต 2 สตูล

“โกแพ วรศิษย์” เป็นลูกชาย “โกเกียรติ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” แห่งเกียรติเจริญชัยกรุ๊ป โดยผู้มากบารมีแห่งอันดามัน ได้ผนึกกำลังกับโกเกี๊ยะ ดูแลผู้สมัคร ส.ส.สตูล ให้พรรคภูมิใจไทย

ที่สร้างความระทึกขวัญให้แชมป์เก่า-พรรคประชาธิปัตย์คือ โกเกียรติ จัดทีมใหญ่โดย “โกแพ วรศิษย์“ ลงเขต 2 และ “โกโต พิบูลย์ รัชกิจประการ” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล เขต 1

สำหรับ “โกโต พิบูลย์” เป็นน้องชายโกเกี๊ยะแห่งค่ายน้ำมันพีที ซึ่งพี่ชายส่งมาเป็นนายกเล็กเมืองสตูลอยู่หลายสมัย

น่าจับตา ตระกูล “โก” ที่หวังพลิกแผ่นดินการเมืองชายฝั่งอันดามัน