แฉ! ว่าที่รมว.คลังเมียนมา ใช้วุฒิปริญญาเอกปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595312

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2559 01:40

 

(ภาพ: AP)

นายจอ วิน ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการวางแผนของประเทศเมียนมา ถูกจับใด้ว่าใช้วุฒิการศึกษาปลอม…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 23 มี.ค. นาย จอ วิน ออกมายอมรับว่า เขาซื้อวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาด้านการเงินปลอมจาก มหาวิทยาลัยบรูกลิน ปาร์ค ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยออนไลน์ที่ไม่มีอยู่จริง และขายวุฒิการศึกษาปลอมที่ผลิตในประเทศปากีสถาน

เรื่องการใช้วุฒิการศึกษาปลอมของนายจอ วิน แดงออกมาหลังจากพรรครัฐบาล พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ซึ่งกำลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ เปิดเผยประวัติส่วนตัว (CV) ของเขาสู่สาธารณะ ก่อนจะมีคนในโลกออนไลน์พบว่า มหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่มีอยู่จริง โดยอ้างการเปิดโปงของสำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส เมื่อปีก่อน

ต่อมา นายจอ วิน ยอมรับเรื่องนี้หลังจากเผชิญหน้ากับนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ เมียนมาร์ ไทม์ส “ผมจะไม่เรียกตัวเองว่า ‘ด็อกเตอร์’ อีกต่อไป” “ผมพยายามติดต่อมหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียในปี 2548 แต่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ แต่มาในปี 2551 ผมเข้าร่วมเรียนหลักสูตรออนไลน์ของ มหาวิทยาลัยบรูกลิน ปาร์ค และเริ่มทำวิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์แต่ทำไม่เสร็จ วุฒิด็อกเตอร์ ในประวัติของผมไม่ใช่วุฒิการศึกษาจริง” นายจอ วิน กล่าว

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่านายจอ วิน จะยังอยู่ในรายชื่อผู้ถูกเสนอเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ของเมียนมาทั้ง 18 คนหรือไม่ โดยนายจอ วิน เคยใช้วุฒิฯปลอมนี้ในการเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเงินมากมาย

อนึ่ง มหาวิทยาลัยบรูกลิน ปาร์ค เป็นหนึ่งใน 370 เว็บไซต์สถาบันการศึกษาที่ถูกเปิดโปงโดยสำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส เมื่อปีก่อนว่าป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีอยู่จริง รับทำวุฒิการศึกษาปลอมและส่งเงินจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลับปากีสถาน

เผยซูจีเป็น รมว.ตปท.แต่จะคุมงานอื่นด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594770

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2559 02:25

 

ถิ่น จอ ประธานาธิบดีเมียนมา และ อองซาน ซูจี หัวหนาพรรคเอ็นแอลดี (ภาพ: AP)

เมื่อว 22 มี.ค. ประธานาธิบดี ถิ่น จอ ของเมียนมา เสนอชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) 18 คนเข้าสู่การพิจารณาและลงมติอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันพุธ 23 มี.ค. และจะมีประกาศรายชื่อ ครม.อย่างเป็นทางการตามมาหลัง จากนั้น แต่ถือว่าเป็นเรื่องผิดคาดที่มีชื่อของ นางอองซาน ซูจี วัย 70 ปี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ซึ่งนำพรรคชนะเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว กระทั่งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเพิ่งส่งนายถิ่น จอ ที่เป็นคนสนิทเข้าชิงประธานาธิบดีและได้รับเลือกดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ นางซูจีที่หมดสิทธิ์เป็นประธานาธิบดีเพราะถูกรัฐธรรมนูญห้ามไว้เพราะมีสามีหรือลูกเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอได้ประกาศจะเป็นผู้นำเหนือประธานาธิบดี และเป็นที่คาดหมายอย่างกว้างขวางว่าซูจีจะไม่รับตำแหน่งใด

นางซูจีเป็นผู้หญิงคนเดียวและเป็น 1 ใน 6 รายชื่อจากพรรคเอ็นแอลดีในรายชื่อตามโผ ครม.ของนายถิ่น จอ แต่เมื่อนายถิ่น จอ เสนอชื่อผู้ที่จะเป็น ครม.แค่ 15 คนรวมทั้งคนจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) อดีตพรรครัฐบาลกึ่งพลเรือนของเมียนมา ทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่านางซูจีจะนั่งคุมงานเป็นรัฐมนตรีถึง 4 กระทรวง คือกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการศึกษาและรัฐมนตรีประจำสำนักประธานาธิบดี แต่ถ้านางซูจีจะรับเก้าอี้รัฐมนตรีจริงก็ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ (ส.ส.) และสละทุกบทบาทในพรรคเอ็นแอลดี

ขณะเดียวกันมีการลือกันว่า นางซูจีจะนั่งเป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวงต่างประเทศ สอดคล้องกับความคิดเห็นของกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่เผยว่านางซูจีน่าจะรับเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศเป็นอย่างน้อย เพราะมีบทบาทเด่นในเวทีระหว่างประเทศและยังเป็นสมาชิกสภาความมั่นคงที่ทรงอิทธิพลของเมียนมาที่ส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยกองทัพ

ด้านนายเมียต งานา วุฒิสมาชิก (ส.ว.) สังกัดพรรคเอ็นแอลดีเผยว่า รู้สึกเชื่อมั่นในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ (ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้) และว่านางซูจีจะยังคงมีอิทธิพลเหนือพรรคเอ็นแอลดีต่อไป อย่างไรก็ดี การที่ประธานาธิบดีถิ่น จอ เสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็น ครม.เข้าสภาแค่ 15 คน น่าจะเป็นเพราะรัฐธรรมนูญขีดเส้นไว้แล้วว่าอีก 3 กระทรวงใหญ่คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงความมั่นคงพรมแดน และกระทรวงกลาโหม ทางกองทัพจะควบคุมโดยตรง ต่อมา โฆษกพรรคเอ็นแอลดีระบุว่า นางซูจีจะเป็น รมว.ต่างประเทศเป็นหลัก แต่สามารถดูงานกระทรวงอื่นๆได้ด้วย

ส่วนนายเต็ง ส่วย อดีตนายทหารยศนายพล 1 ใน 2 รายชื่อในโผ ครม. จากพรรคยูเอสดีพี ระบุว่า พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ด้านปัญหาท้าทายรอรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมามีรวมทั้งเหตุขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์และการที่ต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับกองทัพให้ราบเรียบ.

แอพฯ อูเบอร์ แกร็บโดนต้านอีกแล้ว! คนขับแท็กซี่อินโดฯ ปิดถนนประท้วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594470

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2559 13:16

 

คนขับแท็กซี่ในอินโดฯ หลายพันคน สุดโกรธ นำรถแท็กซี่จอดปิดถนน ในกรุงจาการ์ตา ประท้วงการให้บริการรถโดยสาร ผ่านแอพฯ อูเบอร์ และแกร็บ ชี้ทำให้พวกตนรายได้ลดลง โดนเอารัดเอาเปรียบ ขณะที่ด้านรบ.แดนอิเหนา ยังเห็นต่างกันในปัญหานี้

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน คนขับรถแท็กซี่ชาวอินโดนีเซีย ในกรุงจาการ์ตา จำนวนหลายพันคนรวมตัวประท้วงด้วยความโกรธแค้น พร้อมกับนำรถแท็กซี่มาจอดประท้วงปิดถนนสายสำคัญด้านหน้าอาคารรัฐสภา ศาลากลาง และกระทรวงการสื่อสาร ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวง เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ประท้วงการให้บริการรถแท็กซี่ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน อย่าง อูเบอร์ (Uber) และ แกร็บ (Grab) ว่า ทำให้พวกตนมีรายได้ลดลง

บีบีซี แจ้งว่า บรรดาคนขับแท็กซี่ชาวอินโดนีเซีย ยังระเบิดความแค้น ด้วยการทุบรถยนต์หลายคัน อีกทั้งยังมีคนขับรถประจำทาง และรถสามล้อรับจ้างเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงต้านอูเบอร์ กับแกร็บด้วย โดยคนขับรถแท็กซี่ในกรุงจาการ์ตา ชี้ว่า พวกตนถูกเอารัดเอาเปรียบ เพราะบรรดาคนให้บริการรถแท็กซี่ ผ่านแอพพลิเคชั่น อูเบอร์ และแกร็บ เหล่านี้ ไม่ได้เผชิญกับค่าใช้จ่ายและกฎระเบียบต่างๆ มากมายเหมือนกับพวกตน ส่วนคนขับรถสามล้อรับจ้างคนหนึ่งเผยว่า ที่ผ่านมา เคยมีรายได้วันละประมาณ 100,000 รูเปียห์ (หรือประมาณ 360 บาท) แต่นับตั้งแต่แอพฯ เหล่านี้เข้ามาในอินโดฯ พร้อมกับการเติบโตของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ทำให้เขามีรายได้ลดลงมาก

บีบีซี ยังรายงานด้วยว่า ท่ามกลางกระแสต่อต้านการให้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นนั้น ด้านรัฐมนตรีในรัฐบาลอินโดนีเซียก็ยังคงมีความเห็นในเรื่องนี้แตกต่างกัน โดยกระทรวงคมนาคม สนับสนุนให้ห้ามการบริการรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอพฯ เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนในฐานะรถโดยสารสาธารณะ แต่ทางกระทรวงการสื่อสารของอินโดนีเซีย แย้งว่า บริษัทให้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพฯ ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ควรได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ ส่วนประธานาธิบดีโจโก วิโดโด กล่าวว่า อินโดฯ ควรจะอ้าแขนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่ควรห้ามการใช้เทคโนฯ เหล่านี้.

ถิ่น จอประชุมสภาครั้งแรก โฆษก NLD ดับข่าวลือ ยันซูจีจะไม่รับตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594128

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2559 18:30

 

ประชาธิปไตยในเมียนมาราบรื่น…ถิ่น จอ ประชุมสมาชิกรัฐสภาครั้งแรก เสนอชื่อครม.ชุดใหม่ หลังได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่เมียนมา ขณะที่โฆษกพรรคเอ็นแอลดี เผย ออง ซาน ซูจี จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลชุดใหม่ ดับข่าวลือ จะนั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มี.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีถิ่น จอ แห่งเมียนมา ประชุมสมาชิกรัฐสภาครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 21 มี.ค. นับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ สัปดาห์ก่อน โดยการประชุมสภาครั้งนี้ เป็นการเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต่อสภา หลังจากก่อนหน้า ประธานาธิบดีถิ่น จอ ได้เสนอแผนลดกระทรวง จาก 36 กระทรวง เหลือ 21 กระทรวง และลดตำแหน่งรัฐมนตรีลดลงจาก 32 เหลือ 18 ตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ นายซอ มินต์ หม่อง โฆษกของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เปิดเผยว่า นางออง ซาน ซูจี วีรสตรีซึ่งต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมา จนถูกกักกันตัวในบ้านพักนานถึง 15 ปี ดูเหมือนจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในคณะรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากนางซูจีได้นำพรรคเอ็นแอลดีคว้าชัยการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือน พ.ย.58 และมีข่าวลือออกมาว่านางซูจี จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เนื่องจากไม่มีสิทธิได้เป็นประธานาธิบดีตามข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้บุคคลใดที่มีสามีหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติ ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

สมาชิกสภาร่วมประชุมเมื่อ 21 มี.ค.59

นายซอ มินต์ หม่อง กล่าวด้วยว่า การจะรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป อย่างในสหรัฐฯ มี ส.ส.ที่มีชื่อเสียงมากมายในสภา ที่มีอิทธิพลมากๆ แต่พวกเขาก็ไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล เช่นเดียวกับที่เมียนมา นางซูจีจะเป็นผู้นำพรรคเอ็นแอลดี และเธอก็จะเป็นผู้นำที่อยู่เหนือรัฐบาลที่ตั้งโดยพรรคเอ็นแอลดี

ประธานาธิบดีถิ่น จอ(ขวา) พร้อมด้วยภริยา นางซู ซู ลวิน (กลาง) เดินออกจากอาคารรัฐสภา หลังเสร็จสิ้นการประชุม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวพม่าเฮลั่น! ถิ่น จอ ปธน.คนใหม่ ผู้นำพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์เมียนมา

รู้จัก ‘ถิ่น จอ’! ตัวเก็ง ปธน.เมียนมา ตัวตายตัวแทน ‘ซูจี’

ยุคนี้ ต้องสู้กันบนโซเชียล! ฮุน เซน ปัดไม่ได้ซื้อยอด ‘ไลค์’ เฟซบุ๊ก ตามข้อครหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592837

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2559 16:00

 

นายกฯ ฮุน เซน ปฏิเสธลั่น ไม่ได้ซื้อยอดไลค์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ตามที่ผู้นำฝ่ายค้าน ‘สม รังสี’ กล่าวหา หลังโดนสื่อตั้งข้อสังเกตยอดไลค์บนเฟซฯ ของ ฮุน เซน พุ่งกระฉูด 3.2 ล้านไลค์ ในเวลาไม่กี่เดือน แถมส่วนใหญ่มาจากต่างชาติ มากสุด อินเดีย

เมื่อ 18 มี.ค. 59 สำนักข่าวบีบีซี รายงาน นายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชา วัย 63 ปี ปฏิเสธไม่เคยใช้เงินซื้อยอด ‘ไลค์’ (Like) ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา หลังจากถูกผู้นำพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้ใช้เงินซื้อยอดไลค์ เพื่อหวังแสดงให้เห็นถึงการที่มีผู้คนนิยมชมชอบเขาเป็นจำนวนมาก เพราะหลังจากนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้ตั้งเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา เมื่อเดือน ก.ย. 58 และเรียกตัวเองว่าเป็น ‘ไดโนเสาร์ในยุคดิจิตอล’ พร้อมกับมีการโพสต์ข้อความ และภาพไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันขึ้นหน้าเฟซบุ๊กของเขาบ่อยมาก ปรากฏว่าจนถึงวันนี้ มียอดไลค์บนเฟซบุ๊กของฮุน เซน แล้วถึง 3.2 ล้านไลค์

บีบีซี แจ้งว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน นสพ.พนมเปญ โพสต์ ในกัมพูชา ได้รายงานว่า ยอดไลค์ในเฟซบุ๊กของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ส่วนใหญ่เป็นบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กต่างชาติ โดยเฉพาะจากอินเดีย ที่มียอดไลค์ฮุน เซน ถึง 255,692 แอคเคาต์, รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ 98,256 แอคเคาต์, เมียนมา 46,368 แอคเคาต์ และ อินโดนีเซีย 46,368 แอคเคาต์

นายกฯ ฮุน เซน ไม่ตกยุค เล่นโซเชียลมีเดียเหมือนกัน

ขณะเดียวกัน ข่าวรายงาน ด้านนายสม รังสี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ‘ช่วยชาติกัมพูชา’ (Cambodia National Rescue Party) ซึ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างฉิวเฉียด ยังถือเป็นคู่แข่งบนโลกออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ด้วย เพราะขณะนี้ เฟซบุ๊กของสม รังสี มียอดไลค์ อยู่ที่ 2.3 ล้านไลค์ น้อยกว่ายอดไลค์ของฮุน เซน เล็กน้อย แต่ที่น่าดีใจคือ ยอดไลค์ของสม รังสี มาจากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชาในประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดย นายสม รังสี ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ผู้แพ้ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

‘ถิ่นจอ’-ลอยลำ! เล่นบทผู้นำพม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/591563

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2559 07:46

 

เด็กในคาถาซูจี-สายทหารเป็นรอง1

ประวัติศาสตร์โลกต้องบันทึก ชาวพม่า 51 ล้านคน ได้ “ถิ่น จอ” นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากพลเรือน หลังพรรคเอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ครองเสียงที่นั่งข้างมากในสภา จนถึงนาทีโหวตเลือกผู้นำประเทศ ได้คะแนนเกินครึ่ง ขณะที่ ส.ส.อีกพรรคหวังให้ประธานาธิบดีคนใหม่นำพาสันติภาพและเสถียรภาพสู่ชาติอย่างแท้จริง เผย “ถิ่น จอ” ถูกมองเป็น “นอมินี” อองซาน ซูจี หลังหญิงเหล็กเคยลั่นวาจาจะทำหน้าที่อยู่เหนือประธานาธิบดีเพื่อกำกับดูแลงานบริหารประเทศด้วยตัวเอง

ในที่สุดประเทศเมียนมาก็ได้ประธานาธิบดีจากพลเรือนคนแรกแล้ว ถือเป็นวันนี้ที่รอคอยที่ชาวพม่า 51 ล้านคนได้ประธานาธิบดี ที่ไม่ได้มาจากคณะทหารเป็นครั้งในรอบ 50 ปี ทั้งนี้ การเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา มีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 15 มี.ค. ท่ามกลางการเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์จากประชาคมโลก โดยรัฐสภาเมียนมาในกรุงเนปิดอว์ ลงมติเลือกนายถิ่น จอ วัย 70 ปี คนสนิทนางอองซาน ซูจี ประธาน พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกของประเทศ ในรอบ 54 ปี นับตั้งแต่เมียนมา ถูกปกครองภายใต้อำนาจกองทัพมาตลอดช่วงเวลาครึ่งศตวรรษ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายหลังจากพรรคเอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้ว โดยผู้สมัครเลือกตั้งของพรรคเอ็นแอลดี ได้ครองที่นั่งเสียงข้างมากในทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งๆที่มีเก้าอี้นั่งโควตาของฝ่ายทหารอยู่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้พรรคเอ็นแอลดี ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นบริหารประเทศ แต่นางอองซาน ซูจี ไม่มีสิทธินั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี เนื่องจากรัฐธรรมนูญเมียนมาห้ามผู้มีคู่สมรสหรือบุตรชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. พรรคเอ็นแอลดีเสนอชื่อนายถิ่น จอ เป็นตัวแทนพรรคในสภาผู้แทนราษฎรขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี และนายเฮนรี บัน ทียู ส.ส.ชนกลุ่มน้อย จากกลุ่มชาติพันธุ์ชาวชิน เป็นตัวแทนชิงประธานาธิบดีในระดับวุฒิสภา ส่วนพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) รัฐบาลเดิมซึ่งกองทัพสนับสนุน เสนอชื่อนายมินต์ ฉ่วย คนใกล้ชิดนายพลตัน ฉ่วย อดีตผู้นำทหารเมียนมาขึ้นชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศ

บรรยากาศการลงมติเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ เพื่อรับตำแหน่งสืบต่อจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายกองทัพ ซึ่งจะหมดวาระการบริหารประเทศในวันที่ 31 มี.ค. และเปิดทางให้ประธานาธิบดีคนใหม่ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. การลงคะแนนโหวตเลือกประธา-นาธิบดีเริ่มจากการลงคะแนนหย่อนบัตรทีละคน กระทั่งทราบผลการลงคะแนนโหวตทั้งหมด ปรากฏว่านายถิ่น จอ คว้าคะแนน 360 เสียง จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 652 เสียง ตามด้วยนายมินต์ ฉ่วย ผู้แทนจากกองทัพ ได้คะแนนโหวต 213 เสียง และนายเฮนรี บัน ทียู ได้คะแนนโหวต 79 เสียง ทำให้นายถิ่น จอ ได้เป็นประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ขณะที่นายมินต์ ฉ่วย เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง นายเฮนรี บัน ทียู เป็นรองประธานาธิบดีคนที่สอง

ภายหลังทราบผลการลงคะแนนโหวต เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ นายมานน์ วิน เกียง ถั่น ประธานรัฐสภาเมียนมา ประกาศชื่อนายถิ่น จอ คือประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา โทรทัศน์แห่งชาติเมียนมา ซึ่งถ่ายทอดสดกระบวนการเลือกประธานาธิบดี ได้ซูมภาพไปยังนางอองซาน ซูจี ที่นั่งปรบมือ อยู่แถวหน้าของเก้าอี้นั่งในอาคารรัฐสภาด้วยสีหน้าแสดงความตื่นเต้นยินดี

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการ เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา นางออง ซาน ซูจี ไม่ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นใดๆ ขณะที่นายถิ่น จอ ขึ้นกล่าวแถลงสั้นๆ ระบุ “นี่คือชัยชนะสำหรับประชาชนชาวเมียนมาทั้งประเทศ” ขณะที่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ของนายถิ่น จอ ถูก มองอย่างเคลือบแคลงใจจากหลายฝ่ายถึงอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงของผู้นำประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นางอองซาน ซูจี ระบุเธอจะทำหน้าที่อยู่เหนือประธา-นาธิบดีเพื่อกำกับดูแลงานบริหารประเทศด้วยตัวเอง

นายตุน วิน ส.ส.สังกัดพรรคอารากัน แนชนัล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมียนมาว่า พอใจต่อผลการลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี อยากให้นายถิ่น จอ คือประธานาธิบดีตัวจริงของประเทศ และหวังให้นำพาสันติภาพและเสถียรภาพมาสู่ประเทศได้อย่างราบรื่น สร้างความเท่าเทียมกันและบังคับใช้กฎหมายของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประวัตินายถิ่น จอ ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเมียนมา เกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ค. พ.ศ.2489 จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง สาขาเศรษฐกิจและศึกษาต่อต่างประเทศ ทั้งมหาวิทยาลัยลอนดอนในอังกฤษ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ผ่านการศึกษาในสหรัฐฯกับญี่ปุ่น เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เคยทำงานกระทรวงอุตสาหกรรมและการต่างประเทศ ก่อนลาออกมาทำงานให้พรรคเอ็นแอลดีและเป็นนักเขียน รวมทั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสแห่งมูลนิธิดอว์ ขิ่น ยี ชื่อมารดาของนางอองซาน ซูจี ทั้งนี้ บิดาของนายถิ่น จอ คือ Min Thu Won เป็นกวีมีชื่อเสียง ในแวดวงวรรณคดีพม่า ทำให้นายถิ่น จอ หลงใหลการเขียนหนังสือเหมือนบิดา

นายถิ่น จอ รู้จักสนิทสนมกับนางซูจีมาเกือบตลอดชีวิต ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน เคยร่วมต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารมาด้วยกันอย่างยาวนาน ถือเป็นคนสนิทและที่ปรึกษา หรือแม้กระทั่งช่วยเป็นคนขับรถให้กับนางซูจี และด้วยความสนิทสนมไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างมาก ทำให้นายถิ่น จอ ถูกมองว่าเป็นเพียงประธานาธิบดีผู้แทน หรือนอมินีของนางอองซาน ซูจี

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่นายถิ่น จอ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีที่มาจากพลเรือนคนแรกของเมียนมาว่า เป็นประชามติของประชาชนจากการเลือกตั้ง เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ดีอยู่แล้ว ทำไมจะเป็นรัฐบาลหรือรัฐบาลพลเรือนมันดีอยู่แล้ว ประเทศในอาเซียนความสัมพันธ์มี 2 ช่องทาง ทางแรกรัฐบาลจะเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่และสองทางทหารมันดีอยู่แล้ว ถ้าเป็นรัฐบาลธรรมาภิบาลเขาคุยอยู่แล้ว ยินดีกับประธานาธิบดีเมียนมา

ชาวพม่าลุ้นระทึก ! สมาชิกสภา ประชุมโหวตเลือก ปธน.คนใหม่วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/591065

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2559 10:55

 

(จากซ้ายไปขวา : ถิ่น จอ,เฮนรี วาน เธียว,มินต์ ส่วย)

สมาชิกสภาเตรียมเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ขณะที่ตัวเต็งซึ่งคาดว่าจะมา‘วิน’ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ได้แก่นาย ถิ่น จอ เพื่อนสนิทของออง ซาน ซูจี

เมื่อ 15 มี.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกรัฐสภาของเมียนมา ร่วมประชุมเพื่อเตรียมเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ในวันนี้ (15 มี.ค.59) ซึ่งจะถือเป็นผู้นำที่มาจากพลเรือนเป็นครั้งแรกในช่วงเวลายาวนานกว่า 50 ปี ของเมียนมา หลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายเมื่อเดือน พ.ย.58

ขณะที่มีผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงประธานาธิบดี 3 คน ประกอบด้วย 1. นาย ถิ่น จอ วัย 70 ปี ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากสมาชิกสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร 2. นายแฮนรี วาน เธียว ซึ่งถูกเสนอชื่อโดยสภาสูง และ 3. นาย มินต์ ส่วย อดีตนายทหารยศพลเอกซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว วัย 64 ปี และได้รับการเสนอชื่อจากกองทัพที่รับการแต่งตั้งให้เข้าไปนั่งในสภา 25%

ออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี

นายถิ่น จอ เป็นเพื่อนสนิทกับนางออง ซาน ซูจี มายาวนาน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า นายถิ่น จอ ซึ่งถือเป็นมิตรที่มีความใกล้ชิดกับนางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี)มายาวนาน จะได้รับเลือกจากสมาชิกสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา สืบต่อจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งจะหมดวาระดำรงตำแหน่งในปลายเดือนมีนาคม นี้

ออสซี่ฉะมาเลย์คุกคามเสรีภาพสื่อ หลังจับนักข่าวแฉคดี ‘1MDB’-ปิดเว็บท่าดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590891

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2559 06:15

 

(ภาพ: AFP)

เมื่อ 14 มี.ค. นางจูลี บิชอป รมว.ต่างประเทศออสเตรเลีย แสดงความกังวล กรณีรัฐบาลมาเลเซียใช้มาตรการปราบปรามสื่อในมาเลเซียช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เข้าข่ายคุกคามเสรีภาพสื่อ รวมถึงกรณีล่าสุดที่นายลินตัน เบสเซอร์ และนายลุย เอโรกลู ผู้สื่อข่าวกับช่างภาพสถานีโทรทัศน์เอบีซี สื่อออสเตรเลีย ถูกตำรวจมาเลเซียควบคุมตัวและสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หลังทั้งคู่พยายามสัมภาษณ์นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเดินทางเยือนมัสยิดเมืองกูจิงในรัฐซาราวักเมื่อ 12 มี.ค.

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย (ภาพ: AFP)

เอบีซีระบุว่า เบสเซอร์และเอโรกลูได้รับมอบหมายให้ติดตามคดีนายนาจิบได้รับเงินสด 681 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นของขวัญ ซึ่งเกี่ยวโยงกับคดีกองทุน “1 เอ็มดีบี” อันอื้อฉาว แต่ทั้งคู่ไม่ได้บันทึกภาพหรือเสียงใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต และหน่วยอารักขาของนาจิบมิได้สั่งควบคุมตัว แต่ตำรวจระบุว่าทั้งคู่ละเมิดคำสั่งเจ้าหน้าที่ บุกข้ามรั้วกั้นประชิดตัวนาจิบ จึงถูกจับกุมตัวที่โรงแรมและยึดหนังสือเดินทาง พร้อมสอบปากคำนานกว่า 6 ชม.ก่อนปล่อยตัว แต่ทั้งคู่อาจถูกตั้งข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี

อนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียยังสั่งปิดเว็บท่า “เดอะ มาเลเซียน อินไซเดอร์” เว็บรวบรวมข่าวชื่อดังของมาเลเซีย ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลวิพากษ์วิจารณ์นายนาจิบอย่างต่อเนื่องด้วย.

ถิ่น จอ ลิ่วเข้าชิง ปธน.เมียนมา-ลุ้นโผคู่ชิงทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589603

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 มี.ค. 2559 05:30

ถิ่น จอ ลิ่วเข้าชิง ปธน.เมียนมา-ลุ้นโผคู่ชิงทหาร

(ภาพจาก:AP)

เมื่อ 11 มี.ค. สภาผู้แทนฯของเมียนมาลงมติเสียงข้างมาก 274 เสียง จากทั้งหมด 317 เสียง ซึ่งในจำนวนนี้มี ส.ส.พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) อยู่ 255 คน เพื่อเลือกและสนับสนุนการเสนอชื่อนายถิ่น จอ คนสนิทของนางอองซาน ซูจี ผู้ไม่ได้เป็น ส.ส.เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับคู่แข่งอีก 2 คน คือจากวุฒิสภา ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีเสนอเช่นกัน เพราะได้ครองเสียง ข้างมากทั้งสองสภา ผู้ถูกเสนอชื่อของวุฒิสภาก็คือ เฮนรี วาน ธิ ยู ซึ่งเป็นชาวรัฐฉิ่นจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่เอ็นแอลดีต้องการให้เป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมกาวใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาเกือบ 50 ปี ในยุครัฐบาลเผด็จการทหาร

ด้านคู่แข่งอีกหนึ่งคนของนายถิ่น จอ เป็น ตัวแทนจากฝ่ายทหารคือ มินต์ ส่วย มุขมนตรีนครย่างกุ้ง และเป็นอดีตนายทหารยศพลเอกพันธมิตรของ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย อดีตผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารนั่นเอง ส่วนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) พรรครัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่กำลังจะหมดวาระในปลายเดือน มี.ค. ได้เสนอชื่อลูกพรรคร่วมชิงด้วยเช่นกันคือ นายไส ม็อค คาม รองประธานาธิบดี และขิ่น อ่อง มินต์ อดีตประธานสภาผู้แทนฯ

ส่วนวันเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่ง ทั้งสองสภาจะประชุมร่วมกันเพื่อลงมติ โดยผู้ชนะจะได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนผู้ได้คะแนนเข้ามาอันดับ 2 และ 3 จะได้เป็นรองประธานาธิบดีและด้วยความที่พรรคเอ็นแอลดีครองเสียงข้างมาก ทั้งสองสภา ทำให้คนใดคนหนึ่งที่พรรคเอ็นแอลดีเสนอเข้ามาจะได้เป็นประธานาธิบดีและอีกคนจะได้เป็นรองประธานาธิบดีค่อนข้างแน่นอน

ขณะที่กรณีนางซูจีได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเป็นผู้นำเหนือประธานาธิบดีหลังรัฐธรรมนูญห้ามผู้ที่มีคู่สมรสหรือลูกเป็นชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดีนั้น นายจอ ธิฮา วุฒิสมาชิกสังกัด พรรคเอ็นแอลดี ระบุเมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดีคนใหม่จะรับคำสั่งจากนางซูจี “แม้ไม่ได้เป็นประธานาธิบดีแต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเธอจะควบคุมทุกอย่างและจะเป็นผู้ควบคุมพวกเรา” นายจอ ธิฮา กล่าว

นายโท จอ หล่าย นักวิเคราะห์การเมืองชาวเมียนมา คาดการณ์ว่าประชาชนจะไม่มีปัญหา กับกรณีดังกล่าว เพราะต่างได้เลือกตั้งเพื่อให้ได้ ความเปลี่ยนแปลง และตอนนี้ต้องการประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนแท้ๆ และคิดว่าสาธารณะคงไม่สนใจว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีนอมินีของใครหรือไม่.

5 ไต้ก๋งคนไทยไม่รอด! โดนศาลอินโดฯ ตัดสินจำคุก 3 ปี ใช้แรงงานพม่ายิ่งกว่าทาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589451

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มี.ค. 2559 17:33

5 ไต้ก๋งคนไทยไม่รอด! โดนศาลอินโดฯ ตัดสินจำคุก 3 ปี ใช้แรงงานพม่ายิ่งกว่าทาส

5 ไต้ก๋งเรือประมงชาวไทย ถูกศาลอินโดฯ ตัดสินจำคุกคนละ 3 ปี ทำผิดคดีค้ามนุษย์ ใช้แรงงานลูกเรือชาวพม่าหนักยิ่งกว่าทาส พร้อมโดนปรับเงิน และค่าชดเชยความเสียหายแก่ลูกเรือชาวพม่ารวมกว่า 3 ล้านบาท

เมื่อ 11 มี.ค. 59 สำนักข่าวเอพี รายงานจากเกาะอัมบน ของอินโดนีเซียว่า คณะผู้พิพากษาศาลอินโดนีเซียได้ตัดสินจำคุกไต้ก๋งเรือประมงชาวไทย 5 คน และชาวอินโดนีเซียอีก 3 คน เป็นเวลา3 ปี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบกระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยไต้ก๋งเรือชาวไทยทั้ง 5 คนและชาวอินโดนีเซียอีก 3 คน รวมเป็น 8 คนได้ถูกเจ้าหน้าที่ทางการอินโดนีเซียจับกุมตัวได้ที่หมู่บ้านบนเกาะห่างไกล ‘เบนจินา’ ในบริเวณหมู่เกาะโมลุกกะ ของประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือน พ.ค. 58

เอพี ยังรายด้วยว่า คณะผู้พิพากษาอินโดนีเซียยังมีคำสั่งให้จำเลยเหล่านี้จ่ายเงินค่าปรับคนละประมาณ 12,250 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 441,000 บาทด้วย หรือจะเลือกการรับโทษจำคุกเป็นเวลาอีกกว่า 2 เดือน ในเรือนจำที่อินโดนีเซีย นอกหนือจากนั้น ไต้ก๋งเรือชาวไทย 5 คน ยังต้องจ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหาย รวมแล้ว 67,800 ดอลลาร์ (2.44 ล้านบาท) ให้แก่บรรดาลูกเรือประมงลำนี้ด้วย

‘จากการตรวจสอบ พบว่าจำเลยเหล่านี้ทั้งหมดได้กระทำความผิดละเมิดกฏหมายค้ามนุษย์ และสมควรได้รับโทษ รวมถึงจ่ายเงินค่าปรับ’ นายอีดิ โตโต ปูร์บา หัวหน้าคณะผู้พิพากษากล่าว ขณะที่ เอพีแจ้งว่า ผู้พิพากษาอินโดนีเซียยังให้เวลา 1 สัปดาห์ กับคณะอัยการที่พยายามจะให้จำเลย ไต้ก๋งเรือชาวไทย 5 คนได้รับโทษหนักกว่านี้ คือถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปีครึ่ง ส่วนจำเลยชาวอินโดนีเซีย สมควรได้รับโทษจำคุก 3 ปีครึ่ง นอกจากนั้นแล้ว ผู้พิพากษายังให้เวลาแก่จำเลยทั้ง 8 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในการยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน

ทั้งนี้ มีลูกเรือชาวพม่า 13 คนที่ทำงานอยู่บนเรือประมงลำนี้ ให้การต่อศาลในฐานะพยาน โดยได้รับความคุ้มครองจากทางการอินโดนีเซีย และองค์กรคุ้มครองเหยื่อแรงงานค้ามนุษย์ ว่า พวกเขาถูกทรมาน และโดนบังคับให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ได้รับเงินค่าแรง พร้อมทั้งยังถูกขังไว้ในห้องแคบๆ เหมือนคุกที่อาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีบริษัททำประมง ‘ปูซากา เบจินา รีสอร์ต’ เป็นเจ้าของ แต่ตอนนี้บริษัทแห่งนี้ได้ถูกปิดไปแล้ว