กบฏปินส์ให้เวลา 1 เดือนจ่ายค่าไถ่แลกชีวิตตัวประกันต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589177

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มี.ค. 2559 06:30

กบฏปินส์ให้เวลา 1 เดือนจ่ายค่าไถ่แลกชีวิตตัวประกันต่างชาติ

(ภาพ: CNN)

กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในประเทศฟิลิปปินส์แพร่คลิปวิดีโอใหม่ เผยให้เห็นภาพตัวประกันชาวต่างชาติหลายคน ซึ่งวิงวอนขอให้รัฐบาลจ่ายค่าไถ่แลกตัวพวกเขาภายใน 1 เดือน มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกฆ่า…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กบฏแบ่งแยกดินแดน ‘อาบู ไซยาฟ’ ในประเทศฟิลิปปินส์เผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแสดงให้เห็นตัวประกันชาวต่างชาติอ้อนวอนขอให้รัฐบาลประเทศของพวกเขาจ่ายเงินค่าไถ่ให้กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกสังหารภายในระยะเวลา 1 เดือน

ภาพจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นชาย 3 คนโดย 2 คนในนี้ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า พวกเขาเป็นชาวแคนาดาและเป็นตัวประกัน โดยคนหนึ่งกล่าวว่า เขาถูกจับมาโดยกลุ่มอาบู ไซยาฟ เพื่อเรียกค่าไถ่ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขณะที่อีกคนพูดว่า เขาวิงวอนขอชีวิตในขณะที่นักรบติดอาวุธใช้มีดขนาดใหญ่จ่อคอ และใช้มืออีกข้างบีบแก้มของเขาอยู่ “ได้โปรดทำสิ่งที่จำเป็นตามความต้องการของพวกเขาภายใน 1 เดือน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะฆ่าผม พวกเขาจะประหารเรา”

ขณะที่ชายคนที่ 3 ซึ่งไม่ระบุสัญชาติของตัวเองระบุว่า “นี่เป็นข้อความสุดท้าย” “ติดตามการเจรจาและพยายามทำตามที่พวกเขาต้องการ” ทั้งนี้ คลิปวิดีโอล่าสุดถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กเป็นที่แรก โดยมีตัวประกันหญิงอีกคนปรากฏอยู่ในคลิปด้วย

ในเวลาต่อมา รัฐบาลแคนาดาเปิดเผยว่า พวกเขารับรู้เรื่องวิดีโอดังกล่าวแล้ว แต่ไม่อาจเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมได้ “รัฐบาลแห่งแคนาดาไม่สามารถแสดงความเห็นหรือเปิดเผยข้อมูลใดๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความพยายามหรือความปลอดภัยของพลเมืองแคนาดาทั้ง 2 คนได้”

อนึ่ง ดูเหมือนว่าตัวประกันทั้ง 4 คนที่ปรากฏในคลิปล่าสุดจะเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มคน 4 คน ที่ถูกลักพาตัวไปจากเมืองตากอากาศ โอเชียนวิว บนเกาะ ซามาล ใกล้เกาะมินดาเนา ในช่วงเย็นวันที่ 21 ก.ย. ปี 2015 โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของฐานที่มั่นของกลุ่มอาบูไซยาฟ โดยชายชาวแคนาดาทั้ง 2 คน มีชื่อว่า โรเบิร์ต ฮิล และ จอห์น ริดส์เดล ขณะที่ชายคนที่ 3 มีชื่อว่า คาร์ตาน เซคคิงสตัด

รู้จัก ‘ถิ่น จอ’! ตัวเก็ง ปธน.เมียนมา ตัวตายตัวแทน ‘ซูจี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589118

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มี.ค. 2559 05:30

รู้จัก 'ถิ่น จอ'! ตัวเก็ง ปธน.เมียนมา ตัวตายตัวแทน 'ซูจี'

ถิ่น จอ (ภาพ: reuters)

พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ซึ่งครองเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูงในเมียนมา เสนอชื่อนายถิ่น จอ เพื่อนสนิทของนางออง ซาน ซูจี เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มี.ค. ยุติการรอคอยกว่า 4 เดือนว่าใครจะเป็นผู้ปกครองเมียนมาในแทนสตรีเหล็กเจ้าของรางวัลโนเบลรายนี้

ชื่อของนายถิ่น จอ เพิ่งเริ่มถูกพูดถึงตามสื่อของเมียนมาในช่วงไม่นานมานี้ และเชื่อว่าจนกระทั่งเดือนที่แล้ว แม้แต่ชาวเมียนมาเองก็มีไม่กี่คนที่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับชายผู้เป็นตัวเก็งรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศรายนี้มากนัก วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จึงขอพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับนายถิ่น จอ กัน

ส.ส.พรรคเอ็นแอลดีลงชื่อเขาร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา (ภาพ: AP)

ประวัติ ถิ่น จอ

นายถิ่น จอ เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1946 เป็นนักเขียน, นักวิชาการ และปัจจุบันเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี เขาเป็นลูกชายของ มิน ธู วิน นักเขียนและนักกวีผู้ได้รับความเคารพอย่างสูง ซึ่งได้รับเลือกเข้าไปนั่งเก้าอี้ในสภาเมื่อปี 1990

ถิ่น จอ จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันเศรษฐกิจ ย่างกุ้ง ในปี 1968 (สมัยนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ย่างกุ้ง) นอกจากนี้เขายังเข้ารับการศึกษาต่อที่สถาบันวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยลอนดอนในปี 1971-72 และศึกษาที่โรงเรียนบริหาร อาร์เธอร์ ดี. ลิตเติล ในเมืองเคมบริดจ์ รับแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกาในปี 1987

นักการเมืองวัย 69 ปีรายนี้ เคยประกอบอาชีพหลายอย่างรวมทั้งเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงกิจการต่างประเทศในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970-80 ก่อนจะเกษียณตัวเองหลังจากกองทัพเริ่มกระชับอำนาจ เขายังเป็นนักเขียนภายใต้นามปากกาว่า ดาลา บัน ชื่อของนักรบเผ่าม้งชื่อดัง และเป็นประธาน กองทุน ‘ดอ ขิ่น จี’ องค์กรช่วยเหลือคนในพื้นที่ยากไร้ที่สุดในเมียนมา ก่อตั้งโดยนางซูจี และตั้งชื่อตามชื่อของแม่ผู้ล่วงลับของเธอ

ถิ่น จอ สมรสกับนาง ซู ซู ลวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมืองธงวา ทางใต้ของประเทศเมียนมา และเป็นประธานของคณะกรรมการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่บิดาของนางลวิน หรือพ่อตาของถิ่น จอ ก็คือ อู ลวิน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดีนั่นเอง

นายถิ่น จอ อยู่เคียงข้างนางซูจีมาตลอด วันที่ 13 พ.ย. 2010 ซึ่งเป็นวันที่เธอได้รับการปล่อยตัวจากการกักบริเวณ (ภาพ: AFP)

เพื่อนสมัยเด็กของซูจี และมิตรที่ไว้ใจได้ที่สุด

ชื่อของนายถิ่น จอ เป็นที่รู้จักในพรรคเอ็นแอลดีในฐานะผู้ภักดีต่อพรรคและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิดกับนางออง ซาน ซูจี โดยศึกษาที่โรงเรียนในนครย่างกุ้งมาด้วยกันกับนางซูจี ถูกพบเห็นว่าปรากฏตัวพร้อมกันและขับรถให้กับผู้นำพรรคเอ็นแอลดีอยู่บ่อยๆ เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบนางซูจีในระหว่างที่เธอถูกกักบริเวณอีกด้วย

ขณะที่นายถั่น มินอู นักประวัติศาสตร์, อดีตเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ และหลานของนายอู ถั่น อดีตเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ระบุผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า “ถิ่น จอ เป็นตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาที่ยอดเยี่ยม ทั้งได้รับความเคารพ, ไม่มีเรื่องเสื่อมเสียให้กล่าวหา และเป็นคนดีอย่างยิ่ง”

ถั่น มินอู ยังเคยบอกกับสำนักข่าว เดอะ การ์เดียน ด้วยว่า “พ่อของเขา (ถิ่น จอ) และปู่ของผมเป็นเพื่อนรักกัน เกิดในปี 1909 ห่างกันเพียงไม่กี่วัน นั่นคือความเชื่อมโยงของผม (กับถิ่น จอ) เขามาจากครอบครัวที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมเสรีนิยมของเมียนมาซึ่งถูกบดบังมานานเกือบ 1 ศตวรรษ”

ด้านนายวิน ทู ส.ส.ของพรรคชาติปะหล่อง (Ta’ang National party) ผู้แทนชนกลุ่มน้อยปะหล่อง กล่าวว่า เขาได้ยินชื่อเสียงในแง่บวกต่างๆ ของนายถิ่น จอ จากสื่อ และเขาเคารพนายถิ่น จอ ที่เป็นคนทำงานเพื่อการกุศลเช่นเดียวกัน

เฮนรี วาน ธียู ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาอีกคน เสนอชื่อโดยสภาสูง (ภาพ: AP)

ตัดสินขั้นสุดท้าย ใครจะเป็น ปธน.เมียนมา

ระบบการเลือกตั้งของเมียนมากำหนดให้ประธานาธิบดีของประเทศมาจากการโหวตเลือกจากตัวแทนที่สมาชิกสภานิติบัญญัติเสนอชื่อมาก โดยตัวเก็งอันดับ 1 ในเวลานี้คือนายถิ่น จอ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎรและจากพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาจากการชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพ.ย.อย่างถล่มทลาย

คนที่ 2 คือนายเฮนรี วาน ธียู ชนกลุ่มน้อยชาวรัฐชิน ได้รับการเสนอชื่อจากสภาสูง และคนที่ 3 คือ ขิ่น ออง มิน ทหารอากาศผู้ได้รับการเสนอชื่อจากฝ่ายทหาร ซึ่งได้สิทธิสงวนที่นั่งในสภาเอา 25%

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าการโหวตเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมาจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในสภาของเมียนมาว่า การโหวตอาจเกิดขึ้นในวันจันทร์หน้า (14 มี.ค.) โดยจากผู้ชนะการโหวตจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ส่วนผู้แพ้จะดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี

แม่ค้าชาวเมียนมา ขายเสื้อซึ่งสกรีนลายรูปใบหน้าของนางออง ซาน ซูจี (ภาพ: AFP)

ซูจียังคงเป็นผู้นำตัวจริง

การเลือกนายถิ่น จอ เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาของพรรคเอ็นแอลดี เป็นการยืนยันว่า นางออง ซาน ซูจี จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของเมียนมา แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวลือว่านางซูจีเข้าเจรจาลับกับฝ่ายกองทัพเพื่อหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามผู้ที่แต่งงานกับชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดีมาตลอดก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นเชื่อว่าซูจีจะยังคงเป็นผู้นำตัวจริงอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากเธอเคยประกาศเอาไว้หลังจากพรรคเอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้งใหม่ๆ ว่า เธอตั้งใจจะปกครองประเทศเหนือประธานาธิบดี

นายซิธู ออง มิน นักวิเคราะห์การเมืองชาวเมียนมา กล่าวว่า ซูจีจะเป็นผู้นำรัฐบาลตามที่เธอพูดเอาไว้ เธอจึงจำเป็นต้องเลือกใครบางคนที่สามารถช่วยได้ขึ้นมา เพราะเธอจะไม่สามารถทำงานได้หากเลือกคนที่ไม่สามารถช่วยเธอ หรือทำตามที่เธอต้องการ

ขณะที่คนธรรมดาผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีอย่างนายติน ฮลา ผู้จัดการร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเมียนมา กล่าวว่า ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีก็ตาม แต่ผู้นำประเทศที่แท้จริงนั้นชัดเจนอยู่แล้ว “เขาอาจเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร เพราะท่านผู้หญิง (ซูจี) จะเป็นผู้นำรัฐบาล”

วันที่รอคอย! พรรคNLD เสนอ ‘ถิ่น จอ’ คนสนิทซูจี ชิง ปธน.คนใหม่เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588778

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2559 12:48

วันที่รอคอย! พรรคNLD เสนอ ‘ถิ่น จอ’ คนสนิทซูจี ชิง ปธน.คนใหม่เมียนมา

(นายถิ่น จอ และนางออง ซาน ซูจี (บนซ้าย)

‘ถิ่น จอ’ ที่ปรึกษาคนสนิท ออง ซาน ซูจี ได้รับการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการจากสมาชิกสภาพรรคเอ็นแอลดี ให้เป็นหนึ่งในสองผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่  ขณะที่บรรดานักข่าวมั่นใจ ‘ถิ่น จอ’ จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ค่อนข้างแน่นอน

เมื่อ 10 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานสถานการณ์การเมืองในประเทศเมียนมาครั้งสำคัญได้มาถึงแล้ว เมื่อสมาชิกสภาสังกัดพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ได้เสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา 2 คน ได้แก่ นาย Hthin Kyaw (ถิ่น จอ)  และ นายเฮนรี วาน เธียว ซึ่งถือเป็นการยุติความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า  นางออง ซาน ซูจี จะไม่ใช่ประธานาธิบดีเมียนมาคนต่อไป หลังจากนำพรรคเอ็นแอลดี คว้าชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

เว็บไซต์ เมียนมา ไทมส์ สื่อในประเทศเมียนมา รายงานว่า ในการรประชุมสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ (10 มี.ค.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเอ็นแอลดี ได้เสนอชื่อ นายถิ่น จอ วัย 69 ปี ซึ่งถือเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากนางซูจีมายาวนาน และยังเคยทำหน้าที่คนขับรถให้แก่นางซูจี เป็นหนึ่งในผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ  ส่วนผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 3 จะถูกเสนอโดยคณะทหารที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภา ซึ่งครองที่นั่งในสภา 25%

สมาชิกสภาของเมียนมาเซ็นชื่อเข้าประชุมเมื่อ 10 มี.ค.59

ด้าน บีบีซี ชี้ว่า ตามความเห็นของบรรดาผู้สื่อข่าวแล้ว มีความเห็นว่า นายถิ่น จอ ซึ่งจบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมาค่อนข้างแน่นอน เพราะในขณะนี้ ถึงแม้การเจรจาของนางซูจีกับคณะผู้นำรัฐบาลทหารเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงดำเนินอยู่ แต่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติห้ามไม่ให้บุคคลใดที่มีสามี หรือมีบุตรเป็นชาวต่างชาติ ได้เป็นประธานาธิบดี จึงทำให้นางซูจี ซึ่งมีบุตรชาย 2 คน ถือสัญชาติอังกฤษ ถูกขัดขวางในการเป็นประธานาธิบดีของเมียนมา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นางซูจีจะหมดโอกาสได้เป็นประธานาธิบดี แต่นางซูจีเคยพูดไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า เธอ ‘อยู่เหนือ’ ประธานาธิบดี

อาคารรัฐสภาของเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์

ข่าวแจ้งว่า สมาชิกสภาเมียนมาจะทำหน้าที่ตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีคนใหม่จากจำนวนผู้ได้รับเสนอชื่อชิงประธานาธิบดี 3 คน โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่สืบต่อจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คนที่ได้รับคะแนนเสียงน้อย จะได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี.

ไปสิงคโปร์ ต้องพกเงินเยอะหน่อย!! ครองแชมป์เมืองของแพงที่สุดในโลกอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588731

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2559 11:41

ไปสิงคโปร์ ต้องพกเงินเยอะหน่อย!! ครองแชมป์เมืองของแพงที่สุดในโลกอีกแล้ว

สิงคโปร์ยังครองแชมป์ เมืองของแพงที่สุดในโลก ในปี 58 ตามด้วยกรุงซูริก, ฮ่องกงและเจนีวา ส่วนกรุงลูซากา เมืองหลวงแซมเบีย เป็นเมืองของถูกที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน ปี 58 ถือเป็นปีที่ราคาข้าวของในเมืองต่างๆ มีความเปราะบาง ผันผวนสูงสุดในช่วง 17 ปี ที่ผ่านมา

เมื่อ 10 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการจัดอันดับเมืองที่สินค้าราคาแพงในประเทศต่างๆ 133 เมืองทั่วโลก ปี 2558 โดยหน่วยข่าวกรองเศรษฐกิจ (The Economist Intelligence Unit) หรือ EIU ปรากฏว่าประเทศสิงคโปร์ยังครองแชมป์เมืองที่สินค้าราคาแพงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 ตามด้วย อันดับ 2 กรุงซูริก เมืองหลวงสวิตเซอร์แลนด์, อันดับ 3 ฮ่องกง, อันดับ 4 นครเจนีวา เมืองใหญ่อันดับ 2 ในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส อันดับ 5 และกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ อยู่ที่อันดับ 6

ส่วนเมืองที่สินค้าถูกที่สุดในโลก ได้แก่ กรุงลูซากา เมืองหลวงของประเทศแซมเบีย ตามด้วย เมืองบังกาลอร์ และเมืองมุมไบ ของอินเดีย อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ EIU พบว่า ราคาสินค้าในเมืองต่างๆ ทั่วโลกมีความเปราะบาง ไม่แน่นอน สูงมากขึ้น ซึ่ง จอน โคเปสเตค บรรณาธิการของ EIU ชี้ว่านับตั้งแต่เขาได้ทำการสำรวจในเรื่องนี้มานานเกือบ 17 ปี ยังไม่มีปีไหนที่ราคาสินค้าจะมีความผันผวน ไม่แน่นอนเท่ากับปี 2558 เลย

หอนาฬิกาบิก เบน พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน

บีบีซี แจ้งว่า การจัดอันดับเมืองสินค้าแพงของ EIU นั้น ได้มีการนำราคาสินค้ามาเปรียบเทียบกับค่าครองชีพกับนครนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐฯ โดยจากการสำรวจของ EIU เมื่อปี 58 พบว่า ถึงแม้สิงคโปร์จะเป็นเมืองที่มีข้าวของแพงที่สุดในโลก แต่ค่าครองชีพก็ถูกกว่านครนิวยอร์ก 10% ขณะที่การพิจารณาจัดอันดับเมืองที่มีสินค้าราคาแพงนั้น ยังคำนึงถึงเรื่องปัจจัยต่างๆ ด้านเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ไปจนถึงค่าเงินที่ลดลงของประเทศนั้นๆ, ราคาน้ำมันที่ลดลง, ราคาสินค้า, ความไม่แน่นอนของภูมิศาสตร์การเมือง.

ชาวอินโดฯหลายล้านสุดตื่นเต้น! ชีวิตนี้ได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588227

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2559 11:00

 

ตื่นตะลึง…ประชาชนหลายล้านคนในเอเชียเฝ้ารอดูปรากฏการณ์เกิดสุริยุปราคาด้วยความตื่นเต้น โดยเฉพาะที่อินโดนีเซีย ผู้คนพากันดีอกดีใจที่ได้เห็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวงนานถึง 2-3 นาที

เมื่อ 9 มี.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประชาชนหลายล้านคนในประเทศอินโดนีเซีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พากันมารอดูการเกิด‘สุริยุปราคา’เต็มดวงด้วยความตื่นตาตื่นใจ หลังจากปรากฏการณ์สุริยุปราคา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์โคจรมาบังดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดเงาบนโลก เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 06.19 น. ของเช้าวันที่ 9 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นในอินโดนีเซีย) ขณะที่ผู้คนในเอเชียต่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน แม้จะเห็นการเกิดสุริยุปราคาเพียงบางส่วนก็ตาม

บีบีซี แจ้งว่า ที่จังหวังเบลิตตุง ในประเทศอินโดนีเซีย มีผู้คนมากมายมารอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา บนชายหาดแห่งหนึ่ง และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นประสบการณ์อันมหัศจรรย์ของพวกเขาที่ได้มีโอกาสเห็นการเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงเช่นนี้

สำหรับการเกิดสุริยุปราคาในครั้งนี้ ได้เกิดคราสพาดผ่านมหาสมุทรอินเดียสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยช่วงต้นแนวคราสจะเคลื่อนผ่านเกาะใหญ่ๆ ในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และสุลาเวสี ซึ่งกินเวลานานประมาณ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยที่มาบา ในหมู่เกาะโมลุกกะ จะเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงนานถึงประมาณ 3 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาของการเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงที่นานที่สุดในอินโดนีเซีย ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ของอินโดนีเซียจะเห็นการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนานราว 2 นาทีเท่านั้น.

ตื่นเต้น..ชม ‘สุริยุปราคา’ เต็มดวงที่ อินโดนีเซีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ตื่นไม่ทันมาดูทางนี้ เก็บตก ‘สุริยุปราคา’ สวยงามตระการตาจริง
– แห่ดูคึกคัก สุริยุปราคา บนฟ้าเมืองไทย
– สุริยุปราคา ทั่วฟ้าเมืองไทย คลายแล้ว พบกันใหม่อีก 54 ปี

เตือน รบ.ปินส์ระวังถูกโจมตี หลังแผนจบศึกภาคใต้อืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587510

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2559 05:15

เตือน รบ.ปินส์ระวังถูกโจมตี หลังแผนจบศึกภาคใต้อืด

มูรัด อิบราฮิม ประธานกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (ภาพ: AP)

นายมูรัด อิบราฮิม ประธานกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (เอ็มไอแอลเอฟ) กลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนบนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ เตือนรัฐบาลฟิลิปปินส์เมื่อ 7 มี.ค.ให้เฝ้าระวังการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมอื่นๆ ซึ่งเคยประกาศสวามิภักดิ์ต่อ กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย และต่างไม่พอใจที่รัฐสภาฟิลิปปินส์ไม่ยอมพิจารณา รับร่างกฎหมายเปิดช่องให้ประกาศเขตปกครองตนเองของชาวมุสลิมทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อเดือน ก.พ. หลังร่าง ก.ม.ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบระหว่างการเจรจาแผนสันติภาพของกลุ่มเอ็มไอแอลเอฟและรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยมีมาเลเซีย ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

นายมูรัดระบุด้วยว่าแม้เอ็มไอแอลเอฟยังมิได้ปลดอาวุธถาวร แต่ตราบใดที่ยังมีโอกาสเจรจาสันติภาพ ก็จะไม่หวนกลับไปใช้วิธีการรุนแรง แต่ความล่าช้าในกระบวนการพิจารณาบังคับใช้ ก.ม.ข้างต้น อาจส่งผลให้แนวร่วมกลุ่มติดอาวุธมุสลิมอื่นๆ หันไปใช้วิธีการรุนแรงต่อสู้ตามแนวทาง ของไอเอสแทน.

ธนาคารต่างชาติหลั่งไหลเข้าเมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587032

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2559 05:30

ธนาคารต่างชาติหลั่งไหลเข้าเมียนมา

(ภาพ: AFP)

เมื่อ 6 มี.ค. ธนาคารกลางแห่งเมียนมาออกใบอนุญาตเบื้องต้นให้ธนาคารต่างชาติ 4 แห่ง ดำเนินการในเมียนมาได้ ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนาม ธนาคารพาณิชย์อี-ซันของไต้หวัน ธนาคารชินฮันของเกาหลีใต้ และธนาคารสเตทแบงก์ออฟอินเดีย ซึ่งเป็นกิจการรัฐบาลอินเดีย แต่ธนาคารที่ได้รับใบอนุญาตทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพจากรัฐบาลเมียนมาอีกครั้งหนึ่งจึงเปิดบริการได้อย่างเป็นทางการ

ข่าวแจ้งว่า นับตั้งแต่เมียนมาเริ่มปฏิรูปการปกครองในปี 2554 เพิ่ง มีธนาคารต่างชาติ 13 แห่งได้รับอนุญาตตั้งสาขาในเมียนมา ธนาคารที่ได้รับอนุญาตแห่งแรกคือ ธนาคารสัญชาติญี่ปุ่น โตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (บีไอเอ็มยู) ขณะที่ธนาคารอื่นๆมาจากกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก แต่ชาว เมียนมาจำนวนมากยังไม่เชื่อมั่นสถาบันการเงินและยังใช้เงินสดทำธุรกรรมต่างๆด้วยตนเองโดยไม่ผ่านธนาคาร

วันเดียวกัน หน่วยปราบปรามยาเสพติดเมียนมาแถลงยึดยาเสพติดจำนวนมากถูกซุกซ่อนในพาหนะจอดทิ้งไว้ในเมืองมัณฑะเลย์ ประกอบด้วย ยาบ้า 82 กก. เฮโรอีน 24 กก. ยาเม็ดกระตุ้นประสาท 6.8 ล้านเม็ด และฝิ่นอีก 15 กก. มูลค่ารวมกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,050 ล้านบาท) แต่จับกุมผู้เกี่ยวข้องไม่ได้.

ปินส์ยึดเรือสินค้าโสมเหนือตามบัญชีคว่ำบาตร UN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586662

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2559 23:55

 

(ภาพ: AP)

ประเทศฟิลิปปินส์ดำเนินการยึดเรือสินค้าของประเทศเกาหลีเหนือลำหนึ่งซึ่งมาจอดเทียบท่าเรือทางตะวันตกของเกาะลูซอน ตามมติคว่ำบาตรเพื่อตัดเส้นทางเงินรัฐบาลเปียงยางของสหประชาชาติ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศฟิลิปปินส์ดำเนินการยึดเรือสินค้าของประเทศเกาหลีเหนือลำหนึ่งแล้วโดยนายมาโนโล เกซอน รองโฆษกประธานาธิบดีระบุว่า พวกเขาต้องยึดเรือลำนี้เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือของสหประชาชาติ ซึ่งออกเพื่อลงโทษกรณีรัฐบาลเปียงยางทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 และยิงขีปนาวุธพิสัยไกล

เรือดังกล่าวมีชื่อว่า ‘จิน เต็ง’ เป็นหนึ่งในเรือ 31 ลำที่บริหารโดยบริษัท ‘โอเชียน มาริไทม์ เมเนจเมนต์’ ซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำอายัดทรัพย์และคว่ำบาตรโดยสหประชาชาติ หลังจากเรือของบริษัทนี้เคยถูกจับที่คลองปานามาเมื่อเดือนมิ.ย. 2013 และพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ในกระสอบใส่น้ำตาล

บริษัท โอเชียน มาริไทม์ เมเนจเมนต์ ยังถูกกล่าวหาเมื่อปีก่อนว่า พวกเขาได้เปลี่ยนชื่อเรือและให้เรือแล่นภายใต้ธงของต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม โดย เรือ จิน เต็ง ซึ่งถูกจับหลังเพิ่งเดินทางมาเทียบท่าที่อ่าว ซูบิค เยบ์ ทางตะวันตกของเกาะลูซอน ประดับธงของประเทศซูดานใต้

ขณะที่ตามการเปิดเผยของนาวาโท อาร์มานด์ บาลิโล โฆษก หน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบเรือ จิน เต็ง เมื่อวันศุกร์และพบปัญหาด้านความปลอดภัย และจะมีการตรวจสอบอีกครั้งในวันเสาร์ ขณะที่ลูกเรือทั้ง 21 คนให้ความร่วมมือดีมาก โดยพวกเขาจะถูกควบคุมตัวไว้จนกระทั้งถูกส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ สหประชาชาติบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรุนแรงต่อเกาหลีเหนือเมื่อวันพุธ (2 มี.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลเปียงยางตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 6 ลูกลงทะเล ต่อมา คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือออกคำสั้งให้ประเทศของเขาเตรียมพร้อมยิงอาวุธนิวเคลียร์ทุกเวลา

มาเลเซีย แอร์ไลน์สมึนตึ้บ! โดนฟ้องอีกกว่า 270 ล้าน MH370 สาบสูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582795

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 13:22

 

หญิงมาเลย์ ซึ่งสามีเป็นหนึ่งในผู้โดยสารเที่ยวบิน MH370 ที่หายสาบสูญ ตัดสินใจยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 270 ล้านบาท จากสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส และรัฐบาลมาเลเซีย ฐานละเลยและผิดสัญญา

เมื่อ 26 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน นางเค สรี เทวี หญิงชาวมาเลเซีย ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส รวมทั้งรัฐบาลมาเลเซีย เป็นเงิน 7.6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 273.6 ล้านบาท) ในฐานะที่สามีของนาง คือ นาย เอส ปัสปานาธาน เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบิน MH370 (เอ็มเอช 370) หายสาบสูญ โดยนางเทวี ได้กล่าวหา สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาเลเซีย ละเลยและผิดสัญญา

บีบีซี แจ้งว่า ในสำนวนคำฟ้องของนางเทวี ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมกับบุตรชายสองคน และพ่อตาแม่ยาย ยังได้ระบุว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานการบินพลเรือนและกองทัพอากาศของมาเลเซีย กำลังสูญเสียการติดตามเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ที่หายไปเมื่อ 8 มี.ค.57 ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง 239 ราย

‘คนเหล่านี้กำลังรอฟังความคืบหน้าของการค้นหาเครื่องบินที่หายสาบสูญ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยจนถึงขณะนี้ ทุกๆ คนกำลังหวังว่าจะได้รับคำตอบบางประการจากกระบวนการทางศาล’ ทนายความของนางเทวี กล่าวกับนักข่าวเอพี ขณะที่มีรายงานว่า ได้มีญาติของผู้โดยสารเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 หลายคน ยื่นฟ้อง หรือกำลังเตรียมจะยื่นฟ้องในข้อหาคล้ายคลึงกันนี้ในประเทศอื่นๆ ด้วย นอกเหนือจากที่มาเลเซีย.

UN เตือน อาชญากรรมข้ามชาติแผ่อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582567

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.พ. 2559 02:40

 

(ภาพ: AFP)

เมื่อ 25 ก.พ. สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยผลประเมินสถานการณ์อาชญากรรมข้าม ชาติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หลัง 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) บรรลุเงื่อนไขการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการช่วงสิ้นปี 2558 โดยยูเอ็นโอดีซีเตือนว่า สถิติอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ เพราะการเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างประเทศและการเปิดเสรีการค้าทำให้การเคลื่อนย้ายสิ่งผิดกฎหมายทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการลอบค้ายาเสพติด, สัตว์ป่า, ไม้เถื่อน รวมถึงการปลอมแปลงสินค้าและการค้ามนุษย์

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาชญากรรมข้ามชาติสะพัดในกลุ่มประเทศอาเซียนเกิดจากกระบวนการตรวจสอบและจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐบาลอาเซียนไม่เข้มงวดกวดขันพอ ขณะที่ธุรกิจผิดกฎหมายทำรายได้ในตลาดมืดประมาณปีละ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 105 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ นายทอร์ด ลุนสตอร์ม นักวิจัยชาวสวีเดน ซึ่งทำงานด้านสื่อออนไลน์ในเมียนมา แถลงเตือนว่า กลุ่ม “เดอะ บลิงค์ แฮ็กเกอร์” ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้โจมตีเว็บไซต์สำนักงานตำรวจของไทย เมื่อเดือน ม.ค. อาจเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายทหารเมียนมา เพราะกลุ่มดังกล่าวโจมตีเว็บไซต์สื่อเมียนมาที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและกองทัพมาก่อน ทั้งสำนักข่าวอิรวดีและดีวีบี.