โปร่งใส! ปินส์เชิญจนท.มนุษยชน UN สืบการตายเหยื่อสงครามยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 00:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751936

 

รัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งคำเชิญถึงเจ้าหน้าที่เขียนรายงานสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ให้เข้ามาสอบสวนคดีการสังหารผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดจำนวนหลายพันคน ในสงครามปราบยาเสพติดของประธานาธิบดีดูเตร์เต…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 ต.ค. รัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์ได้ส่งคำเชิญเจ้าหน้าที่เขียนรายงานสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (UN) ให้มาตรวจสอบกรณีตำรวจวิสามัญฆาตกรรมและการสังหารผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดกรณีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสงครามปราบยาเสพติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต แล้ว

นายเอร์เนสโต อาเบญา โฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ทำเนียบประธานาธิบดีได้ส่งคำเชิญถึงดร. แอกเนส คัลลามาร์ด ผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติ และกำลังรอการตอบรับของเธอ” รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังเรียกร้องให้นางคัลลามาร์ดสืบสวนกรณีที่ตำรวจถูกผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดสังหารด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดในฟิลิปปินส์


ดร. แอกเนส คัลลามาร์ด ผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติ

ทั้งนี้ การกวาดล้างยาเสพติดขนานใหญ่ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่นายดูเตร์เตรับตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อเดือนก.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,300 ราย ทั้งจากฝีมือตำรวจและสถานการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทำให้หน่วยงานนานาชาติเช่น สหประชาชาติ, สหภาพยุโรป, สหรัฐฯ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการสังหารโดยไม่เคารพกฎหมายนี้

อย่างไรก็ตาม นายดูเตร์เตปฏิเสธความกังวลของนานาชาติ และบอกว่าการกวาดล้างยาเสพติดเป็นเรื่องภายในของฟิลิปปินส์ เขายังใช้ถ้อยคำรุนแรงและหยาบคายโจมตีประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ และนาย บัน คี-มูล เลขาธิการสหประชาชาติ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายปราบยาเสพติดของเขาด้วย

ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเดือนก่อน ประธานาธิบดีดูเตร์เตท้าทายนายบัน แลัะผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานสิทธิมนุษยชนนานาชาติ ให้เดินทางมาฟิลิปปินส์ เพื่อสืบสวนคดีการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยของตำรวจ และเพื่อเผชิญหน้ากับเขาในการโต้วาทีต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งจากนั้นไม่นานนางคัลลามาร์ดก็ประกาศแผนรับคำท้าของนายดูเตร์เต

เธอยังบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีด้วยว่า เธอจะหารือกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ เพื่อกำหนดเวลาและกรอบของภารกิจค้นหาความจริงของเธอ, และขอคำรับประกันเรื่องเสรีภาพในการเดินทาง, การสืบสวน และความปลอดภัยของทีมเจ้าหน้าที่ของเธอรวมทั้งผู้ที่เธอจะสัมภาษณ์ด้วย

 

ยะไข่เดือดวันที่ 3! คนร้ายร่วม 300 รุมยำ ถล่มทหารเมียนมา ดับอีก 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751591

 

เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา ติดต่อเป็นวันที่ 3 คนร้ายยกกำลังมากว่า 300 คน พร้อมอาวุธครบมือ ทั้งมีดทั้งปืน บุกโจมตีทหารที่เมืองมังดอว์ ติดชายแดนบังกลาเทศ ดับอีก 4 นาย

เมื่อ 12 ต.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยสื่อท้องถิ่นในเมียนมา รายงานว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ นับ 300 คน พร้อมด้วยอาวุธปืนสั้น มีดสั้น มีดยาวครบมือ บุกโจมตีทหารเมื่อวันที่ 11 ต.ค. เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิตอีก 4 นาย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคารที่ 10 ก็เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายโจมตีเจ้าหน้าที่ทหาร ที่หมู่บ้าน พยองปิต ในเมืองมังดอว์ เป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และทหารยังพบร่างคนเสียชีวิตอีก 7 ราย อยู่ในหลุมขนาดใหญ่ด้วย และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ต.ค. ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายเกือบร้อยคน บุกถล่มสถานีตำรวจ 3 แห่งในเมืองมังดอว์ บริเวณชายแดนรัฐยะไข่ เป็นเหตุให้มีนายตำรวจเสียชีวิตมาแล้ว 9 นาย ขณะที่ฝ่ายคนร้าย สิ้นชีพไป 8 ราย


พิธีศพตำรวจ 9 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มคนร้่ายบุกโจมตีสถานีตำรวจ 3แห่งในเมืองมังดอว์ เมื่อ 9 ต.ค.

ด้านผู้สื่อข่าวบีบีซีในนครย่างกุ้ง เผยว่า เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานระบุแน่ชัดว่ากลุ่มติดอาวุธกลุ่มดังกล่าว อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุความไม่สงบในรัฐยะไข่ แต่คาดว่าอาจเป็นฝีมือกลุ่มชาวโรฮีนจา ขณะที่ทางการเมียนมาไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวในพื้นที่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมียนมาเครียด! กลุ่มติดอาวุธร่วมร้อยถล่ม 3 โรงพักที่ยะไข่ ตายอื้อ 17

 

เมียนมาเครียด! กลุ่มติดอาวุธร่วมร้อยถล่ม 3 โรงพักที่ยะไข่ ตายอื้อ 17

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2559 19:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749366

 

(พล.ต.อ.ซอว์ วิน ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมียนมา แถลงข่าว)

เดือด!.. กลุ่มคนร้าย 20-90 คน ยกกำลังบุกถล่มโรงพัก 3 แห่ง ในเมืองมังดอว์ รัฐยะไข่ ติดชายแดนบังกลาเทศ ปะทะกันดุเดือด ดับอย่างน้อย 17 ราย ตำรวจสิ้นชีพ 9 มือปืน ตาย 8  คาดฝีมือกลุ่มกบฏมุสลิมโรฮีนจา

เมื่อ 10 ต.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กลุ่มมือปืนประมาณ 20-90 คน ยกกำลังบุกสถานีตำรวจ 3 แห่ง ในเมืองมังดอว์ รัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกของประเทศ ติดกับชายแดนของประเทศบังกลาเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 9 ต.ค. จนเกิดการยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 17 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 9 ราย และฝ่ายคนร้าย 8 ราย เบื้องต้น ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ขณะที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ คาดเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมโรฮีนจา

เว็บไซต์ เมียนมา ไทม์ รายงานอ้างการเปิดเผยของ นายอู ถิ่น มอง ส่วย เจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐยะไข่ว่า กลุ่มคนร้ายที่บุกโจมตีสถานีตำรวจ 3 แห่ง ที่พื้นที่ติดชายแดนบังกลาเทศ เป็นฝีมือของกลุ่มกบฏ RSO (Rohingya Solidarity Organisation) หรือรู้จักในชื่อว่าองค์กรความสามัคคีของโรฮีนจา ทว่า นายอู ถิ่น มอง ส่วย ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าเขาทราบข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าวที่ใด ทั้งนี้ กลุ่มกบฏ RSO เป็นกลุ่มติดอาวุธของชาวมุสลิมโรฮีนจากลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แต่ไม่มีใครคาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นในระยะนี้


เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ม หลังเกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีสถานีตำรวจในรัฐยะไข่ เมื่อ9ต.ค.

ข่าวแจ้งว่า เหตุรุนแรงในเมืองมังดอว์ เกิดขึ้นขณะที่ทางการเมียนมา ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกบ้านในยามวิกาล หลังจากเกิดเหตุนแรงในรัฐยะไข่มาตั้งแต่ปี 2555 ระหว่างชาวมุสลิมโรฮีนจา กับชาวเมียนมานับถือพุทธ ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ในรัฐ เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก

 

ทูตไทย กรุงโตเกียว ขึ้นเวทีครบรอบ 50 ปี อาเซียน ย้ำความร่วมมือญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559 02:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747062

 

ทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ร่วมบรรยายงานสัมมนาวิชาการ ครบรอบ 50 ปี ก่อตั้งอาเซียน ชี้ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือครอบคลุมรอบด้านในการพัฒนาภูมิภาค มีบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐาน ลดเหลื่อมล้ำในอาเซียน…

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 7 ต.ค. นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ในฐานะประธานคณะกรรมการอาเซียนประจำกรุงโตเกียว (ASEAN Committee in Tokyo: ACT) ได้เป็นวิทยากรในงานสัมมนาวิชาการ “Symposium: Towards the 50th Anniversary of ASEAN – ASEAN – Japan Relations and Regionalism” ซึ่ง ASEAN – Japan Center และ ACT ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อนำไปสู่การฉลองครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียนในปี 2560 โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และภาครัฐบาล เข้าร่วมกว่า 300 คน


นายบรรสาน ได้บรรยาย กล่าวถึง มุมมองของอาเซียนต่อความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น ว่า มีความใกล้ชิดและเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และการพัฒนาในภูมิภาค ซึ่งญี่ปุ่นสามารถขยายบทบาทในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลดความเหลื่อมล้ำในอาเซียน เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงและการพัฒนาในภูมิภาค ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นจะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งเอเชีย


อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสัมมนาวิชาการ ได้มีการจัดงานเลี้ยงรับรองในเวลา 18.00 น. ซึ่งนายบรรสาน ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงานดังกล่าว โดยมีนายโนะบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเป็นแขกเกียรติยศ และมีเอกอัครราชทูตอาเซียน ประจำประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนบุคคลสำคัญในแวดวงต่าง ๆ ของญี่ปุ่นเข้าร่วม ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในสังคมญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่โอกาสการครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งอาเซียนในปี 2560 และเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของไทยในอาเซียน รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของไทยในการเป็น Gateway เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียน.


งานเข้า! หนุ่มแฮกคอมฯ ฉายหนังโป๊บนจอโฆษณากลางจาการ์ตา อาจโดนจำคุก 6ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 14:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745177

 

ตำรวจอินโดฯ รวบหนุ่มไอทีวัย 24 ‘มือบอน’ ..ต้องสงสัย ‘แฮก’ ระบบคอมฯ แล้วฉายหนังโป๊แทน บนจอโฆษณายักษ์ริมถนนก่อนขึ้นทาง มอเตอร์เวย์ในกรุงจาการ์ตา จนสร้างความฮือฮาแตกตื่นแก่บรรดาผู้คนที่ขับขี่ยวดยานพาหนะ เจ้าตัวคาดไม่ถึง อาจเจอโทษจำคุกนานถึง 6ปี

6 ต.ค. 2559 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ชาวอินโดนีเซีย วัย 24 เจอข้อหาหนัก จนอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดนานถึง 6 ปี หลังจากถูกตำรวจในกรุงจาการ์ตา จับกุมเมื่อวันอังคารที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ฐานตกเป็นผู้ต้องสงสัย ‘แฮก’ เจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ระบบป้ายโฆษณายักษ์ จอแอลซีดีริมถนนก่อนขึ้นทางมอเตอร์เวย์ กลางกรุงจาการ์ตา โดยเปลี่ยนเป็นฉายหนังโป๊ “โตเกียว ฮอต” เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา จนสร้างความฮือฮาให้แก่ผู้คนที่ขับขี่ยวดยานพาหนะบริเวณนั้นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

ข่าวแจ้งว่า ชายหนุ่มคนดังกล่าวซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ยอมรับว่าเขาได้แฮกระบบ และฉายหนังโป๊เรื่อง “โตเกียว ฮอต” บนจอโฆษณายักษ์กลางกรุงจาการ์ตาจริง แต่คาดไม่ถึงว่าจะเจอโทษหนักขนาดนี้ เพราะถึงแม้หนังโป๊ที่ปรากฏบนระบบป้ายโฆษณาจะเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เพราะจะมีโฆษณามาขั้น แต่ก็ไม่รอดพ้นผู้คนที่เห็นและถ่ายภาพ พร้อมทั้งนำไปโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเชีย เป็นประเทศมุสลิม ทำให้มีกฎหมายที่เข้มงวดเป็นอย่างมากสำหรับการเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร โดยปกติแล้วฉากโรแมนติกในละคร หรือภาพยนตร์ที่ฉายในอินโดนีเชียจะถูกเบลอหรือตัดออก โดยฝ่ายตรวจสอบเซนเซอร์ของรัฐบาล รวมไปถึงเว็บโป๊ต่างๆ ก็ถูกบล็อกหมด

 

เศร้า! นักดำน้ำพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสิงคโปร์ โดนเงี่ยงปลากระเบนแทงดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 00:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744776

 

เกิดเหตุนักดำน้ำของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเก่าแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ถูกเงี่ยงปลากระเบนแทงเสียชีวิต ขณะกำลังเตรียมขนย้ายสัตว์น้ำไปยังสถานที่แห่งใหม่ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ฟิลิป ชาน นักดำน้ำวัย 62 ปี ของ ‘อันเดอร์ เวิลด์ สิงคโปร์’ (UWS) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทะเล ในประเทศสิงคโปร์เสียชีวิตเมื่อวันอังคารที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจากถูกปลากระเบนทำร้ายบริเวณหน้าอก ขณะที่เขากำลังเตรียมขนย้ายสัตว์น้ำไปยังตู้เลี้ยงปลาตู้ใหม่

กองกำลังป้องกันพลเรือนแห่งสิงคโปร์ (SCDF) ระบุว่า พวกเขาส่งรถพยาบาลไปยังที่เกิดเหตุในช่วงบ่ายวันอังคาร และถึงสวนน้ำอันเดอร์ เวิลด์ สิงคโปร์ ในเวลาประมาณ 14:20น. ซึ่งระหว่างที่มาถึงทีมแพทย์ก็พบนายชานนอนอยู่ใกล้กับทางเข้าสวนน้ำ และทำการนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพ หรือ ซีพีอาร์ หลังจากสอบถามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จากนั้นนายชายก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทำซีพีอาร์ตลอดการเดินทาง

ขณะที่บริษัท ‘หู่ ปา คอร์เปอเรชัน’ (Haw Par Corporation) บริษัทผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ซึ่งเป็นเจ้าของส่วนน้ำแห่งนี้ ออกแถลงการณ์ในวันพุธที่ 5 ต.ค. ยืนยันว่า นายชานเสียชีวิตที่โรงพยาบาล สิงคโปร์ เจเนอรัล (SGH) จากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ 2-3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ

บริษัท หู่ ปา เผยอีกว่า สวนน้ำอันเดอร์ เวิลด์ สิงคโปร์ ยุติปฏิบัติการมาตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. แล้ว แต่นายชานเป็นเจ้าหน้าที่ 1 ใน 10 คนที่ยังทำงานดูแลสัตว์น้ำภายในสวนน้ำ ระหว่างที่พวกเขากำลังหาบ้านที่เหมาะสมให้สัตว์น้ำเหล่านี้ ทางบริษัทยังได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนายชาน และเสนอจะใช้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของนายชานทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้

ด้านกระทรวงบุคลากร (Ministry of Manpower: MOM) ของสิงคโปร์ ออกคำสั่งให้บริษัท หู่ ปา หยุดการขนย้ายสัตว์ทะเลทั้งหมด หลังเกิดเหตุสลดในครั้งนี้ “การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พนักงานรายนี้ถูกเงี่ยงปลากระเบนแทงเข้าที่อก ขณะที่เขากำลังอยู่ระหว่างย้ายสัตว์ตัวนี้ออกจากแทงก์ หลังเกิดเหตุ เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่เสียชีวิตเพราะบาดแผลที่ได้รับ” MOM ระบุอีกว่า การสืบสวนของพวกเขายังดำเนินต่อไป

 

สิงคโปร์ระดมทีมแพทย์ ช่วยเต็มกำลังนร.ไทยถูกรถชน มีแผนใส่กระโหลกเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743847

 

ทีมแพทย์สิงคโปร์ยันระดมกำลังกันเต็มที่ช่วยรักษาเด็กนักเรียนไทยที่ถูกรถชน และมีแผนจะใส่กะโหลกเทียมให้ แต่ต้องรอให้คนไข้แข็งแรงดีก่อน ตัวแทนสถานทูตไทยในสิงคโปร์รุดเยี่ยมและรับรองเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เป็นเงิน ก้อนโต ขณะที่ตำรวจสิงคโปร์แจ้งเหตุที่ยังไม่สรุปคดีเพราะรอให้ผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้น แล้วจะสอบปากคำที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัวคนไข้

ความคืบหน้ากรณีน้องลักษณ์-น.ส.อรุณลักษณ์ เจตนาธรรมจิต อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น S.2 (เทียบเท่า ม.2 ของไทย) โรงเรียนซานยู แอดแวนติสต์ สิงคโปร์ ถูกรถชนอาการโคม่านอนไม่ได้สติ อยู่ที่โรงพยาบาล KK Women’s and Children’s เป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือนและคดียังไม่มีความคืบหน้า ตามที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเสนอข่าวไปนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. เวลา 08.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่โรงพยาบาล KK Women’s and Childen’s มีการประชุมทีมแพทย์ผู้รักษาน้องลักษณ์เพื่อวางแนวทางรักษา โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสิงคโปร์ และพ่อแม่ของน้องลักษณ์เข้าร่วมฟังด้วย เบื้องต้นมีรายงานว่า ทีมแพทย์มีแผนจะผ่าตัดใส่กะโหลกเทียมให้น้องลักษณ์ แต่ต้องรอให้สภาพร่างกายของคนไข้แข็งแรงขึ้นก่อน ระหว่างนี้จะส่งแพทย์ด้านกายภาพบำบัดมาช่วยดูแลฟื้นฟูร่างกายของน้องลักษณ์ไปด้วย

นายสรายุทธิ์ เจตนาธรรมจิต พ่อของน้องลักษณ์ เปิดเผยกับ “ไทยรัฐ” ว่า ตอนนี้อาการของลูกสาวยังทรงอยู่ แต่เริ่มมีการตอบสนองตามที่หมอสั่งได้บ้าง ตายังปรือ มือขยับได้บ้าง ทานอาหารเหลวทางสายยาง ยังมีเสมหะเวลาไอ คุณหมอได้มาช่วยสอนให้ตนกับภรรยาช่วยทำกายภาพให้ลูกด้วยการยกแขนขาเพื่อให้กล้ามเนื้อมีแรง คุณหมอยังบอกอีกว่า ถ้าน้องลักษณ์รู้สึกตัว และร่างกายแข็งแรงระดับหนึ่ง ก็พาตัวกลับไปรักษาก่อนที่ประเทศไทยได้ ขอบคุณสถานทูตไทย ชาวไทยในสิงคโปร์ และชาวสิงคโปร์ทุกคน ที่ให้การช่วยเหลือน้องลักษณ์กับครอบครัวของตนอย่างมาก ทั้งเรื่องการติดตามความคืบหน้าคดี จัดหาล่ามมาช่วยให้สื่อสารกับโรงพยาบาลและทีมแพทย์ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันในสังคมโซเชียลของสิงคโปร์ ยังคงมีการรณรงค์ระดมเงินบริจาคช่วยเหลือ “น้องลักษณ์” อย่างต่อเนื่อง โดยมีชาวสิงคโปร์ ชื่อ Dennis Yeo ตั้งกระทู้ระดมเงินบริจาคช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลน้องลักษณ์ทางเว็บไซต์ https://give.asia/ นอกเหนือจากสมาคมไทย (สิงคโปร์) ที่เปิดสายด่วนฮอตไลน์ในสิงคโปร์ เบอร์ 9448 8411 ยังมีชาวมาเลเซียที่ทราบข่าว อาสาเป็นล่ามให้ครอบครัว “เจตนาธรรมจิต” อีกด้วย ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ได้แจ้งผู้ประสงค์ให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษา น.ส.อรุณลักษณ์ บริจาคได้โดยตรงให้แก่บิดาของ น.ส.อรุณลักษณ์ ชื่อบัญชี “นายสรายุทธิ์ เจตนา-ธรรมจิต” ธนาคารกรุงไทย สาขาทับเที่ยง หมายเลขบัญชี 9311231800

วันเดียวกัน เพจสมาคมไทย (สิงคโปร์) (Thai Association Singapore) ลงข้อความระบุว่า นางพรพิมล เฉลิมพลานุภาพ และนางพาชื่น มาไลยพันธุ์ กรรมการจากสมาคมไทย (สิงคโปร์) ได้เป็นตัวแทนของสมาคมไปเยี่ยมน้องอรุณลักษณ์ พร้อมทั้งได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวน $500 แก่พ่อและแม่ของน้องลักษณ์ด้วย

ขณะที่นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ อัครราชทูต ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ได้นำคณะไปเยี่ยม น.ส.อรุณลักษณ์ที่โรงพยาบาล พบกับนายสรายุทธิ์ เจตนาธรรมจิต บิดาของน้องลักษณ์ แจ้งให้ทราบว่าสถานเอกอัครราชทูตยินดีให้การช่วยเหลือเต็มที่ ในการประสานงานเรื่องการรักษาพยาบาล หรือเรื่องอื่นๆ พร้อมกันนี้นายชัยรัตน์ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบว่า สถานเอกอัครราชทูตจะรับรองเรื่องค่าใช้จ่ายระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาเปิดเผยว่า อาการของน้องลักษณ์อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย การรักษาเน้นการฟื้นสภาพของการทำงานสมองและประสาท เป็นการรักษาในระยะยาว อีก 4-6 สัปดาห์จะสามารถสวมกะโหลกเทียมให้ได้ ซึ่งแพทย์ระบุอีกว่าจะรักษาดูแลอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้การฟื้นฟูกลับคืนโดยเร็วที่สุด

ด้านนายธงชัย ชาสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ เปิดเผยว่า ผลคดียังไม่ได้สรุปเนื่องจากรอการสอบสวนของตำรวจ จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ช่วยประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลการช่วยเหลือตามสิทธิที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับ และได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานตำรวจสิงคโปร์ ให้ช่วยเร่งรัดคดี รวมทั้งฝ่ายผู้บาดเจ็บยังไม่ได้สติ หน่วยงานตำรวจสิงคโปร์ได้รับเรื่องไว้แล้ว กรณี น.ส.อรุณลักษณ์ทราบจากตำรวจว่า รู้ตัวคนขับรถที่ชนและมีการสอบปากคำไว้แล้ว และตำรวจแจ้งยืนยันมาว่าที่ยังไม่สรุปคดี เนื่องจากต้องการสอบถามผู้ได้รับบาดเจ็บ หลังอาการดีขึ้นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อประโยชน์ของผู้บาดเจ็บเอง ซึ่งการทำคดีของตำรวจสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้

 

เยี่ยมคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743831

 

นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ อัครราชทูตประจำ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ ไปเยี่ยม น.ส.อรุณลักษณ์ เจตนาธรรมจิต นักเรียน ไทยที่ยังนอนหมดสติอยู่ใน รพ. หลังถูกรถชน ขณะข้ามถนนที่สิงคโปร์ ขณะที่พ่อเผยอาการลูกสาวยังทรง แต่เริ่มมี การตอบสนองตามที่หมอ สั่งได้บ้าง ด้านตำรวจแจงเหตุยังไม่สรุปคดี รอคนเจ็บอาการดีขึ้น.

 

ฮ.กองทัพอากาศมาเลเซียระทึก! ตกใส่ ร.ร.ที่รัฐซาบาห์ สุดปาฏิหาริย์ รอดหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 12:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742962

 

(ภาพจากยูทูบ: The Star Online)

หวาดเสียว…เฮลิคอปเตอร์กองทัพอากาศมาเลเซีย ประสบเหตุตกใส่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่เมืองตาเวา รัฐซาบาห์ ขณะพยายามขอลงจอดฉุกเฉิน เดชะบุญ นักบินและผู้โดยสารบนเครื่อง 14 คน รอดหมด ไม่มีใครเสียชีวิต

เมื่อ 4 ต.ค.59 เว็บไซต์ Malaysiakini รายงานเกิดอุบัติเหตุสุดระทึก เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศมาเลเซีย รุ่น Nuri บรรทุกนักบินและผู้โดยสาร 14 คน ประสบเหตุตกใส่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเมืองตาเวา รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ของเช้าวันที่ 4 ต.ค. ขณะนักบินพยายามจะนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดฉุกเฉิน ที่ทุ่ง SMK Balung (เอสเอ็มเค บาลัง) โชคดีที่นักบินและผู้โดยสารบนเครื่องทั้ง 14 คนรอดชีวิตทั้งหมด

ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ได้บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเมื่อตอนเวลา 07.30 น. เพื่อไปทำการฝึกซ้อมตามปกติ แต่ประสบเหตุ จนต้องขอลงจอดฉุกเฉินบนทุ่ง เอสเอ็มเค บาลัง และตกลงใส่โรงเรียนแห่งนี้ในที่สุด โดยกองทัพอากาศมาเลเซียได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยไปยังจุดเฮลิคอปตอร์ตก เพื่อกู้ซากเฮลิคอปเตอร์ รวมทั้งยังได้ตั้งทีมพิเศษขึ้นมาสอบสวนหาสาเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งนี้

ขณะที่ภาพถ่ายในที่เกิดเหตุ ซึ่งถูกนำมาแชร์เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า มีผู้ประสบเหตุคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นนักบิน หรือคนในโรงเรียนที่เจอ‘แจ๊กพ็อต’เฮลิคอปเตอร์ตกใส่พอดี.

 

สลดตีนผีชนนร.ไทย นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราในสิงคโปร์นานครึ่งเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742706

 

หัวอกพ่อแม่ระทม ส่งลูกสาวคนเดียว วัย 16 ปี ไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ แต่กลับตกเป็นเหยื่อตีนผีซิ่งฝ่าไฟแดงชนกระเด็น อาการสาหัส เป็นเจ้าหญิงนิทรา ใน รพ.นานกว่าครึ่งเดือน พ่อเหยื่อระบุรีบเดินทางตามไปเฝ้าถึงข้างเตียงทันทีที่รู้ข่าว ผ่ากะโหลกแล้ว 2 ครั้ง หมดค่ารักษาไปล้านกว่าบาท ได้แต่หวังปาฏิหาริย์ ที่สุดช้ำคดีกลับไม่คืบหน้า อ้างต้องรอคนเจ็บฟื้นมาให้ปากคำ ด้านกรมการกงสุลไทยยืนยันสถานทูตไทยในสิงคโปร์รู้เรื่องแล้ว และเข้าเยี่ยมที่ รพ.ตลอด พร้อมเร่งประสานเรื่องประกัน ส่วนเรื่องคดียังต้องรอตำรวจท้องที่สอบสวนก่อน

เรื่องราวของสาวน้อยวัย 16 ปี นักเรียนไทย ที่พ่อแม่ส่งไปเรียนที่สิงคโปร์ เป็นความหวังของบ้าน แต่กลับถูกตีนผีซิ่งรถมาชนจนอาการโคม่า นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรามาตั้งแต่ราวกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 ต.ค.หลังได้รับการประสานจาก นางยีน เฟื่องฟู คนไทยในสิงคโปร์ ว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย.เดินทางไปทำธุระที่โรงพยาบาล KK Women’s and Children’s และได้พบ น.ส.อรุณลักษณ์หรือน้องลักษณ์ เจตนาธรรมจิต อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นเอส 2 (เทียบเท่า ม.2 ของไทย) โรงเรียนซานยู แอดแวนติสต์ ถูกรถชนอาการโคม่านอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเป็นเวลา 10 กว่า วันแล้ว ไม่มีเพื่อน และครอบครัวสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จากการพูดคุยกับพ่อแม่ของน้องลักษณ์ ทราบว่า น้องประสบอุบัติเหตุถูกรถชนระหว่างข้ามถนนเพื่อเดินทางไปทำกิจกรรมกับโรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่คดีไม่มีอะไรคืบหน้า และไม่ทราบรายละเอียดอะไรมาก เนื่องจากสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ เบื้องต้นจึงขอให้สามีซึ่งทำงานหนังสือ พิมพ์ที่สิงคโปร์ช่วยเหลือหาข้อมูลอุบัติเหตุดังกล่าวและติดตามคดีให้ แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ตำรวจ ท้องที่สิงคโปร์อ้างว่า ต้องรอให้น้องลักษณ์ฟื้นมาสอบปากคำก่อน ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นชายสัญชาติสิงคโปร์ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ จึงติดต่อขอความช่วยเหลือ นสพ.ไทยรัฐ ช่วยเป็นสื่อกลางประสานทางการไทย ติดตามเร่งรัดคดี ช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมกับน้องลักษณ์และครอบครัว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สัมภาษณ์นายสรายุทธิ์ เจตนาธรรมจิต อายุ 49 ปี ชาว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บิดาน้องลักษณ์ ขณะนี้เฝ้าดูแลลูกสาวอยู่ที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์ นายสรายุทธิ์กล่าวว่า ตอนเกิดเหตุตนไม่ทราบรายละเอียดอะไรมาก เพราะตอนนั้นอยู่ที่เมืองไทย และทราบข่าวลูกสาวถูกรถชนในเช้าวันที่ 18 ก.ย.หลังเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง แม่ของเพื่อนลูกสาวโทร.มาแจ้งว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้น ช่วงก่อน 7 โมงเช้า แถวหอพักของลูกสาวบนถนน บาเลสเทียร์ ก่อนที่ลูกจะเดินทางไปถึงโรงเรียนเพื่อร่วมกิจกรรมเยี่ยมผู้สูงอายุของบ้านพักคนชรา ที่โรงเรียนจัดขึ้น และรถได้ชนลูกขณะที่กำลังข้ามถนนเพื่อไปยังป้ายรถเมล์ ตนกับภรรยารีบเดินทางไปสิงคโปร์ ไปถึงโรงพยาบาลพบลูกสาวนอนไม่มีสติอยู่ในห้องไอซียู ทราบจากหมอคร่าวๆว่า น้องลักษณ์มีอาการปวดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ และกระดูกแขนซ้าย แตก แม้ตอนนี้ได้รับการผ่าตัดกะโหลกไป 2 ครั้ง แต่อาการยังน่าเป็นห่วง ยังนอนไม่ได้สติ มันเป็นความปวดร้าวมาก พวกเรามีกันอยู่เพียง 3 คน พ่อแม่ลูก ส่งลูกสาวไปเรียนที่สิงคโปร์ตามลำพัง เพราะเห็นว่าสิงคโปร์มีระบบการศึกษาดี และเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูงเมืองหนึ่ง

นายสรายุทธิ์กล่าวอีกว่า คืนก่อนเกิดเหตุน้องลักษณ์เพิ่งโทร.มาปรึกษาว่าจะหาซื้อของขวัญอะไรดีเพื่อไปร่วมทำกิจกรรมเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา ไม่คิดว่าตอนเช้าน้องลักษณ์จะมาประสบอุบัติเหตุกลายเป็นแบบนี้ ตอนนี้ได้แต่หวังว่าน้องลักษณ์จะลืมตาลุกขึ้นมาคุยกับตนและภรรยาเหมือนเดิมอีกครั้งโดยเร็ว น้องลักษณ์เป็นลูกสาวคนเดียวของเรา เราจะเสียเธอไปไม่ได้ แม้ค่ารักษาพยาบาลตอนนี้จะสูงถึง 60,000 ดอลลาร์ (สิงคโปร์) ส่วนเรื่องคดีความตนไม่รู้เรื่องเลย ทราบแต่ว่าทางสถานทูตไทยกำลังให้ความช่วยเหลือติดตามคดีให้อยู่

ด้าน ด.ญ.กชมน เตชธนกิจเลิศ เพื่อนสนิท หอพักอยู่ห้องเดียวกับน้องลักษณ์กล่าวว่า น้องลักษณ์แต่งชุดนักเรียนออกจากห้องพักเดินทางไปโรงเรียนก่อน หลังจากนั้นตนก็ออกจากห้องพักตามไป ระหว่างทางก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำภาพถ่ายของน้องลักษณ์มาถามว่า รู้จักคนในรูปมั้ย พอตอบว่ารู้จักและขอให้เขาพาไปที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงทราบว่ามีคนนำเพื่อนของตนไปส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ภาพที่เห็นในที่ เกิดเหตุคือ แว่นตาและร่มของน้องลักษณ์อยู่ด้วยกัน แต่รองเท้ากระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง ข้างหนึ่งอยู่กลางถนนและอีกข้างหนึ่งอยู่ริมถนน

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามการช่วยเหลือ นร.ไทยรายนี้ และได้รับการเปิดเผยจากนายวุฒิโรตฆ์ รัตนะสังฑ์ นักการทูตชำนาญการ กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างแดน กรมการกงสุล ว่าทางกองคุ้มครองฯได้รับเรื่องจากสถานทูตไทยในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ 19 ก.ย. นายสรายุทธิ์และนางจิราณี เจตนาธรรมจิต พ่อและแม่ของ น.ส.อรุณลักษณ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมลูกสาว ซึ่งอุบัติเหตุเกิดวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา และ ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ย. สถานทูตได้ส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลที่ น.ส.อรุณลักษณ์รักษาตัวอยู่ 2 ครั้ง และในวันที่ 3 ต.ค.ได้เข้าไปเยี่ยมอีก ซึ่งนายสรายุทธิ์ เล่าให้ฟังว่า น.ส.อรุณลักษณ์เดินออกจากหอพักไปทำกิจกรรมของโรงเรียน ขณะที่กำลังข้ามถนน มีรถมาพุ่งชนจนกระเด็น ทำให้ศีรษะของ น.ส.อรุณลักษณ์กระแทกพื้นอย่างรุนแรง จนหมดสติ แพทย์ตรวจพบเลือดคั่งในสมอง และได้ผ่าตัดกะโหลกเอาเลือดที่คั่งอยู่ออกมา จนถึงขณะนี้อาการยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอยู่

นักการทูตชำนาญการ กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างแดน กล่าวว่า พ่อของ น.ส.อรุณลักษณ์แจ้งว่า ทางโรงเรียนที่น้องเรียนอยู่ได้ทำประกันชีวิตให้กับนักเรียนทุกคน คาดว่าลูกสาวต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานพอสมควร เงินประกันอาจจะไม่เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาล ขณะนี้ ทางสถานทูตไทยในสิงคโปร์ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับทางโรงพยาบาลขอผ่อนจ่ายค่ารักษาให้แล้วในเบื้องต้น สถานทูตสอบถามไปยัง น.ส.ซินดี้ อาจารย์ที่ดูแล น.ส.อรุณลักษณ์ เกี่ยวกับเรื่องประกันแล้ว กำลังรอรายละเอียดอยู่ ไม่ทราบว่าเงินส่วนนี้จะเพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ ส่วนคนที่ขับรถชน น.ส.อรุณลักษณ์ นั้น น.ส.ซินดี้แจ้งว่า ตำรวจสิงคโปร์กำลังสอบปากคำอยู่ ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีได้ ตอนนี้สถานทูตทำได้เพียงเข้าไปเยี่ยม น.ส.อรุณลักษณ์ และเจรจาเรื่องค่ารักษาพยาบาลว่าจะสามารถลดหย่อนได้หรือไม่ ส่วนเรื่องคดีนั้นสถานทูตสามารถติดตามเรื่องได้หากมีการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยเราสามารถส่งคนเข้าไปติดตามคดีให้ได้ โดยจะประสานทนายความให้ โดยครอบครัวผู้เสียหายจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง อย่างไรก็ตาม สถานทูตจะติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายธงชัย ชาสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ถึงคดีนี้ว่า สถานเอกอัครราชทูต รับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ว่า มีคนไทยถูกรถชน เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ได้ให้กงสุลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นประจำสถานเอกอัครราชทูตไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาลแต่ยังไม่ฟื้น และได้ติดตามสอบถามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ ทราบว่า น.ส.อรุณลักษณ์เดินข้ามถนนและถูกรถเก๋งชน หลังเกิดเหตุคนที่ขับรถชนได้หยุดรถลงมาเรียกรถแท็กซี่ให้ช่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์ที่เกิดเหตุ รวมทั้งสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีไม่ได้ อย่างไรก็ดี ทางสถานเอกอัครราชทูตได้ให้กงสุลไปเยี่ยมถึง 3 ครั้งแล้ว เพื่อรวบรวมรายละเอียดต่างๆ โดยวันที่ 4 ต.ค. จะยื่นหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์และเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งรัดคดีให้กระจ่างชัดโดยเร็ว เนื่องจากคนเจ็บยังไม่ได้สติและนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง เท่าที่ทราบขณะค่ารักษาประมาณ 6 หมื่นเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 1.5 ล้านบาทเศษ

“ทางสถานเอกอัครราชทูตไม่ได้นิ่งเฉยได้ติดตามเรื่องคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด แต่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีไม่ได้ ขอพูดคุยกับคนขับรถก็ไม่ได้ ตำรวจไม่อนุญาต วันที่ 4 ต.ค.ให้นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ อัครราชทูต ไปเยี่ยมคนเจ็บอีกครั้ง พร้อมทั้งพูดคุยกับพ่อแม่ของคนเจ็บด้วย” นายธงชัยกล่าว

วันเดียวกัน สมาคมไทย (สิงคโปร์) ได้จัดรณรงค์ทางเพจของสมาคมไทย (สิงคโปร์) (Thai Association Singapore) ขอความช่วยเหลือในกลุ่มคนไทยในสิงคโปร์และชาวสิงคโปร์เพื่อระดมเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลน้องลักษณ์ ผ่านสายฮอตไลน์ภายในประเทศสิงคโปร์ เบอร์ 9448 8411

อย่างไรก็ดี คดี นร.ไทยถูกรถชนจนโคม่าคดีนี้ สื่อดังในสิงคโปร์อย่างเดอะ สเตรทส์ ไทม์ส เพิ่งมีการ รายงานข่าวไปเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุ มาร่วมครึ่งเดือน โดยอ้างคำพูดของนายสรายุทธิ์ เจตนาธรรมจิต บิดาของเหยื่อตีนผี ที่ให้สัมภาษณ์กับ นสพ.เดอะ นิวส์ เปเปอร์ ของสิงคโปร์ ที่โรงพยาบาล KK Women’s and Children’s เล่าถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุก่อนที่ น.ส.อรุณลักษณ์ ลูกสาวเรียนอยู่ที่โรงเรียนซานหยู่ ในสิงคโปร์ ถูกรถชนระหว่างข้ามถนนบาเลสเทียร์ เพื่อขึ้นรถโดยสารประจำทางตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. ซึ่งขณะนี้อาการยังอยู่ในขั้นโคม่า ได้รับการผ่าตัดสมองแล้วสองครั้ง โอกาสที่จะรอดมีเพียงครึ่งต่อครึ่ง โดยคุณหมอที่ดูอาการเผยว่า หากผู้บาดเจ็บเริ่มรู้สึกตัวหรือส่งสัญญาณการเคลื่อนไหวช่วง 7 วันแรกก็อาจมีความหวัง ซึ่งลูกสาวเริ่มขยับตาครั้งหนึ่งกับขยับนิ้วเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ตนต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว 60,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1.5 ล้านบาท

ขณะที่สื่อดังกล่าวรายงานว่า ได้รับการเปิดเผยจากโฆษกกรมตำรวจสิงคโปร์ว่า วันเกิดเหตุได้รับแจ้งเรื่องอุบัติเหตุเมื่อเวลา 06.30 น. พร้อมยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพื่อตามหาผู้ก่อเหตุ