มาเลย์รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย ทำร้ายเอกอัครราชทูตศรีลังกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713585

 

อิบราฮิม ซาฮิบ อันซาร์ เอกอัครราชทูตแห่งประเทศศรีลังกา ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ (ภาพ: Bernama)

ตำรวจมาเลเซียจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน ฐานทำร้ายร่างกายเอกอัครราชทูตของประเทศศรีลังกา ที่สนามบิน ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเมื่อวันอาทิตย์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจของประเทศมาเลเซีย เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 5 ก.ย. ว่า พวกเขาจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 5 คน หลังจากผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งก่อเหตุรุมทำร้าย นายอิบราฮิม ซาฮิบ อันซาร์ เอกอัครราชทูตแห่งประเทศศรีลังกา ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

อับดุล ซามาห์ มัต ผู้บัญชาการตำรวจรัฐสลังงอร์ บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างสืบสวนหามูลเหตุจูงใจของผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 คน แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ รวมทั้งภูมิหลังของผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้

อีกด้านหนึ่ง นายเอซาลา วีรกูน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งศรีลังกาเรียกตัว นายวัน ไซดี วัน อับดุลเลาะห์ เอกอัครราชทูตมาเลเซียเข้าพบ และเรียกร้องให้ทางการมาเลเซียรักษาความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่การทูตของพวกเขาอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เหตุทำร้ายทูตดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากชนกลุ่มน้อยชาวอินเดีย จำนวนเกือบ 100 คน ออกมารวมตัวประท้วงในกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อต่อต้านอดีตประธานาธิบดี มาฮินดา ราชปักษา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างร่วมประชุมนานาชาติ

 

‘ดูเตร์เต’ ด่า ‘โอบามา’ ลูกโสเภณี อย่ามาสอนเรื่องสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713538

 

โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ด่า บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ว่า เป็นลูกโสเภณี หลังจากทำเนียบขาวออกมาระบุว่า โอบามาเตรียมเข้าหารือกับดูเตร์เตเรื่องการเข่นฆ่าผู้คนในสงครามยาเสพติด…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งประเทศฟิลิปปินส์ และประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ จะพบปะกันนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประเทศลาวในสัปดาห์นี้ โดยทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า นายโอบามาจะเผชิญหน้ากับนายดูเตร์เตในเรื่องวิธีจัดการกับผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งการวิสามัญฆาตกรรม และการตัดสินประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายของรัฐบาลฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตามในวันจันทร์ นายดูเตร์เตออกมาตอบโต้ท่าทีของสหรัฐฯ อย่างรุนแรงโดยกล่าวว่า “เขาคิดว่าเขาเป็นใคร? ผมไม่ใช่หุ่นเชิดของอเมริกัน ผมคือประธานาธิบดีของประเทศอธิปไตย และผมจะไม่ตอบคำถามใครนอกจากชาวฟิลิปปินส์ คุณต้องมีความเคารพ อย่าแค่โยนคำถามและแถลงการณ์ ลูกโสเภณี ผมจะด่าคุณในการประชุม”

นอกจากนี้ ดูเตร์เตยังกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สงบบนเกาะมินดาเนาทางใต้ของประเทศ “ตามข้อเท็จจริง เรารับมรดกปัญหานี้มาจากสหรัฐฯ ทำไมน่ะหรือ? เพราะพวกเขารุกรานประเทศนี้ และเอาพวกเราไปเป็นข้ารับใช้ ทุกคนมีประวัติเรื่องการวิสามัญฆาตกรรม ทำไมต้องทำให้เรื่องการต่อสู้กับอาชญากรรมเป็นเรื่องใหญ่ ลองดูสิทธิมนุษยชนของชาวอเมริกันสิ ดูวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้อพยพที่นั่น”


บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ในเวลาต่อมา นายโอบามาก็ออกแถลงการณ์ว่า แผนของเขาที่จะเข้าพบนายดูเตร์เตอาจไม่คืบหน้า “ผมต้องการเสมอที่จะทำให้แน่ใจว่า ผมจะมีการพบปะอย่างสร้างสรรค์ และทำบางสิ่งบางอย่างให้เสร็จสิ้น และหากเราพบกัน เรื่องนี้ (สงครามยาเสพติดในฟิลิปปินส์) จะเป็นเรื่องที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูด”

ทั้งนี้ สงครามยาเสพติดในฟิลิปปินส์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประธานาธิบดีดูเตร์เตรับตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อ 30 มิ.ย. ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2,400 ราย แล้ว และดูเตร์เตระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก “คนจะถูกฆ่าเพิ่มขึ้น อีกมากมายจะถูกสังหาร จนกว่าผู้ค้ายาเสพติดคนสุดท้ายจะหายไปจากท้องถนน” ดูเตร์เตกล่าว

 

ปินส์กังวล เรือจีนส่งเรือล้อมเกาะพิพาทมากขึ้น จี้แดนมังกรชี้แจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 03:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712513

 

ฟิลิปปินส์เรียกร้องให้เอกอัครราชทูตจีนชี้แจ้ง หลังจากพวกเขาอ้างว่า จีนเพิ่มเรือที่พวกเขาส่งไปล้อมเกาะปะการังสกาโบโร ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ทางการของประเทศฟิลิปปินส์ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก และเรียกร้องให้เอกอัครราชทูตของประเทศจีนออกมาชี้แจงกรณีที่ฟิลิปปินส์เรียกว่า การเพิ่มขึ้นของเรือสัญชาติจีนในน่านน้ำพิพาทใกล้กับเกาะปะการังสกาโบโร ในทะเลจีนใต้

เดลฟิน โลเรนซานา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งประเทศฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้บนผ่านเกาะปะการังสกาโบโรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และพบเห็นว่ากองเรือของจีนซึ่งเข้าปิดล้อมเกาะแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อปี 2012 มีจำนวนมากกว่าปกติ “มีเรือลาดตระเวนจีน 4 ลำ และเรืออื่นๆ อีก 6 ลำ รวมถึงเรือท้องแบบสีน้ำเงิน อยู่รอบๆ เกาะสกาโบโร ซึ่งการมีอยู่ของเรือมากมายนอกเหนือจากเรือลาดตระเวนในพื้นที่นี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ เกาะปะการังสกาโบโรเป็นเพียงโขดหินที่โผล่พ้นนำทะเลขึ้นมา แต่มีความสำคัญสำหรับฟิลิปปินส์ เพราะเป็นพื้นที่ที่กระแสน้ำสงบและอุดมไปด้วยปลามากมาย โดยฟิลิปปินส์กล่าวหาจีนซึ่งกำลังอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ว่า การปิดล้อมเกาะสกาโบโรเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ความตึงเครียดในประเด็นนี้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนเพิ่มสูงขึ้น หลังจากเมื่อ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรมีคำตัดสินว่า ไม่มีประเทศใดมีอำนาจอธิปไตยในการทำกิจกรรมที่เกาะสกาโบโร แต่จีนไม่ยอมรับคำตัดสิน

 

ยอดผู้ติดเชื้อซิกาสะสมในสิงคโปร์ ทะลุ 200 รายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ย. 2559 03:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711688

 

ทางการของประเทศสิงคโปร์เผยในวันเสาร์ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิการายใหม่อีก 26 คน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 215 รายแล้ว ขณะที่ผลการตรวจสอบพบว่าไวรัสที่พบเป็นสายพันธ์ุเอเชีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข (เอ็มโอเอช) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (เอ็นอีเอ) ของประเทศสิงคโปร์ แถลงการณ์ร่วมกันรอบใหม่ในวันเสาร์ที่ 3 ก.ย. ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาแบบส่งผ่านเชื้อในประเทศรายใหม่อีก 26 ราย ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 215 รายแล้ว

เอ็มโอเอชและเอ็นอีเอรายงานว่า ในกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด มี 24 รายอยู่ในย่าน อัลจูเนียด เครสเซนท์, ซิมส์ ไดรฟ์, ถนนคัลลัง เวย์ และถนนปายา ลีเบอร์ เวย์ ส่วนอีก 2 รายยังไม่พบความเชื่อมโยงกับพื้นที่ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ห้องปฏิบัติการวิจัยสาธารณสุขแห่งชาติ ระบุว่า พวกเขากำลังทำงานร่วมกับ สถาบันชีวสารสนเทศศาสตร์ ของสำนักงานเพื่อการวิจัย เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ (A*STAR) เพื่อสรุปการวิเคราะห์ลำดับการเรียงตัวของเบสของรหัสพันธุกรรมของไวรัสซิกา ที่พบในผู้ติดเชื้อ 2 คนจากย่านอัลจูเนียด เครสเซนท์ และซิมส์ ไดรฟ์

โดยผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า ไวรัสดังกล่าวเป็นเชื้อสายเอเชีย และดูเหมือนว่าจะวิวัฒนาการมาจากสายพันธ์ุที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว โดยไวรัสในคนไข้ทั้ง 2 คนไม่ได้นำเข้ามาจากทวีปอเมริกาใต้

สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติระบุอีกว่า พวกเขายังคงดำเนินปฏิบัติการควบคุมพาหะในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยจนถึงเมื่อวันที่ 2 ก.ย. พวกเขาทำลายแหล่งเพาะพันธ์ุยุงลายไปแล้ว 57 แห่ง

 

ปินส์ชี้ ‘อาบูไซยาฟ’ บึมตลาด-ดูเตร์เตประกาศภาวะ ‘ไร้ขื่อแป’ ทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ย. 2559 23:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711625

 

รัฐบาลฟิลิปปินส์ชี้ กลุ่มกบฏอาบูไซยาฟอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดโจมตีเมืองดาเวา บ้านเกิดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต จนมีผู้เสียชีวิต 14 ราย ขณะที่นายดูเตร์เตประกาศภาวะไร้ขื่อแปทั่วประเทศ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ก.ย. รัฐบาลฟิลิปปินส์ออกมาระบุว่ากลุ่มกบฏ ‘อาบูไซยาฟ’ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดโจมตีตลาดในเมืองดาเวา บ้านเกิดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 60 คน

เหตุระเบิดขึ้นใกล้กับจุดที่นายดูเตร์เตมักเดินทางไปบ่อยๆ โดยแรงระเบิดทำให้กระจกแตกกระจาย และมีเศษซากเก้าอี้พลาสติกกระจัดกระจายทั่วบริเวณ ซึ่งโฆษกประธานาธิบดีเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนพบเศษระเบิดแสวงเครื่องที่ดัดแปลงมาจากกระสุนปืนครก


ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต (ขวา) เยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในเมืองดาเวา

หลังเกิดเหตุไม่นาน โฆษกของกลุ่มอาบูไซยาฟออกมาอ้างว่าพวกเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ ก่อนที่สื่อในฟิลิปปินส์จะรายงานโดยอ้างคำพูดของแกนนำอาบูไซยาฟคนหนึ่งว่า แท้จริงแล้วเหตุระเบิดเป็นฝีมือของกลุ่มพันธมิตรของพวกเขา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฟิลิปปินส์สรุปในเวลาต่อมาว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของอาบูไซยาฟ

เดลฟิน ลอเรนซานา เลขาธิการกลาโหมแห่งชาติฟิลิปปินส์ ระบุว่า กบฏอาบุไซยาฟต้องการแก้แค้นหลังจาก ฐานที่มั่นของพวกเขาบนเกาะโจโล ซึ่งห่างจากเมืองดาเวาประมาณ 900 กม. จนทำให้นักรบอาบูไซยาฟบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก “เราคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว และได้แจ้งเตือนทหารของเราไปแล้ว”

ขณะที่ประธานาธิบดีดูเตร์เตซึ่งอยู่ในเมืองดาเวาในเวลาเกิดเหตุด้วย ประกาศภาวะ ‘ไร้ขื่อแป’ (state of lawlessness) ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ทหารปราบปรามสถานการณ์การใช้ความรุนแรงอย่างไร้กฎหมายได้ โดยเขากล่าวว่า ฟิลิปปินส์กำลังข้ามผ่านช่วงเวลาที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจให้ทหารเข้ามาช่วยเหลือ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เขย่าขวัญปินส์! บึมสนั่นเมืองดาเวา บ้านเกิด‘ดูเตร์เต’ ตาย12 เจ็บเพียบ

 

เขย่าขวัญปินส์! บึมสนั่นเมืองดาเวา บ้านเกิด‘ดูเตร์เต’ ตาย12 เจ็บเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ย. 2559 10:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711190

 

ฟิลิปปินส์ช็อก…เกิดเหตุระเบิดรุนแรงในเมืองดาเวา บ้านเกิดของประธานาธิบดีดูเตร์เต ดับสลด 12 ศพ เจ็บระนาวนับ 60 ราย ขณะที่ดูเตร์เต อยู่ระหว่างมาเมืองดาเวาพอดี แต่ไม่ได้รับอันตราย หลังรับทราบเหตุร้าย รีบรุดไปตรวจดูจุดเกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุระเบิดสะเทือนขวัญรุนแรง ที่ตลาดกลางคืน ในเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา บ้านเกิดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ช่วงค่ำวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตสลดอย่างน้อย 12 ศพ บาดเจ็บนับ 60 ราย ในจำนวนนี้ 30 รายถูกนำตัวไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล โดยขณะเกิดเหตุระเบิด ประธานาธิบดีดูเตร์เต อยู่ระหว่างมาเมืองดาเวาด้วย แต่ไม่ได้รับอันตราย และหลังรับทราบเหตุร้าย ประธานาธิบดีดูเตร์เตได้เดินทางมาตรวจดูพื้นที่เกิดเหตุทันที

ข่าวแจ้งว่า เหตุระเบิด เกิดขึ้นบริเวณตลาดกลางคืนแห่งหนึ่ง ทางตอนใต้ของเมืองดาเวา และจุดระเบิดอยู่บริเวณด้านนอกโรงแรมมาร์โค โปโล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประธานาธิบดีดูเตร์เตมักเดินทางมาบ่อยครั้ง โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดได้เข้ามาเก็บรวบรวมหลักฐาน และตรวจสอบที่เกิดเหตุ ขณะที่ผู้กำกับการตำรวจประจำภาคนี้ได้ประกาศตั้งด่านตรวจสกัดเข้า-ออกเมือง พร้อมกับกล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนกำลังเร่งหามูลเหตุจูงใจของการก่อเหตุระเบิดสะเทือนขวัญที่เมืองดาเวาในครั้งนี้



ด้าน นายเปาโล ดูเตร์เต รองนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของประธานาธิบดีดูเตร์เต แจ้งข่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก บนโลกออนไลน์ว่า เบื้องต้น คงเร็วเกินไปที่จะระบุว่าใครอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุระเบิดโจมตีในเมืองดาเวา และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนอย่างเต็มความสามารถ



ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ให้สัมภาษณ์นักข่าว ขณะมาตรวจดูที่เกิดเหตุระเบิดรุนแรง

ทั้งนี้ เหตุระเบิดที่เมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา ทางภาคใต้ของประเทศ เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีดูเตร์เต ได้ประกาศทำสงครามปราบปรามยาเสพติดในประเทศอย่างจริงจัง และทำให้มีสมาชิกเครือข่ายแก๊งค้ายาเสพติด ถูกยิงปลิดชีพไปแล้วกว่า 2,000 ราย นับตั้งแต่นายดูเตร์เต สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ภูมิภาคบนเกาะมินดาเนาก็ตกอยู่ภายใต้การระมัดระวังความปลอดภัยอย่างสูงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองทัพบุกปราบปรามกลุ่มติดอาวุธ อาบู ไซยาฟ และเมื่อวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีทหารสิ้นชีพ 12 นาย ระหว่างปะทะต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธ จนถือเป็นการสูญเสียกำลังพล นายทหารจำนวนมากที่สุดภายในวันเดียว นับตั้งแต่นายดูเตร์เต ชนะเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่

 

เสียงสะท้อนจากความมืด!! เมื่อสงครามยาเสพติดปินส์เริ่มเหนือการควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709980

 

ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกทิ้งไว้ตามถนน กลายเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในฟิลิปปินส์ไปเสียแล้ว หลังจาก โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีคนใหม่ประกาศทำสงครามกับยาเสพติด

จนถึงตอนนี้ มีผู้ต้องสงสัยเป็นพ่อค้ายาเสพติดรวมทั้งเป็นผู้เสพ ถูกสังหารไปแล้วมากกว่า 2,000 คน ในจำนวนนี้ราว 750 คนถูกฆ่าในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นับตั้งแต่ดูเตร์เตรับตำแหน่งเมื่อปลายเดือนมิ.ย. ส่วนที่เหลืออาจเกิดจากฝีมือของผู้ที่ตั้งตัวเป็นศาลเตี๊ย หลังจากประธานาธิบดีผู้ได้รับฉายาว่า ‘ผู้ลงทัณฑ์’ (The Punisher) ผู้นี้ ประกาศสนับสนุนให้ประชาชนลงมือสังหารอาชญากรด้วยตัวเอง


โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

สงครามยาเสพติดปินส์เริ่มเหนือการควบคุม

รัฐบาลฟิลิปปินส์ระบุว่า มาตรการกวาดล้างยาเสพติดอย่างแข็งกร้าวของดูเตร์เตประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยจนถึงตอนนี้มาผู้ค้าและผู้ติดยาเสพติดเข้ามอบตัวกับทางการแล้วหลายหมื่นคน ขณะที่ประชาชนก็ให้การสนับสนุนมาตรการดังกล่าวอย่างท่วมท้น เห็นได้จะคะแนนความนิยมของดูเตร์เตที่พุ่งสูงถึง 91%

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงาของความชื่นชมนี้ ยังมีเสียงสะท้อนมากมายจากครอบครัวที่ไม่ได้มีความสุข, ช่างภาพผู้เห็นศพมากมายบนถนน หรือ แม่ลูกอ่อนที่ผันตัวเป็นมือปืนรับจ้าง อันเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยาแรงที่เรียกว่าสงครามกวาดล้างยาเสพติดในประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์เริ่มอยู่เหนือการควบคุมแล้ว


งานศพพี่ชายของเจมี (ภาพ: cnn / Euan McKirdy)

เสียงจากเหยื่อผู้สูญเสียพี่ชาย

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ส่งผู้สื่อข่าวเข้าไปติดตามสถานการณ์ในฟิลิปปินส์ พวกเขาได้พบกับหญิงคนหนึ่งซึ่งสูญเสียพี่ชายวัย 47 ปี ผู้ประกอบอาชีพขับรถสามล้อรับจ้าง ให้กับคมกระสุนของผู้ที่เธอเรียกว่า ตำรวจฉ้อฉล หญิงคนนี่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อทั้งของเธอและของพี่ชาย รวมถึงชื่อเมืองที่พวกเธออยู่เพื่อความปกป้องความปลอดภัยของเธอเอง “ตำรวจพวกนี้อาจฆ่าเราทันทีหากเราเปิดเผยความจริง” เธอกล่าว ทำให้ อีวาน วัตสัน ผู้สื่อข่าวของซีเอ็นเอ็น ตั้งชื่อสมมติให้เธอว่า เจนี

เจนีเล่าว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ตำรวจหลายนายมาและบุกเข้าไปในบ้านของพี่ชายของเธอ จับเขาใส่กุญแจมือ ก่อนจะยิงเขาที่ศีรษะจนเสียชีวิต รวมทั้งยิงชายอีก 3 คนที่อยู่ด้วยกันตอนนั้นจนตายด้วย แต่ในตอนแถลงข่าว ตำรวจกลับรายงานว่า พี่ชายของเธอเป็นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด และถูกยิงตายหลังจากเปิดฉากยิงใส่ตำรวจก่อน

เธอระบุด้วยว่า คำพูดของประธานาธิบดีดูเตร์เตสร้างบรรยากาศที่ทำให้ตำรวจรู้สึกว่า พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องกลัวการลงโทษ “ฉันรู้สึกลัวมากเมื่อฉันได้ยินประธานาธิบดีพูดว่า พวกเขาจะฆ่าผู้เสพยาเสพติด เพราะเราจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยแม้แต่น้อย เราส่งตัวผู้ติดยาไปบำบัดได้ไม่ใช่หรือ? พวกเขาไม่สมควรถูกลงโทษด้วยการสังหาร”

เจนียืนยันด้วยว่า พี่ชายของเธอเลิกเสพยาไปนานแล้ว และตำรวจก็เป็นผู้ค้ายาเสพติดเองเสียด้วยซ้ำ “พระเจ้า ดูเตร์เต หยุดทำอย่างนี้เสียที คุณไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตของคนเหล่านี้ ทำไมคุณไม่ไปเอาชีวิตตำรวจพวกนั้นด้วยเล่า พวกเขาเป็นทั้งผู้เสพและพ่อค้ายาเสพติด”


ราฟฟี เลร์มา (ภาพ: cnn / Euan McKirdy)

เสียงจากช่างภาพอาชญากรรม

บนถนนในย่านผู้ใช้แรงงาน ‘ตอนโด’ ของกรุงมะนิลา เจ้าหน้าที่ของซีเอ็นเอ็นพบศพถูกยิงเสียชีวิตนอนอยู่ข้างกองขยะ มีปืนลูกโม่ขนาดเล็กตกอยู่ใกล้กับมือของเขา ตำรวจระบุว่า ชายคนนี้ไหวตัวทันขณะกำลังขายยาเสพติดให้แก่ตำรวจนอกเครื่องแบบและพยายามชักปืนออกมา พวกจึงต้องยิงชายคนนี้อย่างไม่มีทางเลือก

ภาพและสถานการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ ราฟฟี เลร์มา ช่างภาพของสำนักข่าว ‘เดลี อินไควเรอร์’ ของฟิลิปปินส์พบเจออยู่เป็นประจำ โดยภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงของเขาคือภาพของ เจนนิลีน โอเลย์เรส หญิงชาวกรุงมะนิลาผู้กอดศพของ ไมเคิล ไซรอน แฟนหนุ่มผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ค้ายาเสพติด ที่ถูกมือปืนไม่ทราบที่มายิงเสียชีวิต ภาพนี้ยังเป็นภาพที่ทำให้สถานการณ์นองเลือดในฟิลิปปินส์ได้รับความสนใจจากนานาชาติอีกด้วย

เลร์มากล่าวว่า เขาเคยถ่ายภาพภัยพิบัติมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกัน “ในสงคราม (ยาเสพติด) นี้ เรายังได้เห็นความเศร้าเสียใจของครอบครัวของชายคนนี้ มันทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ” เขาบอกด้วยว่า ตั้งแต่สงครามยาเสพติดของดูเตร์เตเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย. เขาเห็นศพมากกว่าจำนวนศพที่เขาเห็นทั้งปี ในสมัยเป็นช่างภาพมือใหม่เมื่อ 10 ปีก่อนเสียอีก

“ผมต้องการให้ยาเสพติดหมดไป แต่ไม่ใช่วิธีที่กำลังทำอยู่นี้ ผมไม่สนับสนุนการฆ่าคน สิ่งที่น่ากลัวก็คือทุกวันที่ผ่านไปจะมีคนตายเพิ่มขึ้น หากเรื่องนี้เกิดขึ้นติดต่อกัน 6 ปี เราจะรับได้มั้ย?” เลร์มาตั้งคำถาม


(ภาพ: bbc / Carlo Gabuco)

เสียงจากมือปืนรับจ้าง

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวบีบีซี ได้ลงพื้นที่สำรวจความมืดเบื้องหลังการทำสงครามยาเสพติดนองเลือดในฟิลิปปินส์ ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับ มือปืนรับจ้างหญิงแม่ลูกอ่อน ผู้สังหารคนไปแล้วถึง 6 คน เธอเรียกตัวเองว่า มาเรีย แต่นั่นไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ

มาเรียเล่าให้เฮดฟังว่า เธอเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มมือปืนรับจ้างที่ประกอบไปด้วยผู้หญิง 3 คน โดยงานแรกของเธอเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และเธอสังหารเป้าหมายเพิ่มอีก 5 คน หลังจากประธานาธิบดี ดูเตร์เต ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี และเมื่อเฮดถามว่า ใครเป็นผู้จ้างวานเธอ มาเรียตอบว่า “บอสของเรา คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ” มาเรียเล่าอีกว่า จุดเริ่มต้นของอาชีพนักฆ่าของเธอเริ่มมาจากสามี ผู้เป็นคนทวงหนีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นพ่อค้ายาเสพติด ได้รับคำสั่งให้ไปสังหารลูกหนี้ที่ไม่ยอมจ่ายเงิน แต่ในครั้งนั้นจำเป็นต้องให้ผู้หญิงเป็นคนไปลงมือ ผู้เป็นสามีจึงเสนอให้มาเรียไปทำงานนี้ “เมื่อฉันเห็นชายที่ฉันต้องฆ่า ฉันก็เข้าใกล้เขา และยิงเขา” มาเรียกล่าว

มาเรียกับสามีมาจากย่านยากจนในกรุงมะนิลา และไม่มีเงินได้จากงานปกติก่อนที่ทั้งสองคนจะกลายเป็นมือปืนรับจ้าง โดยพวกเขาได้รับค่าจ้าง 20,000 เปโซ (ราว 15,000 บาท) ต่อการทำงาน 1 ครั้ง ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับชาวฟิลิปปินส์ที่ยากจน อย่างไรก็ตาม มาเรียรู้สึกผิดที่เธอเลือกเป็นมือปืนรับจ้าง เธอไม่อยากให้ครอบครัวของคนที่เธอสังหารกลับมาตามล้างแค้น และเธอไม่อยากให้ลูกๆ ของเธอคิดว่าพวกเขามีชีวิตอยู่มาได้ด้วยเงินจากการฆ่าคน แม้ลูกคนโตของเธอเริ่มถามคำถามแล้วว่า เธอกับสามีหาเงินมากมายมาจากไหน

ตอนที่เฮดพบมาเรีย เธอมีงานอีก 1 ชิ้น เธอต้องยิงคนอีก 1 ครั้ง และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของเธอ แต่ถึงกระนั้น มาเรียบอกว่า หัวหน้าขู่จะสังหารใครก็ตามที่ออกจากกลุ่ม ทำให้เธอรู้สึกเหมือนติดกับดัก เธอมักไปสารภาพบาปกับบาทหลวงเพื่อขอให้พระเจ้ายกโทษให้สิ่งที่เธอทำ แต่เธอไม่กล้าบอกกับบาทหลวงว่าเธอทำอะไรลงไป


(ภาพ: bbc / Jonathan Head)

เสียงจากพ่อค้ายาเสพติด

เมื่อมีผู้ล่าก็ต้องมีผู้ถูกล่า โจนาธาน เฮด มีโอกาสได้สัมภาษณ์พ่อค้ายาเสพติดคนหนึ่งซึ่งกำลังถูกตามล่าโดยทีมสังหาร ชายคนนี้ใช้ชื่อปลอมว่า โรเกอร์ เขาเล่าว่าเขาเสพติด ‘ชาบู’ หรือ ยาไอซ์ ตั้งแต่วัยหนุ่มขณะทำงานเป็นกรรมกร และก็เหมือนกับผู้ติดยาหลายๆ คน ที่เริ่มหันมาขายยาเสพติดเพื่อหาเงินมาซื้อยาเสพ เพราะมันสบายกว่าทำงานแบกหาม เขาทำงานร่วมกับตำรวจทุจริตมากมาย บางครั้งก็นำยาเสพติดของกลางที่ตำรวจยึดมาไปขายต่อ

แต่ทุกวันนี้ โรเกอร์กำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุน จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยไม่สามารถอยู่ในสถานที่เดิมได้เกิน 2-3 วันเพื่อหลบหนีการตามล่า “ทุกวัน ทุกชั่วโมง ผมไม่สามารถทำให้ความกลัวหายไปจากอกของผมได้เลย มันเหนื่อยและน่ากลัวจริงๆ ที่ต้องซ่อนตัวตลอดเวลา คุณไม่รู้ว่าคนที่อยู่หน้าคุณตอนนี้จะเอาเรื่องของคุณไปแจ้งความ หรือ อาจเป็นมือปืนที่จะมาฆ่าคุณ มันเป็นเรื่องยากที่จะนอนหลับตอนกลางคืน แค่เสียงเบาๆ ก็ทำให้ผมตื่น และส่วนที่ยากที่สุดคือ ผมไม่รู้ว่าจะเชื่อใจใครได้ ไม่รู้วาต้องไปทางไหน และต้องหาที่ซ่อนตัวทุกวัน”

โรเกอร์ยอมรับว่าเขารู้สึกผิด ที่เขาขายยานรกเหล่านี้ “ผมเชื่อจริงๆว่า ผมได้ก่อบาป บาปครั้งใหญ่เลย ผมทำเรื่องเลวร้ายหลายอย่าง ผมกระทำผิดต่อคนมากมายเพราะทำให้พวกเขากลายเป็นคนติดยา เพราะผมเป็นหนึ่งในคนมากมายที่ขายยาเสพติดให้พวกเขา แต่สิ่งที่ผมสามารถพูดได้ก็คือ ไม่ใช้คนติดยาทุกคนจะสามารถก่ออาชญากรรม ทั้งการขโมย และการฆ่าคน ผมก็เป็นคนติดยา แต่ผมไม่ฆ่าคน ผมติดยาแต่ผมไม่ขโมยของ”

“ผมอยากย้อนเวลากลับไป แต่มันสายไปแล้วสำหรับผม ผมไม่สามารถมอบตัวได้ เพราะหากผมทำเช่นนั้ ตำรวจอาจจะฆ่าผมก็ได้” โรเกอร์กล่าว


ผู้ประท้วงแสดงเป็นศพ นอนอยู่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เพื่อต่อต้านการเข่นฆ่าผู้คนในสงครามยาเสพติด

เสียงเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ จากคนอีกมากมายที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์นองเลือด ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังหวั่นวิตกว่า การสนับสนุนการฆ่าแบบไม่เคารพกฎหมายของดูเตร์เต จะนำฟิลิปปินส์เขาสู่เส้นทางอันตรายและไร้กฎหมายในที่สุด

 

ซิกาถึงอาเซียน! อินโดฯสกรีนคนจากสิงคโปร์ -มาเลย์ผวา พบติดเชื้อรายแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709552

 

ไวรัสซิกามาถึงอาเซียน… มาเลเซียพบผู้ติดเชื้อซิการายแรก ขณะที่ทางการอินโดนีเซียเริ่มสกรีน คัดกรองผู้คนที่เดินทางมาจากสิงคโปร์ พร้อมเสนอให้กระทรวงต่างประเทศควรออกคำเตือนให้ประชาชนควรระวังหากไปยังประเทศนี้

เมื่อ 1 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ทางการอินโดนีเซียเริ่มเฝ้าระวังไวรัสซิกา เริ่มสกรีนตรวจดูประชาชนที่ท่าเรือระหว่างประเทศในเมืองบาตัม หลังเดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อนบ้าน เพื่อคัดกรองผู้ที่มีไข้และอาจติดเชื้อไวรัสซิกา เนื่องจากมีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิการายใหม่ในสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิกาเป็นรายแรกในสิงคโปร์แล้ว

ด้านโฆษกกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซีย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขในประเทศกำลังแนะนำเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศออกคำเตือนแนะนำประชาชนในการระมัดระวังไวรัสซิกา ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ ระหว่างเดินทางไปสิงคโปร์ โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานมีชาวอินโดนีเซียติดเชื้อไวรัสซิกา


ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซีย ได้แถลงเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ว่า มีผู้หญิงวัย 58 ปี คนหนึ่งในประเทศติดเชื้อไวรัสซิกา หลังจากได้เเดินทางไปสิงคโปร์พร้อมสามี เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ 19 ส.ค. จนนับเป็นชาวมาเลเซียรายแรกที่ติดเชื้อไวรัสซิกา ขณะที่บุตรสาวของหญิงผู้นี้ที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ผลการตรวจเชื้อซิกาก็ออกมาเป็นบวก ติดเชื้อไวรัสซิกาเช่นกัน ทั้งนี้ทางการสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเย็นวันที่ 31 ส.ค. ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิการายใหม่ในประเทศเพิ่มอีก 22 คน และมีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเป็นรายแรก ซึ่งอาจทำให้ทารกที่เกิดมามีศีรษะเล็กกว่าปกติ.

 

‘ไทย’ ยืนยันร่วมมือธำรงสันติภาพ อิสรภาพและความมั่นคงในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 15:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709407

 

รมว.พม.ร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 16 ที่ สปป.ลาวยืนยันเจตจำนงของประเทศไทยที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งประชาคมอาเซียนที่เปี่ยมไปด้วยสันติภาพ อิสรภาพ และความมั่นคงอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.59 ที่ผ่านมา นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ “การประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 16” ที่โรงแรมลาวพลาซา นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี 2559 ภายใต้การเป็นประธานอาเซียน ของ สปป.ลาว โดยมีรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมประชุม

สำหรับประเทศไทยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุม และก่อนพิธีเปิดการประชุม พล.ต.อ.อดุลย์ ร่วมกับรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อราชการต่างๆ ด้วย


พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า เจตจำนงของประเทศไทยที่จะร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งประชาคมอาเซียนที่เปี่ยมไปด้วยสันติภาพ อิสรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน และยังกล่าวสนับสนุนเอกสารผลลัพธ์สำคัญที่จะมีการรับรองในการประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 16 และเสนอให้ผู้นำอาเซียนรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 28 ที่จะถึงนี้ จำนวน 6 ฉบับได้แก่ 1.ปฏิญญาเวียงจันทน์ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมรดกทางวัฒนธรรมในอาเซียน 2. แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 13


พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ข้อ 3.ปฏิญญาอาเซียนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการยุติเอชไอวีและเอดส์ การตอบสนองต่อเอชไอวีและเอดส์อย่างรวดเร็วและยั่งยืนในการยุติการระบาดของเอดส์ภายในปี 2030 4.แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 5.ปฏิญญาบันดาร์เสรีเบกาวันว่าด้วยวัฒนธรรมและศิลปะเพื่อการส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียนสู่ประชาคมอาเซียนที่มีพลวัตและปรองดอง และ 6.แผนงานและวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับความร่วมมืออาเซียนเพื่อนำไปสู่การควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน


พร้อมกันนี้ในโอกาสที่การประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 16 จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ในปี 2559 พล.ต.อ.อดุลย์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อ ศ.ดร.บ่อแสงคำ วงดาลา รมว. กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สปป.ลาว เกี่ยวกับผลงานในฐานะประธานคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในปีหน้าจะนำมาซึ่งความสำเร็จในระดับเดียวกัน

“ผมมุ่งหวังที่จะทำงานร่วมกับคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอาสครบรอบ 50 ปี การจัดตั้งประชาคมอาเซียน ในปี 2560 และขับเคลื่อนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และแผนงานประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน พ.ศ.2568 อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตอนค่ำวันเดียวกัน รัฐบาล สปป.ลาว ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับรัฐมนตรีประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้ไปร่วมประชุม โดยมีการแสดงด้าวัฒนธรรมของ สปป.ลาว พร้อมกันนี้นายทองลุน นายกรัฐมนตรีของ สปป.ลาว ได้นำ พล.ต.อ.อดุลย์ รมว.พม.ของไทย และรัฐมนตรีประเทศอื่นๆ ร่วมรำวงกับคณะนาฏศิลป์ สปป.ลาวท่ามกลางบรรยากาศประทับใจ

 

ยอดผู้ติดเชื้อซิกาในสิงคโปร์พุ่งไม่หยุด-พบหญิงมีครรภ์ป่วยรายแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708599

 

ทางการสิงคโปร์ปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสซิกาในประเทศ โดยล่าสุดพวกเขาพบผู้ติดเชื้อแล้ว 115 ราย และพบหญิงมีครรภ์ติดเชื้อเป็นรายแรก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ และสำนักงานสิ่งแวดล่้อมแห่งชาติ (เอ็นอีเอ) ออกแถลงการณืร่วมกันในช่วงเย็นวันพุธที่ 31 ส.ค. โดยยืนยันว่าในขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาแบบส่งผ่านเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 115 รายแล้ว จำนวนนี้รวมไปถึงหญิงมีครรภ์ด้วย 1 คน

กระทรวงสาธารณสุขและเอ็นอีเอระบุว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 24 คนในวันพุธ โดย 22 คนในจำนวนนี้อยู่ที่ย่าน ซิมไดรฟ์/อัลจูเนียด เครสเซนท์ เช่นเดียวกับผู้ป่วยรายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่าผู้ป่วยอีก 2 คนที่เหลือมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ดังกล่าวอย่างไร

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ เจ้าหน้าที่ระบุว่าเธออาศัยอยู่กับครอบครัวที่มีสมาชิกคนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อซิกา ซึ่งเธอมีอาการแสดงออกมาไม่รุนแรง และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสตรีและเด็กแล้ว โดยแพทย์กำลังจับตาดูสุขภาพของเธอและพัฒนาการของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด