ดินไหวเมียนมาดับแล้ว 3 ศพ เจดีย์เก่าแก่เสียหายเกือบ 100 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ส.ค. 2559 05:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701195

 

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในประเทศเมียนมาเมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และสร้างความเสียหายแก่เจดีย์จำนวนมากในเมืองพุกาม…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.8 ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศเมียนมาเมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย รวมถึงเด็ก 2 คน ขณะที่เกิดความเสียหายต่อเจดีย์เก่าแก่อายุนับร้อยปีจำนวนมาก ในเมืองพุกาม

ตามการเปิดเผยของสำนักงานดับเพลิงและสภากาชาดเมียนมา ที่เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเมืองเจ๊า ซึ่งใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว มีเด็กหญิง 2 คนเสียชีวิต หลังจากตลิ่งแม่น้ำแห่งหนึ่งทรุดตัว ขณะเดียวกันมีชายอายุ 22 ปี คนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากเพดานโรงงานยาสูบในเมืองปะโคะกู ในเขตมาเกว พังถล่มลงมาทับเขา


เจดีย์ในเมืองพุกามพังเสียหาย

ด้านกระทรวงสารสนเทศเมียนมาเปิดเผยว่า แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายให้แก่เจดีย์ในเมืองพุกาม ซึ่งได้รับการขนานนามว่า ‘เมืองแห่งทะเลเจดีย์’ จำนวนเกือบ 100 แห่ง และส่วนใหญ่เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 และ 13 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่เมืองนี้ด้วย

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงนครย่างกุ้ง และหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอินเดีย, ไทย และบังกลาเทศ ทำให้อาคารสูงสั่นไหว ผู้คนจำนวนหนึ่งต้องวิ่งหนีออกมาภายนอกอาคาร จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 คนในบังกลาเทศ

 

ระทึกอีก! แผ่นดินไหว 5.8 ตอนใต้สุมาตรา ไม่มีเตือนสึนามิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 21:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700979

 

ยูเอสจีเอสเผย เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.8 ในทะเลทางใต้ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ยังไม่มีรายงานว่าเกิดความเสียหาย และไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ…

สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20:48 น. วันพุธที่ 24 ส.ค. ตามเวลาประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือนระดับ 5.8 โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในทะเลทางใต้ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ความลึก 17.1 กม. ห่างจากเมืองสุไหง เปนูห์ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 178.9 กม.

ในเบื้องต้น ยังไม่มีรายงานว่าเกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ยูเอสจีเอสประเมินว่า แผ่นดินไหวลูกนี้จะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (เอ็นโอเอเอ) ไม่ประกาศเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

 

สนง.ไทยเทรด มอบเงินช่วยหมู่บ้านเด็กกำพร้าเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 11:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699844

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มอบเงินรายได้จากการจัดงานแสดงสินค้า ช่วยเหลือหมู่บ้านเลี้ยงดูเด็กกำพร้า 236 คน เพื่อเป็นทุนเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย ผอ.หมู่บ้านซาบซึ้งน้ำใจคนไทย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า นางพรพิมล เพชรกุล อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ไปมอบเงินจำนวนเงิน 10,010,00 ด่อง คิดเป็นเงินไทยประมาณ 15,900 บาท ให้แก่หมู่บ้านเลี้ยงดูเด็กกำพร้า SOS ฮานอย เมื่อบ่ายวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเงินจำนวนนี้ เป็นเงินบริจาคของผู้เข้าใช้บริการสาธิตการทำดอกไม้ประดิษฐ์และการสาธิตนวดแผนโบราณ ในงานแสดงสินค้า “Mini Thailand Week 2016” ณ กรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม การมอบเงินครั้งน้ี นับเป็นครั้งที่สองในปีนี้ ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย มอบเงินช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส สำหรับครั้งแรกได้มอบเงินจำนวน 8,000 บาท ให้แก่เด็กพิการและกำพร้าของหมู่บ้าน Hoa Phuong ณ เมืองท่าไฮฟอง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา


นางพรพิมล เพชรกูล กล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ขอมอบเงินที่มาจากกิจกรรมการค้าในงานแสดงสินค้าฯ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเด็กกำพร้า ทั้งนี้ได้ตระหนักดีว่าเด็กมีความสำคัญต่อประเทศ เด็กคืออนาคตของชาติ โดยเฉพาะเด็กที่ด้อยโอกาสที่ควรให้ความช่วยเหลือและให้โอกาสพวกเขาได้พัฒนาเป็นเด็กดี มีประโยชน์ต่อประเทศ

ส่วนนายเหวียน วัน ซินห์ ผู้อำนวยการหมู่บ้าน SOS ฮานอย กล่าวขอบคุณน้ำใจของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ที่ได้มอบเงินช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสของหมู่บ้านและหวังว่า จะได้รับความช่วยเหลือต่อไป ปัจจุบันที่หมู่บ้านฯ ได้เลี้ยงดูเด็กพร้าทั้งบิดาและมารดา เด็กกำพร้ามารดาหรือบิดาแต่ถูกทอดทิ้ง รวม 236 คน เป็นอย่างดี ทุกคนได้เรียนหนังสือตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือโรงเรียนอาชีวะศึกษา ในตลอด 27 ปีที่ก่อตั้งหมู่บ้านได้เลี้ยงดูเด็กทั้งหมด 450 คน และมีเด็กกว่า 200 คน ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และเรียนอาชีวศึกษา หลังเรียนจบแล้วมีงานทำทุกคน

พร้อมกันนี้ คณะของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ได้ไปเยี่ยมเด็กกำพร้า และชมบรรยากาศของหมู่บ้าน จากนั้นร่วมพิธีมอบเงินบริจาคให้แก่เด็กกำพร้าของหมู่บ้าน SOS ฮานอย โดยทางฝ่ายไทย มี ผศ.อภิรัติ โสฬศร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ไปร่วมพิธี พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวไทยและเวียดนามไปร่วมทำข่าวด้วย.

 

ชาวประมงปินส์บุญหล่นทับ เจอไข่มุกใหญ่สุดในโลก ราคาเบาะๆ 3 พันกว่าล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 16:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699284

 

(ภาพจากยูทูบ : Audio Gamer)

ชาวประมงฟิลิปปินส์รวยไม่รู้เรื่อง เจอไข่มุกก้อนใหญ่สุดในโลก หนักถึง 34 กก. สนนราคาอาจสูงถึง 3.4 พันล้านบาท ระหว่างออกเรือหาปลา ตั้งแต่ 10 ปีก่อน แต่ไม่รู้ว่ามันคือไข่มุก เก็บไว้ในฐานะเป็นก้อนหินนำโชคเท่านั้น

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานเรื่องฮือฮา ชาวประมงชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) ที่เกาะปาลาวัน พบไข่มุกขนาดใหญ่ น้ำหนัก 34 กก.และคาดว่าน่าจะเป็นไข่มุกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่เขาหารู้ไม่ว่ามันคือไข่มุกล้ำค่า ที่อาจมีราคาสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.4 พันล้านบาท เพียงแต่ชาวประมงรายนี้ได้เก็บรักษาไข่มุกไว้ในฐานะเป็นเครื่องรางนำโชคเท่านั้น

ข่าวแจ้งว่า ความจริงมาประจักษ์ เครื่องรางหรือหินนำโชคที่ชายประมงคนนี้พบนั้น เป็นไข่มุกขนาดใหญ่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการพบกันมา เพราะมันใหญ่กว่าไข่มุกที่ว่าใหญ่สุดซึ่งถูกพบมาก่อนหน้านี้ ถึง 5 เท่า ก็เมื่อมาเกิดเหตุไฟไหม้บ้านไม้ของชาวประมงผู้นี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุให้เขาต้องย้ายบ้าน และเขาได้ตัดสินใจที่จะนำมันไปด้วย จนเมื่อมีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวท้องถิ่นในเมืองเปอร์โต ปรินเซสก้ามาเห็นเข้า จึงได้นำหินนี้ไปตรวจสอบ แล้วจึงรู้ว่า มันเป็นไข่มุกที่ประเมินค่ามิได้

ไข่มุกก้อนนี้ มีขนาดความยาวถึง 2.2 ฟุต กว้าง 1 ฟุต หนัก 34 กก. ซึ่งตามการตีราคาของ ‘ไข่มุกแห่งอัลเลาะห์’ ซึ่งเป็นไข่มุกขนาดใหญ่สุดที่พบก่อนหน้านี้ มีน้ำหนัก 6.4 กก.ก็มีราคาถึง 35 ล้านดอลลาร์แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ ยังเปิดเผยที่มาของการพบไข่มุกขนาดใหญ่สุดในโลกของชายประมงว่า เขาได้โยนสมอลงไปในทะเลเพื่อตรึงเรือไว้ขณะเจอพายุ และปรากฏว่า สมอได้ไปติดกับก้อนหินก้อนหนึ่ง จากนั้นเขาจึงดำน้ำลงไปถอนสมอและเห็นว่าสมอติดอยู่กับหอย จึงนำหอยขึ้นมาด้วย และเก็บมันไว้ที่บ้านตั้งแต่สิบปีที่แล้วในฐานะเครื่องรางนำโชค

กระทั่งมารู้ว่า ความจริง มันเป็นไข่มุกล้ำค่าเมื่อไม่นาน และขณะนี้ ชายประมงได้ส่งไข่มุกมาให้เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวช่วยนำไปตรวจสอบต่อว่าเป็นไข่มุกจริงๆ หรือไม่ และคงต้องรอผลการตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ ไข่มุกแห่งอัลเลาะห์ หรือรู้จักในชื่อ Pearl of Lao Tze ก็พบในทะเล นอกชายฝั่งเกาะปาลาวัน ของฟิลิปปินส์ ในปี 2477 และขณะนี้ได้ถูกนำไปแสดงที่นิวยอร์ก

 

‘เรลลัปปัน ราม นาทัน’ อดีตปธน.สิงคโปร์ ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 92 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 03:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698594

 

เรลลัปปัน ราม นาทัน อดีตประธานาธิบดีของประเทศสิงคโปร์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองอุดตัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเรลลัปปัน ราม นาทัน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 6 แห่งประเทศสิงคโปร์ (ดำรงตำแหน่งปี 1999-2011) ถึงแก่อนิจกรรมแล้วในวันจันทร์ที่ 22 ส.ค. ขณะมีอายุได้ 92 ปี หลังจากเขาเกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันเมื่อราว 3 สัปดาห์ก่อน จนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง แห่งสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์เปิดเผยข่าวการถึงแก่อนิจกรรมของนายนาทันในวันจันทร์ โดยยกย่องนายนาทันว่า เป็นผู้นำที่อบอุ่นและเข้าถึงได้ ผู้สร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มาเยี่ยมเยียนด้วยความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของโลก และดำรงตำแหน่งผู้นำด้วยความีเกียรติและโดดเด่น “เขาเป็นบุตรแห่งสิงคโปร์อย่างแท้จริง” ลี เซียน ลุง ระบุ

ด้านนายโทนี ถัง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสิงคโปร์ ก็ออกแถลงการณ์ชื่นชมนายนาทันว่า เป็นผู้สร้างสถาบันเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และการป้องกัน ซึ่งเป็นกลุ่มคณะวิจัยที่มีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแคมเปญ ‘President’s Challenge’ ซึ่งเป็นงานระดมทุมเพื่อการกุศลที่จัดเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ เรลลัปปัน ราม นาทัน เกิดเมื่อปีค.ศ. 1924 เติบโตขึ้นที่เมืองมูอาร์ รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนจะย้ายตามครอบครัวเข้าสู่สิงคโปร์ เขาเคยทำงานเป็นล่ามให้กับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่ภายหลังจากได้งานเป็นตำรวจพลเรือน และหลังจากสงครามสิ้นสุดลง นายนาทันก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในสิงคโปร์ เคยได้รับตำแหน่งสำคัญในทั้งด้านความมั่นคงและกิจการต่างประเทศ และเคยเป็นเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำสหรัฐฯ ด้วย

นายนาทันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี 2 สมัยในปี 1999 และ 2005 โดยในปี 2009 เขาลงนามใช้เงินสำรองของประเทศจำนวนมหาศาลถึง 4,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ และในระหว่างที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัว เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3

อนึ่ง ตามการเปิดเผยของทำเนียบนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พิธีศพของนายนาทันจะจัดขึ้นในวันศุกร์นี้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมยูนิเวอร์ซิตี

 

ตร.ปินส์เผย ยอดตายสงครามกวาดล้างยาเสพติดพุ่งเฉียด 1,800 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 00:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698439

 

โรนัลด์ เดลา โรซา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์

ตำรวจของประเทศฟิลิปปินส์ออกมาเปิดเผยในวันจันทร์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดีโรดริโก ดุเตร์เต มีจำนวนเกือบ 1,800 รายแล้ว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศฟิลิปปินส์ เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 22 ส.ค. ว่า จำนวนผู้ที่ถูกสังหารจากความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต รับตำแหน่งผู้นำประเทศและประกาศสงครามกับยาเสพติดเมื่อ 7 สัปดาห์ก่อน มีจำนวนเกือบ 1,800 รายแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ ทางการฟิลิปปินส์เปิดเผยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามยาเสพติดอยู่ที่ราว 900 คน แต่ในวันจันทร์ นายโรนัลด์ เดลา โรซา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ บอกกับคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่า นับตั้งแต่ 1 ก.ค. มีผู้ลักลอบค้าและใช้ยาเสพติดเสียชีวิตในปฏิบัติการของตำรวจแล้ว 712 ราย และเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนกรณีการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก 1,067 ราย โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม


ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์

การเปิดเผยล่าสุดของตำรวจฟิลิปปินส์เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากประธานาธิบดีดูเตร์เต ใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อว่าสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่วิพากษ์วิจารณ์มาตรการกวาดล้างยาเสพติดของเขา พร้อมทั้งขู่ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกของยูเอ็นด้วย

อย่างไรก็ตาม นายเพอร์เฟกโต ยาเซย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์ ออกมายืนยันในวันจันทร์ว่า ฟิลิปปินส์จะเป็นสมาชิกยูเอ็นต่อไป และแก้ตัวว่า คำพูดของนายดูเตร์เตนั้นเป็นเพียงการแสดงความผิดหวังและความไม่พอใจเท่านั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้นำปินส์ขู่ออกจาก UN ฉุนโดนต้านมาตรการกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติด

 

ผู้นำปินส์ขู่ออกจาก UN ฉุนโดนต้านมาตรการกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697544

 

โรดริโก ตูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ขู่ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกสหประชาชาติ หลังผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นชี้ว่า มาตรการกวาดล้างยาเสพติดของเขาซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ส.ค. โรดริโก ตูเตร์เต ประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์ ออกมาขู่ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หลังจากสหประชาชาติวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกวาดล้างยาเสพติดของดูเตร์เตซึ่งทำให้มีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ค้ายาเสียชีวิตจำนวนมาก

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 2 คน ออกมาระบุว่า คำสั่งของดูเตร์เตที่ให้ตำรวจและสังคมสังหารผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ค้ายาเสพติด ได้กลายเป็นการยุยงให้เกิดความรุนแรงและการฆาตกรรม ซึ่งเป็นอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ต่อมา ดูเตร์เตออกมากล่าวตอบโต้ในวันอาทิตย์ โดยต่อว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนว่าเป็นคนโง่ และบอกให้พวกเขาลงนับจำนวนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตเพราะยาเสพติดดู “ผมไม่ได้ต้องการต่อว่าคุณ แต่บางทีเราแค่ต้องตัดสินใจเพื่อออกจากสหประชาชาติ หากคุณเสียมารยาทขนาดนั้น เราก็เพียงแค่ถอนตัว สหประชาชาติควรคืนเงินช่วยเหลือของเรามา พวกเราจะออกไป”

ดูเตร์เตกล่าวอีกว่า ยูเอ็นไม่สามารถต่อสู้กับความหิวโหยและการก่อการร้าย ทั้งยังล้มเหลวในการยุติการเข่นฆ่าพลเรือนในอิรักและซีเรียด้วย “รู้มั้ยสหประชาชาติ ถ้าคุณพวกเรื่องแย่ๆ ของผมได้ 1 เรื่อง ผมก็สามารถพูดเรื่องของพวกคุณได้ 10 เรื่อง ผมขอบอกว่า คุณมันไร้ประโยชน์ เพราะหากคุณมีอำนาจจริงๆ คุณก็คงสามารถหยุดสงครามและการฆ่าต่างๆ ได้แล้ว”

 

จัดโปรโมตสินค้าไทยในเวียดนาม ฉลองสัมพันธ์ 40 ปี คนซื้อคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694773

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อยอดร่วมฉลอง 40 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม จัดงานแสดงสินค้า “Mini Thailand Week” โปรโมตสินค้าไทยนำเข้าโดยนักธุรกิจเวียดนาม และสินค้าไทยที่ผลิตในเวียดนาม ชาวเวียดนามแห่ซื้อสินค้ากันคึกคัก เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ได้ต่อยอดการฉลอง 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและเวียดนาม โดยการจัดงานแสดงสินค้า “Mini Thailand Week 2016” ร่วมกับบริษัทโฆษณาและจัดงานแสดงสินค้าของเวียดนาม (VINEXAD) ที่ศูนย์นิทรรศการระหว่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ถนน เจิ่น ฮึง ด่าว กรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2559


นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือก และนางพรพิมล เพชรกูล อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ถ่ายภาพกับผู้แทนฝ่ายเวียดนาม

พิธีเปิดงานมีขึ้นเมื่อตอนสายวันที่ 18 สิงหาคม ผู้ร่วมเปิดงานฝ่ายไทยได้แก่ นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และนางพรพิมล เพชรกูล อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ส่วนฝ่ายเวียดนามได้แก่นายเหวียน ฟุก นาม รองอธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์เวียดนาม นายเล หว่าง ต่าย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าเวียดนามและนายต่า กวาง หงอก ประธานสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่สถานทูต ตัวแทนบริษัทของไทยที่ร่วมงาน ชาวเวียดนาม รวมทั้งสื่อมวลชนไทยและเวียดนาม เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก


ชาวเวียดนามแห่ซื้อสินค้าไทย

นางพรพิมล เพชรกูล อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการค้า ณ กรุงฮานอย กล่าวเปิดงานว่า งานแสดงสินค้า “Mini Thailand Week” มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำสินค้าและธุรกิจบริการของไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวเวียดนาม ทั้งนี้งานนี้มีลักษณะพิเศษได้แก่ สินค้าส่วนใหญ่ของไทยนำเข้าโดยนักธุรกิจเวียดนาม และสินค้าไทยที่ผลิตในเวียดนาม เป็นเสมือนการส่งเสริมให้นักธุรกิจเวียดนามได้มีช่องทางการค้าผ่านงานแสดงสินค้านี้ ปีนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข นำผู้ประกอบการสินค้าไทยในโครงการมาร่วมจำหน่ายและยังมีคูหาสาธิตนวดไทย งานแกะสลักผลไม้ สาธิตการปรุงอาหาร และมีมุมตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงด้วย เช่ือว่าจากงานนี้จะช่วยขยายช่องทางการค้าระหว่างไทยและเวียดนามเพิ่มขึ้นไปอีก


สินค้าเครื่องครัวขายดิบขายดี

ส่วนนายเหวียน ฟุก นาม รองอธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์เวียดนาม กล่าวว่า งานแสดงสินค้า “Mini Thailand Week” ณ กรุงฮานอย เป็นกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่มีความหมายอย่างจริงจังในสภาวการณ์ที่ 2 ประเทศทั้งเวียดนามและไทย กำลังขยายความร่วมมือเพื่อใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอฉบับต่างๆ โดยเฉพาะงานนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในโอกาสฉลอง 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม

“ปี 2558 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8.03 เมื่อเทียบกับปี 2557 และใน 6 เดือนแรกของ ปี 2559 มีการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวียดนามอยู่ที่ 11.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับหนึ่งของเวียดนามในกลุ่มอาเซียน ส่วนเวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียน” นายเหวียน ฟุก นาม กล่าว


ดอกไม้ประดิษฐ์ ก็ขายได้

นายอิสรา สงวนพงศ์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจและการตลาดของบริษัท สยามพูนทรัพย์ จำกัด ซึ่งเปิดตัวแทนจำหน่ายสินค้ามากว่า 10 ปี และไปร่วมออกบูธงานด้วย เปิดเผยว่า ตนมางานนี้เพื่อขยายธุรกิจเพราะสินค้าของบริษัทได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวเวียดนาม พวกเขาชอบน้ำหอมปรับอากาศ น้ำยาเคลือบรถ ครั้งนี้ทางบริษัทแนะนำสินค้าตัวใหม่สองตัวได้แก่น้ำหอมปรับอากาศ และน้ำยาล้างผักและผลไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ชาวเวียดนามให้ความสนใจเลือกซื้อกันมาก

ด้านนางเล หงอก เฝื่อง ชาวเวียดนามที่มาเลือกซื้อสินค้าในงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า มาร่วมงานแสดงสินค้าไทยทุกครั้ง เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพดี ตนมาหาซื้อรองเท้าของไทยเพราะสวยและทนทาน


งานแกะสลักผลไม้ฝีมือคนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพียงวันแรกของการเปิดงาน มีชาวเวียดนามในกรุงฮานอย มาเข้าชมงานและซื้อสินค้าอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในครัวเรือน รองเท้า น้ำหอม อาหารไทย และยังสนใจนวดแผนโบราณด้วย  ส่วนคูหาจัดแสดงผลไม้แกะสลักดอกไม้ที่ทำจากกระดาษสา และมีการสาธิตวิธีทำ ได้รับความสนใจไม่น้อยเช่นกัน

สำหรับงานแสดงสินค้า “Mini Thailand Week” มีบูธแสดงสินค้ารวม 100 บูธจากบริษัทที่มาจากประเทศไทยและตัวแทนจำหน่ายของบริษัทไทยในเวียดนามประมาณ 80 บริษัท ภายในงานยังมีการแสดงนาฏศิลป์ให้ชมด้วย คาดว่าจนถึงวันสุดท้ายของงานจะสร้างรายได้ให้แก่บริษทที่มาร่วมออกบูธจำนวนมาก.


นวดแผนไทยได้รับความนิยมไม่น้อย

 

ซูจีลุยจีบผู้นำจีน เจรจาลงทุน-สยบกบฏพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694665

 

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. นางอองซาน ซูจี รมว.ต่างประเทศผู้ทรงอิทธิพลของเมียนมา มีกำหนดเดินทางเข้าพบเจรจากระชับความสัมพันธ์กับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนเข้าหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในวันต่อมา 19 ส.ค. โดยเป็นการเจรจาในระดับสูงครั้งแรกของนางซูจีนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งเมียนมา เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา

นางอายอาย โซ รองอธิบดีกระทรวงต่างประเทศเมียนมา เปิดเผยว่า การพบปะครั้งนี้ นางซูจีในฐานะตัวแทนรัฐบาลเมียนมา จะมีการลงนามก่อสร้างโรงพยาบาล 2 แห่งในนครย่างกุ้ง และเมืองมัณฑะเลย์ รวมถึงการก่อสร้างสะพานเพื่อการพัฒนาระบบคมนาคมและการสื่อสาร ที่เมืองคุนหลง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ห่างจากพรมแดนเมียนมา-จีน ประมาณ 32 กิโลเมตร แต่มิได้เปิดเผยว่าโครงการก่อสร้างทั้งหมดมีกรอบระยะเวลาเท่าไรและใครเป็นผู้ลงทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมายังเปิดเผยด้วยว่า ในการเจรจาคาดการณ์ว่าทางการจีนจะยกประเด็นเรื่องการก่อสร้างเขื่อนพลังน้ำผลิตไฟฟ้า “มิตโสน” ต้นแม่น้ำอิรวดี ลงทุนโดยจีนมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นมาพูดคุย หลังจากโครงการหยุดชะงักไปเมื่อปี 2554 ตามคำสั่งนายเต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีเมียนมา ที่ปฏิบัติตามกระแสต่อต้านของกลุ่มนักอนุรักษ์ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานด้วยว่า ทางการจีนพยายามที่จะผลักดันโครงการให้ก่อสร้างต่อมาตลอด และตามแผนการเดิมนั้น ไฟฟ้า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ผลิตโดยเขื่อนมิตโสนจะถูกส่งไปยังจีน

ส่วนประเด็นของฝ่ายเมียนมานั้น นางซูจีจะขอความร่วมมือจากจีนให้เข้ามามีส่วนร่วมการเจรจาสันติภาพกับกองกำลังติดอาวุธบริเวณพรมแดนจีน อย่างกรณีกลุ่มโกก้างที่ออกปฏิบัติการในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา และใช้จีนเป็นฐานในการกบดานและหลบหนีการกวาดล้าง

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส ของจีนรายงานด้วยว่า การมาเยือนของนางซูจีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมา-จีน มีความเหนียวแน่นกว่าความสัมพันธ์ที่เมียนมามีให้กับสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จีนยังประเมินว่า เนื่องด้วยการลงทุนในเมียนมามีความสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลจีนอาจจะยอมถอยเรื่องเขื่อนมิตโสน และหารืออย่างครอบคลุมกับชาวเมียนมาในพื้นที่ว่าจะไม่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม.

 

โอละพ่อ! เรือบรรทุกน้ำมันมาเลย์ถูกปล้น ที่แท้ลูกเรือมีปัญหานายจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693670

 

เจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ต่างฝ่ายต่างออกมายืนยันว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่หายไปเมื่อวันอังคาร ไม่ได้ถูกปล้นและจี้บังคับให้ไปยังน่านน้ำอินโดนีเซีย แต่ถูกพาไปโดยฝีมือของลูกเรือบนเรือเอง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมัน ‘เอ็มวี เวียร์ ฮาร์โมนี’ ซึ่งบรรทุกน้ำมันดีเซลกว่า 9 แสนลิตรลำนี้ หายไปหลังจากเดินทางออกจากเมืองท่า ตันจุง เปเลปาส ทางตะวันออกของมาเลเซียเมื่อวันอังคาร ก่อนจะถูกพาไปยังน่านน้ำนอกเกาะบาตัม ของอินโดนีเซีย ซึ่งในเบื้องต้น ทางการมาเลเซียเชื่อว่าเรือลำนี้ถูกจี้บังคับพาไป

อย่างไรก็ตามในวันพุธ นายเอดี ซูซิปโต โฆษกกองทัพเรืออินโดนีเซีย กล่าวว่า ความสับสนที่เกิดขึ้น เกิดจากปัญหาการจัดการภายใน ส่วนพลเรือเอก มอห์ด ทาฮา อิบราฮิม จากสำนักงานบังคับกฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) เปิดเผยผ่านแถลงการณ์ว่า จากการสืบสวนในเบื้องต้นบ่งชี้ว่า การหายไปของเรือลำนี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือของการปล้นหรือโจรกรรม แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่ลงรอยกันภายในระหว่าง เจ้าของ, ผู้เช่า และลูกเรือ

MMEA เผยอีกว่า พวกเขาสามารถติดต่อกับกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ ซึ่งกัปตันผู้นี้บอกว่า เรือกำลังเดินทางไปยังเกาะบาตัม ของอินโดนีเซีย โดยลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย MMEA ระบุด้วยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของกับลูกเรือคลี่คลายแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเรือลำนี้จะกลับมามาเลเซียหรือไม่