แตกใบอ่อน : มหกรรมเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/212307

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกือบจะจบแบบ “หล่อๆ” แล้วเชียว สำหรับปัญหา “ไฟป่า” และ “หมอกควัน” ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ หลังจากช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาประกาศผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ ซึ่งพบว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ตามตัวเลขที่ “บิ๊กเต่า” ว่าไว้ คือปริมาณฝุ่งละอองสูงสุดลดลงจาก 381 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในปี 2558 เหลือ 317 ไม่โครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปีนี้ ขณะที่จำนวนวันที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานก็ลดลงถึงกว่าร้อยละ 15

นอกจากนี้จำนวน “จุดความร้อน”หรือ Hotspot ที่เคยตรวจพบว่ามีถึง 8,819 จุดในปีที่แล้ว ก็เหลือแค่ 5,808 จุดในปีนี้ หรือมีจำนวนที่น้อยลงกว่าร้อยละ 40

แต่พอคล้อยหลังคำแถลงไปไม่กี่วัน ปรากฏว่า สถานการณ์กลับวิ่งสวนทางชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะแต่ละจังหวัดพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ ต้องมาเจอกับสภาพหมอกควันหนาแน่นปกคลุมชนิดมองไม่เห็นท้องฟ้า โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ และ เชียงราย ที่บรรยากาศตลบอบอวนไปด้วยฝุ่นควันจนชนิดที่เรียกว่า แม้แต่พระอาทิตย์ยังแทบจะส่งมาไม่ถึง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ เราต้องอยู่ในสภาพ “ตกม้าตาย” จากปัญหาหมอกควันอาจเป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมา มีการประกาศมาตรการกำหนดช่วงเวลา “ห้ามเผา”ในทุกพื้นที่ มีการควบคุมชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ที่ตามปกติจะเริ่มมีการเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในช่วงต้นเดือนเมษายน แต่ปีนี้ถูกคุมเข้มไม่ให้เผาอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงกลางเดือนเมษายนซึ่งมีการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว บรรดาชาวไร่ชาวนาก็เลยพากันออกมากระหน่ำเผากันชนิดไม่บันยะบันยัง

ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น คือ ฝุ่นควันกลับมาลอยอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

เอาแค่ที่ “เชียงใหม่” จังหวัดเดียว ซึ่งชาวบ้านตามอำเภอรอบนอกพากันออกมาเร่งเผาไร่ เผาพื้นที่การเกษตร จนไฟลามเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่ง โดยช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาพบจุดความร้อนในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 จุด

ขณะที่ชาวบ้านก็ฉลาดเหลือ เพราะแม้รัฐจะมีการใช้ดาวเทียมตรวจหาจุดความร้อน ซึ่งจะเป็นตัวฟ้องว่ามีการเผาในพื้นที่ของใครบ้าง ชาวบ้านก็เลยพากันเลี่ยงไปเผาในจุดอื่นแล้วปล่อยให้ไฟลามเข้าพื้นที่ของตัวเองแทน ซึ่งไอ้จุดอื่นๆที่ว่า ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเป็นพื้นที่ป่าทั้งนั้น

แล้วทีนี้จะเหลืออะไร ตัวชาวบ้านแทบไม่ต้องหวังว่าจะมาช่วยดับไฟเพราะหลายคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ภาระหนักจึงต้องมาตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีกำลังอยู่แค่ไม่กี่หยิบมือ

ไฟก็ลาม ควันก็ลาม สภาพจึงเป็นอย่างที่เห็น คือ “เอาไม่อยู่”

เวลานี้ “ตัวช่วย” เดียวที่พอจะหวังได้ คือ “พายุฤดูร้อน” ที่เริ่มแผ่อิทธิพลในหลายพื้นที่ ซึ่งต้องมาลุ้นดูว่าจะสามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้สักกี่มากน้อย

ส่วนบทเรียนที่เกิดขึ้น หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็คงต้องเก็บไปทบทวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือกับปัญหาที่อาจจะเวียนกลับมาในอีรอบเดียวกันอีกครั้งในปีหน้า ไม่ให้เกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีก

อย่าว่าแต่คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเลยครับที่เบื่อกับปัญหา ใครที่ไหนได้ยินได้ฟังก็พากันเบื่อทั้งนั้น เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำซากเกินไป

มะลิลา

แตกใบอ่อน : คิดผิดคิดใหม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211276

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง “IEAชี้ศก.โลกโตได้ด้วย “คาร์บอนต่ำ” สวนทางรบ.ไทยเพิ่มสัดส่วนถ่านหิน” โดยทีมข่าวต่างประเทศ “สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม” (http://www.greennewstv.com/) เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ “ย้อนแย้ง” ระหว่าง “พันธะสัญญา” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ไว้ต่อนานาชาติ กับทิศทางของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในการพัฒนาพลังงานจาก “ถ่านหิน” ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากประเด็นการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างร้อนแรงจากชุมชนที่ตกเป็นพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะในภาคใต้ จึงอยากขออนุญาตนำมาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง

ในรายงานดังกล่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศให้คำมั่นต่อที่ประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ “COP21” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ว่า ประเทศไทยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 20-25% ภายในปี 2573 โดยจะเน้นลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ผลักดันการขนส่งทางราง ทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว

แต่คล้อยหลังตามมาแค่เดือนเศษๆ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในกิจการบางประเภท โดยมี “โรงไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ก่อนตามมาด้วยการลงนามในประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ อีกเช่นกัน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดโครงการหรือกิจการที่ได้รับการยกเว้นการใช้บังคับผังเมืองรวม มีโรงไฟฟ้า 29 โครงการ รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ฯลฯ ได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า

ทั้งนี้แม้ในประกาศ กพช. จะมีการกำชับให้มีการดำเนินการตามข้อบังคับต่างๆ อาทิ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย รวมทั้งมีโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579 (เออีดีพี 2015) ได้รับอานิสงส์ด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนักถึงความจริงใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อคำมั่นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจาก “ถ่านหิน” ยังคงเป็นตัวชูโรงด้านกิจการพลังงานของรัฐบาล

รายงานชิ้นเดียวกันยังระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมักอ้างตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าประเทศพัฒนามาก และประเทศไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเร่งการเติบโตด้านเศรษฐกิจเพื่อลดความยากจน ซึ่งข้ออ้างนี้ “สวนทาง” โดยสิ้นเชิงกับรายงานของ “องค์การพลังงานระหว่างประเทศ” หรือ IEA ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยประเทศสมาชิกของ องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ประกอบด้วย 30 ประเทศสมาชิก อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี กรีซ อิตาลี ญี่ปุ่น และสเปน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก

รายงานของ IEA ระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์มีระดับคงที่ในช่วงปี 2556-2558 โดยที่เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตตามปกติ และพบว่า “พลังงานหมุนเวียน” มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการตรึงปริมาณการปล่อยก๊าซ โดย 90% ของการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากแหล่งใหม่ มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และกว่าครึ่งมาจาก “พลังงานลม”

อีกสาเหตุหนึ่งที่ตรึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเพราะจีนและสหรัฐซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนอันดับต้นๆของโลกได้ลดการใช้ถ่านหินลง โดยจีนสามารถลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 1.5% ในปีที่ผ่านมา ด้วยนโยบายการลดถ่านหิน เพิ่มศักยภาพพลังงานหมุนเวียน ขณะที่สหรัฐลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 2% เนื่องจากมีการลดการพึ่งพาถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติ แม้พลังงานทั้ง 2 ประเภทจัดอยู่ในเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล แต่การเผาไหม้ของถ่านหินนั้นทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนฯ สูงกว่า 2 เท่า

การคงที่ของปริมาณการปล่อยก๊าซในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ ระหว่างปี 2556-2558 จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว

และเป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้โดยที่ลดการใช้พลังงานฟอสซิล

ดังนั้น จึงมีคำถามการวางฐานรากด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องยึดโยงอยู่กับการพัฒนาพลังงานจาก “ถ่านหิน” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างแสนสาหัสเช่นในขณะนี้

คิดผิดคิดใหม่ก็ยังทันนะครับท่านนายกฯ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ทุนนิยมสร้างภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210348

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

5 เมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่สปอตไลท์การเมืองกำลังฉายไปที่ “มีชัย ฤชุพันธ์ุ” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขณะกำลังกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กรอบแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ห้องสัมมนากลาง สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปีชาตกาล “อ.สัญญา ธรรมศักดิ์”

แต่ที่ “ท่าพระจันทร์” ยังมีเวทีสัมมนาวิชาการเล็กๆ อีกงานหนึ่ง คือ การเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว GREEN ECONOMY ทุนนิยมแบบสร้างภาพหรือทางเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ซึ่งจัดโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีวิทยากรหลัก 3 ท่าน คือ “Dr.Jose A. Puppim de Oliveira” จาก International Institute for Global Health United Nations University, “ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์”ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และ คุณ “รสนา โตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย

ขณะที่เนื้อหาการประชุม พอจะสรุปได้คร่าวๆ คือ ปัจจุบันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามมามากมาย แนวคิดที่ว่า “เมื่อประเทศได้รับการพัฒนา จะทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยลง” ไม่เคยเป็นความจริง เพราะประเทศที่พัฒนาจนร่ำรวยและดูเหมือนมีสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว มีการนำธุรกิจหรืออุตสาหกรรมของตัวเองไปตั้งฐานการผลิตไว้ในประเทศที่ด้อยพัฒนา ซึ่งไม่มีกฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ดีพอ จึงไม่ต่างจากการสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเทศไทย แทบไม่มีความหวังกับเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว เพราะมุ่งแต่จะพัฒนาโดยไม่มีขีดจำกัด แม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ก็ยังคงเกิดความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย เนื่องจากมัวมุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการ “ถลุง” ทรัพยากรกันอย่างไม่บันยะบันยัง

ข้อสำคัญอีกประการ ก็คือ ขณะที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจประเด็นเรื่อง “พลังงานหมุนเวียน” กันอย่างแพร่หลาย แต่ประเทศไทยกลับยังนิ่งเฉยในเรื่องดังกล่าว ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของ “เศรษฐกิจสีเขียว” ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2558 ประเทศไทยใช้ไฟฟ้ารวมกัน 192,190 ล้านหน่วยขณะที่เยอรมนีสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้รวม 194,000 หน่วย ดังนั้นหากประเทศไทยวางอนาคตเรื่องการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนกันอย่างเต็มที่ ก็มีโอกาสทำให้เกิด “ทางรอด”ของวิกฤติพลังงานในอนาคตได้

ถ้าทำเรื่องนี้กันอย่างจริงๆ จังๆ ก็อาจไม่จำเป็นต้องมานั่งเถียงกันอีกว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มในอนาคต

ฟังดูแล้วโดยส่วนตัวผมค่อนข้างคล้อยตามนะครับ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วจะเห็นว่า เรื่องพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เหล่านี้เราทำได้ แต่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่คิดจะผลักดันกันอย่างจริงๆ จังๆ แม้กระทั่งระบบเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าบนหลังคา หรือ “โซลาร์ รูฟ” ก็ยังถูกจำกัดแทบไม่ได้เกิดอยู่ในขณะนี้

ทุกวันนี้ผมเห็นแค่จะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือจะถางป่าสร้างเขื่อนกันให้ได้

ดังนั้นถ้าจะให้สรุปตอนนี้ จึงอาจต้องใช้คำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยที่ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐบาล หรือใครต่อใครพูดถึงเวลานี้ มันก็ไม่ต่างจาก“วาทกรรม” ที่ใช้สร้างภาพให้ตัวเองกันไปวันๆ เท่านั้นเอง

เจริญครับ ประเทศไทย

มะลิลา

แตกใบอ่อน : จากชื่นชอบเป็น‘ชิงชัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209328

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ต้องถือว่า “แรง” เอาเรื่องพอสมควรกับการออกประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา” เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระเบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

หรืออีกนัยหนึ่ง คือ เป็นคำสั่งเพื่อรองรับนโยบายปราบ “มาเฟีย” และ “ผู้มีอิทธิพล” โดยเจาะจงไปที่ 3 พฤติกรรมต้องห้าม คือ

1.กระทําความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทําการใด ไม่กระทําการใด หรือจํายอมต่อสิ่งใดโดยทําให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น

2.แสดงตนให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืนหรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดําเนินการเพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตน

3.ดํารงชีพด้วยการกระทําผิดกฎหมายการกระทําตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการใช้ จ้างวาน หรือสนับสนุนการกระทําใดๆที่เป็นการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งด้วย

ขณะที่ข้อใหญ่ใจความของคำสั่งฉบับนี้คือ การติดดาบให้อำนาจ “ทหาร” ให้สามารถทำหน้าที่ในฐานะ “เจ้าพนักงาน” ในการปราบปรามมาเฟียและกลุ่มอิทธิพลต่างๆ โดยสามารถบุกเข้าตรวจค้นไม่ต้องมีหมายศาล สามารถควบคุมตัวบุคคลเป้าหมายพร้อมทั้งยึดและอายัดทรัพย์สินไว้เพื่อตรวจสอบได้

มุมหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า การออกคำสั่งครั้งนี้สะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังของ พล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องการปราบปรามกลุ่มมาเฟียและผู้มีอิทธิพลต่างๆ ซึ่ง “สุจริตชน” ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแต่ประการใด เพราะถ้าไม่ทำอะไรผิด ก็คงไม่มีใครมาจับหรือมาวุ่นวายอยู่แล้ว

ที่สำคัญ คำสั่งนี้ก็น่าจะส่งผลดีให้กับเราท่านทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่ทราบกันว่า เดี๋ยวนี้ทั้งยาเสพติด บ่อนพนัน นักเลง มาเฟียทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีอยู่แทบทุกที่ และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านได้ไม่เว้นแต่ละวัน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดมาจัดการกับกลุ่มคนพวกนี้เสียบ้าง

แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือไม่?

คนธรรดาสามัญจะไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องได้รับผลกระทบจริงหรือ?

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า คนดี คนเลว เดี๋ยวนี้มันมีอยู่ในทุกวงการทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักข่าวหรือที่ไหนก็แล้วแต่ ในขณะที่คำสั่งที่ออกมาไม่มีมาตรการการตรวจสอบหรือถ่วงดุลการทำหน้าที่ ของเจ้าพนักงาน ดังนั้นหากเกิดกรณีการนำอำนาจไปใช้กลั่นแกล้งข่มแหงคนสุจริต แล้วใครจะรับผิดชอบ

นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีการใช้ “ดุลยพินิจ” ของเจ้าหน้าที่ที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้

เพราะจากคำสั่งที่เรียกได้ว่า ให้อำนาจและครอบคลุมพฤติกรรมความผิดชนิด “ครอบจักรวาล” โดยเฉพาะพฤติกรรมตามข้อ 1 ที่นำมาซึ่งการถูกนำไปตีความ จนชาวบ้านหรือกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประเด็นปัญหาในพื้นที่ของพวกเขา อาจจะถูกตามเล่นงานเอาได้ง่ายๆ ฐานเข้าข่าย “ผู้มีอิทธิพล”

เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นนะครับ ไม่ใช่ไม่เคย

อย่างกรณีล่าสุด ที่กำลังเป็นที่โจษขานของกลุ่มนักเคลื่อนไหวในเวลานี้ คือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่เจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าไปควบคุมตัว นายละม่อม บุญยงค์ ชาวประมง จ.ระยอง กับพวกอีก 2 คน ซึ่งเป็นแกนนำเคลื่อนไหวกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับเทศบาลระยองที่จะเข้ามาไล่รื้อบ้านและพื้นที่ทำประมงของพวกเขาซึ่งต่อมามีการเปิดเผยหนังสือบันทึกการเชิญตัวของกองพันทหารราบที่ 6 กรมทหารราบที่ 2 กองพลนาวิกโยธิน ระบุว่า เป็นการเชิญมาสอบถามข้อเท็จจริงตามแนวทางการปฏิบัติในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่รับผิดชอบ

เห็นแล้วหรือเปล่าครับว่า มันมีช่องโหว่อยู่ตรงไหน และใช่การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่หรือเปล่า?

ยิ่งเวลานี้ มีการเคลื่อนไหวคัดค้านและข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับโครงการของรัฐหรือเอกชนที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกิดขึ้นอยู่มากมายทั่วประเทศ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน กรณีเหมืองทอง

จะมีอะไรเป็นหลักประกันว่า คนเหล่านี้จะไม่ถูกเหมารวมเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะถ้าจะ “หาเหตุ” ให้กันจริงๆ ก็ตั้งแง่จับยัดว่าเข้าข่ายพฤติกรรมตามข้อ 1 ได้สบายๆ

ที่พูดไม่ได้ต้องการตั้งป้อมคัดค้านนะครับ แต่รัฐบาล และ คสช. จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมตรวจสอบการทำงานในเรื่องนี้ให้ชัดเจนครับ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลัง

รัฐบาลและคสช.ต้องระวังเอาไว้ให้ดีครับ

อย่าเปลี่ยนคนที่ชื่นชอบ ให้กลายเป็นคนที่ชิงชังโดยไม่จำเป็น

มะลิลา

แตกใบอ่อน : น่าอนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208317

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

21 และ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ถือว่า

เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่จะกระตุ้นเตือนให้คนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยอย่างพวกเรา ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกคุกคามอย่างหนัก ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากน้ำมือของพวกเรากันเอง

21 มีนาคมของทุกปี ถือว่าเป็น “วันป่าไม้โลก” ขณะที่วันที่ 22 มีนาคม ถูกจัดให้เป็น “วันน้ำโลก” ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่มีข้อมูลว่า นี่เป็นเพียงแค่เรื่องความบังเอิญ หรือเป็นความจงใจ จึงได้มีการกำหนดให้ทั้งวันป่าไม้และวันน้ำโลกอยู่ติดกันแบบนี้

แต่สิ่งที่ผมรู้เหมือนที่ทุกคนไทยรู้มานานแรมปี คือ ทั้ง 2 ปัญหาล้วนมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อกันและกันอย่างแนบแน่น เพราะไม่มีป่าย่อมไม่มีต้นน้ำ และถ้าไม่มีน้ำป่าไม้ก็อยู่ไม่ได้

และทั้งปัญหาป่าไม้และปัญหาน้ำก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยทุกคนในเวลานี้เช่นกัน

จากข้อมูลการสำรวจของกรมป่าไม้เมื่อปี 2557 พบว่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ของไทยเหลืออยู่เพียงประมาณ 102 ล้านไร่เศษๆ หรือร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ปี 2551 สำรวจพบมีเหลืออยู่ประมาณ 108 ล้านไร่ จึงทำให้เท่ากับป่าไม้ของไทยหายไปถึง 6 ล้านไร่ ภายในเวลา 6 ปี หรือเท่ากับหายไปปีละไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่วิกฤติยิ่งกว่าวิกฤติ

ส่วนสถานการณ์น้ำ เมื่อปีที่แล้ว องค์การสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานซึ่งเปรียบเสมือนคำเตือนไปยังทั่วโลกว่า สถานการณ์ปริมาณของแหล่งน้ำใต้ดินทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะที่ลดต่ำลงและเหลือน้อยมากขึ้นทุกที ขณะที่หลายพื้นที่ของโลกรวมทั้งประเทศไทย ต่างประสบปัญหาฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งเป็นผลพวงของสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคนภายในปี 2050 ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้น้ำมากขึ้น และเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงทั้งในแง่ของการใช้น้ำเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม และการใช้น้ำในชีวิตประจำวันตามบ้านเรือน

โดยความต้องการใช้น้ำทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 55 ภายในปี 2050ดังนั้นหากพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง และการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนของทุกประเทศทั่วโลกยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โลกของเราก็จะเหลือน้ำเพียงพอใช้เพียงร้อยละ 60 ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมดภายในปี ค.ศ.2030 หรือในอีก 14 ปีข้างหน้า

ถ้าเรื่องนี้ถูกนำมาพูดเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว ผมว่าคนไทยคงพากันหัวเราะเยาะ เพราะแทบจะหลับตานึกภาพเหตุการณ์นี้ไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้อย่างไร แต่สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นแล้ว ณ วันนี้ ซึ่งคนไทยทุกคนต่างประจักษ์กับสายตาของตัวเองถึงความโหดร้ายของสถานการณ์ภัยแล้งและขาดแคลนน้ำที่กำลังแพร่ลามไปทั่วประเทศในเวลานี้

นี่แค่เพียงเบาะๆ นะครับ ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะหนักหนาสาหัสขนาดไหนดังนั้นสิ่งที่เราทุกคนควรทำเวลานี้ คือ การเตรียมพร้อมรับมือ

แต่การเตรียมพร้อมที่ว่า ก็ต้องอยู่ภายใต้ฐานความคิดที่รอบด้าน โดยเฉพาะแผนการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ซึ่งต้องคิดอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญต้องมีความเชื่อมโยงไปถึงการรักษาป่า รักษาสิ่งแวดล้อม

ไม่ใช่เอะอะพอถึงหน้าแล้ง ไม่มีน้ำก็จะตะบี้ตะบันสร้างเขื่อนมันอย่างเดียว โดยไม่คิดถึงผลกระทบอย่างอื่นตามมา

สร้างเขื่อนมันสร้างได้ครับ ไม่มีใครเขาว่าหรือขัดขวาง หากเป็นการก่อสร้างที่ผ่านการศึกษาผลกระทบต่างๆ อย่างรอบด้าน

เหมือนอย่างกรณีเขื่อนแม่วงก์ที่รัฐมนตรีเกษตร “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ออกมาพูดตอบโต้ประเด็นที่หลายฝ่ายทักท้วงกรณีความเกรงกลัวจะเกิดผลกระทบกับเสือโคร่งจะสูญพันธุ์ทำนองว่า “เสือมันไม่มีขาดหนีน้ำ หรือเป็นเสือหินหรืออย่างไร จึงวิ่งไม่ได้”

ถ้าพูดจากันแบบนี้ก็บอกตรงๆ ครับว่า เจริญล่ะประเทศไทย ได้รัฐมนตรีอย่างนี้มาทำงาน

ไม่รู้ว่าใช้อะไรคิด ถึงได้พูดจาไม่มีเหตุผล ไม่รู้จักศึกษาข้อมูลให้ดีกว่านี้ถึงค่อยพูด

น่าอนาถครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : เทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทย แก้ปัญหาภัยแล้งระดับชาติ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206031

807934531

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“แตกใบอ่อน” สัปดาห์นี้ ขออนุญาตสลับสับเปลี่ยนมาออกเร็วขึ้นกว่าเดิม 1 วัน นะครับ เนื่องจากอีก 2-3 วันต่อจากนี้ผมติดภารกิจสำคัญไม่สามารถอยู่ปิดต้นฉบับได้ เลยจำเป็นต้องขอแทรกคิวคอลัมน์ “ส่องเกษตร” ของคุณ “สาโรช บุญแสง” เป็นการชั่วคราว 1 สัปดาห์ และวันนี้ก็ขออนุญาตว่ากันต่อถึงแนวทางการใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทยเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่คุณ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ นำเสนอค้างเอาไว้จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีแนวทางอย่างไร ลองติดตามกันดูครับ

ฉบับที่แล้วได้เกริ่นถึงภาพรวมและปัญหาภัยแล้งระดับชาติ มาฉบับนี้จะเข้าสู่เรื่องการรับมือภัยแล้งด้วยเทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขอน้อมนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาใช้ ด้วยการทำสระน้ำประจำไร่นา สระน้ำแก้มลิง ให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกในพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็นสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัวของเกษตรกรเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน แต่อย่างว่าไม่มีอะไรจะได้มาง่ายๆ เพราะบางพื้นที่พี่น้องเกษตรกรก็เจอปัญหาสระน้ำรั่วซึมกักเก็บน้ำไม่อยู่ เนื่องจากใต้ผิวดินลึกลงไปเป็นพื้นที่ดินทราย ดินร่วน มีรูรั่วซึม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้น้ำในบ่อหรือสระนั้นๆ ไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำให้อยู่ได้ยาวนานเพียงพอ

วันนี้จึงขอแนะนำวิธีการแก้ปัญหาเพื่อเป็นวิทยาทาน และการใช้เครื่องมือสำหรับต้านภัยแล้ง โดยการใช้สารอุดบ่อ (Polyacrylamide) ร่วมกับหินแร่ภูเขาไฟเบนโธไนท์ สเม็คไทต์ ในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อ หินแร่ภูเขาไฟ 100 กิโลกรัม หว่านกระจายลงไปให้ทั่วบ่อ แล้วทำการหว่านทรายหยาบ ทรายละเอียด หรือจะเป็นดินที่ขอบบ่อหลังจากขุดใหม่ๆ มาหว่านโปรยเกลี่ยทับให้ทั่ว แล้วทำการทับ บด อัดให้แน่นด้วยขอนไม้หรือสามเกลอ หลังจากมีน้ำในสระแล้วสารอุดบ่อจะทำปฏิกิริยาในการพองขยายตัวและประสานกันเป็นตาข่ายหรือร่างแห เมื่อน้ำแทรกซึมเข้าไปในโมเลกุลของสารอุดบ่อแล้ว น้ำสามารถยึดเกาะกับโมเลกุลของสารอุดบ่อได้จากหมู่ของเอมีน (-NH2) ของสารโพลิอะคริลามีดที่สร้าง “พันธะไฮโดรเจน” กับโมเลกุลน้ำ (H2O) แรงนี้เป็นแรงดึงดูดอย่างอ่อนที่เกิดเฉพาะอะตอมของไฮโดรเจนกับอะตอมของออกซิเจน (O) หรือไนโตรเจน (N) หรือฟลูออรีน (F) คุณสมบัตินี้ของสารอุดบ่อจะถูกทำให้คลายขยายตัวออกช่วยอุดประสานรูรั่ว หลังจากนั้นนำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหว่านกระจายให้ทั่วพื้นบ่อก่อนปล่อยน้ำลงไปเพื่อสร้างเมือกธรรมชาติให้อุดรอยรั่วของบ่อ หรือถ้ากลัวว่าน้ำจะเน่าเพราะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกมากเกินไป ก็แนะนำให้นำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกห่อใส่ผ้ามุ้งเขียวไว้ก็ได้แล้วนำไปปักไว้ตามจุดต่างๆ เมื่อน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวก็ยกขึ้นไว้ขอบบ่อ เพราะนั่นแสดงว่าเกิดเมือกที่พื้นบ่อขึ้นมาแล้วด้วยเช่นกัน เพียงเท่านี้เราก็สามารถสร้างเมือกธรรมชาติเสริมประสิทธิภาพกับสารอุดบ่อให้แก่สระน้ำประจำฟาร์มได้ไม่ยาก หลังจากนี้ยังอาจจะนำไรแดง กุ้งฝอย มาปล่อยสร้างรายได้เสริมอีกทางรวมถึงมีน้ำไว้ใช้สำรองตลอดทั้งปี ด้วยต้นทุนเพียงไม่เกินไร่ละ 1,600 บาทเท่านั้น

ส่วนปัญหาของพืชไร่ไม้ผลที่ปลูกไปแล้ว สามารถแก้ไขให้ผ่านพ้นหน้าแล้งไปได้ด้วยการนำสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ 1 กิโลกรัม แช่น้ำในถัง 200 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรือ 1 คืน โพลิเมอร์จะดูดน้ำเข้าไปเก็บไว้ในตัวเอง ซึ่งสามารถดูดและกักเก็บไว้ได้มากถึง 200-400 เท่า ทำให้พองขยายตัวเต็มหรือล้นออกมาจากปากถัง และนำไปหว่านกระจายให้ทั่วแปลงนา เม็ดวุ้น หรือเจลโพลิเมอร์ ที่พองตัวแล้วจะไปสัมผัสใกล้กับต้นและรากข้าวทำให้สามารถดูดกินรับน้ำ ประทังปัญหาภัยแล้งแบบเฉพาะหน้าได้ดีในระดับหนึ่ง อีกทั้งสามารถนำไปใช้แก้ปัญหากับพืชอื่นๆได้ทุกชนิด เช่น ปาล์ม ยางพารา อ้อย ลองกอง ลำไย มังคุด ทุเรียน ฯลฯ สำหรับต้นไม้ที่ปลูกไปแล้ว และอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังขาดแคลนน้ำพอดี ก็สามารถใช้โดยการขุดหลุมขนาดความลึกเท่ากับขนาดของปี๊บไว้ด้านข้างทั้งสองด้าน (หลุมจะใหญ่หรือลึกให้พิจารณาจากขนาดของลำต้นและทรงพุ่ม) หลังจากนั้นนำโพลิเมอร์ที่แช่น้ำจนพองตัวดีแล้วมาเทใส่ และกลบฝัง จะช่วยให้พืชมีน้ำไว้ใช้ได้ตลอด 3-6 เดือน โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการประยุกต์ด้านเทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทย เพื่อการแก้ปัญหาภัยแล้งระดับชาติที่สามารถนำไปใช้ได้ผลจริง

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ 0-2986-1680-2

แตกใบอ่อน : ศรัทธาหดหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207362

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จำได้ว่าหลายสัปดาห์ก่อนเคยเขียนถึงนโยบายประชารัฐที่นายกฯ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประกาศอย่างแข็งขันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าจะนำมาแทนที่นโยบาย “ประชานิยม” โดยมีหลักการสำคัญ คือ การใช้ “อำนาจรัฐ” เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และอยู่ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพอลงไปถึงระดับพื้นที่กลับยังพบปัญหาการใช้ “อำนาจรัฐ” อย่างผิดรูปแบบมากมาย

ทำให้สุดท้ายคนที่ซวย คนที่ถูกกดขี่ และคนที่เสียผลประโยชน์ ก็คือ ชาวบ้านตาดำๆ

กรณีเหมืองทอง กรณีพิพาทโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กรณีประมงพื้นบ้าน และกรณีที่ดินของชาวเลในหลายจังหวัด คือ ตัวอย่างการถูก “กีดกัน” ออกจากกระบวนการมีส่วนร่วมและความไม่ยุติธรรมที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับ

อย่าไปโทษว่ามีเอ็นจีโอหรือมีใครไปยุยงส่งเสริมชาวบ้านให้ออกมาเคลื่อนไหวโวยวายขัดขวาง เพราะถ้ามันยุติธรรมจริงหรือมีการเปิดโอกาสชาวบ้านมีส่วนร่วม ไม่มีการ “มัดมือชก” จริง มันก็คงไม่มีใครอยากจะออกมาดิ้นรนร้องแรกแหกกระเชอให้มันเสียเวลาทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

สารภาพตรงๆว่า เดิมทีเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ ผมมองว่า “ตัวการ” ที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ คือ การใช้กลไกอำนาจรัฐของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่เป็นด้านหลัก หาใช่เกิดจากระดับนโยบายในรัฐบาลที่แอบยักคิ้วหลิ่วตาให้เจ้าหน้าที่เกิดความเอนเอียงไปเข้าข้างกลุ่มนายทุนผลประโยชน์ หรือหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการที่มีปัญหาพิพาทกับชาวบ้านในพื้นที่

แต่ยิ่งนานวันก็ชักไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า?

เพราะด้วยนโยบายของรัฐที่ออกมาในระยะหลัง เริ่มส่อแสดงให้เห็นถึงความเข้ารกเข้าพง และห่างไกลจากคำว่า “ประชารัฐ” มากขึ้นทุกที

ดูอย่างคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 ที่ให้อำนาจส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งรับผิดชอบโครงการที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ สามารถเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปพลางก่อนได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดําเนินการ ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ทุบทำลาย” หลักการการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการของรัฐลงอย่างสิ้นเชิง และการมีส่วนร่วมของประชาชนลงอย่างสิ้นเชิง

เพราะเจตนารมณ์ของ “อีไอเอ” การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมามีการ “ลักไก่” ก่อสร้างโครงการของรัฐมากมายที่ก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน เช่น โครงการ “เขื่อนปากมูล” ซึ่งก่อนก่อสร้างก็ทั้งชาวบ้านฝ่ายหนุน ฝ่ายต้าน แบ่งข้างมาตีกัน ขณะที่หน่วยงานรับผิดชอบอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ก็เดินหน้าดุ่ยๆให้ก่อสร้าง กระทั่งสร้างเสร็จผลออกมา ปรากฏว่าเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการทำประมงของชาวบ้าน เนื่องจากตัวเขื่อนไปขวางการเดินทางของปลาในฤดูวางไข่ จนสุดท้ายชาวบ้านทั้งฝ่ายหนุน ฝ่ายค้าน ต้องกลับมารวมกันตั้ง “หมู่บ้านแม่มูลมั่นยืน” ปักหลักประท้วงโครงการรัฐ เป็นอนุสรณ์สถานประจานความชุ่ยเอาแต่ได้ของรัฐมาจนถึงทุกวันนี้

เวลานี้รัฐบาลอาจจะอ้างว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงแค่การเดินหน้ากระบวนการแบบคู่ขนาน เพื่อร่นเวลาหลังจากอีไอเอผ่าน ก็สามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที

แต่มีคำถามว่า แล้วไอ้ที่จะไปตกลงกับเอกชนนั่นน่ะ มันใช่หรือเปล่า?

เพราะการดำเนินโครงการใดๆ ในรายงานอีไอเอจะมีการกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทำอะไรบ้างไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในเมื่อยังไม่มีเงื่อนไขตรงนี้มา แต่กลับไปมีการเจรจาต้าอวยกับเอกชน วางแผน วางงบประมาณ หรือดี
ไม่ดีอาจถึงขั้นออกแบบโครงการกันล่วงหน้ากันไปแล้ว

ถามจริงๆ ครับ มันใช่หรือเปล่า?

นี่ยังไม่พูดถึงข้อกังวลประเด็นเรื่องการทุจริต การกดดันให้ผ่านอีไอเอ หรือผลกระทบอื่นๆ ที่มองไม่เห็นและอาจจะตามมาอีกมากมาย ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงไปในรายละเอียด เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะมีหลายหน่วยงานที่

ไม่อยากจะคิดนะครับว่าที่นายกฯออกไปโวกับต่างชาติเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน แบบนั้น แบบนี้ ในหลายเวทีที่ผ่านมา สุดท้ายมันก็แค่ลมปาก

บอกตรงๆ ครับ เสื่อมศรัทธา

แตกใบอ่อน : เทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทย แก้ปัญหาภัยแล้งระดับชาติ(1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/205070

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นาทีนี้คงชัดยิ่งกว่าชัดว่า วิกฤติภัยแล้งที่พวกเราคนไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มีความหนักหนาสาหัสมากขนาดไหน และยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าอนาคตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะเพิ่มระดับความรุนแรงไปถึงขนาดไหน ดังนั้นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ คือ ต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งก็คือ การนำเทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทยมาประยุกต์ใช้ เนื่องจากมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับลักษณะภูมิสังคมของไทย และที่สำคัญ คือ สามารถทำได้ทันทีโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน แต่จะทำกันอย่างไรนั้น “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ได้เขียนเป็นบทความเรื่อง “เทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทย แก้ปัญหาภัยแล้งระดับชาติ” เพื่อนำเสนอแนวคิดดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งน่าสนใจทีเดียว ลองติดตามกันดูครับ

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในประเทศไทยเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 1,700 มิลลิเมตร คิดเป็นปริมาณมวลน้ำก็จะอยู่ประมาณ 800,000 ล้านลูกบาศก์เมตรแต่อย่าเพิ่งดีใจไปว่าเยอะเพราะบางส่วนซึมลงสู่ชั้นใต้ดินบ้าง และระเหยคืนกลับสู่ชั้นบรรยากาศบ้าง เหลือเพียง 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณเกือบ 30% ที่กระจัดกระจายไปตามเขื่อนใหญ่และเขื่อนขนาดกลางต่างๆ กว่า 650 แห่ง รวมถึงเช็คแดม ห้วย หนอง คลอง บึงต่างๆ เฉลี่ยแล้วเก็บน้ำได้เพียงปีละ70,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกมาทั้งหมด ซึ่งน้ำส่วนที่เหลือก็ยังถูกปล่อยสู่ทะเลไปแบบไร้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

จากข้อมูลดังกล่าว ประเทศไทยเราจึงอยู่บนความเสี่ยงที่จะเจอกับปัญหาภัยแล้งมาก โดยเฉพาะตัวเลขสถิติที่สามารถจับต้องได้จากกรมทรัพยากรน้ำก็ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภัยแล้งมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชไร่ไม้ผล ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูก และนอกจากปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในทุก 4-5 ปี แต่บางทีก็อาจไม่ได้เกิดจากเอลนีโญไปเสียทั้งหมด เพราะจากภัยแล้งต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2557 ยังคาดการณ์กันว่าน่าจะแล้งยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปี 2559 นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของสถานการณ์โลกร้อน (Global Warming)และเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยของโลก ที่ไม่น่าจะเหมือนเดิมอีกต่อไป หรืออาจจะเรียกว่าเลวร้ายกว่าเดิม โดยเราสามารถสังเกตความแปรปรวนนี้ได้จากช่วงปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กับอุณหภูมิตั้งแต่ติดลบไปจนถึงสิบกว่าองศาเซลเซียส ที่เข้ามาปกคลุมบ้านเราแบบกะทันหันเกือบค่อนประเทศ และแว่วๆ มาว่าในอีกไม่ช้านี้ก็จะมีหย่อมความกดอากาศสูงจากจีนอีกระลอกหนึ่งเข้ามาอีก สภาพการณ์นี้ก็สามารถชี้ให้เห็นถึงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันที่แปรปรวน ซึ่งพวกเราชาวไทยจะได้สัมผัสกับอากาศหนาวกันแบบรายสัปดาห์กันเลยทีเดียว (หนาว 1 สัปดาห์ ร้อน 1 สัปดาห์) แต่อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดความสูญเสียต่อผลผลิตภาคการเกษตรอีกก็เป็นได้

จากปัจจัยลบหลายๆ ด้านที่กล่าวมานี้ ทำให้เรามิอาจนิ่งนอนใจหรือรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือขอความช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ระบบการชลประทานที่เราฝันกันว่าจะมีให้เกษตรกรได้อย่างทั่วถึงทุกหมู่บ้าน หรือทุกพื้นที่การเพาะปลูกก็คงจะนานเกินรอ หรือจะมัวหวังให้มีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำให้เพิ่มมากขึ้นอาจจะเรียกว่าเป็นความหวังลมๆ แล้งๆเสียก็ว่าได้ เพราะพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการสร้างเขื่อนก็เหลือน้อยเต็มที รวมถึงการประท้วงต่อต้านการสร้างเขื่อนจากองค์กรต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับทุนสนับสนุนมาจากต่างประเทศ ที่ดูๆ ไปเหมือนประเทศเหล่านั้นจะรู้ว่าถ้าเราสามารถบริหารจัดการน้ำได้เพียงพอ เราก็จะร่ำรวยมั่งคั่งเกินหน้ากว่าเขาเป็นแน่แท้ และเมื่อไม่สามารถสร้างเขื่อนหรือฝายเก็บน้ำได้ ประเทศที่มีความโดดเด่นเชี่ยวชาญเรื่องเกษตรกรรม แผ่นดินที่เคยได้ชื่อว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ก็อาจกลายเป็นเพียงแค่ตำนาน

ปัจจุบันประเทศไทยเรามีขนาดพื้นที่ประมาณ512,000 ตารางกิโลเมตร หรือถ้าคิดเป็นจำนวนไร่ก็มี 320,696,888 ไร่ มีพื้นที่เพาะปลูกด้านการเกษตรอยู่ 149,236,233 ไร่ (สถิติปี 2556 ของสำนักเศรษฐกิจการเกษตรที่ได้รวบรวมไว้เมื่อปี 2557) และถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 4–5 ปีที่แล้ว ก็จะพบว่าพื้นที่การเกษตรของเราลดลงอย่างมาก เพราะเมื่อปี 2553 เรายังมีพื้นที่ใช้สอยทางการเกษตรอยู่ที่ 149,416,681 ไร่ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วหายไป 180,449 ไร่ และส่วนที่เหลือก็จะเป็นพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่นอกการเกษตรและพื้นที่อื่นๆ ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม เรายังมีทางเลือกอยู่เสมอ เช่น การน้อมนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือการสร้างสระน้ำประจำไร่นา สระน้ำแก้มลิง ให้มากเพียงพอต่อการเพาะปลูกในพื้นที่ของเราเอง เรียกได้ว่าสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัวของเกษตรกร เพื่อรองรับกับปริมาณน้ำฝน ซึ่งจะขอยกยอดเรื่องเทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทย แก้ปัญหาภัยแล้งระดับชาติไปไว้ในฉบับหน้า หรือตอนที่ 2 ครับ

แตกใบอ่อน : ปัญหาอยู่ที่นโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203955

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิด “ดราม่า” เรื่องใหญ่เรื่องโต จากกรณีเผยแพร่คลิปการขึ้นเวทีคอนเสิร์ตของ “แอ๊ด คาราบาว” ซึ่งมีการร้องเพลงโปรโมทเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด “888” ของบริษัทยักษ์ใหญ่เมล็ดพันธุ์ค่าย “ซีพี” กระทั่งกลายเป็นประเด็นลามไปถึงการพูดถึงปัญหา“หมอกควัน” ในภาคเหนืออย่างครึกโครม

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะเกิดความรู้สึกผิดหวัง เพราะในอดีตคุณแอ๊ดเองเคยได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่เป็น “ต้นแบบ” ของการอนุรักษ์ป่าไม้ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาก่อน

และยิ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนจะไม่พอใจ เพราะ “ส่วนสำคัญ” ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเผาป่าและบุกรุกผืนป่าจนกระทั่งนำมาซึ่งปัญหา “หมอกควัน” ในพื้นที่ภาคเหนือและทำให้ป่าสมบูรณ์หลายแห่งกลายสภาพเป็น “เขาหัวโล้น” ก็คือการทำไร่ “ข้าวโพด” ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ “มโน” หยิบยกขึ้นมากล่าวหากันลอยๆ แต่เป็นเรื่องที่ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” หรือ สกว. เคยทำการศึกษาวิจัยมาแล้ว และมีการนำออกเผยแพร่ เมื่อประมาณช่วงเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะพูดถึงมาที่สุดในวันนี้ คงไม่ใช่เรื่อง “ดราม่า” ที่เกิดขึ้น หรือจะต้องมาขุดคุ้ยว่าใครผิด ใครถูก ใครเป็นตัวการ หรือสาเหตุของปัญหา แต่สิ่งที่อยากจะพูดและย้ำเตือนมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาในระดับนโยบาย เพราะภาพการทำงานแก้ไขของเราในเวลานี้แทบไม่ต่างไปจากการ “วิ่งตาม” ปัญหา ที่พอใกล้จะถึงฤดูแล้งที ก็ออกมารณรงค์ป้องกันเผาป่า งดเผาตอซังข้าวกันที แต่พอหมดฤดูก็ “แผ่วปลาย” เงียบหายกันไป ไม่เคยมีแผนงานระยะยาวอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน และเป็นรูปธรรม

ถ้าปล่อยกันให้เป็นแบบนี้ จะอีกกี่สิบกี่ร้อยปีก็แก้กันไม่จบหรอกครับ

วันนี้รัฐบาลต้องมาตั้งต้นใหม่ งัดแผนปฏิบัติการระยะยาวที่ยั่งยืนและจริงจัง ถ้าไม่รู้จะไปตั้งต้นที่ไหนก็ลองหยิบงานวิจัยของ สกว. นั่นแหละมาดู เพราะเขาก็เสนอแนวทางไว้อย่างครอบคลุมเกือบทุกบริบท

ต้องไม่ลืมนะครับว่าปัญหานี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของหมอกควัน หรือเขาหัวโล้นแต่ยังหมายถึงความไปถึงปัญหาป่าต้นน้ำ การจัดการพื้นที่การเกษตรและอื่นๆอีกมาก ซึ่งถ้าไม่รีบทำวันนี้ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ประชาเละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/202888

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำประกาศการนำนโยบาย “ประชารัฐ” มาเป็นกรอบการดำเนินนโยบายให้กับรัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

นายกรัฐมนตรี ที่มีขึ้นเมื่อสักประมาณเกือบๆ ปลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นคำประกาศที่ค่อนข้างได้ใจภาคส่วนต่างๆ ไม่น้อย โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม

เพราะย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ถือเป็นช่วงเวลาประเทศไทยต้องบอบช้ำอย่างหนักกับนโยบาย “ประชานิยม” จากรัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะล่าสุดกับโครงการรับจำนำข้าว“ประชานิยมตัวแม่” ของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่สร้างความป่นปี้ให้กับสถานะการเงินการคลังของประเทศมาอย่างหนัก

กรอบความคิดของนโยบาย “ประชารัฐ” ถือเป็นกรอบความคิดที่ดีมาก และเป็นความคาดหวังของคนจำนวนไม่น้อย เพราะนโยบายประชารัฐจะมุ่งไปที่การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งต่างจาก “ประชานิยม” ที่จะมุ่งแค่การสร้างความนิยมชมชอบของประชาชนในระยะสั้น เพื่อคะแนนเสียงของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นเสียงคำประกาศดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีจนถึงวันนี้ ซึ่งน่าจะล่วงเลยมาได้ประมาณ 6 เดือน ผมไม่แน่ใจว่า ความศรัทธา ความหวัง ที่ภาคประชาชนมีต่อนโยบายประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงเดิมอยู่หรือไม่

ถ้าให้พูดกันแบบตรงไปตรงมา ผมคงพูดได้ว่า โดยส่วนตัวผมยังเชื่อในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีความมุ่งมั่นและจริงใจที่จะผลักดันแนวนโยบาย “ประชารัฐ” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งในเรื่องนี้ อย่างเช่นล่าสุดกับกรณี “ประมงพื้นบ้าน” ที่ถูกล็อกคอห้ามทำการประมงเกิน 3 ไมล์ทะเล ตามมาตรา 34 ของพ.ร.ก.ประมง จนเดือดร้อนไปตามๆ กัน ซึ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบเรื่องก็สั่งการให้แก้ไข

ดังนั้นเวลานี้จึงยังพูดได้อย่างเต็มปากว่า กับระดับนโยบายโดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี โดยส่วนตัวผมยังมั่นใจอยู่

แต่สิ่งที่ทำให้ผมหรือใครอีกหลายคนยังรู้สึกไม่มั่นใจ คือ ความเข้าใจ และการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงของเจ้าหน้าที่มากกว่า เพราะในช่วงที่ผ่านมายังคงมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ และหลายกรณีก็ค่อนข้างมีความชัดเจนว่า ประชาชนถูกคือ “ผู้เสียหาย” แต่แทนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปช่วยดูแลปัดเป่าให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นหายไป กลับกระทำเหมือนเข้าข้าง “คู่กรณี”

จนท้ายที่สุด เราก็ยังคงต้องเห็นภาพของชาวบ้านออกมาร้องแรกแหกกระเชอยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรม โดยบางกลุ่ม บางคน ถึงกับต้องดั้นด้นเดินทางจากต่างจังหวัดมาร้องเรียนถึงนายกฯด้วยตัวเองที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะในพื้นที่ร้องจนเสียงแหบแล้วก็ไม่มีใครฟัง

กรณีเหมืองทอง จ.เลย กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือแม้กระทั่งกรณีชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล และชาวเลไทยใหม่บ้านราไวย์ จ.ภูเก็ตที่ถูกไล่ที่ เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างเบาะๆ ของกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงต้องดิ้นรนถามหาความเป็นธรรมให้ตัวเอง

“นโยบายประชารัฐ” จะเกิดขึ้นจริงได้ ชาวบ้านต้องได้รับความเป็นธรรม

ถ้าทำไม่ได้ ก็จะกลายเป็นเพียงแค่ “ประชาเละ” ที่ไม่มีค่าอะไร

มะลิลา