สมชัย ฟาด ประธาน กกต. ต้องสำเหนียก ขณะอยู่ต้องเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ใช่เห็นเป็นบ้านหลวง เร่งกอบโกย-เห็นแก่พวกพ้อง 

16 กันยายน 2569 เวลา 10:26 น.

ว่าด้วยเรื่องบ้าน! สมชัย ฟาด ประธาน กกต. ลั่นต้องสำเหนียก ขณะอยู่ต้องเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ใช่เห็นเป็นบ้านหลวง เร่งกอบโกย เหน็บ สงสารประเทศ มีอดีตผู้พิพากษา เห็นแก่พวกพ้อง 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุถึงอดีต กกต. ที่เคยอยู่บ้านเดียวกัน ทำไมไม่รักษาบ้านเดิม ว่า “ขออภัย ที่เคยอยู่บ้านนี้แล้วไม่สามารถยึดหลักว่า ต้องช่วยพวกเดียวกันก่อน

สงสารประเทศ หากมีอดีตผู้พิพากษา มีทัศนคติเห็นแก่พวกพ้องแบบนี้อยู่

หรือการตัดสินทุกครั้งของท่านในอดีต เอาพวกเป็นหลักมากกว่า ความถูกต้องของหลักนิติธรรมทางกฎหมาย”

โดยก่อนหน้านี้ นายสมชัย ได้โพสต์ ระบุว่า “บ้านหลังนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของ ผู้ได้รับสิทธิอยู่อาศัยสับเปลึ่ยนกันไปตามวาระของตน

สิ่งที่ต้องสำเหนียกคือ ขณะอยู่ต้องช่วยเก็บกวาดบ้านให้สะอาด ทำบ้านให้สวยงาม คนผ่านไปมาก็ชื่นชม

แต่หากคนมาอยู่ คิดเพียงแค่นี่มันบ้านหลวง ไม่ใช่บ้านเรา อะไรกอบโกยได้ก็เร่งกอบโกย

ไม่คิดตกแต่งปรับปรุงบ้านให้ดีขึ้น อะไรผุพัง ก็แสร้งมองไม่เห็น คนด่าทั่วบ้านทั่วเมืองก็ยังไม่รู้สึก ใครมาวิจารณ์เสนอแนะก็มองเขาในแง่ร้าย

คนเคยอยู่บ้าน ที่เขาอยากเห็นบ้านดีขึ้น เขาก็มีสิทธิวิจารณ์คนที่มาอยู่ใหม่ว่า รู้จักดูแลบ้านไหม ไม่ใช่เอาแต่คุยโวว่าเคยดูแลบ้านอื่น ๆ มาแล้ว

แต่ไม่เคยเหลียวดูบ้านที่อยู่ ไม่เคยเก็บกวาด เต็มไปด้วยขยะ สักวันขยะล้นเต็มบ้านส่งกลิ่นเหม็น ชุมชนเขาขับไล่ อย่ามาตัดพ้อว่าทำไมไม่มีคนทักท้วงแต่แรก”

ธนพร สวนพรรคส้ม อย่าใช้ความแค้นแทนหลักฐาน ชี้มติ กกต.ไม่สะเทือนรัฐบาล เตือนโจมตี สว.เหมารวม สกัดทางแก้รัฐธรรมนูญเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

16 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงท่าทีของพรรคประชาชน (ปชน.) ต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยมองว่า ความพยายามขยายผลจากคดีไปสู่การกดดันรัฐบาล สะท้อนความหวังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง แต่การดำเนินคดีต้องตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ความต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามพ้นจากอำนาจ

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า มติให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้อง 77 ราย ซึ่งมี สว.ปัจจุบัน 26 ราย ขณะที่ยกคำร้องในส่วนของนักการเมืองบางกลุ่ม ต้องพิจารณาจากคำอธิบายเรื่องหลักฐานของ กกต.การที่ข้อกล่าวหาไม่สามารถเชื่อมโยงถึงบุคคลใดได้เพียงพอ ไม่ใช่เหตุให้สรุปทันทีว่าองค์กรที่พิจารณาคดีช่วยเหลือฝ่ายนั้น

พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนและผู้สนับสนุนที่กล่าวหา กกต.ว่า “อุ้มสีน้ำเงิน” ควรอธิบายด้วยว่า เหตุใดจึงมีชื่อบุคคลที่มีน้ำหนักทางการเมืองอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง โดยยกกรณี พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งเขาระบุว่ามีความใกล้ชิดกับ นายเนวิน ชิดชอบ รวมถึงนายสมเจตน์ ริมปภัณฑ์ และนายศุภชัย โพธิ์สุข

“ถ้าใครบอกว่าช่วยพวกเดียวกันได้ ช่วยอธิบายกรณีคุณบุญจันทร์ให้ผมฟังหน่อย อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

พร้อมมองว่า รายชื่อดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งต่อคำกล่าวหาที่ว่า ผู้มีความสัมพันธ์กับฝ่ายสีน้ำเงินจะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกร้องยังมีสิทธิต่อสู้คดี และการมีชื่อในสำนวนไม่ได้หมายความว่าศาลพิพากษาว่ากระทำผิดแล้ว

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองพยานหลักฐานตามกฎหมาย ข้อเรียกร้องให้ส่งทุกคนไปศาลจึงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า มีหลักฐานรองรับการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างไร พร้อมระบุว่าการยืนยันหลักการนี้ไม่ได้หมายถึงการห้ามวิจารณ์ กกต.เพราะผู้ไม่เห็นด้วยยังสามารถร้องเรียน ตรวจสอบ หรือเสนอแก้กติกาผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับคำร้องเกี่ยวกับกลุ่มที่เขาเรียกว่า “สว.สีส้ม” รวมถึงกิจกรรมที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี รศ.ดร.ธนพร เรียกร้องให้ กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์ การยินยอมให้ผู้อื่นกระทำ ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

และระบุว่า หากหลักฐานไม่เพียงพอก็ไม่ควรดำเนินการ แต่หากหลักฐานครบก็ต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกลุ่มอื่น พร้อมย้ำว่าไม่ทราบกำหนดพิจารณาหรือจำนวนผู้ถูกร้องในกลุ่มดังกล่าว

รศ.ดร.ธนพร ยังวิจารณ์ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนว่า การโจมตี สว.แบบเหมารวมอาจย้อนกลับมาทำลายโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ เพราะการผลักดันเรื่องนี้ยังต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากสร้างความเป็นปฏิปักษ์กับ สว.ทั้งสภา ก็อาจทำให้การแสวงหาความร่วมมือยากขึ้น

ตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเคยรณรงค์ประชามติ จึงต้องการให้พรรคประชาชนคำนึงถึงความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่ใช่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามจนลดโอกาสผลักดันเป้าหมายของตนเอง

ส่วนผลต่อรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น รศ.ดร.ธนพร ประเมินว่า มติ กกต.ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ และยังไม่เห็นเหตุผลที่จะนำไปสู่การยุบสภาทันที

แม้ฝ่ายค้านจะนำประเด็นไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่เขามองว่าผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับเสียงในสภา โดยผลลงมติกฎหมายสำคัญที่ผ่านมา ทั้งพระราชกำหนดกู้เงินและร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ยังสะท้อนความร่วมมือของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล หากพรรคร่วมต้องการถอนการสนับสนุน ก็มีโอกาสแสดงท่าทีผ่านการลงมติเหล่านั้นอยู่แล้ว

รศ.ดร.ธนพร กล่าวถึงพยานหมายเลข 16 ซึ่งในบทสัมภาษณ์ระบุว่าเป็น นายเอกราช ช่างเหลา ว่า การเปลี่ยนคำให้การเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบน้ำหนักความน่าเชื่อถือร่วมกับหลักฐานอื่น รวมถึงเหตุผลและคำกล่าวอ้างเรื่องการถูกข่มขู่ ไม่สามารถนำคำให้การช่วงใดช่วงหนึ่งมาเป็นข้อยุติโดยลำพังได้

สุดท้าย ได้สรุปการวิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวบางส่วนในคดีเลือก สว.ขับเคลื่อนด้วยความไม่พอใจจากการแข่งขันและความพ่ายแพ้ทางการเมือง มากกว่าการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว พรรคประชาชนจึงควรแยกการตรวจสอบตามกฎหมายออกจากความหวังล้มรัฐบาล และยอมรับว่าข้อกล่าวหาทุกฝ่ายต้องผ่านมาตรฐานพยานหลักฐานเดียวกัน

ไอซ์ รักชนก ลั่น กกต.บางคนเอี่ยวโกง สว.ด้วย ชี้ชัดเลือกกันมาเป่าคดี เหน็บ รอดูระบอบน้ำเงินล่มสลาย

16 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

ไอซ์ รักชนก บอกเจ็บคอ ไอดัง คุก คุก! ลั่น กกต.บางคนเอี่ยวโกง สว.ด้วย ชี้ชัด สว.เลือก กกต.มาเป่าคดีตัวเอง เหน็บ รอดูระบอบน้ำเงินล่มสลาย สะกิด สว.ที่ถูกส่งฟ้องออกมาแฉบ้าง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แชร์ภาพข่าวนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  1 ใน 2 กกต. เสียงข้างน้อยเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกร้องที่เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือ สส. ในสำนวนคดีทุจริตการเลือก สว. ชี้แจงถึงเหตุผลของการลงมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยน.ส.รักชนก ระบุว่า “มีเรื่องนึงที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในวันนี้ คือ ขบวนการโกง สว. น่าจะไม่ได้มีเอี่ยวแค่ ‘พรรคการเมือง’ เท่านั้น

แต่ยังมี ’กกต. บางคน‘ ที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกง สว. นี้ด้วย

มันชัดแล้วว่า สว. เลือก กกต. มาเพื่อเป่าคดีตัวเองโดยเฉพาะจริงๆ

ทีนี้ไม่ต้องสงสัยแล้วนะ ว่าทำไมตัวใหญ่ๆถึงรอด

เจ็บคอ ไอดัง คุก คุก คุก

ปล. ทุกคนรีบจัดตารางออกกำลังกายนะคะ พวกเราต้องมีชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดีและแข็งแรง เพื่ออยู่ดูระบอบสีน้ำเงินนี้ล่มสลาย ถึงวันนั้นเรายังต้องออกแรงช่วยกันกอบกู้ซากอีกนะ

อดใจรอติดตามตอนต่อไปไม่ไหวแล้วอะ

อยากได้ยินเสียงจาก สว. ที่ถูกส่งฟ้องบ้างจัง

ถ้าพวกลุงๆป้าๆกล้าแฉ สังคมพร้อมให้อภัยเสมอ

ขึ้นอยู่กับว่าแฉไปถึงตัวไหนค้า ” 

ปฐม อินทโรดม ชื่นชม สีหศักดิ์ คุมเกมเจรจาไทย-กัมพูชา สุภาพ-ไร้คำขู่-ไม่มีทุบโต๊ะ แต่เนื้อหาโคตรแข็ง

16 กันยายน 2569 เวลา 09:05 น.

16 กันยายน 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า การเจรจาไทย–กัมพูชา เมื่อวานซืนถ้าให้ผมให้คะแนนทีมไทย ผมให้ 9 เต็ม 10 ครับ ไม่แน่ใจคนอื่นให้เท่าไรกันบ้าง

โดยเฉพาะ รมต. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่พูดนิ่ม สุภาพ แทบไม่มีคำขู่ ไม่มีการทุบโต๊ะ แต่ถ้าอ่านสิ่งที่ไทยวางลงบนโต๊ะจริง ๆ จะพบว่าเนื้อหาเรานั้นโคตรแข็ง

ผมลองไล่อ่านทั้ง Reuters, AP, The Diplomat, Anadolu, Bernama รวมถึงข่าวที่กระจายต่อใน ABC News และ The Independent ภาพที่ออกมาค่อนข้างตรงกันว่า สองฝ่ายเข้าห้องเดียวกัน แต่ไม่ได้วางเกมเหมือนกัน

Reuters รายงานว่า กัมพูชาต้องการข้อตกลงเขตแดนทางทะเล แต่เปิดทางไว้ว่า หากตกลงเส้นไม่ได้ ก็พร้อมพิจารณา joint development และแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน

ส่วนไทยบอกว่า มาคุยเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลกันก่อน และ รมต. สีหศักดิ์ขีดเส้นแดงอีกเส้นไว้ชัดมากว่าอธิปไตยเหนือเกาะกูด ไม่ได้อยู่บนโต๊ะนี้

Anadolu ถึงกับวางภาพสองฝ่ายไว้ในพาดหัวว่า กัมพูชาต้องการ maritime boundary pact ขณะที่ไทยยืนยันว่าจะปกป้อง sovereignty และ maritime rights

ที่ผมชอบคือ ไทยไม่ได้ปฏิเสธ UNCLOS ไม่เดินหนีออกจากโต๊ะ และไม่ได้ประกาศว่าจะไม่เจรจา

ตรงกันข้าม ไทยบอกว่าพร้อมร่วมกระบวนการอย่างสร้างสรรค์และหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งนั่นแปลว่าพร้อมคุย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องรีบตกลง

AP รายงานคำอธิบายของสีหศักดิ์ว่า กรอบเดิมดำเนินมาถึง 25 ปี แต่มีการประชุมอย่างเป็นทางการเพียงสองครั้งและแทบไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงต้องการเริ่มต้นใหม่ และก่อนหน้านี้ก็เคยเสนอให้กลับมาเจรจาโดยตรงก่อนเข้าสู่ compulsory conciliation

ตรงนี้ทำให้ผมมองว่า สิ่งที่ไทยกำลังถืออยู่ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมาย

แต่คือ “เวลา”

เราอาจไม่ตั้งใจยื้อ 10 หรือ 20 ปี หรือไม่สนใจทรัพยากรมหาศาลใต้ทะเล เพราะ Reuters ระบุว่าพื้นที่พิพาทประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรอาจมีก๊าซเกือบ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีการประเมินมูลค่าทรัพยากรสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์

ใคร ๆ ย่อมอยากได้ประโยชน์จากมัน แต่คำถามสำคัญกว่า คือใครจำเป็นต้องรีบใช้มันกว่ากัน

กัมพูชาเป็นฝ่ายนำเรื่องเข้าสู่ compulsory conciliation ขณะที่ไทยเข้าร่วมโดยยังรักษากรอบของตัวเอง และข้อเสนอแนะสุดท้ายของคณะกรรมาธิการก็ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

นี่คือเหตุผลที่ผมให้คะแนน รมต. สีหศักดิ์ 9/10

ไม่ใช่เพราะไทย “ชนะ” เพราะเกมนี้เพิ่งเริ่ม และยังไม่มีใครชนะอะไรทั้งนั้น

แต่เพราะเราแสดงให้เห็นว่า ความสุภาพไม่จำเป็นต้องแปลว่าอ่อนแอ และความแข็งกร้าวก็ไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยความก้าวร้าว

เราพร้อมคุยครับ แต่เรื่องเขตแดนต้องชัด เกาะกูดไม่อยู่บนโต๊ะ และไม่จำเป็นต้องรีบปิดดีล

ในการเจรจา คนที่ได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดดังกว่า

บางครั้งคือ คนที่รอได้นานกว่า…

เป๋า ไอลอว์ ท้า อนุทิน ขึ้นศาลเอง โว ยังมีหลักฐานเปิดไม่หมด หยัน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ก็ไม่รู้จะสู้คดีนี้อย่างไร 

16 กันยายน 2569 เวลา 08:38 น.

เป๋า ไอลอว์ ท้า อนุทิน ขึ้นศาลเบิกความด้วยตัวเอง หลังส่งทนายฟ้องหมิ่นฯ โว ยังมีหลักฐานที่เปิดไม่หมด พิสูจน์ความจริง หยัน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ก็ไม่รู้จะสู้คดีนี้อย่างไร 

จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณากรณีที่นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ทำนองว่า พรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. นั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายยิ่งชีพ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาท โดยการจ้างทนายความมายื่นฟ้องเอง ไม่ได้ไปแจ้งความกับตำรวจและไม่ได้ใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนทำงานให้ตัวเอง โดยยื่นฟ้องคดีที่ศาลอาญา ศาลที่เหมือนเป็นสำนักงานใหญ่อยู่กลางเมือง ได้ช่วยลดข้อครหาต่อท่านว่า เป็นการ “ฟ้องกลั่นแกล้ง” ลงไปได้บ้างครับ

เหลืออีกเงื่อนไขเดียวก็คือเมื่อท่านยื่นฟ้องในคดีที่เป็นข้อหาความผิดต่อส่วนตัว ทางที่ดีท่านก็ควรมาเบิกความด้วยตัวเอง เพราะว่ากฎหมายบังคับให้จำเลยต้องไปศาลเองทุกนัด ถ้าศาลรับฟ้อง คดีมันก็เป็นภาระของผม ถ้าท่านไม่มาเองเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านก็ไม่มีภาระอะไรเลย จ้างทนายทำงานแทน ถ้าเป็นแบบนี้ใครมีเงินมากมายก็จ้างทนายไปแกล้งฟ้องให้คนอื่นลำบากได้ โดยเจ้าตัวเองไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย แม้ศาลจะยกฟ้องภายหลังแต่ก็เป็นภาระกับจำเลย และภาระแก่ศาลเองด้วย

ถ้าท่านจะเสียสละเวลามาเบิกความและตอบคำถามค้านเองด้วยผมก็คิดว่าจะสมบูรณ์แบบสำหรับตัวท่านเองครับ

ในส่วนของข้อกล่าวหา ผมยังไม่เห็นว่ากล่าวหาผมว่าอะไร แต่อย่างที่ทราบกันว่าตอนนี้ผมมีสำนวนคดีอยู่จำนวนพอสมควรเลย และยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่หมด ดังนั้น การพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงสำหรับผมเป็นเรื่องง่ายมาก ตรงกันข้าม การที่ท่านจะพิสูจน์ว่า ผมพูดสิ่งที่ไม่จริง กลับเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับท่าน ถ้าท่านไม่เบิกความเท็จ ผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านจะสู้คดีนี้อย่างไร?? 

แม้ผมยังไม่ได้รับหมายเรียกเลย แต่มีสำนักข่าวรายงานแล้วว่านัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม หวังว่าจะได้เจอท่านนายกรัฐมนตรีมาเบิกความปรักปรำผมด้วยตัวเองนะครับ ผมจะไปรอ”

รัฐบาลลุยต่อ อัปสกิลแรงงานด้านขนส่ง-โลจิสติกส์ ตรงโจทย์ตลาดแรงงาน ผู้ผ่านฝึกอบรมได้งานทันที สร้างรายได้รวมกว่า 47 ล้านต่อปี

16 กันยายน 2569 เวลา 08:36 น.

16 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ปัญหาแรงงานแบบตรงจุดและรวดเร็ว ผ่านนโยบายเชิงรุกที่เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นการสร้างอาชีพจริง โดยกระทรวงแรงงานได้ผนึกกำลัง 3 สมาคมใหญ่ในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ได้แก่ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย จัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานยุคใหม่

โครงการดังกล่าวจัดฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงาน ระยะเวลา 120–240 ชั่วโมง ในหลักสูตรสำคัญเฉพาะทาง เช่น การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การจัดการสินค้าอันตรายข้ามแดนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และการเป็นตัวแทนออกของนำเข้า-ส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2569 มีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วรวมกว่า 355 คน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมทักษะจากโครงการนี้ สามารถมีงานทำทันที เมื่อเรียนจบ โดยบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมโลจิสติกส์กว่า 147 แห่ง ได้รับผู้ผ่านการอบรมเข้าทำงาน คิดเป็นรายได้รวมของแรงงานกลุ่มนี้สูงถึง 3.99 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 47 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นการเปลี่ยนงบประมาณพัฒนาฝีมือแรงงานให้กลายเป็นรายได้จริงสำหรับแรงงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลตอบรับที่วัดผลสำเร็จได้ชัดเจน รัฐบาลจึงเตรียมขยายผลต่อในปีงบประมาณ 2570 โดยวางเป้าหมายเพิ่มการอบรมแรงงานทักษะสูงด้านโลจิสติกส์และธุรกิจขนส่งอีก 600 คน เพื่อสร้างกำลังคนยุคใหม่ที่พร้อมทำงานทันที สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาการว่างงานอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลเร่งตั้ง 4 ระบบกลาง สกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน แจ้งครั้งเดียว-ตามเงินทัน-อายัดเร็ว เพิ่มโอกาสผู้เสียหายได้เงินคืน

16 กันยายน 2569 เวลา 08:32 น.

16 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งยกระดับการสกัดเส้นทางเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลังพบรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินซับซ้อนและรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก ปัจจุบันสามารถกระจายผ่านบัญชีหลายทอด ถอนเป็นเงินสด แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือไหลออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การประสานงานแบบเดิมอาจตามเงินไม่ทัน

กระทรวงการคลังจึงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ National Anti-Fraud Master Plan พร้อมวาง “4 ระบบกลางระดับชาติ” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยง การรับแจ้งเหตุ การติดตามเส้นทางเงิน และการอายัด ให้หน่วยงานทำงานต่อกันได้ทันที แทนการแยกข้อมูลและประสานงานเป็นทอดๆ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า 4 ระบบดังกล่าวออกแบบให้ทำงานตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุจนถึงตามเงินคืน” ประกอบด้วย

1. “หนึ่งตัวตน หนึ่งระดับความเสี่ยง” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายหรือความยินยอม ให้สถาบันการเงิน โทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และตรวจสอบได้แบบ Real-time

2. “วิเคราะห์ข้อมูล รู้ทันกลโกง” จัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความเสี่ยงให้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

3. “แจ้งครั้งเดียว เส้นทางเดียว” รวมการรับแจ้งจากประชาชน AOC 1441 สถาบันการเงิน และตำรวจเข้าสู่ระบบเดียว ใช้เลขอ้างอิงเดียวตลอดกระบวนการ ประชาชนไม่ต้องแจ้งซ้ำหลายหน่วยงาน และเริ่มกระบวนการอายัดได้เร็วขึ้น

4. “ไล่ให้ทัน อายัดให้เร็ว” เชื่อมข้อมูลเพื่อติดตามเงินขณะที่กำลังเคลื่อนที่ ตรวจสอบยอดที่ยังอายัดได้ และส่งคำสั่งอายัดตามอำนาจกฎหมาย พร้อมรองรับกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายหรือปลดอายัดตามผลของคดี

“โจทย์วันนี้คือ เงินมิจฉาชีพเคลื่อนที่เร็วมาก รัฐจึงต้องทำให้ข้อมูลเดินเร็วกว่าเงิน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ข้อมูลต้องเชื่อมทันที ไล่เส้นเงินให้ทัน และอายัดให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีที่เร็วขึ้นหมายถึงโอกาสรักษาเงินและได้เงินคืนของผู้เสียหายที่มากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยกระดับมาตรฐาน KYC, CDD และ EDD เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบลูกค้าและธุรกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกแบบรายละเอียดทั้ง 4 ระบบ ทั้งโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อ หน่วยงานรับผิดชอบ และมาตรฐานข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

ทางออกปมฮั้ว สว. วัส ติงสมิตร ชี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่มติ กกต. แต่ต้องเปิดทางศาลฎีกาฯ ค้นหาต้นตอขบวนการ

16 กันยายน 2569 เวลา 07:26 น.

16 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า กกต. เสียงข้างน้อย ขอให้ความจริงไปถึงศาลฎีกา

:ทางออกจากปม“ฮั้ว สว. 2567” อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 น่าสนใจไม่น้อย เพราะสิ่งที่เขาพยายามทำไม่ได้เป็นเพียงการชี้แจงว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา “ไม่ใช่มติเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเท่านั้น” หากยังเป็นการเปิดให้สังคมเห็นว่า ภายใน กกต. มีการประเมินพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร

ในวันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีผู้ถูกร้องรวม 161 ราย และมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วกลับพบว่า ผลการลงมติไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด

ในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร สว. มีผู้ถูกร้อง 21 ราย แบ่งเป็นมติเอกฉันท์ 7 ราย มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 ราย และมติ 5 ต่อ 2 จำนวน 12 ราย (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, นางสาวสุขสมรวย วันทนียกุล, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายเนวิน ชิดชอบ และกรรมการบริหารพรรคอีกหลายท่าน โดยมี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยใน กกต. ที่เห็นว่ามีความผิด)

ส่วนข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัคร สว. ยินยอมให้นักการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้ถูกร้อง 140 ราย ซึ่ง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา

ตัวเลขเหล่านี้จึงบอกเราว่า คำว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมด เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ กรรมการแต่ละคนเห็นพยานหลักฐานอย่างไร และเหตุใดจึงเห็นแตกต่างกัน?

นี่เองที่ทำให้คำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติมีคุณค่าทั้งในทางกฎหมายและต่อสังคม

“มองช้างทั้งตัว” คือหัวใจของความเห็นเสียงข้างน้อย

สิ่งที่น่าชื่นชมในแนวทางการวินิจฉัยของนายสิทธิโชติ คือการไม่พิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นแบบแยกขาดจากกัน หากพยายามนำพฤติการณ์ทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกัน

เขาใช้คำเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ต้อง “มองช้างทั้งตัว” ไม่ใช่จับเฉพาะงวงหรือหู แล้วสรุปว่าไม่ใช่ช้าง

หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งหรือวางแผนเป็นขบวนการ เพราะการกระทำในลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องทิ้ง “หลักฐานชิ้นเด็ด” ไว้ให้เห็นตรง ๆ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมกันกระทำย่อมมีแรงจูงใจที่จะปกปิดการกระทำของตน

ดังนั้น หลักฐานที่พบจึงอาจเป็นเพียง:

• โพยหรือรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า • การประชุมในสถานที่ต่าง ๆ

• การติดต่อทางโทรศัพท์ • เส้นทางการเงิน

• คำให้การของพยานหลายปาก • พฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง

• ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือพฤติการณ์เล็ก ๆ อื่น ๆ

แต่เมื่อหลักฐานเหล่านี้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาแต่ละชิ้นโดยลำพัง นี่คือสิ่งที่นายสิทธิโชติพยายามอธิบาย

เพราะ “โพย” อาจไม่ใช่ปัญหายาก แต่ “ใครเป็นคนคิดโพย” ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่

นายสิทธิโชติไม่ได้บอกว่า การเขียนโพยทุกชนิดเป็นความผิด เขาแยกอย่างชัดเจนว่า หากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกใช้กระดาษจดชื่อบุคคลหรือหมาเลขที่ตนต้องการเลือกเพื่อช่วยจำด้วยตนเอง ย่อมเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่หากตัวเลขหรือรายชื่อในโพยถูกบุคคลอื่นกำหนดขึ้น แล้วสั่งให้ผู้มีสิทธิเลือกทำตาม นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความแตกต่างอยู่ที่ “ดุลพินิจอิสระของผู้เลือก” หากการเลือกถูกทำให้กลายเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของบุคคลอื่น การลงคะแนนที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นการตัดสินใจของผู้สมัครแต่ละคน นอกจากเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมขบวนการแล้ว ยังไม่ได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้เลือก

และนี่คือเหตุผลที่ “กระบวนการทำโพย” มีความสำคัญมากกว่าตัวกระดาษโพยเสียอีก

คดีนี้จึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ใครถูกหรือผิด” แต่ต้องถามว่า “กระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร”

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติ สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีการวางแผน มิใช่เพียงการพบโพย 1 ใบ หรือคำให้การของพยานเพียง 1 คน แต่เป็นการนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน

เขากล่าวถึงการพบโพยหลายแผ่นในหลายพื้นที่ การที่ผู้ได้คะแนนสูงหลายรายปรากฏชื่ออยู่ในโพย การประชุมตามโรงแรม การเชื่อมโยงของบุคคลกับพรรคการเมืองเดียวกัน หลักฐานโทรศัพท์ เส้นเงิน รวมทั้งพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือก สว.

หากข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครเป็นคนเขียนโพย?” แต่ต้องถามต่อว่า:

“ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนจัดทำ ใครเป็นคนเผยแพร่ ใครเป็นคนสั่งให้ปฏิบัติตาม และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกระบวนการทั้งหมด?”

เพราะถ้าการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ ย่อมยากที่จะอธิบายว่าเป็นเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกจากกันโดยไม่มีการวางแผนหรือประสานมาก่อน

ถ้าฮั้วกันจริง ย่อมต้องมี “ต้นทางของการวางแผน”

นี่คือจุดที่ความเห็นเสียงข้างน้อยของนายสิทธิโชติน่าสนใจเป็นพิเศษ

หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นไปตามที่เขาอธิบาย การพิจารณาเฉพาะ “ปลายทาง” เช่น ผู้สมัครคนหนึ่งมีโพย หรือผู้สมัครหลายคนเลือกตามโพย อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพทั้งหมด

เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ: กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากที่ใด? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้กำหนดสูตร? ใครเป็นผู้จัดทำโพย? ใครเป็นผู้ส่งต่อ? ใครเป็นผู้ประสานงานในแต่ละพื้นที่? และสุดท้าย ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลการเลือก?

หากสามารถเชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ก็จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนเป็น “จุดเล็ก ๆ” หลายจุด มาต่อเชชื่อมกลายเป็นภาพเดียวกัน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “มองช้างทั้งตัว”

เสียงข้างน้อยที่ยืนยันให้เรื่องไปศาลฎีกา

นายสิทธิโชติควรได้รับคำชื่นชมอย่างน้อยในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อยที่ยืนยันตามเหตุผลทางพยานหลักฐาน ว่าผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญบางรายควรต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

เพราะการส่งเรื่องไปศาลไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้น “มีความผิดแล้ว” ตรงกันข้าม การส่งเรื่องไปศาลคือการเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการได้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงและวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

ในคดีที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงหลายระดับ และมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินพยานหลักฐาน การปล่อยให้ข้อพิพาทยุติลงเพียงในชั้นองค์กรที่ทำการสืบสวนและไต่สวน อาจทำให้สังคมยังมีคำถามค้างคา โดยเฉพาะเมื่อภายใน กกต. เองยังมีกรรมการ 2 คนเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินการต่อ

การเป็นเสียงข้างน้อยในลักษณะนี้จึงมิใช่เรื่องของการ “เอาชนะเสียงข้างมาก” แต่เป็นการยืนยันว่า เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก ก็ควรปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในที่สุด

หากศาลพิจารณาแล่ววินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาใดมีความผิด ผู้นั้นก็สมควรรับโทษไป แต่หากศาลเห็นว่า ผู้ใดไม่ผิด ผู้นั้นก็ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นั้นก็พ้นมลทิน สามารถสบสายตาของคนในสังคมได้เต็มตา

ทางออกของประเทศ

ทางออกที่ 1: อย่าฟ้องเหมาเข่ง ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนดำเนินคดี

ในระหว่างนี้ หากใครตัดสินใจใช้สิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีประเภทอื่น ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่า กรรมการการเลือกตั้งคนใดเป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกา เราไม่มีสิทธิไปฟ้องกรรมการที่เห็นควรให้ดำเนินคดีตั้งแต่แรก

ทางออกที่ 2: ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ใช้สิทธิของตนต่อศาลฎีกา

เมื่อมติ กกต. ในส่วนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือก สว. ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรม อาจพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

สังคมไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่เชื่อว่าตนได้รับความเสียหายต้องแบกรับผลโดยไม่มีช่องทางให้ศาลตรวจสอบ หากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชี้ว่าการเลือกไม่ได้สะท้อนเจตจำนงเสรี หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผลการเลือกถูกบิดเบือนไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายได้เข้ามาตรวจสอบ

ทางออกที่ 3: เมื่อ กกต. ส่งคดีไปถึงศาลฎีกา ให้ “ความจริง” ไปถึงศาลด้วย

หาก กกต. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ใดก็ตามที่มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานอันอาจเป็นประโยชน์เกี่ยวกับ:

• ที่มาของโพย • บุคคลผู้จัดทำหรือสั่งทำโพย

• การประชุมหรือการประสานงาน • เส้นทางการเงิน

• การติดต่อทางโทรศัพท์ • ภาพหรือคลิปจากกล้องวงจรปิด

• รายชื่อหรือเอกสารที่เชื่อมโยงบุคคลต่าง ๆ

ก็ควรพิจารณานำข้อมูลนั้นมายื่นคำร้องนำส่งต่อศาลฎีกาตามช่องทางและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 226 วรรคสอง วางกลไกให้ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ นี่จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” ของกระบวนการยุติธรรมในการค้นหาความจริง

จาก “มติ กกต.” สู่ “ความจริงในคำพิพากษา”

เมื่อมติ กกต. เกิดขึ้นแล้ว เราคงย้อนกลับไปเปลี่ยนมตินั้นได้ยาก แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับมติ กกต.

เพราะหากเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ควรเป็นว่า เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยใครถูกใครผิด แต่ควรเป็นว่า:

ข้อเท็จจริงที่แท้จริงคืออะไร? มีการวางแผนกันอย่างไร? มีการจัดทำโพยเป็นระบบกันอย่างไร? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้ประสานงาน? เงินมาจากไหน? เงินไปถึงใคร? ผู้สมัครรู้เห็นมากน้อยเพียงใด? การเลือกของผู้สมัครเกิดจากดุลพินิจของตนเองจริงหรือไม่? และกระบวนการทั้งหมดมีผลทำให้ผลการเลือก สว. 2567 บิดเบือนไปจากเจตจำนงที่แท้จริงเพียงใด?

คำถามเหล่านี้ไม่ควรได้รับคำตอบจากการคาดเดาของสังคม แต่ควรได้รับคำตอบจากพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

บ้านเมืองไม่ควรต้องอยู่กับ “ความจริงคนละชุด”

สิ่งที่นายสิทธิโชติทำในวันนี้มีคุณค่าอย่างชัดเจน คือเขาทำให้สังคมรู้ว่า ภายใน กกต. ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันบนพื้นฐานของการประเมินพยานหลักฐานอย่างมีนัยสำคัญ

และการเปิดเผยความเห็นของเสียงข้างน้อย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกแยกในองค์กร หากเป็นการทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ในคดีที่มีความสำคัญต่อระบบการเมืองของประเทศ กรรมการการเลือกตั้ง แต่ละคนใช้เหตุผลใดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อเสียงข้างน้อยยืนยันว่า พยานหลักฐานบางส่วนควรได้รับการตรวจสอบต่อในชั้นศาล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่รักษามติของ กกต. แต่มีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ดังนั้น หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริง ก็ควรใช้ช่องทางตามกฎหมายในการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยไม่ใช้การกล่าวหาในสื่อสังคมออนไลน์อีกต่อไป

บทสรุป: ให้ศาลเป็นผู้ตอบคำถามที่สังคมยังค้างคา

คดีฮั้ว สว. 2567 ไม่ควรจบลงเพียงประโยคเดียวว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” เพราะข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า กกต. เองก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในทุกประเด็น มีทั้ง 6 ต่อ 1, 5 ต่อ 2 และ 4 ต่อ 3

สิ่งที่ควรทำต่อไปจึงไม่ใช่การทะเลาะกันว่า “ฝ่ายไหนถูก” แต่คือการนำพยานหลักฐานที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่สามารถค้นหาความจริงได้อย่างถึงที่สุด

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่คำตอบว่า “กกต. ฝ่ายไหนชนะ?” แต่คือคำตอบว่า “การเลือก สว. 2567 เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

และเมื่อความจริงยังมีสิ่งที่ต้องค้นหา ก็ควรปล่อยให้พยานหลักฐานพาเราไปหาความจริง และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยให้ความจริงนั้นปรากฏในคำพิพากษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา — นี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองในเวลานี้ ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
16/9/69

#ฮั้วสว2567 #กกตเสียงข้างน้อย #สิทธิโชติอินทรวิเศษ #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #สว2567 #กระบวนการยุติธรรม #มองช้างทั้งตัว #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #วัสติงสมิตร

ฝ่ายค้านฮึ่มขู่ฟ้อง157 เช็คบิลกกต. มติ5:2ปล่อยผีฮั้วสว.

16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ฝ่ายค้านฮึ่มขู่ฟ้อง157 เช็คบิลกกต. มติ5:2ปล่อยผีฮั้วสว. เปิดเบื้องหลังภท.รอด รัฐบาลดาหน้าชม7เสือ พท.ชี้ผลบวกเศรษฐกิจ

เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว. เผยมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปล่อยผี 21 นักการเมืองขณะที่ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ส่งฟ้อง 26 วุฒิสภาชุดปัจจุบัน ด้าน“ภูมิใจไทย”โล่งอกหลังหลุดบ่วง“ภราดร”อ้างไม่ฉลาดพอที่จะคิดระบบออกมาได้ขนาดนั้น ขณะที่นายกฯเอาคืนส่งทนายฟ้อง“ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ด้าน“จุลพันธ์”มองเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจหลังคนในรัฐบาลรอด ส่วน“ไอติม”ซัดยับมติตัดตอนทั้งที่หลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน“อภิสิทธิ์” ประกาศนำทีมกฎหมายฟ้องเอาผิดม.157

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมกล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว.ว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากไม่เกี่ยวกัน

พิพัฒน์ ย้ำภท.ไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว.

เมื่อถามย้ำว่ามีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่า บุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ซึ่งทางนายกฯได้แจ้งมาโดยตลอดว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะสว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ส่วนที่บอกว่าใครเป็นฐานของใคร อะไรอย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวรู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านพาดพิงถึงหลายครั้ง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านคงเดินหน้าต่อ แต่เป็นสิทธิของเขา แต่ทางพรรคไม่สามารถไปยุ่งได้ เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อของ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดา ถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวคงจะคุยกัน

ไม่กังวล‘ฝ่ายค้าน’ชิงถล่มซักฟอก

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าวแล้วบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศยังประเทศเวียดนาม

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายค้านยืนยันว่าจะนำคดีฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล คุณอภิปรายมา เราก็ต้องตอบความเป็นจริง เมื่อถามว่าหากพ้นเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้าราบรื่นใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี

ภราดรโต้ไอลอว์ยันไม่ฉลาดคิดระบบฮั้ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีไอลอว์ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีตสส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพยานที่16/26ซัดทอดว่านายภราดรเป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้วสว.ว่าตนได้เห็นข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แล้ว และได้พบว่าพยานที่16/26ได้กลับคำให้การ และมีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้คิดค้นระบบและร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค ขอถือโอกาสบอกแบบตรงไปตรงมาว่าตนคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่งสว.ทั้งหมดขนาดนั้นอีกทั้งเมื่อวันที่14ก.ย.ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่าคำว่าหาของพยานที่ 16/26 มีจริง แต่เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่นหรืออื่นๆเช่นโปรแกรม การจ้างบุคคลอื่นให้ไปทำ ซึ่งไม่มี จึงทำให้พยานดังกล่าวที่ให้ปากคำไว้ จึงไม่มีความเข้มแข็ง ประกอบกับพยานยังกลับคำให้การ ยิ่งทำให้ประธาน กกต.ไม่เชื่อคำให้การของพยานที่16/26ตนขอยืนยันว่าตน และกก.บห.พรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องกับกาได้มาซึ่ง สว.

เมื่อกกต.วินิจฉัยควรเคารพกติกา

เมื่อถามว่าไอลอว์มีการเปิดข้อมูลของนายภราดรอยู่ ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป นายภราดร กล่าวว่า ตนเรียกร้องมาตลอดอยู่ในกติกา และยอมรับการตรวจสอบพร้อมเดินหน้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าหาก กกต.มีมติ ตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ และตนได้ถามกลับหากผลไม่เป็นไปตามอย่างที่ถูกกล่าวหา และคนที่อยากให้พรรคภูมิใจไทยมีอันเป็นไป เมื่อกกต.ได้วินิจฉัยมาแล้ว และไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา จะเชื่อมั่นในกระบวนการหรือไม่วันนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่บนข้อมูลและหลักฐาน ไม่ได้ยกฟ้องทั้งหมด และสั่งฟ้อง 77 คน ถือว่ากกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใด ๆซึ่งเป็นเรื่องของ77คนที่ต้องไปต่อสู่ในคดีชั้นศาล ตนมองว่าไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อกกต.วินิจฉัยไปแล้ว ก็ควรเคารพตามกติกา แม้ว่าจะวินิจฉัยตรงใจหรือไม่

ซัดมีขบวนการบีบให้ล้มล้างภูมิใจไทย                              

“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการนี้ดิสเครดิต พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อล้มล้างพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค จะเห็นว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กก.บห. และเลขาธิการพรรค เพราะหากมี กก.บห.คนใดคนใดคนหนึ่งมีอันเป็นไป จะนำไปสู่การยุบพรรคซึ่งเป็นปรารถนาสูงสุดของเขา มันคือจุดเริ่มต้นตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 และมีธงปักเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างก็เดินไปตามพยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก”นายภราดร ระบุ

เมื่อถามว่า ในนามพรรคภูมิใจไทยจะมีการแจ้งความ ilawหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้องปรึกษาทีมกฎหมาย และทนายของพรรค ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อถามว่าคิดว่ากรณีนายเอกราช มาให้การซัดทอดถึงพรรคแบบนี้ มีความคับแค้นส่วนตัวหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพยานมีจุดประสงค์แบบใด ด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนั้น มีกระบวนการทางการเมืองบางอย่าง ที่บีบคั้น บังคับ ขู่เข็ญ ทำให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว

นภินทรโล่งใจไร้ชื่อส่งฟ้อง-ชื่นชมกกต.

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์กรณีกกต.มีมติไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภท.ในคดีฮั้ว สว.ว่า คนที่ถูกกล่าวหา เมื่อกกต.ยกคำร้อง เป็นเรื่องที่ทุกคนดีใจ ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรม กกต.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและตามระเบียบ รวมถึงพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ และให้ความเป็นธรรม โดยไม่คำนึงถึงแรงกดดันต่างๆที่ให้กกต.หยุดใช้อำนาจ เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ ดังนั้นต้องขอชื่นชม กกต.ที่ใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรมและให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่ารู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ก็เป็นธรรมดา คนเราถูกกล่าวหา เมื่อเขายกคำร้องก็ต้องโล่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่ชื่นชมว่ากกต.ไม่คำนึงถึงแรงกดดัน และใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม ไม่ทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ที่ถูกกดดันว่าต้องส่งให้ศาลทั้งหมดทุกคน

ยันเดินหน้าฟ้อง“ยิ่งชีพ-ไอลอว์”

เมื่อถามว่าพรรคภท.ได้คุยกันหรือไม่จะฟ้องร้องคนที่กล่าวหาในนามพรรค นายนภินทรตอบว่ายังไม่ได้คุยกัน เพียงแต่สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือข้อมูลต่างๆที่ออกมา เป็นความลับทั้งนั้น ออกมาได้อย่างไรและเอาข้อมูลเฉพาะที่เป็นผลร้ายมากล่าวต่อสังคม ที่สำคัญแม้ว่ากฎหมายอาญาจะใช้คำว่าพนักงานเปิดเผยความลับ แต่ก็ยังมีเรื่องตัวกลางและผู้สนับสนุนซึ่งคนที่เอาความลับมาเปิดเผย ก็มีความผิดต่างกรรมต่างวาระ สิ่งเหล่านี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด

เมื่อถามว่าคดีที่แจ้งความก่อนหน้านี้ยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ยังเดินหน้าอยู่ ซึ่งกำลังตัดสินใจว่าสอบไปถึงไหน หากไม่เดินหน้ามากก็จะฟ้องเองภายในอายุ 90วัน ยืนยันว่าขณะนี้ยังฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ส่วนนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยังไม่มีประเด็นอะไรนอกเหนือจากในสภา

จุลพันธ์ชี้กกต.มีมติเป็นผลดีต่อศก.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.)กล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลหลัง กกต.มีมติส่งฟ้องในคดีฮั้วสว.โดยไม่มีสั่งฟ้องในส่วนแกนนำของพรรคภูมิใจไทยว่า เสถียรภาพของความเป็นรัฐ ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ คงจะมั่นคงขึ้นแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็มีคำวินิจฉัยมาระดับหนึ่ง แต่อย่างแรกทุกคนควรรอฟังคำวินิจฉัยที่ครบถ้วนก่อน เพราะตนก็ยังไม่ได้อ่านว่าเหตุและผลของแต่ละประเด็น แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้ในช่วงพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าผู้ที่คัดค้านหรือเห็นต่าง คงมีช่องทางกฎหมาย ที่จะดำเนินการต่อได้ตามรัฐธรรมนูญ ต้องติดตามกระบวนการจนครบถ้วน อย่างน้อยวันนี้ก็สบายใจไปขั้นหนึ่งว่าเราขับเคลื่อนต่อได้ ส่วนใครมีบทบาทหน้าที่อย่างไรก็ว่าตามนั้น

เมื่อถามย้ำว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงขึ้นหรือไม่นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เสถียรภาพจากภายในไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเราเป็นรัฐบาลร่วมกัน ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการที่เสถียรภาพภายในของรัฐบาลมั่นคง สิ่งที่จะสะท้อนออกไป ที่สังคมภายนอกต่อจากนี้ เชื่อว่าจะเป็นเสถียรภาพด้านความมั่นใจ เพราะการมีรัฐบาลที่มั่นคง จะสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจและการลงทุนทำให้เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ในมุมของตนเมื่อวันที่ 14ก.ย. จะอย่างไรก็ตาม ในมิติเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นผลดี

ยันพท.ทำเต็มที่ไม่มีอะไรต้องกังขา

เมื่อถามว่าพรรคพท.ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาแต่แรก ติดใจในคำวินิจฉัยของ กกต.หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่ายังไม่เห็นคำวินิจฉัยของ กกต.เห็นเพียงตามหน้าข่าว ที่สื่อเสนอมีเรื่องของจำนวนและรายชื่อ แต่ในเหตุผลจริงๆ เราอาจไม่ได้เห็นกระบวนการ วิธีการ หรือหลักฐานต่างๆเมื่อมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วต้องติดตามต่อไป

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายอาจกังขาบทบาทของพรรคพท.นายจุลพันธ์ กล่าวว่าไม่มีอะไรน่ากังขา พรรคพท.ยึดผลประโยชน์ของประชาชน วันที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบ เราก็ทำอย่างเต็มที่ วันนี้อยู่ในกระบวนการขั้นตอนอื่น อำนาจหน้าที่เราไม่ได้อยู่ ณ จุดนั้นก็ต้องให้อิสระ และให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะที่พรรคพท.ในส่วนที่รับผิดชอบ ก็ทำอย่างเต็มที่

ลั่นไม่กังวล”ฝ่ายค้าน”ยื่นซักฟอก

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านยังยืนยันจะนำเรื่องฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีความกังวลใจหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่กังวล เป็นอำนาจหน้าที่ และเป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย ที่จะทำภายใต้กรอบกฎหมาย ฝ่ายค้านยังเหลือสิทธิอภิปรายทั้งมาตรา 151 และ 152 สามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมสภานี้ หากจะยื่นมารัฐบาล ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ (รธน.) ก็พร้อมตอบอยู่แล้วทุกประเด็น เมื่อถามว่าเรื่องที่พยานไปให้การพาดพิงถึงพรรคภท.ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคพท.จะต้องมีการเคลียร์ใจกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องเคลียร์ใจ ไม่มีประเด็นอะไรค้างคากันและคนที่มาให้การเข้าใจว่า ไม่ใช่คนของพรรคพท.ด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายวิเคราะห์กันไป แต่เรื่องภายในรัฐบาล ระหว่างพรรค พท.กับพรรคภท.ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันในประเด็นนี้

26สว.เอี่ยวคดี ฮั้วร่วมถกวุฒิฯปกติ

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภาเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเวลา09.00น.ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมาสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้วสว.จำนวนทั้งสิ้น77 รายไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็น สว.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันจำนวน 26 ราย ยังคงเป็นเป็นไปอย่างปกติ มีสมาชิกมาเข้าร่วมประชุมตามวาระ ทั้งนี้ในช่วงการหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว. กลุ่มสตรี จากจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สว.ที่ถูกกกต.มีมติส่งคำฟ้อง ลุกขึ้นหารือในที่ประชุมเกี่ยวกับการดูแลผู้เสพยาเสพติด และผู้มีอาการทางจิตเวชอันเนื่องมาจากสารเสพติด

สมาชิกเข้าพูดคุย-ให้กำลังใจสว.

ทั้งนี้ภายหลังน.ส.อัจฉรพรรณ อภิปรายเสร็จ มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาพูดคุย ทักท้าย และสวมกอดเพื่อให้กำลังใจน.ส.อัจฉรพรรณ ขณะเดียวน.ส.อัจฉรพรรณยังเดินไปพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า สว. บางคนในรายชื่อ 26 คน มาเข้าร่วมประชุม อาทิ นายนิพนธ์ เอกวานิช นายสุเทพ สังข์วิเศษ พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย นางนงลักษณ์ ก้านเขียว นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว และนายสมหมาย ศรีจันทร์ เป็นต้น

2สว.ใน26ยันไม่กังวลคดีฮั้วสว.

น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าไม่มีมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และเคยมีการชี้แจงกับ กกต.แล้วหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณระบุว่ามีแล้ว ส่วนเมื่อช่วงเช้ามีสว.เดินเข้าไปก่อนเป็นการให้กำลังใจกันหรือไม่น.ส.อัจฉรพรรณตอบว่ากอดกันทุกวันอยู่แล้วน.ส.อัจฉรพรรณ ยังระบุว่าใน 26 สว.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน และยอมรับว่าจะแยกการต่อสู้คดี ไม่รวมกลุ่มกันสู้คดี

ด้านนายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกกกต.มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งคดีฮั้วสว.ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่กังวลจะรอดูว่าจะแจ้งข้อหาอะไร และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอย่างที่เขากล่าวหาซึ่งเคยชี้แจงไปแล้วเมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีรายงานว่าเรื่องเส้นเงินถึงยืนยันหรือไม่ว่าไม่จริง สว.นิพนธ์ไม่ได้ตอบพร้อมโบกมือและเดินจากไป

อลงกต’ยึดอกรับมติกกต.ส่งฟ้อง

ขณะที่ นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ว่าตนยอมรับผลการตัดสินของกกต.ว่าเป็นไปตาม ระเบียบกฎหมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย เรายอมรับคำวินิจฉัยของกกต.ให้เป็นไปตามกระบวนการของชั้นศาล ถ้ากกต.สั่งมาแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาลฎีกา

ชี้ไร้ปัญหาหากหยุดปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่ามีข้อสงสัยหรือไม่ในส่วนที่กกต.สั่งฟ้องสว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันเพียงแค่26 คน นายอลงกตกล่าวว่า เป็นไปตามหน้าที่ของกกต. ตนยอมรับในการตัดสินของกกต.จะส่งกี่คน ก็เป็นเรื่องของกกต.เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย หากมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้สูงศักดิ์ เราอยู่ใต้คำวินิจฉัยของกกต.อยู่แล้ว ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร เราทุกคนอยู่ใต้กฎหมายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

รับเฉยๆขอยึดตามระเบียบกม.

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับสว.ที่เหลือหรือไม่ นายอลงกต ย้ำว่ามีการปรับทุกข์ผูกมิตร”คุณจะให้ผมหัวเราะเขาหรือ ก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” ตนเป็นเพียง สว.ตัวเล็กๆ ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว“ถามว่าสะทกสะท้านมั้ยผมไม่สะทกสะท้านคือยอมรับคำตัดสินของกกต.และปฏิบัติตามที่มีคำวินิจฉัย ถามว่าดีใจมั้ย เสียใจมั้ย เฉยๆชีวิตผมผ่านมาเยอะแล้ว อายุ62แล้ว เจออะไรมาเยอะถามว่าหนักมั้ย62แล้วก็เฉยๆแต่เฉยๆไม่ได้หมายความว่าไม่กลัว แต่ว่าตามระเบียบกฎหมาย”สว.อลงกต ย้ำ

สว.สมหมาย’ยังทำหน้าที่ปกติ

นายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26สว.กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่ายังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่ เราก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดียืนยันว่ายังคงทำหน้าที่ตามปกติ

เปิดเบื้องหลังมติกกต.สั่งฟ้อง26สว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คนนั้น มีรายงานว่า ผลการลงมติผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลทั้งสิ้น 427 คน ใน 7ข้อกล่าวหานั้น เสียงกกต.ที่ลงมติส่วนใหญ่เป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โดยมีทั้ง 4:3 5:2 6:1และมีเพียงไม่กี่รายที่เป็นมติเอกฉันท์

โดยในกรณีที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 คือ การฝ่าฝืนระเบียบการแนะนำตัวของผู้สมัครไปจนถึงการให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน การจัดเลี้ยง การเรียกรับตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560 มาตรา 77 (1) (3) นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการสมัคร สว. ตามมาตรา 79 และผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน ตามมาตรา 81นั้น เป็นมติเสียงข้างมาก 4 : 3 เสียง

21ผู้ถูกกล่าวหาภท.รอดด้วยมติ5:2

ขณะที่ ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เป็นความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.2560 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่กำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” และผู้สมัครยินยอมให้พรรคการ เมืองสนับสนุน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยถูกร้องรวม 21 ราย และ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้นก็เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง โดย 2 เสียงข้างน้อย คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย

ส่วนที่กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ อาทิในรายของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งตามสำนวนของคณะที่ 26 พบหลักฐานเส้นทางการเงินและแชทไลน์ กับนายสุบิน ศักดา ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลอื่นโดยนายสุบินเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้กับนายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งก็ถูก กกต.สั่งฟ้องด้วย

พริษฐ์’ตั้ง3ข้อสงสัยมติ กกต.สั่งฟ้อง

ในซีกพรรคฝ่ายค้ายนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า”3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง“เพียงแค่ส่วนน้อย”ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว.โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว.เพียง 26คนและไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี สส.กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)1.กกต.ปฎิเสธความเป็นขบวนการของการโกงสว.หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ“ขบวนการ”ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก – เช่น หมายเลขผู้สมัคร สว.ที่ปรากฎในโพยใบสั่งและในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม.(เช่น อยุธยา/ปทุมธานี / นครนายก)1-2วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน จำนวน สว.ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน

ตัดตอนสาวไม่ถึงนักการเมืองภท.

2.กกต.ไม่ให้น้ำหนักกับกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีตการที่ กกต.ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต: ในคดีเมื่อปีก่อนกกต.เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัครสว.2คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน(โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม) แต่ในคดีนี้ กกต.กลับไม่สั่งฟ้องสว.ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่–แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน 3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทยกกต.แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การอย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ)

สั่งฟ้อง77คนล้วนโยง‘ภูมิใจไทย’

นายพริษฐ์ระบุว่าผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้กกต.ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ:1.นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว) 2.การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่ 3.การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว./ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)

“ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต.สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย/สมเจตน์ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย/อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย/ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย)จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว”นายพริษฐ์ย้ำทิ้งท้าย

อภิสิทธิ์’นำทีมกม.จวกมติกกต.ยับ                                    

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะทำงานชุดใหญ่ด้านกฎหมายของพรรคซึ่งประกอบด้วย นายนิพิฏฐ์อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์และนายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมแถลงข่าวถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮัํ๊วเลือก สว.หลังกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียง 77 คนโดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าวันที่ 14 ก.ย. เป็นจุดเริ่มต้นของคดี ฮั้ว เลือก สว.โดยตนขอตั้งข้อสังเกตมติของกกต.ว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่า ข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการผู้ที่ผู้กล่าวหา 229 ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งมตินี้ ยังส่งฟ้องน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการกกต.ด้วย สิ่งที่น่าสังเกตกับการตัดสินใจ วิธีการพิจารณา พยายามเอามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต.มีทั้งคดีอาญาและ คดีเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพียงแค่ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ส่งฟ้องได้ เหมือนกับมาตรฐานการพิจารณา คดีที่เกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้ง ที่ผ่านมา

ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.พูดถึงเพียงแค่การถูกพาดพิงจากพยานเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วต้องพิจารณาจากภาพรวม ที่มีลักษณะ พฤติกรรมทำเป็นขบวนการ อย่างชัดเจนมากกว่าการกระทำส่วนบุคคลและหลายคนที่กกต.ส่งฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลอื่นซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน ขณะข้อกล่าวหาที่ 3-7ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมดโดย กกต. ไม่ได้เอามาพิจารณาว่า คนที่วางแผนทั้งกระบวนทั้งการเป็นใคร

จี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคลฉบับเต็ม

นายอภิสิทธิ์กล่าอีกว่า“พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้กกต.เปิดคำวินิจัยส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่า กกต. แต่ละคนให้เหตุผลอย่างไร ที่มารองรับคำวินิจฉันส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นในกลุ่ม กกบห.พรรคการเมือง อาจเป็นพรรคเพราะปัจจุบัน หลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็นสส.ในการเลือก สว.แต่ยังดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล”

หวั่นการเมืองแทรกแซงสอบสวน

นายอภิสิทธิ์ระบุว่าจากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามต่อคือเมื่อมีการชี้มีเป็นการกระทำผิกด พ.ร.ป.สว. ม.77ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญาที่อยู่ที่ในการสอบสวนของ ดีเอสไอต้องเดินหน้าต่อไป ความผิดอั้งยี่และฟอกเงินต้องดำเนินการสอบสวนต่อ ตามความเห็นของอัยการ ส่วนที่กระแสข่าวว่าจะมีการโยกย้าย เจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ พรรคจะติดตามเรื่องนี้เพื่อไม่ให้รัฐบาล เข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของ ดีเอสไอ

“เมื่อกกต.มีมติส่งให้ศาลแล้วพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้กกต.ส่งข้อมูลสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพราะกฎหมายให้ศาลยึดสำนวนการไต้ส่วนของกกต.เป็นหลัก ที่สำคัญ เมื่อศาลพิจารณาแล้วความปรากฎว่ามีความผัวพันไปมากกว่า 77คนที่ส่งฟ้องกกต.ก็ต้องดำเนินการต่อไม่อาจตัดจบแล้วบอกว่าเรื่องมีคนผิดแค่77คน ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้เสียหายติดต่อปชป.ลุยเอาผิดกกต.

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าส่วนการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มีผู้เสียหายต้องดำเนินการกับกกต.ทั้งความผิด ตามกฎหมาย กกต.มาตรา 69 ป.วิอาญา ม.157 กฎหมาย ป.ป.ช.172 เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั้งอดีตผู้สมัครและสว. สำรอง ติดต่อพรรคมาแล้วซึ่งทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเต็มที่โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ส่วนจะมีช่องทางอื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องเอาผิดกกต.โดยตรงเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าโดยหลักการ หากผู้เสียหาย ยื่นฟ้องเอาผิดกับกกต.โดยตรงจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เพราะหลายกรณีที่มีการยกคำร้อง มักจะระบุว่าผู้ร้องไม่ใช่ ผู้เสียหายโดยตรง

สมชัยขอใช้เงิน1ล.ลุยฟ้องกกต.คดีฮั้ว สว.

นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าขอฉันทามติ จากประชาชน ใช้เงิน กองทุนสู้กกต.1ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้องกกต.ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาลเงินกองทุน สู้ กกต. ที่รับบริจาคมาเพื่อสู้กับ กกต. กรณีฟ้องปิดปากประชาชน มียอดบริจาค ประมาณ 2.2 ล้านบาท ยังไม่ได้เบิกออกจากบัญชีแม้แต่บาทเดียวการมีมติใช้เงิน ต้องใข้เสียงข้างมากของกรรมการ 5 คน คือ อ.ปริญญา จาก นิติ มธ. คุณลัดดาวัลย์ จาก PNET. คุณเป๋า ยิ่งชีพ จาก i Law คุณพงษ์ศักดิ์ จาก Anfrelและ ทนายนรเศรษฐ์ โดยผม ไม่มีชื่อในกรรมการ แต่ สามารถเสนอเรื่องให้ กรรมการพิจารณา ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ร่วมบริจาคในกรณีที่กรรมการกองทุนมีมติเห็นด้วย เราจะดำเนินการทันที

DSIเล็งขอสำนวนกกต.ฉบับเต็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.67) หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 รายล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน)เตรียมทำหนังสือขอคำวินิจฉัยฉบับเต็มจาก กกต. ภายใน 60 วัน เพื่อนำมาประกอบสำนวน

เตรียมนัดถกอัยการลุยคดีฮั้วสว.               

จากนั้นDSIจะนัดประชุมร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อกำหนดประเด็นสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษอาทิการรวมสำนวนผู้ต้องหา 8รายแรก เข้ากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่นและการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากอัยการมองว่าพฤติการณ์มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำกันเป็นกระบวนการเพื่อดึงอำนาจนิติบัญญัติโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความและไม่สามารถสรุปสำนวนฟ้องเพียง 8 รายเดิมได้

สำหรับประเด็นจำนวนผู้ถูกร้องเรียนคดีฮั้ว สว.ที่แท้จริงมีถึง 427ราย ไม่ใช่229ราย ตามที่คณะอนุกรรมการฯคณะที่26 สรุปตัวเลขแรกเริ่ม เนื่องจากมีการนำคำร้องคัดค้านในสำนวนอื่นมารวมพิจารณาด้วย

เล็งเอาผิดอาญา”เอกราช”ฐานให้การเท็จ

ส่วนกรณีที่ประธานกกต.ตัดพยานรหัส 16 /26หรือ นายเอกราช ช่างเหลา ออกจากสำนวนโดยอ้างว่า เคยต้องคำพิพากษาคดียักยอกทรัพย์ และมีการกลับคำให้การไปมาจนขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้กกต.ไม่สามารถดำเนินคดีกับระดับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นั้น ทางแหล่งข่าวDSIระบุว่านายเอกราชเคยให้ปากคำสอดคล้องกันทั้งในชั้น DSI ซึ่งมีอัยการร่วมฟัง และชั้นอนุกรรมการกกต.แต่กลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การในภายหลัง ซึ่งพฤติการณ์กลับคำไปมาจนทำให้ผลคดีเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงนี้ เข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งต้องจับตาดูว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีอาญากับนายเอกราชหรือไม่อย่างไร

ยุติธรรมโต้แย้งประธานกกต.

แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรมยังโต้แย้งกรณีประธานกกต.ระบุว่ากกต.ไม่ใช่”บุรุษไปรษณีย์”ที่จะส่งทุกเรื่องให้ศาลโดยไม่กลั่นกรอง เพราะเกรงพยานไม่ยอมไปให้การในชั้นศาลนั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะกกต.มีหน้าที่ติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการ ศาลจะเชื่อหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไปใช้แนวเดียวกันนี้ว่ากลัวพยานไม่มาศาล แล้วไม่นำคำให้ การเข้าสำนวน คดีอาญา คงไม่ต้องสั่งฟ้องใครเลย

ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีคดีฮั้วเลือก สว.67โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต.ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจ.นครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัครสส.พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จ.ประจวบคีรีขันธ์)

ครม.ไฟเขียว ทำประกันภัยพิบัติ เริ่มคุ้มครอง1ตุลาฯ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ครม.ไฟเขียว ทำประกันภัยพิบัติ เริ่มคุ้มครอง1ตุลาฯ

ครม.ไฟเขียว ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครองที่อยู่อาศัย30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหวเริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคมนี้ พร้อมอนุมัติกระทรวงเกษตรฯโครงการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง เจ้าพระยาตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้าน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพ กล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจากตั้งรับหลังเกิดภัย สู่ บริหารความเสี่ยงล่วงหน้าเนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย.ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2 ล้านบาทต่อคน

ครม.มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายเอกภพ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน“โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง” กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการมีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน

โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี