พิชิต คปท.ซัด กกต.ข้างมาก ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง

16 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

16 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล คือ แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า “กกต.ใช้หลักพิจารณา คือ “เหตุอันควรสงสัย” พิจารณาจาก กกต.เสียงข้างน้อย แล้ว เช่นนี้ กกต.เสียงข้างมาก”ตกเป็นผู้ต้องสงสัย”เสียเอง”

ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ คดีเสียบบัตรแทนกัน ชี้พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง

16 กันยายน 2569 เวลา 12:18 น.

16 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) สนามหลวง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีเสียบบัตรแทนกัน หมายเลขดำที่ อม 14/2568ที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย (ขณะนั้น) เป็นจำลย กรณีเสียบเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภา

โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยดำรงตำแหน่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.อุตรดิตถ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย

โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2556 สภาผู้แทนราษฎรนัดประชุมเป็นพิเศษเพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. มาตรา 3 , 4 และมาตรา 5 ซึ่งจำเลยเดินทางไปจ.สุโขทัยโดยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาฯ แต่จำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่ ส.ส.รายอื่น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทำให้การออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต บิดเบือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมาตรา 192

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางไต่สวนประกอบสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์มีภาพถ่าย ชื่อและชื่อสกุลของ สส.เจ้าของบัตรไว้อย่างชัดเจน ยากที่ สส.อื่นจะนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง การใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนในแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ต้องกระทำหลายขั้นตอน แต่กลับมี สส.อื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตนและลงคะแนนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แสดงว่า สส.นั้นต้องรู้ก่อนว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมตั้งแต่เวลาใดจะกลับเข้าที่ประชุมอีกเวลาใด โดยต้องมีหรือได้รับบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้ในครอบครองเพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่แจ้งข้อมูลหรือไม่ยินยอมมอบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ไปกระทำการดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจสำเร็จได้ ประกอบกับการลงคะแนนแทนในแต่ละมาตราที่มีผลการลงคะแนนเห็นด้วย ยังสอดคล้องกับการลงคะแนนของจำเลยก่อนนั้น และสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยเป็นสมาชิกซึ่งอยู่ การที่ ส.ส.อื่นจะตัดสินใจกระทำไปโดยพลการย่อมเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบได้ในภายหลังและอาจถูกดำเนินคดีได้หากจำเลยปฏิเสธ

การกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 126 วรรคสาม และฝ่าฝืนต่อข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม

แม้จากการไต่สวนจะไม่ปรากฏจากหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานได้ชัดเจนว่าจำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้แก่ สส.รายใดให้ลงคะแนนแทนก็ตาม แต่ที่จำเลยให้การว่า หลังจากประชุมเสร็จจำเลยไม่ได้เก็บประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย นั้น

โดยมีนางเสริมศรี เก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย นำไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ แต่นางเสริมศรี ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือน พ.ค.2556 โดยมี น.ส.สายฝน ดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ดูแลการประชุมแทน ระหว่างเกิดเหตุนางเสริมศรี จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกภายในห้องประชุมแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับที่ น.ส.สายฝน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการประชุมได้เบิกความว่าเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเวลาที่มีการประชุมไม่อาจเข้ามาในที่ประชุมได้

ส่วนกรณี สส.หลงลืมบัตรประจำตัวไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่เก็บไว้กับตัวเอง แต่จะเก็บรวบรวมมาจัดเรียงตามลำดับเพื่อง่ายต่อการค้นหาในเวลาที่ สส.มาขอรับคืน และจะไม่นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์จองที่นั่งให้

ทั้งการที่นางเสริมศรี ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือน พ.ค.2556 เนื่องจากเหตุเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันทำนองเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เชื่อว่านางเสริมศรีที่พ้นหน้าที่ไปเพราะเหตุดังกล่าวจะกล้ากระทำเช่นนั้นอีก

ส่วนที่นายนริศร ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองสกลนคร เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2568 ว่าในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษนายนริศร เป็นผู้เสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของ สส.รายอื่น และแสดงตนกับออกเสียงลงคะแนนแทนนั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการแจ้งความหลังเกิดเหตุนานกว่า 10 ปี อาจเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดมากกว่าจะเกิดจากการกล่าวความจริงหรือสำนึกในความผิด จึงไม่สมเหตุผลเป็นพิรุธ

ทั้งคำฟ้องโจทก์คดีดังกล่าวมิได้บรรยายฟ้องระบุว่า สส.รายอื่นนั้นคือจำเลย และเป็นการฟ้องว่านายนริศรกระทำความผิดโดยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนในมาตรา 6 และมาตรา 20 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละมาตรากันกับคดีนี้ และในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามิได้มีคำวินิจฉัยว่า นายนริศร เป็นผู้นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลย

นอกจากนี้ นายนริศรไม่เคยให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือเบิกความในระหว่างการพิจารณาของศาลในคดีของตนเองมาก่อน ที่จำเลยอ้างว่า ได้อภิปรายพาดพิง พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการอนุมัติเงินให้บริษัทเอกชน ซึ่งขณะนั้นประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิทย์ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยถูกไต่สวนนั้น พยานหลักฐานจากการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีพยานบุคคลใดถูกบังคับขู่เข็ญ หลอกลวง เพื่อให้ถ้อยคำหรือเบิกความโดยไม่สมัครใจ หรือมีพยานเอกสารใดเป็นเอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ หรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริง ทั้งมูลคดีเกิดจากการที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหลักฐานการเดินทางของจำเลยด้วยเครื่องบินทั้งไปและกลับ

โดยจำเลยยอมรับว่าช่วงที่จำเลยไม่เข้าประชุมนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นแสดงตนและลงคะแนนแทนโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุผลเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนจำเลย ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้งเพราะเหตุทำหน้าที่ดังกล่าว

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของ สส.รายอื่น เพื่อให้ สส.นั้นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ….

เมื่อการแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่จะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คือผู้ที่มาแสดงตนในการประชุมและอยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น การกระทำใดที่เป็นเหตุให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน การกระทำนั้นย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคสาม

ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำการแทนกันมิได้ จึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเป็น สส.ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 122 และขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามมาตรา 123 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นกระทำทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ของ สส.ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 123/1 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

โดยขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย แต่กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ตกไป ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุเจ็บป่วย จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้างมา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี คำรับของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

ภายหลังมีคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว

โดยศาลฎีกา อม. อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

สว.สำรอง ร้องศาลฎีกา ปมคำวินิจฉัย กกต.ไม่รอบด้าน ยันใช้สิทธิในกรอบเวลา 3 วัน หวังศาลให้ความเป็นธรรมรับคำฟ้องไต่สวน

16 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน กลุ่ม สว.สำรอง ได้รวมตัวกันยื่นคำร้องเพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.เรื่องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยของ กกต.กรณีที่ กกต.มีคำสั่งยกคําร้อง 3 ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง กล่าวว่า ทั้ง 3 ข้อกล่าวหาที่ กกต.ยกคําร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบับแรกที่ไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต.พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต.ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน

โดยสรุปแล้วทั้ง สว.ทั้ง 77 ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิดตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี

ดังนั้น กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1 – 3 ที่บอกว่าไม่ผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา สว. 138 คน และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาใหม่ “โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือน ทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่”

พล.ต.ท.คำรบ ระบุอีกว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต.และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต.มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน

ส่วนการที่ กกต.ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต.ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใครต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบครอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉัยแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส่วนตำถามหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง สว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม สว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับเพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว.ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่าย ด้วย

โดย สว.สำรองบางคน ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.

สอนมวย สมชัย-พรรคการเมือง ชูชาติ ศรีแสง เปิด รธน. ชี้ฟ้อง กกต.เองไม่ได้ ต้องยื่นร้องผ่าน ป.ป.ช.เท่านั้น

16 กันยายน 2569 เวลา 11:50 น.

16 กันยายน 2569 นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า …..รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ดังนี้

…..มาตรา 234 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนและมีความเห็น กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์อิสระ ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริธรรมอย่างร้ายแรง

…..มาตรา 235 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้ว เห็นว่า

……..1.ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน

จริธรรมอย่างร้ายแรง ก็ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

……..2.กรณีอื่นนอกจาก(1) ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

…..กล่าวโดยสรุปก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถ้า กกต.ท่านหนึ่งท่านใดหรือทุกท่าน ปฏิบัติหน้าโดยทุจริตหรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ต้องทำการไต่สวนและหากไต่สวนแล้วเห็นว่ามีความผิด ก็ต้องส่งสำนวนการไต่สวนไปให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

…..เมื่อการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมือง ศาลอื่น ๆ จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา และผู้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็มีเพียงอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น

…..กรณีที่เคยมีผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กกต. ชุดที่ 2 ต่อศาลอาญาและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนั้น มีการกระทำความผิดในปี 2549 อยู่ในช่วงเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกับมาตรา 234 และ 235 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจึงเป็นโจทก์ฟ้อง กกต. ต่อศาลได้

…..ข่าวอดีต กกต.ท่านหนึ่งขอใช้เงินกองทุน หนึ่งล้านบาท จ้างทนายที่ดีที่สุดฟ้อง กกต. ทุกศาล หรือพรรคการเมืองบางพรรค หรือบุคคลอื่น ๆ ที่ประกาศว่าจะฟ้อง กกต. อ่านรัฐธรรมนูญกันบ้างหรือไม่

…..เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นก็ไม่อาจฟ้อง กกต.ได้ มีเพียงการไปร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้นที่สามารถกระทำได้

ทั้งนี้ วานนี้ (15 ก.ย.69) นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ขอฉันทามติจากประชาชน ใช้เงินกองทุนสู้ กกต. 1 ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้อง กกต.ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาล (อ่านข่าวประกอบ : สมชัย ท้าชน! ขอฉันทามติ ปชช.ใช้เงินกองทุน 1 ล้าน จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ลุยฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.)

วงใน กกต.แฉ สิทธิโชติ ชงตั้งคณะที่ 26 สอบฮั้ว สว. พบพิรุธ 3 สำนวนไม่คืบ เหตุสอบ สีส้ม-สว.อิสระ อืด

16 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

16 กันยายน 2569 จากกรณีที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จาก 229 ราย อีกทั้งว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้ระบุว่าสำหรับผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีโกงเลือก สว.มี 427 คน ต่อมาวันที่ 15 ก.ย.2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ออกมายืนยันว่าตัวเอง และนายชาย นครชัย คือ กกต.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งฟ้องแกนนำผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะมีหลักฐานเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้ว สว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 ก.ย.69 นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต.ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าที่เสนอส่งฟ้อง 229 คน (ฮั้ว สว.สีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทย) พร้อมทั้งระบุว่า ยังมีอีก 3 สำนวน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ยังดำเนินการอยู่และยังไม่เสร็จสิ้นนั้น

รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.เเจ้งว่า 3 สำนวนดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ดำเนินการไต่สวนในเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229 คน คือ การนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. สว.พรรคประชาชน/คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2. สว.พรรคประชาชน/คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับประเทศ 3. กลุ่ม สว.อิสระ

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะเดียวกันยังพบว่า การเเต่งตั้งคณะฯ ที่ 26 นายสิทธิโชติ เสนอต่อที่ประชุม กกต.ว่าควรแต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งปกติ กกต.มี 25 คณะ เพราะคดีมีความสำคัญและผู้ร่วมกระทำผิดมีจำนวนมาก จนมีการแต่งตั้ง นายชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และร่วมงานกับดีเอสไอ จนได้ข้อสรุปในสำนวนจำนวน 75,722 หน้า โดยเสนอให้ส่งฟ้อง 229 คน ทำให้ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในขณะนั้น แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 อีกชั้นหนึ่ง

แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 นั้น มีสิ่งผิดปกติบางประการ เช่น มีการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที ซึ่งมีข้อพิรุธ อาทิ การสอบพยานเป็นการสอบพยานที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่ กกต.ต้องดำเนินการในกรณีนี้เอง

รวมทั้งกรณี นาย อ. นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่มาให้การเองกับดีเอสไอ และอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.ก็พบว่าไม่มีการเรียก รปภ. เจ้าหน้าที่พรรค ไปให้การ และไม่ได้ไปตรวจสอบที่ทำการพรรคตามที่ นาย อ. อ้างว่า ที่ทำการพรรคคือหนึ่งในสถานที่จัดประชุมการฮั้ว สว.เเต่คณะอนุกรรมการฯ ที่ 26 กลับเชื่อถือข้อมูลของนาย อ.

นอกจากนี้ กรณีการร้องเรียนการจัดประขุมผู้สมัคร สว.ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมเเพค เมืองทองธานี พบว่า มีการร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เช่นกัน และอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการร้องเรียนฮั้ว สว.ที่พาดพิงพรรคภูมิใจไทย

“การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่พบพิรุธตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีความล่าช้า เช่น กรณีห้องจูปิเตอร์ อิมเเพค เมืองทองธานี เพราะพบข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้ออกเงินการจัดประชุม จัดเลี้ยงอาหารให้ผู้ร่วมประชุม และผู้สมัคร สว.ไม่ได้ออกเงิน เเม้จะมี สว.บางคนอ้างว่าไปประชุมที่อิมเเพค เมืองทองธานี จริง แต่ชำระเงินค่าประชุมด้วยตัวเอง โดยหย่อนเงินใส่กล่องหน้าห้องประชุม และซื้ออาหารกินเอง แต่ผู้จัดงานไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้” แหล่งข่าวระบุ และว่า กรณีนี้เท่ากับว่ามีการจัดเลี้ยงแล้ว และ สว.ที่ไปร่วมงานเท่ากับมีความผิดแล้วเช่นกัน

ย้อนเส้นทาง ‘ชาย นครชัย’ จากอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สู่ กกต. ใจกล้าสวนมติเสียงข้างมาก คดีฮั้ว สว.

16 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

ตามกันมาติดๆ กับ นายชาย นครชัย หลังจาก นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปิดเผยเบื่องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. โดยกล่าวว่า นายชาย นครชัย เป็นอีกหนึ่งเสียงข้างน้อยที่เห็นต่างในคดีฮั้ว สว. ที่มีการเชื่อมโยงถึง บุคคลในพรรคการเมืองหรือ กรรมการบริหารพรรค สส. ซึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ขณะที่กลุ่มเสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จึงพาเปิดประวัติ กกต.เสียงข้างน้อยอย่าง นายชาย นครชัย ว่าเบื้องหลังชายผู้นี้ผ่านการทำงานแบบไหน ทำไมกล้าขัดมติเสียงข้างมาก

ประวัติการศึกษาและการอบรม

  • รัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • Master of Business Administration, Southeastern University
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 60
  • หลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง (สจว.)
  • หลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Tourism Management Program for Executives : TME)
  • หลักสูตรผู้บริหารงานด้านกฎหมายภาครัฐ ระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประวัติการทำงาน

  • ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
  • ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2556)
  • รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  • อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2561)
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในปี 2566

โดยเส้นทางสู่ กกต.ของนายชายเริ่มชัดเจนในปี 2566  โดยมีการเสนอชื่อแทนนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ให้ดำรงตำแหน่ง กกต. จากการคัดเลือกวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนลับให้ความเห็นชอบ ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 พร้อมกล่าว ถึงความมั่นใจในการทำงาน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2566 ภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ ว่า


“แม้จะมาจากกระทรวงวัฒนธรรม แต่ก็คิดว่ามาทำงานกกต.น่าจะได้เปรียบ เพราะอยู่งานวัฒนธรรมมาทำให้มีเครือข่ายเยอะ ได้รับฟังปัญหาและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นถิ่น แต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร เราก็จะได้นำมาปรับปรุงให้เข้าบริบทของคนไทยได้ในการทำงาน ส่วนข้อกฎหมาย เราศึกษาได้ และระเบียบกกต.มีอยู่ไม่เท่าไร เราก็ดูและพิจารณาไปตามข้อกฎหมาย”

ท้ายนี้ ทั้งนายชายและนายสิทธิโชติเข้าดำรงตำแหน่ง กกต. ก่อนวุฒิสภาชุดปี 2567 จะเข้ามาทำหน้าที่ โดยทั้งสองได้รับความเห็นชอบจาก สว. ชุดเฉพาะกาลในช่วงปี 2566 ซึ่งนายสิทธิโชติผ่านการเห็นชอบในวุฒิสภาชุดเดียวกันช่วงปลายปี และเริ่มรับตำแหน่งจริงในปี 2567

ปชป.เลิกเหนียมแล้ว! รองหัวหน้า ‘ชัยชนะ’ ลั่น เสียงในสภาฯ ไม่ดังพอ ต้อง ‘รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ’

16 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “หากเสียงในสภายังไม่ดังพอที่จะเรียกร้องได้ ถึงเวลาต้องเอาเสียงนอกสภาเรียกร้องคู่ขนานกันไป

รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ

ปล ถึงให้มากี่คดีก็ไม่เป็นไรหากสิ่งที่ผมทำไปเพื่ออนาคตของลูกหลานในประเทศนี้ครับ”

ต่างชาติจุ้นไทยอีกแล้ว องค์กรต้านสงคราม กดดันรับรองสิทธิ ปฏิเสธเกณฑ์ทหาร ยกเคสเนติวิทย์ตัวอย่าง

16 กันยายน 2569 เวลา 10:39 น.

16 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า องค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ ส่งรายงานกรณี “เนติวิทย์” ไปที่คณะกรรมการสิทธิฯ UN เรียกร้องไทยรับรองสิทธิปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 องค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ (War Resisters’ International) ได้เผยแพร่ข่าวว่า ได้ดำเนินการส่งรายงานกรณีการดำเนินคดีต่อ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จากการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Committee) โดยขอให้พิจารณาถึงสถานการณ์ประเด็นนี้ในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้ไทยมีการรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ

สำหรับองค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ เป็นเครือข่ายของภาคประชาสังคมหลายประเทศที่คัดค้านลัทธิทหารนิยม และต้องการสร้างสันติภาพเพื่อโลกที่ปราศจากสงคราม พร้อมกับสนับสนุนสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) ในประเทศต่างๆ

รายงานขององค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ ลงวันที่ 24 ส.ค. 2569 ยื่นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในสมัยประชุมที่ 146 ได้นำเสนอประเด็นของประเทศไทย ว่าไทยเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งข้อ 18 ของกติกาดังกล่าวให้ความคุ้มครองเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รับรองว่าสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมถือเป็นสิทธิที่รวมอยู่ในการคุ้มครองดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติรับรองสิทธินี้ และไม่มีการจัดบริการทางพลเรือนรูปแบบอื่นทดแทน (alternative civilian service) ส่งผลให้ผู้ที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอาญาและได้รับโทษ ความขัดแย้งระหว่างกรอบกฎหมายภายในประเทศกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ถือเป็นประเด็นทางกฎหมายหลักในคดีของเนติวิทย์

รายงานฉบับนี้ได้หยิบยกกรณีของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ซึ่งเป็นผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมรายแรกของไทยที่ถูกดำเนินคดี โดยเนติวิทย์ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการเกณฑ์ทหารมานานกว่าทศวรรษ ตั้งแต่หลังการรัฐประหารในปี 2557 เนื่องจากเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพส่วนบุคคล และเสรีภาพทางมโนธรรม จุดยืนของเขาเกิดจากทั้งความเชื่อทางการเมืองและจริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักอหิงสา

รายงานได้สรุปเนื้อหาคดีของเนติวิทย์ บริบททางกฎหมายของไทย และการส่งประเด็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนสรุปว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ภายหลังกระบวนการพิจารณาคดี เนติวิทย์ถูกพิพากษาว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 6 เดือน โดยให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 1 ปี

องค์การต่อต้านสงครามนานาชาติได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับประเทศไทย และสอบถามถึงมาตรการที่รัฐไทยจะดำเนินการเพื่อรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม รวมถึงการรับประกันว่าจะไม่มีการดำเนินคดีหรือลงโทษผู้ที่ใช้สิทธิดังกล่าว และปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อ 18 ของ ICCPR ด้วย

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86381

ย้อนอ่าน “ย้อนมองการรับรองสิทธิการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม ในกลไกสิทธิมนุษยชน UN อันแตกต่างจากศาล รธน. ไทย” https://tlhr2014.com/archives/84717

เปิดเส้นทางสายศาล ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ จากผู้พิพากษาศาลฎีกา สู่ 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย กกต. คดีฮั้ว สว.

16 กันยายน 2569 เวลา 10:38 น.

กลายเป็นที่จับตามองหลัง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปิดเผยเบื่องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. ขณะที่มีข้อถกเถียงถึงคะแนนในการลงมติ บุคคลในพรรคการเมืองหรือ กรรมการบริหารพรรค สส. ซึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ขณะที่นายสิทธิโชติและนายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จึงพาเปิดข้อมูล กกต.เสียงข้างน้อยอย่าง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ว่าเบื้องหลังชายผู้นี้ผ่านการทำงานแบบไหน ทำไมถึงกล้าท้าชนในคดีฮัว สว.

ประวัติการศึกษาและการอบรม  

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง  
  • เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  
  • รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  
  • วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 2549
  • ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 9
  • การพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 10

เส้นทางสายตุลาการและองค์กรศาล

  • ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่
  • เลขานุการศาลอาญา
  • เลขานุการศาลอุทธรณ์
  • ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง
  • อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
  • รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1
  • ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  • อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
  • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  • ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
  • กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2547 – 2549
  • กรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ. 2542 – 2556 และ พ.ศ. 2558 – 2562
  • กรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ชั้นศาลฎีกา) พ.ศ. 2562 – 2563
  • เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในปี 2567

หนึ่งตำแหน่งที่น่าสนใจสำหรับ นายสิทธิโชติ คือ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ซึ่งเป็นแผนกของศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและคดีเลือกตั้งตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด และการเข้าดำรงตำแหน่ง กกต.ในปี 2567 ของ นายสิทธิโชติ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาโดยให้สำนักงาน กกต.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567

ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวเป็นเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อย ส่วนมติอย่างเป็นทางการของ กกต.ยังคงเป็นไปตามเสียงข้างมาก และการวินิจฉัยความผิดของผู้ที่ถูกยื่นคำร้องต่อศาลเป็นอำนาจของศาลตามกระบวนการต่อไป

สมชัย เขย่า กกต.! ถามหา 2 เสียงปริศนา พลิกเกมข้ามขั้ว? ลงมติ 4:3 สั่งฟ้อง 26 สว.คดีฮั้ว

16 กันยายน 2569 เวลา 10:29 น.

16 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครคือ อีก 2 เสียง ที่กลับมาลงมติ 4:3 สั่งฟ้อง สว. 26 ราย

มติส่วนใหญ่ ของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. คือ 5:2 ยกเว้นในส่วนการลงมติว่า ตัว สว. 26 คน กระทำความผิด กม. กลายเป็น มติ 4:3

4 คนที่เป็นเสียงข้างมาก ยืนพื้นอย่างหนักแน่นในมติอื่น ๆ มาตลอด 2 ท่าน คือ กกต. สิทธิโชติ และ กกต. ชาย ส่วนที่เพิ่มมาอีก 2 คน เป็นใคร ด้วยเหตุผลใด ยังเป็นปริศนา

สว. 26 คน ที่ถูกส่งฟ้อง มีช็อคตามคำให้สัมภาษณ์ของศุภชัย ใจสมุทร ว่า มี สว.คนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อลงกต วรกี พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย มาเรีย เผ่าประทาน ชีวะภาพ ชีวะธรรม ฯลฯ โดยในจำนวนนี้ เป็นถึงระดับ ประธาน กมธ. 6-7 ราย และบางคนได้คะแนนลำดับหนึ่งของกลุ่มอาชีพ

กกต. 2 คนที่โดดจากเรือมาสมทบ อาจพิจารณาจากเหตุผลได้ 2 แนวทางคือ

1. สว. 26 คน มีหลักฐานแน่นหนาจนยากที่จะฝืนลงมติ และ ใน 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งพรรคประชาชน และ ไอลอว์ แก้ผ้าจนไม่มีอะไรเหลือ หากฝืนลงมติ อาจมีชีวิตยากลำบากยามแก่เฒ่า

2. ขอเอาตัวรอด เลิกคิดถึงบุญคุณที่ต้องทดแทน ปล่อยมือจากกลุ่ม 5 คน มาลงคะแนนอีกฝั่ง ใครจะล็อบบี้อะไรก็ไม่ฟัง ด้วยลูกเมียยังเล็ก (เปรียบเปรย)

การปล่อยมือดังกล่าว มีผลดีคือ ทำให้ 2 เสียงเดิม เพิ่มเป็น 4 เสียง กลายเป็นเสียงข้างมาก เอาผิด สว. 26 คนได้

อย่างไรก็ตาม กกต. 2 รายที่โดดเรือหนี กลับไม่ได้สร้างผลดีกับตน แต่กลายเป็นภัยคุกคาม 2 ด้าน

ด้านประชาชน ย่อมไม่ลดลาวาศอกที่จะดำเนินคดีจาก มติ 5:2 เพราะยังมีอีกหลายสิบกรณี ที่ลงมติขัดกับหลักฐานและหลักกฎหมาย เป็นคดีอาญา 157 ที่ต้องฟ้องให้หลาบจำ ต่อ กกต. 5 คน

ด้านพรรคสีน้ำเงิน ย่อมเคืองขัด ด้วยเหตุมีการแตกแถว เอาตัวรอด แถมยังฟันไม่เลือกทั้งคนสำคัญ ทั้งเครือข่าย ทั้งเครือญาติของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน แค้นนี้ อย่าหวังว่าจะลืมกันง่าย ๆ

ว่าแต่ 2 ท่านที่กลับลำ คือใคร ข่าวยังไม่รายงาน แต่ควรเก็บเนื้อเก็บตัว เก็บข่าวให้มิดด้วย