เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.46 น.

ชลบุรีเดือด! ไทม์ไลน์ล้อมหีบข้ามคืน เขต 1 ประท้วงวุ่นหลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่ารับเช้าวันที่ 10 ก.พ. 69 เมื่อสนามเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ลุกเป็นไฟ! มวลชนปักหลักปิดล้อมคอร์ดแบดมินตัน หลังพบพิรุธหีบบัตรไม่ได้ซีล เคเบิลไทร์หาย แถมพบบัตรเลือกตั้งถูกทิ้งในถังขยะ ยื่นคำขาด “ต้องนับใหม่เท่านั้น”

สรุปเหตุการณ์ “คืนล้อมหีบ” ชลบุรี เขต 1

สถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จนถึงรุ่งเช้าวันนี้ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

18.00 – 20.00 น. เพจท้องถิ่นสะพัดข่าวจะมีการนับคะแนนใหม่ที่เทศบาลแสนสุข ประชาชนแห่ไปรอ แต่ กกต. ปฏิเสธว่าไม่มีการนับ ทำให้มวลชนตามไปที่เก็บหีบบัตร ณ “คอร์ดแบดมินตัน”

20.30 – 21.00 น. ความแตก! ประชาชนพบหีบบัตรบนรถกระบะ บางหีบไร้การรัดสาย “เคเบิลไทร์” เจ้าหน้าที่อ้าง “สายหมด” ทำมวลชนเดือดจัด นายอำเภอและ ผอ.กกต.จังหวัด ต้องรีบเข้าชี้แจงว่าอยู่ระหว่างขนย้าย

21.30 – 22.30 น. นายอำเภอยันนับคะแนนใหม่ไม่ได้ ต้องรอ กกต.กลาง ด้านมวลชนโต้กลับยกเคส “ปทุมธานี-มหาสารคาม” ที่นับใหม่ได้ทันที แต่นายอำเภอแย้งว่าชลบุรีเลยขั้นตอนทักท้วงมาแล้ว

22.40 น. วงเจราจาล่มชั่วคราว! ก่อนเจ้าหน้าที่จะกลับมาย้ำคำเดิมว่า “ผอ. ไม่มีอำนาจสั่งนับใหม่”

23.45 น. ผอ. กกต. เริ่มอ่อนท่าที รับปากจะประสาน กกต.กลาง เพื่อขออนุมัติเปิดหีบ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

01.35 น. รองเลขาธิการ กกต. เดินทางมาถึงพื้นที่ ยืนยัน “อยู่ข้างความถูกต้อง”

03.00 น. สถานการณ์ยังตึงเครียด มวลชนไม่ยอมถอยหลัง พบหลักฐานเด็ด “ใบขีดคะแนน” ถูกทิ้งในถังขยะ ยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

10.00 น. จับตาวาระสำคัญ กกต. ชุดใหญ่ประชุมด่วน พิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการนับคะแนนใหม่ตามคำเรียกร้องหรือไม่

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.12 น.

หลังการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้คะแนนจะเริ่มนิ่งแต่ อุณหภูมิการเมือง ในโลกโซเชียลกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคุณภาพของเสียงที่กำลังกลายเป็นดราม่าร้อนฉ่าอยู่ในขณะนี้

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) นาย อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Atukkit Sawangsuk ซึ่งมีเนื้อหาเผ็ดร้อนกระแทกใจทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน โดยระบุว่า “คะแนนเสียงเรานับเท่ากันในกติกาประชาธิปไตย แต่คุณค่าไม่เท่ากันหรอก คะแนนเสียงผมที่เลือกเพื่อเปลี่ยน โหวตเห็นชอบจะมีค่าเท่าพวกโง่ที่เชื่อกลุ่มไลน์สวัสดีวันจันทร์ ว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง จะทำให้นักการเมืองไม่สามารถบินเฟิสท์คลาส ได้ยังไง โง่ก็ต้องบอกว่าโง่ ไม่ respect เพียงแต่ต้องแยกแยะแบบซื้อเสียงแล้วกาเบอร์ 1-10 ทั้งสองใบ นี่ก็ไม่ต้องอธิบายแก้ต่าง แต่ถ้าเลือกเพราะจำเป็นต้องพึ่งพิง อธิบายได้เข้าใจได้ แบบบางท่านอธิบายเรื่องธรรมนัสกับนโยบายเปลี่ยน สปก.เป็นโฉนด ก็ให้ความรู้ความเข้าใจ แต่รำคาญที่เช้ามาก็เห็นโพสต์เต็มฟีด ยังกะว่าคนกรุงเทพปริมณฑลที่เลือกส้มแม่งไม่เคยเข้าใจเรื่องพวกนี้เลย”

ใบตองแห้ง

ทันทีที่โพสต์ของ นาย อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับมุมมองที่ตรงไปตรงมา และฝ่ายที่มองว่าเป็นการเหยียดหยามสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จนเกิดเป็นวาทะตอบโต้กันอย่างรุนแรง เช่น

“5555 สิ่งที่เคยด่าสลิ่ม กลับทำเสียเอง”,

“เลิกได้เลิกนะคะ การด้อยค่าคนอื่น ประชาธิปไตยแบบไหน ไม่เคารพความเห็นต่าง เหยียบคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น”,

“ความคิดน่ากลัว และเป็นภัย”,

“ใครเป็นคนวัดคุณค่าของเสียง ถ้าเสียงไหนมีค่ามากกว่ามันก็ควรจะถูกนับมากกว่าสิ”

“เช็ดเข้ นี้พี่ถึกเขียนเองจริงเหรอวะ 555”

“ถึงขั้นธาตุไฟแตก”

“เอาสุดแค่นี้พอนะถึก อย่าให้ถึงขั้นปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเลยนะ ถือว่าขอเหอะ”

“โดนใจสุดๆ”

ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและความขัดแย้งทางความคิดหลังการเลือกตั้งปี 2569 ที่ยังคงฝังลึก โดยเฉพาะการตีความคำว่าความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกนำมาถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้ว หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงนั้นควรถูกให้ค่าด้วย เหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจหรือไม่ และน่าจับตาว่าหลังจากนี้ใบตองแห้งจะออกมาขยายความถึงประเด็นเสียงที่ไม่มีคุณค่านี้เพิ่มเติมอย่างไร ท่ามกลางกระแสทัวร์ที่ยังคงจอดหน้าเฟซบุ๊กอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.09 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

อย่าหลงคิดแต่ว่า ตัวเองเป็นคนดีและคนอื่นโกง  ทั้งที่ตัวเองก็โกง ด้วยการชักจูงในคนเข้าใจผิดต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพและศาล ซึ่งปัจจุบัน สงครามข่าวสารที่ตนเองสร้างขึ้นถึงเวลาโดนตีกลับเพราะตนเองแล้ว

ทำไมภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง

1. อนุทิน แสดงความจงรักภักดี ไม่ด้อยค่าทหาร เข้าใจความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่นจริงใจและเด็ดขาดต่อการจัดการกับปัญหาชายแดนกับเขมร และไม่อ่อนข้อต่อการกดดันของสหรัฐฯ แสดงบทบาทที่น่าประทับใจในระหว่างประชุมกับผู้นำระดับโลก เช่นการพยายามขายข้าวให้จีน การขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ

2. สีหศักดิ์ ไม่อ่อนข้อต่อเขมรและการกดดันของสหรัฐฯ บนเวทีโลก กรณีปัญหาปัญหาชายแดนกับเขมร

3. เอกนิติ คนละครึ่งพลัส ถูกใจประชาชน

4. ศุภจี ทำงานหนักอย่างจริงจัง จนภาพนั้นตรึงตาตรึงใจคนไทยทุกฝ่าย แม้แต่คนนิยมพรรคส้มยังยอมรับ สังเกตได้จากคำพูดจากผู้นิยมส้มว่า “เสียดายอยู่ผิดพรรค” ซึ่งแปลว่า ส้มยังยอมรับฝีมือแม้จะอยู่พรรคที่ผู้นิยมส้มไม่ชอบ

คำประกาศที่ว่า ไม่ได้ทำเพื่อพรรคแต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน “ทัชใจ” คนไทยทุกฝ่าย

5. การรีแบรนด์เป็น “พรรคนักปฏิบัติ”  การดึงบุคคลอย่าง คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ (ภาพลักษณ์ข้าราชการมือหนึ่ง) หรือ คุณศุภจี (ภาพลักษณ์ CEO มืออาชีพ) เข้ามา เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคภูธร ให้กลายเป็นพรรคที่มี “ทีมเศรษฐกิจระดับอินเตอร์” สิ่งนี้ดึงดูด ชนชั้นกลางในเมือง ที่เบื่อความขัดแย้งและต้องการคนที่ “หาเงินเข้าประเทศเป็น”

6. ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่” ที่แข็งแกร่งที่สุด ภูมิใจไทย มีเครือข่าย ส.ส. เขตที่เข้มแข็งมาก การดูแลพื้นที่แบบ “ถึงลูกถึงคน” ทำให้คะแนนเสียงในต่างจังหวัดไม่ผันผวนตามกระแสโซเชียลมีเดียเท่ากับพรรคส้ม

ทำไมพรรคส้มแพ้ ชนะการเลือกตั้ง

1. กับดัก “สุดโต่ง” การมุ่งเน้นประเด็นที่ละเอียดอ่อน (เช่น 112 หรือการปฏิรูปกองทัพแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า) ทำให้เสียแนวร่วมที่เป็นคนรุ่นใหม่สายกลาง มุ่งแต่คิดจะแก้ 112 แม้เบื้องหน้าดูเหมือนไม่แตะต้อง แต่รู้ได้ว่ายังรอเวลาและหาช่องทาง

2. เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ ศาล ทั้งที่ประชาชนมองเห็นว่า สถาบันหลักของชาติอยู่เคียงข้างประชาชน และทำหน้าที่ปกป้องประเทศ

3. สมาชิกพรรคขาดประสบการณ์และความรู้ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ เก่งพูดมากกว่าเก่งทำ มีแต่ราคาคุย

4. ประกาศสโลแกน มีส้มไม่มีเทา ขุดคุ้ยและเปิดโปงความเทาของคู่แข่ง แต่ปล่อยปะละเลยต่อขบวนการเทาๆ ในพรรค ซึ่งบ่งบอกความย้อนแย้งของคำว่า  มีส้มไม่มีเทา

5. สงครามข่าวสาร ที่ตีกลับ เมื่อพรรคส้มครองพื้นที่สื่อโซเชียลมานาน ผู้คนเริ่มเกิดภาวะ “เอียน” หรือรู้ทันเทคนิคการปั่นกระแส เมื่อความจริงเรื่องความเทาภายในพรรคถูกเปิดเผย ความศรัทธาจึงพังทลายเร็วกว่าพรรคปกติ เพราะขายภาพลักษณ์ “คนดี/คนรุ่นใหม่” ไว้สูงเกินไป

6. การบริหารองค์กรที่ล้มเหลว การคัดกรองผู้สมัครที่ไม่ดีพอ (มีประวัติอาชญากรรม, พฤติกรรมไม่เหมาะสม) ทำให้เกิด “สภาวะย้อนแย้ง” ในสายตาประชาชน คือด่าคนอื่นเทา แต่คนของตัวเองกลับดำมืด

สรุปภาพรวม 

ภูมิใจไทยชนะเพราะประชาชนเชื่อมั่นใน “ความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ” (ผ่านดีลข้าว/การทูต) และ “การรักษาสถาบันฯ” พรรคส้มแพ้เพราะประชาชนหมดความเชื่อมั่นใน “ความจริงใจ” (ปากว่าตาขยิบ) และมองว่าเป็น “ความเสี่ยง” ต่อความมั่นคงของชาติ นั่นหมายความว่า คนไทยเริ่มก้าวข้าม “กระแสวูบวาบในโลกโซเชียล” และหันกลับมามอง “ผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้” มากขึ้น

อย่าหลงคิดแค่ว่า ตัวเองเป็นคนดีและคนอื่นโกง  ทั้งที่ตัวเองก็โกง ด้วยการชักจูงในคนเข้าใจผิดต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพและศาล ซึ่งปัจจุบัน สงครามข่าวสารที่ตนเองสร้างขึ้นถึงเวลาโดนตีกลับเพราะตนเองแล้ว

เพจดัง วิเคราะห์ 10 ข้อ ทำไม พรรคประชาชน ถึงพลาดเป้า? เมื่อกระแสโซเชียลสวนทางความเป็นจริง

เพจดัง วิเคราะห์ 10 ข้อ ทำไม พรรคประชาชน ถึงพลาดเป้า?  เมื่อกระแสโซเชียลสวนทางความเป็นจริง

เพจดัง วิเคราะห์ 10 ข้อ ทำไม พรรคประชาชน ถึงพลาดเป้า? เมื่อกระแสโซเชียลสวนทางความเป็นจริง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.52 น.

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามและความมั่นคง เจ้าของและผู้ดำเนินรายการเพจ Thaiarmedforce.com โพสต์เฟซบุ๊ก Analayo Korsakul ระบุว่า

1. สรุป #เลือกตั้ง2569 ผมคาดการณ์ถูกอย่างนึง ผิดอย่างนึงถูกอย่างนึงคือ #พรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลไม่ได้และเป็นฝ่ายค้าน แต่ผิดก็คือผมไม่คิดว่าจำนวนส.ส.จะห่างขนาดนี้

2. จริง ๆ ผมเคยคุยกับคนในพรรคส้มตั้งแต่ตอนยุบสภาใหม่ ๆ ว่าผมกลัวว่ารอบนี้ส้มจะต่ำร้อย ตอนนั้นพูดไปก็ยังไม่อยากเชื่อที่ตัวเองคิด ขอให้ไม่จริง แต่วันนี้ดูท่าจะจริงแล้ว ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่จะกล่าวต่อไป

3. เหตุผลอย่างแรกคือผมว่าผมเป็นคนที่ไม่ติดกับ Echo Chamber และโชคดีที่ผมได้คุยกับคนทุกฝ่าย พูดตรง ๆ พอยุบสภา ผมยังคิดว่าผมไม่เห็นทางเลยที่ส้มจะได้ 200 เสียง ตอนนั้นคิดว่าได้ 150 เสียงเท่าเดิมก็บุญหัวแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนกับว่า 150 ก็ไม่น่าจะถึงแน่นอน เพราะดูแล้วกระแสส้มมันแผ่วกว่าปี 2566 ชัดเจนมาก คือในอินเตอร์เน็ตหรือในโซเชียลมันสะท้อนได้แต่ภาพคนเมือง ซึ่งคือจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูงอย่าง กทม. ปริมลฑล เชียงใหม่ ภูเก็ต อะไรพวกนี้ จังหวัดอื่นอาจจะเป็นเขตอำเภอเมือง แต่นอกนั้นไม่ใช่ เราไม่สามารถเอากระแสในโซเชียลมาวัดทั้งประเทศได้ ตอนปี 66 มันคือทั้งโซเชียลและออฟไลน์ไปทางเดียวกัน แต่รอบนี้มันไปคนละทาง
ผมคิดว่ากระแสประกันสังคมจะช่วยได้บ้าง ซึ่งก็อาจจะจริงนิดหน่อย แต่สุดท้ายมันช่วยได้ไม่มากนัก

4. ปัญหาหลักของส้มคือการคัดเลือกผู้สมัคร ผมยืนยันตรงนี้อีกครั้ง จังหวัดที่ส้มเคยได้แต่ตอนนี้สูญพันธุ์มีหลายที่ บางที่ชัดเจนว่าเปลี่ยนตัวผู้สมัครแล้วมีผลมาก มีน้อยที่เปลี่ยนผู้สมัครแล้วจะได้ผลดี ระบบแบบนี้ไม่ Work มาก ๆ และผู้บริหารพรรคควรรับฟังมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่ฟัง ก็หวังว่าผลที่ออกมาวันนี้จะเป็นข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำว่าสิ่งที่คุณทำนั้นผิดพลาด

5. เรามายอมรับตรง ๆ กันดีกว่า ผมพูดในฐานะที่ไม่รู้จักคุณพิธาและคุณณัฐพงษ์เป็นการส่วนตัวและสองท่านนั้นก็ไม่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวเช่นกัน เอาสองคนนี้มาเทียบ คุณว่า Charisma ใครดีกว่ากัน ผมว่าชัดเจนว่าคือคุณพิธา แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณณัฐพงษ์สักเท่าไหร่หรอก เพราะมันมีกระแสที่สองที่มาช่วยตอนนั้นก็คือ ปี 66 เอาพิธามาเทียบกับประยุทธมันชัดเจนว่าประยุทธสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แต่ปีนี้เอาณัฐพงษ์มาสู้กับอนุทิน กลายเป็นแม้แต่ผมก็ยังคิดว่าสูสี ประกอบกับพอไม่มีกระแสเบื่อประยุทธมาช่วยแล้ว กระแสส้มก็อ่อนแรงลง

6. ฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จในการเกี่ยวกระแสชาตินิยม และกระแสฝ่ายขวาที่มาแรงทั่วโลก รวมถึงฝ่ายซ้ายที่เพลี่ยงล้ำทั่วโลกเหมือนกัน อีกอย่างก็คือภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการรวบรวมบ้านใหญ่และดูด ส.ส. เข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก เพราะคนเหล่านี้คือนักการเมืองอาชีพ เขาเห็นกระแสชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องอยู่ที่ไหน 

และสุดท้ายคือการจับมือกันของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ออกแบบยุทธศาสตร์มาสู้กับส้มโดยเฉพาะ เขาพร้อมจะลืมเรื่องโควิดกับน้ำท่วมหาดใหญ่หรือความเทาอะไรพวกนี้ไป แล้วคิดว่าก็ยังดีกว่าให้ฝ่ายเสรีนิยมขึ้นมา หมายความว่าเขาคิดว่าต่อให้อนุทินไม่ดียังไง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตัวเองขึ้นมานั่นแหละ 
เหมือนเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่ฝรั่งเศสมาแล้วนะ

7. สุดท้ายคือสวิงโหวต ผมคิดว่าส้มแพ้ที่กระแสนี้ชัดเจน รอบที่แล้วเชื่อว่าคนที่เลือกส้มในหลายจังหวัดเลือกเพราะลูกหลานกลับไปบอกกับคอรบครัวว่าเลือกส้มเถอะประยุทธอยู่มา 7 ปีมันก็ได้แค่นี้ ผู้ปกครองหลับตานึกว่าก็จริง มันเละเทะ ให้โอกาสคนใหม่แล้วกัน แต่รอบนี้ไม่มีกระแสแบบนี้ หรือมีแต่มันสู้ไม่ได้ หลายคนโดนผู้ปกครองถามกลับว่าส้มก็เทาเลือกไปทำไม หรือเลือกส้มแล้วจะแพ้เขมรหรือเปล่า อะไรพวกนี้

8. และท้ายสุด แคมเปญมีเราไม่มีเทามันไม่ Work ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะมันทำลายได้แต่กล้าธรรม แต่มันทำลายภูมิใจไทยไม่ได้ แล้วก็ทำลายไม่สำเร็จด้วย เพราะสุดท้ายก็จะโดนถามกลับมาว่า ส้มก็เทาไม่ใช่เหรอ  เอาว่าผมกลับไปอ่านดูคำพูดที่เคยโพสเอาไว้ที่บอกว่าระวังว่าถ้าส้มเป็นฝ่ายค้านอีกรอบก็ต้องระวังที่พูดไว้มันเข้าตัวแล้วก็ตลกดีว่าสิ่งที่ไม่อยากให้ตัวเองทายถูกกลับถูกซะงั้น  กลับกันภูมิใจไทยขายการกินดีอยู่ดี เอามีอาชีพทางเศรษฐกิจมาบริหาร ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจส้มอ่อนจริง ๆ แล้วปากท้องตอนปี 69 สำคัญยิ่งกว่าปี 66 อีก

9. หลังจากนี้ส้มต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ความเป็นส้มขายได้อีกครั้ง คราวนี้อยากให้ส้มคิดแบบออกนอก Echo Chamber ตัวเองบ้าง เรื่องซื้อเสียงอ่ะมันมีทุกปีอยู่แล้ว รอบนี้อาจจะเยอะกว่าเดิมแต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส้มแพ้หรอก อย่าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อคนอื่นต้องเชื่อตามแน่นอน หรือบางที่ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ เพราะเสาไฟฟ้ามันช็อตได้ และมันย้ายการไฟฟ้าได้ครับ

10. สุดท้ายการเมืองมันสวิงไปสวิงมาแบบนี้ ผมอยากให้เราเข้าใจตรงนี้ด้วย และถ้าคุณเป็นเสรีนิยมคุณต้องรอเวลาหรือพลิกกระแสให้กลับมาให้ได้ แค่นี้เอง ก็ทำงานกันต่อไป รอเวลาให้ได้ ระหว่างรอก็ทำงานให้หนักกว่าเดิม ถ้าท้อก็ให้ถามตัวเองว่าให้ย้ายข้างไปเป็นอนุรักษ์นิยมน่ะคุณเอาไหม ถ้าคำตอบของคุณคือไม่เอาเหมือนผม ก็ทำงานต่อไป พยายามโน้มน้ามให้คนอื่นเห็นชอบกับตัวเองไปเรื่อย ๆ แค่นั้นแหละ 

และอย่าลืมว่า อย่างน้อย #ประชามติ ก็ผ่าน การออกแบบกติกาก็สำคัญนะครับ

กรณ์ฟาดแรง ปวดใจเห็นชลบุรีวุ่น จี้ กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง หลังพบพิรุธทิ้งใบขีดคะแนน

กรณ์ฟาดแรง ปวดใจเห็นชลบุรีวุ่น จี้ กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง หลังพบพิรุธทิ้งใบขีดคะแนน

กรณ์ฟาดแรง ปวดใจเห็นชลบุรีวุ่น จี้ กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง หลังพบพิรุธทิ้งใบขีดคะแนน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.45 น.

ชลบุรีเดือด! ประชาชนล้อมหีบหลังพบใบขีดคะแนนทิ้งถังขยะ ‘กรณ์’ ฟาดแรง กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง

สถานการณ์เลือกตั้งเขต 1 เมืองน้ำเค็มตึงเครียดหนัก ชาวบ้านล้อมหีบบัตรหลังพบพิรุธใบขีดคะแนนถูกทิ้งถังขยะ ด้าน “กรณ์ จาติกวณิช” โพสต์เดือด ยัดบัตร-โกงคะแนนรับไม่ได้ จี้ กกต. ต้องทำให้โปร่งใส

บรรยากาศการนับคะแนนเลือกตั้งในพื้นที่เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ เมื่อมีรายงานว่ากลุ่มประชาชนจำนวนมากตัดสินใจรวมตัวกัน “ปิดล้อมหีบบัตรเลือกตั้ง” หลังจากพบหลักฐานสำคัญคือ ใบขีดคะแนนถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างมาก โดยกลุ่มมวลชนยังคงปักหลักกดดันเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมยื่นคำขาดให้มีการ “นับคะแนนใหม่ทั้งหมด” เท่านั้น เพื่อยืนยันความโปร่งใสของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่ารู้สึก “ปวดใจ” ที่เห็นประชาชนถูกทอดทิ้งจากหน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นกรรมการ พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานที่ล่าช้าในการชี้แจงข้อเท็จจริง

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีใครที่สามารถชี้แจงทันทีให้ชัดเจนได้กับประชาชนว่าอะไรเป็นอะไร… เราแพ้เราไม่ว่า แม้แต่การซื้อเสียงก็ยังเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะขายเสียงของตน แต่การยัดบัตร การโกงการนับคะแนน ผมรับไม่ได้จริงๆ”

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้เล่าถึงประสบการณ์การเลือกตั้งครั้งแรกของตนเองที่เคยต้อง “นั่งทับกล่องบัตรเลือกตั้ง” นานค่อนคืนเพื่อรักษาผลคะแนนที่โปร่งใส พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามกินใจจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า “เขาเป็น กกต. เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ทำไมเขาไม่ทำ?”

https://www.tiktok.com/embed/v2/7604981176431824149?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F946135

เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.31 น.

กลายเป็น ม้ามืด ที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องหันไปจับจ้อง สำหรับ เสก-เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 (ราชเทวี, ปทุมวัน, สาทร) จากพรรคประชาชน หลังโชว์ฟอร์มดุทำคะแนนนำโด่งทิ้งห่างตัวเต็งพรรคใหญ่แบบหักปากกาเซียน จนหลายคนตั้งคำถามว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร และมีไม้เด็ดอะไรถึงครองใจคนเมืองชั้นในได้ขนาดนี้ ความน่าสนใจในชัยชนะครั้งนี้ คือการที่ เสกสิทธิ์ สามารถล้มคู่แข่งตัวเต็งในเขตเดียวกันที่มีดีกรีระดับ ดร. ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ดร.เดวิด มกรพงศ์ จากพรรคเพื่อไทย, ดร.เจษฎา เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ จากพรรคภูมิใจไทย

แนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับชายผู้ที่อาสาเข้ามา แก้ระบบเทา และเขย่าสนามเลือกตั้งเมืองหลวงในครั้งนี้กันครับ

เสกสิทธิ์

ประวัติการศึกษา สายตรงด้านรัฐศาสตร์

หากจะกล่าวว่า เสก เสกสิทธิ์ คือผลผลิตทางการศึกษาที่ถูกบ่มเพาะมาเพื่อทำงานการเมืองโดยเฉพาะก็คงไม่ผิดนัก เพราะเส้นทางการเรียนของเขานั้นเรียกได้ว่า สายตรง และมีความเข้มข้นทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ

มัธยมศึกษา : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ชมพู-ฟ้า)

ปริญญาตรี : รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง (วิชาโทสังคมวิทยามานุษยวิทยา) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทำงาน นักวิชาการและนักกิจกรรม

เส้นทางอาชีพของ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องแอร์ในที่ทำการพรรค แต่เขาเลือกที่จะคลุกคลีอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมและการทำวิจัยเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจ ความยุติธรรม และ โครงสร้างอำนาจ ของไทยอย่างจริงจัง

เสกสิทธิ์

หัวหน้าฝ่ายวิชาการ : แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม (UFTD)

ผู้ช่วยวิจัย : ศึกษาเรื่องความย้อนแย้งของการปราบปรามและขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงในไทย

งานนิติบัญญัติ : อนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูประบบราชการตำรวจ (คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ)

งานสอน : อาจารย์พิเศษบรรยายวิชาพฤติกรรมการเมือง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ย้อนรอยวีรกรรม เทเลือด ทวงมติมหาชน

 ย้อนกลับไปในปี 2566 ในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังคุกรุ่น ชื่อของ เสก-เสกสิทธิ์ เคยเป็นข่าวใหญ่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยเขานำทีมเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์คัดค้านการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล

เสกสิทธิ์

ในวันนั้นมีการเทเลือดลงบนพื้นหน้าอาคารที่ทำการพรรค เพื่อสื่อถึงหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของประชาชนที่สูญเสียไปในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการส่งสัญญาณเตือนและทวงถามสัญญามติมหาชน ที่เคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพจำที่สะท้อนถึงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวของเขา ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่ระบบรัฐสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านตัวบทกฎหมายในเวลาต่อมา

เสกสิทธิ์

นอกจากนี้เขายังมีผลงานเขียนบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น วารสารสังคมศาสตร์ จุฬาฯ และ Thammasat Journal โดยเน้นเรื่องพลังของการประท้วงและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

เสกสิทธิ์

นโยบายและประเด็นที่อยากผลักดัน

สำหรับ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ การก้าวเข้าสู่สภาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะจากนักกิจกรรมมาเป็นนักการเมือง แต่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เส้นทางนิติบัญญัติคือกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพราะกฎหมายคือโครงสร้างที่กำหนดชีวิตผู้คน เขาจึงวางเป้าหมายหลักในการทำงานไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. ยกระดับคุณภาพชีวิต : พัฒนาเขตพื้นที่ชุมชนใน กทม. ให้มีความเท่าเทียมและปลอดภัย

2. ปฏิรูปโครงสร้าง : ปฏิรูปตำรวจให้เป็นประชาธิปไตย และแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นธรรม

3. เกราะป้องกันประชาธิปไตย : ผลักดันกฎหมายป้องกันการรัฐประหารและร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

4. Soft Power : ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็น เมืองศิลปะโลก

5. มุมมองส่วนตัว : เมื่อหันมองกรุงเทพฯ เมืองที่ผมเติบโตมา ผมพบว่าผู้คนจำนวนมากยังไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ควรจะเป็น… มาร่วมกันสร้างวันพรุ่งนี้ เพื่อประเทศไทยที่เท่าเทียมสำหรับพวกเราและคนรุ่นต่อไป

เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จึงไม่ใช่เพียงคนรุ่นใหม่ที่อาสามาทำตามกระแส แต่คือปัญญาชนที่พกทั้งความรู้และประสบการณ์มาเพื่อรื้อโครงสร้างที่บิดเบี้ยว เขากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของคนธรรมดาที่เชื่อในระบบรัฐสภา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทยได้จริง

เสกสิทธิ์
เสกสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ – Seksit Yaemsanguansak, เฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด  ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์ เอกชนชี้หักปากกาเซียน หนุนตั้งรัฐบาล300เสียง

ประธานส.อ.ท.ชี้ผลเลือกตั้งหักปากกาเซียน โดยเฉพาะยอดสส.ภูมิใจไทยเฉียด 200 เสียง เชื่อจากกระแสชาตินิยม จนถึงทีมศก.ที่ดึงคนนอก มีประสบการณ์-โปรไฟล์ดีมาร่วมงาน สร้างความเชื่อมั่น หนุนตั้งรบ.เกิน 300 เสียงยิ่งดี สอดคล้อง “หอการค้าไทย” เชียร์เร่งจัดตั้งรบ. เดินหน้า‘ปฎิรูปโครงสร้าง-ปราบโกง-แก้ทุนเทา’ฟื้นเชื่อมั่น กางสเปก รมต.คุมเศรษฐกิจ“รู้-เข้าใจ-ทำงานได้ทันที” ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเขียวทั้งกระดาน ปิดเช้าบวกกว่า 40 จุด รับผลเลือกตั้ง ภท.แลนด์สไลด์ ร้อนแรงทั้งวันจนปิดตลาดช่วงเย็นที่ 1,400 จุด เพิ่มขึ้น 46.88 จุด

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตนยอมรับผลการเลือกตั้งออกมาหักปากกาเซียน เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งมีตัวเลขเกือบ 200 เสียง สูงกว่าที่เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจและหลายฝ่ายรับรู้ตรงกันว่าจำนวนสส. ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะอยู่ช่วงประมาณ 150-160 เสียง แต่ผลที่ออกมากลับสูงกว่านั้นมาก และสวนทางกับการคาดการณ์ของโพล และกระแสข่าวก่อนเลือกตั้ง

ชาตินิยมดันเรตติ้งภท.พุ่งก้าวกระโดด

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า จิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เรตติ้งและคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เกิดจากหลายองค์ประกอบ โดยประเด็นแรกคือ กระแสชาตินิยม ที่มีความชัดเจนมากขึ้นช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า พรรคภูมิใจไทยช่วงเวลาสั้นที่ผ่านมา แสดงความชัดเจนในการทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งทีมเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ดึงบุคคลจากภายนอก ซึ่งมีประสบการณ์และโปรไฟล์ดี เข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชนใกล้ชิด ถือเป็นมิติใหม่และวิธีทำงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ

ชี้ได้ภท.แกนนำจุดแข็ง-หนุนตั้งรบ.300เสียง

“ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพใหม่ของการเมืองไทย แม้จะยังไม่ได้มีทีมเศรษฐกิจครบทุกกระทรวง แต่เพียงเปิดตัวบุคลากรหลัก ก็สามารถสร้างความตื่นตัวและความหวังให้ประชาชนและนักลงทุนได้แล้ว ขอฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า การได้รับเสียงสนับสนุนระดับสูงเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อการตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมีเสถียรภาพทางการเมือง หากรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก” นายเกรียงไกรกล่าว

และว่า นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเห็นว่าการได้พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นจุดแข็ง เนื่องจากมีความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเปิดเวทีให้ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจสม่ำเสมอ รวมถึงการผลักดันโครงการลักษณะ Quick Win ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นและเห็นผลจริง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเสนอว่า หากมีโอกาสควรเสริมทีมในบางกระทรวงเศรษฐกิจให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเพิ่มบุคลากรที่เป็นมืออาชีพและตรงกับงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น

ฟื้นฟูศก.-แก้ปากท้องภารกิจเร่งด่วน

นายเกรียงไกรยังกล่าวถึงว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายมาก ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก หลายสำนักรวมถึง IMF คาดการณ์อัตราเติบโตของไทยไว้เพียง 1.6% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด รวมถึงการปราบคอร์รัปชัน ต้องถูกยกเป็นธงหลักควบคู่กันไป เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนรูรั่ว ที่ดูดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปจนไม่เกิดผลแท้จริง ปัจจุบันเศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีสัดส่วนสูง 48-52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ฉะนั้นถ้ารัฐจะใส่เงินงบประมาณเข้าไป แต่ถ้าไม่ปราบคอร์รัปชัน เศรษฐกิจก็ไม่เกิด ซึ่งเศรษฐกิจใต้ดินมีมากถึง 48% การขอใบอนุญาตยุ่งยากซับซ้อน ต้นทุนแฝง สินค้าราคาถูกไม่มีคุณภาพทะลักเข้ามาทุกทิศทุกทาง ร้านค้าปิดกิจการกันหมด อีกไม่นาน SMEs จะยิ่งปิดตัวระนาว

ส.อ.ท.จี้รบ.ใหม่รื้อโครงสร้าง-ปราบโกง

ด้านหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 ประจำเดือนมกราคม 2569 หัวข้อ “ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569” ว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เชื่อมั่นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าจะนำไปปฏิบัติได้จริงระดับปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของนักการเมืองด้านความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากประวัติการทุจริตเป็นอันดับแรก ขณะที่ผู้บริหาร ส.อ.ท.ยังประเมินว่า ผลเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ แนวโน้มออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสม มีพรรคขนาดใหญ่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

“จากการสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. คาดหวังรัฐบาลใหม่ ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นหลัก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่แก้ปัญหาปากท้อง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ วางรากฐานพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนระยะยาว ขณะเดียวกันเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง หนี้ภาคธุรกิจ ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย” รอง ปธ.ส.อ.ท.กล่าว

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากการทุจริตถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งเพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ บั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีระบบควบคุมและป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกระดับ พร้อมเร่งปฏิรูปกฎหมาย เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อนหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ลดภาระต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคเอกชนปรับตัวและแข่งขันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หอการค้าฯแนะเร่งตั้งรบ.กระตุ้นศก.

เช่นเดียวกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ภาคเอกชนและประชาชนรอประกาศรับรองผลเลือกตั้งเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เดินหน้าสู่ขั้นตอนตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ จำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มบริหารแผ่นดินอย่างเร่งด่วน

“การตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดหมายชัดเจน และร่วมมือตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ”ดร.พจน์กล่าว

กางสเปกรมต.รู้-เข้าใจ-ทำงานได้ทันที

และว่า ในส่วนตั้งครม. ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พจน์กล่าวด้วยว่า หอการค้าไทยยังเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ปัญหาทุนสีเทาจริงจังควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่บรรยากาศตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์ฟื้นตัว แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป

หุ้นไทยเปิดตลาดเช้าพุ่ง40จุดรับผลเลือกตั้ง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าเปิดตลาดด้วยความร้อนแรง ดัชนี SET ทะยานบวกกว่า 40 จุด ขานรับผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งส.ส. มาเป็นอันดับ 1 แบบแลนด์สไลด์ ส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ นำโดยหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงการเมืองอย่าง STECON ที่ราคาดีดตัวพุ่งแรงกว่า 16% ดัชนี SET Index เปิดตลาดพุ่งแรงทดสอบแนวต้านสำคัญ โดยทำจุดสูงสุดช่วงเช้าที่บวกกว่า 40 จุด ประมาณ 1,390 – 1,400 จุด ผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยลดสุญญากาศทางการเมือง และความคาดหวังในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเมกะโปรเจกต์

จับตา STECON-กลุ่มรับเหมาวิ่งคึก

นักวิเคราะห์ระบุ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยที่มีคะแนนนำโด่งกว่า 198 ที่นั่ง ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม STECON ถูกมองเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง (Political Connection) เนื่องจากความเกี่ยวโยงกับแกนนำพรรค และความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างระดับใหญ่ สอดคล้องกับนโยบาย เน้นลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจุดแข็งของพรรคมาตลอด

ร้อนแรงทั้งวันจนปิดตลาดบวก46.88จุด

เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปิดตลาดที่ 1,400.89 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46.88 จุด จากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนจะมีการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ปิดตลาด 1,354.01 จุด ดัชนีฯทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,407.74 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,384.61 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวม 102,112.04 ล้านบาท

นายจักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ผลเลือกตั้งล่าสุดของไทย สะท้อนชัยชนะชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และแนวโน้มตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยระยะถัดไป จากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เมย์แบงก์ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2569 เป็น 1,500 จุด

“ผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่งได้มากที่สุด เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพันธมิตร ส่งผลให้รัฐบาลใหม่มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองในระดับที่ตลาดทุนต้องการ เมย์แบงก์ มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กดดันตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา”นายจักรกล่าว

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์ ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ  ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์  ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์ ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์ ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง เปิดผลประชามติแก้รธน. เห็นชอบ60:32เปอร์เซ็นต์

เปิดสถิติเลือกตั้งสส.ปี’69 ใช้สิทธิ์ 64% น้อยกว่าเดิมราว 10% พบกา “ไม่เลือกผู้ใด” พุ่งสูงถึง 2.4 ล้านใบ มากกว่าปี’66 ล้านกว่า เพิ่มขึ้น 81% ประชาธิปัตย์ เข้าวิน 10 เขต-12 ปาร์ตี้ลิสต์ “กฤตย์อิชย์” ล้มช้างที่ตรัง พร้อมกู้ศักดิ์ศรี “ระยอง-สุราษฎร์” ได้จังหวัดละ 1 ที่นั่ง “เชียงใหม่”  เกิดปรากฏการณ์“เพื่อไทย”พ่ายทุกเขตจากฐานที่มั่นสำคัญสะท้อน“ชินวัตร”เสื่อมมนต์ขลัง ขณะที่พรรคประชาชนรักษาเก้าอี้เดิมในโซนเมืองและชานเมืองไว้ได้แค่ 6 เขต โดยมีม้ามืดอย่างพรรคกล้าธรรม คว้าไปได้ถึง 4 เขตเลือกตั้งในโซนภูเขาและชายแดน ศลต.ตร.เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบความผิดหลากหลาย รวม 151 คดี กกต.เผยมีเรื่องร้องทุจริตแล้ว113ซื้อเสียงมากสุด ยันกัดไม่ปล่อย พร้อมนำทุกเคสที่เป็นปัญหาการเลือกตั้งไปแก้ไข

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2569 จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ectreport69 พบว่า มีการกา“ไม่เลือกผู้ใด” มากถึง 2,443,219 ใบ ถือว่าสูงมากกว่าผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีการกา “ไม่เลือกผู้ใด” อยู่ที่ 1,349,189 ใบเท่านั้น หรือเพิ่มขึ้นกว่า 81% เลยทีเดียว ขณะเดียวกันผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งปี 2569 คิดเป็น 65.07% ก็มาน้อยกว่าเลือกตั้งปี 2566 ราว 10%

ผลการเลือกตั้งปี 2569 (นับเสร็จแล้ว 94,408 หน่วย จากทั้งหมด 101,620 หน่วย คิดเป็น 94%) สส.แบบแบ่งเขต มีผู้มาใช้สิทธิ 34,434,497 คน คิดเป็น 65.07% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน บัตรดี 31,768,705 ใบ บัตรเสีย 1,228,683 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,437,109 ใบ, สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีผู้มาใช้สิทธิ 34,394,820 คน คิดเป็น 64.99% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน บัตรดี 31,838,525 ใบ บัตรเสีย 1,550,185 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,006,110 ใบ

สำหรับผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา ปรากกฎว่า สส.แบบแบ่งเขต มีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,973 คน คิดเป็น 75.71% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,195,920 คน บัตรดี 37,190,071 ใบ บัตรเสีย 1,457,899 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 866,886 ใบ, สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,964 คน คิดเป็น 75.71% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,195,920 คน บัตรดี 37,522,746 ใบ บัตรเสีย 1,509,836 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 482,303 ใบ

ส่วนการนับคะแนนประชามติ 2569 พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน คิดเป็น 64.50% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน บัตรดี 33,265,306 ใบ บัตรเสียทั้งฉบับ 871,703 ใบ โดยเป็นการกา เห็นชอบ 19,882,882 ใบ คิดเป็น 60% ไม่เห็นชอบ 10,502,889 ใบ คิดเป็น 32% และไม่แสดงความคิดเห็น 2,879,535 ใบ คิดเป็น 8.66%

ภท.ขึ้นแท่นเบอร์1กวาดสส.193ที่นั่ง

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้ง 2569 เรียกว่าหักปากกาเซียนจากโพลทุกสำนัก พรรคภูมิใจไทยที่แข่งกันอย่างดุเดือดกับพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดจากเว็บไซต์ กกต. ข้อมูล ณ เวลา 08.53 น. นับคะแนนไปแล้ว 94% พรรคภูมิใจไทย ขึ้นแท่นอันดับ 1 ได้ สส. รวมทั้งหมด 193 ที่นั่ง ที่สูงกว่าคาดการณ์จากผลโพลทุกสำนัก ได้ สส.เขต ไปถึง 174 ที่นั่ง และปาร์ตี้ลิสต์ที่ขยับขึ้นจากเลือกตั้งครั้งก่อนได้มาถึง 19 ที่นั่ง

ส่วนอันดับ 2 คือ พรรคประชาชน สส. รวม 118 ที่นั่ง น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ได้ สส.เขต 87ที่นั่ง ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ได้มากที่สุด 31 ที่นั่ง และในพื้นที่ กทม. สามารถกวาดเรียบ 33 ที่นั่ง ไม่แบ่งให้ใคร

พรรคอันดับ 3 คือ เพื่อไทย ต้องถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะชูแคนดินเดตนายกฯ อย่างนายยศชนัน วงสวัสดิ์ แต่ผลเลือกตั้งได้ สส. ต่ำร้อย ได้ไปเพียง 74 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 58 ที่นั่ง และปาร์ตตี้ลิสต์ 16 ที่นั่ง สส.รวมน้อยสุดจากผลเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้

“กล้าธรรม”มาแรง จ่อร่วมรัฐบาล

อันดับ 4 มาแรงแซงโค้ง แม้หลายคนคาดการณ์ว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้ามาเป็นอันดับ 4 หรือ 5 สุดท้ายผลเลือกตั้ง แม้จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปเพียง 2 ที่นั่ง แต่ สส.เขต สามารถทำได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้ได้ สส.รวมไปถึง 58 ที่นั่ง เรียกได้ว่าอนาคตสดใส มีโอกาสได้จับขั้วจัดตั้งรัฐบาลสูง

ตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะทำให้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จาก 3 ที่นั่ง เมื่อปี 66 ส่วนครั้งนี้ขยับได้ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 12 ที่นั่ง แต่ สส.เขต ไม่เข้าเป้า ทำให้ได้ สส.รวมไปเพียง 22 ที่นั่ง ไม่มีสิทธิเสนอชื่อเป็นนายกฯ ส่วนกรุงเทพฯ ที่ครั้งนี้ประชาธิปัตย์ยังคงไม่มีที่นั่งใน กทม. เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในการเลือกตั้งสนามใหญ่

ส่วนพรรคอื่นๆ อย่างไทรวมพลัง เลือกตั้งครั้งนี้ได้ สส. มากกว่าครั้งก่อน นอกจากได้ สส.เขต 5 ที่นั่งแล้ว ยังได้ปาร์ตี้ลิสต์อีก 1 ที่นั่ง รวมเป็น 6 ที่นั่ง

ส่วนพลังประชารัฐ และพรรคประชาชาติ ได้ สส.เท่ากัน 5 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 4 ที่นั่ง และปาร์นี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง นอกจากนั้นพรรคเศรษฐกิจได้ 3 ที่นั่ง พรรคเพื่อชาติไทย รวมไทยสร้างชาติ โอกาสใหม่ ไทยสร้างไทย ได้ไปพรรคละ 2 ที่นั่ง ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ อีก 8 พรรค ได้ไปพรรคละ 1 ที่นั่ง จาก สส.ปาร์ตี้ลิสต์

“กฤตย์อิชย์”ปชป.ล้มช้างที่ตรัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตามผลการนับคะแนนพบว่า ชนะการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 10 คน ประกอบด้วย นายพศิน ปิตุเตชะ ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 3 นายสมชาติ ประดิษฐพร ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4 นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 3 นางกนกพร เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 4 นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณฌ์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 3 นายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 4 นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9

ขณะที่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ขณะนี้ ได้ถึงลำดับที่ 12 ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายชวน หลีกภัย, นายกรณ์ จาติกวณิช, นางการดี เลียวไพโรจน์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์, นายอัมพร พินะสา, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายชัยชนะ เดชเดโช, นายสกลธี ภัททิยกุล, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี, นายอิสรา สุนทรวัฒน์ และนายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร

ผลการเลือกตั้ง สส.ในบางจังหวัดนั้น ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ล้มช้างได้ อาทิ นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณฌ์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 3 สามารถเอาชนะ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส.ตรังหลายสมัย บุตรสาวของนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ โกหนอ โดยนายกฤตย์อิชย์ มีศักดิ์เป็นหลานของ โกหนอ

กู้ศักดิ์ศรี“ระยอง-สุราษฎร์ฯ”

นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์ สามารถกู้พื้นที่กลับคืนมาได้ เช่น ระยอง เขตก 3 ที่นายพศิน ปิตุเตชะ สามารถทวงพื้นที่คืนจากพรรคประชาชนได้ , สุราษฎร์ธานี เขต 4 ที่นายสมชาติ ประดิษฐพร พลิกมาชนะการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้งคราวก่อนพ่ายแพ้ไป

สำหรับผลการเลือกตั้ง สส.กรุงเทพฯ นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่สามารถฟื้นคืนในพื้นที่ได้ อย่างพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ในเขตการเลือกตั้งที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงเดิมที่แน่นหนาของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาชนได้ ซึ่งคะแนนของพรรค จะตามอยู่ในลำดับที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่

พท.เสื่อมมนต์ขลัง เชียงใหม่พ่ายทุกเขต

ความเคลื่อนไหว ที่ จ.เชียงใหม่ ผลคะแนนการเลือกตั้ง สส. อย่างไม่เป็นทางการ จากทั้ง 25 อำเภอ 10 เขตการเลือกตั้ง ปรากฏภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่สามารถรักษาเก้าอี้ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญไว้ได้แม้แต่เขตเดียว โดยพรรคประชาชนสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่เขตเมืองและอำเภอโดยรอบได้ถึง 6 ที่นั่ง ประกอบด้วย เขต 1 อำเภอเมืองเชียงใหม่, เขต 2 อำเภอสารภี และบางส่วนของอำเภอเมือง, เขต 3 อำเภอดอยสะเก็ด แม่ออน และสันกำแพง, เขต 4 อำเภอสันทรายและบางส่วนของแม่ริม, เขต 5 อำเภอแม่แตง สะเมิง กัลยาณิวัฒนา และเขต 8 อำเภอหางดง สันป่าตอง และแม่วาง

ขณะที่พรรคกล้าธรรมก้าวขึ้นมา เป็นม้ามืด สามารถคว้าเก้าอี้ไปได้ 4 ที่นั่ง ในพื้นที่โซนเหนือและตอนใต้ของจังหวัด ได้แก่ เขต 6 พื้นที่เชียงดาว เวียงแหง พร้าว, เขต 7 อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ, เขต 9 อำเภอดอยหล่อ จอมทอง และเขต 10 พื้นที่อมก๋อย ดอยเต่า ฮอด และแม่แจ่ม

เชียงราย ปชน. สูญพันธุ์

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในการเลือกตั้ง สส. เชียงราย ทั้ง 7 เขตเลือกตั้ง พบว่าพลิกโผเป็นอย่างมาก โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายธนรัช จงสุทธานามณี จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนนำเป็นอันดับ 1 เขตเลือกตั้งที่ 2 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 นายพิทักษ์ แสงคำ จากพรรคกล้าธรรม เขตเลือกตั้งที่ 4 นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ จากพรรคกล้าธรรม เขตเลือกตั้งที่ 5 นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ 6 นางมลธิชา ไชยบาล จากพรรคกล้าธรรม และเขตเลือกตั้งที่ 7 นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคกล้าธรรม

โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายธนรัช จงสุทธานามณี จากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนสูสีกับอดีต สส.อย่างนายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ จากพรรคประชาชน ในช่วงต้นแต่เมื่อนับคะแนนได้ 95 % นายธนรัชได้คะแนน 42,527 คะแนน ส่วนนายชิตวันได้ 32,340 คะแนน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ได้ 32,449 คะแนน เมื่อนับคะแนนแล้ว 95 % รองลงมาคือ นายทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ได้ 22,022 คะแนน เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.แม่สรวย และ อ.เวียงป่าเป้า พบว่าพลิกโผเพราะเดิมมี นายฐากูร ยะแสง เป็นอดีต ส.ส.จากพรรคประชาชน และครั้งนี้ยังมีนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.หลายสมัยจากพรรคเพื่อไทยลงเลือกตั้งด้วย แต่ผลปรากฎว่าเมื่อนับคะแนนได้ 95 % นายพิทักษ์ จากพรรคกล้าธรรม กลับได้คะแนนนำโด่งกว่า 33,448 คะแนน ส่วนนายวิสารได้ 24,465 คะแนน และนายฐากูร ได้ 21,734 คะแนน

กธ.เจาะ4ที่นั่ง.พท.2-ภท.1

ด้านเขตเลือกตั้งที่ 4 ที่เพิ่งมีกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหัวคะแนนพร้อมโพยรายชื่อและเงินสดที่ใช้ในการซื้อเสียง ปรากฎว่าเมื่อนับคะแนนได้ 95 %นายสุรสิทธิ์ จากพรรคกล้าธรรม กวาดคะแนนได้กว่า 33,360 คะแนน ส่วน น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และเป็นลูกสาวของนายวิสารได้ 28,265 คะแนน และนายธรรมวัตร พรมเสน จากพรรคประชาชน ได้ 21,236 คะแนน เขตเลือกตั้งที่ 5 คะแนนค่อนข้างทิ้งห่างเมื่อนับไปได้ 95 % โดยนายรังสรรค์ ได้คะแนนมากถึง 50,077 คะแนน ขณะที่นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ อดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ได้เพียง 15,261 คะแนน และเขตเลือกตั้งที่ 6 เมื่อนับไปได้ 95 % พบว่านางมลธิชา ไชยบาล ได้ 27,793 คะแนน น.ส.จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม อดีต ส.ส.จากพรรคประชาชน ได้ 24,523 คะแนน และนายชัยยนต์ ศรีสมุทร จากพรรคเพื่อไทย ได้ 18,831 คะแนน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 7 เมื่อนับไปได้ 95 % นายสุธีระพงษ์ จากพรรคกล้าธรรม ได้ 31,900 คะแนน และนายสง่า พรมเมือง อดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ได้ 23,859 คะแนน

ทำให้มีผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจากพรรคกล้าธรรมจำนวน 4 คนในเขตเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 และเขตเลือกตั้งที่ 7 ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ จำนวน 2 คนในเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 และพรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน 1 คนในเขตเลือกตั้งที่ 5

ปัตตานี ภท.ผงาด4เขต-กธ.คว้า1ที่นั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงาน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี แบบแบ่งเขตทั้ง 5 เขต เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยผลการนับคะแนนเมื่อเวลา 22.45 น.(นับแล้วคิดเป็นร้อยละ 90.23) ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ทำผลงานโดดเด่น คว้าเก้าอี้ไปได้ถึง 4 เขต ขณะที่พรรคกล้าธรรมได้ 1 เขต ส่วนพรรคประชาชาติพ่ายแพ้ทุกเขต โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายบาฮารุดดีน ยูโซะ เบอร์ 5 พรรคภูมิใจไทย ได้ 20,772 คะแนน ชนะ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ 13,822 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 2 นายคอซีย์ มามุ เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ 35,525 คะแนน โดยนายคอซีย์ มามุ แชมป์เก่า สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีกสมัย และชนะคู่แข่งนายอรุณ เบ็ญจะลักษณ์ จากพรรคประชาชาติอย่างขาดลอย ได้ 13,223 คะแนน, เขตเลือกตั้งที่ 3 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย ได้ 28,413 คะแนน สามารถเฉือนล้มแชมป์เก่า นายสมมุติ เบ็ญจะลักษณ์ สส. 3 สมัย จากพรรคประชาชาติลงได้ 22,683 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายยูนัยดี วาบา เบอร์ 5 พรรคกล้าธรรม ได้ 29,017 คะแนน การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด สูสีระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม ผลัดกันนำหลายช่วง ก่อนที่นายยูนัยดี วาบา แชมป์เก่า จะกลับมาชนะในช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนนายอริญชัย ซูสารอ จากพรรคภูมิใจไทยได้ 25,073 คะแนน, เขตเลือกตั้งที่ 5 นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย ได้ 32,042 คะแนนชนะไปแบบขาดลอย ทิ้งห่าง นายบัณฑิต อับดุลบุตร จากพรรคประชาชาติ 21,912 คะแนน

โดยภาพรวม คือ พรรคภูมิใจไทย เจาะฐานเสียงได้อย่างแข็งแกร่งในหลายพื้นที่โดยมีนายเศรษฐ์ อัลยูฟรี หนุนเสริมอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ พรรคกล้าธรรม เจาะได้ 1 เขต

ทีม“ธนกร”เสริมสส.ให้ภท.ได้5คน

ภายหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยนั้น มีรายงานข่าวระบุว่า กลุ่มของนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม สามารถนำทีมคว้าสส.มาได้ถึง 5 คน คือนายธนกร ได้จากปาร์ตี้ลิสต์ และ 2. นายฐาปกร กุลเจริญ เลขานุการรมว.อุตสาหกรรม ชนะเลือกตั้งที่ เขต 6 สมุทรปราการ 3.นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ที่ปรึกษารมว.อุตสาหกรรม ชนะเลือกตั้งที่ เขต 1 จังหวัดมหาสารคาม 4.นายอนุกูล พฤษานุศักดิ์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล ชนะเลือกตั้งที่ เขต6 สงขลา โดยมีชัยชนะเหนือลูกชายของนายเดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคกล้าธรรม และ 5. นายบูรฮันต์ สะเม๊าะ คว้าชัยที่ เขต3 ปัตตานี

ตร.เปิดสถิติทำผิดคดีเลือกตั้ง115คดี

ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศลต.ตร.)เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2568 ถึง 5 ก.พ.2569 โดยพบการกระทำความผิดในหลายข้อหา ทั้งทำลายป้ายหาเสียง, ทำให้เกิดความหวาดกลัว. ดูหมิ่นซึ่งหน้า, ใส่ร้ายด้วยความเท็จ, ร้องเรียนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ทำลายป้ายหาเสียง รวมทั้งชักชวนซื้อสิทธิขายเสียง, ลักทรัพย์, หมิ่นประมาท, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมทั้งหมด 151 คดี

ทั้งนี้ รายงานเหตุคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 7-8 ก.พ. 2569 เวลา 18.00 น.พบมีการฉีกบัตร 15 คดี พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 มากที่สุด จำนวน 6 คดี , กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 3คดี , กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จำนวน 2 คดี และกองบัญชาการตำรวจนครบาล , กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 , กองบัญชาการตำรรวจภูธรภาค 7 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อย่างละ 1 คดี

ส่วนการซื้อเสียง พบทั้งหมด 9 คดี แบ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จำนวน 4 คดี และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, 4, 5, 6 และ 7 อย่างละ 1 คดี สำหรับความผิดอื่น ถ่ายภาพ และชี้นำพบว่า กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 3 คดี และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จำนวน 2 คดี

กกต.ยันกัดไม่ปล่อย พร้อมแก้ปัญหา

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่าได้ประชุมร่วมกับกกต.และมีมติให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ เรียนว่าในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง การฉีกบัตรเสียหาย หรือเรื่องการจับกุม รวมทั้งการรายงานผลที่ผิดพลาดทางเทคนิค กกต.ได้กำชับว่าดำเนิน การอย่างเฉียบขาดทุกเรื่องซึ่งเรื่องระบบก็ต้องมาตรวจสอบเพื่อเป็นบทเรียนในการแก้ไข ดังนั้นทุกเรื่องจะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด ต่อเนื่องและรวดเร็ว

สำหรับการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งนั้น สามารถร้องได้ตลอด จนกระทั่งหลังประกาศผลแล้ว 30วัน ส่วนที่มีการวิจารณ์ เรื่องของการซื้อเสียงหลายพื้นที่มีคลิปปรากฏออกมา จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า คนรู้กันทั้งประเทศยกเว้นกกต.หรือเปล่านั้น ขอยืนยันว่าทุกเรื่องกำลังสืบสวนอยู่ บางเรื่องก็โดนไปแล้ว บางเรื่องก็ตามอยู่ ไม่ต้องห่วงเราเก็บตลอด กัดไม่ปล่อย ซึ่งวันนี้ก็มี ( 9 ก.พ.) คำร้องเพิ่มขึ้นอีก 2 เรื่อง รวมกับเมื่อวานเป็น 113 เรื่อง โดยเรื่องความผิดซื้อเสียงตามมาตรา 73( 1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาเป็นอันดับ 1 และในจำนวนนี้ได้มีการรับเป็นสำนวนแล้ว107 เรื่อง คละกันไปทุกพื้นที่

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การได้รับเสียงสนับสนุนในระดับสูงเช่นนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมีเสถียรภาพทางการเมือง หากสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

เท้ง ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลังปชน.แลนด์สไลด์กทม. 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจสู้ๆ

เท้ง ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลังปชน.แลนด์สไลด์กทม. 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจสู้ๆ

เท้ง ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลังปชน.แลนด์สไลด์กทม. 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจสู้ๆ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.26 น.

เท้งขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลัง ปชน.แลนด์สไลด์กรุงเทพฯ 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจอีก4ปียังไม่สายไว้เลือกใหม่ สู้ๆ

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้ง กทม.  และนายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ ว่าที่ ส.ส. เขตบางกะปิ -วังทองหลาง ขึ้นรถแห่ จากอาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน ซอยรามคำแหง 12 ไปตามถนนรามคำแหง ถนนลาดพร้าว และสิ้นสุดที่ซอยลาดพร้าว 101 เพื่อขอบคุณทุกคะแนนเสียงของคนบางกะปิและวังทองหลาง

โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนใช้มือถือถ่ายภาพพร้อมโบกมือให้กำลังใจ นายณัฐพงษ์ และนายก่อเกียรติ บางส่วนตะโกนให้กำลังใจให้ทำหน้าที่ผู้แทนต่อไป

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าว ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชน ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่ผิดหวัง ความหวังเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชน วันนี้ไม่ผิดหวังกรุงเทพฯได้ 33 เขต มีอีกหลายอย่างที่ต้องรับใช้พี่น้องประชาชน โดยช่วงหนึ่งที่รถขับผ่านตลาดสดนครไทย มีแม่ค้าโบกมือให้กำลังใจ 

นายณัฐพงษ์ จึงกล่าวว่า “ขอบคุณมากนะ หยาดน้ำตาเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหยาดน้ำตาของความดีใจเดินหน้าต่อโดยประชาชนให้กำลังใจ บอกให้สู้ต่อไป อีก 4 ปียังไม่สายไว้เลือกใหม่ สู้ๆๆและขณะเดินทักทายขอบคุณมีประชาชนเข้ามาขอเซลฟี่เป็นที่ระลึกด้วย