สว.นพดล เตือนเขมร หยุดยั่วยุฉวยโอกาส เคลมชุดไทย ลั่นพร้อมตอบโต้ หากบิดเบือนเวทีอื่นอีก

21 กันยายน 2569 เวลา 18:12 น.

“สว.นพดล”ออกโรงเตือน”เขมร” หยุดยั่วยุฉวยโอกาสเคลม”ชุดไทย” ชี้กระทบจิตใจคนไทย-บรรยากาศประนอมหนี้เขตแดน UNCLOS ฝากทางการ”กัมพูชา”ดูด้วย ลั่นพร้อมตอบโต้ หากบิดเบือนในเวทีอื่นอีก

21 กันยายน 2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการด้านกิจการการต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ Miss Universe กัมพูชา ใช้ชุดไทยในการเปิดตัว ว่า ขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ในกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS 1982) ซึ่งมีการประชุมร่วมกันมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหัวใจสำคัญของการประนอมคือการแสดงความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นายนพดล กล่าวต่อว่า การยั่วยุไม่ว่าในกรณีใดก็ตามไม่ได้ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย โดยหลังจากเปิดถ้อยแถลงเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ฝ่ายไทยได้เรียกร้องอย่างชัดเจนให้กัมพูชาหลีกเลี่ยงการเปิดประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ พฤติกรรมดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะกระทบต่อความรู้สึกของคนไทย และจะส่งผลเสียต่อบรรยากาศการเจรจาทั้งทางบกและทางทะเลในอนาคต

เมื่อถามถึงท่าทีของวุฒิสภาต่อเรื่องนี้ นายนพดล กล่าวว่า การดำเนินการทางการทูตและการบริหารจัดการเป็นบทบาทของฝ่ายบริหาร ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติจะเคลื่อนไหวหรือออกถ้อยแถลงตอบโต้ก็ต่อเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติของกัมพูชามีการก้าวล่วง บิดเบือน หรือให้ร้ายประเทศไทย อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันลดบรรยากาศการยั่วยุลงเพื่อให้การเจรจาเดินหน้าไปได้

เทวฤทธิ์ บุก กกต. คาใจมีชื่อถูกร้องฮั้ว สว.แต่ไม่เคยถูกเรียกสอบ รับร่วมวง จูปิเตอร์ ยันไร้จัดเลี้ยง-ไร้เส้นเงินแบบน้ำเงิน

21 กันยายน 2569 เวลา 18:09 น.

สว.เทวฤทธิ์ บุก กกต. ทวงถามข้อกล่าวหา คดีฮั้ว สว. มึนมีชื่อถูกยกคำร้อง ทั้งที่ไม่เคยเรียกสอบ ยัน จูปิเตอร์ ไร้จัดเลี้ยง-ชี้ระบบบีบให้ฮั้ว แต่ต่างจากสีน้ำเงินที่ไม่มีเส้นเงิน เจ้าตัวบอกฉุน แสวง โยนบาปศาลปกครอง

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เพื่อขอความเป็นธรรมและทวงถามรายละเอียดข้อเท็จจริง หลังพบรายชื่อของตนเอง (ลำดับที่ 361) รวมถึง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ปรากฏอยู่ในเอกสารข่าว กกต. ที่เปิดเผยผลมติสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องมากถึง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามข่าวเดิม โดยข้อหาที่ระบุคือความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) เรื่องการจัดเลี้ยงหรือรับว่าจะจัดเลี้ยง และสำนวนอื่นๆ แม้สุดท้าย กกต. จะมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้องก็ตาม

นายเทวฤทธิ์ เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาขอทราบรายละเอียดว่าข้อกล่าวหาและเหตุการณ์ที่นำมาเชื่อมโยงคืออะไร เพราะตลอดกระบวนการตนไม่เคยได้รับการติดต่อ หมายเรียก หรือการแจ้งข้อกล่าวหาให้ไปชี้แจงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 43 ในเรื่องกระบวนการสืบสวนไต่สวน ที่ระบุชัดว่าต้องเปิดเผยข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปให้ผู้ถูกร้องทราบเพื่อเปิดโอกาสให้แก้ต่าง

“ในอดีตตนเคยมาชี้แจงกับ กกต. เพียงครั้งเดียวคดีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติสื่อมวลชนอันเป็นเท็จ ซึ่งครั้งนั้นก็นำหลักฐานมายืนยันจน กกต. ยกคำร้องไปเมื่อปีก่อน ไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วในครั้งนี้ แม้ครั้งนี้มติ กกต. จะออกมาเป็นคุณคือยกคำร้อง แต่กระบวนการที่ไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปสอบสวนเลยถือว่ามีปัญหาความชอบธรรมอย่างมาก หากประธาน กกต. ไม่เปิดเผยว่ามีผู้ถูกร้องถึง 427 คน ตนก็คงไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อโดนไปด้วย ถือเป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างชัดเจน” นายเทวฤทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงภาพรวมการฮั้วเลือก สว. นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า หลายคนมองว่าระบบการเลือก สว. ชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ต้องฮั้ว ซึ่งตนยอมรับในข้อเท็จจริงว่าโดยธรรมชาติของระบบมันบีบให้ผู้สมัครต้องมีการทำความรู้จักและแนะนำตัวกัน เพราะไม่มีทางที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่รู้จักกันจะมาเลือกลูกคู่ให้ ขนาดอดีตนากยกรัฐมนตรีอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังตกรอบ


“การรวมตัวของฝั่งเราเป็นการรณรงค์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยมีอุดมการณ์ร่วมกันคือเป้าหมายในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 เข้าไปปลดล็อก ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่ร้อยเรียงคนที่มาเลือกด้วยกัน แต่ผลลัพธ์ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถผูกมัดใครได้ เพราะไม่มีอามิสสินจ้าง และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โหวตตามที่คุยกัน สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความต่างระหว่างเรากับกลุ่มสีน้ำเงินอย่างสิ้นเชิงคือ ‘เส้นเงิน’ การรู้จักกันของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่ามีการให้อามิสสินจ้าง การข่มขู่ หรือการหลอกลวงหรือไม่ ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และเส้นเงิน” นายเทวฤทธิ์ ระบุ

สำหรับกรณีที่ถูกพยายามชี้เป้าว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ “ห้องจูปิเตอร์” อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายเทวฤทธิ์ ยอมรับว่า ตนได้เดินทางไปร่วมงานจริง และได้รับสายรัดข้อมือ (Wristband) ซึ่งจำสีชัดเจนไม่ได้ คาดว่าน่าจะเป็นสีฟ้าหรือสีเขียว โดยผู้จัดงานแบ่งสายรัดข้อมือออกเป็น 3 แบบ เพื่อแยกกลุ่มผู้สมัครที่ยังอยู่ในรอบระดับประเทศ กับผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว เพื่อให้ผู้ตกรอบมาพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจในการผลักดันคนมีศักยภาพเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ


ส่วนประเด็นที่ไม่ให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังและมีการฝากโทรศัพท์นั้น นายเทวฤทธิ์ ชี้แจงว่า เนื่องจากขณะนั้น กกต. ออกระเบียบข้อ 11 ห้ามผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อหรือโซเชียลมิเดีย ผู้จัดงานจึงต้องระวังไม่ให้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกภาพจนถูกนำไปใช้เป็นเหตุร้องเรียนในภายหลัง ยืนยันว่าในงานไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารหรือแม้แต่น้ำดื่ม ทุกคนต้องซื้อกินเองทั้งหมด และทราบว่าผู้จัดได้ทำหนังสือเชิญ กกต. มาร่วมสังเกตการณ์อย่างโปร่งใสแล้ว

นายเทวฤทธิ์ กล่าวถึงกรณี นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบว่า ตนขอขอบคุณและยกมือไหว้ ยินดีเข้าสู่การตรวจสอบของ กกต. ตามมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว ไม่คิดหนีไปไหน ส่วนที่ถูกถามประชดเรื่องสัดส่วนสีส้ม-สีน้ำเงิน ตนมองว่ากลุ่มเสียงส่วนน้อยมีความหลากหลาย ไม่ได้โหวตไปทางเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังได้กล่าวตอบโต้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เคยระบุว่าศาลปกครองเปิดประตูนรกจากการสั่งเพิกถอนระเบียบแนะนำตัว สว. จนทำให้ กกต. คุมการฮั้วไม่ได้ โดยยันว่า ศาลปกครองเพิกถอนเฉพาะข้อจำกัดเรื่องเอกสารแนะนำตัว แต่ไม่ได้อนุญาตให้นำโพยสั่งการเข้าไปในคูหา การที่ กกต. มาโยนความผิดให้ตนซึ่งเป็นผู้ฟ้องศาลปกครองจนกลายเป็นแพะนั้น ถือเป็นการโทษผิดฝาผิดตัว เพราะ กกต. มีอำนาจออกระเบียบมาควบคุมความเรียบร้อยได้เองแต่กลับไม่ทำ

ป.ป.ช.ชี้มูล สมศักดิ์ ตาไชย อดีตผู้บริหาร สกสค. ร่ำรวยผิดปกติ 35.99 ล้าน เตรียมส่ง อสส.ฟ้องศาล ขอทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน-แจ้งต้นสังกัดลงโทษไล่ออก

21 กันยายน 2569 เวลา 18:01 น.

21 กันยายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการ ป.ป.ช.) แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายสมศักดิ์ ตาไชย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรม การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,991,076.88 บาท

โดยจากการไต่สวนพบว่า นายสมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการฯ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 โดยนายสมศักดิ์และคู่สมรสมีรายได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ตั้งแต่ปีภาษี 2552-2558 เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนรวม 16,488,873 บาท และไม่ปรากฏรายได้ประเภทอื่นนอกเหนือจากที่แสดงไว้

และเมื่อตรวจสอบทรัพย์สินพบว่ามีเพิ่มขึ้นผิดปกติ มีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในชื่อของนายสมศักดิ์ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวม 17 รายการ มูลค่า 35,991,076.88 บาท

ประกอบด้วย เงินฝากธนาคารในชื่อของนายสมศักดิ์ จำนวน 1 บัญชี รวม 8 รายการ เป็นเงิน 3,910,000 บาท และเงินฝากในชื่อคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวม 2 รายการ เป็นเงิน 5,700,000 บาท

ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของนายสมศักดิ์ และคู่สมรส จำนวน 4 รายการ มีมูลค่า 5,500,000 บาท ขณะที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำนวน 2 รายการ มีมูลค่า 19,629,100 บาท

นอกจากนี้ ยังพบเงินที่นำไปชำระหนี้เงินกู้พิเศษของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด ในชื่อบัญชีคู่สมรส เป็นเงิน 1,251,976.88 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่า นายสมศักดิ์ ตาไชย ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,991,076.88 บาท จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน

และแจ้งคำวินิจฉัยและข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อสั่งลงโทษไล่ออกนายสมศักดิ์ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่งและวรรคสาม หากไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามมาตรา 125 ของกฎหมายเดียวกัน

ยุทธพร เผย ถกเสริมสังคมสันติสุข เปิดหลายช่องทางให้ยื่นร้องขอความเป็นธรรม ป้ามล ลั่น ทุกอย่างจะจบลงอย่างงดงาม

21 กันยายน 2569 เวลา 17:35 น.

ยุทธพร เผย ที่ประชุมคกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดหลายช่องทางให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยื่นร้องขอความเป็นธรรม ป้ามล ลั่น ทุกอย่างจะจบลงอย่างงดงาม

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยุทธพร อิสรชัย กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ต้องบอกว่า หลายหน่วยงานรอความชัดเจนอยู่ในเรื่องของการสร้างสังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ แต่ในส่วนของกฎหมายต้องว่ากันไป โดยกฎหมายได้ประกาศใช้ไปแล้ว 1 เดือน ซึ่งในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขตามมาตรา 7 และ 8 รวมถึงข้อยกเว้นในมาตรา 3 จะมีผลในกฎหมายนิรโทษกรรมและความผิดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องเดินหน้าไปตามนั้น

นายยุทธพร กล่าวว่า ในที่ประชุมนายปกรณ์ ในประธานและกรรมการคนอื่นๆ มีความเห็นที่ชัดเจนและตรงกัน ให้หน่วยงานปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ส่วนในกรณีที่ยังไม่มีความชัดเจน หรือมีการปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ จะมีการเสนอเรื่องยื่นคำร้องขอมาที่คณะกรรมการฯ โดยที่ประชุมมีการกำหนดช่องทางอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีส่วนได้เสียให้สามารถยื่นเรื่องได้อย่างสะดวกหลายช่องทาง โดยจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป ทั้งไปรษณีย์ อีเมล หรือแม้กระทั่งในกระบวนการราชการ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ไปสู่สังคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เป็นกระบวนการที่เราจะดำเนินการต่อไป

ขณะที่นางทิชา ณ นคร กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวว่า จากนโยบายที่เราจะสามารถตีความประเด็นทางการเมืองให้กว้างขึ้นเพื่อให้เกิดความครอบคลุมต่อบุคคลที่เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่ควรจะต้องจบลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งคณะกรรมการฯได้ให้ประเด็นที่ทำให้เราสบายใจ เพราะเรามีความเห็นที่ตรงกัน ต้องขอขอบคุณและขอบอกว่า ทุกอย่างจะจบลงได้อย่างงดงาม

ครบรอบ 100 ปี กรมประมง พาเปิดบ้านสัมผัส “ภาคการประมงไทย” จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร

22 กันยายน 2569 เวลา 12:52 น.

ครบรอบ 100 ปี กรมประมง พาเปิดบ้านสัมผัส “ภาคการประมงไทย” จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร พร้อมโชว์ผลงานวิจัย นวัตกรรม และสินค้าคุณภาพดีจากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการประมง ในงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100” ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราว 100 ปีกรมประมง ผลงานวิจัย
และนวัตกรรม พร้อมเปิดพื้นที่ Open House และตลาดประมงกลางกรุง ให้ประชาชนได้เรียนรู้ภารกิจด้านการประมง รับชมผลงาน และเลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการทั่วประเทศ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประมงไทยถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเป็นแหล่งอาหาร สร้างอาชีพและรายได้ ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงมากกว่า 1,670,857.78 ตัน สร้างมูลค่ากว่า 223,145.21 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคการประมงที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร กรมประมงในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลและพัฒนาภาคการประมง ตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากร การส่งเสริมการผลิต การวิจัยและพัฒนา การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าประมง ตลอดจนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริด้านการประมงที่พระบรมวงศานุวงศ์พระราชทานไว้ มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น ในโอกาสครบรอบปีที่ 100 ของกรมประมง จึงได้จัดงานสถาปนาขึ้น ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการพัฒนาภาคการประมงไทย พร้อมถ่ายทอดเส้นทางการทำงาน และผลงานของกรมประมงตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษ ให้ประชาชนและผู้สนใจได้เรียนรู้และเห็นถึงบทบาทของกรมประมงในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100 กำหนดจัดขึ้น 2 วัน ระหว่างวันที่ 21 – 22 กันยายน 2569 โดยช่วงเช้าได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมประมง ครบรอบ 100 ปี สำหรับในช่วงบ่าย ยังได้รับเกียรติจากนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบโล่รางวัล และประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการประมง ประจำปี 2569 จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ โล่รางวัลเกษตรกรดีเด่นและสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านการประมง จำนวน 15 รางวัล ประกาศนียบัตรอาสาสมัครประมงดีเด่น จำนวน 6 ราย และรางวัลประมงธงเขียว จำนวน 6 รางวัล อีกทั้ง ภายในงานยังมีการมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรกรมประมง และหน่วยงานในด้านต่าง ๆ อีก 13 ประเภท รวมกว่า 200 รางวัล ได้แก่ ข้าราชการและพนักงานราชการดีเด่น, ข้าราชการเกษียณอายุราชการ และลูกจ้างประจำเกษียณอายุราชการ , รางวัลเชิดชูเกียรติผลงานวิชาการโดดเด่น , รางวัลประมงอำเภอขวัญใจประชาชน , รางวัล DOF NEXT GEN INFLUENCER , รางวัล PIPO ไปปั้น , รางวัลศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่เป็นเลิศ (Ultimate PIPO) , รางวัลเลิศรัฐ , รางวัล Best Practice และรางวัลหน่วยงานเบิกจ่ายที่มีความเป็นเลิศด้านการเงินการคลัง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรผู้กระทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประมงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรกรมประมง ในวันที่ 22 กันยายน 2569 ยังมีการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมประมง การทำบุญเลี้ยงพระ และพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ขณะเดียวกัน ยังเปิดบ้านต้อนรับประชาชนทั่วไป ให้เข้ามาเรียนรู้ และทำความรู้จักกับบทบาทการทำงานของกรมประมงในมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนาและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบริหารจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการอนุรักษ์ และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในหลากหลายมิติ ผ่านกิจกรรม “Flash Talk” จำนวน 18 เรื่อง อาทิ การเพาะเลี้ยงปลาไซบีเรียนสเตอร์เจียนในพื้นที่สูงของประเทศไทย นวัตกรรมระบบอนุบาลลูกปลาในน้ำไหลแบบอัจฉริยะ และ“Beyond What We See : เรื่องราวของสัตว์น้ำที่ซ่อนอยู่ใน DNA” เป็นต้น ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและนิทรรศการมากมายให้ประชาชนได้ร่วมเรียนรู้ โดยมีไฮไลต์สำคัญ 3 โซนหลัก ได้แก่
โซนนิทรรศการ บริเวณหลังอาคารจุฬาภรณ์ โดยมี 6 นิทรรศการสำคัญ ได้แก่ 1.“ร้อยเรื่องราว 100 ปี กรมประมง” บอกเล่าประวัติการก่อตั้งและเรื่องราวสำคัญของกรมประมงตลอด 100 ปี 2.“หนึ่งศตวรรษแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่การพัฒนาประมงไทยอย่างยั่งยืน” ถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการประมงของพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมพัฒนาการงานประมงไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน 3.“สืบสานพระราชดำริ สร้างอาชีพ สู่การพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน” นำเสนอฟาร์มทะเลตัวอย่าง และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยง พร้อมผลิตภัณฑ์มากมายจากสาหร่ายทะเล 4.“ร้อยปี ร้อยปลาไทย จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร” จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดไทยกว่า 100 ชนิด ทั้งปลาพื้นถิ่น สัตว์น้ำเพาะพันธุ์ได้ สัตว์น้ำเศรษฐกิจ และสัตว์น้ำสวยงาม อาทิ ปลาร่องไม้ตับ ปลารากกล้วยจินดา และปลาหมูอารีย์ เป็นต้น 5.“สายน้ำแห่งชีวิต เสริมพลังชุมชนประมงท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน” จัดแสดงโมเดลการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งอาหารธรรมชาติ รวมถึงโรงเรือนแปรรูปและตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ 6.“DOF Tech 100 Years ก้าวที่ 100 สู่ประมงดิจิทัล” เรียนรู้ภาคการประมงไทยผ่านเทคโนโลยี 360 องศา (AR, VR และ XR) อาทิ ฝูงวาฬบรูด้าขนาดใหญ่ การผ่าตัดและกายวิภาคปลาเสมือนจริง และพิพิธภัณฑ์ประมงเสมือนจริง เป็นต้น

โซนตลาดประมงกลางกรุง บริเวณห้องประชุมอานนท์ โดยรวบรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร จากทั่วภูมิภาค มาจัดจำหน่ายสินค้าสด สะอาด และได้มาตรฐาน กว่า 36 ร้านค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจระเข้ แจงลอน ปูกะตอยทอดกรอบ ปลาส้มป๊อป หนังปลาหมึก และอาหารทะเลแห้ง เป็นต้น ซึ่งแต่ละร้านได้นำสินค้าจากแหล่งผลิตมาให้ประชาชนได้เลือกซื้อ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้าประมงไทยจากแต่ละภูมิภาค ตลอดจนการจัดนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) อาทิ อาหารทะเลสดแช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ทูน่ากระป๋องหลากหลายรสชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พร้อมทำความรู้จักบทบาทของภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงไทย นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าประมงคุณภาพดีในราคาพิเศษ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนสินค้าจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ

โซน Open House กรมประมงจัดพื้นที่การเรียนรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 4 แห่ง เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสการทำงานด้านการประมงในหลากหลายมิติ เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ 1. กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง ณ อาคารปรีดา กรรณสูต ชวนเรียนรู้กระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าประมงเพื่อการส่งออก พร้อมทดลองตรวจสารตกค้าง สิ่งแปลกปลอม และฮีสตามีนด้วยเครื่องมืออย่างง่าย 2. กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ณ อาคารพรรณไม้น้ำ พบกับนิทรรศการ “พฤกษาในกระจกแก้ว : มหัศจรรย์แห่งพืชพรรณไม้น้ำ และกาลเวลา” ที่ผสานองค์ความรู้ นวัตกรรม และศิลปะ ถ่ายทอดเรื่องราวของพืชพรรณไม้น้ำในมุมมองที่น่าสนใจ 3. กองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ ณ อาคารปลอดประสพ เปิดมุมมองนวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำ ตั้งแต่การเปลี่ยนเศษเหลือทิ้งเป็นอาหารสัตว์น้ำแบบ Zero Waste Feed ไปจนถึงการผลิตอาหารสัตว์น้ำมีชีวิต พร้อมเรียนรู้การทำงานในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 4. กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ณ อาคารปลอดประสพ ถ่ายทอดภารกิจและผลงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล อาทิ มาตรการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนในพื้นที่อ่าวไทย

อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า…ตลอดระยะเวลา 100 ปี กรมประมงได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการประมงมาอย่างต่อเนื่อง การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้สนใจได้เห็นผลงานและพัฒนาการของกรมประมงตลอดหนึ่งศตวรรษ พร้อมเรียนรู้แนวทางการทำงานด้านการประมงในหลากหลายมิติ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นแนวคิดด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ ตลอดจนสร้างความเข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำและการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการอนุรักษ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการประมงไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯเตือน ระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา สั่ง11จังหวัดเตรียมรับมือ

22 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

กรมชลฯ ทยอยปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา แจ้ง 11 จังหวัดภาคกลาง เตรียมรับมือน้ำท้ายเขื่อน ย้ำยังไม่กระทบชุมชนในคันกั้นน้ำ ด้านกรมอุตุฯ เผยไทยยังมีมรสุม เผชิญฝนตกหนัก เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.และปริมณฑล ฝนตกร้อยละ 80 ดร.เสรี ชี้ฝนยังชุก ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่าได้ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจุบัน สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,377 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า จึงทยอยปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากปัจจุบัน 990 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นช่วง 1,000–1,300 ลบ.ม.ต่อวินาที ควบคู่กับการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน

ทั้งนี้ การปรับการระบายน้ำดังกล่าว อาจทำให้ระดับน้ำริมแม่น้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน อ.เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ

สำหรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบนช่วงวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา โดยหลายพื้นที่มีฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ซึ่ง จ.กำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร และ จ.พิษณุโลก 136 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่าในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำรวมร้อยละ 68 ของความจุ และสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้แจ้งแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด เตรียมความพร้อมรับมือ แจ้งประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ว่าประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ส่วนพยากรณ์อากาศรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เลย ชัยภูมิ ขอนแก่น อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ขณะที่ กทม.และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ตั้งแต่ จ.พังงา ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต ลงไป ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง เฝ้าระวังฝนตกหนักมากน้ำไหลหลากน้ำท่วมชุมชน โดยมีใจความว่า ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้ พบว่าร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ฝนตกหนักมาก จึงควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตามวันต่างๆ ดังนี้ ภาคกลางตอนล่างทุกจังหวัด รวม กทม.และปริมณฑล (22-26 กันยายน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ (24-26 กันยายน) ภาคตะวันออกทุกจังหวัด (22-26 กันยายน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทุกจังหวัด (22-24 กันยายน)

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พังงา หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน สั่งการให้นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมกำชับให้หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ หากได้รับความเดือดร้อนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงแรงงาน สามารถประสานหน่วยงานในพื้นที่ได้ทันที โดยขณะนี้ 5 เสือแรงงานจังหวัดพังงา ได้เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนเบื้องต้นแล้ว

DIPROM ปั้น เกษตรหัวขบวน 19 ต้นแบบ ใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรม พลิกผลผลิตเพิ่มมูลค่า ขยายเครือข่ายเกษตรกรไทย

21 กันยายน 2569 เวลา 16:59 น.

DIPROM ปั้น “เกษตรหัวขบวน” 19 ต้นแบบ ใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรม พลิกผลผลิตเพิ่มมูลค่า ขยายเครือข่ายเกษตรกรไทย

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เดินหน้ากิจกรรม “พัฒนาต้นแบบชุมชนเกษตรหัวขบวน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 กันยายน 2569 ณ โรงแรม Blue Hippo Hotel เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและประกาศกิจการที่ได้รับคัดเลือกเป็น Success Case จำนวน 4 กิจการ หลังพัฒนาผู้ประกอบการเกษตร 19 ราย ให้ก้าวจาก “ผู้รับการพัฒนา” สู่ “หัวขบวน” ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้กับธุรกิจของตนเอง พร้อมถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยว่า กิจกรรมเกษตรหัวขบวนเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานโครงการเกษตรแม่นยำในปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมาในหนึ่งปีสามารถพัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ประมาณ 30–40 ราย เนื่องจากข้อจำกัดด้านการลงพื้นที่และการพัฒนาไม่สามารถครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมดได้ จึงเกิดแนวคิดในการสร้าง “หัวขบวน” ที่มีศักยภาพ เพื่อให้สามารถนำสิ่งที่ได้รับไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้

“จากผู้ประกอบการ 19 ต้นแบบ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ต้องตอบโจทย์แต่ละพื้นที่ ซึ่งเทคโนโลยีเราไม่ได้เอาไปใส่กับผู้ประกอบการโดยตรง แต่เราจะเข้าไปดูและวินิจฉัยผู้ประกอบการต่างๆ ก่อน ว่าเขามีปัญหาอะไรและมีศักยภาพเท่าไร และเราถึงจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรนั้นไปช่วยเขา เราต้องพัฒาคนควบคู่กับเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีที่ดีผู้ประกอบการต้องนำไปใช้และต่อยอดได้” นางสาวศศิวิมลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวต่ออีกว่า หัวใจของการพัฒนาจึงไม่ได้อยู่ที่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ ไปจนถึงการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย

ทั้ง 19 ต้นแบบจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญ ในการขยายผลจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง โดยอาศัยประสบการณ์จากการลงมือทำจริงเป็นฐานในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในชุมชนได้

“ทุกการใช้เทคโนโลยีต้องมีการปรับไปใช้ให้เข้ากับพื้นที่ เพราะทุกบริบทของเกษตรกร ต้องมีความพร้อมด้วยในการที่จะใช้เทคโนโลยี จุดประสงค์ของเราต้องการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เป็นต้นแบบและสามารถขยายผลต่อเครื่อข่ายได้” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับ 4 กิจการที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case สะท้อนรูปแบบการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดย วิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ จ.ฉะเชิงเทรา ใช้แนวคิด “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมตั้งแต่การเพาะพันธุ์ลูกปลาไปจนถึงเกษตรกรเครือข่าย พร้อมสร้างตลาดรับซื้อปลา เพื่อให้ลูกฟาร์มมีช่องทางจำหน่ายที่ชัดเจน ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และคัดเกรดผลผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสด้านรายได้ขณะเดียวกันต่อยอดปลานิลเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 13 รายการ ก่อนคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น จ๊อปลานิลไส้ทะลักและน้ำพริกปลานิล เพื่อขยายตลาดทั้งนอกพื้นที่และช่องทางออนไลน์

ด้าน สวนลุงชะเอม นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวนมะพร้าว พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชน และสร้างรายได้จากกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการเพาะและจำหน่ายพืชคลุมดิน “ต่างเหรียญ” เพื่อช่วยรักษาความชื้นในสวน การพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการพัฒนาผงน้ำมะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตตกเกรดและผลผลิตส่วนเกินในช่วงราคาตกต่ำ ตลอดจนการร่วมพัฒนา “ล้งชุมชน” เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกร

ขณะที่ การพัฒนาผึ้งชันโรงในจังหวัดตราดและเกาะช้าง แสดงให้เห็นถึงการสร้างอาชีพที่เชื่อมโยงกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ จากการส่งเสริมการเลี้ยงชันโรงได้ขยายเครือข่ายจนเกิดวิสาหกิจชุมชนใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และต่อยอดน้ำผึ้งไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนที่นำเรื่องการรักษาป่าและธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่

อีกหนึ่งต้นแบบคือ สวนบริบูรณ์ฟาร์ม ซึ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวนอโวคาโดควบคู่กับแนวทางการทำเกษตรตามวิถีธรรมชาติ ก่อนถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรเครือข่ายและผู้สนใจ พร้อมพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรเชิงท่องเที่ยว และเชื่อมโยงเครือข่ายกับช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้ความรู้ด้านการผลิตสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางรายได้

นางสาวศศิวิมล กล่าวทิ้งทายว่า ความสำเร็จของเกษตรหัวขบวนไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปใช้จริงและขยายผล เพราะเมื่อผู้ประกอบการต้นแบบสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนในพื้นที่ได้ ก็จะเกิดเครือข่ายที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดยกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้ภาคการเกษตรไทยสามารถพัฒนาศักยภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

นักศึกษา มทร.ล้านนา คว้าแชมป์ประเทศไทย การแข่งขัน ‘BIM Contest’

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับโครงการแข่งขันประมาณราคาด้วยการจำลองสารสนเทศอาคาร (Construction Cost Estimation using Building Information Modeling: BIM Contest) ครั้งที่ 4 จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ผลปรากฏว่า นักศึกษา ทีม “Lanna Link” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้สำเร็จ

ทีม “Lanna Link” มีสมาชิกในทีมประกอบไปด้วย นายพงศ์ภวัน ศรีสวัสดิ์ นายธนะชัย จำปา และนางสาวศุภานัน ประภาเลิศ โดย “คิม” พงศ์ภวัน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การแข่งขันครั้งนี้ ทีมของเรามีการเตรียมพร้อมและใช้เวลาหลังเลิกเรียนในการฝึกซ้อม ทีมของเรามีสมาชิกที่มาจากจากสาขาวิศวกรรมโยธาและสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งสองสาขามีมุมมองในการแปลความหมายของแบบก่อสร้างที่แตกต่างกัน แต่ข้อดีของทีมคือการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและปรับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้มีความเข้าใจโจทย์ที่ได้มาและสามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

ด้าน “ทู” ธนะชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 2 (เทียบโอน) สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมเราประสบความสำเร็จ คือการแบ่งหน้าที่ในการทำงานอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น  เพื่อให้แต่ละคนได้จดจ่อกับโจทย์ของตนเอง เพื่อให้สามารถทำได้อย่างเต็มที่ และได้นำความรู้พื้นฐานจากการเรียนมาประยุกต์ใช้ พร้อมทั้งได้นำประสบการณ์จากการแข่งขันของรุ่นพี่มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมถึงเป็นผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเพื่อจะคว้าชัยชนะมาให้ได้

ขณะที่ “ตาล” ศุภานัน นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ทุกคนในทีมตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะต้องได้รางวัล เนื่องจากตนเองมีประสบการณ์ในการแข่งขัน จึงได้นำประสบการณ์ที่ได้รับมาแบ่งปัน และวางแนวทางสำหรับการแข่งขันจนคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ พร้อมที่จะส่งต่อความรู้ให้แก่รุ่นน้อง พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจและตื้นตันใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ แต่พวกเรายังต้องเรียนรู้ในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาตนเองสำหรับการเข้าสู่การทำงานหลังจากจบการศึกษา และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต

ดร.พรพจน์ นุเสน อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม BIM AND 3D RMUTL กล่าวว่า ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษารู้สึกชื่นชมและยินดีกับนักศึกษา รางวัลที่ได้รับเป็นเพียงผลลัพธ์ของความทุ่มเทแต่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าคือประสบการณ์ องค์ความรู้ และทักษะการทำงานที่นักศึกษาได้รับ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและวิชาชีพในอนาคต ชมรมมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Building Information Modeling (BIM) สู่การบริการวิชาการแก่สังคม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้นำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้จากทักษะที่มี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชมรมได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าสาขาวิศวกรรมโยธาและศิษย์เก่าสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนากิจกรรมและศักยภาพของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ชมรมยังมีเป้าหมายในการนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็น Smart University ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลอาคารและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี BIM การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัล อีกหนึ่งความตั้งใจของเราคือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน BIM ระดับประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้ พัฒนาทักษะ และยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ด้าน BIM ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตกำลังคนคุณภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือ และความมุ่งมั่นของนักศึกษา คณาจารย์ ศิษย์เก่า และสมาชิกชมรม BIM AND 3D RMUTL ที่ร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้าน Building Information Modeling (BIM) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงานด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม จนสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาบนเวทีการแข่งขันระดับประเทศ

สลช. เล็งใช้ ‘ระบบบันทึกความดี’ คัดเลือกเข้าเรียนมหา’ลัยในอนาคต

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า จากการที่ สลช.ได้เปิดตัวกิจกรรม “ระบบบันทึกความดี” ผ่านแอบพลิเคชั่น Scout DD เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในกิจกรรมลูกเสือเพิ่มมากขึ้น โดย “ระบบบันทึกความดี” จะเป็นช่องทางในการบันทึกความดีที่ลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาดได้ทำ จากนั้นจะมีคณะกรรมการพิจารณาความดีที่ สลช.ได้แต่งตั้งขึ้นเข้าไปตรวจสอบและให้คะแนนความดี พร้อมกับเสนอให้ สลช.ออกใบประกาศนียบัตรให้กับผู้ที่ทำความดีนั้น หลังจากที่ สลช.ได้เปิดระบบ Scout DD ให้ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนทั่วไปได้สมัครเข้าร่วมกกิจกรรมดังกล่าวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 2 แสนคน และยังมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มที่สมัครเข้ามามากที่สุด คือ กลุ่มนักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รองลงมาเป็นนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนสาธิต และนักเรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดย สลช.วางเป้าจะมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มากถึง 1 ล้านคน

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามว่าระบบบันทึกความดี และการได้ใบประกาศนีบัตรการทำความดีในครั้งจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างนั้น การบันทึกความดีจะมีคะแนนสะสมเป็นระดับ ถ้าสะสมได้คะแนนสูงก็จะได้ระดับเหรียญทอง เหรีญเงิน และเหรียญทองแดงตามลำดับ ซึ่งใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอไปยื่นประกอบการพิจารณาในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับต่างๆได้ โดยในอนาคต สลช.จะไปหารือกับทางกระทรวง อว. และกลุ่มโรงเรียนนายร้อยทั้ง 4 เหล่า โรงเรียนผลิตพยาบาล และอีกหลายๆ สถาบันวิชาชีพ เพื่อผลักดันให้มีการนำคะแนนจากระบบบันทึกความดีที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาต่างๆเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนหันมาทำความดีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้หากภาคเอกชนรายใดสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนการทำความดีผ่านระบบ Scout DD ก็สามารถทำได้ เช่น ผู้ทำความดีเปิดแอบพลิเคชั่นโชว์คะแนนการทำความดีเพื่อใช้แลกเป็นส่วนลดในสินค้าต่างๆ ได้ตามข้อตกลงที่กำหนด อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม หรือของอุปโภคบริโภคอื่นๆ เป็นต้น

จาก ‘เลือกคณะ’ สู่ ‘ทดลองอนาคต’ Thai-Nichi เปิด 7 สนามอาชีพ ค้นหาตัวเองผ่าน ‘BATECH EXPLORER 2026’

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เพราะคำถามว่า “เรียนอะไรดี?” อาจตอบได้ยาก หากยังไม่เคยมีโอกาสลองว่าตัวเองชอบทำอะไร สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น หรือ Thai-Nichi Institute of Technology โดยคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล จึงออกแบบงาน BATECH EXPLORER 2026 ให้เป็นมากกว่า Open House แบบเดิม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมปลายและ ปวช. ได้ “ทดลองอนาคต” ผ่าน Workshop และกิจกรรม Walk Rally ที่ชวนให้ลองคิด ลองทำ และลองค้นหาตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สำรวจเส้นทางการเรียนรู้จาก 7 สาขาวิชา ได้แก่ บริหารธุรกิจญี่ปุ่น (BJ), การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (IB), การบัญชี (AC), การบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (HR), เทคโนโลยีการตลาดดิจิทัล (DM), การจัดการโรงแรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ (HS) และการจัดการธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (BD) ซึ่งสะท้อนภาพของการเรียนด้านธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัล และโลกการทำงานยุคใหม่  จุดเด่นของ BATECH EXPLORER 2026 คือการเปลี่ยนผู้เข้าร่วมจาก “ผู้ฟังข้อมูลหลักสูตร” ให้กลายเป็น “ผู้ลงมือทดลอง” ผ่านกิจกรรมที่แต่ละสาขาออกแบบขึ้นเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น BIZ DOJO : คิดธุรกิจแบบญี่ปุ่น, DUCK TANK IB: World Market Challenge, AC Open House, เกาะมหาสมบัติ HR, Future Your Dream, ฉันอยู่ตรงไหนบนโลกใบนี้ และ Brief to Build ก่อร่างสร้างธุรกิจ

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “สาขานี้เรียนอะไร?” กิจกรรมในงานชวนผู้เข้าร่วมเริ่มจากคำถามที่ใกล้ตัวมากกว่า เช่น “เราชอบคิดหรือชอบลงมือ?”, “เราสนุกกับการทำงานกับคน ข้อมูล เทคโนโลยี หรือความคิดสร้างสรรค์?” และ “ถ้าเรียนสายนี้ เราจะได้ลองทำอะไรจริงบ้าง?”

การออกแบบกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวยังสะท้อนอัตลักษณ์ของ Thai-Nichi ที่ผสานแนวคิดการเรียนรู้แบบไทย-ญี่ปุ่นเข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งความเป็นระบบ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกธุรกิจและการทำงานจริง

บรรยากาศภายในงานจึงไม่ได้มีเพียงการเดินชมบูธหรือรับข้อมูลหลักสูตร แต่เต็มไปด้วยการทดลองทำโจทย์ การเล่นกิจกรรมแบบ Walk Rally การพูดคุยกับรุ่นพี่และอาจารย์ รวมถึงการสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ของ Thai-Nichi ผ่านประสบการณ์จริง BATECH EXPLORER 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ได้พยายามบอกนักเรียนเพียงว่า “ควรเลือกเรียนอะไร” แต่เปิดโอกาสให้พวกเขาค่อยๆ ค้นพบว่า ตัวเองสนใจอะไร ถนัดแบบไหน และอยากเติบโตไปในทิศทางใด และประสบการณ์การค้นหาตัวเองยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะหลังจาก BATECH EXPLORER 2026 ทางคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลยังเตรียมต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกิจกรรม Immersive Room Experience ที่จะนำพื้นที่ดิจิทัลและการเล่าเรื่องมาใช้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในอีกมิติหนึ่ง เพื่อชวนผู้เข้าร่วมออกจากห้องเรียนแบบเดิม และเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวรอบตัวมากขึ้น ติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปของคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลได้เร็วๆนี้ ได้ที่ https://lin.ee/qDkEJSi