ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก ”เจริญกรุง” ซึ่งเป็นเพจที่เผยแพร่เรื่องราวศิลปะ วัฒนะธรรม ได้โพสต์บทความเรื่อง “ฉลองพระองค์สี่วาระพระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก” เขียนโดย “นพรัศมี” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ในพระราชพิธีกงเต๊กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์จีนนิกายประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เครื่องกระดาษที่จัดสร้างขึ้นถวายในพิธีครั้งนี้สะท้อนความประณีตละเอียดอ่อนทั้งในเชิงช่างฝีมือและในเชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะเครื่องกระดาษฉลองพระองค์ ซึ่งถูกเลือกจำลองจากฉลองพระองค์จริงในวาระสำคัญต่าง ๆ แห่งพระชนมชีพ อันเป็นที่จดจำของพสกนิกร และสัมพันธ์กับบทบาทพระราชฐานะในบริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฉลองพระองค์เครื่องกระดาษวาระแรกเป็นฉลองพระองค์แบบสากล ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยสีเบอร์กันดี อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ของ Dior เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ สีสัน และรูปแบบของฉลองพระองค์สะท้อนพระรสนิยมอันสง่างาม เรียบ สุขุม และเชื่อมโยงโลกแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุพื้นถิ่นไทยอย่างแนบแน่น

ฉลองพระองค์วาระที่สองเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยสีน้ำตาลทอง ประยุกต์จากชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ซิ่นจีบหน้านางประดับลูกปัด และสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน) พร้อมดาราประดับเพชร ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ (ภ.ป.ร.๑) อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนบทบาทพระบรมราชินีนาถในฐานะศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมราชสำนัก ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยซึ่งถูกนำเสนอในบริบทพิธีการสูงสุดของแผ่นดิน ถูกถ่ายทอดลงสู่เครื่องกระดาษอย่างประณีต สมจริง และเปี่ยมความเคารพ

ฉลองพระองค์วาระที่สามเป็นฉลองพระองค์สีแดงสไตล์จีนประยุกต์ จำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ ย่านเยาวราช สีแดงซึ่งเป็นสีมงคลตามคติจีน ประกอบกับลวดลายและรูปทรงแบบจีนร่วมสมัย สะท้อนพระราชบทบาทในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย และพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกเชื้อสาย ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในเครื่องกระดาษกงเต๊กอย่างมีนัยสำคัญ

ฉลองพระองค์วาระสุดท้ายเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำตาลทอง ประดับลูกปัด อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวพระราชทานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ทรงต้อนรับประธานาธิบดีฌัก ชีรัก และภริยาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนพระราชฐานะในเวทีการทูตระหว่างประเทศ ความสง่างามของราชสำนักไทยซึ่งปรากฏต่อสายตานานาชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องกระดาษด้วยความวิจิตรและสมพระเกียรติ

เครื่องกระดาษฉลองพระองค์ทั้งสี่วาระที่จัดสร้างขึ้นในการพระราชกุศลกงเต๊กหลวงครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เป็นภาพแทนแห่งพระชนมชีพในมิติต่าง ๆ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่พระราชจริยวัตรส่วนพระองค์ พระราชพิธีแห่งแผ่นดิน บทบาททางวัฒนธรรม ไปจนถึงพระราชภารกิจด้านการทูต อันถูกร้อยเรียงไว้ในพิธีกรรมจีนอย่างกลมกลืน สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยความอาลัยรักของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ

การที่ฉลองพระองค์สีฟ้าแบบชุดไทยเรือนต้นองค์นี้กลับมาปรากฏอีกครั้งในพระราชพิธีกงเต๊กถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชวนให้หวนระลึกถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง จากวันแห่งความปลื้มปีติของพระราชภารกิจสำคัญต่าง ๆ ในรัชสมัยที่ล่วงแล้ว สู่วันแห่งการน้อมรำลึกและการอุทิศพระราชกุศลด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสงบงาม

ฉลองพระองค์ซึ่งเคยอยู่ท่ามกลางเสียงสรรเสริญและความเบิกบาน จึงแปรสภาพมาเป็นสื่อแห่งความทรงจำในพิธีกรรมแห่งการอาลัย แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายหนึ่งชุดสามารถบรรจุเรื่องราว ความรู้สึก และความหมายทางจิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าบทบาทเชิงรูปธรรมของการแต่งกาย หากเป็นหลักฐานทางความทรงจำที่จะดำรงอยู่ในกาลเวลาไปอีกตราบนานเท่านาน”

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ ฐนัตถ์ เข้ารายงานตัวนายกฯ หลังได้รับแต่งตั้ง

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่  ฐนัตถ์ เข้ารายงานตัวนายกฯ หลังได้รับแต่งตั้ง

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ ฐนัตถ์ เข้ารายงานตัวนายกฯ หลังได้รับแต่งตั้ง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ เข้ารายงานตัว “นายกฯ” หลังได้รับแต่งตั้ง 

วันนี้ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมภาษณ์​ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก​รัฐมนตรี​และรมว.มหาดไทย ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็น นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มายืนอยู่ด้านหลัง จึงสอบถามนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้จะมีการหารือเรื่องสถานการณ์ชายแดนใต้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายฐนัตถ์ เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงต้องเชิญท่านมา เพราะจะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้คนใหม่ 

ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวได้ถามนายฐนัตถ์ ถึงการพูดคุยรอบใหม่ เจ้าตัวกล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับมาจากญี่ปุ่น วันนี้มารายงานตัว ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้พานาย ฐนัตถ์ ขึ้นไปห้องทำงานและหารือร่วมกัน

เคาะแล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส รัฐเปย์ 60% ดีเดย์ มิ.ย.นี้ แบ่งจ่าย 4 เดือนผ่านเป๋าตัง

เคาะแล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส รัฐเปย์ 60% ดีเดย์ มิ.ย.นี้ แบ่งจ่าย 4 เดือนผ่านเป๋าตัง

เคาะแล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส รัฐเปย์ 60% ดีเดย์ มิ.ย.นี้ แบ่งจ่าย 4 เดือนผ่านเป๋าตัง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เฮ!”เอกนิติ”เผยเปิดลงทะเบียน”ไทยช่วยไทยพลัส”พ.ค.นี้ ดีเดย์ใช้ มิ.ย. ใจป๋ารัฐบาล 60 ประชาชน 40 เยียวยาค่าครองชีพ ปชช. “อนุทิน”ชี้ไม่ใช่”คนละครึ่งแล้ว” แบ่งจ่าย 4 เดือน

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่า ตนตั้งใจว่าจะเริ่มให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค.และใช้ได้ภายในเดือน มิ.ย.ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะมีส่วนช่วยในการเยียวยาด้วย และตามนโยบายนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น 60:40 คือ รัฐบาล 60 ประชาชน 40 และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ส่วนนี้ไม่ต้องเอามาสมทบ แต่ประชาชนชั้นกลางทั่วไปสามารถใช้ได้ ในส่วนที่จะเป็น 60:40

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จะเป็นการเยียวยาค่าครองชีพ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เหมือนเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม เมื่อถามว่า เดือนละ 1 พันบาท หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เบื้องต้นเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ซึ่งได้ยืนอยู่ด้วย ได้กล่าวว่า ไม่ใช่คนละครึ่งแล้ว และทยอยแบ่งจ่าย 4 เดือน

ขณะที่ต่อมาเวลา 14.59 น.นายเอกนิติ ได้นำทีมงานไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความสิริมงคล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

– 006

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดคอมเมนต์ปม 10 สส.ปชน.

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดคอมเมนต์ปม 10 สส.ปชน.

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดคอมเมนต์ปม 10 สส.ปชน.

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดให้ความเห็น 10 สส.ปชน. ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ บอกพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรค 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการคัดเลือกสส.ของพรรคให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ จำนวน 2 คณะ ที่พรรคได้รับ คือ กมธ.การสาธารณสุข และกมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ว่า ก่อนหน้านั้นพรรคได้หารือและตกลงให้นายสกลธี ภัทธิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค และ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปทำหน้าที่ ส่วนใครจะทำหน้าที่ประธานกมธ.คณะใดขอให้หารือกันอีกครั้ง

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงการประชุมใหญ่สามัญของพรรคในวันที่ 25 เม.ย. ว่า เป็นการประชุมตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และเป็นวาระปกติ ที่ไม่มีส่วนของการตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ในตำแหน่งที่ว่างลงหลังจากนายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากพรรค เนื่องจากเกิดขึ้นภายหลังการกำหนดวาระ และไม่สามารถแจ้งไปยังกกต.ได้ทัน อย่างไรก็ดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคมองว่ายังไม่ใช่วาระเร่งด่วนจึงยังไม่พิจารณาแต่งตั้งใครทำหน้าที่ส่วนที่ว่าง

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลฎีกาไม่สั่ง 10 สส.พรรคประชาชน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ในคดีจริยธรรมประเมินทิศทางการทำงานฐานะฝ่ายค้านร่วมกันต่อไปอย่างไร นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กรณีที่ศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตนไม่มีความเห็น แตต่การทำงานใสภาฯ ฐานะฝ่ายค้านในสภา พรรคประชาธิปัตย์สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกพรรคการเมือง 

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

เมื่อวันที่ 24  เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน และนายณัฐพงษ์ ได้มอบให้นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฏหมายพรรค ถึงการที่ศาลฎีการับคำร้องและให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ 

ระหว่างนั้นนายแพทย์วาโย ได้กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าได้มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล หรือไม่ นายแพทย์วาโย กล่าวว่า “คุณพิธาเขากำลัง ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” … ก่อนจะนิ่งไปสักครู่ (โดยกองเชียร์ด้านหน้ากล่าวว่า อินเลิฟ) 

จากนั้น นายณัฐพงษ์ ได้สะกิดแขนขอตอบแทน ว่า ในคดีนี้ได้คุยกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ขณะนี้อยู่ในต่างประเทศ และตอบคำถามถึงความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่กรรมการบริหารพรรคต่อ หากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีมีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อ ว่าทุกคนมีความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ส่วนตำแหน่งต่างๆ จะเลือกอย่างไร ขอให้ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้ 

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก หลังถูกถามแนวทางหลังจากนี้จะคมหรือไม่ คงไม่ได้มีการลด-เพิ่มเพดานอะไร ส่วนตำแหน่งบริหารอุบตอบ รอดูผลอาทิตย์นี้ ด้าน หมอวาโย กางไทม์ไลน์ คาดใช้เวลา 1-2 ปี มั่นใจศาลฎีกาให้ความเป็นธรรม 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการที่ศาลฎีการับคำร้องและให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ มองว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่หรือเป็นเพราะคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่า สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็น คืออนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย หนึ่งในนั้นคือกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆและองค์กรอิสระปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคดีขแงนายศักดิ์สยามเอง แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาให้ความเห็นว่า เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วเส้นทางทางการเงินมีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. ตนก็คิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมก็มองเห็นว่า ป.ป.ช. กำลังจะมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันหรือไม่

เมื่อถามว่ายังจะมีการปรับโครงสร้างพรรคหรือไม่ และตนจะยังเป็นหัวหน้าพรรคต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการประชุมพรรคจะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ก็ขอให้รอผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้

เมื่อถามว่า เตรียมแนวทางการสู้คดีไว้อย่างไร นายณัฐพงษ์ ได้มอบให้นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฏหมายพรรคประชาชน  ชี้แจงแทน ว่า  ก็คาดหวังความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมในศาลฎีกาฯ อย่างน้อยปลายทางสุดท้าย ในกระบวนการนิติวิธีหลังจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็จะมาจบที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม คงจะต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนก็มีพยานหลักฐานและพยานบุคคล ที่เราต้องการขอหมายจากศาล เพื่อเชิญพยานบุคคลและหลักฐานภายนอกเข้ามา เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

นายแพทย์วาโย กล่าวต่อว่า คาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอด ว่าการไต่สวนของป.ป.ช.เป็นไปโดยมิชอบ และเราไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เลย  เพราะบางคนขอหมายยื่นพยานจาก ป.ป.ช. แค่หมายเดียว ป.ป.ช.ก็ยังไม่ออกให้เลย และทั้ง 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตจาก ป.ป.ช.ที่จะได้รับหมายขอพยานบุคคลภายนอกเลย จึงคิดว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรมในศาล และคำร้องคัดค้านของตัวเองที่ยื่นต่อศาล  ขอให้ศาลวินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ยกคำร้องของตัวเองไป  ซึ่งอาจจะมีคำสั่ง เดียวกันไปในคราวเดียวกัน กับคำพิพากษาก็ได้ 

ซึ่งในโอกาสนี้ศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำพิพาทของตัวเอง ภายใน 15 วัน เพราะถือว่าเป็นกระบวนการที่ชอบแล้ว ป.ป.ช. ก็โต้แย้งมาแล้ว เหตุผลที่บอกว่าพยานหลักฐานที่ตนเองขอไปทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคดี ป.ป.ช. ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร แต่ทั้งนี้ ทั้ง 10 คนเมื่อได้รับคำสั่ง ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแบบมีเงื่อนไข จะเห็นว่าเงื่อนไขค่อนข้างกว้าง ต้องตีความและผูกอยู่กับคำร้อง โดยแต่ละคนคงจะได้รับคำร้องและเตรียมข้อมูล ดูเนื้อหาตามคำร้องอย่างละเอียด เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสม

นายแพทย์วาโย กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ว่า สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคู่ความในคดี ในฐานะผู้ร้อง ส่วนกรณี นายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาล แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คู่ความในคดีนี้ คือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้อง เพราะไม่ใช่คู่ความ 

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวยืนยันในหลักการส่งรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ว่า ในสภาไม่จำเป็นต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรค หรือการเลือกกรรมการบริหารพรรคของพรรคประชาชน และตนเองได้ยืนยันเรื่องนี้ต่อข้าราชการสภาไปแล้ว เพราะฉะนั้น เข้าใจว่ากระบวนการเสนอชื่อตนเองเป็นผู้นำฝ่ายค้านน่าจะมีการดำเนินการอยู่ ขอไปถามฝั่งประธานรัฐสภาโดยตรง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการสื่อสารกับผู้สนับสนุนมวลชนเกี่ยวกับ จุดยืนของพรรค หรือความคาดหวังในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในบางข้อ ว่า เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาออกมาแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรโดยไม่เสียอุดมการณ์ ว่า เชื่อว่าเพื่อน สส. ที่ยืนอยู่บนเวทีนี้น่าจะได้รับข้อความการแสดงความยินดี ที่วันนี้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่อยากให้ทุกคนตระหนักเห็นว่ากระบวนการนิติสงครามไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้  สิ่งที่พวกเราโดนคดีมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในประเด็นนี้ ในวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเนื้อหากฎหมายที่เสนอแก้ไข เรื่องการใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติแต่อย่างใด   

“แต่เป็นเรื่องปฏิกิริยาตอบโต้จากระบอบการเมืองที่กำลังรวบประเทศนี้อยู่ ไม่ว่าจะมีอำนาจที่ไปควบคุมหรือเกี่ยวข้องกับกลไกในองค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอรัปชั่นในขบวนการของ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่มาโดยตลอด ในบรรยากาศที่ทุกคนแสดงความยินดีกับพวกเรายืนยันว่าพวกเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองของประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวย้ำว่า การทำหน้าที่ต่อของฝ่ายค้านกับความเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาล ทำอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า คำสั่งศาลที่ออกมาอาจจะมีเงื่อนไขมาก หลังจากนี้จะมีการลดเพดานในการขับเคลื่อนประเด็นที่แหลมคมแบบนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็คงไม่ได้มีการลดเพิ่มเพดานอะไร เราก็เดินหน้าในแบบที่เราเคยทำมาโดยตลอด วันนี้ไม่อยากให้มองในประเด็นคำสั่งศาลอย่างเดียว อยากให้มองว่าสิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ ก็คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้แทนราษฎร วันนี้เราเองก็ไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่เรามีในฐานะ สส. ในสภา ในการขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป ย้ำว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดานอะไร 

ส่วนทิศทางของพรรค หลังจากนี้ ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าอาจจะลดโทนลงมา และมีการถกเถียงกันในสังคม หลายแนวทาง และพรรคเดินไปในทิศทางไหน นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า โจทย์ใหญ่ เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และการขับเคลื่อนทางการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เราจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกกระดาษ 

เปิดประวัติ ‘ฉัตรชัย ไทยโชต’ เจ้าของสำนวนคดี 44 สส.

เปิดประวัติ 'ฉัตรชัย ไทยโชต'  เจ้าของสำนวนคดี 44 สส.

เปิดประวัติ ‘ฉัตรชัย ไทยโชต’ เจ้าของสำนวนคดี 44 สส.

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีศาลฎีการับคำร้อง ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวกซึ่งเป็นอดีต สส.พรรคก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการดำเนินการเสนอร่างพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ในส่วนของเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว คือนายฉัตรชัย ไทรโชต ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา

ท้้งนี้ นายฉัตรชัย ไทรโชต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกาชุดปัจจุบันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายฉัตรชัย ได้รับการยอมรับกันในแวดวงตุลาการว่าเป็นผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญ ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) มาอย่างต่อเนื่องในทุกชั้นศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา นอกจากนี้ยังมีผลงานสำคัญ เช่น เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาและปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีบังคับโทษชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกามีมติเอกฉันท์ 5-0 วินิจฉัยให้การบังคับโทษนายทักษิณ เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บรรยากาศชื่นมื่น อุ๊งอิ๊งค์ นำคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รดน้ำดำหัว 4 สมาชิกอาวุโส

บรรยากาศชื่นมื่น อุ๊งอิ๊งค์ นำคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รดน้ำดำหัว 4 สมาชิกอาวุโส

บรรยากาศชื่นมื่น อุ๊งอิ๊งค์ นำคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รดน้ำดำหัว 4 สมาชิกอาวุโส

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

วันที่ 24 เม.ย. 2569  ที่พรรคเพื่อไทย หลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พรรคเพื่อไทย ได้จัดให้สมาชิกพรรคได้รดน้ำดำหัวสมาชิกอาวุโสของพรรค เนื่องในโอกาสสงกรานต์ปีใหม่ไทย นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย รดน้ำดำหัวขอพรสมาชิกอาวุโส นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

จากนั้นนายนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำคณะผู้บริหาร สมาชิกพรรคเข้าแถวรดน้ำดำหัว บรรยากาศชื่นมื่นอบอุ่น

อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์

10 สส.ปชน. แถลงสู้คดีถึงที่สุด ยันเจตนาแก้กฎหมาย ไร้มุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย

10 สส.ปชน. แถลงสู้คดีถึงที่สุด ยันเจตนาแก้กฎหมาย ไร้มุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย

10 สส.ปชน. แถลงสู้คดีถึงที่สุด ยันเจตนาแก้กฎหมาย ไร้มุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

‘เท้ง’ นำทีม 9 สส.แถลงเดินหน้าสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ต้องการเห็นนิติสงคราม กินรวบอำนาจโดยไม่แยแสประชาชน

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อม   9 สส.ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ , นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, นายธีรัจชัย พันธุมาศ,และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวภายหลังศาลฎีการับคำร้องคดี 44 สส.ไว้พิจารณา ทั้งนี้ไม่สั่ง 10 สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยกำหนดเงื่อนไข งดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำร้องหรือเนื้อหาคดีในระหว่างที่ศาลอยู่ระหว่างการพิจารณาวินิจฉัย

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เช้าวันนี้ ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่าอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ห้ามไม่ให้กระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล ตนและเพื่อนๆ สส.พรรคประชาชน ขอเพียงแค่ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนั้น นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกผม นัยที่สำคัญของคดีนี้ คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน  ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น

เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกตดทอดของคณะรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มของตนเอง กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชนโดยส่วนรวม 

ดังนั้น พวกเราจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 

ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

นายพิชัย นริพทะพันธุ์, น.ส.จิราพร สินธุไพร, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาวชิรมงกุฎ

อ่านฉบับเต็ม  : คลิกที่นี่