‘สมหมาย’ ไม่หวั่นถูก ’กกต.‘ ส่งฟัน ‘คดีฮั้ว สว.’ ยันเดินหน้าทำงานปกติ เผยยังไม่คุยทนายสู้คดี

15 กันยายน 2569 เวลา 17:34 น.

‘สมหมาย’ ไม่หวั่นถูก ’กกต.‘ ส่งฟัน ‘คดีฮั้ว สว.’ ยันเดินหน้าทำงานปกติ เผยยังไม่คุยทนายสู้คดี ยันพร้อมปฏิบัติตาม รธน.

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสมหมาย ศรีจันทร์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องคดีความเเต่อย่างใด แต่ตนยินดีหากผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่

เมื่อถามว่า หากอีก 4 เดือนข้างหน้าศาลรับคำร้องและมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลต่อการทำงานหรือไม่ นายสมหมาย พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า ตนทำตามกฎหมาย เพราะเรามาตามรัฐธรรมนูญ หากออกก็ตัองตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนแนวทางการเตรียมตัวต่อสู้คดี เบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกับทนายความแต่อย่างใด และยังไม่มีการรวมกลุ่มกับสมาชิกวุฒิสภาคนอื่นเพื่อหารือแนวทางต่อสู้คดี ยืนยันว่ายังคงทำหน้าที่ตามปกติ ตนเพิ่งออกจากการประชุมคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และกำลังเดินทางไปประชุมคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

‘ศุภจี’ ควงว่าที่ปลัดพาณิชย์ โชว์ตัวสื่อ แจงปมโพสต์โยกย้ายผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ ขรก.-ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ

15 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

‘ศุภจี‘ ควง ’พูนพงษ์‘ ว่าที่ปลัดพาณิชย์ โชว์ตัวสื่อ ก่อนแจงปมโพสต์โยกย้ายผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ ขรก. – ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ ขออย่าด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจฯ ชี้ เป็นหนึ่งในเส้นทางการหมุนเวียนตำแหน่ง ลั่น “ตำแหน่งอะไรก็ไม่แตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่” เมิน บิ๊ก ก.พาณิชย์ ออกมาวิจารณ์ บอก ไม่มีประโยชน์จะมาอธิบาย บอก “เป็นเพียงอดีต ขอมองไปที่อนาคต” ขณะที่ ‘วุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมือง หลังพ้นตำแหน่ง บอก “ขอดูก่อน”

วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 15.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาเยี่ยมและพูดคุยกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล โดยพานายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาแนะนำตัวต่อสื่อมวลชน ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเปิดเผยถึงการที่โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ชี้แจงถึงการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ไม่ได้โพสต์เพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจหรือโพสต์เพื่อให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทำเพื่อข้าราชการ และคนที่สนับสนุนให้ได้ทราบว่าการโยกย้ายมีหลักการและเหตุผลอย่างไร นั่นคือคนที่ตนอยากสื่อสารด้วย ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย คิดต่างและมาวิจารณ์ ก็ไม่มีประโยชน์ในการอธิบายเพราะคนเหล่านั้นย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่ามีอะไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จิตใจแข็งแกร่งเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อถูกวิจารณ์ นางศุภจี กล่าวว่า ปกติเหมือนทุกเรื่องที่โดน เพราะที่ผ่านมาโดนหลายเรื่องมาก ซึ่งตนอยากย้ำว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาอธิบาย แต่ตนอยากทำเพื่อให้คนที่สนับสนุนแต่ไม่รู้อะไรได้เข้าใจ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นดุลพินิจของปลัดกระทรวงฯ ตนมีหน้าที่เพียงแค่สอบถามถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร และก็สนับสนุนตามนั้น

ส่วนที่ระบุในโพสต์ว่าอยากให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ มีงานเพิ่มมากขึ้นนั้น นางศุภจี ชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน แต่การทำหน้าที่ของกระทรวงได้ผลลัพธ์ตามนโยบายหรือไม่ หากผู้ตรวจราชการดูงานและนโยบายที่สำคัญ จะเป็นเสียงสะท้อนกลับมาให้ผู้บริหารกระทรวงว่านโยบายที่ออกไป และข้าราชการปฏิบัติได้จริงหรือไม่ บางครั้งอาจจะมีนโยบายที่ดี แต่ทำแล้วไม่ได้ผล สำหรับตนมองอีกว่า ตำแหน่งอะไรไม่มีความแตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่ จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่กระทรวงมีผู้ตรวจราชการถึง 4 คน

เมื่อถามต่อว่า นายวุฒิไกร เกษียณอายุราชการจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์จะนำมาช่วยทำงานต่อหรือไม่ โดยนายวุฒิไกร หัวเราะ ก่อนระบุว่า ยังคิดอยู่

ส่วนจะเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี ตอบว่า นายวุฒิไกร เป็นที่ปรึกษาของตนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับปลัดว่าอยากจะทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาท่านก็ช่วยมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในหลายเรื่อง เพราะตนก็ยังไม่มีความเข้าใจในระบบราชการมากนัก

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่านางศุภจีชอบทำงานร่วมกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนั้น นางศุภจี ปฏิเสธประเด็นดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยมองคนที่เพศ ไม่ได้ทำงานกับผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่า เพราะในอดีตก็ทำงานร่วมกับผู้หญิงมามาก รวมทั้งในกระทรวงพาณิชย์ก็มีผู้หญิงหลายคนที่มีความสามารถ อาทิ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้หญิงผู้ชายไม่ได้มีความต่างกัน ซึ่งความจริงไม่มีเพศเลย ทั้งหญิงทั้งชายทำงานได้หมดทุกคน

ส่วนที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์การทำงานจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี กล่าวว่า ใจความที่ถามมาคืออดีต แต่ตนกำลังชวนคนมองถึงอนาคต เพราะวิกฤตทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม จะมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเจอทั้งศึกต่างชาติ ที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง กติกาทางการค้ารวมถึงภาษีการเจรจาต่างๆ ไม่ใช่ชั้นเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างประเทศ รวมถึงการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องในประเทศไทย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราไม่เคยเจอมาก่อน ฉะนั้นการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตนจะไม่ก้าวล่วงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนต่างๆ ที่เคยทำงานมา เพราะเขาอธิบายได้ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หากเรารับมือด้วยท่าเดิมเราจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ไม่อยากให้มีการด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งตนคิดว่าอยู่ที่การสร้างผลงาน หากผู้ตรวจราชการไม่มีผลงาน แล้วจะตั้งผู้ตรวจราชการมาทำไมตั้ง 4 คน ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางของการหมุนเวียนตำแหน่งราชการ ซึ่งเรามี C 10 และตำแหน่งผู้ตรวจราชการก็ไม่ใช่การลดระดับ

เมื่อถามว่าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงพาณิชย์ควรจะมีรัฐมนตรีช่วยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควร เพราะเป็นดุลพินิจของท่าน ส่วนหากเลือกได้อยากให้มีหรือไม่นั้น นางศุภจี กล่าวว่า ตนก็ยินดีทั้งนั้น หากเข้ามาแล้วทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติให้ดีขึ้นตนก็ยินดี และไม่ได้ติดใจตรงนั้น

ศุภจี ส่งสัญญาณ นายกฯสั่งแคะกระปุกต่อ ไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน

15 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

“ศุภจี” เผย นายกฯสั่งก.คลัง หาทางต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” 2 เดือน ชี้ ไทยยังไม่ฟื้นจากวิกฤตพลังงาน จ่อคลอดมาตราการทันที ไม่รอปลายปี ยัน ไม่ได้มีแค่แจก 60:40

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง ความชัดเจนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟสสอง ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อีกแล้ว เห็นได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงขอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาต่อโครงการดังกล่าวไปอีกสักระยะได้หรือไม่

เมื่อถามว่า จะต่อโครงการนี้ไปอีกกี่เดือน นางศุภจี ชู 2 นิ้วให้ผู้สื่อข่าว พร้อมบอกว่า นายกรัฐมนตรีให้เป็นแนวทาง

เมื่อถามว่า วงเงินจะได้เท่าเดิม 1,000 บาท ต่อเดือนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า รายละเอียด นายเอกนิติจะเป็นผู้ชี้แจง ต้องมาดูว่าภายในสองเดือน จะแคะกระปุกช่วยได้อย่างไร

เมื่อถามว่า จะแคะกระปุกด้วย พ.ร.ก.เงินกู้ หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี นางศุภจี กล่าวว่า มีทุกกระปุก แกะหมดเลย ซึ่งนายเอกนิติจะเป็นผู้ดำเนินการว่าจะใช้กระปุกใด

เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการรับมือราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้ซ้อมใหญ่มาแล้วช่วงเดือนมีนาคม เพราะฉะนั้น ต้องทำในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งเมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน ในรูปแบบวงเล็ก หลังจากนี้จะมีแผนออกมาอธิบายให้ฟัง โดยเป็นมาตรการที่ดำเนินการเลย ไม่รอไปถึงช่วงปลายปี

นางศุภจี ยอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะไม่ได้มีแค่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แต่จะมีมาตรการอื่นด้วย เพราะวิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเราช้ำจากรอบแรก และยังไม่ฟื้น ประกอบกับช่วงโควิด โดยจะต้องดูทั้งระบบ

พลพีร์ เผยมี 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินี ถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้นจบ ก.ย.

15 กันยายน 2569 เวลา 16:41 น.

“พลพีร์” บอก มี 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินีถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้น ตรวจสอบให้จบเดือน ก.ย.นี้ แจง ไม่ใช้บทลงโทษเนรเทศพร่ำเพรื่อ

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม เรื่องความเชื่อมโยงนอมินี ทุนเทา และสแกมเมอร์ ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานร่วมว่า จริงๆ วันนี้เป็นการเชิญมาประชุมหารือนอกรอบถึงวิธีการทำงาน นอกเหนือจากนอมินีแล้วยังมีเคสอื่นที่ทางกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หรือกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการอยู่ โดยจะเอาปัญหาที่เราออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้วพบมาคุยกันแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ จะมีการเชิญกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงอาจจะมีกระทรวงการคลัง ที่จะต้องดูในเรื่องฐานภาษีของบริษัทต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานจะมีช่องทางหลังบ้านระดับผู้บริหาร ถ้าเราต้องการข้อมูลอะไรเร่งด่วนจะส่งไปในกลุ่มไลน์นี้ เพื่อให้การประสานงานเร็วขึ้น ซึ่งทาง รมว.ยุติธรรมระบุว่า การที่เราต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือการประสานอะไร ถ้าจะมัวส่งเอกสารอย่างเดียวกว่าจะไปถึงจะใช้เวลามาก

นายพลพีร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เราพบวันนี้คือ คนที่กระทำการไม่ดี มีจิตใจไม่ดี ที่ประกอบอะไรอยู่แล้วมีการโอนหนีโอนย้ายแล้ว ฉะนั้น การที่เราจะเอาประเทศและเอาแผ่นดินของเราคืน ซึ่งเราดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจับนอมินี การถือครองที่ดิน อยากจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ในที่ประชุมครั้งนี้แต่ละหน่วยงานมาแชร์ตัวเลขกัน สรุปกันได้ว่าที่ดินที่ถือครองโดยบริษัทต่างชาติที่ถือหุ้นส่วนมากกว่าคนไทยซึ่งผิดกฎหมายมีอยู่ประมาณ 2,200 บริษัท ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยที่อาจจะมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือเปลี่ยนเลขบัญชี มีอยู่ประมาณ 11,000 กว่าบริษัท และมีมูลค่าประมูลเบื้องต้น ตอนที่เราเช็กเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ตัวเลขตรงนี้จะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนกรมที่ดินจะเร่งรัดในการสืบสวนทุกบริษัทที่ถือครองที่ดินและจะบังคับจำหน่ายต่อไป ในส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท ตอนนี้ทาง ตร. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมการปกครอง จะร่วมกันในการสืบสวนและชี้ให้ชัดว่า เป็นบริษัทที่ผิดหรือเป็นบริษัทที่ถูก เป็นนอมินีหรือไม่ จะได้ดำเนินคดีและจำหน่ายต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกำหนดระยะเวลาหรือไม่ว่า จะต้องเสร็จสิ้นภายในเมื่อไหร่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องจบภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ โดยในส่วนของ 2,200 บริษัทถือว่าชัดแล้ว ส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท จะต้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้เช่นกัน

เมื่อถามถึงกระบวนการลงโทษต่างๆ จะต้องมีการดำเนินการเนรเทศออกไปหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องครอบครองที่ดินอาจจะไม่เข้าข่ายเรื่องของการเนรเทศ กฎหมายเนรเทศที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามไปนั้น ไม่ได้ต้องการจะใช้ในทุกโอกาส ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ ถ้าต่างชาติมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือมีคำตัดสินจากศาลต่างๆ แล้วก็จะเข้าข่ายโดยทันที แต่อย่างกรณีผับที่เขตห้วยขวาง มีชาวต่างชาติ 5 คน ซึ่งศาลตัดสินและปรับไปแล้ว ตรงนี้เราไม่ได้เนรเทศ แต่เราใช้การถอนวีซ่าและเชิญออกไป

วุฒิสภา จัดกำลังเข้มดูแลสื่อ หลัง ‘สว.’ ผึ้งแตกรังเจอ พิษฮั้ว โทรแจ้งกันวุ่น

15 กันยายน 2569 เวลา 16:29 น.

‘วุฒิสภา’ ถึงกับจัดกำลังเข้มดูแลสื่อ หลัง ‘สว.’ ผึ้งแตกรังเจอ ’พิษฮั้ว‘ ทำกระอัก โทรแจ้งกันวุ่น ด้าน ‘ชีวะภาพ’ เบี้ยวไม่เข้าประชุมกมธ. ขณะที่ ‘สุเทพ’ ไม่พอใจปิดกล้องสื่อเสียงแข็ง บอกไม่โอเค ฟาก ‘สมหมาย’ ยิ้มรับขอบคุณสื่อ ลั่น ไม่ต้องห่วง

วันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่าจากกรณีสืบเนื่องจากคดีฮั้ว สว. นั้น ทำให้วันนี้มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอสัมภาษณ์ สว.ที่มีชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 26 คน รวมถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยปักหลักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ฝั่งวุฒิสภา ตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ สว.ส่วนใหญ่มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่ามีสื่อมวลชนมารอทำข่าว จากนั้นในช่วงบ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด มาตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ จะต้องอำนวยความสะดวกเรียบร้อยในอาคารรัฐสภา

ขณะที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มีนายชีวะภาพ ชีวะธรรม 1 ในรายชื่อ 26 สว. ได้มีสื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่หน้าห้องประชุมเช่นกัน แต่นายชีวะภาพไม่ได้เข้าประชุม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้ที่จะนำประชุมคือนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี สว. รองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 ทำหน้าที่แทน

ด้านนายสุเทพ สังข์วิเศษ สว. ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมพูดเสียงแข็งว่า “ไม่โอเค” พร้อมได้นำมือปัดกล้องผู้สื่อข่าว ก่อนจะเดินจากไป

ส่วนนายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26 สว. ซึ่งมาประชุมในกรรมาธิการนี้ด้วย กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่

เมื่อถามว่า หากศาลรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการทำงานหรือไม่ นายสมหมาย กล่าวว่า ก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดี

2 รางวัล สะท้อน 2 พลัง! ‘กรมที่ดิน’ มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการ ‘บริการดี + นวัตกรรมเด่น’

16 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

กรมที่ดิน เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง การันตีความสำเร็จด้วย 2 รางวัลใหญ่ประจำปี 2569 ตอกย้ำเป้าหมายสำคัญคือ “ประชาชนได้รับบริการที่ดี สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ”

  1. มาตรฐานการบริการประชาชน ระดับประเทศ (GECC ประจำปี 2569)

กรมที่ดิน คว้าการรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) รวม 79 แห่ง ทั่วประเทศ

ระดับก้าวหน้า: 5 แห่ง

ระดับพื้นฐาน: 74 แห่ง

สะท้อนการให้บริการที่ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

  1. รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 (ประเภทนวัตกรรมการบริการ)

ผลงาน “นวัตกรรมระบบติดตามงานวัดขอได้มาซึ่งที่ดิน” โดย สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษและสาขา

นวัตกรรมที่ช่วยติดตามความก้าวหน้าของงานอย่างเป็นระบบ เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบสถานะงาน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานการบริการทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างดีที่สุดครับ

#กรมที่ดิน #กระทรวงมหาดไทย #GECC2569 #รางวัลเลิศรัฐ #บริการดีนวัตกรรมเด่น #ศูนย์ราชการสะดวก #SmartLands

กสก.ผนึกสถาบันอาหาร เปิดตัว ‘โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า’ ขับเคลื่อนเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

16 กันยายน 2569 เวลา 13:02 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สถาบันอาหาร จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างมูลค่าจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์ มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

โครงการดังกล่าวเน้นกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer (SF) และ Young Smart Farmer (YSF) รวม 100 กิจการ เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบจำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช สมุนไพร และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด ช่วยยกระดับราคาผลผลิต และลดต้นทุนในการดูแลรักษา อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และยังสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบ

นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า “กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน  การดำเนินงานในครั้งนี้ เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแปรรูปในระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ให้สามารถนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินศักยภาพและสุขภาพธุรกิจ (Business Health Check) ของผู้ประกอบการแต่ละกิจการ พร้อมจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเฉพาะรายกิจการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจและเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า “ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้องมองให้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ศักยภาพของวัตถุดิบ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กระบวนการผลิต คุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงผู้บริโภคและโอกาสทางการตลาด เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเปลี่ยนจากการ แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่าและนวัตกรรม”

“สถาบันอาหารจึงมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารแบบครบวงจร หรือ End-to-End Solutions เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการผลิตจริง มาตรฐาน และตลาด เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ “ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นต้องสามารถสร้างคุณค่าและความแตกต่างบนพื้นฐานของนวัตกรรม ควบคู่กับความเป็นไปได้ในการผลิต การตอบรับของตลาด และศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจ หรือกล่าวได้ว่า ต้อง ‘ผลิตได้จริง ขายได้จริง และเติบโตได้จริง’”

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในอนาคตต้องเป็น Market-Driven Innovation คือใช้ความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสร้างคำตอบ วิธีคิดเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงจากการพัฒนาสินค้าโดยไม่มีตลาดรองรับ และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง มีอัตลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น”

“สถาบันอาหารมองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากความหลากหลายของวัตถุดิบเกษตร ภูมิปัญญาอาหาร และอัตลักษณ์ด้านรสชาติ หากสามารถผสานจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับ นวัตกรรม ความยั่งยืน มาตรฐาน และความเข้าใจผู้บริโภค จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่อาหารมูลค่าสูง และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว”

รายละเอียดขอบเขตการดำเนินงาน 6 กิจกรรมหลัก

โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า มีกรอบแนวคิดการดำเนินงานที่ครอบคลุมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน 6 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่:

  1. การประชุมชี้แจงและเตรียมความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จัดประชุมชี้แจงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดการสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านการพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ (Brand Identity & Packaging) และการจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยโมเดลธุรกิจ Business Model Canvas (BMC) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับศักยภาพของกิจการและความต้องการของตลาด
  2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบ จำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมการพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิต การทดสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่ม และมีความพร้อมสำหรับการทดสอบตลาดจริง
  3. การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์ ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโปสเตอร์ สื่อสิ่งพิมพ์ และ E-Book โดยนำเสนอข้อมูล จุดเด่น และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มความน่าสนใจ และสนับสนุนการสื่อสารผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคและตลาดเป้าหมาย
  4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตสู่การปฏิบัติจริง ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการของเกษตรกรทั้ง 100 กิจการ ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการผลิตได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
  5. การทดสอบตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่การทดสอบตลาดจริง (Real Market Test) และจัดแสดงในกิจกรรม Product Showcase เพื่อประเมินการตอบรับและความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งคัดเลือกกิจการที่มีศักยภาพและความพร้อมเข้าสู่กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ซื้อและช่องทางการตลาด อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก– ค้าส่ง และ Modern Trade เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเชิงพาณิชย์
  6. การติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ รวมทั้งรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะสำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“กรมส่งเสริมการเกษตรยึดมั่นในการเปลี่ยนเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรแปรรูปมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถต่อยอดผลผลิตสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว”

กาฬสินธุ์เฝ้าระวังเข้ม! สุ่มจับปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาววันเดียวพุ่ง 26 ตัว-ยอดสะสม 41 ตัว

16 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

กาฬสินธุ์เฝ้าระวังเข้ม! สุ่มจับปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาววันเดียวพุ่ง 26 ตัว ยอดสะสม 41 ตัว ด้านประมงจังหวัดยันยังคุมได้ เพราะปลานักล่าเจ้าถิ่นช่วยคุมกำเนิด

วันที่ 16 กันยายน 2569 สถานการณ์ ‘ปลาหมอคางดำ’ ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีรายงานจากหน่วยเคลื่อนที่เร็วแก้ปัญหาปลาหมอคางดำของจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่ายังคงลาดตระเวนตรวจค้นรอบบริเวณเขื่อนลำปาวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจุดที่เคยพบการแพร่ระบาดมาก่อน คือ บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และบ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย ผลปฏิบัติงานล่าสุดถือว่าน่าตกใจไม่น้อย เพราะสามารถจับปลาหมอคางดำได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นช่วงกลางวันจับได้ 18 ตัว และช่วงกลางคืนถึงดึกอีก 8 ตัว รวมเบ็ดเสร็จวันเดียว 26 ตัว

นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า จุดที่จับได้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริเวณเดิมที่เคยตรวจพบ โดยเฉพาะที่บ้านคำเขื่อนแก้ว ซึ่งปลาส่วนใหญ่ติดเข้าไปในเครื่องมือประมง ‘ตุ้ม’ ที่ชาวบ้านวางดักไว้ และมีการแจ้งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมยอดทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน พบว่า บ้านคำเขื่อนแก้ว จับได้สะสม 34 ตัว บ้านนาอวน จับได้ 5 ตัว บ้านท่าเรือ ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จับได้ 1 ตัว บ้านโคกครึม ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จับได้ 1 ตัว รวมยอดสะสมทั้งสิ้น 41 ตัว

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้แต่ละตัวมีอายุประมาณ 3-6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่ามีการกระจายตัวอยู่บริเวณเหนือเขื่อนลำปาว และยังไม่มีรายงานพบในพื้นที่อื่น แม้จำนวนที่จับได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นชุกชุมหนาแน่น เนื่องจากไม่พบการรวมฝูง ส่วนใหญ่พบกระจายเพียงจุดละ 1-3 ตัวเท่านั้น

‘สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ปลาหมอคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น นักล่า แต่ในเขื่อนลำปาวเองก็มีปลาเจ้าถิ่นตัวใหญ่ที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ปลาชะโด ปลากดคัง ปลาตองลาย ปลาสลาด และปลาช่อน ซึ่งล้วนเป็นนักล่าตามธรรมชาติที่พร้อมจัดการผู้บุกรุกหน้าใหม่ ประกอบกับยังมีชาวประมงที่ออกจับปลาทุกวัน ก็เท่ากับช่วยควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำไปในตัว ถึงแม้จะพบปลาหมอคางดำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถือว่าระบาดรุนแรง แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด’ ประมงฯ กล่าว

รายงานแจ้งว่าจากการสำรวจคาดการณ์ว่า ปลาหมอคางดำถูกนำมาปล่อยในพื้นที่ริมตลิ่งเขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี มานานกว่า 1 ปีแล้ว และเริ่มขยายพันธุ์เติบโตตามธรรมชาติ การระดมเครือข่ายประมงพื้นบ้านร่วมกับทีมปฏิบัติการของประมงจังหวัด จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตรวจพบปลาหมอคางดำได้มากขึ้นในช่วงนี้ ทั้งนี้ทางประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงและนักตกปลาช่วยกันจับปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าสามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานได้

ขณะที่ในระดับกระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นเข้ามาสนับสนุน ส่วนการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติยังทำไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ผลการเอกซเรย์พื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบริเวณดังกล่าว ยังไม่พบความผิดปกติจากการระบาดของปลาหมอคางดำแต่อย่างใด แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อกุ้ง ส่วนพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำปาวและลำน้ำชี ที่มีการเลี้ยงปลากระชัง ก็ยังไม่พบสัญญาณการแพร่ระบาดเช่นกัน ดังนั้นแม้สถานการณ์ในขณะนี้จะยังอยู่ในการควบคุม แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวันก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เขื่อนลำปาวจะกลายเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ครั้งใหญ่หรือไม่ ต้องจับตาดูกันต่อไป

นัดถกแก้หมอคางดำ ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นัดถกแก้หมอคางดำ

ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

สุริยะ”มองปัญหาปลาหมอคางดำเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ระดมสรรพกำลังลุยแก้ทั้งระบบ คาดใช้เวลา 3 เดือน เห็นผลด้าน“วัชระพล”ผอ.ศูนย์การติดตามสถาการณ์และแก้ไขปัญหาฯนัดถก 29 หน่วยงาน สรุปแผนแก้ทั้งระบบตั้งเป้า 1 ปีต้องจบ ขณะที่เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ พบเพิ่มอีก 3 รวมแล้ว 16 ตัว เดินหน้ามาตรการ“เจอ แจ้ง จับ จบ”ตัดวงจรปลาหมอคางดำ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ” โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ว่า เรื่องปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เพราะถ้าปล่อยให้ระบาดต่อไป จะทำให้สัตว์น้ำอื่น และระบบนิเวศ รวมถึงการประกอบอาชีพ ของพี่น้องเกษตรกร ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขให้เป็นระบบ สิ่งแรกคือจำกัดพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ให้ระบาดเพิ่มเติม

ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่แล้ว ต้องระดมสรรพกำลัง เพื่อไปกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนการฟื้นฟูสัตว์น้ำท้องถิ่นซึ่งต้องช่วยกันในหลายส่วนราชการ โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายวัชระพล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกรมประมงอยู่ ได้ทำหนังสือติดตาม และแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยจะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำ พร้อมย้ำว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถแก้ปัญหาให้ได้ อย่างถาวรและยั่งยืน

เมื่อถามย้ำว่า ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ เพราะมีการแพร่ระบาดไป 21 จังหวัดแล้ว นายสุริยะ กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการที่ตั้งขึ้นมา มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมมือกัน ตนเชื่อว่า ถ้าทำตามขั้นตอน จะแก้ปัญหาได้พอสมควร เมื่อถามว่า จะต้องแก้ไขพื้นที่ทั้งหมดพร้อมกัน หรือทำแค่บางจุดเพื่อเป็นโมเดล นายสุริยะ กล่าวว่า พื้นที่ที่มีการระบาด ต้องหยุดไว้ก่อน ส่วนจุดที่ระบาดตรงไหนที่เป็นจุดสำคัญ จะรีบเข้าไปดำเนินการในจุดนั้นก่อน คาดว่าภายใน 3 เดือน จะเห็นเป็นรูปธรรม โดยจะใช้กรอบงบประมาณเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้อยู่แล้วที่ 450 ล้านบาท ไปดำเนินการ

ด้านนายวัชระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบวงเงินเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้ 450 ล้านบาท กรมประมงใช้ไปประมาณ 98 ล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 350 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณก้อนนี้ ในการแก้ปัญหาต่อ บริหารจัดการให้เด็ดขาด เรียบร้อย รวดเร็ว เบื้องต้นได้ทำแผนขึ้นมาคร่าวๆ แล้ว งบประมาณตรงนี้จะเพียงพอ

นายวัชระพล เปิดเผยถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ว่า ในวันที่ 16 กันยายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 29 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา และ เพื่อกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนตั้งใจไว้ว่า ภายในกรอบเวลา 180 วันมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำต่างๆ ต้องเห็นผลความคืบหน้า และตั้งเป้าหมายภายใน 1 ปี ต้องแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้จบ โดยเบื้องต้นกำหนดแนวทางดำเนินงานเร่งขับเคลื่อน 7 มาตรการ ได้แก่ 1.การเร่งจับและกำจัดปลาหมอคางดำ 2.การใช้ปลานักล่าเพื่อควบคุมประชากร 3.การส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ 4.การเฝ้าระวังแหล่งน้ำใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด 5.การสร้างความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน 6.การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม และ 7.การฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ จะพิจารณาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม หรือกำจัดปลาหมอคางดำเพิ่มเติม โดยต้องประเมินทั้งประสิทธิภาพ ตามความเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำของประเทศไทย และความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศ ก่อนนำมาใช้จริง

นายวัชระพลย้ำว่า ศูนย์ฯ จะติดตามสถานการณ์และประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย ลดผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรและชุมชน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุลให้ได้ภายใน1ปี

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุมโดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายบุญธง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

นางสายฝน กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ”เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ &แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034และ จับ &จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

เปิดตัว ‘TILSNA’ ขับเคลื่อนชีววิทยาศาสตร์-การแพทย์ไทย ก้าวข้ามผู้ให้ทุนสู่ผู้สร้างระบบนิเวศ Life Sciences ดันนวัตกรรมสู่เวทีโลก

16 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน TILSNA Open Day “The New Era of Thailand’s Life Sciences” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และเปิดสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA อย่างเป็นทางการ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ กล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA ก้าวสู่บทบาทกลไกสำคัญของประเทศ

เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายระดับนานาชาติ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล พร้อมระบุถึง 7 นโยบายสำคัญที่เคยมอบให้แก่คณะกรรมการและผู้บริหารของ TILSNA ได้แก่

  • มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ทุนวิจัย” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม” เพื่อผลักดันงานวิจัยขั้นปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าปั้นยูนิคอร์นด้านสุขภาพของไทย
  • นโยบายที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติทางชีววิทยาศาสตร์ โดยให้ TILSNA เป็นเจ้าภาพหลัก ในการกำหนดโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจน
  • นโยบายที่เน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้ก้าวข้าม Valley of Death
  • การต่อยอดธุรกิจ
  • การเป็น One-stop Service เชื่อมโยงโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
  • นโยบายการจัดทำธนาคารชีวภาพระดับชาติ (National Biobank) และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
  • นโยบายในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพเชิงรุก ดึงดูดการลงทุน และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า TILSNA จะเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ของประเทศให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย ตามแนวคิดที่ว่า “สุขภาพยั่งยืน” คือ ประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอให้การทำหน้าที่ของ TILSNA นับจากนี้ไป ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน และเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทย สู่การเป็นผู้นำตลาดบนเวทีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การจัดงาน Open House ในวันนี้ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการและผู้อำนวยการที่จัดให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Matching) ซึ่งนี่คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เติมเต็มระบบนิเวศการทำงานวิจัยและการเป็นผู้ประกอบการด้าน Life Science พร้อมทั้งช่วยเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้ากับหน่วยงานให้ทุนอื่น ๆ ของกระทรวง อว. ได้อย่างครบวงจร”

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ยังได้เปิดเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน Life Science ว่า เป็นเพราะประเทศไทยมีต้นทุนและทรัพยากรพื้นฐานที่ดีมาก ทั้งในด้านระบบสาธารณสุข การทดลองทางคลินิก รวมถึงทุนมนุษย์ที่มีนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่เก่งเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมาก ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดผลิตเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่เข้าสู่ประเทศ

“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง  ในการทำวิจัยเชิงคลินิก จะช่วยดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่และวิทยาการระดับโลกเข้ามา ตลอดจนดึง Talent หรือคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากโครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้ TILSNA เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนและยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) ตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของประเทศ เพื่อเร่งรัดในการยกระดับและเสริมแกร่งให้นวัตกรรมด้าน Life Sciences ไทย แข่งขันได้ในระดับสากล