ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“ศุภจี” แถลงผล กรอ. เร่งปิดดีล FTA ยุโรป แคนาดา อังกฤษ และภาษีสหรัฐฯ ระบุ 4 ปีกระจายการค้าเข้าถึงกลุ่ม SME เพิ่มขึ้น อัปเกรดท่องเที่ยวไทย เน้นคุณภาพ  “ปกรณ์” ลุยแก้กฎหมายรอง

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1 ในด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก ฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยต้องเร่งความตกลง FTA ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี ในปี 2569 ต้องเร่งปิดให้ได้หลายตัว อาทิ ตลาดยุโรป ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น ใน 4 ปีนี้ ต้องการทำให้การส่งออกของประเทศไทยมีความสมดุลทั้งในประเทศคู่ค้าเดิม และกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการ SME ตัวเล็กๆ ชุมชนด้วยมากขึ้น นอกเหนือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนการเกษตรระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมาก และให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางตัวของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา แต่คนที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความยั่งยืนได้จะต้องบูรณาการหลายหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย รวมถึงนำเศรษฐกิจมูลค่าสูงเติมเข้าไป เช่น บริการสุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน ซึ่ง 4 ปีจากนี้ เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงด้านการปลดล็อคภาครัฐ เพื่อเอื้อการลงทุนและฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุม กรอ.นัดแรก ว่า บทบาทตนใน กรอ. เป็นทั้งกองกลางและกลองหลัก  สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น โดยหลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตว่า กฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำคือ จะลดกระบวนการและขั้นตอน โดยการแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่างๆ จากนั้นจะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ฉบับการแก้ไขรอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายลำดับรองรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือ ภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก จะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย  นอกจากนี้ ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ภาพรวมถือเป็นการยิงทีเดียวได้สามตัวเลย

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ จวกไม่ทำเรื่องสับปะรังเคดิสเครดิต

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 22 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครสส. กทม.พรรคประชาชน คดียาเสพติด ซึ่งทางพรรคประชาชน ก็นำมาเชื่อมโยงกับ กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงเปิดชื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อาจเชื่อมโยงคดี Forex มองเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ว่า เขาคงคิดไปเรื่อยถ้าตนกลั่นแกล้งจริงคงโดนไปหลายคนแล้ว “ผมไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ พวกนี้”

เมื่อถามว่ามีการเชื่อมโยงเพราะก่อนหน้านี้ นายภาวุธออกมาเปิดเผยเรื่อง TH-AI Passport นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราจะไม่พูดอะไรที่ไปย่ำยีซ้ำเติม หรือจะไปบอกว่าคนนี้ผิดคนนี้ถูก เพราะมันมีกระบวนการในการทางกฎหมาย คนที่ถูกกล่าวหา ก็ไปชี้แจงข้อกล่าวหา หาหลักฐานไปหักล้างข้อกล่าวหาเท่านั้นเอง หากทุกอย่างหักล้างไปได้ ถูกต้องไม่มีความผิดพลาดอะไร เราจะไปทำอะไรได้

“ผมมีเรื่องอื่นที่ถนัดที่ผมสนุก ที่ผมรู้สึกว่า มันเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง กับประชาชนให้ทำเยอะแยะ ไม่ไปทำเรื่องอย่างที่บอก หลุดพูดไปเดี๋ยวผู้สื่อข่าวก็ไปนั่นอีก” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าไม่ใช่การดิสเครดิตทางการเมืองใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “ผมไม่ทำเรื่องสับปะรังเคพรรค์นี้หรอก เพราะว่านี่รัฐบาลคนทำผิดกฎหมายก็มีเจ้าพนักงานมีอะไรที่ต้องดูแลไป เรามีหน่วยงานทหาร ตำรวจ  ดีเอสไอ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายกฯจะไปทำอะไรพวกนี้ไม่ได้ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น“

ผ่าแผนสู้ ‘น้ำท่วมกรุง’ 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ใครตัวจริงแก้ปัญหาซ้ำซาก

ผ่าแผนสู้ 'น้ำท่วมกรุง' 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ใครตัวจริงแก้ปัญหาซ้ำซาก

ผ่าแผนสู้ ‘น้ำท่วมกรุง’ 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ใครตัวจริงแก้ปัญหาซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ท่ามกลางปัญหาใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญคือสถานการณ์น้ำท่วมขัง ข้อมูลสถิติในช่วงปี 2567-2568 ระบุว่า กรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมขังรวมถึง 841 ครั้ง ปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกพื้นที่ แต่กระจุกตัวอยู่ในบางเขตอย่างชัดเจน โดยเขตดินแดงมีสถิติน้ำท่วมขังสูงสุดถึง 57 ครั้ง รองลงมาคือเขตหลักสี่ 52 ครั้ง และเขตจตุจักร 49 ครั้ง

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก และเป็นความท้าทายสำคัญของ 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ว่าจะมีนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่เหล่านี้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร วันนี้ “แนวหน้าออนไลน์” จึงได้รวบรวมวิสัยทัศน์และนโยบายจัดการปัญหาน้ำท่วมของแคนดิเดตทั้ง 4 ท่าน มาเจาะลึกและนำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับชาวกรุงเทพมหานครก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขยายท่อ-เพิ่มจุดรับน้ำ-ลอกท่อตามความจำเป็น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 เน้นการแก้ไขข้อจำกัดทางกายภาพ โดยมีแผนปรับปรุงท่อระบายน้ำเดิมที่รองรับฝนได้ 60 มิลลิเมตร ให้สามารถรองรับได้เพิ่มขึ้นเป็น 80 มิลลิเมตร พร้อมทั้งเพิ่มจุดรับน้ำ (Floor drain) ริมถนนเพื่อเร่งระบายน้ำจากผิวจราจรลงสู่ท่อให้เร็วที่สุด สำหรับการขุดลอกท่อนั้น จะพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ พื้นที่ชุมชนหนาแน่นหรือมีไขมันสะสมมาก เช่น เขตดินแดงและห้วยขวาง อาจต้องขุดลอกปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณ นอกจากนี้ยังเร่งดำเนินการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความสูง 2.80 – 3 เมตร โดยที่ผ่านมาได้อุด “จุดฟันหลอ” หรือจุดที่น้ำรั่วซึมไปแล้วประมาณ 70 จุดจากกว่า 100 จุด

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ใช้ AI พยากรณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครหมายเลข 14 ชูนโยบายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามารับมือปัญหาน้ำท่วม โดยนำเสนอโมเดล “AI-X Band Smart Flood Bangkok” ซึ่งประกอบด้วยเรดาร์และเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ ระบบนี้จะช่วยพยากรณ์ล่วงหน้าก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมง และรู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาที โดยมีเป้าหมายนำร่องใน 12 เขตเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งรวมถึงเขตดินแดง เขตหลักสี่ และเขตจตุจักร

นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI จะทำหน้าที่สั่งการเปิด-ปิดเครื่องสูบน้ำและประตูระบายน้ำแบบอัตโนมัติ ลดความล่าช้าจากการใช้คนตัดสินใจ รวมถึงเชื่อมโยงกับการจัดการจราจร เพื่อเปลี่ยนสัญญาณไฟและปรับเส้นทางไม่ให้รถติดสะสมในพื้นที่ที่กำลังจะถูกน้ำท่วม รวมทั้งมีแนวคิดทำแก้มลิงใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำฝนชั่วคราวอีกด้วย

AI-X Band Smart Flood Bangkok

  1. X-Band Radar: ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง
  2. AI Water Sensor: ติดตั้งเซ็นเซอร์ 3,000-5,000 จุดทั่วเมือง (คลอง ปากท่อ ทางลอด)
  3. Digital Twin: สร้างเมืองเสมือนเพื่อจำลองสถานการณ์น้ำ
  4. AI Forecast: คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า 30 นาที – 6 ชั่วโมง
  5. Auto Pump Command: AI สั่งเปิด-ปิดเครื่องสูบน้ำและประตูระบายน้ำอัตโนมัติ
  6. AI Inspection: ใช้ CCTV, โดรน และหุ่นยนต์ ตรวจจับขยะอุดตันในท่อ
  7. AI Traffic: เปลี่ยนไฟจราจรและแนะนำเส้นทางหนีน้ำทันที
  8. Targeted Alerts: แจ้งเตือนประชาชนตรงจุดผ่าน Line OA, SMS และแอปพลิเคชัน
  9. AI Drone Rescue: บินสำรวจจุดติดค้างและสายไฟอันตราย
  10. Command Center: ศูนย์บัญชาการน้ำกลาง AI-X Band เพื่อบูรณาการข้อมูลทั้งหมด

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลอกท่อ 100% และแยกระบบน้ำฝน-น้ำเสีย

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครหมายเลข 10 นำเสนอการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยตั้งเป้าหมายลอกท่อระบายน้ำให้ครบ 100% ทุกปี เนื่องจากที่ผ่านมามีการลอกท่อเพียง 55% ทำให้พื้นที่เดิมๆ มักมีน้ำท่วมขังซ้ำซาก ในระยะยาวมีแผนที่จะแยกรางระบายน้ำฝนออกจากรางระบายน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการระบายน้ำ นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในการลงพื้นที่แก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ตัวอย่างเช่นในเขตดอนเมือง จะผลักดันการลอกท่อระบายน้ำทั้งระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำในคลองย่อย เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าบ้านเรือนประชาชน

อนุชา บูรพชัยศรี สร้างอุโมงค์ยักษ์และใช้ AI สั่งการระบายน้ำ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครหมายเลข 5 มองว่าการลอกท่อเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างยั่งยืน จึงเสนอแผนระยะยาวในการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้รวดเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ จากเดิมที่ใช้แรงงานคน (Manual) ไปเป็นระบบ AI ประมวลผลภาพรวม ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นในระดับชุมชน จะเน้นการใช้เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ลงพื้นที่สูบน้ำขัง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าไปอำนวยความสะดวกและดูแลเส้นทางระบายน้ำย่อยให้เชื่อมต่อกับท่อหลักอย่างสมบูรณ์

จากสถิติที่ระบุว่าเขตดินแดง หลักสี่ และจตุจักร เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังบ่อยครั้งที่สุด แคนดิเดตทั้ง 4 ท่านได้นำเสนอแนวทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การปรับปรุงกายภาพ การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการ การรื้อระบบโครงสร้างท่อระบายน้ำ ไปจนถึงการผลักดันเมกะโปรเจกต์อย่างอุโมงค์ยักษ์

ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า วิสัยทัศน์และนโยบายของแคนดิเดตท่านใด จะเป็นคำตอบที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

แฉขบวนการ Forex เถื่อน นายวิฑูรย์ นำ 2 พยานให้ข้อมูล DSI ลากไส้กลโกง

แฉขบวนการ Forex เถื่อน นายวิฑูรย์ นำ 2 พยานให้ข้อมูล DSI ลากไส้กลโกง

แฉขบวนการ Forex เถื่อน นายวิฑูรย์ นำ 2 พยานให้ข้อมูล DSI ลากไส้กลโกง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

‘ทนายวิฑูรย์’ พา 2 พยานที่เคยเรียนเทรด Forex กับโค้ชดัง เข้าให้ข้อมูลกับ DSI แฉขั้นตอนการเข้าร่วมกลุ่มและการสมัครสมาชิก

วันนี้ 22 มิ.ย.69 เวลา 10.00 น.  ที่โถงศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความ เดินทางมาที่กองคดีเทคโน โลยีสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อพาพยาน2คนที่เคยเรียนเทรด Forex กับ โค้ช สอนเทรด Forex  ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ดีเอสไอตรวจสอบและแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่าย
Forex ที่มีผู้เสียหายกว่า 500คน มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท เพื่อมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอ

ทนายวิฑูรย์

โดยทนายวิฑูรย์ บอกว่า พยานที่พามาวันนี้เป็นคนที่เข้าไปเรียนกับโค้ชเจมส์ และโดนปลูกฝังให้เทรด เพื่อให้ได้กำไรเยอะๆ ซึ่งโบรกเกอร์ที่เทรดถือว่าเป็นโบรกเกอร์เถื่อนและไม่ได้รับอนุญาต  โดยในวันนี้อยากพาผู้เสียหายมาเพื่อให้ปากคำในฐานะพยานก่อนเพื่อให้สำนวนคดีเกิดความแน่นหนาขึ้น ทั้งนี้ พยานก็สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เสียหายได้

นอกจากนี้ ตนเองยังมีข้อมูลว่าโบรกเกอร์บริษัทที่ดีเอสไอนำมาแถลงนี้ เป็นโบรก เกอร์ต่างชาติไม่มีบริษัทในประเทศไทย และมีคนเอาเงินไปฝากเพื่อไปเทรดForex ซึ่งตนเองไปได้คำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย ที่มีคำสั่งให้ปิดบริษัทดังกล่าวไปเพราะมีสินทรัพย์น้อยและเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2568 โดยตนเองจะนำหลักฐานชิ้นนี้มอบให้ดีเอสไอไปทำการตรวจสอบด้วย เพราะบริษัทนี้ยังมีการรับเงินเข้ามาอยู่เรื่อยๆ โดยผ่าน Payment Gateway 

ทนายวิฑูรย์

ส่วนกรณีที่พยานกดเทรดเองแล้วเสียนั้น จะเป็นผู้เสียหายได้หรือไม่ ทนายวิฑูรย์ มองว่า ต้องไปดูที่ตัวระบบโปรแกรม เพราะพยานเกิดความเสียหายจากระบบ

ขณะที่พยานทั้ง 2คนเล่าให้ฟังว่า เนื่อง จากเคยเทรดคริปโตมาปีกว่า และเจอโค้ชคนนี้  จากการทำการตลาดจากโฆษณาว่าสามารถพลิกชีวิตด้วยForex จึงอยากเรียนรู้วิธีการเลยเริ่มเข้าไปศึกษา จากนั้นก็ได้เข้าไปงานสัมมนางานหนึ่งที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่ ลักษณะชวนเข้าไปเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากการเปิดพอร์ต หรือเติมเงินเข้าไปเพื่อใช้ในการเทรดเพื่อเรียนรู้ เพราะโค้ชเป็นกลุ่ม IB ครั้งแรกเติมเงิน 500 ดอลล่าร์ ซึ่งในการสัมมนาโค้ชจะมีการเอากำไรมาโชว์ให้สมาชิกเข้าร่วมสัมมนารู้ว่าการ All in สามารถรวยได้ และโค้ชก็พาเทรดสดในงานสัมมนา ซึ่งวันแรกที่งานสัมมนาสามารถทำกำไรได้จริง และผู้บริหารโบรเกอร์ก็มาแจกเงินด้วยเพื่อความน่าเชื่อถือ

ทนายวิฑูรย์

หลังจากนั้นก็เริ่มติดตามโค้ชต่อ  โดยเมื่อสมาชิกเปิดพอร์ต 500 ดอลล่าร์ แล้วก็จะได้เข้ากลุ่มDiscord ซึ่งเป็นกลุ่มไพรเวทที่ใช้ในการพูดคุยมีประมาณ 2-3 หมื่นคน และเมื่อเข้าไปพูดคุยในกลุ่มจะต้องเทรดขั้นต่ำ 3 ลอต ก่อนถึงจะได้ดูการเทรดของโค้ชเจมส์ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป และจะแบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ 100 ดอลล่าร์ 500ดอลล่าร์ สูงสุดคือ 5,000 ดอลล่าร์ ถึงจะได้เจอการเทรดสดกับโค้ชครบทุกคน และโค้ชก็จะนำเทรดว่าให้เข้าซื้อที่จุดไหน และตัดขาดทุนจุดไหน แต่ลักษณะการเข้าซื้อ ด้วยเงินทุน จำนวนเงิน 500 ดอลล่าร์ ไม่สามารถเข้าเทรดตามโค้ชเจมส์ได้ทุกไม้ เพราะโค้ชเจมส์สั่งซื้อในปริมาณมากๆ และโค้ชเจมส์มีสายป่านเงินทุนที่ยาว แต่สมาชิกเป็นเพียงแค่ตัวเล็ก เงินทุนน้อบ ก็อาจจะล้างพอร์ตหรือขาดทุนได้

เมื่อเทรดไปได้ไม่นาน ตนเองก็เงินหมด แล้วก็ไปงานสัมมนาครั้งที่สอง ก็เติมเงินไปอีก2,000ดอลล่าร์ และได้โบนัสอีกเท่าตัวทำให้เราทำคำสั่งซื้อขายได้มากกว่าเดิม และก็เข้าไปเทรดจนสุดท้าย พอตแตกแล้วก็หยุดไป ทำให้รวมๆตนเองเสียจากการเทรด หลังจากเข้ากลุ่มกับโค้ช ไปประมาณ 3,000ดอลล่าร์ หรือประมาณเกือบแสนบาท

พยานได้เล่าทิ้งท้ายว่า  เหตุผลที่ตนเองยังไม่แจ้งความ เพราะกลัวว่าหลักฐานข้อมูลอาจจะยังไม่เพียงพอ เนื่องจาก ตนเองเข้าไปเทรดเองด้วย อาจจะถูกอ้างได้ว่าเทรดเสียเองหรือไม่ เลยต้องการมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอในวันนี้ไว้ก่อน

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง เพิกถอนมติปรับเขตป่าทับลาน 1.5 แสนไร่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง เพิกถอนมติปรับเขตป่าทับลาน 1.5 แสนไร่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง เพิกถอนมติปรับเขตป่าทับลาน 1.5 แสนไร่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

‘ศรีสุวรรณ’ร้องศาลปค. ขอให้เพิกถอนมติ คกก.อุทยานแห่งชาติ เฉือนป่าทับลานมรดกโลกให้ สปก.บริหารจัดการ อ้างกระทบบัญชีการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

วันนี้ 22 มิ.ย. 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เดินทางมายื่นฟ้องคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป้า และพันธุ์พืช ว่าร่วมกันใช้อำนาจหรือดุลยพินิจโดยมิชอบ และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 15มิ.ย.2569 มีมติให้ปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยให้มีการเพิกถอนที่ดินของอุทยานฯที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ พื้นที่โครงการหมู่บ้านไทยสามัคคีตามมติ ครม. ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ พื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่(พมพ.) และโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ตามมติ ครม. ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ รวม 155,865 ไร่ โดยยกให้ ส.ป.ก.ไปจัดการ และพื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบของทหาร เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และสวนกระแสการคัดค้านของประชาชน ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนมติดังกล่าว

ศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การเฉือนพื้นที่อุทยานทับลานออกไป จะกระทบกระเทือนต่อความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่ UNESCO อาจประกาศให้อยู่ในภาวะอันตรายหรือถูกถอดออกจากบัญชีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ ส่วนข้ออ้างว่าจะนำพื้นที่ป่าสงวนฯประมาณ 86,966 ไร่เข้ามาเสริมนั้น เป็นเรื่องที่ยากเพราะมีชาวบ้านไปบุกรุกเป็นที่ทำกินอยู่ ซึ่งจะกลายเป็นมหากาพย์เพิ่มความขัดแย้งใหม่เข้าไปอีกแน่ หรือเป็นเพียงคำลวงที่ลดกระแสต่อต้านจากคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น ที่สำคัญในปี 2567 กรมอุทยานฯและ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ( คทช.)เคยจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องดังกล่าวพบว่ามีประชาชนคัดค้านมากถึง 901,892 คนหรือ 95.05% แต่กลับไม่นำมาประกอบในการใช้อำนาจหรือดุลยพินิจ จึงถือได้ว่ามติดังกล่าวเป็นการทำลายพื้นที่อนุรักษ์ของชาติ ที่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ นอกจากนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยังได้ขอให้ศาลพิจารณาออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการสั่งระงับการบังคับใช้มติดังกล่าวไปกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นระหว่างศาลพิจารณาคดี

เมื่อถามว่าการออกประกาศเช่นนี้เป็นการเอื้อให้กับนายทุนหรือนักการเมืองหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่อุทยานที่มีชาวบ้านไปอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เปลี่ยนมือไปอยู่ในมือนายทุน ในรูปรีสอร์ท บังกะโล โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช้เกษตรกร ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ทันทีหากเปลี่ยนจากพื้นที่อุทยานไปเป็น ส.ป.ก.เพราะมีเงื่อนไขที่เอื้อให้กับคนเหล่านี้สามารถนำไปทำธุรกิจได้ แต่มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นเกษตรกรมาก่อน โดยไปขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรอำเภอ เกษตรตำบลรอเวลา 5 ปีก็จะได้สิทธิ์ในการเข้าไปซื้อหรือเช่าซื้อและเปลี่ยนโอนสิทธิ์ได้ จากเดิมในอดีตที่จะสามารถโอนสิทธิ์ได้เฉพาะทายาทเท่านั้น

ศรีสุวรรณ จรรยา

ส่วนการแก้ไขปัญหาให้กัยประชาชนที่อาศัยอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่ป่าสงวน ตามพ.ร.บ.อุทยานฯ มาตรา 64 บทเฉพาะกาล ก็ระบุให้กรมอุทยานฯ ไปสำรวจว่ามีประชาชนผู้ใดที่อาศัยอยู่มาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายฉบับดังกล่าว ก็ยืนยันสิทธิ์ให้ชาวบ้านอยู่อาศัยต่อไป ดังนั้นไม่ได้เป็นการไล่คนที่อยู่มาก่อน เพียงแต่กฎหมายกำหนดให้ต้องไปตรวจสอบสิทธิ์โดยดำเนินการภายใน 180 วัน ซึ่งปัจจุบันเกิน 180 วันมาหลายปีแล้ว จึงถามว่ากรมอุทยานฯไปทำอะไรอยู่

บิ๊กต่าย ยัน เดินหน้าสางมาเฟียภูเก็ตเข้มข้น ปัดตอบ จ่อออกหมายจับ ขรก.หรือไม่ รอดูขยายผล

บิ๊กต่าย ยัน เดินหน้าสางมาเฟียภูเก็ตเข้มข้น ปัดตอบ จ่อออกหมายจับ ขรก.หรือไม่ รอดูขยายผล

บิ๊กต่าย ยัน เดินหน้าสางมาเฟียภูเก็ตเข้มข้น ปัดตอบ จ่อออกหมายจับ ขรก.หรือไม่ รอดูขยายผล

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

บิ๊กต่าย ยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพลภูเก็ตเข้มข้น ปัดตอบ จ่อออกหมายจับข้าราชการหรือไม่ รอดูขยายผล 

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการปราบปรามผู้มีอิทธิพลใน จ.ภูเก็ต ว่า ได้มอบหมายให้ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ไป ทั้งนี้ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามผู้ร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้บังคับบัญชาหลายคน ได้รวบรวมข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างเข้มข้นและจริงจัง 

เมื่อถามว่า จะมีการออกหมายจับข้าราชการในจังหวัดภูเก็ต บ้างหรือไม่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าการขยายผลจะเป็นอย่างไร 

อนุทิน ตอกหน้า ไอซ์ จะขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด หลังโพสต์เหน็บ สส.ภท.

อนุทิน ตอกหน้า ไอซ์ จะขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด หลังโพสต์เหน็บ สส.ภท.

อนุทิน ตอกหน้า ไอซ์ จะขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด หลังโพสต์เหน็บ สส.ภท.

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“อนุทิน”ตอกหน้า”ไอซ์” ขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด หลังโพสต์เหน็บ”สส.ภท.”รีบทำผลงานป้อง”ไชยชนก” ยันประเมิน KPI รัฐมนตรีอยู่ตลอด

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการตั้งเป้าผลงานของรัฐบาลภูมิใจไทย ในระยะเวลา 1 ปี ทั้งในส่วนของ สส.และกรรมาธิการ มองแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในทำนองเรียกร้องให้ สส.ของพรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องโครงการของพรรคตนเอง โดย นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย คนอื่นไม่ต้องมายุ่ง

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวเสมือนเป็นการเสียดสีนายกฯ ว่าคนที่ไม่มีตำแหน่งให้รีบออกมาทำผลงานปกป้อง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นั้น นายกฯ กล่าวว่า เอาที่สบายใจ จะขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด

เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ มองว่ารัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยในขณะนี้ยังทำงานได้ดีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเมินอยู่เรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ต้องดูความทุ่มเทและความมุ่งมั่นด้วย แต่ในฐานะที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาหลัก ถ้าเห็นว่าตรงไหนน่าจะทำได้ดีกว่า เราก็แนะนำ เมื่อถามอีกว่า ส่วน 1 ปี จะนานไปหรือไม่กับการที่จะวัด KPI รัฐมนตรี นายกฯ กล่าวเพียงว่า วันนึงก็นานไปแล้ว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไอซ์ รักชนก แซะ เหล่า สส.ภูมิใจไทย ใครยังไม่ได้โอ๋ ไชยชนก ป้องโครงการ TH-AI Passport รีบเลย)

ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร!! ผบ.ตร. เผย จ่อทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องอดีตผู้สมัคร สส.ปชน.

ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร!! ผบ.ตร. เผย จ่อทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องอดีตผู้สมัคร สส.ปชน.

ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร!! ผบ.ตร. เผย จ่อทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องอดีตผู้สมัคร สส.ปชน.

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ผบ.ตร. เผย เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ปมถูกกล่าวหาเชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยัน ทำตามกฎหมายไม่กลั่นแกล้งใคร

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์กรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดจะอุทธรณ์คำสั่งหรือไม่ ว่า เป็นไปตามวิธีพิจารณาความอาญา โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องพิจารณาทำความเห็นแย้งในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำความเห็นแย้งอยู่ 

เมื่อถามว่า เป็นเพราะตำรวจทำสำนวนมาไม่ดีหรือไม่ ขณะที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวในทำนองว่ากรณีนี้เป็นการกลั่นแกล้ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนคิดว่าการจะขยายผลหรือจับกุมใคร การสอบสวนเป็นไปตามหลักกฎหมายอยู่แล้ว เป็นไปตาม พยานหลักฐาน ส่วนความเห็นที่สั่งไม่ฟ้องของอัยการเป็นตามกระบวนการ และเมื่อแจ้งมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเราจะดูประเด็นว่า มีประเด็นอะไรที่เราเห็นสมควรแย้งหรือไม่อย่างไร ซึ่งอำนาจชี้ขาดเป็นของอัยการสูงสุด 

“ยืนยันว่าเราจะทำความเห็นแย้งแน่นอน ส่วนจะทำความเห็นแย้งประเด็นไหนบ้าง ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นการจับกุม และขยายผลเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน”

เมื่อถามว่า มีการโยงไปถึงกรณีนายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุมีความเกี่ยวพันกับเครือข่าย Forex ซึ่งถูกมองว่าถูกกลั่นแกล้งในทำนองเดียวกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนขอไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ดีกว่า เราเป็นตำรวจไม่มีการกลั่นแกล้งใครอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเมือง และตำรวจมีหน้าที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย 

กรณ์–การดี นำทีมประชาธิปัตย์ ลุยตลาดตรอกหม้อหนุน นัชธนัญญ์ เบอร์ 3 ชิง ส.ก.พระนคร

กรณ์–การดี นำทีมประชาธิปัตย์ ลุยตลาดตรอกหม้อหนุน นัชธนัญญ์ เบอร์ 3 ชิง ส.ก.พระนคร

กรณ์–การดี นำทีมประชาธิปัตย์ ลุยตลาดตรอกหม้อหนุน นัชธนัญญ์ เบอร์ 3 ชิง ส.ก.พระนคร

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

กรณ์–การดี นำทีมประชาธิปัตย์ ลุยตลาดตรอกหม้อหนุน นัชธนัญญ์ เบอร์ 3 ชิง ส.ก.พระนคร

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร ช่วยน.ส.นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกร์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตพระนคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 หาเสียงร่วมพบปะพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาการค้าขาย เศรษฐกิจปากท้อง และข้อจำกัดของตลาดชุมชนเมืองเก่า

น.ส.นัชธนัญญ์กล่าวว่า ตลาดตรอกหม้อเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของเขตพระนคร สะท้อนปัญหาของคนทำมาหากินในเมือง ทั้งต้นทุนการค้า รายได้ การจัดระเบียบพื้นที่ การเดินทาง จุดจอดรถ ความสะอาด และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งหลายเรื่องไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั้งระดับเขต กรุงเทพมหานคร และฝ่ายนิติบัญญัติ

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มองการเลือกตั้ง ส.ก. เป็นเพียงสนามท้องถิ่น แต่เห็นว่าปัญหาของพระนครเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองหลวงโดยตรง หลายเรื่องต้องทำงานเป็นทีม ตั้งแต่พื้นที่ สภากรุงเทพมหานคร ไปจนถึงการผลักดันเชิงกฎหมายในระดับประเทศ” น.ส.นัชธนัญญ์ กล่าว

น.ส.นัชธนัญญ์ ระบุว่า ประสบการณ์การทำงานในระบบกรุงเทพมหานครทำให้เข้าใจข้อจำกัดของการแก้ปัญหาเมือง และเห็นว่าพระนครต้องมีผู้แทนที่รู้ระบบ รู้พื้นที่ และสามารถประสานการทำงานกับทุกภาคส่วนได้จริง

ทั้งนี้ น.ส.นัชธนัญญ์ ขอเชิญชวนประชาชนเขตพระนครออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร วันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยบัตรสีชมพู กาเบอร์ 3 เลือก “นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์” พรรคประชาธิปัตย์

พริษฐ์ บี้ภูมิใจไทย จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พริษฐ์ บี้ภูมิใจไทย จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พริษฐ์ บี้ภูมิใจไทย จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

“พริษฐ์”บี้”ภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยัน”สสร.”มาจากการเลือกตั้ง 100% ทำได้ สวนอย่าอ้างคำวินิจฉัยที่คลุมเครือ จ้องออกแบบผูกขาดโดย”ระบอบน้ำเงิน”เลือกผู้ร่าง-ชี้ขาดเนื้อหา

22 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.เงา) ของพรรคประชาชน ครั้งที่ 7 ว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนว่าต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ได้ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แม้ว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวและสร้างข้อจำกัดในการเดินหน้า สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง นี่จึงเป็นที่มาที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ของสมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับ คำวินิจฉัยดังกล่าว และเพื่อทวงคืนสิ่งที่เรามองว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ส.ส.ร.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยผลการหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้งสสร.ได้ ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/ 2568 เป็นเพียงแค่การห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งนั่นหมายความว่าประชาชนสามารถเลือกตั้งสสร. โดยตรงได้ โดยสสร.ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอาจจะมีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างและมีอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้จัดทำ

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงข้อกังวลต่างๆว่า มีหลายคนมองว่าผลการหารือไม่เท่ากับคำวินิจฉัย ซึ่งเราเข้าใจดีแต่เป็นการขยายความหรืออธิบาย คำวินิจฉัยเดิมที่มีความคลุมเครือ และตนมองว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นว่าการเดินหน้าต่อของเราอะไรที่จะขัดหรือไม่ขัดกับคำวินิจฉัย บางคนบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของตุลาการ ที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น จึงขอย้ำว่า แม้ในวันประชุมหารือ จะมีเพียงประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนเท่านั้นแต่ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำว่าสิ่งที่จะอธิบายในที่ประชุมไม่ได้เป็นความเห็นส่วนตัวของเขา เพราะขณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้ไม่ได้วินิจฉัยข้อจำกัดใดๆ เรื่องการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่จะขยายความในที่ประชุมคือการอธิบายความเห็นของที่ประชุมร่วมกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ก่อนที่จะมีการออกคำวินิจฉัยกลาง 18/2568 ออกมา

เมื่อถามถึงกรณีที่ สส.จากพรรคภูมิใจไทยบางคนพยายามหยิบยกว่าการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะแบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 67 ซึ่งตอนนั้นได้ข้อสรุปว่าทำประชามติ 2 รอบได้ แต่พอท้ายที่สุดคำวินิจฉัยของปี 68 บอกว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นสะท้อนให้เห็นว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้ ตนจึงต้องย้ำว่าการโต้แย้งในลักษณะดังกล่าวเป็นการโต้แย้งบนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ผลการหารือ กับศาลรัฐธรรมนูญในวันนั้น ชัดเจนว่าสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยทำประชามติแค่ 2 รอบได้ โดยในรอบแรกจะต้องถาม 2 คำถาม และเมื่อดูคำวินิจฉัย 18/2568 ก็พูดชัดว่าสามารถทำประชามติ 2 รอบได้แต่รอบแรกอาจจะต้องมี 2 คำถาม ฉะนั้นคำวินิจฉัยที่ 18/2568 เกี่ยวกับเรื่องการทำประชามติ สอดคล้องกับผลการหารือ กับทางประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 67

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็น คือ 1. พรรคประชาชนจะเดินหน้าในการผลักดันให้มีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% โดยจะนำข้อสรุปจากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญ เข้าหารือกับที่ประชุมสส.พรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ว่าจำเป็น จะต้องมีการปรับปรุงร่างที่ยื่นไปแล้วหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งส.ส.ร. 100% 2. ขอเชิญชวนประชาชนในการร่วมลงชื่อให้กับร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ที่มีการเสนอให้มีการเลือกตั้งสสร.จากประชาชน 100% เช่นกัน ขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 23,000 กว่ารายชื่อ ซึ่งจะต้องให้ถึง 50,000 รายชื่อ ถึงจะส่งเข้าสู่การประชุมรัฐสภาได้ หวังว่าร่างของภาคประชาชนนั้นจะได้ถูกพิจารณาในวาระ1 พร้อมกับร่างของพรรคการเมือง 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3. ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุนสสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ได้ยื่นร่างไปแล้ว แต่ไม่ได้มีสสร. จากประชาชน 100% อยากให้พรรคการเมืองเหล่านั้น หารือกันภายในพรรคว่าจะมีการทบทวนร่างของตนเอง เพื่อมาร่วมกับเราในการผลักดันสสร. ที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่  และ4.อยากสื่อสารกับพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากว่ามีสส.จากพรรคภูมิใจไทยหลายคนที่ออกมาให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวว่าหากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่ อยากจะเห็นสสร. ที่มาจากการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยควรจะนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ และมาหารือร่วมกับทุกฝ่ายว่าจะร่วมกันผลักดันสสร. ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร 

“แต่หากพรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจเดินหน้าโดยปฏิเสธข้อมูลใหม่ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงไว้อยู่แล้วว่าต้องการจะฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้าง ในการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งส.ส.ร.ออกไปเพื่อทำให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นกระบวนการที่ถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน ที่จะสามารถเข้ามาผูกขาดในการเลือกผู้ร่างและผู้ที่ชี้ขาดเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้” นายพริษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เราจะโต้แย้งอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าคำวินิจฉัย 18/2568 มีความคลุมเครือ ซึ่งเราพยายามขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งในที่ประชุมก็มีสส.พรรคภูมิใจไทยร่วมประชุมกับประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจจริงๆเรื่องการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสสร. เหมือนกับที่เคยประกาศเมื่อมีข้อมูลใหม่นี้มาควรจะเห็นปฏิกิริยาแบบไหน  ถ้านั้นเมื่อมีข้อมูลใหม่แบบนี้มาปฏิกิริยาที่ควรจะเห็นคือการที่พรรคภูมิใจไทย มาประชุมร่วมกับพรรคการเมืองอื่นว่าในเมื่อมีข้อมูลใหม่เช่นนี้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้นเช่นนี้เราจะออกแบบ แนวทางในการเลือกตั้ง สสร.อย่างไร แต่เราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้สิ่งที่เราเห็นตลอด 2 วันที่ผ่านมาคือแกนนำพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อย 3 คนเรียงคิวกันออกมาพยายามปฏิเสธความสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ จึงอดสงสัยไม่ได้ ที่มีปฏิกิริยาเช่นนี้ เป็นการยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่แล้ว ว่าไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งสสร. แล้วที่ผ่านมาก็พยายามจะเอาคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือมาเป็นข้ออ้างในการปัดตกเรื่องของสสร. เลือกตั้ง ทำให้เขาสามารถออกแบบสสร. ที่เขาสามารถผูกขาด ทั้งการคัดเลือกผู้ร่างและการชี้ขาดเนื้อหาได้

“ถ้ามองภาพใหญ่ตอนนี้ สิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินต้องการคือต้องการระบบการเมืองที่เปิดช่องให้สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดาน ซึ่งเขาจะประสบความสำเร็จดังกล่าว 2 ทางด้วยกัน คือ 1.ทำยังไงก็ได้ให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลงและเราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบบการเมือง ที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน 2. หากต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไปได้ เขาก็ต้องพยายามทำให้การเดินหน้านั้นเป็นการเดินหน้าที่อยู่บนเงื่อนไข ที่เขาสามารถผูกขาด การคัดเลือกผู้ล่างและชี้ขาดเนื้อหาได้ซึ่ง รูปธรรมของสิ่งนั้นคือเนื้อหาของร่าง เพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้ามา” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ที่ประชาชนสามารถเลือกสสร.ได้ แต่ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ยกร่างได้ นายพริษฐ์กล่าวว่า ในฐานะพรรคประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยการมีประโยคที่เติมเข้ามาว่าประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แต่เมื่อออกมาเป็นเช่นนี้คือทำยังไงให้เราทวงคืนสิทธิ์อันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งสสรให้ได้มากที่สุด และคำตอบที่ได้รับคือประชาชนสามารถเลือกตั้งสสรโดยตรงได้ แต่เมื่อมีสสรที่มาจากการเลือกตั้งแล้วจะไปแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างอีกทีหนึ่งก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ซึ่งนี่เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนจากความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับข้อจำกัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าหากตกลงกันไม่ได้จำเป็นจะต้องเขียนคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นจะต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่พรรคการเมืองอื่นจะดำเนินการอย่างไรต้องรอดูท่าทีของเขา