ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

ภราดร ย้อน พริษฐ์ ชี้ แก้ รธน.ต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล เตือนอย่านำความเห็นส่วนบุคคลมาแทนคำวินิจฉัยศาล

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ว่า ทุกฝ่ายควรยึดหลักการและข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับบุคคลหรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนขอให้นายพริษฐ์ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ได้นำคณะเข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติตามคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง

ภายหลังการหารือครั้งดังกล่าว นายพริษฐ์ได้แถลงต่อสาธารณะว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าสามารถทำประชามติเพียง 2 ครั้งได้ แต่ต่อมาเมื่อมีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำวินิจฉัยดังกล่าวเพิ่มเติม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในปี 2568 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เพียงแต่สามารถควบรวมการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เข้าด้วยกันได้

“การยกเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นอดีตหรือกล่าวโทษใคร แต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ความเห็นของตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง หรือการหารือนอกรูปคำวินิจฉัย ไม่อาจถือเป็นข้อยุติทางกฎหมายได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะต่างหากที่เป็นข้อยุติที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ” นายภราดร กล่าว

นายภราดร ระบุว่า การกล่าวหาว่าผู้อื่นไม่ยึดหลักการ ทั้งที่ตนเองก็เคยมีการตีความสถานการณ์ที่คลาดเคลื่อนจากข้อยุติทางกฎหมาย ย่อมเป็นเรื่องที่ควรกลับมาทบทวนด้วยเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครพูดถูกก่อน หรือใครจะได้รับเครดิตทางการเมืองมากกว่าใคร

“เป้าหมายที่แท้จริงควรอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และสามารถนำพาประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง หากเรายังยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักการ หรือยึดชัยชนะทางการเมืองมากกว่าความสำเร็จของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้”

นายภราดร กล่าวว่า บทเรียนจากอดีตควรทำให้ทุกฝ่ายระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเคารพกระบวนการทางกฎหมาย เพราะหากยังวนเวียนอยู่กับการกล่าวหาและการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศก็จะติดอยู่กับปัญหาเดิม ๆ โดยไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้”นายภราดร กล่าว

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.49 น.

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุน นายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา ยกระดับความเชื่อมั่นโลก

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง รีเซ็ตภูเก็ต: จากเมืองท่องเที่ยวสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติและความเชื่อมั่นของโลก ในศตวรรษที่ 21 โดยมีเนื้อหาระบุว่า “สำหรับผม นักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาภูเก็ตเพราะทะเลสวย แต่จะกลับมาอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น

ภูเก็ตไม่ใช่เพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลก เป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้เกษียณอายุ ผู้ประกอบการ และประชาชนจากนานาประเทศ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ต จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคนภูเก็ตหรือคนไทยเท่านั้น แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย

จากการรับฟังและเกาะติดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ต ผมเห็นว่า ปัญหาภูเก็ตไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเรื่องอาชญากรรม หรือเฉพาะเรื่องนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็น “ปัญหาเชิงระบบหลายมิติ” ที่เชื่อมโยงกันระหว่างทุนต่างชาติ นอมินี อสังหาริมทรัพย์ การออกใบอนุญาต กฎหมายผังเมือง กองช่าง ทนายความ บัญชี ผู้มีอิทธิพล แรงงานต่างด้าว การบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของประชาชน
สาระสำคัญที่น่ากังวลคือ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การทำสัญญาซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลง การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ การไม่คืนผลประโยชน์ตามสัญญา การโยกย้ายเงินออกนอกระบบเศรษฐกิจไทย และการอาศัยช่องว่างของหน่วยงานรัฐหรือวิชาชีพเอกชนบางส่วนในการทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องดูเหมือนถูกต้อง

หากปล่อยไว้ ปัญหานี้จะไม่กระทบเฉพาะผู้ซื้อชาวต่างชาติหรือผู้ประกอบการบางราย แต่จะกระทบต่อ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการแข่งขัน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย โดยตรง เพราะภูเก็ตคือหน้าต่างสำคัญของประเทศต่อสายตาโลก เมื่อความเชื่อมั่นในภูเก็ตเสียหาย ความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยว การลงทุน หลักนิติธรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยย่อมถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน

การลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างจริงจัง เพราะภูเก็ตไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย แต่เป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศในสายตาประชาคมโลก การรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน การติดตามข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และการมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ สะท้อนแนวคิดการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมาย และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
 
ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรได้รับการกล่าวถึงว่า ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการบริหารกำลังพลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและแนวทางการบริหารราชการของฝ่ายปกครอง การตัดสินใจปรับโครงสร้างการบริหารและส่งสัญญาณให้ทุกระดับให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับมาตรฐานการทำงานของตำรวจให้ตอบสนองต่อความท้าทายของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลสำเร็จจะไม่ได้วัดจากจำนวนคดีหรือการจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากระดับความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นที่ประชาชนและนานาชาติมีต่อประเทศไทยในระยะยาว

ในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน และในฐานะผู้ทำงานด้านข้อมูล นโยบาย และยุทธศาสตร์ ผมเห็นว่า การแก้ปัญหาภูเก็ตต้องไม่ใช่การจับเป็นรายคดีเท่านั้น แต่ต้องยกระดับเป็น “ปฏิบัติการฟื้นฟูความเชื่อมั่นภูเก็ตแบบบูรณาการเร่งด่วน”

ความจริงแล้ว ปัญหาภูเก็ตในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของจังหวัดภูเก็ต แต่เป็นภาพสะท้อนของความท้าทายใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายทุนข้ามชาติ การใช้ตัวแทนอำพรางธุรกิจ การฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ อาชญากรรมข้ามชาติ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ หากประเทศไทยสามารถออกแบบระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมได้สำเร็จ ภูเก็ตอาจไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่หลายประเทศสามารถศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต

ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนมี 7 ประการ

1. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจภูเก็ต เพื่อบูรณาการตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร ที่ดิน ท้องถิ่น และหน่วยงานด้านแรงงาน

2. ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินี โดยใช้ข้อมูลผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน งบการเงิน ใบอนุญาตก่อสร้าง และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

3. ตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีข้อร้องเรียน โดยเฉพาะกรณีก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ผิดสัญญา ไม่คืนเงินหรือผลประโยชน์ตามเงื่อนไข และใช้คนไทยเป็นเพียงตัวแทนทางกฎหมาย

4. ตรวจสอบระบบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตท้องถิ่นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจุดเสี่ยงในกองช่าง เทศบาล อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ

5. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการต่างชาติ โดยแยกให้ชัดระหว่างผู้ที่เข้ามาทำงานถูกกฎหมาย ผู้ที่ทำธุรกิจแฝง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือผู้มีอิทธิพล ด้วยภารกิจตำรวจ ต.ม.และกระทรวงแรงงาน

6. ยกระดับตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจพื้นที่ให้เป็นระบบ “Tourist Trust Police” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดูแลความปลอดภัย แต่ต้องเป็นกลไกฟื้นฟูความไว้วางใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชนในพื้นที่

7. ใช้ Data Science และ Methodology สร้างดัชนีความเสี่ยงภูเก็ต โดยเชื่อมข้อมูลคดีร้องเรียน นิติบุคคล ใบอนุญาต งบการเงิน แรงงานต่างด้าว อาชญากรรม และเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผมเคยศึกษา Data Science and Methodology จาก University of Michigan และด้านยุทธศาสตร์ นโยบาย และความมั่นคงจาก Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงเคยเรียนร่วมกับคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) แลกเปลี่ยนทางวิชาการเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงทำให้ผมเห็นชัดว่าปัญหาเช่นภูเก็ตต้องแก้ด้วยข้อมูล ยุทธศาสตร์ และความร่วมมือหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ใช้ดุลพินิจเฉพาะหน้า

สิ่งที่ภูเก็ตต้องการในวันนี้ไม่ใช่เพียงการปราบปราม แต่คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นของคนภูเก็ต ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นของคนไทย แต่คือความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การทำให้ภูเก็ตน่ากลัวสำหรับคนดี แต่ต้องทำให้ภูเก็ตไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุจริต คนหลอกลวง นอมินีผิดกฎหมาย กลุ่มทุนเทาทุกกลุ่มทุกชาติ เครือข่ายผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองเทา ๆ 

หากประเทศไทยสามารถรีเซ็ตระบบการกำกับดูแล ฟื้นฟูหลักนิติธรรม ยกระดับความโปร่งใส และสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้สำเร็จ ภูเก็ตจะไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่จะกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์ความเชื่อมั่นของโลก”และจะกลายเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวไว้วางใจ นักลงทุนเชื่อมั่น ประชาชนภาคภูมิใจ และรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเท่าเทียม เพราะในโลกยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดจากกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลกมีต่อประเทศนั้น

และหากประเทศไทยสามารถรีเซ็ตภูเก็ตได้สำเร็จ โลกจะไม่ได้จดจำภูเก็ตเพียงเพราะทะเลสวย แต่จะจดจำภูเก็ตในฐานะต้นแบบของเมืองที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความไว้วางใจ และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของชาติได้อย่างแท้จริง”

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตรวจสอบ กับ สั่งยกเลิก เตือนเสี่ยงประเทศเสียโอกาส

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตรวจสอบ กับ สั่งยกเลิก เตือนเสี่ยงประเทศเสียโอกาส

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตรวจสอบ กับ สั่งยกเลิก เตือนเสี่ยงประเทศเสียโอกาส

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.43 น.

ภราดร ชี้ TH-AI Passport ต้องแยกให้ออกระหว่าง การตรวจสอบ กับ การสั่งยกเลิก เตือนตัดสินล่วงหน้าเสี่ยงประเทศเสียโอกาส ย้ำเปิดตรวจสอบได้เต็มที่ แต่ต้องยึดข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.69 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ TH-AI Passport โดยอ้างเหตุผลเรื่องความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อนกับบริการ AI ที่มีอยู่แล้ว และข้อกังวลด้านกฎหมายและความมั่นคง ว่า สังคมควรแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การสั่งยกเลิกโครงการ” ซึ่ง การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินงานของภาครัฐเป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้าน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะช่วยให้ทุกโครงการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความคุ้มค่าสูงสุด แต่การตรวจสอบควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม ไม่ใช่การสรุปผลล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“หากมีข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย ความคุ้มค่า หรือความปลอดภัยของข้อมูล ก็ควรเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบให้ถึงที่สุด แต่การเรียกร้องให้ยกเลิกทันที ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าโครงการผิดกฎหมายหรือสร้างความเสียหายจริง อาจทำให้เกิดผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่สังคมต้องพิจารณาเช่นกัน” นายภราดร กล่าว

นายภราดร ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันด้าน AI ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะประชาชน การมีข้อถกเถียงว่าโครงการใดเหมาะสมหรือไม่เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรจบลงด้วยการปิดกั้นทุกความพยายามตั้งแต่ต้น

“การบอกว่ามี AI ฟรีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีโครงการลักษณะนี้ เป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่ว่ามีของฟรีหรือไม่ แต่คือคนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่มีคุณภาพและนำไปใช้เพิ่มศักยภาพในการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่”

นายภราดร กล่าวด้วยว่า มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายออกมาเตือนเช่นกันว่า หากภาครัฐตัดสินใจยกเลิกโครงการโดยปราศจากข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญาและภาระค่าเสียหายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบในอนาคต รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและนักลงทุนที่ต้องการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย

“ผมเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ เปิดให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เปิดข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ให้ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบได้ หากพบความไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่าไม่คุ้มค่าก็ต้องปรับปรุงหรือยุติ แต่หากยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ก็ไม่ควรมีใครรีบตัดสินล่วงหน้า”นายภราดร กล่าว

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคือกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบ หากสังคมต้องการคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ก็ควรปล่อยให้ข้อเท็จจริงทำงาน และตัดสินกันบนข้อมูล ไม่ใช่บนกระแสทางการเมือง ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง แต่ไม่มีฝ่ายใดควรมีสิทธิ์ตัดสินความจริงแทนกระบวนการตรวจสอบของประเทศ

ปธ.สภาฯ เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ยาเสพติด

ปธ.สภาฯ เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ยาเสพติด

ปธ.สภาฯ เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ประธานรัฐสภา เผยพรุ่งนี้นัด รมว.ยุติธรรม-รมว.กลาโหม-หน่วยเกี่ยวข้อง ระดมกึ๋นถกแก้ปัญหายาเสพติดเป็นรูปธรรมทุกด้าน ดัน ค่าย CBTx พื้นที่ต้นแบบ 6 อำเภอบุรีรัมย์นำร่อง

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม (Community Based Treatment and Rehabilitation : CBTx) ในพื้นที่จังหวัดบุรัรัมย์ นำร่อง 6 อำเภอ ได้แก่ ลำปลายมาศ คูเมือง พุทไธสง นาโพธิ์ บ้านใหม่ไชยพจน์ และหนองหงส์ โดยบูรณาการความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้เข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การค้นหา คัดกรอง บำบัด ฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามหลังกลับคืนสู่ชุมชน 

นายโสภณ กล่าวว่า การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพคิดโดยชุมชนมีส่วนร่วม (CBTx) ภายใต้โครงการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ที่ วัดสุวรรณาราม หมู่ 11 ตำบลบ้านเป้า อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ กิจกรรมครั้งนี้มี นายนิสิต วงศ์หทัย นายอำเภอพุทไธสง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพุทไธสง สมาชิกสภาจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทไธสง สาธารณสุขอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันทุกตำบล หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี 

นายโสภณ กล่าวต่อว่า การเปิดค่าย CBTx รุ่นที่ 1 ของตำบลบ้านเป้า มีผู้เข้ารับการบำบัดจำนวน 40 คน เพื่อขยายโอกาสให้ผู้มีปัญหายาเสพติดเข้าถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากชุมชน ครอบครัว และทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของสังคม ปัญหายาเสพติดไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อผู้เสพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ และคุณภาพประชากรของประเทศในระยะยาว 

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหายาเสพติดจึงเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ รวมถึงครอบครัวของผู้เสพ ซึ่งล้วนต้องได้รับการดูแลและฟื้นฟู” นายโสภณ กล่าว 

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้(22มิ.ย.) เวลา 13.30 น. จะมีการประชุมหารือที่อาคารรัฐสภา โดยเชิญรมว.ยุติธรรม รมว.กลาโหม ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านกฎหมาย การป้องกัน การปราบปราม การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัด 

“ผมได้กำชับให้พื้นที่นำร่องทั้ง 6 อำเภอ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน CBTx อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมติดตามดูแลผู้ผ่านการบำบัดอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถกลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมได้อย่างยั่งยืน การแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ต้องไม่หยุดอยู่ที่การจับกุมหรือการบำบัดรักษา แต่ต้องทำให้ผู้ที่เคยหลงผิดสามารถกลับมายืนหยัดในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ มีอาชีพ มีรายได้ และมีอนาคต เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศไทย คือประชาชนที่มีคุณภาพ การคืนคนคุณภาพกลับสู่สังคม จึงเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว” นายโสภณ กล่าว

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.04 น.

งัดประวัติศาสตร์ตอกหน้าเขมร! หลังเหลี่ยมทำทวงคืน บ้านหนองจาน กองทัพ แจงไทยตั้งศูนย์อพยพลี้ภัยยุคเขมรแดง แบกรับภาระช่วยมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวกรณีกัมพูชาจะขอคืนพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า การกล่าวอ้างเกี่ยวกับบ้านหนองจานของกัมพูชา  โดยอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์และหลักมนุษยธรรมและจุดยืนของประเทศไทยในการยึดมั่นหลักกฎหมายระหว่างประเทศควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ชายแดนของไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเคยเป็นพื้นที่รองรับผู้หนีภัยการสู้รบชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ความรุนแรง และเหตุการณ์ในยุคเขมรแดง โดยในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการจัดตั้งค่ายผู้หนีภัยการสู้รบและศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหลายแห่งตามแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่บ้านหนองจาน

ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยได้เปิดพื้นที่ชายแดนเพื่อรองรับผู้หนีภัยการสู้รบจำนวนมาก และประสานความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ในการจัดหาอาหาร ยารักษาโรค น้ำสะอาด และที่พักพิงชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตด้านมนุษยธรรม

การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยต้องรับภาระทั้งด้านงบประมาณ การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน การดูแลความปลอดภัย และการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย ก่อนทยอยเดินทางกลับประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

“การกล่าวถึงบ้านหนองจานควรพิจารณาควบคู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ เพราะพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหนึ่งตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนชาวกัมพูชาในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของภูมิภาค” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า

สำหรับจุดยืนของไทยในประเด็นอธิปไตยและเขตแดนนั้นประเทศไทยยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด ขณะเดียวกันก็ยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เอกสารทางราชการ และข้อตกลงเขตแดนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

การพิจารณาประเด็นด้านอธิปไตยและเขตแดนจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐาน และกระบวนการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐ

“บ้านหนองจานถือเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเปิดพื้นที่และให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบชาวกัมพูชาจำนวนมากในยามวิกฤต โดยไทยยังคงยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมควบคู่ไปกับการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศ” ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

เพื่อไทย เสียงแตก หวั่นเลือก สสร.ตรงแล้วมีปัญหา เตรียมประชุมพรรคหารือ 23 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า กรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้าน เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ความเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% แต่ไม่สามารถเลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงว่า ทางพรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นคล้อยตามกับความเห็นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่อีกฝ่ายมองว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของตุลาการเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีผลผูกพันทุกองค์กร หากจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรง ก็สุ่มเสี่ยงจะถูกร้อง และถ้ามีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงข้าม การเดินหน้าเรื่องนี้ก็จะเสียเปล่า

ดังนั้นเช้าวันที่ 23 มิ.ย. ทางแกนนำและคณะผู้บริหารพรรคจะนำเรื่องนี้มาหารือกำหนดแนวทางก่อนการประชุม สส.ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่าย แล้วกำหนดเป็นทิศทางการปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งทางคณะผู้ร่างก็ยืนยันว่าขอแนวทางการร่างให้ชัด เมื่อได้แนวทางแล้วจะไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ และสามารถยื่นต่อประธานสภาฯได้ก่อนที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ต้นเดือนกรกฎาคมแน่นอน 

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 สร้างสรรค์-ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ – รมต.

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 สร้างสรรค์-ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ - รมต.

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 สร้างสรรค์-ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ – รมต.

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.34 น.

ปธ.วิปรัฐบาล หวังอภิปรายงบฯ ปี 70 เป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ – ไม่เสียดสี ขออย่ากล่าวหาเลยเถิด นายกฯ – รมต. เพราะเป็นคนละเวทีกัน เชื่อรบ.พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้าน 

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่จะพิจารณาตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. – 1 ก.ค. ในแต่ละวันจะพิจารณาเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ไปจนถึงเวลาหลังเที่ยงคืน ส่วนวันสุดท้าย คือวันที่ 1 ก.ค. จะต้องลงมติในช่วงเย็น เชื่อว่า จะเป็นช่วงเวลาเพียงพอในการพิจารณา และในสัปดาห์หน้าจะมีการหารือของวิป 3 ฝ่าย ตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อวางกรอบ และจัดสรรเวลาของแต่ละฝ่าย 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สส. พรรคภูมิใจไทยจะจัดผู้อภิปราย เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งในวันที่ 29 มิ.ย.จะมีการประชุมของ สส.พรรคภูมิใจไทย วางกรอบ และประเด็นในการอภิปราย 

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนบรรยากาศการพิจารณางบประมาณปี 2570 หากการอภิปรายอยู่ในกรอบขอบเขตของการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ยินดีรับฟังทุกข้อเสนอแนะและความเห็น และเชื่อว่ารัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็นข้อห่วงใย และเสนอแนะจากฝ่ายค้าน

“สิ่งที่อยากจะเห็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ หากมีประเด็นไหนที่ไม่เห็นด้วย หรือมีประเด็นไหนที่คิดว่าควรทำให้ดีกว่าเดิม ก็เสนอกันมา ไม่ใช่การอภิปรายในเชิงเสียดสีกัน ไม่ใช่อภิปรายในเชิงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นคนละเวทีกัน อยากเห็นการอภิปรายในการนำเสนอนโยบายว่ากระทรวงนี้ได้รับงบประมาณแบบนี้ มีโครงการที่จะใช้งบไม่เหมาะสม คิดว่าพูดได้ และไม่อยากให้ประท้วงให้วุ่นวาย แต่ถ้าเลยเถิดจนถึงการกล่าวหารัฐมนตรี กล่าวหานายกรัฐมนตรี มันจะเกินกว่าขอบเขตของการอภิปรายงบประมาณในรอบนี้” นายกรวีร์ กล่าว 

สายชิมห้ามพลาด งาน ‘Northern Agri Food & Coffee 2026’ จากยอดดอยสู่เมืองกรุง

สายชิมห้ามพลาด งาน ‘Northern Agri Food & Coffee 2026’ จากยอดดอยสู่เมืองกรุง

สายชิมห้ามพลาด งาน ‘Northern Agri Food & Coffee 2026’ จากยอดดอยสู่เมืองกรุง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Northern Agri Food & Coffee 2026” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และผลักดันสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคและตลาดที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น

รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยผ่านการเพิ่มมูลค่า (Value Creation) การพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ สินค้าแปรรูป และสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

งาน “Northern Agri Food & Coffee 2026” ถือเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมสินค้าเด่นจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ มาไว้ในพื้นที่เดียว รวม 100 บูธ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพ พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาดโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โซนกาแฟอัตลักษณ์ภาคเหนือ ที่นำเสนอศักยภาพกาแฟไทยคุณภาพจากแหล่งผลิตชั้นนำ รวมถึงกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI สะท้อนความสามารถของเกษตรกรไทยในการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดครบวงจร อาทิ การชิมกาแฟ การแข่งขันกาแฟดริป การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงสินค้าคุณภาพจากภาคเหนือ ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ห้างโมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านกาแฟ และไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง

กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า งานครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดศักยภาพสินค้าเกษตรและอาหารของภาคเหนือ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และยกระดับสินค้าไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตร สินค้า GI และผลิตภัณฑ์กาแฟไทย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน

จึงเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจร่วมเลือกซื้อสินค้าภายในงาน “Northern Agri Food & Coffee 2026” ระหว่างวันที่ 19–23 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 21.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

เคฟล่า จับมือ ปางช้างแม่แตง เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA

เคฟล่า จับมือ ปางช้างแม่แตง เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA

เคฟล่า จับมือ ปางช้างแม่แตง เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ในวันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังสะท้อนคุณค่าและความรับผิดชอบต่อสังคม CEFLAR (เคฟล่า) ผู้จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท จี.เอ็ม.เอส.คอร์เปอเรชั่น จำกัด ประกาศร่วมมือครั้งสำคัญกับ ปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “CEFLAR x SUDA” คอลเลกชันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผสานงานดีไซน์เข้ากับแนวคิดด้านความยั่งยืน ผ่านลวดลายศิลปะที่สร้างสรรค์จาก “สุดา” ช้างแสนรู้แห่งปางช้างแม่แตง พร้อมส่งมอบรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนการดูแลและร่วมสมทบทุนสร้าง โรงพยาบาลช้าง ประจำจังหวัดเชียงใหม่

คอลเลกชัน “CEFLAR x SUDA” ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศไทย โดยนำผลงานศิลปะจากฝีแปรงของ “สุดา” ช้างผู้มีพรสวรรค์ด้านศิลปะแห่งปางช้างแม่แตง มาถ่ายทอดลงบนผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน CEFLAR x SUDA จึงเป็นมากกว่าคอลเลกชันเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นตัวอย่างของการนำพลังแห่งศิลปะ และความรับผิดชอบต่อสังคมมาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้บริโภค และสัตว์ป่าที่เป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศไทย

นายมาโนช กัมบีร์ ผู้บริหาร บริษัท จี.เอ็ม.เอส.คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เราต้องการสร้าง
แบรนด์ที่ไม่ได้แค่จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นสะพานที่เชื่อมผู้คนเข้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า CEFLAR x SUDA ไม่ได้เป็นเพียงการออกแบบผลิตภัณฑ์คอลเลกชันพิเศษเท่านั้น แต่เป็นการนำเรื่องราวแห่งความเมตตาและการอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาส่งต่อผ่านสินค้าที่ผู้คนใช้งานทุกวัน เพราะฉะนั้นสินค้าของเราทุกชิ้นมีความหมาย มีเรื่องราว และมีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะเราเชื่อว่างานศิลปะที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับชีวิตได้จริง”

ด้าน นายบพิตร ชัยเลิศ ผู้บริหารปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “ช้างไทยถือเป็นส่วนสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศของประเทศ การดูแลช้างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ CEFLAR Care นำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับภารกิจด้านสังคม จนเกิดเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือช้างได้ง่ายขึ้น รายได้ที่ได้รับจะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดูแลสุขภาพช้างและการผลักดันการสร้างโรงพยาบาลช้างเพื่อรองรับการรักษาในระยะยาว”

คอลเลกชัน CEFLAR x SUDA ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าดีไซน์พิเศษ 3 รายการ ได้แก่

  • หม้อต้มไฟฟ้าอเนกประสงค์ SUDA Collection ความจุ 1.5 ลิตร เคลือบผิว Teflon Non-Stick ป้องกันอาหารติดหม้อ แข็งแรง ทนทาน ปรับความร้อนได้ 2 ระดับ ดีไซน์มินิมอลพร้อมลวดลายจากผลงานศิลปะของช้าง ราคา 599 บาท
  • กาต้มน้ำไฟฟ้า รุ่น SUDA-PT01 ความจุ 1.8 ลิตร มาพร้อมระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อน้ำเดือด สไตล์มินิมอล ดีไซน์ สวยงาม ใช้งานสะดวก และสามารถถอดแยกออกจากฐานจ่ายไฟได้ ไม่เป็นสนิม ทำความสะอาดง่าย ราคา 499 บาท
  • รางปลั๊กไฟ รุ่น SUDA-PS01 4 ช่อง 4 สวิตช์ รองรับกำลังไฟสูงสุด 2,300 วัตต์ ผลิตจากวัสดุไม่ลามไฟ มีเบรกเกอร์นิรภัยในตัว พร้อมพอร์ต USB และ USB-C เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ราคา 599 บาท
  • โปรโมชันพิเศษสำหรับเซต 3 ชิ้น ราคาเพียง 1,399 บาท

เมื่อผู้บริโภคมองหามากกว่าสินค้า CEFLAR x SUDA คือคำตอบของการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายทุกชิ้น จะถูกนำไปสนับสนุนการดูแลสุขภาพช้างและร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลช้างแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะทุกลายเส้นมีเรื่องราว และทุกการสนับสนุนมีส่วนช่วยช้างไทย

คอลเลกชันพิเศษ CEFLAR x SUDA จำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Facebook: Ceflar Thailand, Shopee: Ceflar Thailand และ TikTok: CeflarThofficial

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด “OR Space” อย่างเป็นทางการ ณ OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด “OR Space” อย่างเป็นทางการ ณ OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดพิธีเปิด “OR Space” อย่างเป็นทางการ ณ  OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือในการยกระดับการให้บริการ และอำนวยความสะดวกสบายให้กับบุคลากร ผู้รับบริการ ตลอดจนประชาชนทั่วไป



ในพิธีได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กร ร่วมตัดริบบิ้นเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณะผู้บริหารจาก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR นำโดย หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ สุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ 



ทั้งนี้ คณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กร พร้อมด้วยคู่ค้า และแขกผู้มีเกียรติ ได้ร่วมกันเยี่ยมชมพื้นที่ OR Space เพื่อสัมผัสถึงความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ