เต้ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงหลายเขต จ่อส่งรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

เต้ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงหลายเขต จ่อส่งรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

เต้ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงหลายเขต จ่อส่งรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

เต้ มงคลกิตติ์ แฉพบเบาะแสซื้อเสียงตามชุมชนหลายเขตพื้นที่ ลั่นมีรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ พร้อมส่งให้ ผบ.ตร.-ปปง.ตรวจสอบสัปดาห์หน้า ก่อนนำ ภาสพงศ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อง กกต. สั่งเปลี่ยนตัว กปน.ทั้ง 6,629 หน่วย ไม่ให้มีเจ้าหน้าที่ในสังกัด กทม. อ้างเพื่อการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม  

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ พร้อมด้วยนายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เบอร์ 7 เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) ที่อยู่ในความดูแลของ กกต.กรุงเทพมหา นคร  ทั้งหมด 6,629 หน่วย ไม่ให้มีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ ในสังกัด กทม.เข้ามาเป็น กปน. ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเที่ยงธรรม  และอนุญาตให้อาสาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทุกค่าย อย่างน้อย 2 คน เข้าไปสังเกต การณ์ในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งตั้งแต่เปิดหีบ นับบัตรเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือกตั้ง ปิดหีบเลือกตั้ง ขนกระทั่งเปิดหีบเลือกตั้ง นับคะแนนเลือกตั้ง สามารถบันทึกวีดีโอมือถือหรือ LIVE ขณะนับคะแนน รายหน่วย เพื่อป้องกันการนับผิด และเมื่อคะแนนเสร็จแล้ว กปน.จะต้องกรอกคะแนน ในใบส่งคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย โดยให้ผู้สังเกตการณ์ถ่ายสำเนา 1 ชุด ไปเปรียบเทียบคะแนนตอน กกต กลางรวมคะแนน จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนครั้งที่ผ่านมา 

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า  การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิสภากรุงเทพมหานคร มีทั้งหมด 6,629 หน่วย อยู่ในความดูแลของ กกต.กรุงเทพมหา นคร มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหน่วยละ 9 คน ซึ่งการสรรหาแบบเดิมอาจมีส่วนของกลุ่มอำนาจเก่าที่คอยเสนอแนะรายชื่อบุคคลในชุมชนที่ตนเองต้องการมาควบคุมได้เข้ามาเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น จำเป็นที่ต้องมี กปน.ที่มาจากบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานครจะได้ไม่เกิดข้อครหา และ กกต. กับ กปน จะได้ไม่ถูกดำเนินคดีในภายหลัง

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวอีกว่า  ขณะนี้ได้รับการบอกเล่าจากน้องนักเรียน นักศึกษาจากหลายพื้นที่ว่า เริ่มมีการซื้อเสียง เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภากรุงเทพมหารนครแล้ว ตามชุมชนแออัดและเคหะชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี  ขอให้อาสาสมัครของกลุ่มกรุงเทพบินได้ ที่มีมากกว่า1หมื่นคน ในทุกพื้นที่ กทม.ช่วยกันถ่ายคลิปเก็บหลักฐานและไปแจ้งความเมื่อพบว่ามีการซื้อเสียง  เพื่อที่ตนรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดส่งเรื่องรองไปที่ กกต. เพื่อที่พี่น้องอาสาสมัครได้รับรางวัลสินบนนำจับจาก กกต. 1 ล้านบาท เงินที่หัวคะแนนซื้อจ่ายให้ครั้งละ 500-1,000บาท และไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครทำร้ายกลุ่มกรุงเทพบินได้ เราอาสาสมัครทหานพรานช่วยคุ้มครองอยู่

“ในสัปดาห์หน้า ตนจะนำข้อมูลรายชื่อกลุ่มบุคคลที่คาดว่าเป็นหัวคะแนนซื้อเสียงไปมอบให้ ผบ.ตร.  แม่ทัพภาคที่1 และ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบขบวนการซื้อเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิสภากรุงเทพมหารนคร เนื่อง จากเราได้รับข้อมูลมาว่า กลุ่มเหล่านี้จากเขตพื้นที่ต่างๆจะไปรับกล่องเงินจากตึกแถวแห่งหนึ่งมาจ่ายให้กลุ่มเป้าหมายในชุมชนแต่ละเขตพื้นที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเงินสกปรกที่มีจากการคอร์รัปชั่น เราไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้”  นายมงคลกิตติ์ ระบุ

นายกฯ ถกผู้นำอาเซียน-รัสเซีย พร้อมเปิดฉากเจรจาเขมร ยันยึดอธิปไตยไทยสูงสุด

นายกฯ ถกผู้นำอาเซียน-รัสเซีย พร้อมเปิดฉากเจรจาเขมร ยันยึดอธิปไตยไทยสูงสุด

นายกฯ ถกผู้นำอาเซียน-รัสเซีย พร้อมเปิดฉากเจรจาเขมร ยันยึดอธิปไตยไทยสูงสุด

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

นายกฯ เผย วงประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย คาดได้พบนายกฯเขมร ขอเชื่อมั่นไม่มีอะไรเสียหาย แจงตั้งคณะเจรจาประนอมฝ่ายไทยตามกรอบ UNCLOS แล้ว

17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) วันที่ 17 มิ.ย.ที่โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16–19 มิ.ย.นี้ ว่าน่าจะมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมาที่ประเทศเวียดนามก็ได้พบกันไปแล้วครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอเชื่อมั่นว่าจะไม่มีอะไรเสียหาย หรือ ทำให้ประชาชนคนไทยต้องกังวล โดยเฉพาะเรื่องของอธิปไตยและการเตรียมความพร้อมหากมีการปะทะกัน

เมื่อถามถึงกรณีความคืบหน้าในการตั้งคณะเจรจาประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982
(UNCLOS )นั้น นายกฯ กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้ตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วจำนวน 2 คน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูตไทย ณ คูเวต เพื่อทำหน้าที่เจรจาประนอมภาคบังคับในกรอบของ UNCLOS ตามที่ทางกัมพูชาเสนอไปยังสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

เมื่อถามต่อถึงการตั้งคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ นายกฯ กล่าวว่า ได้ตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเลทั้ง 2 คน เรามีความพร้อมที่จะเจรจา ไม่ต้องกังวล พร้อมขอให้ทุกคนทำมาหากินตามปกติ  รัฐบาลการันตีเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน.

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

ปชป.เปิดข้อมูล ส่องรัฐ แฉโครงการจัดซื้อจัดจ้าง กทม. กว่า 4 หมื่นโครงการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินรวมกว่า 1.3 หมื่นล. พร้อมตั้งข้อสงสัยการซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล ด้าน อนุชา ย้ำไม่ใช่การกล่าวหา แต่เปิดข้อมูลให้สังคมร่วมตรวจสอบความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนเพจ “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบข้อมูลโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” และเพจ “ภาษีไปไหน” โดยระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะพบโครงการของ กทม. ภายใต้การบริหารของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 43,178 โครงการ วงเงินรวมกว่า 52,380 ล้านบาท

นางการดี กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ 40,054 โครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน และมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คิดเป็นวงเงินรวม 13,370 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีโครงการจำนวน 12.8% ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดสังเกต เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีลักษณะเฉพาะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะดังกล่าวถึง 38,945 โครงการ ที่มีมูลค่างานต่ำกว่า 500,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการซอยย่อยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ซึ่งต้องมีการเปรียบเทียบราคาและเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเหมาะสม

นางการดี กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลางและอาคารสำนักงานการแพทย์ วงเงินระดับ 4,000 ล้านบาท ที่ดำเนินการด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยพบว่าราคาที่ชนะการประมูลอยู่ที่ 3,996.998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 99.5% ของราคากลาง ขณะที่ผู้ยื่นเสนอราคาสองรายมีส่วนต่างกันเพียง 1 ล้านบาท หรือประมาณ 0.025% เท่านั้น จึงเห็นว่าควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดังกล่าว

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ช่วยให้สามารถมองเห็นแนวโน้มและความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์เพียงอย่างเดียว

นายอนุชา ระบุว่า แม้ กทม. จะมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลบางชุดยังทำได้ยาก ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายหน่วยงาน และบางกรณีก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ถูกเปิดเผยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาเผยแพร่ ไม่ได้มีเจตนากล่าวหาหรือชี้ว่ามีการกระทำผิด แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อสะท้อนแนวโน้มความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสังคม ร่วมกันตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในประเด็นการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

นายอนุชา กล่าวว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนในกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงและมีสิทธิรับรู้ข้อมูลดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีหน่วยงานใดชี้ชัดว่ามีการกระทำผิดก็ตาม

“สิ่งที่เราพยายามทำ ไม่ใช่การแฉใคร แต่ต้องการให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลและร่วมกันพิจารณาว่า พฤติกรรมหรือรูปแบบการบริหารจัดการเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ ควรเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการหรือไม่” นายอนุชา กล่าว

พร้อมกันนี้ นายอนุชา ยังขอให้สังคมลดอคติทางการเมือง และพิจารณาข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าตัวบุคคล โดยเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของภาครัฐ ไม่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการของประเทศไทยในภาพรวม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติในอนาคต

ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคกำลังรวบรวมข้อมูลการทุจริตต่างๆ และหลังจากได้ความชัดเจนเพียงพอแล้ว จะมีการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำการตรวจสอบต่อไป 

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก มั่นใจศักยภาพและความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลล์แมน” ทำการตลาดให้ EEC

นายกฯ กล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คีอการตลาดเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้งหลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน – มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นนจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มาก

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ 'วราวุธ' หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เข้าหารือร่วมกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อปูทางสู่ความร่วมมือครั้งใหม่ที่เน้นการเติบโตเชิงปฏิบัติในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

การหารือในครั้งนี้ครอบคลุมแนวโน้มความร่วมมือทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม โดยมีประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนกิจกรรมการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมนานาชาติ INNOPROM 2026 ซึ่งเตรียมจัดขึ้นที่เมืองเยคาเตรินเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักธุรกิจและอุตสาหกรรมจากทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

นอกเหนือจากเรื่องการส่งเสริมงานจัดแสดงสินค้า ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงลึกถึงการกำหนดมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทจากรัสเซียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการจัดแสดงสินค้าต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินและเทคโนโลยีขึ้นมาหารือ เพื่อเป็นตัวเร่งสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันร่วมกัน

ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อการทำงานในเชิงปฏิบัติให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งผลักดันให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างรัสเซียและไทยมีความก้าวหน้าและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในอนาคต

นายเยฟกินี โทมิคิน หารือ นายวราวุธ ศิลปอาชา
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยและรัสเซีย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกับทูตรัสเซีย
ความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย–รัสเซีย

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“พริษฐ์”ไม่ขัด”ภูมิใจไทย” เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา”กระจายอำนาจท้องถิ่น-ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ” แต่ขอดูเนื้อหาก่อน บอก”พรรคส้ม”ก็เคยเสนอแบบนี้แต่ ครม.ไม่สนอง

17 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีมติจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทับซ้อนกันหรือไม่ ว่า เราสามารถทำคู่ขนานกันได้ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเดินหน้าเพราะมีผลการทำประชามติ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เดินหน้า แต่หากมีบางประเด็นที่เราต้องแก้ไขรายมาตรา ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนได้ก็สามารถทำคู่ขนานกันได้ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่นำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลในการชะลอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้ ตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้มีการยื่นแก้ไขรายมาตราคู่ขนานกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 10 กว่าฉบับ ก็ไม่เห็นว่า ครม.จะยืนยันให้ฉบับไหนไปต่อ และตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาฯ ชุดปัจจุบัน เราก็ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอีก 2 ฉบับ

เมื่อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ไขเรื่องการเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พรรคประชาชนสนับสนุนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดของร่างก่อน แต่จากเนื้อหาที่พรรคภูมิใจไทยแถลงมี 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 2.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งโดยหลักการแล้วพรรคประชาชนเคยเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ ตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากพรรคภูมิใจไทยก่อนหน้านี้ และ ครม.ก็ไม่ได้มีมติยืนยันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวไปต่อ

เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราในลักษณะนี้ จะเป็นการเอื้อกับระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ภาพใหญ่ของระบอบสีน้ำเงินคือ การเห็นกลุ่มการเมืองหนึ่ง สามารถฉวยโอกาสจากช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อควบคุมการเมือง และเกิดปรากฏการณ์ฮั้วทั้งกระดาน เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ออกแบบ สว.มาจากการเลือกกันเอง จนเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการ และกุมสภาพเสียงของ สว.ได้

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 60 ยังกำหนดให้ สว.มีอำนาจชี้ขาดบุคคลที่จะไปนั่งในองค์กรอิสระ ซึ่งหากรัฐบาลและองค์กรอิสระสามารถฮั้วกันได้ กลไกในการตรวจสอบจะอ่อนแอลง นี่คือข้อกังวลที่เราย้ำมาตลอด ดังนั้น เป้าหมายของระบอบสีน้ำเงินมี 2 อย่าง คือ 1.ทำอย่างไรก็ได้ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลง เพื่อให้ประเทศยังอยู่ในรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน แต่หากจำเป็นต้องเดินหน้า เชื่อว่าเขาจะพยายามทำให้อยู่ภายใต้เงื่อนไข และกติกาในการเลือกผู้ร่าง เพื่อชี้ขาดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างที่ตนเคยวิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ได้ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีกฎเกณฑ์ที่คลุมเครือ รวมถึงเพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.ด้วย

ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ

ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ

ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

สุริยะ เผยไทยเร่งจัดทำข้อมูลเสนอข้อสรุปต่อนายกรัฐมนตรี ก่อนการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า หาข้อยุติปัญหาส่งออกกุ้ง ย้ำยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

17 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีภายหลังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือด่วนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาการควบคุมการส่งออกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ไปยังมาเลเซีย และหาทางออกในการลดขั้นตอนการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารนั้น ว่า ทางการมาเลเซียได้ตอบกลับหนังสือของฝ่ายไทยมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย ยังคงติดภารกิจอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ จึงยังไม่สามารถกำหนดวันสำหรับการหารือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของทั้ง2 ประเทศอย่างเป็นทางการได้ 

โดยได้รับการยืนยันว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรมาเลเซียเสร็จสิ้นภารกิจต่างประเทศแล้วการ กำหนดวันหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง ยืนยันว่าไทยจะยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากไทยคอนเฟิร์มมาตรการการนำเข้าปลากระพงให้กับมาเลเซีย ทางมาเลเซียก็ควรจะต้องเปิดทางให้กุ้งไทยส่งออกได้เพื่อให้เกษตรกรทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมและไม่เกิดอุปสรรคทางการค้าเกินความจำเป็น

สำหรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้รัฐบาลได้เตรียมใช้กลไกความร่วมมือและระดับผู้นำ โดยล่าสุดได้หารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจัดทำข้อมูลนำเสนอให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปประกอบการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อีกทั้งทราบว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็ได้แสดงท่าทีที่อยากเห็น มาตรการที่ผ่อนปรนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากประเทศไทยมีมาตรการในการผ่อนปรนแล้ว ไม่ได้รับการตอบรับ การค้าก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ 

 ทั้งนี้เชื่อว่า จะเห็นทางออกแก้ไขปัญหานี้เร็วๆนี้ เนื่องจากในเดือนหน้านายกรัฐมนตรีไทยมีกำหนดการจะเดินทางเยือนมาเลเซีย และคาดว่าจะมีการหารือ ในประเด็นดังกล่าวระหว่างผู้นำไทยและมาเลเซีย ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งเป้าหมายในการหาเร่งหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าวร่วมกับฝ่ายมาเลเซียให้แล้วเสร็จก่อนการเดินทางเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีเดือนหน้า

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน.

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน.

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน. ระหว่างประชุมสภาฯ 

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 จากกรณีการประชุมร่วมรัฐสภาท เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ประกฎภาพช่วงหนึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงที่นั่งของพรรคประชาชน ก่อนที่ น.ส.รักชนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้นายไชยชนกดู จากนั้น นางนันทนา สงฆ์ประชา ได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันไม่นาน โดยนายไชยชนกได้เดินโอบไหล่ พานางนันทนากลับไปนั้น

ล่าสุด น.ส.รักชนก ได้โพสต์ภาพดังกล่าว พร้อมข้อความอธิบายบทสนทนาในช่วงนั้ันว่า “ได้เจอกันในห้องประชุม ดิฉันเลยถามคุณไชยชนก

1) พรุ่งนี้ที่ กมธ.ติดตามงบฯ เชิญร่วมประชุมมาไหม ?
: ตอบว่าไม่มา ให้ปลัดมา

2) ไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการหรอ ?
: ไม่ตอบ

3) เห็นหลักฐานล่าสุด ที่เราเปิดแล้วหรือยัง หลักฐานที่ว่าโครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม ?
: ยังไม่เห็นครับ

ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็เลยเปิดมือถือให้ดูว่ามีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอรัปชั่น

และ สส.อีกท่านที่เดินมาคุยกัน แล้วมีรูปจับมือกัน ดิฉันก็ถามว่าแค่ชวนคุณไชยชนกคุยเอง ถึงกับไม่ไว้ใจเป็นห่วงกันต้องเดินมาคุมเลยหรอ ไม่ทำอะไรหรอกหน่า เรื่องก็มีแค่นี้

สำหรับใครที่เห็นรูปแล้ว คิดไปไกลว่ามันจะมีการดีลอะไรกันหรือเปล่า ดิฉันก็ต้องยืนยันว่าโอกาสที่จะได้เจอรัฐมนตรีมันไม่ง่าย ตั้งกระทู้ถามก็ไม่ค่อยจะมาตอบกัน เชิญมาชี้แจงในกรรมาธิการก็ไม่มา ดังนั้นก็มีโอกาสแบบนี้แหละที่ได้คุยกัน

สำหรับใครที่แซวแล้วส่อไปในเชิงชู้สาว ถ้าคิดว่าแซวกันเล่นๆ อย่าคิดมาก ลองคิดว่าถ้าเป็นน้องสาว เป็นพี่สาว เป็นแม่ เป็นแฟนสาว หรือเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดภาพ ไชยชนก เดินไปคุยกับ รักชนก ระหว่างประชุมสภา

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

’อรรถวิชช์‘ แนะเร่งตามตรวจสอบพิรุธเหล็กเส้นซิน เคอ หยวนฯกว่า40,000เส้นไปสู่ ’ร้านค้าปลายทาง‘ ได้มาตรฐานหรือไม่ เผย ’กรมโรงงานฯ‘ ยันกลับมาเปิดโรงงานแล้วก็ปิดได้ หากพบน่าสงสัย รับปากลุยลงสุ่มตรวจทุกเตาหลอมทั่วประเทศ ชวนจับตาถก ‘กมอ.’ เข้มเปลี่ยนมาตรฐานเหล็ก ลั่นคนเราเจ็บต้องจำ เหล็กข้ออ้อยไร้มาตรฐาน ส่งผล ’ตึกถล่ม‘ ได้

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัดว่า เรื่องที่ไม่ผิดปกติของบริษัท ซิน เคอ หยวนฯ คือได้แก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ในการทำให้โรงงานปลอดภัยผลิตสินค้าได้ แต่สิ่งที่ผิดปกติมีพิรุธคือมาตรฐานสินค้าที่เขาผลิต การตรวจเหล็กต้องตรวจทุกเตา แต่การตรวจคราวนี้ไม่ได้ตรวจทุกเตา มันเกิดการสุ่มตรวจเฉพาะบางเตาเท่านั้น และผ่านกระบวนการตรวจทดสอบออกมาได้ จึงมีความกังวลใจว่าเหล็กหลอมด้วยเตาแบบ IF (Induction Furnance) โดยธรรมชาติของมันมันสำหรับการหลอมเหล็กที่มีสารเจือปนน้อย เช่น หลอมสแตนเลส ก็ออกมาเป็นสแตนเลส แต่ถ้านำเศษเหล็กเขรอะๆเข้าไปหลอมเลยคุณภาพออกมาจะต่ำลง ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าคำว่ามาตรฐาน 100เปอร์เซ็นต์คือ100 ไม่ใช่ตรวจผ่าน95เปอร์เซ็นต์ อีก5เปอร์เซ็นต์หลุด แบบนี้ไม่ใช่มาตรฐาน

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเหล็กที่ทางเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) ชี้แจงต่อกมธ.ฯ เป็นเหล็กที่ทางบริษัทซิน เคอ หยวนฯ เตรียมเอาไว้แล้วนำไปตรวจ โดยเป็นการตรวจจาก2สถาบันคือ สถาบันยานยนต์ กับสถาบันไทย-เยอรมัน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของซิน เคอ หยวนที่จะต้องการตรวจที่นี่ ตอนขออนุญาตขอกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ก็ควรต้องกลับไปตรวจกับสถาบันเหล็กฯ ที่เกิดจากสุ่มตรวจ ถือว่าไม่ใช่การตรวจทดสอบจริง แต่ก็ผ่านไปแล้ว ตนจึงได้ฝากไปว่า ขอให้ใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ มีการตรวจปล่อยออกมาแล้วจำนวนกว่า 40,000 เส้น ในช่วงรอยต่อที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ออกจากตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม แล้วนายธนกร วังบุญคงชนะ เข้ามาเป็นรมว.อุตสาหกรรม ยังไม่มีใครมาติดตาม ก็ขอให้มีการดำเนินการติดตามเหล็กเส้นทั้ง40,000กว่าเส้นนี้ตามร้านค้าปลายทาง โดยการสุ่มตรวจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการให้ถูกต้อง แล้วต้องไม่ใช่ทำเฉพาะกับซิน เคอ หยวน แต่ต้องทำกับทุกบริษัททั่วประเทศแบบไม่บอกล่วงหน้า ซึ่งทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รับปากแล้วว่าจะทำการสุ่มตรวจทุกเตาในทุกโรงเหล็ก ตนก็จะรอดูผล

“เกณฑ์ที่บอกว่าต้องสุ่มตรวจทุกเตา เกิดในช่วงรอยต่อที่นายธนกร เข้าไปเป็นรมว.อุตสาหกรรม แต่เหล็กมันถูกปล่อยออกมาแล้ว40,000กว่าเส้น นายธนกร ก็ตั้งคณะกรรมการสอบ แล้วบอกว่าต่อจากนี้ต้องสุ่มตรวจทุกเตา แต่พอไปเปิดของซิน เคอ หยวน ตรวจเรื่องความปลอดภัยผ่าน แต่มาตรฐานเหล็กไม่ได้ตรวจทุกเตาตามที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบ เลยต้องตามไปตรวจว่าเหล็ก40,000กว่าเส้น มันไปสู่ร้านค้าใดที่ปลายทางผมคิดว่าวันนี้กมธ.ฯได้รับรู้แล้วว่ามันมีความปกติในการสุ่มตรวจ ซึ่งทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่มาชี้แจงต่อกมธ.ฯวันนี้ก็ยืนยันว่าถึงเปิดโรงงานแล้วก็ปิดได้หากพบพิรุธ” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าสนใจคือสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) ต้องติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนมาตรฐานเหล็กหรือไม่ เช่น 1.ต่อไปนี้ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กที่ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะถ้ามีเตาปรุงน้ำเหล็กคุณภาพเหล็กจะดีขึ้น 2.ต่อไปควรจะห้ามเหล็กหลอมแบบIFในเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำคาน หรือเสาในตึกสูงหรือไม่ ต้องวัดใจกันว่า กมอ. จะทำตามมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนติดตามตลอด ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาครั้งนี้ไม่ได้ออกมาค้าน แต่ตนออกมาปกป้องว่าคนเราเจ็บต้องจำ เหล็กข้ออ้อยที่มันไม่ได้มาตรฐาน มันจะส่งผลทำให้อาคารมันถล่มได้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้ ยกเคสเคยชนะคดี ติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย มาแล้ว ประสบการณ์-ต้นทุนสังคมสูง โต้เป็นไปได้ยาก แบ่งเค้กก่อนลากเส้นเขตแดน ยันไม่ยอมแล้ว สภาสูง ปรับหมากลุยเชิงรุก หาก ฮุนเซน โพล่งอะไรอีก พร้อมโต้ทันที

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะ เพื่อเข้าร่วมกระบวนกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ในกรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาว่า มีความเหมาะสมมากที่นายสีหศักดิ์เป็นหัวหน้าคณะ และเอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต ซึ่งเคยเป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น น่าจะมีข้อมูลครบถ้วนที่จะไปสนับสนุนนายสีหศักดิ์ คงจะทำงานเป็นทีมกันได้ด้วยดี ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็ได้ตั้งนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะเหมือนกัน และมีรัฐมนตรีกิจการชายแดนเข้ามาเป็นรองหัวหน้าคณะ ซึ่งตนมองว่าฝ่ายไทยดำเนินการตามขั้นตอนได้ดี 

นายนพดล กล่าวต่อว่า ในส่วนกรรมาธิการทั้ง 2 คน ที่ฝ่ายไทยเสนอ ได้แก่ Judge Albert Hoffmann ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum นักกฎหมายชาวเยอรมัน ต้องยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และอาวุโสทั้งคู่  เพราะทั้งคู่เป็นประธานศาลกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ 

 “นานๆจะเสนอประธานทั้งคู่ ซึ่งก็จะมีความเชี่ยวชาญทางทะเลเป็นอย่างมาก ท่านหนึ่งเคยเป็นผู้ประนอมภาคบังคับของติมอร์เลสเตและออสเตรเลียเช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าทางติมอร์เลสเตในอดีตเคยเสนอท่านนี้เป็นผู้ประนอม แสดงว่าท่านนี้ต้องมีความโดดเด่นมากทีเดียว และอย่าลืมว่ากรณีติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย ติมอร์เลสเตได้เปรียบในเรื่องนี้” นายนพดล กล่าว 
   
นายนพดล กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าฝั่งไทยจะไม่เสียเปรียบ เผลอๆจะมีความเหนือชั้นกว่าด้วยซ้ำไป แต่อย่างที่ตนเรียนมาโดยตลอด คณะกรรมาธิการทั้งหมดก็มีหน้าที่เสนอแนะ และรับฟังข้อคิดเห็นจากทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ทั้งหมดนี้อยากให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่ถูกเสนอมาทั้งหมดเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีต้นทุนทางสังคมระดับโลกสูง คงไม่ทำอะไรที่ผิดกติกาของ UNCLOS โดยต้องลากเส้นตามหลักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ชัดเจนมาก จะไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้คงไม่ได้ และตนคิดว่าท่านเหล่านั้นคงไม่ไปทำเพราะต้นทุนสูง และประสบการณ์ที่ท่านสะสมมา จนมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ดังนั้น จึงไม่น่าวิตกมากนัก

เมื่อถามว่ามองว่าต่อไปแผนของประเทศกัมพูชาจะมีการคุยเรื่องผลประโยชน์ก่อนที่จะมีการแบ่งเขตแดน และต้องเจรจาอย่างไรให้เหนือกว่าประเทศกัมพูชา นายนพดล กล่าวว่า ตนคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศของเรารับทราบข่าวเบื้องต้นแล้ว และพยายามที่จะแย้งเรื่องนี้ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะกรรมาธิการทั้ง 5 คน เขามีแค่ข้อเสนอแนะเท่านั้นเอง ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งการที่จะไปดำเนินการตามฝั่งกัมพูชาเสนอว่าหากขีดเส้น ลากเส้น หรือแบ่งเขตทางทะเลไม่สำเร็จ ก็ให้ทำเรื่องผลประโยชน์ไปพลางก่อน ซึ่งคงจะทำยาก เพราะเราไม่รู้ว่าหากไม่ลากเส้น ก็จะไม่รู้ว่ามีเขตที่ทับซ้อนอยู่ตรงไหน ฉะนั้น คิดว่าฝ่ายไทยคงแย้งเรื่องนี้ไป เป็นไปตามหลักกติกาสากล

เมื่อถามถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาตอบโต้เมื่อมีประเด็นเหล่านี้ ทางฝั่งวุฒิสภาของประเทศไทยในฐานะสภาสูงเช่นกันจะมีการตอบโต้อย่างไร นายนพดล กล่าวว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาของไทย ได้ลงนามแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภาขึ้นมา โดยได้มอบหมายให้ตนเป็นประธาน หากมีกรณีใดที่ต่างประเทศโดยเฉพาะกัมพูชา หรือในอนาคตอาจมีประเทศอื่นซึ่งเรายังไม่ทราบ ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะวุฒิสภา ของประเทศไทยในภาพรวมเสียหาย จากการปล่อยข่าวปลอม เราก็จะขอตอบโต้ ในทุกประเด็น เพื่อให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เข้าใจ ซึ่งเราได้เชิญทูตอาเซียนบวกสาม จำนวน 12 ประเทศ มาทำความเข้าใจเรื่องการยกเลิก MOU 43 44 ที่ผ่านมาทูตจำนวนทั้ง 12 ประเทศนั้น เข้าใจดี โดยจะนำไปขยายความให้กับประเทศที่ไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งจะเป็นนโยบายหนึ่งของวุฒิสภาในการทำทูตเชิงรุก

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินว่าจะได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา MOU 44 ไม่ได้มีการขยับไปไหน และไม่ได้มีความก้าวหน้าเลย แต่กรรมาธิการฯ ของเราได้มีมติเอกฉันท์ที่จะยกเลิก ดังนั้น นี่จะเป็นกติกาสากลช่องทางหนึ่งที่จะทำให้สามารถหาข้อยุติโดยใช้กติกาสากล และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ เพราะส่วนหนึ่งที่ MOU 44 ไม่ประสบความสำเร็จเพราะการลากเส้นของกัมพูชา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เมื่อเทียบกับประเทศไทย ดังนั้นเมื่อเราดึงทุกอย่างเข้าสู่กติกาสากล คิดว่าหลายเรื่องน่าจะสามารถหาข้อยุติได้