โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ เหรียญลูกเสือสดุดี ปี 2566 จำนวน 549 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ เหรียญลูกเสือสดุดี ปี 2566 จำนวน 549 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ เหรียญลูกเสือสดุดี ปี 2566 จำนวน 549 ราย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.24 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ และเหรียญลูกเสือสดุดี ประจําปี 2566

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ ประจําปี 2566 จํานวน 3 ราย และเหรียญลูกเสือสดุดี ประจําปี 2566 จํานวน 546 ราย ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 จํานวน 326 ราย ชั้นที่ 2 จํานวน 92 ราย และชั้นที่ 3 จํานวน 128 ราย ดังรายนามท้ายประกาศนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

หมอวี โพสต์ถึง สปสช. ปมวัคซีน IPD ลั่น เปลี่ยนใจเถิด ประชาชนจะขอบคุณ

หมอวี โพสต์ถึง สปสช. ปมวัคซีน IPD ลั่น เปลี่ยนใจเถิด ประชาชนจะขอบคุณ

หมอวี โพสต์ถึง สปสช. ปมวัคซีน IPD ลั่น เปลี่ยนใจเถิด ประชาชนจะขอบคุณ

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.07 น.

วันที่ 24 มกราคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า  ข้อมูลทุกคนผิดหมด!

ข้อมูลจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
จากสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย
จากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ
จากกรมควบคุมโรค
จาก HITAP
จากคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศไทย
จากแพทยสภา
จากกรรมาธิการการสาธารณสุขวุฒิสภา
จากหมอเด็กผู้รักษาจริง
และจากองค์การอนามัยโลก WHO
ล้วนผิดทั้งหมด!
ข้อมูลเดียวที่ถูกต้องคือจาก
อนุกรรมการสิทธิประโยชน์ของ สปสช. เท่านั้น
ที่กรรมการบอร์ดหลัก สปสช. เชื่อถือ และนำมาตัดสินใจ
“ไม่ให้เด็กไทยได้รับวัคซีน IPD 
เพราะเด็กไทยไม่คุ้มค่าพอ“
แต่ผมเชื่อว่าลูกหลานบอร์ด สปสช. ฉีดทุกคน!
เปลี่ยนใจเถิดครับ ประชาชนจะขอบคุณ

“ซิดนีย์”- อภินันท์ พัฒนศิริ” ชูนโยบาย “0-10-100”สู้สนามหาดใหญ่

“ซิดนีย์”- อภินันท์ พัฒนศิริ” ชูนโยบาย “0-10-100”สู้สนามหาดใหญ่

“ซิดนีย์”- อภินันท์ พัฒนศิริ” ชูนโยบาย “0-10-100”สู้สนามหาดใหญ่

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.56 น.

พรรคประชาชาติ ส่ง “ซิดนีย์”- อภินันท์ พัฒนศิริ” ปลุกพลังชาวหาดใหญ่ ชูนโยบาย “0-10-100” มุ่งปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา-คอร์รัปชัน ยึดหลักนิติธรรมนำความยุติธรรมเดินหาประชาชน

วัน 6 กุมภาพันธ์ 2569  นายอภินันท์ พัฒนศิริ หรือ “ซิดนีย์” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ขึ้นเวทีดีเบตประชันวิสัยทัศน์ “Scam Stop Debate หยุดโกงประเทศไทย พรรคไหนคือตัวจริง?” ณ ห้องแกรนด์ คอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 8 โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า หาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประกาศเจตนารมณ์นโยบาย “0-10-100” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบยุติธรรมในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมชูประสบการณ์ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 หัวหน้าพรรค เป็นหัวหอกปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสแกมเมอร์ให้หมดไปจากประเทศไทย โดยเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศและปราบปรามทุจริต

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวทีประชันวิสัยทัศน์ Scam Stop Debate หยุดโกงประเทศไทย จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา โดยมีเยาวชนและประชาชนที่สนใจในพื้นที่เดินทางมาร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ และร่วมกิจกรรมกว่า 700 คน โดยกลุ่มเยาวชนได้ขอถ่ายภาพคู่กับ นายอภินันท์ พัฒนศิริ หรือ “ซิดนีย์” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เป็นจำนวนมาก 

ทั้งนี้ นายอภินันท์ พัฒนศิริ หรือ “ซิดนีย์” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันผ่านโครงการเมกะโปรเจกต์จัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการใช้งบประมาณมหาศาลที่อาจไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมนำเสนอนโยบายหลักของพรรคประชาชาติเพื่อการเปลี่ยนแปลง ดังนี้:

 1. ศูนย์ (0): ปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรมให้เป็นศูนย์ – มุ่งมั่นทำให้คอร์รัปชัน, ทุนเทา และขบวนการสแกมเมอร์หมดไปจากประเทศ ยึดหลักศาสนา “ไม่เอาฮารอม (สิ่งต้องห้าม) แต่เอาฮาลาล (สิ่งที่ถูกต้อง)” ในการบริหารจัดการงบประมาณและแผ่นดิน

 2. สิบ (10): กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก GDP ภาคใต้ต้องเติบโต – ตั้งเป้าหมายผลักดัน GDP ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาให้เติบโตถึง 10% เน้นการกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้คนในพื้นที่

 3. ร้อย (100): นิติรัฐ นิติธรรม เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ – ชูนโยบายความยุติธรรมต้องเดินเข้าหาประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องดิ้นรนเข้าหาความยุติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

“พรรคประชาชาติแม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่เรามีความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่ ด้วยประสบการณ์ของหัวหน้าพรรค พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้คลุกคลีกับการปราบปรามแก้ปัญหาอาชญากรรมมานานกว่า 40 ปี เราขออาสาเข้ามาเป็นตัวจริงในการหยุดยั้งขบวนการสแกมเมอร์และทวงคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนครับ”  นายอภินันท์ พัฒนศิริ กล่าว

8 ก.พ.นี้ ผู้ตรวจการ สนง.กกต.เชิญชวนออกเสียงประชามติ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย

8 ก.พ.นี้ ผู้ตรวจการ สนง.กกต.เชิญชวนออกเสียงประชามติ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย

8 ก.พ.นี้ ผู้ตรวจการ สนง.กกต.เชิญชวนออกเสียงประชามติ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.36 น.

“พัชรินทร์ รัตนวิภา” ผู้ตรวจการ สนง.กกต.เชิญชวนประชาชนร่วมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่วมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.พัชรินทร์ รัตนวิภา ผู้ตรวจการ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(สนง.กกต.) เขียนบทความกล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยการ พร้อมใจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่วมกับการเลือกตั้ง ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พี่น้องชาวไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญทุกท่านให้ร่วมเปิดหน้าประวัติ ศาสตร์การเมืองไทยไปด้วยกันในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ถือเป็นความพิเศษและ เป็นครั้งแรกของคนไทยที่ต้องใช้สิทธิเลือก สส. และการออกเสียง ประชามติไปพร้อมๆกัน การออกเสียงประชามติซึ่งมีความสำคัญมากต่อคนไทยไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้ง สส.

 โดยเนื้อหาบางตอน ระบุว่า “การออกเสียงประชามติ (Referendum) หมายถึง การที่รัฐคืน อำนาจการตัดสินใจให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยที่รัฐจะขอความเห็นชอบจากประชาชนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอ กฎหมาย หรือการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นต้น อีกทั้งยัง เป็นการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรหรือสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชนไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ โดยไม่ได้ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การออกเสียงประชามติเป็นเครื่องมือ ที่กำหนดทิศทางการเมืองการปกครองได้เป็นอย่างดี สะท้อน ให้เห็นเจตจำนงทั่วไป (general will) ของประชาชน ที่มีความ ต้องการในเรื่องนั้นๆ ที่จะให้เกิดขึ้นในสังคมการเมือง อันจะส่ง ผลต่อวิถีการดำรงชีวิตของตนและระบอบการปกครอง ในอนาคต”

 ผู้ตรวจการ สนง.กกต. ยังกล่าวถึงสาระสำคัญของการจัดให้มีการ ออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภา พันธ์ 2569 ว่ามีดังนี้ 1) ประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่” 2) เหตุผลความจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ประกอบ กับเพื่อให้สอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 การออกเสียงประชามติให้ใช้วิธีลงคะแนน ออกเสียงโดยตรงและลับ ผลประชามติจะมีข้อยุติตามเสียงข้าง มาก ว่าผลออกมาเป็น “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” และคะแนน เสียงข้าง มากนั้นจะต้องสูงกว่าคะแนนในช่อง“ไม่แสดงความคิดเห็น”ด้วย

 ผู้ตรวจการ สนง.กกต. อธิบายอีกว่า การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 (1) หากเสียงข้างมาก“ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ (2) หากเสียงข้างมาก“เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือสามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขั้นตอนต่อไป โดยเสนอร่างรัฐ ธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรม นูญฉบับใหม่ (กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและสาระสำคัญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) แล้วเสนอรัฐสภาพิจารณา เมื่อรัฐสภาเห็นชอบแล้วก็จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 และ 3 ตามขั้นตอนที่กำหนดต่อไป หากเสียงข้างมากของการลงประชามติ เห็นชอบก็จะนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้บังคับต่อไป

 ผู้ตรวจการ สนง.กกต. ได้ให้ความเห็นว่า ผลการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569มีความสำคัญ ตามที่ศาลรัฐ ธรรมนูญตามคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ชี้ชัดว่า ประชาชน เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนาดั้งเดิม รัฐสภามีอำนาจ ริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน โดยต้อง จัดให้มีการออกเสียง ประชามติ 3 ครั้ง นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดเป็น “หน้าที่” ให้ผู้มีสิทธิ ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ หากผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิออก เสียงและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงภายใน ช่วงเวลาที่กำหนด จะถูกจำกัดสิทธิหลายประการ อาทิ สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการ ประชามติ ตามที่กฎหมายกำหนด

 ผู้ตรวจการ สนง.กกต. กล่าวในตอนท้ายว่า การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิเห็นชอบสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ขอให้คนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทุกคนได้ให้ความสนใจ ศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์และเนื้อหาสาระของการออกเสียงประชามติ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วพร้อมใจกันไปใช้สิทธิออกเสียง ประชามติ ณ สถานที่ออกเสียงตามที่อยู่ทะเบียนบ้านที่ตนมีรายชื่อ หรือสถานที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียงตามที่ตนเองได้ลงทะเบียนไว้แล้วโดยการทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความเห็น”ซึ่งอนาคตของประเทศ ไทย จะเป็นเช่นไรอยู่ในมือของทุกท่าน ขอเชิญชวนออกไปใช้สิทธิ ออกเสียงประชามติเพื่อร่วมกันสร้าง ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. – 17.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน

เท้ง-ทิม นำ ปชน. หาเสียงชั่วโมงสุดท้าย ลานหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

เท้ง-ทิม นำ ปชน. หาเสียงชั่วโมงสุดท้าย ลานหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

เท้ง-ทิม นำ ปชน. หาเสียงชั่วโมงสุดท้าย ลานหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.31 น.

‘เท้ง ณัฐพงษ์ – วีระยุทธ – พิธา’ ผนึกกำลังโค้งสุดท้าย ขึ้นรถแห่หาเสียงทั่วกรุงเทพฯ อ้อนพ่อแม่พี่น้องขอให้กาพรรคส้มทั้ง 2 ใบ ตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกัน เลือกเพื่อลูกหลาน อย่าติดหล่มปัจจุบันที่ไร้อนาคต ช่วยเป็นสักขีพยานนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 หัวหน้าพรรคประชาชน, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขึ้นรถคาราวานแบ่งออกเป็น 2 สายเพื่อพบปะพี่น้องประชาชนทั่วกรุงเทพมหานคร ในวันสุดท้ายของการหาเสียงก่อนเข้าคูหา 

โดยคาราวานประชาชน แบ่งออกเป็น 2 สาย คือสาย “ก่อนอรุณจะรุ่ง” และสาย “ปักธงไชย” แบ่งกันวิ่งพบปะพ่อแม่พี่น้องทั่วกรุงเทพฯ โดยคาราวานสาย “ก่อนอรุณจะรุ่ง” วิ่งจากฝั่งธน – กรุงเทพชั้นใน วิ่งจากถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันตก) ถนนกัลปพฤกษ์ ไปยังถนนบรมราชชนนี แวะที่ตลาดสดธนบุรี ตามด้วยถนนพรานนกพุทธมณฑลสาย 4 และวิ่งไปยังเส้นเยาวราชและบรรจบกับคาราวานอีกสายที่ห้าแยกลาดพร้าว

คาราวาน “ก่อนอรุณจะรุ่ง” นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พร้อมด้วย นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 33, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร

คาราวาน “ปักธงไชย” วิ่งทั่วกรุงเทพเหนือ-กรุงเทพตะวันออก นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ อาทิ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และ ชยพล สท้อนดี ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 8 วิ่งจากถนนฉลองกรุง ไปยังถนนเลียบวารี ตลาดมีนบุรี ถนนรามอินทรา ตลาด AC สายไหม ตรงไปแยกเกษตร แยกรัชโยธิน และบรรจบสายกับคาราวาน “ก่อนอรุณจะรุ่ง” ที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว

บรรยากาศขณะที่คาราวานวิ่งรถเพื่อพบปะประชาชน ตลอดถนนสองข้างทาง มีประชาชนออกมาต้อนรับ ถ่ายภาพรถคาราวาน และโบกมือทักทายต้อนรับอย่างอบอุ่นหนาแน่นตลอดทาง  ขณะที่หน้าบริเวณเซ็นทรัลลาดพร้าว มีพี่น้องประชาชนมารอต้อนรับแน่นขนัด ทั้งบริเวณหน้าห้าง และบริเวณสถานีรถไฟฟ้าตรงช่วงห้าแยกลาดพร้าว

ขณะที่รถคาราวานวิ่งอยู่บนท้องถนนเพื่อพบปะประชาชน ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ได้กล่าวเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขอให้กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ ไม่ต้องเผื่อใจ กาส้มทั้งสองใบ เพื่อตั้งรัฐบาลประชาชน เพื่อให้รัฐบาลประชาชนได้ดูแลประชาชนอย่างแท้จริง 8 กุมภา กาเพื่อเปลี่ยน 

ด้าน ‘ต้น วีระยุทธ’ กล่าวว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญในรอบ 30 ปี ถ้าไม่อยากติดหล่มอยู่กับปัจจุบันที่ไร้อนาคต ก็สามารถเลือกเพื่อเปลี่ยนแปลง เลือกเพื่ออนาคตของเราและลูกหลาน ให้โอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สลัดการเมืองอุปถัมภ์ที่ฉุดรั้งประเทศไทยไว้กับอดีต

ส่วน ‘ทิม พิธา’ กล่าวว่า พรุ่งนี้ 8 กุมภาพันธ์ คูหาเลือกตั้งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 17.00 น. ขอให้ไปใช้สิทธิใช้เสียงตั้งแต่เช้า ไปช่วยกันกาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ และอย่าลืมกาเห็นชอบประชามติ เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย และขอให้ประชาชนช่วยกันลงแรงเป็นอาสาสมัครเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง หลังจากที่ปิดหีบหลัง 17.00น. ที่เริ่มมีการนับคะแนน อยากให้ประชาชนช่วยเป็นอาสาสมัคร ช่วยเป็นสักขีพยานเพื่อทำให้การนับคะแนนมีความตรงไปตรงมา และขอให้พี่น้องช่วยกันบอกต่อ ออกมากาพรรคประชาชนอย่างถล่มทลาย

ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาชน ทั้ง 33 เขต มีดังนี้

เขต 1 ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ (เบอร์ 5)

เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครชัยศรี) เขตบางรัก
.
เขต 2 เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ (เบอร์ 2) เขตสาทร เขตปทุมวัน เขตราชเทวี 

เขต 3 จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ (เบอร์ 9) เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา

เขต 4 ภัณฑิล น่วมเจิม (เบอร์ 2) เขตคลองเตย

เขตวัฒนา

เขต 5 ปิติกรณ์ บรรณเภสัช (เบอร์ 6) เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง (ยกเว้นแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์) 

เขต 6 กันตภณ ดวงอัมพร (เบอร์ 7) เขตพญาไท เขตดินแดง

เขต 7 ภัสริน รามวงศ์ (เบอร์ 8) เขตบางซี่อ เขตดุสิต (เฉพาะแขวงถนนนครชัยศรี)

เขต 8 ชยพล สท้อนดี (เบอร์ 1) เขตหลักสี่ (ยกเว้นแขวงตลาดบางเขน) เขตจตุจักร (ยกเว้นแขวงจันทรเกษมและเสนานิคม)

เขต 9 ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (เบอร์ 5) เขตบางเขน (ยกเว้นแขวงท่าแร้ง) เขตจตุจักร (เฉพาะแขวงจันทรเกษมและเสนานิคม) เขตหลักสี่ (เฉพาะแขวงตลาดบางเขน)

เขต 10 เอกราช อุดมอำนวย (เบอร์ 6) เขตดอนเมือง

เขต 11 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ (เบอร์ 15) เขตสายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน)

เขต 12 ภูริวรรธก์ ใจสำราญ (เบอร์ 15) เขตสายไหม (เฉพาะแขวงออเงิน) เขตบางเขน (เฉพาะแขวงท่าแร้ง) เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงจรเข้บัว)

เขต 13 ธนเดช เพ็งสุข (เบอร์ 7) เขตลาดพร้าว (ยกเว้นแขวงจรเข้บัว) เขตบึงกุ่ม (ยกเว้นแขวงคลองกุ่ม)

เขต 14 ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ (เบอร์ 14) เขตวังทองหลาง (เฉพาะแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์) เขตบางกะปิ 

เขต 15 วิทวัส ติชะวาณิชย์ (เบอร์ 8) เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม (เฉพาะแขวงคลองกุ่ม)

เขต 16 พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ (เบอร์ 10) เขตคลองสามวา (ยกเว้นแขวงคลองสามวาตะวันออกและทรายกองดินใต้)

เขต 17 วีรวุธ รักเที่ยง (เบอร์ 10) เขตหนองจอก (ยกเว้นแขวงโคกแฝด, ลำผักชี และลำต้อยติ่ง)
เขตคลองสามวา (เฉพาะแขวงคลองสามวาตะวันออก และทรายกองดินใต้ )

เขต 18 ธีรัจชัย พันธุมาศ (เบอร์ 10) เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด, ลำผักชี และลำต้อยติ่ง) เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว) เขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ)

เขต 19 กันตพงษ์ ประยูรศักดิ์ (เบอร์ 6) เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง)

เขต 20 ชุมพล หลักคำ (เบอร์ 7) เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) 

เขต 21 ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ (เบอร์ 8) เขตประเวศ (ยกเว้นแขวงหนองบอน) เขตสะพานสูง (เฉพาะแขวงทับช้าง)

เขต 22 สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ (เบอร์ 6) เขตสวนหลวง เขตประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน)

เขต 23 ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ (เบอร์ 15) เขตพระโขนง เขตบางนา 

เขต 24 ณพัฏน์ จิตตภินันท์กัณตา (เบอร์ 6) เขตธนบุรี (ยกเว้นแขวงวัดกัลยาณ์ หิรัญรูจี และบางยี่เรือ) เขตคลองสาน เขตราษฎร์บูรณะ (เฉพาะแขวงบางปะกอก) 

เขต 25 แอนศิริ วลัยกนก (เบอร์ 7) เขตทุ่งครุ เขตราษฏร์บูรณะ (ยกเว้นแขวงบางปะกอก)

เขต 26 พงษ์สรณัฐ ทองลี เบอร์ 1 เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) เขตจอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน) 

เขต 27 นฤพล เลิศปัญญาโรจน์ (เบอร์ 7) เขตบางบอน (เฉพาะแขวงบางบอนใต้ และคลองบางบอน) เขตบางขุนเทียน (ยกเว้นแขวงท่าข้าม) 

เขต 28 ชลณัฏฐ์ โกยกุล (เบอร์ 3) เขตจอมทอง (เฉพาะแขวงบางขุนเทียน) เขตบางบอน (ยกเว้นแขวงบางบอนใต้ และคลองบางบอน) เขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองเเขม) 

เขต 29 ทิสรัตน์ เลาหพล (เบอร์ 3) เขตบางแค (เฉพาะแขวงบางแคเหนือ และบางไผ่) เขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองค้างพลู)

เขต 30 ธัญธร ธนินวัฒนาธร (เบอร์ 15) เขตบางแค (ยกเว้นแขวงบางแคเหนือและบางไผ่) เขตภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า บางด้วน และคลองขวาง)

เขต 31 อนุสรณ์ ธรรมใจ (เบอร์ 12) เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง) 

เขต 32 ปวิตรา จิตตกิจ (เบอร์ 15) เขตบางกอกน้อย (เฉพาะแขวงศิริราช) เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ (ยกเว้นแขวงบางหว้า บางด้วน และคลองขวาง) เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงบางเชือกหนัง) เขตธนบุรี (เฉพาะแขวงวัดกัลยาณ์ หิรัญรูจี และบางยี่เรือ)

เขต 33 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร (เบอร์ 11) เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) 

ทร. วางตู้คอนเทนเนอร์ชายแดน ลดปัญหาเผชิญหน้า หลังถูกรื้อ-ตัดรั้วลวดหนาม

ทร. วางตู้คอนเทนเนอร์ชายแดน ลดปัญหาเผชิญหน้า หลังถูกรื้อ-ตัดรั้วลวดหนาม

ทร. วางตู้คอนเทนเนอร์ชายแดน ลดปัญหาเผชิญหน้า หลังถูกรื้อ-ตัดรั้วลวดหนาม

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.24 น.

ทร. วางตู้คอนเทนเนอร์ชายแดน ลดปัญหาเผชิญหน้า หลังถูกรื้อ-ตัดรั้วลวดหนาม ย้ำ ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง มุ่งลดความตึงเครียดและเสริมความปลอดภัยพื้นที่

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ดำเนินการวางตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านท่าเส้น ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นมาตรการด้านความมั่นคงที่ดำเนินการอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2569

การดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งมีกลุ่มบุคคลลักลอบตัดและรื้อแนวลวดหนามในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการกระทบกระทั่งต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 มกราคม 2569 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว การวางตู้คอนเทนเนอร์จึงเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ ลดการเผชิญหน้า และลดความหวาดระแวงในพื้นที่

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยเคารพสิทธิมนุษยชนของพลเรือนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต การวางตู้คอนเทนเนอร์จึงดำเนินการเฉพาะในจุดที่จำเป็นเท่านั้น มิได้วางตลอดทั้งแนววางกำลัง โดยเลือกวางในพื้นที่ที่เคยเกิดปัญหาจากการกระทำของบุคคลที่เข้ามาทำลายทรัพย์สินของทางราชการหรือสร้างความไม่สงบ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและเหมาะสม

การวางตู้คอนเทนเนอร์เป็นไปตามแนววางกำลังเดิม มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ หรือสร้างสถานการณ์ใหม่แต่อย่างใด และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดได้พิจารณาดำเนินการโดยยึดมั่นในถ้อยแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด มาตรการดังกล่าวยังมีส่วนช่วยป้องกันการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าของกำลังทหารทั้งสองฝ่ายในระหว่างการลาดตระเวน

กองทัพเรือขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน รอบคอบ เคารพข้อตกลงระหว่างประเทศ และคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

แดงทั้งเมือง! เทวัญ นำ 3 ผู้สมัคร สส. อ้อนขอคะแนนชาวโคราช

แดงทั้งเมือง! เทวัญ นำ 3 ผู้สมัคร สส. อ้อนขอคะแนนชาวโคราช

แดงทั้งเมือง! เทวัญ นำ 3 ผู้สมัคร สส. อ้อนขอคะแนนชาวโคราช

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.52 น.

โคราช!แดงทั้งเมือง พท.“เทวัญ” ทำได้ นำ 3 ผู้สมัคร “ประเสริฐ-วัชรพล-สมบัติ”นั่ง 3 ล้อ อ้อนขอคะแนนชาวโคราช 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) เขตเทศบาลนครนครราชสีมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 9 พรรคเพื่อไทย นำคณะผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย นายประเสริฐ บุญชัยสุข เขต 1 หมายเลข 11 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ เขต 2 หมายเลข 8 และนายสมบัติ กาญจนวัฒนา เขต 3 หมายเลข 3 พร้อมผู้สนับสนุน ร่วมสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และเพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้น คณะผู้สมัครได้นั่งสามล้อถีบแห่ขบวนไปตามถนนสายต่าง ๆ ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อพบปะและขอคะแนนเสียงจากประชาชน โดยมีชาวโคราชออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น มอบดอกไม้และคล้องพวงมาลัยที่ทำจากของฝากขึ้นชื่อของจังหวัด อาทิ กุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น และข้าวตัง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า ตลอดการหาเสียง พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ประกอบกับกระแสของพรรคหลังการปราศรัยใหญ่ เมื่อคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แกนนำพรรคสามารถชี้แจงนโยบายและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผลงานที่ผ่านมา ทั้งของตนเองและผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 3 เขต เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโคราชแล้ว จึงขอฝากให้ประชาชนพิจารณาเลือกผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นตัวแทนในการผลักดันงบประมาณมาพัฒนาจังหวัดนครราชสีมาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

‘พีระพันธุ์’ ขึ้นรถแห่ทั่วกรุง! ขอคนไทยเลือกตามหัวใจ

'พีระพันธุ์' ขึ้นรถแห่ทั่วกรุง! ขอคนไทยเลือกตามหัวใจ

‘พีระพันธุ์’ ขึ้นรถแห่ทั่วกรุง! ขอคนไทยเลือกตามหัวใจ

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.38 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง! “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” นำทัพ รทสช. ขึ้นรถแห่ทั่วกรุง! ขอคนไทยเลือกตามหัวใจ ชูพรรค “ฐานที่มั่นสู้ทุนพลังงาน”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ร่วมขึ้นรถแห่ณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีตัวเลือกเพียงแค่ “สีส้ม” หรือ “สีน้ำเงิน” ตามกระแสการชี้นำในสังคม แต่ยังมีพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเป็นทางเลือกหลักที่พร้อมทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมขอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งตามความต้องการของหัวใจ ไม่เลือกพรรคที่ไม่ได้รักเพียงเพื่อเอาชนะพรรคที่เกลียด หรือเลือกแบบยุทธศาสตร์ เพราะแนวทางดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศในระยะยาว

นายพีระพันธุ์ ยังระบุอีกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมเข้าไปทำหน้าที่ โดยเฉพาะการรื้อโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคขับเคลื่อนมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าพรรคเปรียบเสมือน “ฐานที่มั่นสุดท้าย” ที่จะยืนหยัดต่อสู้กับกลุ่มนายทุนที่ผูกขาดและแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศ หากประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านปากท้องและราคาพลังงานที่เป็นธรรม ขอให้ไว้วางใจและเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงประเด็นการทำประชามติซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง โดยระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนชัดเจนคือ “ไม่เห็นชอบ” กับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อหมวดพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ นอกจากนี้ ยังฝากเตือนไปยังประชาชนที่จะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ให้เผื่อเวลาในการเดินทางและการลงคะแนน เนื่องจากคาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีผู้ที่ตกหล่นจากการเลือกตั้งล่วงหน้ามาใช้สิทธิในวันจริง และยังมีขั้นตอนการลงมติประชามติเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้การดำเนินการในหน่วยเลือกตั้งใช้เวลามากกว่าปกติ

ขณะที่ นายนราพัฒน์ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพว่า หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม เนื่องจากค่าพลังงานที่สูงเป็นต้นทุนหลักซึ่งกระทบประชาชนทุกระดับ การลดราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และแก๊สหุงต้ม จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ  

สำหรับบรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก โดยขบวนรถแห่หาเสียงจะเคลื่อนผ่านพื้นที่สำคัญทั่วกรุงเทพฯ ทั้งโซนเหนือ กลาง ตะวันออก และเขตชั้นใน เริ่มต้นจาก ย่านอารีย์ มุ่งหน้าสู่ ถนนพหลโยธิน-ถนนวิภาวดีรังสิต ผ่านพื้นที่ประชานิเวศน์ วัดเสมียนนารี และเลียบคลองประปา ก่อนเข้าสู่โซนฝั่งเหนือของกรุงเทพฯ จากนั้นขบวนจะเคลื่อนผ่านตลาดบางซ่อน ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แยกเตาปูน แยกบางโพ แยกเกียกกาย แยกศรีย่าน และตลาดราชวัตร ก่อนเข้าสู่พื้นที่เขตชั้นใน ผ่านแยกยมราช เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระนคร ใกล้สนามหลวงและย่านนางเลิ้ง ต่อเนื่องไปยังถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต และถนนศรีอยุธยา ผ่านแยกพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนเพชรบุรี ถนนราชปรารภ ถนนพระราม 4 ถนนสาทรเหนือ-สาทรใต้ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และถนนพระราม 3 ก่อนเข้าสู่พื้นที่เขตคลองเตย ผ่าน ท่าเรือคลองเตย ตลาดคลองเตย และกล้วยน้ำไท และมุ่งหน้าสู่โซนตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ ผ่านพระโขนง บางนา ถนนสุขุมวิท ถนนอ่อนนุช เขตสวนหลวง ประเวศ ถนนศรีนครินทร์ ถนนพัฒนาการ ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ ลาดพร้าว วังทองหลาง ถนนรัชดาภิเษก พระราม 9 ดินแดง และห้วยขวาง 

ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันว่าการจัดขบวนรถแห่เป็นไปอย่างเรียบร้อย ภายใต้กฎหมายและกติกาการหาเสียง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยขบวนจะสิ้นสุดภารกิจในเวลา 16.30 น.

อนุทิน เมิน เต้น แซะทฤษฎีสมคบคิด ยันทำตามระบอบประชาธิปไตย

อนุทิน เมิน เต้น แซะทฤษฎีสมคบคิด ยันทำตามระบอบประชาธิปไตย

อนุทิน เมิน เต้น แซะทฤษฎีสมคบคิด ยันทำตามระบอบประชาธิปไตย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.29 น.

“อนุทิน” เมิน “เต้น” แซะทฤษฎีสมคบคิด ยันเป็น”นายกฯ”ทำตามครรลองระบอบประชาธิปไตย เสียงหนุนในสภามากสุด

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.50 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ปราศรัยบนเวทีว่ามีทฤษฎีสมคบคิดให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงจากตำแหน่ง แล้วให้นายอนุทินขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนว่า เราอย่าไปให้ความสนใจความคิดของแต่ละคนคงไม่ไหว ขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยดำเนินการทางการเมืองทุกอย่างตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าตนจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก

ตนก็ได้รับการขานชื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนที่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ ยังไงก็ตามก็ต้องขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจที่เสนอชื่อ และขานชื่อให้ตนมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อ.ธนพร ท้า พรรคส้ม ประกาศชัดไม่จับมือ เพื่อไทย

อ.ธนพร ท้า พรรคส้ม ประกาศชัดไม่จับมือ เพื่อไทย

อ.ธนพร ท้า พรรคส้ม ประกาศชัดไม่จับมือ เพื่อไทย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.13 น.

หรือจะ 2 มาตรฐานกับอาเจ็ก? ท้า “พรรคประชาชน” ประกาศชัดไม่จับมือ “เพื่อไทย” ย้ำแคมเปญ มีเรา ไม่มีเทา หลังปม “สุริยะ” ซื้อเครื่องบินต่อจาก “เบน สมิธ”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การเมือง มองข้ามช็อตหลังการเลือกตั้งว่า 

เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ก็ต้องเดินหน้าเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยหากพรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 โอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะเปิดกว้าง เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนในการร่วมรัฐบาล แต่หากได้อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้วว่า จะให้พรรคอันดับ 1 เป็นผู้พยายามจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากไม่สำเร็จจึงเป็นลำดับถัดไป

รศ.ธนพร ระบุว่า หากพรรคประชาชนได้อันดับ 1 ควรเจรจากับพรรคภูมิใจไทยก่อน พรรคประชาชนควรประกาศตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคประชาชนเคยชูแคมเปญ มีเรา ไม่มีเทา มาโดยตลอด และก่อนหน้านี้ก็ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมแล้ว

ที่ผ่านมาประเด็นที่ถูกตั้งคำถามกับพรรคเพื่อไทยมีหลายเรื่อง ตั้งแต่ข้อครหาความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทา ไปจนถึงกรณีของอดีตรัฐมนตรีดิจิทัลฯ ที่เกี่ยวพันคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงกรณีผู้สมัคร ส.ส. ในบพื้นที่กาฬสินธุ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงเครือข่ายพนันออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในขณะนี้ คือกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินต่อจากนายเบน สมิธ ซึ่งถูกระบุว่าเกี่ยวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา โดยมีข้อสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงเส้นทางการเงินกับกลุ่มทุนสีเทาของนายยิม เลียก อีก

รศ.ธนพร กล่าวว่า หากพรรคประชาชนต้องการยืนยันเรื่อง มีเรา ไม่มีเทา จริง พรรคเพื่อไทยควรเป็นหนึ่งในพรรคแรก ๆ ที่ต้องถูกตัดออกจากสมการจัดตั้งรัฐบาล มิฉะนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงกลยุทธ์หาเสียง

“ถ้ายังยืนยันคำว่า มีเรา ไม่มีเทา ก็ต้องแสดงจุดยืนให้ชัด หรือจะตีมึน เพราะนายสุริยะ เป็นอาเจ็กของนายธนาธร ก็สุดแล้วแต่ และหากสุดท้ายยังร่วมกันตั้งรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมตั้งคำถามได้ว่า คำขวัญดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อคะแนนเสียงเท่านั้น” รศ.ธนพร กล่าว