ฮั้ว สว. ฉากใหม่ในศาลฎีกา วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดี เมื่อความจริงกับประตูสู่ศาล เดินกันคนละเส้นทาง

17 กันยายน 2569 เวลา 07:27 น.

17 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกคดีฮั้ว ส.ว. 2567-2569: เมื่อ “ความจริง” กับ “ประตูสู่ศาล” เดินกันคนละเส้นทาง

คดีประวัติศาสตร์การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ. 2567 หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “คดีฮั้ว ส.ว.” ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในเดือนกันยายน 2569 เมื่อ ส.ว. สำรอง 20 คน ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยกคำร้องในข้อหาสำคัญ และขอให้ศาลเปิดไต่สวนกระบวนการทุจริตใหม่

อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านเลนส์ของ “กฎหมายมหาชน” และ “วิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง” การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คำถามว่า “มีการฮั้วกันจริงหรือไม่?” แต่กลับมีด่านหินทางกฎหมายที่สำคัญกว่านั้นคือ “ศาลฎีกามีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาได้ตั้งแต่แรกหรือไม่?”

1. ข้อเท็จจริงเชิงประมวล: จาก “ถังขยะ” สู่สำนวน 70,000 หน้า

จุดเริ่มต้นเกิดจากการพบหลักฐานเอกสารลักษณะ “โพยสั่งการ” ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำ ณ สถานที่เลือก ส.ว. ระดับประเทศ ที่เมืองทองธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมรูปแบบคะแนนที่เกาะกลุ่มผิดปกติในหลายกลุ่มการเลือก นำไปสู่กระบวนการสืบสวนและไต่สวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคดีหนึ่ง:

• ผู้สอบสวนและพยาน: สอบพยานกว่า 750 ปาก รวบรวมเอกสารกว่า 70,000 หน้า พร้อมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน

• ผู้ถูกกล่าวหา: แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (ส.ว. ที่ได้รับเลือก 138 คน และเครือข่ายนักการเมือง 91 คน)

• มติ กกต. (14 ก.ย. 2569): วินิจฉัยชี้มูลความผิดเพียง 77 คน และสั่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาอีกหลายร้อยคน โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พยานปากสำคัญกลับคำให้การ และมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลเพิ่มเติมจาก DSI

มติดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่ม ส.ว. สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว จึงเป็นที่มาของการนำเรื่องขึ้นยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 21/2569 ซึ่งเป็นการออกเลขคดีทางธุรการ โดยศาลยังไม่ได้สั่งรับคำร้อง)

2. ด่านแรกที่ต้องข้าม: “ยื่นทัน 3 วัน” ไม่เท่ากับ “มีสิทธิยื่น”

ผู้ร้องอ้างสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วันนับแต่ กกต. มีมติ โดยอาศัยช่องทางตาม มาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

แต่ปมปัญหานี้ ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งยกคำร้องกลุ่ม ส.ว. สำรอง 12 คน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 (ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 16/2568 หมายเลขแดงที่ ลต สว 51/2568) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานว่า:

• เงื่อนไขเวลาของมาตรา 44: เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 ว่าด้วยการเลือก ที่ใช้สำหรับคัดค้านขั้นตอน “ในระหว่างกระบวนการเลือก” (ระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ) เท่านั้น

• หลังประกาศผลการเลือก: เมื่อ กกต. ประกาศผลการเลือก ส.ว. ลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว (ตั้งแต่ 10 ก.ค. 2567) ขั้นตอนตามมาตรา 44 ถือว่าปิดฉากลงโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะนำมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มายื่นต่อศาลภายใน 3 วัน แต่ในทางกฎหมายถือว่า เป็นการใช้ช่องทางผิดประเภท (Wrong Legal Basis) มาตั้งแต่แรกนับตั้งแต่ กกต. ประกาศรับรองผลไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน

3. โครงสร้างมาตรา 62: กุญแจดอกเดียวที่อยู่กับ กกต.

เมื่อการเลือก สว. ประกาศผลไปแล้ว กฎหมายไม่ได้ออกแบบให้ผู้สมัครหรือประชาชนใช้สิทธิฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้เอง แต่กำหนดกลไกตาม มาตรา 62 ไว้อย่างเป็นระบบ:

[ กกต. สืบสวน/ไต่สวน ] – [ กกต. พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ ] – [ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ]

• สิทธิผูกขาดในการนำคดีขึ้นสู่ศาล: กฎหมายมอบสิทธิผูกขาดในการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกาหลังการรับรองผลให้เป็น “อำนาจของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว” (Monopoly of Action)

• ผู้สมัครไม่มีช่องทางตรงในการยื่นคำร้อง: แม้ ส.ว. สำรอง จะมีส่วนได้เสียในข้อเท็จจริง (หาก ส.ว. ตัวจริงถูกถอดถอน ตนจะได้เลื่อนลำดับขึ้นแทน) แต่กฎหมายไม่ได้เปิดช่องทางตรง (Direct Access) ให้ผู้สมัครยื่นคำร้องแทน กกต. หรือยื่นคำร้องตรงเพื่อขอให้ศาลสั่ง กกต. ทำการบ้านใหม่ได้

4. ข้อสังเกตเรื่องมาตรฐานพยานหลักฐาน: คดีอาญา vs คดีเลือกตั้ง

ประเด็นที่น่าเสียดายที่สุดในเชิงเนื้อหา คือเรื่อง มาตรฐานการพิสูจน์ (Standard of Proof) ที่ กกต. นำมาใช้ยกคำร้อง:

• คดีอาญา: ใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ต้องพิสูจน์จนชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายกระทำผิดจริงเจาะจงตัว

• คดีเลือกตั้ง (มาตรา 62): ใช้มาตรฐาน “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds) พิจารณาจากภาพรวม พฤติการณ์แวดล้อม โพย และการเกาะกลุ่มคะแนนว่ากระบวนการ “ไม่สุจริต/ไม่เที่ยงธรรม”

การที่ กกต. ตัดน้ำหนักคำให้การพยาน หรือมองโพยสั่งการแยกเป็นรายบุคคล อาจเป็นการนำมาตรฐานคดีอาญามาจับ ทั้งที่เจตนารมณ์ของมาตรา 62 ต้องการเพียง “ความน่าเชื่อถือในภาพรวม” ว่ากระบวนการเลือกถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนไปหรือไม่

บทสรุป: เมื่อความจริงชนกำแพงวิธีพิจารณาความ

คดีฮั้ว ส.ว. ฉากใหม่ในศาลฎีกานี้ กำลังสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของระบบกฎหมายมหาชนว่า “ความจริง” กับ “ช่องทางนำความจริงไปสู่ศาล” เป็นคนละเรื่องกัน:

1) ด่านอำนาจฟ้อง: มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศาลฎีกาจะยกคำร้องในชั้นต้นด้วยเหตุ “ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องตามมาตรา 44” โดยไม่จำเป็นต้องข้ามไปเปิดดูเอกสารหลักฐานกว่า 70,000 หน้าเลยด้วยซ้ำ

2) ศาลไม่ได้ตัดสินว่าไม่มีการโกง: หากศาลยกคำร้องด้วยเหตุผลทางวิธีพิจารณาความ สังคมต้องเข้าใจว่า ไม่ได้แปลว่าศาลรับรองว่าการเลือก ส.ว. ครั้งนี้สุจริต แต่ศาลเพียงตอบว่า “ผู้ร้องเดินเข้าผิดประตู”

3) สนามสู้ถัดไป: เมื่อประตูศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งถูกปิดล็อคโดยโครงสร้างกฎหมาย สนามต่อสู้ต่อไปของผู้ร้องภายหลัง กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 แล้ว คือ การส่งพยานหลักฐานไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง ส่วน สว. มีสิทธิเข้าชื่อกันไม่ต่ำกว่า 20 คน ร้องต่อประธานวุฒิสภาว่า สมาชิกภาพของ สว. 136 คนสิ้นสุดลง เพราะฝักไฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง เพื่อให้ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
17/9/69

#คดีฮั้วสว #ศาลฎีกา #กกต #สว2567 #มาตรา44 #อำนาจฟ้อง #มาตรา62 #องค์กรอิสระ #มาตรฐานการพิสูจน์ #กระบวนการยุติธรรม #นิติรัฐ #วัสติงสมิตร

ช่วยเหยื่อถูกตุ๋น รบ.ลุยตั้ง4ระบบกลาง สกัดเส้นเงินมิจฉาชีพ

17 กันยายน 2569 เวลา 06:11 น.

ช่วยเหยื่อถูกตุ๋น รบ.ลุยตั้ง4ระบบกลาง สกัดเส้นเงินมิจฉาชีพ

รัฐบาลเร่งตั้ง 4 ระบบกลาง สกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน“แจ้งครั้งเดียว–ตามเงินทัน–อายัดเร็ว”เพิ่ม โอกาสผู้เสียหายได้เงินคืน โดย กระทรวงการคลัง จับมือ กระทรวงดีอี ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรฐานเหมือนในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งยกระดับการสกัดเส้นทางเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลังพบรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินซับซ้อนและรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก ปัจจุบันสามารถกระจายผ่านบัญชีหลายทอด ถอนเป็นเงินสด แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือไหลออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การประสานงานแบบเดิมอาจตามเงินไม่ทัน

กระทรวงการคลังจึงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ National Anti-Fraud Master Plan พร้อมวาง “4 ระบบกลางระดับชาติ” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยง การรับแจ้งเหตุ การติดตามเส้นทางเงินและการอายัด ให้หน่วยงานทำงานต่อกันได้ทันที แทนการแยกข้อมูลและประสานงานเป็นทอดๆ

นางสาวลลิดา กล่าวว่าโดย 4 ระบบดังกล่าว ออกแบบให้ทำงานตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุจนถึงตามเงินคืน” ประกอบด้วย 1.“หนึ่งตัวตน หนึ่งระดับความเสี่ยง” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายหรือความยินยอม ให้สถาบันการเงิน โทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และตรวจสอบได้แบบ Real-time 2.“วิเคราะห์ข้อมูล รู้ทันกลโกง” จัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความเสี่ยงให้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

3.“แจ้งครั้งเดียว เส้นทางเดียว” รวมการรับแจ้งจากประชาชน AOC 1441 สถาบันการเงิน และตำรวจเข้าสู่ระบบเดียว ใช้เลขอ้างอิงเดียวตลอดกระบวนการ ประชาชนไม่ต้องแจ้งซ้ำหลายหน่วยงาน และเริ่มกระบวนการอายัดได้เร็วขึ้น 4.“ไล่ให้ทัน อายัดให้เร็ว” เชื่อมข้อมูลเพื่อติดตามเงินขณะที่กำลังเคลื่อนที่ ตรวจสอบยอดที่ยังอายัดได้ และส่งคำสั่งอายัดตามอำนาจกฎหมาย พร้อมรองรับกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายหรือปลดอายัดตามผลของคดี

“โจทย์วันนี้คือ เงินมิจฉาชีพเคลื่อนที่เร็วมาก รัฐจึงต้องทำให้ข้อมูลเดินเร็วกว่าเงิน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ข้อมูลต้องเชื่อมทันที ไล่เส้นเงินให้ทัน และอายัดให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีที่เร็วขึ้นหมายถึงโอกาสรักษาเงินและได้เงินคืนของผู้เสียหายที่มากขึ้น”นางสาวลลิดา กล่าว

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยกระดับมาตรฐาน KYC, CDD และ EDD เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบลูกค้า และธุรกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกแบบรายละเอียดทั้ง 4 ระบบ ทั้งโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อ หน่วยงานรับผิดชอบและมาตรฐานข้อมูล ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

เท้งประกาศยื่นซักฟอก ขยี้ซํ้าฮั้วสว. เล็งชงปปช.-เอาผิด157 ชี้ความเห็นเสียงข้างน้อย มัดคอขบวนการทุจริต

17 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เท้งประกาศยื่นซักฟอก ขยี้ซํ้าฮั้วสว. เล็งชงปปช.-เอาผิด157 ชี้ความเห็นเสียงข้างน้อย มัดคอขบวนการทุจริต คนในกกต.แฉสิทธิโชติ ชงตั้งคณะฯที่26มีพิรุธ

กกต.แย้มมีอีก 3 สำนวน ที่อนุกรรมการฯชุด 26 ต้องเดินหน้าต่อจ่อฟันกลุ่มส้ม-ก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ นัดฮั้วระดับจังหวัด-ประเทศ ชี้ช่องพิรุธจัดเลี้ยง“ห้องจูปิเตอร์”อิมแพค ด้าน“เท้ง”ยกความเห็น“สิทธิโชติ”มัดฮั้วสว.ลากโยง“ภท.”ยันยื่นป.ป.ช.ฟ้อง 157 ส่งสัญญาณถึงสส.ในสภาแต่อุบชื่อพรรค ทบทวนจุดยืนโหวต‘ซักฟอก’ให้ประชาชนตัดสินเลือกตั้งครั้งหน้า ถกรายงาน กกต.เดือด’ไอติม’ขยี้ซ้ำกกต.ไม่สั่งฟ้อง’อนุทิน-แกนนำภท.จงใจมองไม่เห็น ช้าง3ตัว ร่วมป้องระดับบิ๊กสีน้ำเงิน เจอ’ภท.’ระดมประท้วงวุ่น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน2569 จากกรณีที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จาก 229 ราย อีกทั้งว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้ระบุว่าสำหรับผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีโกงเลือก สว.มี 427คน ต่อมาวันที่ 15 ก.ย.2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ออกมายืนยันว่าตัวเองและนายชาย นครชัย คือ กกต.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งฟ้องแกนนำผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะมีหลักฐานเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้วสว.

ซัด’สิทธิโชติ’เสนอตั้งกก.สอบชุดที่26

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14ก.ย.69 นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของกกต.ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี2567 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ที่เสนอส่งฟ้อง 229 คน (ฮั้วสว. สีน้ำเงินและพรรคภูมิใจไทย) พร้อมทั้งระบุว่ายังมีอีก 3 สำนวน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ยังดำเนินการอยู่และยังไม่เสร็จสิ้นนั้น

รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.เเจ้งว่า 3สำนวนดังกล่าวซึ่งคณะอนุกรรมการฯชุดที่26 ดำเนินการไต่สวนในเวลาใกล้เดึยงกับสำนวน 229คน คือ การนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3กลุ่ม ประกอบด้วย 1.สว.พรรคประชาชน /คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.สว.พรรคประชาชน /คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับประเทศ 3.กลุ่ม สว.อิสระ ขณะเดียวกันยังพบว่า การเเต่งตั้งคณะฯที่ 26 นายสิทธิโชติเสนอต่อที่ประชุมกกต.ว่า ควรแต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งปกติกกต.มี 25คณะ เพราะคดีมีความสำคัญและผู้ร่วมกระทำผิดมีจำนวนมาก จนมีการแต่งตั้งนายชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และร่วมงานกับดีเอสไอ จนได้ข้อสรุปในสำนวนจำนวน 75,722 หน้าโดยเสนอให้ส่งฟ้อง 229 คน ทำให้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ในขณะนั้นแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุกรรมการฯชุดที่26อีกชั้นหนึ่ง

นำดีเอสไอเข้ามาร่วมสอบผิดปกติ

แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 นั้น มีสิ่งผิดปกติบางประการ เช่น มีการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที ซึ่งมีข้อพิรุธ อาทิ การสอบพยานเป็นการสอบพยานที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งที่ กกต.ต้องดำเนินการในกรณีนี้เอง รวมทั้งกรณี นายอ.นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่มาให้การเองกับดีเอสไอและอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับการฮั้วสว.ก็พบว่า ไม่มีการเรียก รปภ.เจ้าหน้าที่พรรคไปให้การและไม่ได้ไปตรวจสอบที่ทำการพรรคตามที่ นาย อ.อ้างว่าที่ทำการพรรคคือหนึ่งในสถานที่จัดประชุมการฮั้ว สว. เต่คณะอนุกรรมการฯที่ 26 กลับเชื่อถือข้อมูลของนาย อ.

จัดเลี้ยงที่อิมแพคเมืองทองก็ผิดแล้ว

นอกจากนี้ กรณีการร้องเรียนการจัดประขุมผู้สมัคร สว.ที่ห้องจูปิเตอร์อิมเเพค เมืองทองธานี พบว่ามีการร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เช่นกัน และอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการร้องเรียนฮั้ว สว.ที่พาดพิงพรรคภูมิใจไทย การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่พบพิรุธตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีความล่าช้า เช่น กรณีห้องจูปิเตอร์อิมเเพค เมืองทองธานี เพราะพบข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้ออกเงินการจัดประชุม จัดเลี้ยงอาหารให้ผู้ร่วมประชุม และผู้สมัคร สว.ไม่ได้ออกเงิน เเม้จะมี สว.บางคนอ้างว่าไปประชุมที่อิมเเพค เมืองทองธานีจริง แต่ชำระเงินค่าประชุมด้วยตัวเองโดยหย่อนเงินใส่กล่องหน้าห้องประชุมและซื้ออาหารกินเอง เเต่ผู้จัดงานไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้“เเหล่งข่าว ระบุ และว่า กรณีนี้เท่ากับว่ามีการจัดเลี้ยงเเล้วและสว.ที่ไปร่วมงานเท่ากับมีความผิดแล้วเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่26นี้ดำเนินการต่อหรืออาจเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่

เล็งฟันกลุ่มสีส้ม-ไอลอว์-ก้าวหน้า

แหล่งข่าวจาก กกต.เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตุการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 พบพิรุธการดำเนินพิจารณา 3สำนวน โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เป็นไปด้วยความล่าช้าไม่คืบหน้า ทั้งที่ได้ดำเนินการไต่สวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229คน โดยเป็นเรื่องการนัดประชุมกันระดับจังหวัด-ประเทศ เพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศและ3.กลุ่ม สว.อิสระนั้น

แหล่งข่าวจาก กกต.ยืนยันว่า ไม่ได้มีอะไรมีพิรุธ แต่เนื่องจากเห็นว่า ต้องทำคดีที่ใหญ่ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงมาดำเนินการในส่วนอื่นตามมา ซึ่งต้องมีการเรียงลำดับคำร้องที่มีเข้ามา และทำตามหน้าที่อำนาจที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนี้กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่26นี้ดำเนินการต่อหรืออาจจะเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจาก ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่26 จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย.นี้

‘เท้ง’จี้กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์งกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวของประธาน กกต.ว่า ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องการ คือการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขององค์กรอิสระและการที่มี กกต. เสียงข้างน้อยออกมาแสดงความเห็นนั้น ตนเองชื่นชมในแง่การแสดงจุดยืนของตนเอง และตามที่ได้แถลงไปก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเตรียมคำร้องยื่นต่อ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาใหม่ อย่างการให้ความเห็นของกกต. เสียงข้างน้อย เราก็พร้อมนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นมาหลอมรวมเข้าไปในคำร้องที่จะเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด

ชี้ฮั้วสว.ทำเป็นขบวนการแน่นอน

เมื่อถามว่า ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย มีข้อน่าสนใจตรงไหนบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความสำคัญที่สุด คือกกต.แต่ละคน อาจจะมีวิจารณญาณของตัวเอง แต่ข้อคิดเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมา เชื่อว่าสอดคล้องกับในสายตาวิญญูชนทั่วไป ขบวนการโกงเรื่อง สว.นั้น เป็นสิ่งที่ทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีอออแกไนซ์เซอร์ คนจัดแจง จัดตั้ง อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และสิ่งที่เราสงสัยต่อจากนั้น คือวัตถุพยานอื่น ที่ไม่ใช่แค่การให้ปากคำ ของบุคคล ก็สามารถโยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยได้ ดังนั้น สาระสำคัญของการแสดงความเห็น คือหาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นศาล แค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เรื่องนี้ทำเป็นขบวนการแน่นอน และเกี่ยวข้องกับนักการเมืองแน่นอน ควรจะต้องส่งฟ้องไปยังศาลทั้งหมด

เตรียมฟ้องแน่ทั้งมาตรา157และปปช.

เมื่อถามถึงไทม์ไลน์การยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะต้องยืนยันกับฝ่ายกฎหมาย และอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง คือผู้สมัครไปฟ้อง แต่ในส่วนพรรคประชาชน จะยื่นไปที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยเราสนับสนุนการดำเนินการทั้งสองส่วน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้ จะมีความคืบหน้าแน่นอน

ยื่นซักฟอก-สส.แต่ละคนมีสิทธิ์โหวต

เมื่อถามถึงเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หวังผลให้พรรคเพื่อไทยไม่โหวตไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนได้เห็นการแสดงความเห็นของประธานรัฐสภาว่าไม่เคยพูด ไม่พยายามไปตีกรอบ เรื่องการโกงเลือก สว.เข้ามาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ยืนยันหลักแบบนี้ต่อไป การตรวจสอบพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง เป็นสิ่งที่สามารถพึงกระทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตีกรอบว่ามันเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนการลงมติของแต่ละพรรค คงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ และไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค ขณะนี้ตัวแทนจากพรรคมีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในสภา หากเห็นว่าการโกงเลือก สว.ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติประวัติศาสตร์การเมืองเมืองไทย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะตัวแทนประชาชนและสส.การลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือรัฐมนตรีรายบุคคล ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถพึงกระทำได้ในการใช้อำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ

พรรคไหนยกมือหรือไม่มีผลต่อลต.

เมื่อถามย้ำว่า การไม่พูดชื่อพรรค อาจจะไม่ได้เพราะพรรคเพื่อไทย ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดในรัฐบาลว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำตอบเมื่อสักครู่ชัดแล้วว่า ไม่ต้องไปเรียกร้องชื่อพรรค เพราะไม่อยากให้เป็นทางการเมืองแล้วโต้ตอบกันไปมา เพราะนักการเมืองทุกคนถูกตัดตัดสินโดยประชาชน ประชาชนโดยทั่วไปน่าจะตีความได้ และผลโหวตจะเป็นอย่างไร ก็ให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต้องตรวจสอบในภาพรวมทั้งหมด

เมื่อถามว่าหากอภิปรายไปแล้วพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ฉากทัศน์เปลี่ยน มองอนาคตอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่แต่ละคนวิเคราะห์ไปข้างหน้าได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายามจากทุกภาคส่วน ทั้ง สส.และประชาชน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งการเมือง สมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระ อย่าง กกต.อะไรที่ไกลกว่านี้ ขอให้รอสถานการณ์ครั้งหน้าดีกว่า

เตือนอย่าพยายามฟ้องร้องปิดปาก

เมื่อถามถึงสำนวนที่เหลืออยู่ที่ประชาชนยังไม่เห็นมีมากน้อยแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ควรจะต้องออกมาให้คำตอบและเป็นคนที่เราควรตั้งคำถามต่อเขามากที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนโดยตรงและข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้มาทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้ว ตัวแทนภาคประชาสังคม สส.ที่เปิดเผยนี้ เพราะบังเอิญมีคนในที่ทนไม่ได้กับขบวนการโกง ออกมาให้ข้อมูล เมื่อนำมาเปิดเผยแล้ว กลับมีการพยายามฟ้องร้องปิดปาก รัฐบาลใช้อำนาจตัวเองในการฟ้องร้องปิดปาก แบบนี้ไม่ถูกต้อง แทนที่จะตั้งคำถามต่อพวกเราว่า เรามีข้อมูลอะไรบ้าง เราอาจให้ข้อมูลไม่ได้ทั้งหมด เพราะอาจกระทบต่อแหล่งข่าว โดยเราต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ทำหน้าที่ว่า ต้องแสดงความโปร่งใสออกมาให้มากที่สุด

’ไอติม’ขยี้ไม่สั่งฟ้อง’หนู-แกนนำภท.’

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการรับทราบผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี2567และปี2568 โดยให้เวลาการอภิปราย 5ชั่วโมง

เริ่มจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้องคดีฮั้วสว.77คน ถือว่าน้อยมาก แบ่งเป็นสว.26คน แกนนำ สส.กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 1คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบสะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต.จงใจมองไม่เห็นช้าง 3ตัว ได้แก่ 1.ความเป็นขบวนการโกงสว.ที่ตีกรอบว่า ขบวนการโกงต่างๆไม่เกี่ยวกัน ต่างคนต่างโกง ขัดหลักฐานว่า การโกงทำเป็นขบวนการ มีทั้งโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชั่น ที่มี สว.130กว่าคน อยู่ในโพย เป็นขวนการเดียวกัน สถิติลงคะแนนระดับประเทศ ยืนยันมีการแลกคะแนนเป็นขบวนการ และศูนย์ทำโพยที่มีผู้สมัครสว.ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่างๆ ใช้วิทยากรคนเดียวกันวนไปทำหน้าที่ตามที่ต่างๆ รวมถึงมีการปฐมนิเทศ สว.หลังได้รับเลือก พบว่า วันที่ 21ก.ค.2567 หลัง 200สว.ได้รับการรับรองจากกกต.มีสว.หลายสิบคนไปประชุมที่โรงแรมพูลแมนเพื่อปฐมนิเทศ ตกลงจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา

ทำไมกกต.ปัดตกคำให้การ’เอกราช’

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรคภูมิใจไทย แม้กกต.ปัดตกคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การของนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะของนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย จึงสงสัยหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวโกงสว.เหตุใด นางรัตนา จึงโทรคุยกับสว. 19คน 62ครั้ง ในช่วงเวลา 80วัน ที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว.

‘ศุภชัย’ประท้วงอภิปรายนอกเรื่อง

ทำให้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงทันทีว่า นายพริษฐ์นำสำนวนที่เป็นความลับการสอบสวนของราชการมาเปิดเผย ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ไม่ให้เอาของไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายในสภา แต่นายโสภณวินิจฉัยให้นายพริษฐ์พูดต่อ โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเคยออกประกาศไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวการเลือก สว.แต่การที่กกต.ยังสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นได้ 2 ทางคือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เรื่องในการกำชับลูกพรรคไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเลือกสว. 2.นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยร่วมกันโกงเลือก สว.

ภท.ดาหน้าประท้วงวุ่นใส่ร้าย’หนู’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรยากาศการประชุมคุกรุ่นขึ้นทันที เมื่อสส.พรรคภูมิใจไทย รุมประท้วงขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด ขณะที่นายโสภณ ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด เพราะเป็นการกล่าวหานายกฯ เนื่องจากกกต.วินิจฉัยแล้ว ยืนยันว่า นายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่สั่งฟ้อง แต่ตนจะไม่ให้ถอนคำพูด แต่ต้องไม่พูดอีก ถ้าพูดจะไม่ให้อภิปราย ก่อนให้นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่า 3.มาตรฐานกกต. ที่ปีที่แล้วเคยสั่งฟ้องการโกงสว.ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของ คน2คน ที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้องสว.ร้อยกว่าคน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต

ชี้4เสียงไม่ฟ้องมาจากกกต.สีน้ำเงิน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ กกต.ต้องทำมี 4ข้อคือ 1.ต้องเปิดเผยมติของกกต.ทุกคนว่า ใครลงมติว่าอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวน รวมถึงความเห็นอนุกรรมการชุดที่26 และความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ไปที่ศาลฎีกา 3.ให้ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกงสว.ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกงสว.มากกว่า 77คน กกต.ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม ทั้งนี้หากตัดความเห็น 4กกต.ที่มาจากสว.สีน้ำเงิน จะเห็นว่า กกต.3เสียงที่ให้สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย และนายอนุทินไปที่ศาลฎีกา ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แกนนำภูมิใจไทยและนายอนุทินไม่ถูกสั่งฟ้อง เพราะดุลยพินิจ 4กกต.ที่มาจากการเลือกของสว.สีน้ำเงิน ใช้ดุลยพินิจเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา หากกกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทนกกต.ว่า ความน่าเชื่อถือของกกต.ในสายตาประชาชน จะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาฯในปีหน้า

‘ภัณทิล’มึนไม่มีนักการเมืองถูกฟ้อง

จากนั้น นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงผลคดีฮั้ว สว.ว่า ช้างตายไป 77 ตัว สุดท้ายสำนวนกว่า 70,000หน้า ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ท่านประชุม 11ครั้งมีมติส่ง 77คนไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ตนไม่ได้ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าทำงานขยันขันแข็ง แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 7คน เพราะคดีนี้ใหญ่มาก ไม่ใช่คดีที่ไม่มีอะไร แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นกรรมการบริหารและคนการเมืองเท่ากับ 0 ไม่มีเลย แม้ผู้ที่ถูกฟ้องในสัดส่วนของบุคคลอื่น 15คน ประกอบด้วยอดีตผู้ช่วย สส.พรรคภูมิใจไทย, อดีตผู้สมัครของพรรค, อดีตคนทำงาน และอดีต สส.

สายตาพร่ามัว-ทั้งที่มีเส้นเงินโยงใย

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ตนถามว่าสอบกันเกือบ 80,000 หน้า แต่พอเข้าเขตการเมืองทำไมสายตามันถึงพร่า มองอะไรกันไม่เห็นขอยกตัวอย่างนายหัวภาคใต้ ซึ่งนายสุบิน ศักดา ผู้ที่มีรายชื่อถูกสั่งฟ้องในมติ 7:0 ออกมาเปิดเผยว่านายหัวคนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายให้ และมีเส้นเงินเชื่อมโยงกัน 11ราย ตนขอตั้งคำถามว่าหาก กกต.ทั้ง 7คน เห็น นายสุบิน แล้วคนที่เหนือนายสุบินปลิวหายไปไหน มันมีคนเอาเงินมาให้นายสุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยสามารถจ่ายเงินเอง นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลงนามโดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ซึ่งมีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานรองรับเพียงพอ ไปถึง นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎษร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง รวมถึงพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ วันนี้มาดูผล นายพิชัยหาย ปลิว พล.อ.เกรียงไกร หาย ปลิว ต้องไปไล่ต่อ ตนเชื่อว่ากกต.อีก 5 คนคงอยู่ไม่สุข สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน กกต.ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ต้องออกมาพลีชีพ

ซัดปธ.กกต.ทำตัวเป็นพยานจำเลย

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ประธาน กกต.ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง หากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมาย จนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากกระบวนการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามว่ากกต.ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ นายสิทธิโชติ เลยรีบกระโดดออกมา เพราะกลัวติดคุก และหากพิสูจน์ได้ว่า มีการตัดตอนให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง ฝากไปบอก กกต.อีก 5ท่านด้วย ท่านแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฝากคำพูดผมไปบอกว่าโดนแน่นอน มาตรา157

สว.สำรองร้องศาลสั่งไต่สวนใหม่

ที่ศาลฎีกา กลุ่ม สว.สำรอง เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้รับคำร้อง คัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.กรณียกคําร้อง 3ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กล่าวว่า ทั้ง 3ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้องโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบัยแรกที่ตนเองไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต.ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน โดยสรุปแล้วทั้ง 77ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา62 ของ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งกกต.

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก10ปี วันนี้กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายใน 3วัน ตามมาตรา44โดยขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่1-3ที่บอกว่า ไม่ผิด ขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่และขอให้ไต่สวนว่า เมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบ หรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา สว.138คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ โดยสรุป คือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่

‘วรภัค’ แจงชื่อโผล่ในลิสต์ เอกสารกมธ.สหรัฐ แค่ตรวจสอบ-ยังไม่ชี้ว่าผิด ยันไม่เกี่ยวสแกมเมอร์-ค้ามนุษย์

16 กันยายน 2569 เวลา 22:02 น.

จากกรณีก่อนหน้านี่ที่มีการเผยแพร่ข่าวของ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชื่อของ วรภัค ธันยาวงษ์ ปรากฏอยู่ในหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ บางคณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 

ล่าสุดวันนี้ 16 กันยายน 2569 วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความร่ายยาวถึงกรณีดังกล่าว ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ชื่อของผมปรากฏอยู่ในหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ บางคณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นั้น

ผมขอชี้แจงว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการ ขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาว่าบุคคลที่มีรายชื่อเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการใช้มาตรการ sanctions หรือไม่ มิใช่ผลการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยว่าผมได้กระทำความผิด และมิได้หมายความว่าผมถูกสหรัฐฯ sanctions แล้ว

ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผมไม่เคยมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของ scam centers การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ cybercrime หรืออาชญากรรมข้ามชาติใดๆ ตามที่มีการกล่าวถึง

วันนี้ผมได้ติดต่อ Office of Foreign Assets Control (OFAC), U.S. Department of the Treasury อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อขอช่องทางในการนำส่งข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานให้หน่วยงานของสหรัฐฯ พิจารณา และกำลังจัดส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะ เพื่อขอโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและขอทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผม เพื่อที่จะสามารถตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้อย่างตรงประเด็น

ผมพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการตอบข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นนี้ คือ ข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้

สำหรับข้อกล่าวหาบางส่วนที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับผมก่อนหน้านี้ ผมได้เลือกใช้กระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อกล่าวหาดังกล่าว ปัจจุบันมีคดีหนึ่งที่ศาลรับไว้พิจารณาแล้ว และอีกคดีหนึ่งได้เสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องและอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล

ผมไม่ขอคาดเดาว่าการที่ชื่อของผมปรากฏในหนังสือของสหรัฐฯ ครั้งนี้มีที่มาหรือเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่เป็นคดีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมจะทำต่อไปคือใช้ข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้ เพื่อชี้แจงต่อทั้งศาลไทยและหน่วยงานของสหรัฐฯ

สำหรับรายละเอียดของข้อกล่าวหาบางส่วนที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลไทย ผมขอไม่เปิดเผยหรือโต้แย้งผ่านสื่อในขณะนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม
เมื่อมีความคืบหน้าที่เหมาะสม ผมจะแจ้งให้ทราบต่อไปครับ

วรภัค ธันยาวงษ์

16 กันยายน 2569″

วรภัค ธันยาวงษ์

หลังจากที่โพสต์ของ วรภัค ธันยาวงษ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น

“เป็นกำลังใจให้นะครับพี่ต่อ เสียดายโอกาสประเทศไทยเหมือนกันครับถ้าได้พี่ช่วยบริหาร น่าจะดีกว่านี้ไม่มากก็น้อยครับ”

“เปนกำลังใจให้ครับ”

“ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยครับ”

“ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนเอาชนะคดีความและข้อกล่าวหาทั้งหมดครับ”

“ขอส่งอีกหนึ่งกำลังใจให้ พี่ต่อ และ ครอบครัว ค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้ ครับ”

“สู้ๆ ค่ะเจ้านาย”

“เป็นกำลังใจให้พี่ต่อนะคะ”

“ขอเป็นกำลังใจครับ คนดีไม่มีวันตาย”

วรภัค ธันยาวงษ์
วรภัค ธันยาวงษ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Vorapak Tanyawong

‘โรม’ซัดรัฐบาลอนุทิน เพิกเฉยแม้เรื่องเกิดในไทย หลังกมธ.สหรัฐตามจี้ เครือข่าย‘ยิม เลียก‘ แถมมีชื่อ’วรภัค’โผล่ในลิสต์

16 กันยายน 2569 เวลา 21:46 น.

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ข่าวสหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ สะท้อนความจริงองค์กรอาชญากรรมแทรกซึมรัฐไทย

วันนี้ (16 กันยายน 2569) มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 26 บุคคลและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในจำนวนนี้มีชื่อคุ้นๆ อย่าง เบน สมิธ, ยิม เลียก รวมไปถึงวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วย

ผมเคยอภิปรายเมื่อปีที่แล้ว ถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาซึ่งโยงไปถึงเบน สมิธ และยิม เลียก รวมถึงพยายามเชิญคุณวรภัค ซึ่งถูกเปิดเผยความเชื่อมโยงในเวลาต่อมา ให้มาให้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ (ซึ่งผมเป็นประธานในขณะนั้น) ด้วย แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด

ข่าวการเสนอคว่ำบาตรจากฝั่งสหรัฐฯ ในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันการมีอยู่ของเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงินที่แทรกซึมเข้ามาในกลไกของรัฐไทย อยู่ ซึ่งเราจะต้องพยายามหาทางถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นไป

นี่คือบทสะท้อนว่าเครือข่ายสแกมเมอร์สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐ และมีตำแหน่งแห่งที่ในระดับที่สูง ในรัฐบาลไทยได้ อย่างไร

น่าคิดว่าแม้คนอย่างวรภัค จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่รัฐบาลอเมริกันติดตาม และขอให้มีการลงโทษ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นในไทยแท้ๆ แต่รัฐบาลอนุทินกลับไม่ทำอะไรต่อ

‘กรณ์‘ กางเอกสารกมธ.สหรัฐ ชงบอยคอต28รายชื่อ พบอดีตรมช.คลัง ‘วรภัค’ โผล่ด้วย

16 กันยายน 2569 เวลา 21:32 น.

กรณ์

จากกรณีก่อนหน้าที่ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯจ่อใช้กฎหมายคว่ำบาตร ล่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉ มีอดีต รมต.ไทย ติดโผด้วย

ล่าสุดวันนี้(16 ก.ย. 2569) เวลาช่วงเย็น กรณ์ จาติกวณิช โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเอกสารจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “โพสต์ที่แล้ว ผมพูดถึงเอกสารจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ประเทศไทยควรติดตาม วันนี้ขอลงรายละเอียดครับ

จดหมายลงวันที่ 15 กันยายน 2026 ลงนามโดย Brian Mast ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ John Moolenaar ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ส่งถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ขอให้พิจารณาภายใน 180 วันว่า บุคคลและนิติบุคคลที่ระบุชื่อไว้ เข้าเกณฑ์คว่ำบาตรตาม Global Magnitsky Act หรือไม่

กฎหมายฉบับนี้ใช้กับผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและการคอร์รัปชัน โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ลงมือ แต่ครอบคลุมถึงผู้สั่งการ ผู้สนับสนุนทางการเงิน ผู้ใช้บริษัทบังหน้า และผู้ที่คุ้มครองหรือได้ประโยชน์จากเครือข่าย หากถูกขึ้นบัญชี ผลคือทรัพย์สินในสหรัฐฯ ถูกอายัด ห้ามทำธุรกรรมกับบุคคลและบริษัทอเมริกัน และถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์

และในรายชื่อที่ขอให้ตรวจสอบ ปรากฏชื่อนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ผมขอย้ำให้ชัดว่า การถูกระบุชื่อในจดหมายยังไม่ใช่คำตัดสิน และยังไม่ใช่การคว่ำบาตร แต่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ เพราะประธานคณะกรรมาธิการสำคัญสองชุดของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กำลังขอให้เปิดกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ กับชื่อที่มีคนไทยอยู่ด้วย

คำถามที่เราต้องตอบให้ได้ คือเหตุใดจึงต้องรอให้ต่างประเทศเริ่มก่อน ทั้งที่ข้อมูลโครงสร้างธุรกิจ เส้นทางการเงิน ผู้ถือหุ้น และผู้รับผลประโยชน์ จำนวนมากอยู่ในมือหน่วยงานไทยอยู่แล้ว และเพียงพอที่จะเริ่มดำเนินการได้

ผมและคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ติดตามเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายเดือน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เราส่งหนังสือถึง ก.ล.ต. เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบ พร้อมนำส่งเอกสารและหลักฐานครบถ้วนแล้ว จนถึงวันนี้ ประชาชนยังไม่เห็นคำชี้แจงหรือความคืบหน้าที่ชัดเจน ผมยังได้อภิปรายเรื่องนี้หลายครั้งต่อหน้านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแล ก.ล.ต.

นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองรายวัน แต่คือความปลอดภัยของประชาชน ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และหลักนิติรัฐที่ต้องใช้กับทุกคนเสมอกัน

การตรวจสอบที่ล่าช้าไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป มีแต่จะเปิดทางให้ต่างชาติเป็นฝ่ายไล่เส้นทางการเงินและกำหนดมาตรการแทนเรา ซึ่งไม่ใช่แค่ความเสียหายต่อชื่อเสียง แต่คือความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางกฎหมายของประเทศ

ประเทศที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็ง ต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดโปงก่อนครับ”

กรณ์ จาติกวณิช

ไม่เพียงแค่นั้น กรณ์ จาติกวณิช ยังได้โพสต์ภาพเอกสารลงมาเพิ่มเติมภายในคอมเมนต์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากที่โพสต์ของ กรณ์ จาติกวณิช เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น

“น่าแปลกใจครับ ชื่อ สส. หรือ ผู้เคยลงสมัคร สส. ที่เป็นข่าว ไม่มีในรายชื่อเลย น่าสนใจจุดนี้เหมือนกันนะ ระดับ USA ทำงานน่าจะครบถ้วนนะครับ หรือว่ามีแต่อยู่อีก เทียร์”

“ขอบคุณคุณกรณ์ฯ ที่เปิดกล้องวงจรปิดให้เราดู ได้รู้ ได้เห็น “กลุ่มโจร” ในทำเนียมรัฐบาลไทยฯ”

“รัฐไทย ข้าราชการไทย”

“โดนใส่ร้าย – เข้าใจผิดรึป่าว??? เค้าปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดเลยนี่นา”

“รมต รัฐบาลเศษรฐา”

“อันนี้ไม่เรียกว่าปราบสแกมเมอร์แล้ว เรียกว่าทำงานด้วยกันเลย”

“สรุปที่คุณโรมพูดคือจริงทุกอย่างเลย”

“Benjamin และคนอื่นๆที่เชื่อมโยง ขนาด ปชป ส่งเรื่องไปตั้งนาน แต่กว่าจะขยับ (นิดนึง) เงินก็น่าจะถ่ายโอนออกไปมาก ที่อายัดได้น่าจะส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง .. อำนาจเยอะแต่เรื่องแบบนี้จัดการได้ไร้ประสิทธิภาพ เงินเทาดำมันคงเยอะถึงรั้งไว้ได้หรือป่าว lol lol lol”

“อ้อ ex-minister แล้วมาเกี่ยวอะไรชุดนี้ครับ”

“แบบนี้นานกหนูมีความผิดไหม?? เหตุตั้งรมต.ที่ประวัติอาญากรรม สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ แบบนี้”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

รัฐบาลย้ำ 6 จุดยืนไทย บนเวทีประนอมไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย-ผลประโยชน์ชาติ

16 กันยายน 2569 เวลา 20:23 น.

รัฐบาลย้ำ 6 จุดยืนไทย บนเวทีประนอมไทย–กัมพูชา “พร้อมเจรจา แต่ไม่ยอมเสียสิทธิ” ยืนยัน เรื่องทะเลไม่เกี่ยวเกาะกูด ไทยต้องปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ณ สิงคโปร์ โดยย้ำสาระสำคัญจากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย สรุปเป็น 6 จุดยืนสำคัญของประเทศไทย ดังนี้

1. ไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพต้องไม่แลกกับอธิปไตย

ประเทศไทยยึดแนวทางสันติและการเจรจามาโดยตลอด เพราะไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ“ไทยพร้อมคุย พร้อมหาทางออก และพร้อมเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่เรื่องอธิปไตยและสิทธิของประเทศไทย เราต้องรักษาอย่างเต็มที่”

2. “เขตแดนทางทะเล” ไม่ใช่ “เขตแดนทางบก” และไม่เกี่ยวกับเกาะกูด

ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนต่อคณะกรรมาธิการว่า กระบวนการประนอมครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูดไทยยืนยันเขตทางทะเลตามพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 และปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย

3. ไทยพร้อมใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กฎหมายต้องอยู่บนข้อเท็จจริง

ประเทศไทยยึดมั่นใน UNCLOS และกฎหมายระหว่างประเทศ และเข้าร่วมกระบวนการประนอมด้วยความสุจริตใจ แต่การใช้กฎหมายระหว่างประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวหรือใช้เวทีระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง

4. MOU 2544 ไม่ใช่ข้ออ้างว่าไทยปิดประตูการเจรจา

ฝ่ายไทยชี้แจงว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่า เมื่อไทยยกเลิก MOU 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าสู่กระบวนการประนอม ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามจุดยืนของไทย ตลอดระยะเวลา 25 ปี มีการประชุมอย่างเป็นทางการภายใต้กลไกดังกล่าวเพียงสองครั้ง และไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ไทยเคยเสนอให้ทั้งสองประเทศกลับมาเจรจาเรื่องเขตทางทะเลโดยตรง ดังนั้น ไทยไม่ได้ปิดประตู แต่เสนอทางออกและเปิดประตูการเจรจามาโดยตลอด

5. ไทยเลือก “การทูต + กฎหมาย” ไม่เลือกการกล่าวหากัน

แนวทางของไทยคือ ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และใช้การทูตเพื่อหาทางออกระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความขัดแย้งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นการแข่งขันว่าใครกล่าวหาอีกฝ่ายได้มากกว่า หรือใครสร้างภาพว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำได้มากกว่า ไทยพร้อมพูดคุยบนพื้นฐานของความจริงใจ แต่ความจริงใจต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย และการฟื้นความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความไว้วางใจและเคารพซึ่งกันและกัน

6. เวทีนี้ไม่ควรมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ประเทศไทยต้องไม่เป็นฝ่ายเสียสิทธิ

เป้าหมายของไทยคือการหาข้อยุติเรื่องเขตทางทะเลที่เป็นธรรม ใช้ได้จริง และยั่งยืน เพราะไม่ว่ากระบวนการนี้จะจบลงอย่างไร ไทยกับกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป รัฐบาลจึงต้องการให้ปัญหาที่มีอยู่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ไม่ทิ้งความขัดแย้งไว้ให้คนรุ่นต่อไป แต่ในกระบวนการดังกล่าว ผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของไทยต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่

จุดยืนที่นายสีหศักดิ์นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการสะท้อนหลักการสำคัญของรัฐบาลว่า สิ่งที่ไทยต้องการมีเพียงการรักษาสิ่งที่เป็นสิทธิของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ “ไทยเลือกสันติภาพ แต่ไม่ใช่สันติภาพที่ต้องแลกด้วยอธิปไตย ไทยเลือกการเจรจา แต่การเจรจาต้องอยู่บนข้อเท็จจริง และไทยพร้อมเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่เมื่อมีข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไทยก็มีหน้าที่ชี้แจงและปกป้องประเทศอย่างเต็มที่ นี่คือจุดยืนของรัฐบาลไทย”

‘อภิสิทธิ์’กังขาพยานฮั้ว ส.ว. กลับคำให้การพยาน-ตัดตอนเส้นเงิน เตือนมติเสียงข้างมาก เสี่ยงล้มล้างการปกครอง

16 กันยายน 2569 เวลา 19:36 น.

‘อภิสิทธิ์’ท้าถาม‘ประชาชน’เชื่อเลือกตั้งสส.-เลือก สว. สุจริตหรือไม่ ตั้งกังขาปมกลับคำให้การพยาน-ตัดตอนเส้นเงิน เตือนมติเสียงข้างมากเสี่ยงล้มล้างการปกครอง

วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)อภิปรายว่า การอภิปรายวันนี้มีการพูดถึงช้างบ่อย เพราะต้องการเน้นย้ำว่าบางครั้ง เรามาพิจารณาในบางเรื่องและรายละเอียดเรื่องต่างๆ โดยลืมภาพใหญ่ไป โดยในรายงานของ กกต. มีตัวประเมินการชี้วัดในรูปแบบต่างๆ แต่สำหรับตนเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ กกต. ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 2540 ให้เป็นองค์กรอิสระที่มาใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติคือการออกระเบียบต่างๆ อำนาจบริหารคือการจัดการการเลือกตั้ง และอำนาจตุลาการหรือกึ่งตุลาการคือการพิจารณาลงโทษบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ในบางช่วง เช่น การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็จะถือว่ากกต. เด็ดขาด แต่หลังจากนั้น เป็นเรื่องที่สามารถจะส่งให้ศาลพิจารณาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือองค์กรนี้ต้องเป็นอิสระ ไม่ใช่นั้นจะไม่มีหลักประกันในเรื่องของความเที่ยงธรรม ในการที่จะผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกคุกคามจากการบิดเบือนเจตนารมย์ของประชาชน ในการส่งตัวแทนเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อไปไม่อยากให้บางท่านที่อยู่บนบัลลังก์นี้หรือเจ้าหน้าที่กกต. มองว่าตนหรือพวกเราวิจารณ์ตัวท่าน เพราะทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดี มีคนที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่มีหลายคนที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วทำให้องค์กรเสียหาย ซึ่งในภาพใหญ่ ตนขอถามง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ตัวชี้วัดที่อยู่ในรายงาน ตนท้าให้ประธาน ไปถามประชาชนที่ไหนก็ได้ ว่าวันนี้มีใครเชื่อบ้าง ว่าการเลือก สว.ปี 2567 และการเลือกตั้ง สส. ซึ่ง กกต.ต้องเตรียมการตั้งแต่ปี 2568 ตามรายงานนี้สุจริตเที่ยงธรรม ตนท้าเพราะ ไม่เชื่อว่ามีคนไหนพูดเช่นนั้น และวันนี้ที่น่าสะท้อนใจที่สุดคือ เวลาเราไปเจอผู้คนที่อยากมาเป็นนักการเมือง หลายคนบอกว่ามาไม่ไหว เพราะไม่สามารถทำในสิ่งผิดกฎหมาย แข่งขันกับคนอื่นได้ และมีเพื่อนสมาชิก เวลาเราคุยกันส่วนตัว บ่นอยู่ตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องการประมูล การทำผิดกฎหมาย แข่งขันกันแล้ว แต่ไม่สามารถมีใครทำได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ เมื่อรายงานเป็นปี 2567 และ 2568 ก็คือเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของกกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา แต่ตนจะย้อนกลับไปในช่วงปี 2567 และ 2568 กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง ที่ทำให้การเลือก สว. สุจริตและเที่ยงธรรมในการป้องกัน ไม่ให้เกิดการทุจริตหรือฮั้ว จริงๆ ถ้าตั้งต้น เลขาธิการกกต. ตั้งต้นดีมากในช่วงปี 2567 โดยพูดแต่ต้นว่าศาลฎีกาเคยตัดสินคดีมาแล้วทั้ง 2 คดี ตั้งแต่ปี 2562 ตอนเลือกตามบทเฉพาะกาล ว่าลำพังการคะแนนเสียงกันก็เป็นความผิดแล้ว โดยศาลอธิบายหลักของการเลือก สว. ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญชัดว่าเป็นเรื่องของคนที่มีคุณวุฒิประสงค์จะมาเป็น สว. มาสมัครแล้ว เขาก็ให้มีโอกาสเลือก 2 หมายเลข สันนิษฐานว่า 1 หมายเลขก็ต้องเรียกตัวเอง ส่วนอีกหมายเลขหนึ่งก็พิจารณาจากประวัติของบุคคลอื่นที่มาสมัคร ที่ศาลตัดสินว่าเพียงแรกคะแนนก็ผิดกันแล้ว ศาลใช้คำว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครผู้อื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของการเลือกตามรัฐธรรมนูญ แต่ทำไปทำมา ในการจัดการเลือก สว. ครั้งนี้ ไม่ได้พยายามออกแบบมาป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา สิ่งที่เรียกว่าเป็นการฮั้วหรือการทำผิดกฎหมายอีก ซึ่งในบทเฉพาะกาลอุตส่าเขียนว่าที่ไหนมีคะแนนเลือกแล้วได้ 0 แล้วมีคนได้ 0 คะแนนเยอะกฎหมายให้สันนิษฐานเด็ดขาดว่าเกิดการสมยอมขึ้น เพราะเห็นว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาสมัคร แต่มาสมัครเพื่อคนอื่น หรือถูกกะเกณฑ์มาเพื่อเลือกคนอื่น แต่พอเลือก สว. ปี 2567 กกต. ไม่เอาหลักนี้มาใช้ ซึ่งตนเคยสนทนากับเจ้าหน้าที่กกต. บอกว่าจริงๆระบบนี้ เลือกที่ไหน หากมีแม้แต่คนได้ 0 คนเดียว ก็ให้ตัดแล้วเลือกใหม่อีกรอบ แต่ กกต.ไม่ทำ ยังไม่พอ ระเบียบที่จะเข้ามากำกับว่าใครมีคุณสมบัติอยู่กลุ่มไหนตามกฎหมาย จะมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็ไม่รัดกุม สุดท้ายก็เกิดปัญหาขึ้น ทำให้มีการสมัครผิดกลุ่ม คุณสมบัติจริงหรือไม่ที่บอกว่าเป็นสายสาธารณสุขหรือสายสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นการเอื้อให้เกิดขบวนการเกณฑ์คนมาแล้วทำขบวนการที่เป็นการฮั้วได้อย่างเป็นระบบทั้งประเทศ แม้วันที่เลือกระดับประเทศ ซึ่งแต่ละรอบจะต้องมีการเลือกทั้งตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะต้องเลือกในกลุ่มก่อนถึงจะไปเลือกไขว้ คำถามก็คือพอช่วงบ่ายบางคนตกรอบไปแล้ว ทำไมไม่มีการเปลี่ยนหมายเลขผู้สมัคร แปลว่าผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้วก็ยังมีหมายเลขอยู่ ทุกคนได้หมายเลขเดิม อย่างนี้ช่วยให้ฮั้วตามโพยได้หรือไม่ เพราะถ้าเปลี่ยนหมายเลข ก็ต้องไปทำโพยกันใหม่ทั้งตอนเช้าและบ่ายแต่ กกต. ก็ไม่ได้ทำ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนติดใจ กกต. 2-3 เรื่อง หนึ่งคือเรื่องที่มาจากปาก กกต. เสียงข้างน้อย ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่ามีความพยายามที่จะร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอ จังหวัด ถูกตัดตอนเกือบหมด คือมีขบวนการฮั้วไม่พอ ยังมีเครือข่ายครอบงำในระดับจังหวัดและอำเภอ ในที่สุดเป็นเหตุผลว่าทำไมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์ดีเอสไอ ก็ขอให้มีการเคารพศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่วินิจฉัยไปแล้วว่ากระบวนการต่างๆที่ดำเนินการในช่วงนั้นเป็นกระบวนการที่ชอบ ขอให้ กกต. ตอบด้วยว่าได้ทำอะไรกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและจังหวัด

สอง เพราะเส้นเงินถึงคนรอบตัว ตัวใหญ่ๆ แต่พอ จะมีการไปเอาเส้นเงินมาจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปถึงผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้น กกต. กลับมีมติ 4:3 ไม่รับมาเข้ามา เหตุผลคืออะไร เพราะเราอยู่ระบบไต่สวนของ กกต. อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคดีทำไมไม่รับเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นสำนวนของดีเอสไอส่งให้ กกต. ก็ไม่รับ ตอบได้หรือไม่ว่าเป็นการใช้อำนาจที่นำไปสู่การสุจริตเที่ยงธรรม เพราะทุกอย่างถูกปฏิเสธหมด

สาม ประเด็นที่จะจัดพิจารณาถึงคนที่มีอำนาจมากๆ ถูกตีวงให้แคบลง ซึ่งพยานจะมีไม่กี่ปากที่สามารถเข้าไปใกล้ชิดได้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าใครอยู่ร่วมขบวนการบ้างเป็นรายบุคคล

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการกลับคำให้การของพยาน จึงทำให้ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าพิจารณาในกระบวนการจะดูแยกส่วนไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วไม่เกี่ยวข้องกัน ดีที่กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ไปรับผิดชอบสอบเหตุการณ์ที่ภาคใต้ ที่เกิดขึ้น 70 จุดพร้อมกัน ท่านก็คงบอกว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกัน แต่ทำไมเราเชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆที่ พฤติกรรมการเลือกส.ว. เกิดขึ้นทั้งปทุมธานี อยุธยา นครนายก เชื่อมโยงกันหมด แต่ต้องมาแยก บอกว่าต่างคนต่างทำไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นไปได้อย่างไร ตนมีประเด็นที่ข้องใจ พยานกลับคำให้การ ซึ่งพยานคนนี้เดิมเป็นผู้ต้องหา ถูกกันเป็นพยานเพราะให้การเป็นประโยชน์ คำถามคือมากลับคำให้การ แล้วทำไมยังถูกกันเป็นพยานต่อ ในเมื่อสิ่งที่บอกว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่กลับมาบอกว่าเป็นเท็จ เขาต้องกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ต้องถูกดำเนินคดีจะได้รู้ว่ารอบไหนกันแน่ที่ถูกข่มขู่ และการให้การในรอบแรกถ้าเป็นเท็จจริง ตนได้อ่านมาตรา 78 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และถ้าการกระทำนั้นมาให้การกลับกกต. ก็มีโทษสูงขึ้นไปอีก คำถามคือทำไมเลขาธิการกกต. กับกกต. วินิจฉัยว่าผู้นี้ไม่ผิดมาตรา 78 ก็ยังกันเป็นพยานต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านต้องเชื่อคำให้การแรกเท่านั้น ท่านจะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะมีคนตั้งข้อสังเกตว่ามีพิรุธว่ามาให้การอย่างนี้ แล้วจะช่วยกัน มากับคำให้การก็จะช่วยกันโดยที่ไม่มีความผิด

“ทั้งหลายทั้งปวงคือสิ่งที่ตนบอกว่ามันกำลังทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะท่านทำเรื่องนี้ล่าช้า 2 ปี กลายเป็นว่า กกต.ที่วินิจฉัยคดีนี้ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเสียงข้างมาก ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติการปกครองพิจารณาไม่ได้เลย แต่บังเอิญกฎหมายกกต. บังคับว่าต้องเข้าประชุมต้องลงคะแนนไม่เช่นนั้นให้ลาออกไปเสีย แต่หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าถูกกำหนดบรรทัดฐานมาแล้ว ที่ท่านทำล่าช้าเป็นเหตุให้ศาลฎีการับเรื่องที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือการสมัครผิดกลุ่ม เพราะศาลคงดูแล้วว่าคำร้องนี้ไม่เคยมีการแจ้งคำวินิจฉัย ทำให้ศาลต้องรับเรื่องไป และเมื่อมติออกมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน ก็เคยมีคนร้องและร้องก่อนที่กกต. จะประกาศรับรองผล จึงเป็นเหตุว่าคงจะมีการยื่นศาลฎีกาอีก เพื่อให้มีการวินิจฉัยในเรื่องเหล่านี้ เพราะเจตนารมย์เดิมที่จะให้กกต. สุจริตเที่ยงธรรมถูกทำลายไปหมด ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการต่อ ศาลฎีกาที่จะมีการไต่สวนก็จะชี้ให้เห็นว่าที่กกต. พิจารณานั้นไม่ครบถ้วน แล้วยังมีศาลฎีกาอีกที่มองว่าท่านยังไม่ได้แจ้งคำร้องและคำวินิจฉัย ซึ่งจะมีการโต้แย้งกันไปมา ยังไม่นับมาตรา 157 สำหรับเสียงข้างมาก ขอให้ตั้งหลักกันให้ดี ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนถูกล้มล้าง เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง“นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ศุภชัย จี้ กกต. แจงปมสำนวนฮั้ว สว. ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย ตรวจสอบรั่วไหลเอกสาร-ดำเนินตาม กม.

16 กันยายน 2569 เวลา 19:19 น.

ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย! ‘ศุภชัย’ ไล่บี้ ‘กกต.’ แจงปม ‘สำนวนฮั้ว สว.’ ตรวจสอบการรั่วไหลของเอกสาร-ดำเนินการตามกฎหมาย แนะยึดพยานหลักฐาน-กม. อย่าหวั่นไหวตามกระแสสังคม

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อ 16.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงตอนหนึ่งว่า วันนี้มีการปรากฏเป็นข่าวว่าในขณะที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของกกต. ชุดที่ 26 สอบสวนฝ่ายสีน้ำเงินมา 2 ปี ปรากฏว่ามีอีก 3 สำนวนที่เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เสร็จคือ สว. กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์ และสว. กลุ่มสีส้ม ตนไม่เรียกว่าเป็นระบอบสีส้มหรือไม่ ทำไมวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชื่องช้า ซึ่งเป็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ได้ว่าวันนี้ถึงไหน สิ่งที่ตนต้องการคือกกต.ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน โดยเอกสารในสำนวนที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ตนไม่ทราบว่ากกต. นั่งดูเขานำสำนวนที่อยู่ในมือ แล้วท่านเฉยเมย แม้จะบอกว่าไปแจ้งกองปราบแล้ว ท่านแจ้งแค่นั้นแต่ไม่บอกประชาชนว่า กำลังดำเนินการใดอยู่ ท่านนิ่งเงียบนิ่งเฉย จนน่ากลัวว่าท่านไม่ให้ความสนใจ ท่านนำความลับของท่านไปเผยแพร่ ท่านไม่รู้สึก ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาวเลยหรือ ปล่อยให้มีคนเปิดทุกวัน เขามาหยามท่านทุกวัน ท่านก็ไม่รู้สึกอะไร เกิดอะไรขึ้นกับกกต.

”วันนี้ปัญหาอยู่ที่คนนำมาเปิดนี่นิดนี่หน่อย เลือกเฉพาะบางหน้า บางคำให้การ และบางประโยค เพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับคนที่นำมาเปิด ประชาชนไม่ได้เห็นสำนวนครบถ้วน ในที่สุดสำนวนนั้นก็หลอกคนครึ่งประเทศ ตั้งแต่ยุวชนจนถึงผู้อาวุโสของประเทศ ลงชื่อเรียกร้องให้กกต. ทำเช่นนั้นเช่นนี้ เพราะเชื่อสำนวนที่หลุดมา โดยไม่ฟังความจริงว่าสำนวนนี้แท้จริงเป็นอย่างไร ท่านไม่ออกมาเลย นิ่งเฉย นี่คือสิ่งที่ผมอยากตำหนิกกต. และกกต. ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมถึงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ วันนี้คนทั้งประเทศเขาเชื่อสำนวนแล้ว จากการที่จากการที่เปิดบางประการเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง“ นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า วันนี้จึงอยากให้ท่านตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และรีบดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนนั้นมาเปิดเผย ที่ตนพูดมาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับกกต. ไม่ได้ต้องการที่จะปกป้องบุคคลใด หรือคนจากพรรคการเมืองใด ตนพูดตลอดว่าถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด และจุดยืนตนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตนออกมาปกป้องกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรครวม 8 คน เพราะตนมั่นใจว่าเขาไม่ได้กระทำความผิด ขอบคุณกกต. ทั้ง 7 คน ที่ได้ไปพิจารณาชั่งน้ำหนัก และลงมติไม่ดำเนินคดี และคิดว่าหากพยานหลักฐานไปไม่ถึงก็ต้องได้รับความเป็นธรรม ฉะนั้น จึงขอฝาก กกต. 5 ประการ ดังนี้ 1. ท่านต้องชี้แจงองค์ประกอบ ที่มา กระบวนการ การทำงาน ของคณะอนุชุดที่ 26 ให้ชัดเจน เพื่อยุติข้อสงสัยที่ปรากฏต่อสาธารณะ 2. กำหนดและเปิดเผยหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการรับและใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ชัดว่ามีการประสานข้อมูลและอะไรคือ กระบวนการไต่สวนที่กกต. ดำเนินการเอง

นายศุภชัย กล่าวว่า 3. ชี้แจงสถานะของสำนวนอื่นที่มี ลักษณะเดียวกันใน 3 คดีที่ตนกล่าวข้างต้น ว่าท่านทำไปถึงไหนอย่างไรทำไมจึงช้าอยู่ในมืออนุชุดที่ 26 ทำไมไม่ทำให้เสร็จสักที และชื่อที่ทำก่อนหน้านี้เป็นชื่อสีน้ำเงินทั้งนั้น แต่ชื่ออื่นๆที่มีหลักฐานชัดเจนหมด พูดตรงๆ คือท่านกล่าวหาว่าสีน้ำเงินฮั้ว แต่สีอื่นก็มีลักษณะฮั้วเช่นกัน หากบอกว่าสีน้ำเงินโกง ท่านก็โกงเช่นเดียวกัน 4. ท่านต้องตรวจสอบระบบรักษาความลับ การเข้าถึงเอกสารในสำนวนอย่างจริงจัง หากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดนำเอกสารที่ไม่ควรเปิดเผย ออกไป ท่านก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และไม่เลือกฝ่าย และ 5. เมื่อพิจารณาคดีใดแล้ว อยากขอให้กกต. ยึดหลักว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ท่านก็ควรพิจารณาอย่างเป็นธรรม และไม่ด่วนสรุปจากสังคม เพราะกฎหมายให้อำนาจท่านอย่างเต็มที่ ไม่ให้ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์

“ถ้าท่านเชื่อท่านก็ฟ้อง ท่านไม่เชื่อ ท่านก็ยกคำร้อง คดีฮั้วสว. คงต้องดำเนินการต่อในกระบวนการของศาล สำหรับผู้ที่กกต. มีมติดำเนินการ ดังนั้น ผมอยากบอกว่า วันนี้ไม่ใช่การที่จะประกาศว่าใครชนะและไม่ใช่เวลาที่ฝ่ายใดจะประกาศว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดเด็ดขาด ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ยังมีข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในการที่จะต่อสู้และมีสิทธิ์ตามกระบวนการ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจ สิ่งที่สภาฯ ควรทำคือพวกเราต้องใช้กรณีนี้เป็นบทเรียน เพื่อทำให้ระบบตรวจสอบของประเทศแข็งแรงขึ้น กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ฉะนั้น ต้องมีมาตรฐานสูง เพราะคำวินิจฉัยของกกต. ไม่ได้กระทบเพียงแค่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรค แต่กระทบความเชื่อมั่นของประเทศ ที่มีระบบเลือกตั้งทั้งระบบ และขอส่งท้ายว่าขอให้ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ขอให้ยุติหรือไม่ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานไม่ถึงมาตรฐานของกฎหมาย ขอให้ยึดหลักกฎหมายมากกว่ากระแสสังคม และขอให้รักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” นายศุภชัย กล่าว

ชวน กรีด กกต.ชุดนี้ ถูกครหาแทรกแซงการเมืองมากสุด ชี้ปมฮั้ว สว. คนวางแผนชื่อเหมือนใน ครม.ชุดปัจจุบัน

16 กันยายน 2569 เวลา 18:35 น.

’ชวน‘ ชี้ตั้งแต่ผ่านระบบเลือกตั้งมา ‘กกต.’ ชุดนี้ถูกครหา ’การเมืองแทรกแซง‘ มากที่สุด ฝากยึดมั่นความถูกต้อง ชอบธรรม อย่าเกรงใจใคร กรีดเจ็บ ’อนุทิน‘ มาเป็นนายกฯปี68 อาจไม่เกี่ยว ’ฮั้ว สว.ปี67‘ แต่คนวางแผน‘ชื่อนามสกุล’เหมือนใน ‘ครม.’ ชุดปัจจุบัน

วันที่ 16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 16.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

โดยนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า สิ่งแรกขออ้างอิงเอารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)สำหรับผลรายงาน 2567 ในหน้าหนึ่ง คือพระบรมราโชวาทที่กกต.ให้ความสำคัญนำมาลงเป็นหน้าหนึ่ง ระบุว่า หน้าที่ของข้าราชการทุกฝ่ายนั้นอาจแบ่งได้เป็นสองส่วนส่วนหนึ่งคือการปฏิบัติงานตามวาระรับผิดชอบของตนให้สำเร็จผลอย่างมีประสิทธิภาพอีก ส่วนคือการร่วมกับชาวไทยทุกคนในอันที่จะจันลงรักษาความดีงามในชาติบ้านเมือง จึงขอให้ข้าราชการทุกฝ่ายตั้งใจค้นขวายปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์” นี่เป็นหนังสือจากพระที่นั่งอัมพรสถานในวันที่ 15 มีนาคม 2527 เป็นข้อความเดิมที่ข้าราชการ ทุกฝ่ายก็จะนำมาใช้

นายชวน กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อจากที่ตนได้นำพระบรมราโชวาทมาอ้างคือ กกต. ได้ทำหน้าที่สำเร็จคือทำหน้าที่ให้การเมืองตั้งเสร็จ แต่ไม่มีมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถจะรักษาความดีงามในชาติบ้านเมืองได้ เพราะคนผิดลอยนวล อย่างไรก็ตาม ตนผ่านระบบการเลือกตั้งตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง มาจนถึง กกต.เกิดขึ้น ต้องบอกว่ากกต.ชุดต่างๆจนมาถึงกกต.ชุดนี้เป็นชุดที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด กกต.ชุดปัจจุบันมีข้อครหาในเรื่องของที่มาว่ามีการเมืองเข้าไปแทรกแซงเข้าไปมีส่วนในการกำหนดตัวบุคคล ตนเคยเป็นกรรมการสรรหาเหมือนกับพวกเรา ที่มีตำแหน่งเป็นประธานสภาหรือเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในยุคปัจจุบันการเมืองเข้าไปแทรกแซงมากจนทำให้ทุกคนที่อยู่ในองค์กรรวมทั้งกกต.มีปัญหา ไม่ได้พูดว่าคนเราไม่ดีและคนเหล่านั้นไม่เก่ง แต่เมื่อมาในระบบเป็นหนี้บุญคุณ หนีไม่พ้นวัฒนธรรมคนไทยที่ตอบแทนบุญคุณกันและการตอบแทนบุญคุณนั้น ก็บางเรื่องก็ทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี เรื่องดีกลายเป็นร้ายเรื่องผิดกลายเป็นถูก ทำให้ถูกกลายเป็นผิด ตนถึงได้ย้ำเรื่องนี้

“ผมจึงได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการกกต. นายแสวง บุญมีก่อนการเลือกตั้งว่าในฐานะนายแสวงเป็นเลขาคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนให้สถาบันนี้ปฏิบัติที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดความสุจริตที่ยงธรรม พูดง่ายๆคือขอให้ท่านทำให้ ให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมอย่าให้มี อย่าให้มีการทุจริตอย่าให้มีการทำให้เสื่อมเสียต่อกระบวนการหน้าที่ของกกต. ซึ่งก่อนหน้าหน้านั้นผมได้ทำหนังสือถึงประธานกกต. ซึ่งท่านก็ตอบแต่นายแสวงส่งไปปีก่อนแล้วยังไม่ตอบเลย วันนี้ก็ทวงจดหมายด้วย เป็นจดหมายที่ผม นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายราชิต สุดพุ่ม นายสรรเพชญ บุญญามณี ทำไปถึงท่านวันที่ 25 มีนาคม 2568 นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือส่งประธานกกต.ด้วย ท่านปัจจุบันด้วยเพราะเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความดีอยู่ในตัวไม่มากก็น้อยเมื่อเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องอย่างน้อยก็คงได้ทบทวน และยังได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วย” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวด้วยว่า เชื่อว่ากกต. ฝ่ายเดียวทำงานไม่สำเร็จจึงขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้วางตัวให้เป็นกลางผลก็คืออธิบดีโทรศัพท์ไปหารองผู้ว่าบางจังหวัดเพื่อให้ช่วยเลือกพรรคสีน้ำเงิน ตนได้ทำหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้สั่งตำรวจทั่วประเทศวางตัวให้เป็นกลาง แต่ทุกอย่างไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต่างก็พึงใจให้การเมืองเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร มาถึงวันนี้ต้องบอกว่า กกต.เป็นหน่วยงานที่ยังคงดำรงอยู่แม้เราจะรู้สึกขัดข้องใจกับบทบาทของบทบาทกกต. บางท่านก็ตามแต่จำนวนเจ้าหน้าที่ 3,000 คนกับงบประมาณปีนี้จำนวน 2,700 ล้านบาท เป็นภาษีชาวบ้านที่เราหวังให้ที่เราปฏิบัติหน้าที่ แต่ได้ยินเจ้าหน้าที่กกต. ปรารภด้วยความห่วงใย บทบาทกกต. ตนรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนดีเขาห่วงใยว่าถ้ากกต. เป็นอย่างนี้ พวกเขาซึ่งเป็นข้าราชการประจำจะเสื่อมเสียไม่ได้รับความนับถือเพราะการเลือกตั้งก็ล้มเหลวทำเสร็จ แต่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงอยากฝากเลขาธิการ กกต. ช่วยให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับทั่วประเทศที่เรามีอยู่กระจาย 3,000 คนขณะนี้ ให้ยึดมั่นในความถูกต้องอย่าไปเกรงใจจะทำให้ไม่สามารถทำอะไรตรงไปตรงมาได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง

นายชวน กล่าวว่า อีกส่วนอะไรที่เป็นความจริงก็ต้องยึดความจริง ตนได้ยินสมาชิกพูดกันว่าเราอย่าไปใส่ร้ายป้ายสีกัน ตนเห็นด้วย นายอนุทินชาญวีรกูล เป็นนายกเมื่อปี 2568 กรณี ฮั้ว สว.เกิด ปี 2567 มันคนละตอนกัน ฉะนั้นจะพูดว่านายกฯใช้ตำแหน่งนายกฯโกง โกงเลือกตั้งวุฒิสมาชิก คงจะไม่จริง แต่คนที่ทำเรื่องนี้วางแผนเรื่องนี้ทุจริตการเลือกตั้งสว.เมื่อปี 67 ชื่อนามสกุลเหมือนกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเพ่งเล็งรัฐบาลชุดนี้ แต่ความจริงเกิดก่อนรัฐบาลชุดนี้ หลายเรื่องเราอยากปฏิเสธ ยิ่งปฏิเสธจะโดน 2ข้อหา อย่างที่บอกว่าพูดเรื่องนี้มันไม่จบ มันขึ้นศาลและศาลเป็นที่พึ่งให้ความจริงแก่สังคมวันนั้นถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามันเป็นจริงอย่างที่มีการกล่าวหาคนที่ปฏิเสธวันนี้ก็กลายเป็นคนที่โกหก2 ข้อหาทำผิดแล้วยังให้การเท็จ เพราะฉะนั้นอะไรที่จริงถ้าท่านไม่อยากให้มีใครว่า ก็อย่าไปทำแต่เมื่อทำไปแล้วทางออกที่ดีที่สุดก็คือยึดความจริงเป็นหลัก ซึ่งศาลจะเป็นที่พึ่งเรา

“สุดท้ายเราหวังว่ากกต. ยังอยู่ และยังคงเป็นหน้าที่หลักในดูแลระบอบประชาธิปไตยให้สุจริตและเที่ยงธรรม สิ่งนี้อยู่ที่ตัวบุคคลไม่ใช่ตัวกฎหมายเป็นสาระสำคัญมากนักตัวบุคคลหากกกต. ได้ยึดมั่น ความชอบธรรม ถูกต้องตามเงื่อนไขของคุณสมบัติคือซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ การโกงทุจริตวุฒิสมาชิกจะไม่เกิดขึ้น” นายชวน กล่าว